ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

18 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
งบประมาณปี 63,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

เริ่มขึ้นแล้วสำหรับการแถลงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งงานนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างยกข้อมูลมาหักล้างกันอย่างเผ็ดร้อน และไฮท์ไลท์สำคัญคงหนีไม่พ้นการแถลงงบประมาณแต่ละกระทรวงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยนายกฯ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการแจกแจงที่มาที่ไปของวงเงินงบประมาณที่เทลงไปให้แต่ละกระทรวง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีการตั้งงบประมาณเป็นจำนวนไม่เกิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งบประมาณของแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ เป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้เป้าหมายของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนว่า กระทรวงและหน่วยรับงบประมาณต่างๆ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตามสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คณะรัฐมนตรี นำเสนอ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก จำนวน 469,000 ล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,392,314.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 74.8 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,805.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.5 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของวงเงินงบประมาณซึ่งอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง

“สาระสำคัญของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณรายจ่ายที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 518,770.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.2 ของวงเงินงบประมาณ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 415,770.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงิน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ เงินสมทบลูกจ้างประจำ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

สำหรับงบประมาณอีกจำนวน 103,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.2 ของวงเงินงบประมาณ ได้สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจาก ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมและเผยแพร่ประสบการณ์และองค์ความรู้ ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1,131,765.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณตามกฎหมายจัดตั้งและตามที่ได้รับมอบหมายในเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน, งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 235,091 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินงานเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการในภาพรวมของประเทศได้แก่ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้, การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด, การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต, การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว, การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ, การพัฒนาพื้นที่ระดับภาค

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์, การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้, การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย, การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก, การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนงบประมาณรายจ่ายบุคลากร รัฐบาลได้ จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 777,267.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ไม่รวมค่าใช้จ่ายตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง จำนวน 415,770.9 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 272,127.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ

ขณะเดียวกันในส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามยุทธศาสตร์จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 428,190.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงโดยมุ่งเน้นการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ การสร้างความมั่นคงความปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศ การสร้างบทบาทของไทยในอาเซียนและเวทีโลก รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ยืนยันว่างบประมาณดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่แต่ส่วนของกระทรวงกลาโหมเพียงอย่างเดียว โดยจำแนกตามแผนงาน”

1.การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณทั้งสิ้น 5,351.9 ล้านบาท 2.การรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 34,774.2 ล้านบาท โดยเสริมสร้างความปรองดองภายในชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณทั้งสิ้น 10,865.5 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มีเป้าหมายในการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคง ให้สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพการศึกษา

4.การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ งบประมาณทั้งสิ้น 539.2 ล้านบาท 5.การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา ผู้ติดยาเสพติด งบประมาณทั้งสิ้น 5,319.1 ล้านบาท โดยจัดให้มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และช่วยเหลือประชาชนจากภัยยาเสพติดอย่างเป็นระบบ 6.การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณทั้งสิ้น 88,718.4 ล้านบาท โดยพัฒนาระบบและแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติให้มีความทันสมัย และปฏิบัติได้จริง หน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองมีประสิทธิภาพจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเพียงพอ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

7.การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ งบประมาณทั้งสิ้น 9,350.5 ล้านบาท โดยเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติให้ได้ตามมาตรฐาน พัฒนาระบบเตือนภัยให้มีความแม่นยำและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมในการสนับสนุนความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ 8.การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 15,324.4 ล้านบาท

9.การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 5,803.1 ล้านบาท โดยเน้นการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้านการต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติ 10.การสนับสนุนด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 1,574.6 ล้านบาท โดยการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศ ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีเอกราช อธิปไตย และมีความสงบเรียบร้อย มุ่งเน้นการพัฒนาคน

11.การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 56,569. 7ล้านบาท โดยการสร้างความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ การดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 194,000 ล้านบาท

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 380,803.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.9 ของวงเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว อย่างยั่งยืน สมดุลและมีเสถียรภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์พัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกและเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 571,073.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.8 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 765,209.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 118,700.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของวงเงินงบประมาณ โดยการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเลให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 504,686.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.8 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รับผิดชอบและตรวจสอบได้

ทั้งนี้รายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน 431,336.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 13.5 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ รายจ่ายงบกลาง จำนวน 96,500 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 272,127.1 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ส่วนการใช้จ่ายงบกลาง ประกอบด้วย เงินเบี้ยหวัด เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินเดือนข้าราชการ เงินสำรองสมทบและชดเชยของข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ถามว่า กฎหมายระบุไว้ตรงนี้ งบต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้งบกลาง ถ้างบกลางมี 5 แสนกว่าล้าน แต่งบเหล่านี้ใช้ไป 4 แสนกว่าล้านแล้ว ท่านจะไม่ให้เขาหรือ ส่วนที่เหลือ 1 แสนกว่าล้าน ไม่ใช่นายกฯ อนุมัติโครมๆ หรือให้ๆ ยืนยันว่าไม่มี ผมไม่เคยอนุมัติให้แบบนี้ การใช้งบกลาง ต้องทำแผนงานโครงการขึ้นมา แล้วพิจารณาในครม. ผมอนุมัติเองไม่ได้

“ทั้งนี้เงินในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ 100 ล้านบาท เอาไปจังหวัดนี้ เขาขอก็ให้ไป แต่ก็ต้องบริหารให้อยู่ทางโน้น การใช้จ่ายงบกลางเป็นแบบนี้ ขอให้เข้าใจด้วย งบเร่งด่วนน้ำท่วมอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคนก็มีผมได้ยินแวบๆ เมื่อกี้นี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนไม่รู้หรือฝันก็ไม่รู้” นายกฯ กล่าว

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติจะให้การสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้เพื่อที่รัฐบาลจะยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนต่อไป ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าทุกท่านคงให้ความเห็นชอบ ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา แต่กรุณาดูทั้งหมด กรุณาศึกษารายละเอียด ท่านศึกษามาอยู่แล้ว แต่อย่าศึกษาเฉพาะประเด็นที่จะสร้างความไม่เข้าใจต่อกัน ผมหวังว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ ที่รัฐบาลจะสามารถทำงานให้ท่านได้ ผมต้องการแบบนั้น ตรงนั้นตรงนี้เป็นอย่างไรก็สอบถามกันมาได้หรือไม่ แทนที่จะมาว่ากันไปกันมามันไม่เกิดประโยชน์”

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน

18 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
สายตรวจระวังภัย,ป้ามหาภัย,หลอกขอเงิน
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดราม่าว่อนสื่อโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่เป็นการเตือนภัยให้ระวังพฤติกรรม “ป้ามหาภัย” ที่สร้างเรื่อง “หลอกขอเงิน” พร้อมกับแนะนำว่าถ้าใครเจอกับตัวให้แจ้งตำรวจจับ ทว่าระหว่างนั้นยังไม่มีเจ้าทุกข์เข้าแจ้งความ จึงทำให้ “ภัยสังคม” คนนี้ใช้มุกเดิมถูกกรีดกระเป๋า โทรศัพท์ ทรัพย์สินหาย แล้วขอเงินเพื่อเป็นค่ารถกลับบ้าน ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลพบว่า หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครยังมีมิจฉาชีพลักษณะนี้แฝงตัวอยู่อีกเพียบ

ล่าสุดวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา น.ส.ธารีรัตน์ ศาสนะสุพิน อายุ 23 ปี นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ได้เข้าแจ้งความเอาผิด “ป้ามหาภัย” คนดังกล่าว ต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี และไม่ให้ไปหลอกเหยื่อรายอื่นได้อีก หลังจากนั้นตำรวจก็ไม่รีรอลงพื้นที่ติดตามตัว “ป้ามหาภัย” วัยประมาณ 50 ปี ที่ใช้มุกเดิมๆ แต่งเรื่องหลอกขอเงินกับนักศึกษาสาวคนนี้ แต่เจ้าตัวรู้ทันทักท้วงไปจนเกิดการปะทะคารมกัน หลังเกิดเหตุนักศึกษาสาวคนดังกล่าวได้โพสต์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเตือนภัยให้กับสังคมอีกด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เวลาประมาณ 23.40 น. ที่บริเวณริมถนนรัชดาภิเษก ทางเข้าที่ 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะสตรีท ทั้งนี้มีผู้ที่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2558 และได้โพสต์เรื่องราวลงในโซเชียลมีเดียเพื่อเตือนประชาชน กระทั่งนักศึกษาหญิงคนที่เข้าแจ้งความได้เห็นเรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้มีสติไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ “ป้ามหาภัย” ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและไม่ใช่รายเดียว เนื่องจากมีข้อมูลจากประชาชนว่า เคยพบมิจฉาชีพเข้ามาพูดคุยอ้างสารพัดว่าไม่มีเงินกลับบ้าน ถูกขโมยทรัพย์สิน ก่อนจะมีการรบเร้าขอเงินตั้งแต่ 20 บาท จนถึงหลักร้อย ซึ่งจุดที่จะพบส่วนใหญ่เป็นป้ายรถประจำทาง สถานีขนส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมอชิต และสายใต้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน(MRT) สถานีสุขุมวิท ก็มีหญิงอายุประมาณ 40 ปี เดินวนเพื่อรอเข้าไปพูดจารบเร้าขอเงิน เมื่อถามกลับก็พบว่าเป็นคนประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะเดินหนีไป

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย

18 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
าราควอต,ไกลโฟเซต,คลอร์ไพริฟอส,โรคมะเร็ง,พาร์กินสัน,อนุทิน ชาญวีรกูล,มนัญญา
เปิดอ่าน 3,264 ครั้ง

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย

ยังไม่ถึงขั้นปัญหาโลกแตก แต่ 20 ตุลาคมนี้ ครบกำหนดเส้นตายมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส ยังไม่รู้ว่าจะจำกัดได้จริงแค่ไหน?

ในขณะที่ความพยายามผลักดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งแบนหรือห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยขีดเส้นตายขึ้นมาใหม่ภายใน 1 ธันวาคม 2562 ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายและขยายผลเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในขั้วรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

เหตุผลของฝ่ายต่อต้านสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิชาการที่ลงสำรวจแปลงพืชผักผลไม้ของเกษตรกรพบว่า มีสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีดังกล่าวตกค้างอยู่ในดินและแหล่งน้ำในปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศ

โดยเฉพาะตัวเกษตรกรนั้น มีความเสี่ยงในระดับน่าวิตกอย่างยิ่งที่จะเป็น โรคมะเร็ง และ พาร์กินสัน  ทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น และมีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ ข้อมูลนี้ตรงกับงานวิจัยขององค์การอนามัยโลก(WHO)

แต่การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านซึ่งดำเนินมาก่อนปี 2560 นั้น ดูเหมือนว่าจะถูกต่อต้านจากผู้ปิดบังตัวตนที่เร้นสถานะอยู่ในหน่วยงานซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการที่จะนำไปสู่การตัดสินว่าจะแบนหรือไม่แบนสารพิษทั้งหมดมาโดยตลอด จึงทำให้ข้อเรียกร้องของฝ่ายแรกไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เคยมีมติแบนสารพิษเหล่านี้มาตั้งแต่ 5 เมษายน 2560

มติของ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วม 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในครั้งนั้นให้ดำเนินการออก ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส โดยยุติการนำเข้าภายในเดือนธันวาคม 2561 และยุติการใช้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562 และจำกัดการใช้ ไกลโฟเซต อย่างเข้มงวด โดยห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ พื้นที่สาธารณะและชุมชน โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนและโรงพยาบาล

แต่ในที่สุดเมื่อมติของที่ประชุมร่วม 4 กระทรวง ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามการเสนอของ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งอ้างเหตุผลว่า กรมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ จึงต้องการให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้คำปรึกษา ผลจึงออกมาว่าจะยังไม่มีการแบนหรือยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว

แต่ภาคประชาชนซึ่งรวมตัวกันในนาม เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ก็ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหวสนับสนุนมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีฯ ต่อไป

จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประชุมและมีมติร่วมกัน ยืนยันตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีฯ ให้ยกเลิกการใช้ 3 สารอันตรายภายในเดือนธันวาคม 2562 อีกครั้ง

แม้กระนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็ยังยืนยันมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าวเช่นกัน แต่เพื่อลดกระแสสังคมจึงเลี่ยงไปใช้ มาตรการจำกัดการใช้ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยให้ใช้ได้เฉพาะ 6 พืช คือ  มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก ที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

และระหว่างนี้ให้ กรมวิชาการเกษตร ดำเนินตามมาตรการ 5 ข้อ ที่เสนอมา อาทิ ทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและหาวิธีทดแทนการใช้สารเคมี รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค จัดอบรมให้ความรู้โครงการนำร่องทดสอบหลักสูตรผู้พ่นสารพิษ หลังจากนั้นค่อยมาทบทวนว่าจะยกเลิกการใช้สารเคมีทั้งสามหรือไม่อีกครั้ง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 ปี

นั่นจึงเป็นที่มาของ เส้นตายแรก คือมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 3 ชนิด ซึ่งมีผลตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2562

 *ขออนุญาตก่อนซื้อ-อบรมก่อนใช้
หลังจากรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงประกาศแจ้งให้เกษตรกรผู้ใช้สารและผู้รับจ้างพ่นสาร 1.5 ล้านครอบครัว จะต้องไปขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สารเคมี ต่อกรมส่งเสริมการเกษตร และต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยมี 4 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

กรมส่งเสริมการเกษตร อบรมและทดสอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก  การยางแห่งประเทศไทย รับผิดชอบเกษตรผู้ปลูกยางพารา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย รับผิดชอบเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยมี กรมวิชาการเกษตร ทำหน้าที่อบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรไปอบรมเกษตรกร และเป็นผู้อบรมให้กับผู้รับจ้างพ่น และพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัด อบต.

การลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สารเคมี เริ่ใมวันแรกเมื่อ 12 มิถุนายน 2562 และเริ่มเปิดอบรมครั้งแรก 1 กรกฎาคม 2562 แต่ยังไม่มีรายงานเป็นทางการว่ามีผู้สอบผ่านหรือไม่ผ่านมากน้อยแค่ไหน แต่ตามเงื่อนไขกรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่านอีก จะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบใหม่ในระบบ ก่อนเส้นตายจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดจะเริ่มต้น 20 ตุลาคมนี้

*เส้นตายใหม่เงื่อนไขการเมือง
ความหวังที่จะเห็นสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ตัว ถูกกำจัดออกจากภาคการเกษตรและธรรมชาติเลือนลางลงชั่วขณะ นับตั้งแต่ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืนกรานอยู่หลายรอบที่จะไม่ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีอันตราย

แต่พลันที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน การต่อสู้กับ 3 สารเคมี ก็เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกโรงล็อกเป้าไปที่กรมวิชาการเกษตร ให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้งสาม รวมทั้งแจ้งสต็อกสินค้าของผู้นำเข้าอย่างละเอียดยิบ

รัฐมนตรีหญิง จากพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเด็ดเดี่ยวที่จะดำเนินทุกวิถีทางที่จะทำให้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด หายไปจากประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค และเธอก็เดินหน้าอย่างรวดเร็วจนฝ่ายข้าราชการตามแทบไม่ทัน

กระทั่ง การประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วน รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ต่อการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร ที่เธอนั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ให้แบนสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ตัว โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด เลื่อนจากบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ซึ่งจะเป็นผลให้ ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

อย่างไรก็ตาม มติเอกฉันท์ของคณะทำงาน 4 ฝ่าย ไม่มีผลผูกมัดให้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีการประชุมกันวันที่ 27 ตุลาคม นี้ หรืออาจเร็วขึ้นเป็นวันที่ 22 ตุลาคม ต้องดำเนินการตาม และก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะทันทีที่มติ 9 ต่อ 0 ออกมา ฝ่ายคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ก็ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและรุนแรงถึงขั้นข่มขู่คุกคามคนในคณะทำงานฯ

กระนั้นในส่วนของ พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ รมว.สาธารณสุข ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่ารัฐมนตรีทั้ง 7 คนของพรรคไม่ยอมรับ 3 สารเคมีอันตรายเด็ดขาด และยังเปรยไปถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า คงจะต้องออกโรงอีกที เพราะหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเป็นอย่างอื่น รัฐมนตรีของพรรคคงต้องแสดงสปิริตด้วยการลาออกและถือว่าเป็นการเดิมพันแบบหมดหน้าตักของพรรคภูมิใจไทยเลยทีเดียว

พิษ”ตาสว่าง” โรคไร้เดียงสา”ส้มหวาน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

18 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน,พรกโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,869 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ต.ค.62

******************************

ปฏิกิริยาหลังสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอนั้น ร้อนแรงระดับปรอทแตก เมื่อ 70 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ยกมือไม่เห็นด้วย

ชัยธวัช ตุลาธน” รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กหลังสภามีมติด้วยว่า “..วันนี้พรรคอนาคตใหม่เลือกแล้วที่จะยืนอยู่กับประชาชน วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้เจตจำนงของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

ชัยธวัชเปรียบเสมือนเงาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ ตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2541 และร่วมกันทำคลอดวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” เมื่อปี 2547

มรดก “ตาสว่าง”

ตรวจสอบโซเชียลฝ่ายกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่ ต่างโจมตีพรรคเพื่อไทย และพรรคเสรีรวมไทย ที่เลือกทางออกด้วยการ “กินเลือดตัวเองโชว์” บางคนว่า เสียดายแกนนำเพื่อไทยที่ทำอะไรแบบนั้นลงไป ทั้งที่มีทางเลือก และสามารถอธิบายได้

ทำไมทำมากลายเป็น “ขีดเพดาน” การต่อสู้ที่สูงไม่เท่ากัน 70 ส.ส.กลายเป็นพระเอก ส่วน ส.ส.เพื่อไทย และเสรีรวมไทย ถูกหยามหยันว่า ใจไม่สู้

จริงๆ แล้ว การต่อสู้ทางวาทกรรม “สู้จริงหรือไม่?” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยแดงทั้งแผ่นดิน เมื่อมีวิวาทะเรื่องแนวทางต่อสู้ระหว่าง “นปช.” กับ “แดงอิสระ” หรือปีกซ้ายของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่สุรชัย แซ่ด่าน” และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข”

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 เรียกตัวเองว่า “กลุ่ม 3 ส.ตาสว่าง”

ฉะนั้น มวลชนแดงอิสระ หรือ “แดงเวทีเล็ก” ก็จะวิจารณ์ว่า “สามเกลอ นปช.” แดงเวทีใหญ่ เป็นพวกสู้ไม่ถึงที่สุด “สู้ไป กราบไป”

วาทกรรมสู้ให้ถึงที่สุด ไม่เอาสู้ไป กราบไป..กลับมาฮิตอีกครั้ง ในกลุ่มกองเชียร์ส้มหวาน

เครือข่าย “โรม”

ก่อนหน้าวันลงมติรับหรือไม่รับ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (DRG) ได้เคลื่อนไหวผ่านแฟนเพจเรียกร้องต่อ ส.ส.ให้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และลงมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เพื่อการรักษาหลักการแบ่งแยกอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ก่อตั้งโดย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ทุกวันนี้ เพื่อนพ้องน้องพี่เขายังทำงานต่อ และได้เคลื่อนไหวต้านเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่อง

รังสิมันต์ โรม

อานนท์ นำภา” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้โพสต์ก่อนวันลงมติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวว่า “มันเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ บทสรุปของการต่อสู้จากอดีตใกล้เข้ามา เปลี่ยนแปลงหรือถอยหลัง?”

อานนท์ นำภา

อานนท์” ยังโพสต์ปลุกระดม “..หากเกิดอันตรายใดๆ จากการทำหน้าที่ครั้งนี้ขึ้น เราก็พร้อมจะปกป้องผู้แทนจากการทำหน้าที่ครั้งนี้”

เจี๊ยบ” ห้าวเกินพิกัด

ว่ากันตามจริง กลุ่ม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่มีความกระตือรือร้นที่จะยกมือไม่เห็นด้วยต่อ พ.ร.ก.ฉบับพิเศษ ก็มีไม่เกิน 20 คน และคนหนึ่งในนั้นคือ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ระหว่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายเรื่อง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ “เจี๊ยบ อมรัตน์” ก็นั่งอยู่ข้างๆ และหลังลงมติ เธอโพสต์เฟซบุ๊กทันที แสดงอาการดีใจลิงโลด และเข้าไปตอบคอมเมนต์ด้วย

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ นครปฐม เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2552 เพราะมีแนวคิดปฏิเสธระบอบเผด็จการทหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย

สุรชัย แซ่ด่าน และ เจี๊ยบ นครปฐม ปี 2554

เจี๊ยบเป็นแฟนคลับเวที “ส.ตาสว่าง” โดยเฉพาะสุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำแดงสายตาสว่าง ที่เจี๊ยบให้ความศรัทธา

ปี 2561 เจี๊ยบ นครปฐม เป็นกำลังหลักให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และนำพาเธอให้มาเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ผลโหวตแบบ “แพ้แต่ได้ใจ” ในสภาเที่ยวนี้ เจี๊ยบกำลังนำไปขยายผลในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต นครปฐม

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ

18 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
ชูธงทวนกระแส,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,จักรภพ เพ็ญแข,องค์กรเสรีไทย
เปิดอ่าน 9,002 ครั้ง

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 กลุ่ม Red USA และสมาคมผู้รักประชาธิปไตยไทยไร้พรมแดน เดินทางไปยังสถานกงสุลใหญ่ไทย นครลอสแองเจอลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อประท้วงและอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย กรณีการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

ก่อนหน้านั้น วันที่ 13 ตุลาคม กลุ่ม Red USA ได้จัดงานพบปะสังสรรค์ ต้อนรับการมาเยือนของ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และมีการระดมเงินคนละเล็กคนละน้อย สมทบทุนช่วยเหลือในการยังชีพให้แก่สมาชิกกลุ่ม “วงไฟเย็น” ที่มาขอลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

ภาพสมาชิกคนเสื้อแดงแอลเอ 7-8 คน ร่วมพูดคุยกับ จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุนัย จุลพงศธร และจอม เพชรประดับ ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ร้านอาหารหรูหรา สะท้อนภาพความล่มสลายของ “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ภายใต้การนำของ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แกนนำกลุ่ม Red USA คือ “เชาว์ ซื่อแท้” เจ้าของกิจการนวดแผนไทย ย่านเบลฟลาวเวอร์ ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

5-6 ปีที่แล้ว “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” และ “จักรภพ เพ็ญแข” วาดหวังจะใช้ “องค์กรเสรีไทย” ขับเคลื่อนปลุกระดมประชาชนไทยในและนอกประเทศ ก่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ถึงวันนี้ องค์กรเสรีไทยปิดฉากโดยสมบูรณ์แบบ นับแต่ “สุรชัย แซ่ด่าน” พร้อมคนสนิทถูกอุ้มหายในแผ่นดินลาว ตามด้วยกลุ่ม “ลุงสนามหลวง” ที่หายไปในเวียดนาม

สมาชิกองค์กรเสรีไทยในลาว 5 คน เผ่นหนีไปปักหลักอยู่ในฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จึงก่อตั้ง “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน” มารองรับกลุ่มแดงพเนจร ที่หนีออกจาก สปป.ลาว

สถานการณ์เปลี่ยน เกมก็เปลี่ยน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ซึ่งเดินทางมาทุกปี หนีไม่พ้นกลุ่ม Red USA ต้องมาประท้วง

ปีนี้ คนเสื้อแดงในสหรัฐกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทัั้งกลุ่มเฮียเชาว์ที่แอลเอ หรือกลุ่มเพียงดิน ที่ชิคาโก รวมถึงเจ๊ดา ไฮโซ ก็เงียบ

ขณะเดียวกัน “กลุ่ม Thai Democracy Now” ได้ปรากฏตัวขึ้น ผ่านป้ายโฆษณาบนอาคารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ป้ายนั้นมีข้อความว่า “Don’t let Democracy Die inThailand” หรือ “อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายในไทย”

ตามมาด้วย ชาวละตินอเมริกามารับจ็อบแบกป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ด้านหน้าโรงแรมที่พัก และมีการซื้อสื่อออนไลน์เผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มดังกล่าว

ส่องตามเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงในสหรัฐ ต่างแปลกใจว่า กลุ่ม Thai Democracy Now มาจากไหน? ใครเป็นผู้ให้การสนับสนุน

อดีตนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลา ที่คร่ำหวอดในยุทธจักรภาคประชาชน ให้ข้อสังเกตว่า กรณีกลุ่ม Thai Democracy Now น่าจับตา “มูลนิธิโอเพน โซไซตี้” ของ จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชาวยิว และ “กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติสหรัฐ” ของรัฐสภาสหรัฐ โดย 2 กองทุนนี้ได้ให้การช่วยเหลือเอ็นจีโอไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว

ดังเช่นสถานการณ์การประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง สื่อจีนเปิดโปงการแทรกแซงกิจการภายในจีนและฮ่องกง โดยสหรัฐ ผ่านกองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติสหรัฐ ทางการสหรัฐเองก็ยอมรับผ่านสื่อว่า ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่องค์กรนักศึกษา และองค์กรสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงจริง

การทำงานของกองทุนดังกล่าวนี้ มิได้ต่างจากบทบาทของซีไอเอ ในยุคสงครามเย็น เพียงแต่สมัยโน้น สหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ต่อต้านโลกคอมมิวนิสต์ เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ

ผิดกับปัจจุบันนี้ สหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เข้าแทรกแซงกิจการประเทศอื่น โดยผู้ปฏิบัติงานของ 2 กองทุนที่ว่านี้ ก็ไม่ต่างจากซีไอเอสมัยสงครามเย็น

ท่ามกลางสภาวการณ์ถดถอยของขบวนเสื้อแดงทั้งในและนอก “ซีไอเอ” ยุคดิจิทัล ก็แทรกซึมเข้ามาแทนปลุกระดมต่อกลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก

อย่าให้ใครมา สวาปาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394062?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ใครมา สวาปาม

18 ตุลาคม 2562 – 07:44 น.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63
เปิดอ่าน 493 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดสำหรับการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยในวันแรกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างฝ่ายต่างใส่กันไม่ยั้งด้วยข้อมูลเด็ดที่นำมาหักล้างเหมือนเอาพริกกะเหรี่ยงทั้งสวนมาปลูกไว้ในสภา โดยเฉพาะบรรดาขุนพลหลักฝ่ายค้านประเภทใจถึงพึ่งได้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันนั้น ต้องบอกว่า เอากันถึงตาย แม้ก่อนหน้านี้จะมีการรับปากกันอย่างมั่นเหมาะว่า การอภิปรายครั้งนี้จะสร้างสรรค์ ไร้รุนแรง และไม่มีการเล่นเกมเพื่อล้มรัฐบาล

แต่เอาเถอะพอเข้าใจได้ เพราะเมื่อปากพรั่งพรูติดลมบนจนสูงลิ่วก็คงไม่มีอะไรจะหยุดสงครามน้ำลายไปได้หรอก เพราะมันเป็นดีเอ็นเอขนานแท้ของนักการเมืองที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแบบไม่มีผิดเพี้ยน แต่ที่ดุเดือดเข้มสุดๆ เพราะแค่ลิเกโหมโรง เพจเชียร์ลุงตู่ก็ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเด็ดกรณีฝ่ายค้านล็อกเป้า และหากใครไม่เชื่อก็ให้ไปดูลีลานายกรัฐมนตรีสายเลือดทหารเป็นตัวอย่าง เพราะหลังจากตัดสายสะดือกลายร่างเป็นนักการเมืองเต็มตัว ท่านนายกฯ เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นคนลีลาพลิ้วไหว มีลูกล่อลูกชน รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ยิ่งได้เห็นจากการอภิปรายครั้งนี้ก็ทำให้รู้ว่า “บิ๊กตู่” มีสปีชีส์ของนัการเมืองมากน้อยแค่ไหน

แม้จะเป็นแค่ยกแรก แต่การอภิปรายเพื่อถอดเกล็ดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 จำนวน 3.2 ล้านล้าน ก็ทำให้คนไทยรับรู้ข้อมูลหลายด้าน เพราะต้องยอมรับว่า ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างใช้เวทีสภาทำหน้าที่กันไปตามหน้าเสื่อที่ได้รับมอบหมาย แต่ประชาชนอย่างเรามีแต่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ซึ่งการรับรู้แรกเริ่มจากฝ่ายค้านค่อนข้างทำการบ้านมาดี โดยเฉพาะการชุดคุ้ยตีแผ่ข้อมูลงบประมาณจนทำให้คนไทยทราบถึงเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลเทลงไปในกระทรวงต่างๆ มีพิรุธน่าสงสัยจนเกินงามอย่างไร อีกทั้งยิ่งได้รู้ว่า เงินทุกสตางค์ใครเอาไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร และที่สำคัญไปลง “ตรงไหน”

ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐบาลถือว่ายังไม่เพลี่ยงพล้ำ เพราะทุกข้อกังขาของฝ่ายค้าน รัฐบาลก็มีคำตอบ และคำอธิบายสำหรับข้อสงสัยและความไม่ชอบมาพากลของงบประมาณที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างดี นายกฯ และบรรดารัฐมนตรีลุกออกมาชี้แจงทุกรายละเอียดของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลเทหน้าตักไปให้แต่ละกระทรวง หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอย่างได้ใจความ ไม่ผิดเพี้ยน่ให้เป็นที่ครหาแม้แต่สลึงเดียว…ยกนิ้วให้ไปเลย งานนี้คงต้องชมว่า ต่างฝ่ายต่างทำการบ้านมาอย่างดี

สุดท้ายการอภิปรายจะลงเอยอย่างใดคงต้องลุ้นกันในวันนี้ไปจนถึงวันเสาร์ โดยเฉพาะสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำที่มันก้ำกึ่งกันแบบคู่คี่ ดู๋ดี๋ ดังนั้นการชี้แจงงบประมาณรายจ่ายปี 63 ถือเป็นด่านสำคัญที่รัฐบาลต้องผ่านไปให้ได้ เพราะถ้าสะดุดก็มีแต่จบเห่ ตายหมู่ คงต้องดูกัน..พรุ่งนี้มีคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้ำเตือนคือในส่วนของ “ประชาชน” เราไม่ควรมองข้าม หรือไม่ใส่ใจกับการอภิปรายครั้งนี้ เพราะคนไทยถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับเงินกองมหึมาจำนวนนี้ ถึงจุดนี้เราอย่าไปมองว่า การฟาดฟันห้ำหั่นของรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นแค่เกมการเมืองที่บทสรุปสุดท้ายก็มีตอนจบเหมือนเดิม คือ “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” วันนี้คนไทยทุกคนต้องคิดใหม่ทำใหม่อย่ามัวไปติด “กับดัก” กับชุดความคิดผิดๆ แบบเดิมจนทำให้เราพลาดพลั้งให้พวก “ซาตานตัวพ่อ” หรือลูกบรรดาลูกกระจ๊อก “ผีน้อยแคสเปอร์” มาหยิบจกชิ้นปลามันจากเงินงบประมาณไปสวาปามกันอย่างมันปากเหมือนที่ผ่านมา…

วินิจฉัยว่ากระทำละเมิด : ต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ศาลปกครอง,วินิจฉัย,ละเมิด
เปิดอ่าน 867 ครั้ง

วินิจฉัยว่ากระทำละเมิด : ต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจน คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากตนมิได้เป็นผู้ที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก (บุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมาย)

โดยมูลเหตุของคดีนี้เกิดจาก… ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และหน่วยงานต้นสังกัดได้มีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนแก่ทางราชการที่ได้ชดใช้ให้แก่ภรรยาและบุตรของนายยีผู้เสียชีวิตดังกล่าวตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง (ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539) ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่ถูกยกอุทธรณ์

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นกระทำการใดที่ผิดกฎหมายต่อนายยีผู้ตาย คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่ศาลพิจารณาคือคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ซึ่งต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้นายยีเสียชีวิตหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดว่า เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจค้นจับกุมและควบคุมตัวนายยีกับพวกรวม 6 คน และในวันต่อมา เวลาประมาณ 21.00 น. ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำการสอบสวนซักถามนายยอมผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับรายหนึ่ง จนถึงเวลาประมาณ 23.30 น. ก็ได้นำตัวนายยอมกลับไปควบคุมไว้เช่นเดิม แล้วผู้ฟ้องคดีก็กลับที่พัก และในเวลาใกล้เคียงกัน 21.30 น. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่อื่นนำตัวนายยีไปซักถาม จนเวลาประมาณ 22.00 น. ได้มีเจ้าหน้าที่อีกคนไปสอบสวนซักถามนายยี ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม จึงมีการทะเลาะและทำร้ายร่างกายกันและนายยีได้เสียชีวิต

เห็นได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้ซักถามผู้ต้องสงสัยรายอื่น เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่เจ้าหน้าที่อื่นได้นำตัวนายยีออกจากที่ควบคุมตัวมาทำการซักถาม แต่แยกกันคนละสถานที่ และไม่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ไปร่วมซักถามหรือทำร้ายร่างกายนายยี จึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซักถามผู้ต้องสงสัยรายอื่น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมซักถามหรือทำร้ายร่างกายนายยีด้วยแต่อย่างใด

ประกอบกับศาลจังหวัดได้มีคำสั่งเพียงว่านายยีเสียชีวิตเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้ระบุว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนทำร้าย จึงน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือมีส่วนร่วมในการทำร้ายร่างกายนายยีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนาร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำร้ายร่างกายนายยีจนถึงแก่ชีวิต ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อนายยี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ดังนั้น แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากเมื่อศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดเพราะมิได้มีส่วนร่วมทำให้นายยีเสียชีวิต คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้คำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.56/2562)

สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อเมื่อ 1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกนั้น เป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น 2) เป็นการกระทำละเมิดในปฏิบัติหน้าที่ และ 3) เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ในการพิจารณาให้เจ้าหน้าที่รับผิดทางละเมิดนั้น จะต้องมีความเป็นธรรม โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนในการกระทำละเมิดจริงหรือไม่ เช่นในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าแม้ผู้ฟ้องคดีจะอยู่ในชุดเจ้าหน้าที่ที่ทำการสอบสวนผู้เสียชีวิต แต่ผู้ฟ้องคดีมิใช่เจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดต่อผู้เสียชีวิตโดยตรง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

นอกจากนี้คดีดังกล่าว ยังเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจใช้กำลังทำร้ายร่างกายตามอำเภอใจได้ เพราะไม่ว่าผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา หรือผู้ต้องโทษ ก็ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเช่นกัน

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393869?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

17 ตุลาคม 2562 – 11:35 น.
ราชนาวี,บิ๊กลือ,กองทัพเรือ,พลรอลือชัย รุดดิษฐ์
เปิดอ่าน 19,818 ครั้ง

ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

เกิดคลื่นใต้น้ำใน ‘กองทัพเรือ’ อย่างไม่ต้องสงสัย หลังคนทยอยปล่อยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการที่ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นผู้ดำเนินการ ให้ทั้งสื่อหลักและเพจ CSI LA นำไปขยายต่อจนเกิดเสียงวิจารณ์ขรมถึงการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและเหมาะสม

แม้เป้าหมายหลักต้องการโจมตี ‘หัวเรือใหญ่’ อย่าง “บิ๊กลือ” แต่เมื่อเหตุการณ์มาเกิดในห้วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม ก็เข้าทางฝ่ายค้านที่จะยกมาเป็นประเด็นอภิปรายเพื่อหั่นงบประมาณด้านความมั่นคง

 ตั้งแต่การสร้างบ้านพักรับรอง ‘ผู้บัญชาการทหารเรือ’ จำนวน 112 ล้านบาท ที่ “บิ๊กลือ” ส่งตัวแทนมาชี้แจงว่า ความจริงแล้วไม่ใช่บ้านพักส่วนตัวแต่ดัดแปลงให้เป็นอาคารรับรองแขกระดับวีไอพีของกองทัพเรือ ประกอบด้วยห้องจัดเลี้ยง ที่พัก เนื่องจากของเดิมทรุดโทรม โครงสร้างเสียหายเพราะใช้งานกว่า 30 ปี แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายตัวอาคารบ้านพักรับรองจำนวน 65 ล้านบาท ค่าตกแต่งภายใน 32.5 ล้านบาท และงานภูมิสถาปัตยกรรมจำนวน 15 ล้านบาท 

 ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันส่างซา ก็มีการเผยแพร่บ้านรับรองผู้บัญชาการทหารเรืออีก 1 หลัง ตั้งบนยอดเขาของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมๆ กับบทกลอนแปดวิจารณ์การบริหารงานในห้วง 1 ปี ของ “บิ๊กลือ” อย่างเผ็ดร้อน ทั้งเรื่องการโยกย้ายนายทหารประจำปีล้วนแต่คนใกล้ชิดได้ดิบได้ดี การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ความเชื่อเรื่องหมอดู-ยึดฮ้วงจุ้ย

ส่วน “บิ๊กลือ” อาศัยลูกเงียบ ไม่ตอบโต้ หรือสั่งแถลงข่าวเหมือนที่แล้วมา  เพราะเชื่อมั่นว่าทุกโครงการดำเนินการด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบการใช้งบประมาณ แต่ก็มีการชี้แจงเป็นการภายในกองทัพเรือว่า บ้านพักบนเขา สอ.รฝ. คืออาคารอเนกประสงค์ไว้รองรับ ผบ.ทร. นายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพล ที่มาปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงแขกของหน่วย

แต่ที่โจทย์จรรอย่างหนัก โครงการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าออก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่ร่ำลือว่า “บิ๊กลือ” ต้องการปรับ ‘ฮวงจุ้ย’ โดยเฉพาะรูปทรงและโทนสีฉูดฉาดเน้น แดงเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำหน่วย ที่ดูขัดหูขัดตาชาวโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญใช้งบประมาณสูงถึง 35 ล้านบาท ซึ่งกองทัพเรือชี้แจงว่าเป็นเงินบริจาค

โดย พล.ร.ท.ประชาชาติ  ศิริสวัสดิ์  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า การสร้างซุ้มประตูทางเข้าออกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธ เนื่องจากซุ้มประตูเดิมกีดขวาง การสร้างขยายถนนสุขุมวิท เพื่อรองรับการจราจรและรองรับปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้น ตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนรูปแบบซุ้มประตูต้องการแสดงถึงความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง และสื่อถึงการปฏิบัติภารกิจของทหารนาวิกโยธินที่ได้รับใช้ผืนแผ่นดินไทยอย่างเสียสละตลอดมา  โดยงบประมาณได้รับบริจาค

และที่สดๆ ร้อน การเผยแพร่ภาพบ้านพักกำลังพลที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่มีสภาพทรุดโทรม ไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ควบคู่กับโครงการศูนย์สมุททานุภาพ กองทัพเรือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กำหนดสร้างแล้วเสร็จปี 2563 จำนวน 2 เฟส งบประมาณ 338 ล้าน เฉพาะเฟสแรก เป็นบ้านพักนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ตึกศูนย์ประชุม 84 ล้านบาท อาคารที่พัก 3 ตึก 77 ล้านบาท คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ 27 ล้านบาท

ข้อมูลและตัวเลข ‘แม่นแป๊ะ’ ยังกับตาเห็น คงเป็นใครไม่ได้นอกจากคนในของกองทัพเรือเป็นผู้ให้ข้อมูล โดยจุดประสงค์หลักต้องการให้ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดสร้างของ “บิ๊กลือ” ว่ามีความเหมาะสม โปร่งใส เป็นไปตามขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณหรือไม่ อีกนัยหนึ่งเป็นการ ‘ดิสเครดิต’ 

หากมองถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดศึกภายในกองทัพเรือครั้งนี้ น่าจะครุกรุ่นกันมาพักใหญ่ แต่มาแตกหักในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีที่ผ่านมา โดย “บิ๊กลือ” เคยเปิดใจว่า เป็นคนจัดทำโผทหารเพียงผู้เดียว ใช้เวลา 2 เดือน ยึดหลักเลือกไข่น้ำงามใส่ตะกร้า ใช้คนให้เหมาะกับสถานการณ์และงาน เช่นเดียวกับนิยาย “สามก๊ก” ใช้ “กวนอู” ครองเมือง “เตียวหุย” ไปชายแดน “จูล่ง” อยู่ข้างกาย  

จึงกลายเป็นที่มาบทกลอนแปด ‘ตำหนิ’ การทำหน้าที่ของ “บิ๊กลือ” แพร่สะพัดในกลุ่มไลน์ของกองทัพเรือ ก่อนจะถูกส่งมาสู่ภายนอก เรียกว่าศึกในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะมีทหารเพียงไม่กี่คนที่เก่งเรื่องโครงกลอน และสำบัดสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ด้วยกัน

ด้าน “บิ๊กลือ” แม้จะรู้อยู่เต็มอกก็เลือกไม่สนใจเพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ทำทุกอย่างเพื่อกองทัพเรือและกำลังพล จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดๆ ต้องไปเคลียร์ใจกับทหารกลุ่มดังกล่าว 

จากนี้ต้องดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว “บิ๊กลือ” จะทนกับคลื่นใต้น้ำลูกนี้ไปได้นานแค่ไหน กับอายุราชการที่เหลืออีก 1 ปี ในขณะที่ความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกองทัพเรือถูกสั่นคลอนลงทุกวัน

หินล้านงามอันซีนชายแดนใต้สู่กิจกรรมค่ายลูกเสือนำร่องป่าชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หินล้านงามอันซีนชายแดนใต้สู่กิจกรรมค่ายลูกเสือนำร่องป่าชุมชน

17 ตุลาคม 2562 – 11:15 น.
หินล้านงาม,อันซีน,ค่ายลูกเสือ,พอชลัช ศรีวิเชียร,ป่าชุมชน
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

หินล้านงาม…จากอันซีนชายแดนใต้ สู่กิจกรรมลูกเสือตั้งค่าย นำร่องป่าชุมชน

ต้นปี 2561 เริ่มมีคนรีวิวแหล่งท่องเที่ยวแบบอันซีนที่ อ.ยะหา จ.ยะลา สร้างกระแสฮือฮาในสื่อสังคมออนไลน์ไปไกลถึงมาเลเซีย

จุดหมายปลายทางที่ท้าทายใครหลายคนให้พากันปักหมุดนี้ คือ “หินล้านงาม” หรือ “หินลานงาม” ลานหินขนาดใหญ่บนยอดเขาโต๊ะบีแด ต.ตาชี อ.ยะหา เป็นลานหินโล่งที่มองเห็นขอบฟ้าได้ 360 องศา ได้สัมผัสทั้งแสงแรกในยามเช้า คลื่นทะเลหมอก และแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า

และเมื่อความมืดเข้าปกคลุมก็ยังมี “อันซีน” ในภาคกลางคืนให้ได้ชมกัน นั่นก็คือแสงจันทร์ แสงดาว และไฟวับแวมจากชุมชนเชิงเขา ทั้งบ้านเจาะกลาดี บ้านตาชี และบ้านหาดทราย นับถึงวันนี้ผ่านมาร่วมๆ 2 ปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงเป็นพัฒนาการที่หินล้านงามไม่น้อยทีเดียว

  เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้าน ทหาร ป่าไม้ และผู้บริหารท้องถิ่น เปิดวงหารือกันที่สำนักงาน อบต.ตาชี เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการพัฒนาหินล้านงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ชุมชนและอยู่คู่ชุมชนไปนานแสนนาน หลังจากหินล้านงามเริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนมากขึ้นและมีหลายโรงเรียนติดต่อขอจัดค่ายลูกเสือ

ผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้ง พ.อ.ชลัช ศรีวิเชียร รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา นายบุญเสริม พรมเสนะ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้ นายพสิษฐ์ ศรีสุข นายก อบต.ตาชี และผู้แทนเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล.2 (ปะแต) เจ้าหน้าที่ อบต.ธารคีรี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ตลอดจนผู้แทน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ผู้แทนผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลตาชี กลุ่มร่วมด้วยช่วยกันชายแดนใต้ ผู้แทนชาวบ้านเจาะกลาดี ชาวบ้านตาชี และชาวหินล้านงาม เรียกว่าครบทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ต้นเดือนกันยายนหินล้านงามมีโอกาสต้อนรับนักเรียนที่มาเข้าค่ายลูกเสือเป็นครั้งแรกเพื่อเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “3 ตำบล 2 วัฒนธรรม สร้างความสงบในพื้นที่” มีครู นักเรียนจากโรงเรียนพัฒนาสาธิตวิทยายะลา “โครงการ ALL in One อัลมุคอยยัมอัตตัรบาวีย์อัลอิสลามีย์ ครั้งที่ 4” เข้าร่วมจำนวนกว่า 250 คน มี พล.ต.ชัชภณ สว่างโชติ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม

ค่ายลูกเสือที่หินล้านงามแตกต่างจากที่อื่นเพราะมีผู้นำชุมชนและชาวบ้าน 3 หมู่บ้านที่รายล้อม คือ บ้านตาชี ตำบลตาชี บ้านเจาะกลาดี ต.ยะหา สองบ้านนี้อยู่ใน อ.ยะหา และบ้านหาดทราย ต.ธารคีรี อ.สะบ้ายอย จ.สงขลา ซึ่งเป็นชุมชนทั้งพุทธและมุสลิมร่วมกันดูแลน้องๆ หนูๆ ที่มาเข้าค่ายทุกคน

กิจกรรมมีทั้งนั่งขบวนรถจี๊ป ซึ่งเป็นรถของชาวบ้าน มีแห่งเดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตำบลตาชี ขึ้นไปบนยอดเขาโต๊ะบีแด แวะชิมผลไม้นานาชนิด ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกอง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ส่วนกิจกรรมการฝึกมีการตั้งฐานต่างๆ เน้นเรียนรู้การดำรงชีพในป่า ชุมนุมรอบกองไฟ เล่นน้ำตก ฟังการบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และปิดกิจกรรมด้วยการรับใบประกาศนียบัตรในฐานะ “ผู้พิชิตหินล้านงาม”

   สิ่งที่เด็กๆ และครูอาจารย์ได้รับใส่กระเป๋ากลับบ้านไม่ใช่แค่ประกาศนียบัตรแต่ยังเป็นประสบการณ์การเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อเป็นธงนำสู่การสร้างสันติสุขชายแดนใต้หลังผ่านสถานการณ์ร้อนระอุมานานหลายปี

          กิจกรรมเข้าค่ายช่วงต้นเดือนกันยายน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดวงหารือกับทุกฝ่ายในเวลาต่อมา เพราะมีโรงเรียนอีกหลายแห่งติดต่อเข้ามา จึงต้องมีการวางแผน จัดระเบียบ เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศไม่ให้บอบช้ำ

บทสรุปจากวงประชุมก็คือการร่วมพัฒนาพื้นที่เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้คงอยู่ตลอดไป โดยใช้ชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน ภายใต้ระบบจัดการ “ป่าชุมชน” ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายรองรับแล้ว โดยชุมชนที่จะร่วมมือกันมี 3 ชุมชน และมี อบต.ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบพื้นที่ 2 อบต.

 พ.อ.ชลัช กล่าวว่า การประชุมทำให้ได้กรอบการขับเคลื่อนงานต่อไปเยอะพอสมควร ถือเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยฝ่ายชุมชนยืนยันว่ามีแนวทางการจัดการปัญหาได้และจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของชุมชนมากที่สุด ขณะที่ทหารก็จะดูแลงานด้านความมั่นคงเป็นหลัก

 “ผลที่ได้ถือว่าจับต้องได้ คือต้นทุนเดิมมีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้งานพัฒนาสามารถไปได้เร็ว จึงเห็นพ้องกันที่จะใช้ชุมชนขับเคลื่อนมี อบต.สนับสนุน ส่วนทหารก็ดูแลงานด้านความมั่นคง นอกจากนั้นยังมีป่าไม้มาร่วมด้วย ทำให้มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอีกมาก” พ.อ.ชลัช กล่าว

“ป่าชุมชน” เป็นสิ่งที่นายบุญเสริม ในฐานะผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้ หยิบขึ้นมาเสนอเป็นแนวทางเอง

“ป่าชุมชนเป็นกฎหมายแล้ว มีผลบังคับใช้ในปีนี้ โดยป่าชุมชนก็คือพื้นที่ป่าไม้ที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ โดยการดำเนินงานป่าชุมชนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน” นายบุญเสริม กล่าว

แต่อุปสรรคสำคัญของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งนี้ก็คือ เส้นทางการขึ้นไปชมความงามของหินล้านงามอยู่ในสภาพที่ต้องบอกว่า “ลำบากเกินไป” เพราะปัจจุบันไม่มีถนน มีแต่เส้นทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่แค่คับแคบ คดโค้ง เป็นหลุมเป็นบ่อเท่านั้น แต่บางจุดเป็นร่องหินลึกเกือบท่วมหัว การเดินทางขึ้นไปนอกจากเดินก็ต้องใช้รถจี๊ปของคนในชุมชน ซึ่งรถจี๊ปก็มีจำกัด ไม่เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายเดือนก่อน พ.อ.ชลัช ในฐานะรองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา เคยลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพปัญหาและได้พูดคุยกับชาวบ้านจนทราบว่า ชุมชนรอบๆ หินล้านงามต้องการถนนลาดยาง หรือคอนกรีตก็ได้ กว้างแค่ 4 เมตรก็พอ ระยะทางรวมแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น เพื่อใช้สัญจร และเดินทางขึ้นไปชมความงามของ “อันซีนหินล้านงาม” ได้สะดวกขึ้น

แต่การผลักดันโครงการถนนมีปัญหา 2 อย่าง คือ 1.พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตของป่า ในความดูแลของเขตป่าไม้นราธิวาสจึงไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสามารถสร้างถนนได้ และ 2.ติดเรื่องงบประมาณ

“โครงการสร้างถนนคอนกรีตสายนี้ อบต.ตาชี เคยพยายามดำเนินการตามงบประมาณที่มีอยู่ แต่ติดที่ว่าต้องขออนุญาตจากป่าไม้ก่อน ถ้าป่าไม้ไม่อนุญาตเราก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องรอการอนุญาต แต่พอหมดปีงบประมาณก็ต้องคืนหรือนำไปใช้อย่างอื่น ก็เลยยังไม่ได้สร้าง” เป็นคำอธิบายจากนายภูมิอ้น พวงรัตน์ ผู้อำนวยการกองช่าง อบต.ตาชี

แต่ความหวังของชาวบ้านก็ยังไม่ริบหรี่เกินไปเพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้นราธิวาสที่รับผิดชอบพื้นที่นี้ให้ข้อมูลว่าสามารถขออนุญาตจากผู้อำนวยการป่าไม้นราธิวาสเพื่อสร้างถนนได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องทำตามระเบียบอย่างถูกต้อง เป็นลายลักษณ์อักษร และวัตถุประสงค์ของการสร้างก็เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านเพราะเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านหลายสิบครัวเรือน ราวๆ 200 กว่าชีวิต ใช้ขนส่งผลิตผลทางการเกษตรลงมาขาย

ที่ผ่านมา “เหมืองลาบู” แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุคแม่ทัพภาคที่ 4 คนก่อน ซึ่งอยู่ในอำเภอยะหาเหมือนกับหินล้านงาม และอยู่ในเขตป่าเช่นเดียวกันก็มีการตัดต้นไม้ขยายถนนหลังได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้

ทว่าแม้จะมีข้อมูลชัดเจนขึ้นแต่ขั้นตอนการดำเนินการตามระบบราชการก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่มีผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจถือธงนำ ทำให้จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเลย กระทั่งมีการดึงผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้มาอยู่ในเครือข่ายหินล้านงาม และได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน

ชาวบ้าน 3 ชุมชน 2 วัฒนธรรมที่นั่นยังคงรอชมแสงแรก…แต่ไม่ใช่แสงแรกของดวงอาทิตย์เหมือนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพิชิตหินล้านงาม ทว่าคือแสงแรกแห่งความหวังที่พวกเขาจะได้ถนนสายเล็กๆ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งนี้ให้ยั่งยืนสืบไป

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ  การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน

17 ตุลาคม 2562 – 10:30 น.
นาที รัชกิจประการ,เจ๊เปี๊ยะ
เปิดอ่าน 616 ครั้ง

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ  การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน โดย… สมัชชา หุ่นสาระ

ไม่บ่อยนักที่ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำงานการเมือง

 แม่ทัพหญิงภาคใต้ของ ภท.คนนี้กล่าวกับเครือเนชั่นในเรื่องของจังหวะและโอกาสของค่ายสีน้ำเงิน หลังจากวันที่ 24 มีนาคม ค่ายสีน้ำเงินปักธงในปักษ์ใต้ได้ 8 เขต และ 3 ปาร์ตี้ลิสต์ โดยล้มผู้แทนฯ เจ้าของพื้นที่เดิมจากค่ายสีฟ้าไปได้หลายคน ซึ่งผลงานนี้หลายคนในภท.ยอมรับว่าเจ๊เปี๊ยะลุยแหลกเพื่อพิสูจน์ว่า ภท.พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้คนปักษ์ใต้

“ครั้งนี้ได้แปดเขต คราวหน้าต้องคูณสอง” แม่ทัพหญิงปักษ์ใต้ค่ายภท.ให้คำมั่นเพราะรู้ว่าชาวบ้านเลือกภท.เนื่องจากพรรคและเธอทำงานจริง พูดจริงบนสนามการเมืองแบบนี้ตั้งแต่ปี 2548 แล้ว

คำตอบของเจ๊เปี๊ยะที่แจ้งมานั้นเป็นอย่างไร จากบรรทัดนี้มีคำตอบ

   ชาวบ้านเลือกภท.เพราะอะไรและเสียงตอบรับวันนี้เป็นเช่นใด
“ดิฉันทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2548 และมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในปี 2551 ถึงวันนี้ความเปลี่ยนแปลงที่พรรคและดิฉันไปบอกชาวบ้านคือเราให้ความมั่นใจในแนวทางและนโยบายพรรค ชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้วันนี้วิเคราะห์ว่านโยบายใดดีต่อชีวิตพวกเขา พื้นที่คนปักษ์ใต้ชอบติดตามข่าวสารและเรื่องการเมืองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนภาคใต้ติดตามเพราะการบ้านกับการเมืองมันอยู่คู่กัน

เราทำงานแบบจริงใจกับชาวบ้าน ชี้แจงผลดีของนโยบายที่พรรคนำเสนอจนได้รับความไว้วางใจใน 8 เขต เพราะชาวบ้านอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง เมื่อเราได้โอกาสก็ต้องทำเต็มที่ในวันนี้”

 สิ่งที่บอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าภท.ต้องได้ส.ส.16คนขึ้นไป มีเหตุผลใดรองรับ
“แปดเขตที่ได้มานั้นต้องเพิ่ม เพราะนโยบายพรรคที่หาเสียง พรรคทำได้ ชาวบ้านชอบแนวคิดลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ที่วันนี้สะท้อนออกมาแล้วและแก้ปัญหาตรงจุด แปดเขตที่เราได้มาก็ต้องทำงานต่อและต้องขยายฐานเสียงเพิ่ม เพราะบางเขตที่เราแพ้ไป คะแนนที่แพ้ก็ไม่ห่างนัก ดังนั้นตรงนี้เราก็จะทำงานเพิ่มและต่อเนื่องเพราะเกือบ 3 เดือนมานี้ขาวบ้านยอมรับพรรค ภท.มากขึ้น”

    เหตุที่บอกว่าบางเขตควรชนะแต่กลับได้อันดับที่สอง ได้ประเมินแล้วหรือไม่ว่ามาจากปัจจัยใด
“พบว่าชาวบ้านบางส่วนยังยึดติดกับพรรคเดิมๆ ที่เคยมีส.ส.มายาวนาน แต่วันนี้ 8 เขตให้โอกาส ภท. ซึ่งถือเป็นพรรคที่มีส.ส.ในภาคใต้ในช่วงหลายปีมานี้ขยับมาอาสาชาวบ้านแข่งกับพรรคดั้งเดิม ดังนั้นเมื่อพรรคทำงาน ผลงานเริ่มออกมา ชาวบ้านสัมผัสได้ ตรงนี้จึงเชื่อว่าเลือกตั้งคราวหน้าการคูณสองในจำนวนส.ส.ของพรรคก็มีสิทธิ์

หลังจากนี้พรรคต้องขยายฐานเสียงในภาคใต้ให้ได้ทั้ง 14 จังหวัด เพราะพรรคมียุทธศาสตร์ร่วมกันเรื่องการท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่จะสร้างรายได้ให้ภาคใต้

ย้ำว่าทำงานวันนี้ไม่คิดจะแข่งกับพรรคอื่น สิ่งที่แข่งขันคือแข่งกับความเป็นอยู่ของประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้ มีอาชีพ ยอมรับว่าเป็นความฝันอยู่แล้วที่อยากได้ส.ส.พัทลุงทั้งหมด (ภท.ได้ 2 เขตจาก 3 เขตในจังหวัดนี้) หากได้ทั้ง 3 เขต ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เพื่อให้การพัฒนาไปด้วยกัน เพราะตรงนี้เป็นบ้านของดิฉัน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว วันนี้ พรรคจะทำโครงข่ายเชื่อมต่อ 14 จังหวัดภาคใต้ เพราะไม่มีใครอยากเป็นเมืองรอง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดเป็นเมืองหลักทุกจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดต้องหาจุดเด่นของจังหวัดตัวเอง ซึ่งสามารถร้อยเรียงเรื่องการท่องเที่ยวผ่านภูมิประเทศได้ การท่องเที่ยวต้องดึงวิถีเก่ากลับคืนมาให้เชื่อมต่อกันในทุกจังหวัดของภาคใต้”

          การเดินหน้าแบบนี้และยังเป็นนักการเมืองผู้หญิงที่ทำงานไม่น้อยกว่าผู้ชายแสดงว่าหวังให้ภท.ติดลมบนในภาคใต้แบบถาวร
“ดิฉันเป็นคนแบบนี้ พูดและทำจริง กระแสภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าดีขึ้นหรือไม่นั้น คนที่จะเป็นผู้วัดผลคือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่จะตอบได้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีความตั้งใจแค่ไหน ยอมรับว่ามีแนวคิดอยากให้พรรคมีส.ส.ยกทุกจังหวัดทั้งภาคใต้ ดังนั้นจึงต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ที่ไม่แพ้ใคร เมื่อใดที่การท่องเที่ยวชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มได้จะทำให้ประชาชนคิดถึงพรรคภูมิใจไทย เวลานี้กล้าพูดได้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่น้องใหม่ของภาคใต้ เพราะมีผลงานเป็นตัววัด ซึ่งตัวเองทำงานการเมืองมาแล้วมากกว่า 14 ปี ย้ำว่าไม่เกรงกลัวพรรคฐานเสียงเดิม และอยากให้ทุกคนในภาคใต้มีชีวิตที่อยู่สบาย”

 หนักใจบ้างไหมกับบทบาทคีย์แมนพรรคในภาคใต้
“ไม่ เพราะทำงานแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว และเมื่อทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันนี้ก็พยายามสร้างแรงกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ดังนั้นจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านยอมรับ การบ้านกับการเมืองคือสิ่งคู่กัน เราต้องทำงานทั้งสองด้านคู่กัน ดิฉันจะใช้ประสบการณ์มาช่วยพรรคให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น”

          การเมืองท้องถิ่นในวันข้างหน้าพรรคจะส่งทีมแข่งขันและสร้างฐานเสียงในภาคใต้หรือไม่
“คงไม่เน้นในสนามนี้เพราะไม่อยากสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะมองว่าหากพรรคมีส.ส.ทำงานระดับชาติจะแก้ไขภาพรวมได้ดีกว่า เวทีท้องถิ่นก็ให้กลุ่มต่างๆ ที่สนใจอาสาประชาชน พรรคจะเน้นสร้างส.ส.ในการทำงานระดับประเทศ เวลาเราทำงานในสภาผู้แทนฯ ก็จะขยับการทำงานได้เต็มที่กว่า เราไปนำข้อร้องเรียนของชาวบ้านไปแก้ไขในสภาผู้แทนฯ ตรงนี้จะเกิดผลกว่า”

     ขยับจังหวะต่อเนื่องแบบนี้จะขัดแย้งกับพรรคเจ้าถิ่นในพื้นที่หรือไม่
“ช่วงหาเสียงก็มีบ้าง แต่หลังเลือกตั้งจบ ต้องพิสูจน์ผลงานว่าชาวบ้านไว้ใจหรือไม่ เราจะพิสูจน์ตัวเองกับคนปักษ์ใต้ว่าเลือกเราไม่ผิดหวัง”

      กังวลกับพรรคใหม่ที่กำลังเคลื่อนไหวในช่วงนี้บ้างไหม
“ไม่ เพราะแต่ละพรรคมีจุดยืนการทำงานคนละแบบกัน ดิฉันและพรรคทำงานตามที่หาเสียงไว้”