ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชน

20 กันยายน 2562 – 08:42 น.
ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ,ธุรกิจเอกชน,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 141 ครั้ง

คอลัมน์…   เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

การเปิดกิจการค้าขายหรือการให้บริการ… “ทำเล” ของสถานประกอบกิจการที่เหมาะสมและทางเข้าออกที่สะดวกสบายสำหรับลูกค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ของเจ้าของกิจการนั้นๆ

คดีปกครองที่นำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปิดล้อมรั้วสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชนครับ…

คดีนี้เป็นเรื่องของเจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดกิจการในตึกแถวอยู่ติดกับสำนักงานขนส่งจังหวัด มีรั้วลวดหนามของสำนักงานขนส่งจังหวัดกั้นเขตระหว่างตึกแถวกับสำนักงาน แต่รั้วลวดหนามได้ถูกรื้อออก กว้างประมาณ 1.5 เมตร เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยจึงพาดแผ่นคอนกรีตข้ามร่องน้ำเพื่อใช้เป็นช่องทางเดินเข้าออกในพื้นที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดในการประกอบกิจการของตน

ต่อมาสำนักงานขนส่งจังหวัดได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตทึบแทนรั้วลวดหนาม ทำให้เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถไม่สามารถใช้ช่องทางเดินดังกล่าวเข้าออกได้เช่นเดิม อีกทั้งตึกแถวดังกล่าวมีผนังด้านข้างและด้านหลังเป็นคอนกรีตทึบสูงจดหลังคาทำให้มืดและร้อนอบอ้าว จึงได้ยื่นคำร้องต่อขนส่งจังหวัดเพื่อขอให้ก่อสร้างประตู ช่องลมหรือทางเข้าออกรั้วพิพาทแต่ถูกยกคำร้อง จึงยื่นฟ้องขนส่งจังหวัดต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ขนส่งจังหวัด สร้างประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วพิพาทดังกล่าว

คดีมีประเด็นที่น่าสนใจว่าการก่อสร้างรั้วคอนกรีตของสำนักงานขนส่งจังหวัดซึ่งปิดกั้นที่ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเคยใช้ติดต่อกับลูกค้า และการที่ไม่อนุญาตเปิดทางตามคำร้องของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขนส่งจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุมีหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ทั้งยังมีหน้าที่ในการดำเนินการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่โดยกำหนดมาตรการเพื่อพิทักษ์รักษาให้ความปลอดภัยแก่ที่สงวน อาคาร และสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552

เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ที่มีสิทธิหน้าที่ที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองดูแลและบำรุงรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งการเปิดรั้วลวดหนามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตยังเป็นการทำลายเครื่องล้อมกันเขต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ขอจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงรั้วลวดหนามเป็นรั้วคอนกรีตเพื่อปิดกั้นพื้นที่ที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเอกชนรายอื่นๆ เป็นการถาวร ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ โดยใช้เครื่องกีดขวางเพื่อป้องกันขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลและยานพาหนะที่ไม่มีสิทธิเข้าไปในพื้นที่ที่มีการรักษา ตามข้อ 37 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552

ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วด้านข้างของสำนักงานขนส่งจังหวัด จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

นอกจากนั้นตามที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอได้เปิดทางเข้าออกทุกด้านให้ประชาชนใช้บริการนั้น ทางเข้าออกสถานที่ราชการเป็นประตูเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่การทำประตูเปิด-ปิดตามคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของผู้ฟ้องคดีแต่เพียงผู้เดียว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของทางราชการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการกับประโยชน์ในการประกอบกิจการขายกรมธรรม์ประกันภัยรถของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลแล้ว ไม่อาจถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเกินสมควร

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประชาชนที่อาศัยพื้นที่ของราชการเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากส่วนราชการให้เข้าใช้พื้นที่ ถือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของราชการ อีกทั้งการก่อสร้างรั้วคอนกรีตแทนรั้วลวดหนาม ถือเป็นการรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของราชการและประชาชนที่มาติดต่อรวมถึงเอกสารของทางราชการ ความเสียหายที่เอกชนผู้ประกอบกิจการได้รับจากการที่ไม่สามารถเข้าออกบริเวณทางพิพาทได้ จึงไม่เป็นการสร้างความเสียหายแก่เอกชนเกินสมควรเมื่อเทียบกับประโยชน์ต่อทางราชการและประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมที่มาติดต่อราชการ ดังนั้น จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด

(ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1770/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ใช้สติก่อนตัดสินข่าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช้สติก่อนตัดสินข่าว

20 กันยายน 2562 – 08:19 น.
ใช้สติก่อนตัดสินข่าว
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ช่วงนี้โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลข่าวสารเรื่อง “น้ำท่วม” กันหลากหลายวาระ บางครั้งเป็นเรื่องจริงที่หลายคนไม่ทราบ และหลายครั้งหลายคราก็เป็นข่าวลวงที่สร้างขึ้นมาจุดกระแสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์บางอย่างให้ตัวเองจากธารน้ำใจของคนไทยด้วยกัน ข่าวลวงนั้นมีมานานนมแล้ว และน่าจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เพียงแต่มันอาจพลิกแพลงให้เข้ากับบริบทของโลกวันนี้ด้วยการใช้เทคโนโลยี

ถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีนั้นมีทั้งคุณและโทษ เพราะเพียงชั่ววินาทีที่มีการส่งข้อมูลข่าวสารออกไปอาจส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อผู้รับสารและส่งสาร ดังนั้นสติของผู้ติดตามข่าวสารคือสิ่งสำคัญที่จะพิจารณา โดยเฉพาะรัฐบาลต้องมีสติไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ไม่ด่วนคิด ด่วนสรุป หรือทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งต่อการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นจากคำติชมใดๆ ของภาคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ความหลากหลายจากทุกๆ ข้อมูลในโลกออนไลน์ที่สังคมส่งถึงไม่ว่าจะดี ร้าย เลื่อนลอย …รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารต้องรับไว้ไตร่ตรอง มิควรจะไปตำหนิฝ่ายใดที่แสดงความเห็นในเชิงลบ แต่ควรชี้แจงถึงเหตุผลรวมทั้งวิธีการแก้ไขเพื่อให้สังคมเข้าใจเป็นระยะ..และที่สำคัญต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาเพื่อคลายทุกข์ให้ประชาชนในทันที..ไม่ใช่เอะอะก็ออกมาตีโพยพีพายว่าความเห็นด้านลบที่ส่งถึงเป็น “เฟคนิวส์” ที่ฝั่งตรงข้ามพยายามโจมตี และดิสเครดิตรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในส่วนของภาคประชาชนเองก็ต้องมีความหนักแน่น และรู้จักแยกแยะกับข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่า มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และที่สำคัญทุกคนต้องไม่ร่วมเติมเชื้อไฟ หรือเฮโลตามกันไปเมื่อเห็นข่าว หรือความคิดเห็นต่างๆ ที่โจมตีรัฐบาลแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ดังนั้นจึงต้องไม่ลืมว่าในโลกออนไลน์ที่มีทั้งข่าวลวง ข่าวเท็จเต็มไปหมดนั้น เราก็ยังมีข้อเท็จจริง หรือข้อมูลต่างๆ ที่สามารถตรวจสอบได้เช่นกันว่าข่าวที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงและเบื้องลึกหนาบางเท่าใด

วันนี้ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลายล้านชีวิตกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จึงไม่ใช่เวลาที่คนกลุ่มใดกลุ่มนึงจะหาผลประโยชน์จากความทุกข์เข็ญของคนไทยด้วยการสร้างรูปแบบความคิดผิดๆ เพื่อโจมตีฝั่งตรงข้าม ดังนั้นการไตร่ตรองอย่างมีสติและเหตุผลคือเครื่องเตือนใจทุกฝ่ายที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในคราวนี้ว่าเราควรใช้เทคโนโลยีในโลกออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ มิใช่สร้างปมปัญหาคาใจให้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ และการเสพข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อย่าปล่อยให้กระแสที่มาจากการปั่นข่าวลวงมากลบบังตาจนเกิดการก่อกระแสตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งจนเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่ในสังคมวันนี้และวันหน้า…

#SaveMuay “ลาวขวา” ฟ้องโลก รัฐบาลลาวเผด็จการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

#SaveMuay “ลาวขวา” ฟ้องโลก รัฐบาลลาวเผด็จการ

19 กันยายน 2562 – 13:48 น.
รายงานพิเศษ,SaveMuay,Muay Littlepig,นางฮวยเฮือง ไชยะบูลี,เน็ตไอดอลการเมืองลาว,รัฐบาลลาว,นักเคลื่อนไหน,ประเทศลาว,สปปลาว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

#รายงานพิเศษ

*********************

สืบเนื่องจากกรณีตำรวจเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ได้ควบคุมตัวนางหมวยที่ร้านอาหารมิดตะพาบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาต่อต้าน สปป.ลาว ต้องรับโทษติดคุก ปี เมื่อค่ำวันที่ 12 กันยายน 2562 ส่งผลสะเทือนไปทั่ว สปป.ลาว และในหมู่คนลาวโพ้นทะเล

นางหมวย” หรือ Muay Littlepig หรือ นางฮวยเฮือง ไชยะบูลี แม่ค้าปากเซ ที่กลายเป็น “เน็ตไอดอลการเมืองลาว” เธอโด่งดังมาจากการไลฟ์เฟซบุ๊คเปิดประเด็น “ข้อยบ่มีเงินจ้างเข้าเฮ็ดเวียก” ที่เปิดโปงระบบอุปถัมภ์ในรัฐราชการลาว

กลุ่มลาวฝ่ายขวา เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางหมวย

ล่าสุด ริชาร์ด ไชสะหมอน” ประธานลาวรวมลาวเพื่อประชาธิปไตย ในสหรัฐอเมริกา ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า เรียกร้องให้ปล่อย “นางหมวย” เพราะไม่มีความผิดอะไร เพียงใช้สื่อโซเชียลสื่อสารไปถึงหน่วยงานภาครัฐให้มาช่วยเหลือชาวบ้านในแขวงจำปาสัก

ปัญหาอุทกภัยในลาวนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนลาวเป็นจำนวนหลายพันครอบครัว แต่ไม่สามารถบอกกล่าวกับรัฐบาล หรือแม้แต่ชาวโลกผ่านทางเฟสบุ๊คหรือโซเชียล เพื่อให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือได้ เพราะมีความผิดข้อหาทำลายความสงบของบ้านเมือง ต้องให้รัฐบาลพูดเพียงอย่างเดียว” ริชาร์ด ไชสะหมอน

กระบอกเสียงกลุ่มลาวรวมลาว

ขณะเดียวกัน กลุ่มลาวรวมลาวเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในลาว ก็ได้รายงานปัญหารัฐบาล “จับนางหมวย” ให้กับองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร รวมทั้งยูเอ็นด้วย

จริงๆ แล้ว กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยในสหรัฐ และแคนาดา ทางรัฐบาล สปป.ลาว ถือว่าเป็น องค์กร “อิทธิพลปรปักษ์” มีเป้าหมายโค่นล้ม สปป.ลาว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่สนใจความเคลื่อนไหวคนเหล่านี้

ด้านตำรวจแขวงจำปาสัก ได้แถลงผ่านสื่อลาวไปแล้วว่า นับแต่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่ภาคกลางและภาคใต้ของลาว นางหมวยได้ไลฟ์เฟซฯ โฆษณาปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจที่ผิด และปั่นป่วนสังคม

นางหมวย ยังถูกขังอยู่ในคุกจำปาสัก

เมื่อวันที่ 17 ..2562 ..ไพจิด ไชยะเดด รองหัวหน้าตำรวจ ปกสแขวงจำปาสัก ได้ให้สัมภาษณ์เวียงจันทน์ไทม์ว่า นางหมวยได้รับสารภาพว่า มีการกระทำโฆษณาต่อต้าน สปป.ลาว และยังได้ให้ข้อมูลสำคัญ เรื่องการพัวพันกับ “กลุ่มคนบ่ดี” ที่อยู่ภายในและต่างประเทศ

ตำรวจลาวยังอธิบายว่า นางหมวยมีความผิดฐานต่อต้าน สปป.ลาว อิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 ระบุว่า “บุคคลใด หากได้โฆษณาใส่ร้ายป้ายสี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บิดเบือนแนวทางของพรรค และนโยบายของรัฐ ออกข่าวอกุศล ทำให้มีความวุ่นวายด้วยพูด การเขียน การพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วิดีโอ เอกสาร สื่ออิเลกโทรนิกส์ หรืออื่นๆ ที่มีเนื้อหาต่อต้าน สปป.ลาว เพื่อทำให้อำนาจแห่งรัฐอ่อนแอลง จะถูกลงโทษตัดอิสรภาพ ตั้งแต่ 1 -5 ปี และจะถูกปรับ ล้านกีบ ถึง 20 ล้านกีบ”

สมัยเคลื่อนไหวสวมเสื้อดำ

ตั้งแต่ นางหมวย หรือ “Muay Littlepig” เคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมาแต่ปีที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วในสังคมลาว ระหว่าง “Muay FC” กับ กลุ่มปกป้องพรรครัฐ” ทั้งสองขั้วเปิดสงครามสื่อทั้งใต้ดินบนดิน จนกระทั่ง นางหมวยถูกจับกุม 

ล่าสุด ญาตินางหมวย พยายามขอยื่นประกันตัวออกมาสู้คดี และคาดว่า ต้องใช้เงินประกันถึง 100 ล้านกีบ แต่ทางศาลประชาชนแขวงจำปาสัก อาจไม่ให้ประกัน เพราะข้อหาบ่อนทำลาย สปป.ลาวนั้นร้ายแรงมาก 

กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล ยืนยัน คลื่นปริศนานอกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389332?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล ยืนยัน คลื่นปริศนานอกโลก

19 กันยายน 2562 – 13:20 น.
คลื่นปริศนานอกโลก,กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล,นักดาราศาสตร์,ดรพฤทธิ์ เจริญจิตติชัย
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ในจักรวาลมี “ดาวเคราะห์” คล้ายโลกมนุษย์ไม่ต่ำกว่า 3 พันดวง ทำให้เหล่านักดาราศาสตร์ใฝ่ฝันที่จะค้นพบสัญญาณทักทายจากเพื่อนนอกโลก… หลายประเทศแข่งขันกันลงทุนสร้างกล้องส่องดูดาวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมล่าสุดจีนประกาศว่า “กล้องโทรทรรศน์วิทยุใหญ่สุดในโลก” ที่มณฑลกุ้ยโจว ตรวจพบ “คลื่นวิทยุปริศนาชื่อดัง FRB 121102” ได้กว่า 20 ครั้ง ทำให้มนุษย์โลกยิ่งสงสัยว่าคลื่นลึกลับนี้ส่งมาจากไหนกันแน่…!?!…

จักรวาลอันไกลโพ้น มีสีดำมืดสนิท ไม่มีใครมองเห็นอะไรได้ ดังนั้น “กล้องโทรทรรศน์วิทยุ” ที่สร้างขึ้น จึงเน้นพัฒนาเทคโนโลยีตัวรับคลื่นวิทยุให้สามารถตรวจจับสัญญาณจากสิ่งต่างๆ เช่นคลื่นสัญญาณจากหลุมดำ คลื่นพัลซาร์ดาวนิวตรอน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งจินตนาการว่าสักวันจะเจอสัญญาณส่งมาจาก อีที (E.T.) หรือ “สิ่งมีชีวิตภูมิปัญญานอกโลก” (extra-terrestrial life) ที่ต้องการทักทายมนุษย์

เมื่อปี 2007 นักดาราศาสตร์สามารถตรวจจับ “คลื่นเอฟอาร์บี” (FRB : Fast Radio Burst) หรือ “คลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน” ที่เป็นกลุ่มสัญญาณจากอวกาศมีความเข้มเป็นพิเศษจากการปลดปล่อยพลังงานขนาดมหึมาออกมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น หรือประมาณ 1 มิลลิวินาที เปรียบเทียบกับแมลงวันที่กระพือปีก 1 ครั้งใช้เวลา 3 มิลลิวินาที หมายความว่าคลื่นนี้มาแรงและฉับพลันจริงๆ

จนถึงปัจจุบันมีการตรวจเจอและบันทึก “คลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน” จากนอกโลกไว้เป็นแล้วกว่า 90 ครั้งในฐานข้อมูล แต่จนถึงวินาทีนี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นคลื่นจากอะไร มีเพียงการตั้งสมมุติฐานว่าอาจเกิดจากการชนกันของหลุมดำหรือดาวนิวตรอนแล้วปลดปล่อยพลังงานออกมา หรือปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดเป็นคลื่นวิทยุขนาดใหญ่แบบนี้ได้ ที่น่าสนใจคือ การค้นพบว่าคลื่นเอฟอาร์บีในบางตำแห่นงมีการปล่อยคลื่นซ้ำที่จุดเดิมอีกหลายครั้ง

หมายความว่าคลื่นสัญญาณนี้อาจมาจากบางสิ่งอาศัยอยู่ในห้วงลึกอวกาศ !

ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากบางสำนักเชื่อว่าคลื่นนี้เป็นสัญญาณพลังงานที่รั่วไหลออกมาจากอุปกรณ์บางชนิดของมนุษย์ต่างดาว อาจเป็นคลื่นบังคับยานอวกาศขนาดยักษ์ก็ได้
โดยเฉพาะคลื่นปริศนาที่ชื่อ “FRB 121102” โดยการตั้งชื่อนั้นมาจากตัวย่อของวันที่พบครั้งแรกเช่น  “FRB 121102” หมายถึงพบในปี 2012 เดือน 11 วันที่ 2

ดร.ลอรา สปิทเลร์ เป็นผู้ค้นพบสัญญาณคลื่นนี้ครั้งแรก แต่หลังจากนั้นผ่านไป 3 ปี ในเดือนมิถุนายน 2015 กล้องดูดาวของแคนาดาก็พบสัญญาณ FRB121102 วาบขึ้นมาอีกที่จุดเดิมอีก และตลอดทั้งปี 2015 คลื่นเอฟอาร์บีตัวนี้ส่งพลังงานวาบกว่า 10 ครั้งด้วยกัน

ทีมนักวิจัยดาราศาสตร์วิเคราะห์กันว่าคลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน FRB121102 น่าจะอยู่ห่างไปประมาณ 3,000 ล้านปีแสง แต่ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นคลื่นที่มาจาก กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ที่มนุษย์โลกอาศัยอยู่ หรือมาจากกาแล็กซีกลุ่มดาวสารถี (Auriga) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับเรา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2019 นักดาราศาสตร์จีนประกาศว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกของจีนชื่อว่า “ฟาสต์” สามารถดักจับสัญญาณคลื่นวิทยุปริศนาชื่อดัง “FRB121102” ได้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2019 และจากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในวันที่ 3 กันยายน 2019 สามารถจับสัญญาณซ้ำที่จุดเดิมอีกกว่า 20 ครั้งกว่า

ทั้งนี้ กล้อง “ฟาสต์” (FAST : Aperture Spherical Radio Telescope) มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 500 เมตร หรือเท่ากับเอาสนามฟุตบอล 5 สนามมาเรียงต่อกัน ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาอำเภอผิงถัง มณฑลกุ้ยโจว เปิดใช้งานตั้งแต่ปลายปี 2016 ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างจำนวนมหาศาล หวังผลักดันให้จีนเป็นผู้นำการสำรวจอวกาศ

การค้นพบของจีนครั้งนี้ยิ่งทำให้ปริศนาของ FRB121102 ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันอีกครั้งว่ามาจากไหนกันแน่!
แม้แต่ประเทศไทยเองก็เคยเข้าร่วมค้นคว้าหาสัญญาณคลื่นนี้กับประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ของไทยร่วมมือกับอังกฤษ ใช้กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติขนาด 2.4 เมตร ที่ตั้งอยู่ดอยอินทนนท์ ตรวจจับทิศทางที่เคยพบ FRB121102 เพื่อสำรวจว่านอกจากส่งคลื่นวิทยุมาแล้ว มีการส่ง “แสง” มาด้วยหรือเปล่า ซึ่งก็ยังไม่สามารถพิสูจน์พบการปล่อยแสงออกมาแต่อย่างใด

 “ดร.พฤทธิ์ เจริญจิตติชัย” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า คลื่นเอฟอาร์บีครั้งแรกถูกค้นพบโดยบังเอิญมาตั้งแต่ปี 2007 และปัจจุบันมีการค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีแล้วเกือบ 100 ครั้ง ค่าคาดหวังทางสถิติของการเกิดคลื่นเอฟอาร์บีทั่วทั้งท้องฟ้าอาจสูงถึง 1 หมื่นครั้งต่อวัน นักดาราศาสตร์ในออสเตรเลียและแคนาดาได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อค้นหาสัญญาณปริศนานี้โดยเฉพาะ

“แม้ว่าจุดกำเนิดของคลื่นเอฟอาร์บียังไม่มีข้อสรุป นักดาราศาสตร์พยายามใช้คลื่นเอฟอาร์บีเพื่อศึกษาสสารระหว่างกาแล็กซี่ต้นกำเนิดและกาแล็กซี่ทางช้างเผือก และในเดือนมีนาคม 2563 ไทยจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติคลื่นเอฟอาร์บีอีกด้วย คลื่นนี้เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ว่าเอกภพยังมีปริศนาให้มนุษย์ค้นพบอีกมากมาย ในอนาคตประเทศไทยก็อาจค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีได้เหมือนกัน เพราะกล้องโทรทรรศน์วิทยุตัวใหม่ล่าสุดของไทยสร้างใกล้เสร็จแล้ว”
ดร.พฤทธิ์ กล่าวต่อ ว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 40 เมตร กำลังอยู่ในระหว่างติดตั้งที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่นั้น จะพร้อมใช้งานประมาณช่วงปลายปี 2563 ทำให้นักดาราศาสตร์ไทยอาจค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีตัวใหม่ หรืออาจทดลองนำไปตรวจสอบจุดเดิมของคลื่นปริศนาชื่อดัง FRB 121102 ได้เช่นกัน

ในวันนี้อุปกรณ์ไฮเทคตรวจหา “สิ่งมีชีวิตนอกโลกมนุษย์” ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานมนุษย์คงได้รู้แน่ชัดสักทีว่ามีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ที่ไหนบ้างและสิ่งมีชีวิตร่วมจักรวาลของเราหน้าตาเป็นอย่างไร!?!

ไว้อาลัย ช่วง-ช่วง แพนด้าตายแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389328?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไว้อาลัย ช่วง-ช่วง แพนด้าตายแล้ว

19 กันยายน 2562 – 11:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ช่วงช่วง,แพนด้า,ไว้อาลัย
เปิดอ่าน 105 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้อยู่นอกการเมืองที่นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ กำลังหัวร้อนหรือฟิวส์ขาดหน้าตาบอกบุญไม่รับเมื่อวันก่อน

ถึงขนาดตีหน้ายักษ์ฉะพวกโจมตีรัฐบาลและพูดทำนองว่าอาจจะกลับเข้าสู่วังวนเดิมหรือรัฐบาลคสช.ที่มีอำนาจเด็ดขาดไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้

มีข่าวที่น่าเสียใจว่าแพนด้า ‘ช่วงช่วง’ จากเมืองจีนที่สวนสัตว์เชียงใหม่ตายลงอย่างกะทันหันเสียแล้ว

สาเหตุนั้นจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการและสัตวแพทย์บอกว่าเป็นการตายอย่างธรรมชาติและเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังมีการจัดฉลองวันเกิดครบ 19 ปี อยู่เลย

ข่าวการตายของ ‘ช่วงช่วง’ ทำให้ชาวเชียงใหม่เสียใจมากเพราะช่วงที่อยู่สวนสัตว์เชียงใหม่คู่กับ ‘หลินฮุ่ย’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในขณะกำลังซบเซาได้อย่างมาก

แพนด้าช่วงช่าง เป็นแพนด้าเพศผู้เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2543 ที่ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ เขตอนุรักษ์วู่หลง เมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เกิดจากแพนด้าตัวผู้ชื่อชิงชิง และแพนด้าตัวเมียชื่อไป่แฉว

แพนด้าช่วงช่วงและหลินฮุ่ยทางการจีนส่งมาให้ประเทศไทยในฐานะทูตสันถวไมตรีระหว่างไทย-จีน มาอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ในปี 2546

องค์การสวนสัตว์ได้ดูแลแพนด้าทั้งสองจนให้กำเนิดแพนด้าหลินปิงขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง และถูกส่งกลับไปเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีนแล้ว และ ‘หลินปิง’ เป็นแพนด้าลูกดกคลอดลูกหลายตัวและเป็นลูกแฝดด้วย

จึงขอพูดถึง ‘ช่วงช่วง’ ที่สร้างความสุขให้คนไทยในช่วงที่มีชีวิตอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 บจธ.ลงพื้นที่เชียงราย
 พบสมาชิกเกษตรกรเหนือ

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. บอร์ดผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่พบสมาชิกเกษตรกรภาคเหนือ จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการฟังความคิดเห็นเกษตรกรและผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพื่อจัดหาที่ดินให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้ตามความประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่โรงแรมแสนโฮลเทล จ.เชียงราย

วันที่ 23 กันยายน 2562 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินและผู้บริหาร บจธ. นำโดย ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ประธานกรรมการบริหาร บจธ. จะเดินทางลงพื้นที่เป้าหมายพบกลุ่มสมาชิกเกษตรกรใน จ.เชียงราย และร่วมตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในแปลงที่ดินพื้นที่หมู่ 8 บ้านเวียงกือนา ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ บจธ.ให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรและผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำการเกษตรเป็นของตนเองภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

คณะกรรมการ บจธ. ร่วมกับกลุ่มสมาชิกเกษตรกร ผู้ยากจน ผู้ประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน หรือผู้ที่มีความต้องการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมซึ่งไม่มีที่ดินอยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินทำกินอยู่แล้วแต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการประกอบอาชีพการเกษตร เกษตรกรที่มีปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการนำที่ดินไปจำนำ จำนอง และขายฝาก

รวมไปถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการที่ดินในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงและหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมรับฟังการเสวนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ ‘ก้าวต่อไปของ บจธ.’ ที่แรมแสนโฮลเทล จ.เชียงราย

โดยวัตถุประสงค์การจัดเสวนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่สนใจร่วมกันประมาณ 200 คน ร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับแนวทางการจัดการที่ดินของประเทศ ทำความรู้จักถึงหน้าที่และภารกิจของ บจธ. ความคาดหวังของประชาชนต่อการช่วยเหลือด้านที่ดินจาก บจธ.

ปัญหาและอุปสรรคการใช้ที่ดินเพื่อทำกินด้านเกษตรกรรมของเกษตรกร พร้อมทั้งให้กลุ่มสมาชิกเกษตรกรเหล่านี้ได้ทราบถึงระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อปฏิบัติต่างๆ รวมไปถึงช่องทางในการขอรับความช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน

ขอเชิญชวนสมาชิกกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาความยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบอาชีพในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและในบริเวณใกล้เคียง ที่มีความประสงค์ให้ บจธ. ช่วยเหลือในด้านการจัดหาที่ดิน โดย บจธ.พร้อมที่จะให้คำปรึกษาและร่วมหารือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สามารถเข้าร่วมการเสวนา หรือติดต่อสอบถามแจ้งรายชื่อบุคคลที่สนใจเข้าร่วมได้ที่ สุวีณา ทัศคุณ, สุนัดดา โสมนะพันธุ์ และ ประภา แป้นวงษ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2278-1244, 0-2278- 1648 ต่อ 399, 511, 520


 ไปดูได้ประโยชน์ ได้ความรู้
จดหมายต่อไปนี้มาจากคุณ ‘บุญสม’ อยุธยา ซึ่งเชิญชวนไปดูกองทัพดินเผาที่รัฐบาลจีนส่งมาให้ชมและขอเป็นสื่อกลางให้ไปกันมากๆ เพราะหาดูได้ยากมากครับ

เท่าที่ทราบไทยเป็น 1 ใน 25 ประเทศ ที่จีนไฟเขียวส่งโบราณวัตถุล้ำค่านี้มาให้ชมเพราะอายุถึง 2,200 ปี

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและนำมาแสดงถึง 86 รายการ ยิ่งใหญ่มากๆ

โปรดอย่าพลาดโอกาสนี้นะครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 เชิญชวนไปดูกองทัพดินเผา
 จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้

ผมไปดูกองทัพดินเผาที่ทางการจีนอนุญาตพิเศษให้นำมาจัดแสดงในประเทศไทยแล้วครับ จึงอยากให้หาโอกาสไปดูได้ความรู้ได้ประโยชน์มากเลยครับ

จึงได้ไปจดรายละเอียดมาว่าจะเปิดให้เข้าชมทุกกันพุธ-อาทิตย์ จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 09.30-16.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ พระที่นังศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ผมไม่บอกว่าคนโบราณจะมีความสามารถ มีความคิดมากขนาดนี้ จึงอยากให้ไปชมกันตามวันเวลาดังกล่าวนะครับ

นี่แสดงว่ารัฐบาลจีนเขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและรักคนไทยจึงให้ขนาดนี้
บุญสม (อยุธยา)


ช่อ พรรณิการ์ มาจากรธน.ฉบับไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่อ พรรณิการ์ มาจากรธน.ฉบับไหน

19 กันยายน 2562 – 11:30 น.
ช่อ พรรณิการ์,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย…  อสนีบาต aussneebard @hotmail.com

ไม่ใช่ครั้งแรก แต่กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมักแสดงพฤติการณ์ด้วยกายและวาจาชวนให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้ง

ขมองบวมๆ จำความได้ ตั้งแต่ “ช่อ” ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. สรรหาเสื้อผ้าสวมใส่เข้าสภาสร้างความโดดเด่นเป็นที่จับจ้องทุกสายตา จนคุณหญิงหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ วุฒิสมาชิก ออกมาท้วงติงถึงการแต่งกายไม่เหมาะสม

…อสนีบาต…เคยสอบถาม “น้องช่อ” สวมใส่ชุดแบบนี้เหมาะหรือ เจ้าตัวย้อนถาม “แล้วเคยเห็นคนที่ใส่ชุดสีขาว สีดำ เข้าสภาบ้างไหม อย่างนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะ” กลายเป็นยัดคำถามกลับให้นักข่าวตอบซะงั้น …ดูดู๊ดู…ลีลาการตอบของ “ช่อ POEM” ช่างร้ายเหลือทน จึงไม่แปลก พรรค อนค. ถึงยกตำแหน่งโฆษก ให้

เรื่องของการแต่งกายสุดล้ำ ยังนำไปสู่ต้นแบบการใส่ชุดธีมกาสะลอง ตามละครดังทางทีวี เข้าสภา กลายเป็นประเด็นให้ ชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องลงมาอธิบายข้อบังคับการประชุมสภา

พลันแฟชั่นกาสะลองจางลง เรื่องใหม่ว่าด้วยมือดีขุดภาพสมัยสำเร็จการศึกษาออกมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เป็นประเด็นอีกถึงความไม่บังควร “น้องช่อ” คนเดิม ออกมาแถลงตัดบทให้ยุติการเผยแพร่ภาพ และอย่าไปเอาเรื่องเพื่อนๆ ของเธอ ที่เป็นต้นเหตุนำภาพไม่บังควรมาเผยแพร่เลย

แบบให้จบง่ายๆ เพราะภัยกำลังถึงตัวเธอว่างั้น แต่เป็นไปตามคาด นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามขยี้ประเด็นกล่าวหา เป็น “พวกชังชาติ” ในที่สุด ยังไม่นับรวมก่อนเข้าสภา สมัยร่วมขบวนการประชาชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง “ช่อแอนด์เดอะแก๊ง” สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่วนเวียนอยู่กับเรื่องของสถาบัน

กระทั่งมาถึงวันนี้เรื่องของ “ช่อ” แรงไม่มีตก สร้างประเด็นร้อนยิ่งกว่า “ลุงตู่แจงปมถวายสัตย์” ซึ่งจบไปแล้วจากการอภิปรายทั่วไปเมื่อวานนี้ แต่เรื่องของ ”ช่อ” ยังไม่จบครับ

จุดชนวนผ่านเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ จ.มหาสารคามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเฮงซวยทุกมาตรา…” กระแทกเข้าไปถึงขั้วหัวใจผู้คน

ลามไปถึงอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูก “ช่อ” พาดพิงด้วยว่า รธน.ฉบับนี้ขาดการมีส่วนร่วมและตั้งขึ้นมาด้วยคนคนเดียว ออกประกาศว่า “ช่อ”กำลังพูดเท็จ บิดเบือน ซ้ำร้ายนำไปสู่ความแตกแยก

“…อาจเข้าข่ายเป็นความประพฤติที่ขาด “สัมมาวาจา” เพราะไม่ได้กล่าว “ความจริง” อันชวนให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิด เกิดความเกลียดชัง ความแตกสามัคคี ขึ้นในหมู่ชน” ประกาศ กรธ.

ใช้สติตรึกตรองกันดู ความพยายามของพรรคอนาคตใหม่ ในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกระดับความเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านถ้อยวาจาของเหล่าแกนนำ โดยเฉพาะ “น้องช่อ”

ก่อนหน้านี้ ส่งสัญญาณเชิญชวนประชาชนออกมาเดินถนนเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องเคลื่อนแล้ว “ไม่ตาย” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับออกมาห้ามปราม อย่าไปปลุกระดมเลย มาถึงลูกบ้าครั้งล่าสุด ประกาศก้องเข้าหูแนวร่วมทางการเมือง “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา”

ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นสภาเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะได้ร่วมถกคิดศึกษาหาแนวทางแก้ไขรธน. ซึ่งหนึ่งในกมธ.วิสามัญฯ ต้องมีตัวแทนอนค.ร่วมอยู่ด้วยมิใช่หรือ

แต่กับความพยายาม “น้องช่อ” แหกโค้งต่อประเด็นแก้ไขรธน.อยู่ตลอดเวลา

นับวันยิ่งหนักขึ้นผ่านการเมืองนอกสภา จะทำลายบรรยากาศการมีส่วนร่วมปลี้ๆ เปล่าๆ กลายเป็นสร้างความขัดแย้ง แตกสามัคคี ที่สำคัญจะนำภัยร้ายแรงมาถึงตนเองและพรรค

ไม่ได้ขู่นะครับ แต่ด้วยสภาพการณ์ประกอบพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นมาถึงบัดนี้เป็นประจักษ์

“คำพูดชี้เจตนา อยากแก้ทุกมาตรา” ดูมิเปลี่ยนแปลงเลยมิใช่หรือ

วันก่อนออกมาแถลงอีกว่า “ไม่ได้พูดว่า รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา แต่รัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกมาตรา”

อุตส่าห์ชี้แจงใหม่แล้วนะ ก็ยังขว้างงูไม่พ้นคอ เฮงซวยทุกมาตรากับมีปัญหาทุกมาตราต่างกันตรงไหน

แต่ถามหน่อยเถอะ การที่ “ช่อ” และคณะได้เข้ามาเป็นผู้แทนอันทรงเกียรติจำนวนมากอยู่ในสภา มาจากรัฐธรรมนูญฉบับไหน ไม่ใช่มาจากรัฐธรรมนูญที่ ”ช่อ” กล่าวหาเฮงซวยทุกมาตราหรอกหรือ !!!!

ปีกซ้าย “สมยศ” สอน “น้องช่อ” อย่าไร้เดียงสา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีกซ้าย “สมยศ” สอน “น้องช่อ” อย่าไร้เดียงสา

19 กันยายน 2562 – 10:10 น.
ช่อ พรรณิการ์,พรรณิการ์ วานิช,โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ,ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,ฝ่ายซ้าย,สมยศ พฤกษาเกษมสุข,แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะเด็นร้อน
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 19 ก.ย.62 

******************************

การประชุมพิจารณาญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ฝ่ายค้านพูดไป ฝ่ายรัฐบาลก็คอยเบรกนิดๆ หน่อยๆ ไม่มีช็อตหลุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ที่น่าตื่นเต้นกลายเป็นกลยุทธ์ลับ ลวง ล่อ ทำเอาช่างภาพสื่อมวลชนตาลุกวาว เมื่อ “บิ๊กตู่” นำรายงานเรื่อง โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ” มาวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่หน่วยข่าวความมั่นคงประมวลเสนอนายกฯ เนื้อหารายละเอียดเกี่ยวข้องและโยงเครือข่ายไปถึงฝ่ายการเมือง รวมถึงเรื่องการหมิ่นสถาบัน

ซ้ายรุ่นใหญ่ขยับ

แน่นอนในรายงานของฝ่ายความมั่นคงย่อมจับตามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองนอกสภาหน้าเดิมๆ สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ก็คงตกเป็นเป้าของฝ่ายการข่าว

จริงๆ แล้ว สมยศไม่ใช่ “แดงฮาร์ดคอร์” เขาเป็นนักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงาน ก่อนจะเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin หลังรัฐประหาร 2549 เขามีบทบาทต่อต้านการรัฐประหารของ คมช. เคยเป็นแกนนำ นปช. รุ่น 2

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปัจจุบัน สมยศทำเว็บประกายไฟ  prakaifai.com กระบอกเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย และต้านเผด็จการทหาร เมื่อ 16 กันยายน 2562 ได้เขียนบทความเรื่อง “อันตรายของนักการเมืองเมื่อวานซืน”

“สมยศ” หยิบประเด็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ปฏิเสธการลงท้องถนน โดยมีผู้พูดเรื่องนี้ 2 คน คือ พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และสนธิ ลิ้มทองกุล

กรณีของสนธินั้น สมยศเขียนถึงไม่มากนัก แต่กลับโฟกัสไปที่ ช่อ” พรรณิการ์ วานิช แบบยาวๆ โดยอ้างถึงคำพูดของช่อที่ว่า

“..ชุมนุมบนท้องถนนชุมนุมได้ แต่เพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มันเสี่ยงไปที่จะนำไปสู่ความตาย ทำในสภา ช้ากว่า ยากกว่า แต่ว่ามันจะเป็นวิธีที่สันติที่สุด”

อีกตอนหนึ่งคือ “การต่อสู้ต้องทำโดยประชาชน แต่ถ้าประชาชนออกมาแล้วตายก็ไม่โอเค ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดมีค่าพอที่เราจะตายเพื่อมัน เราไม่อยากให้มีใครตายเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แต่เราอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้”

นักสังคมนิยมแบบสมยศ รับไม่ได้ จึงเทศนา “ช่อ” อ่อนด้อยประสบการณ์ทางการเมือง เนื่องจากได้เป็นส.ส.ในจังหวะการเมืองพิเศษอย่างง่ายดาย จึงใช้มุมมองมองโลกสวยแบบไร้เดียงสาทางการเมือง

ทัศนะแบบนี้เป็นอันตรายต่อการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

ส้มหวาน”ปรับทัศนคติใหม่

สมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้อธิบายยาวเหยียดว่า การพูดที่ว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวบนท้องถนนเพราะนำมาสู่ความตายนั้น เป็นการมองข้ามอาชญากรรมของรัฐที่เข้ามาปราบปรามประชาชนด้วยการเข่นฆ่าให้ตายบนท้องถนน เป็นการกล่าวโทษต่อประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ดัน(เสือก)ไปเดินขบวนเป็นเหตุให้ถูกยิงเสียชีวิต เป็นตรรกะเหตุผลแบบเดียวกันกับพวกเผด็จการที่ต้องการปราบปรามประชาชน

พรรคอนาคตใหม่ ควรให้ความรู้นักการเมืองรุ่นใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และนำนักการเมืองเมื่อวานซืนเหล่านี้ไปปรับทัศนคติเสียใหม่ จะได้มีอนาคตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม”

บทความของสมยศ ในเวบประกายไฟ

ทัศนะความคิดที่ไปตำหนิการลงถนนแบบนี้กำลังระบาดไปในหมู่นักการเมือง นับเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เป็นการลดทอนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนลงไปอย่างสิ้นเชิง

หากไม่มีการต่อสู้บนท้องถนนของประชาชน จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรให้นักการเมืองเมื่อวานซืนได้มองโลกสวยแบบนี้อย่างแน่นอน” สมยศย้ำคำว่า “นักการเมืองเมื่อวานซืน” อีกครั้ง

เตรียมลงถนน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 เป็นสัปดาห์ที่ 3 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเวทีอภิปรายข้างถนนของกลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย นำโดย เอกภพ กตัญญู และ “ไก่ บิ๊กแมน” อดีตคนเสื้อแดง

โบว์ กลุ่มพลังมด

สัปดาห์นี้มี “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด ไปเยี่ยมเยียนกลุ่มผู้ชุมนุมข้างถนน โดยโบว์พูดกับผู้ชุมนุมว่า พวกเราสู้ร่วมกันมากี่ปีแล้ว? หลังจากนั้นมีเสียงตอบรับ “4 ปีที่แล้ว”

เลียนแบบม็อบร่มฮ่องกง

สมัยที่ “โบว์” ณัฏฐา, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และอานนท์ นำภา เคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็ได้มวลชนคนเสื้อแดงหรือคนกลุ่มนี้แหละ มาร่วมชุมนุมทุกครั้ง

โก้ บิ๊กแมน แกนนำกลุ่มเลือกข้าง

ปีกซ้ายไทยที่อยู่หลังม่าน “ม็อบคนเสื้อแดง” ต่างก็ฝันถึงการลงถนนครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า 14 ตุลาคม 2516 

ผู้กองมนัส แค่ ล็อบบี้ยิสต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้กองมนัส แค่ ล็อบบี้ยิสต์

19 กันยายน 2562 – 10:00 น.
ผู้กองมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

สลัดยังไงก็ยังไม่หลุด กับอดีตที่ตามหลอน ‘ผู้กองมนัส’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กรณีเข้าไปพัวพันคดียาเสพติด ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งดูทีท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะเตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทำให้เสียชื่อเสียงกว่า 100 คดี ซึ่งหนึ่งในนั้นน่าจะมีชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ออกมายอมรับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังส่งข้อมูลให้ เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ สื่อออสเตรเลีย จนนำไปพาดหัวข่าวใหญ่โตระบุว่า From sinister to minister : politician’s drug trafficking jail time revealed (จากคนร้ายกลายเป็นรัฐมนตรี) โดยกล่าวอ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส ติดคุกออสเตรเลีย 4 ปี ด้วยข้อหานำเฮโรอีนเข้าประเทศ

ก่อนจะมอบหมายให้ พล.ต.ท.วิศณุ ม่วงแพรสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เป็นตัวแทนเปิดกระทู้ถามสด ขย่มซ้ำในสภา หวังกระทบชิ่งถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังมีการท้วงติง

แต่งานนี้ลุกลามไปถึงเรื่องคุณสมบัติแสดงวุฒิบัตรปริญญาเอกของ ‘ผู้กองมนัส’ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังเพจ CSI LA เปิดเผยว่าเป็นของปลอม หรือแม้แต่การจับผิดวิทยานิพนธ์ ที่พบว่ามีหลายจุดไปคล้ายคลึงกับของคนอื่น จนกลายเป็นข้อถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมือง และสังคมโซเชียลอยู่ในขณะนี้

ทางคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ‘เสรีพิศุทธิ์’ นั่งเป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 คณะ มี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย และนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ รับผิดชอบ เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย ตรวจสอบทั้ง 2 กรณี

เกมนี้คงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการสั่นคลอนเสถียรภาพ พล.อ.ประยุทธ์ หลังเชื่อกันว่า ‘ผู้กองมนัส’ คือ เส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจรัฐบาล เพราะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสานงาน และยังมีชื่อนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

‘ผู้กองมนัส’ เป็นอีกคนได้รับฉายา “มือประสานสิบทิศ” เช่นเดียวกับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังออกมายอมรับว่า เป็นคีย์แมนคนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการรวบรวมเสียงยกมือโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ถูกโจมตีในครั้งนี้

บทบาทของ ‘ผู้กองมนัส’ ใน พปชร.ไม่ได้แตกต่างกับในอดีต สมัยที่เริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองใหม่ๆ ด้วยการทำฐานเสียงใน กทม. ให้แก่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ยุค นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แข่งกับ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เพียงแต่การทำงานเป็นไปในทางลับ ไม่มีตำแหน่งรองรับ เหมือนเช่นปัจจุบันนี้

จากวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ ‘ผู้กองมนัส’ มีชื่ออยู่ในบัญชีหน่วยงานความมั่นคง ที่ต้องเผชิญปัญหานานัปการและเกือบจะถูกริบทรัพย์สิน แต่ด้วยความรู้จักคนมากหน้าหลายตา ทำให้ทุกอย่างพ้นมาได้ ก่อนจะหายเงียบไปจากเวทีการเมืองช่วงหนึ่ง

การกลับเข้ามาช่วยงานใน พปชร. เข้าข่าย บุญคุณต้องตอบแทน เพราะต่างฝ่ายต่างเคยพึ่งพากันและกัน โดย ‘ผู้กองมนัส’ เคยตอบคำถามของสื่อ หลังมีชื่อเข้ามาช่วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นขั้วการเมืองตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นพรรคเพื่อไทย ว่า “นายเรียกตัว ขอให้มาช่วยงาน”

ว่าไปแล้ว ‘ผู้กองมนัส’ ก็คือ ล็อบบี้ยิสต์ ดีๆ นี่เอง ที่ “บิ๊กป้อม” เลือกใช้บริการ หวังเป็นมือเป็นไม้ช่วยประคอง พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ครบเทอมตามแผนที่ได้วางไว้ โดยให้รับบทบาทเป็นทั้งกันชน และมือประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะคนในพรรคฝ่ายค้าน ในสภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เพราะมีศิลปะในการเข้าหาคน และมักจะเข้าได้ถูกคนเสียด้วย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดียาเสพติด และปริญญาเอก จะเป็นอย่างไรต้องไปพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เชื่อเถอะว่า แผนโจมตี ‘ผู้กองมนัส’ หวังให้กระทบเสถียรภาพ หรือล้มรัฐบาล คงไม่ได้ผล เพราะคนที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ ที่ทำหน้าหน้าที่หล่อเลี้ยงหัวใจ พล.อ.ประยุทธ์ ตัวจริงน่าจะเป็น “บิ๊กป้อม” มากกว่า

สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389329?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์

19 กันยายน 2562 – 09:32 น.
สนธิ ลิ้มทองกุล
เปิดอ่าน 281 ครั้ง

มองการเมืองผ่าน สนธิ เฮงซวยหรือเปลี่ยนแปลง (2) สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์

 “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดใจกับรายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาสี่ทุ่ม หลังจากถูกปล่อยตัวพ้นเรือนจำ เนื่องจากเข้าเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ สนธิซึ่งอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 2 ปี 11 เดือน 27 วัน มาบอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในวันนี้

สนธิกล่าวถึงพรรคอนาคตใหม่ว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นข้อผิดพลาดของทุกพรรคที่ใช้คนและวิธีเดิมๆ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ใช้ความเป็นคนหนุ่ม และเสนอความหวังว่าหากประชาชนมาร่วมกับพรรคนี้เพราะเป็นคนหน้าใหม่และคิดใหม่ ช่วงที่ตนอยู่เรือนจำพบคนที่มาเยี่ยม ได้สอบถามว่าเลือกพรรคใด ได้คำตอบว่าอนาคตใหม่ ตรงนี้ทำให้คิดได้ตก และช่วงนี้พรรคนี้เหมือนกระท้อนที่ยิ่งทุบยิ่งหวาน

คำพูดของ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ล่าสุดที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรานั้น มองว่าเป็นคนพิเศษและมีหลายมิติ เช่นคำพูดล่าสุดที่พูดมาแล้วโดนต่อต้าน แล้วมีคนมาชอบเพิ่ม ซึ่งเหมือนการพูดของแกนนำคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองในอดีต แต่มองว่า เรื่องนี้มีวิธีพูด โฆษกพรรคอนาคตใหม่พูดโยงรัฐธรรมนูญไปยัง คสช. แต่ว่าโฆษกพรรคอนาคตใหม่ควรกล่าวถึงประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่ควรข้ามไปยังหัวหน้า คสช.เลย เชื่อว่าหัวหน้าคสช.สั่งการวันนั้นไม่ได้ทุกเรื่อง

ส่วนการอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านในคราวนี้ ที่มุ่งเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนนั้น ไม่มีอะไรทำแล้วหรือ ขอย้ำว่าการเมืองไทยยังเหลวไหลเหมือนเดิม วันนี้ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องเพื่อพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญญาณตนไม่ครบ ความจริงนั้นเบื้องหลังคือจะลากนายกฯ มายำในสภาผู้แทนฯ มันมีเท่านี้ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉลาดและมีคำตอบ และมันต้องจบ

สิ่งที่ฝ่ายค้านควรเล่นงานนายกฯ มีหลายเรื่อง เช่น วิกฤติการศึกษา วิกฤติน้ำท่วม วิกฤติเศรษฐกิจ ฯลฯ ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาชน ไม่ใช่เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณตน

หากนายกฯ ทำงานและแก้ปัญหาได้ ไม่มีใครอยากให้นายกฯ ออกไปแน่นอน หากนายกฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนครบแต่แก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเอง แต่สิ่งที่เกิดในวันนี้ แบบนี้ แปลว่าฝ่ายค้านต้องการล้างแค้นนายกฯ เท่านั้น

ตอนนี้ต้องแก้ไขเศรษฐกิจ สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรี(สมคิด จาตุศรีพิทักษ์)วางไว้คือ ทำเศรษฐกิจระยะยาว เช่นอีอีซี สิ่งเดียวที่รัฐบาลคิดได้คือแจกเงินคนจน และใช้ระบบให้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอย และปัญหาน้ำท่วมวันนี้น่าเห็นใจ แต่มีคำถามว่าปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งนั้น มีการวางแผนแก้ไขอย่างไรมากี่ปีแล้ว ฝ่ายค้านควรคิดภาพรวมในเรื่องนี้และเสนอทางออกให้รัฐบาล มากกว่าจะล้มรัฐบาล

ส่วนเรื่องเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลนั้น สนธิมองว่า การชิงอำนาจต้องรอเวลา แต่ฝ่ายค้านวันนี้คิดอย่างเดียวจะล้มรัฐบาลเท่านั้น ความระยำตำบอนการเมืองวันนี้ยังมีแสงสว่างบ้าง ดาวรุ่งในสภาผู้แทนฯ วันนี้มีหลายคน คนรุ่นเก่าควรไปเป็นปุ๋ยจะมีประโยชน์กว่า ครั้งหนึ่งเคยหวังว่าทหารจะมายุติความวุ่นวายทางการเมืองและวันนี้ไม่อยากให้ทหารมาเป็นรัฐบาล การยึดอำนาจของคมช.นั้นตนเรียกร้องทหารให้มาจัดการกับฝ่ายการเมืองเพราะมันมีความแตกต่าง แม้กระบวนทัศน์จะเหมือนกัน วันนั้นแรงต้านทักษิณ ชินวัตร รุนแรงมาก ตอนนั้นคนเสื้อเหลืองจะไปล้อมสนามบินเพื่อต่อต้าน ตอนนั้นทักษิณมีพลพรรคคือ เนวิน ชิดชอบ และจตุพร พรหมพันธุ์ ที่จะนำมวลชนไปที่สนามบินและน่าจะปะทะนองเลือดกัน รวมทั้งผบ.ทบ.ในตอนนั้นมีแนวโน้มโดนย้ายออกจากตำแหน่ง

ทหารทุกยุคนั้น เวลาเกิดวิกฤติ จะรอเวลาให้สุกงอมแล้วเข้ามาแก้ไขเพื่อเป็นฮีโร่ เว้นแต่ยุค คสช. เพราะ ผบ.ทบ.กำลังจะโดนย้าย ทหารจึงออกมาก่อน มันก็เอื้อประโยชน์กันและกัน และวันนั้น พล.อ.สนธิ บุญยะรัตกลิน เป็นฮีโร่ก่อนที่จะเพี้ยนในตอนหลัง

สนธิย้ำว่า ไม่เคยคุยกับหัวหน้าคณะยึดอำนาจ เพราะมองว่าทหารไม่ควรเตรียมตัวเพื่อตัวเองเป็นฮีโร่ในช่วงวิกฤติจนเกินไป รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีปัญหาจำนำข้าว ตอนนั้นควรออกมาหยุดรัฐบาล ไม่ใช่ปล่อยกปปส.ให้ออกมาก่อนจนวุ่นวายแล้วทหารค่อยออกมายุติการนองเลือดและยึดอำนาจ ทหารควรมีบทบาทออกมายุติความขัดแย้งแล้วถอยออกไป โดยถวายอำนาจคืนให้สถาบัน

การยึดอำนาจครั้งล่าสุด ตนไปขึ้นเวทีแล้วบอกว่าตอนนี้วิกฤติ ทหารควรออกมาแล้วถวายคืนพระราชอำนาจ แต่ คสช.อยู่นานกว่าคมช. เพราะคสช.รู้ทันทักษิณแล้ว จึงค่อยๆ ลิดรอนอำนาจของเครือข่ายทักษิณ แต่ คสช.ลืมมองภาคประชาชนและยังปกครองโดยไม่ไว้ใจใคร เห็นจากการตั้งครม.ที่เป็นนายทหารเข้ามา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไว้ใจใคร จึงเลือกเพื่อนเข้ามาและมองว่าทหารคงไม่โกง แต่ปัญหาคือทำงานไม่เป็น ตรงนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโดนกัดกร่อน เพราะต่างชาติไม่ยอมรับการยึดอำนาจ บวกกับครม.ตอนนั้นทำงานไม่เป็น ทำให้เกิดแรงกดดันที่สังคมมีต่อคสช.

“ผมเคยบอกว่าวันนี้ใครทะเลาะกัน ไม่มีทางที่จะหลอกใช้ผมได้ ผมประท้วงทักษิณจากจุดเล็กๆ คือปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เพราะผมวิจารณ์มาก ตอนนั้นทักษิณมีความเป็นเผด็จการมาก ผมคิดหนึ่งวันว่าล้างมือแล้วไปทำอาชีพอื่น แต่ตัดสินใจว่าเรื่องนี้ใหญ่ หากปล่อยไว้ทักษิณ เมื่อกล้าทำกับผมก็กล้าทำเรื่องอื่นได้ ประชาชนในวันนี้ที่มาร่วมกับพรรคอนาคตใหม่เหมือนกับประชาชนที่มารวมตัวกับผมในวันนั้น”

สนธิบอกว่า ตอนนั้นทักษิณมีอำนาจ ไม่มีใครกล้า ยกเว้นตนที่ลุกขึ้นมาเพราะไม่กลัว หลายภาคส่วนส่งคนมาร่วมชุมนุม แต่ตนรวมกับแกนนำพันธมิตรฯ เป็น 5 คน แต่มองว่าทุกคนขอยืมมือของตนล้มทักษิณเพราะรู้ว่าตนไม่เล่นการเมือง ตรงนี้คือที่มาของคำว่า “ผมไม่ยอมให้ใครมาหลอกอีก”

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์บางคนประสานมาที่สนธิเพื่อให้นำการชุมนุม แต่สนธิบอกว่า “ผมรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงแจ้งแกนนำพันธมิตรฯ ว่า จะยุบแกนนำ แต่หลายคนไม่เห็นด้วย ผมจึงลาออก คนอื่นๆ ก็ลาออกเหมือนผม เพราะผมรู้ว่าจะมีการหลอกใช้ผมนำการชุมนุม จากนั้นจึงมีการเกิดขึ้นของกปปส.”

สิ่งที่บอกว่าจะไม่ลงถนนแล้ว สนธิให้เหตุผลว่า “เพราะว่า ผมรู้ทัน” สิ่งสำคัญคือการเมืองที่ร้ายกว่าการลงถนนคือใช้โลกออนไลน์หลอกคนอื่น โซเชียลมีเดียวันนี้ทุกคนมีสื่อเป็นของตัวเองได้ และมีบางคนต้องการโจมตีบางคนจึงปั้นข่าวปลอม ตรงนี้เชื่อว่าจะล้มรัฐบาลได้

ส่วนสิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ชวนประชาชนแก้รัฐธรรมนูญและน่าจะลงมาชุมนุมที่ถนนนั้น สนธิมองว่าต้องให้ความรู้คนไทยว่าลงถนนนั้นไม่มีประโยชน์ ส่วนสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำในวันนี้นั้น รัฐบาลและทหารควรทำให้ประชาชนร้อยละเก้าสิบที่หนุนพรรคอนาคตใหม่เกิดความเข้าใจภารกิจของรัฐบาลและควรยอมรับว่าความเห็นแตกต่างกันได้ โดยพิสูจน์กันให้ชัดและโลกออนไลน์จะช่วยพิสูจน์ และอย่าใช้วิชามารกับฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นวิธีนี้ดีที่สุด และเชื่อว่าการเมืองกำลังพัฒนาไป

รัฐบาลนี้กำลังกลายพันธุ์จากเผด็จการเป็นนักการเมือง ฝ่ายอนุรักษนิยมในขั้วรัฐบาลควรพยายามเข้าใจและให้เวลา รวมทั้งอย่าต่อยอดอำนาจให้นานเกินไป เพราะคนไทยขี้เบื่อ

“ตอนนี้ผมปฏิญาณตนว่าไม่ควรนำประชาชนลงถนน ผมจะให้ความรู้ประชาชนให้รู้เท่าทันทุกฝ่ายที่คิดไม่ดีต่อประเทศ เช่นพรรคภูมิใจไทยที่ต้านสามสารเคมีทางการเกษตร แม้ผมกับเนวิน ชิดชอบ ผู้สนับสนุนพรรคนี้จะไม่ถูกกัน แต่ในกรณีนี้ผมก็ขอชื่นชมพรรคนี้”

ส่วนการเมืองวันนี้ สนธิให้คำนิยามว่า “คือส่วนผสมของความเฮงซวยและการเปลี่ยนแปลงทีละนิด ที่ขึ้นอยู่กับความอดทนของประชาชนและผู้ที่มีอำนาจว่าจะกระจายอำนาจให้ประชาชนหรือไม่”

ต้องรอบคอบ ขยาย-ย้าย เมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องรอบคอบ ขยาย-ย้าย เมืองหลวง

19 กันยายน 2562 – 08:45 น.
ย้ายเมืองหลวง
เปิดอ่าน 295 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2562 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. โดยพูดถึงปัญหาความแออัดของกรุงเทพฯ ในลักษณะว่าควรให้ขยายไปรอบนอกบ้าง หรือจะย้ายเมืองหลวงอย่างเขาไหม พร้อมกับให้ไปคิดไปศึกษามา ถ้าจะย้ายไปที่ไหนและใช้งบประมาณอย่างไร หรือจะขยายรอบกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น จะได้เข้าพื้นที่ใจกลางเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้การจราจรติดขัด ที่สำคัญคนใจร้อน ระบบไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรลงมาแก้ปัญหาก็โดนด่าว่ารถติดมากกว่าเดิม ทำให้ไม่มีใครอยากทำงาน รัฐต้องแก้ปัญหาตรงนี้ วางระยะเวลาให้ถูกว่ากรุงเทพฯ ควรเป็นอย่างไร รัฐบาลก่อนไม่เคยทำได้เพราะเกิดความขัดแย้ง ประชาชนไม่ยอม ดังนั้นการสร้างความรับรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นให้เกิดความเข้าใจและยอมรับได้

เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียประกาศว่ารัฐบาลได้เลือกพิกัดการจัดตั้งเมืองหลวงของประเทศแห่งใหม่แทนกรุงจาการ์ตา โดยเมืองหลวงแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ระหว่างเมืองปาปันกับเมืองซามารินดา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเกาะบอร์เนียว โดยจะใช้ที่ดิน 1,800 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าและมีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลอินโดฯ ประเมินว่าจะใช้งบประมาณในการย้าย 33,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1 ล้านล้านบาท โดยคาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2021 และเริ่มย้ายที่ทำการรัฐบาลได้ในปี 2024 สำหรับกรุงจาการ์ตานับเป็นเมืองหลวงที่แออัดติดอันดับโลก มีประชากรหนาแน่นถึง 10 ล้านคน หากรวมปริมณฑลจะมากถึง 31 ล้านคน มีปัญหาจราจรติดขัด มลพิษ การทรุดตัวของแผ่นดินจากการขุดน้ำบาดาลมาใช้ รวมถึงเสี่ยงแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ

เมื่อปี 2554 ที่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ สื่อต่างประเทศได้ลงบทความวิเคราะห์เมืองหลวงของประเทศไทยว่า อาจต้องเผชิญภัยน้ำท่วมในปีต่อๆ ไปซึ่งจะสร้างความเสียหายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม ประชาชนหลายล้านคนจะได้รับผลกระทบ และศูนย์กลางของการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จะเสียหายมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งผังเมืองซึ่งมีความแออัดหนาแน่น ผลกระทบจากปริมาณฝนที่มากขึ้นรวมทั้งปริมาณขยะและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง จะทำให้กรุงเทพฯ ยากที่จะระบายน้ำที่ท่วมสูง โดยทางองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี ได้ประเมินให้กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 10 เมืองที่อยู่ในภาวะวิกฤติน้ำท่วมจนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ จนที่สุดอาจจะต้องย้ายเมืองหลวงไปสถานที่แห่งใหม่

การย้ายเมืองหลวงได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันตลอดมาเพราะสภาพของกรุงเทพฯ นับวันคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ยิ่งแย่ลง แต่ด้วยความเป็นศูนย์กลางธุรกิจและราชการทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของประชากรได้ อีกทั้งการลงทุนมหาศาลทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม ศูนย์ธุรกิจจำนวนมากก็อยู่ในกรุงเทพฯ จึงเห็นได้ว่าเมื่อถึงเทศกาลสำคัญประจำปีผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา จะเห็นภาพกรุงเทพฯ โล่งไปทั้งเมือง แต่ด้วยการย้ายเมืองหลวงมีผลสำคัญทั้งต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงวิถีชีวิตของคนทำงาน แหล่งที่อยู่อาศัยย่อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงจำเป็นที่ต้องศึกษาให้รอบคอบ อีกทั้งโครงข่ายขนส่งมวลชนกำลังจะสมบูรณ์ จะเป็นปัจจัยหลักให้เห็นคำตอบและภาพในอนาคตของเมืองหลวงไทยได้ว่าจะขยายตัวหรือต้องย้ายเมืองไปที่ไหนเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด