น้ำท่วมอีสาน “หนู-ต่อ” จะถ่อแพไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วมอีสาน “หนู-ต่อ” จะถ่อแพไปไหน

18 กันยายน 2562 – 09:03 น.
น้ำท่วม,อุบลราชธานี,น้ำท่วมอุบล,พรรคภูมิใจไทย,หนู อนุทิน,อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,เฉลิมพล ศรีอ่อน,พรรคประชาธิปัตย์,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 18 ก.ย.62

*****************************

น้ำท่วมอุบลราชธานี กลายเป็นการเมืองเรื่องน้ำท่วม เพราะในจำนวน ส.ส.อุบลฯ 10 คน เป็นส.ส.เพื่อไทย 7 คน ที่เหลือเป็นของประชาธิปัตย์ 2 คน และพลังประชารัฐ 1 คน 

ส่องลึกไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารเทศบาลนครอุบลฯ อยู่ในเครือข่ายพลังประชารัฐ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายการเมืองมีปัญหา ข้าราชการประจำดูแลอยู่

บังเอิญน้ำท่วมใหญ่ใกล้เลือกตั้ง รายการดราม่าทั้งลบและบวกเกี่ยวกับ “น้ำท่วมอุบล” จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อหวังผลอะไรนั้น หัวคะแนนในพื้นที่ต่างรู้อยู่แก่ใจ

ภท.จับมือ ปชป.

เนื่องจาก เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รู้จักมักคุ้นกับคนใหญ่คนโตบุรีรัมย์ และ เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เลยไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดกิจกรรมงานเลี้ยง “เพื่อนกันตลอดไป รวมน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม” ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนศรีอยุธยา เย็นวันที่ 17 กันยายน 2562

เสี่ยหนู อนุทิน กับ เสี่ยต่อ เฉลิมชัย 

แกนนำค่ายสีน้ำเงินบอกว่าทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ เคยทำงานร่วมกันในสภาผู้แทนฯ และร่วมรัฐบาลมานานจนถึงสมัยปัจจุบัน จึงเห็นว่าควรจะมีโอกาสพบปะเพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยและใกล้ชิดกันให้มากขึ้น ในครั้งนี้ภูมิใจไทยเป็นเจ้าภาพ และจะมีการสลับกันเป็นเจ้าภาพตามห้วงเวลาอันเหมาะสม

ย้อนไปดูช่วงการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 จะเห็นภาพของ “เสี่ยต่อ” กับ “เสี่ยหนู” ไปนั่งรับประทานอาหารด้วยกันตามประสาคนคุ้นเคยจนเป็นที่มาของข่าวปล่อย “ขั้วที่สาม” 

เราเป็นเพื่อนกันมา และจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป จึงต้องมีการประสานทำงานให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” แกนนำค่ายสีน้ำเงินย้ำ

รักษาที่มั่น ปชป.

นัยว่าช่วงน้ำท่วมอีสาน รัฐมนตรีสายปชป.ลงพื้นที่เมืองอุบลฯ และอำนาจเจริญเกือบครบทุกคนแล้ว เมื่อ 15 กันยายน 2562 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เดินทางไป อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ มอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย

จุรินทร์ พบชาวอำนาจเจริญ

อ.เขื่องใน เป็นฐานที่มั่นของ วิฑูรย์ นามบุตร แกนนำ ปชป.อีสาน และหลานชาย-วุฒิพงศ์ นามบุตร ส.ส.อุบลฯ

วุฒิพงศ์ นามบุตร

วันเดียวกัน นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย จัดถุงยังชีพมอบให้พี่น้องใน อ.พิบูลมังสาหาร โดย วิรัตน์ ร่มเย็น เลขานุการ มท.2 ลงพื้นที่มอบสิ่งของและติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง

อ.พิบูลมังสาหาร เป็นที่มั่นเก่าแก่ของ อิสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และลูกสาว-แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลฯ

ส.ส.แนน กับตัวแทน รมช.มหาดไทย

วันที่ 16 กันยายนนี้ รองนายกฯ จุรินทร์ พร้อมกับ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ไปแจกถุงยังชีพที่ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งสองพ่อลูก สุทัศน์ เงินหมื่น และอภิวัฒน์ เงินหมื่น รอต้อนรับ

อุบลฯ-อำนาจเจริญ คือสนามเลือกตั้งที่ค่ายปชป.จะเจาะฐานเสียงเพื่อไทยได้ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ไม่เห็นหน้ารัฐมนตรีตระกูลนามบุตร กับสมชัย ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ

น้ำตาสาววารินฯ

หนึ่งเดียวของพลังประชารัฐ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลฯ ได้นำนักธุรกิจภาคเอกชนใน อ.เขมราฐ มาช่วยแจกถุงยังชีพใน อ.เมืองอุบลฯ และ อ.พิบูลมังสาหาร แต่ก็ไม่มีนักข่าวเห็น

ที่ทำงานหนักกว่าเพื่อนคือ “แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม อดีตผู้สมัครส.ส.อุบลฯ และลูกสาวของสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องออกเยี่ยมและแจกถุงยังชีพชาวบ้านทุกวันเพราะบ้านเกิด อ.วารินชำราบ น้ำท่วมหนัก

แมงปอ สาววารินฯ

ช่วงเลือกตั้ง “แมงปอ” ร้องไห้กลางเวทีหลายรอบเมื่อมีเสียงโจมตีบิดา-สุพล ว่าเป็นคนทรยศอุดมการณ์และรับใช้เผด็จการทหาร สุดท้ายเธอก็สอบตก พ่ายกระแสไม่เอาลุงตู่ ส่วน “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเสี่ยเกรียง กัลป์ตินันท์ คว้าชัยไป

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมอุบลฯ หนุ่มแบงก์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม บินด่วนมาช่วย “แมงปอ” ขับเจ็ตสกีมอบถุงยังชีพให้พี่น้องผู้ประสบภัยบ้านหาดสวยยา บ้านท่ากอไผ่ และบ้านบุ้งมั่ง

รัฐมนตรีแบงก์ ขี่เจ๊ตสกีแจกถุงยังชีพ

มินับร่วมเพื่อนร่วมพรรค จันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี อดีตผู้สมัครส.ส.อำนาจเจริญ และ ตวงทิพย์ จินตะเวช อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 อุบลฯ ที่มาให้กำลังใจสาวแมงปอ และช่วยกันแจกถุงยังชีพ

เลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ที่มาถึง..ศึกล้างตาระหว่างค่ายลุงตู่ กับค่ายเพื่อแม้ว คงได้สู้กันเลือดเดือดแน่

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา

17 กันยายน 2562 – 11:05 น.
วัดป่าหลวงตาบัว,วัดเสือ,รมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช,ไข้หัดสุนัข
เปิดอ่าน 924 ครั้ง

เสือวัดป่าหลวงตาบัว ป่วยตาย 86 ตัว โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อ !

เสือทั้ง 86 ตัวที่ป่วยตาย เป็นเสือของกลางที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดมาจากวัดป่าหลวงตาบัว หรือ วัดเสือ จ.กาญจนบุรี นำไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี จำนวน 147 ตัว ตั้งแต่ปี 2559 และทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ

ผู้ดูแลบอกว่า เสือที่ตายทุกตัวมีอาการเหมือนโรคอัมพาตลิ้นกล่องเสียง ! แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งผลการตรวจในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) พบว่า เสือทั้ง 86 ตัว ตายด้วย โรคไข้หัดสุนัข !

ประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ บอกว่า จากการตรวจสอบเสือที่ตายพบการติดเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุนัข และสัตว์ป่าหลายชนิด รวมทั้งเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาเป็นการเฉพาะ ทำได้เพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ ลดอาการอักเสบ ลดไข้ รักษาอาการภูมิแพ้ บางตัวที่มีอาการหายใจเสียงดังมาก สัตวแพทย์จะผ่าตัด แต่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดอาการของโรคที่แน่ชัด

เขาบอกว่า จากการส่งซากเสือโคร่งไปตรวจที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสัตวแพทย์จากซาฟารีเวิลด์ พบว่าเกิดจากอาการอัมพาตลิ้นกล่องเสียงและเป็นสาเหตุของการตาย แต่ทั้ง 2 สถานีเพาะเลี้ยงอยู่ห่างกัน แสดงว่าเสือมีการติดเชื้อมาก่อน

      ตายง่ายเพราะสายเลือดชิด
การล้มตายของเสือชุดนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการติดเชื้อไข้หัดสุนัข แต่ที่สงสัยคือทำไมถึงได้ตายด้วยโรคเดียวกันทุกตัว ? ทั้งที่มีคำยืนยันจาก ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าเสือทุกตัวได้รับการดูแลอย่างดีตามหลักวิชาการทุกอย่าง

เป็นไปได้ว่า สาเหตุที่เสือติดเชื้อและล้มตายได้ง่าย เป็นเพราะพวกมันมีความบกพร่องทางยีน ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติเดียวกัน หรือที่เรียกว่า สายเลือดชิด ทำให้เสือรุ่นที่เกิดใหม่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเหมือนสัตว์ที่ผสมพันธุ์ข้ามสายเลือด

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่า มาตรการดูแลสุขภาพเสือโคร่งในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั้ง 2 แห่ง ได้ประสานกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บอุจจาระและตัวอย่างเลือดตรวจสอบ ติดตามโรค จากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ เมื่อทราบผล จะพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขตามขั้นตอน และมีการติดตามผลเป็นระยะ ส่วนเสือที่มีอาการป่วยหนักอาจพิจารณาผ่าตัดเป็นรายกรณี

“ยืนยันว่าที่ผ่านมาในระหว่างการตรวจยึดพบว่าเสือวัดหลวงตาบัวมีการตายอยู่แล้ว จากภาวะเลือดชิด โดยพบเสือลูกกรอกที่ดองไว้ และหนังเสือจำนวนมาก เสือเดิมที่อยู่ในสถานีไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น แต่เสือจากวัดที่นำมาเลี้ยงไว้ทั้ง 2 สถานี มีอาการเหมือนกัน ทั้งที่สถานีอยู่ห่างกัน ดังนั้นปัญหาพันธุกรรมจึงเป็นสาเหตุสำคัญ”

สำหรับเสือโคร่งของกลางจากวัดป่าหลวงตาบัว เดิมมีอยู่จำนวน 7 ตัว  ถูกยึดเป็นของกลาง โดยกรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2544 เนื่องจากวัดครอบครองเสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้กรมป่าไม้จะยึดเสือโคร่งทั้ง 7 ตัวไว้เป็นของกลาง แต่ก็ได้ฝากเลี้ยงไว้ในวัดนี้ต่อไปภายใต้การดูแลโดยสัตวแพทย์ แต่ช่วงระยะเวลา 15 ปี เสือโคร่ง 7 ตัว ได้ผสมพันธุ์ออกลูกออกหลานอยู่ภายในวัดเพิ่มขึ้นถึง 148 ตัว

เมื่อเสือมีจำนวนมากเข้า ทางวัดจึงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมจนวัดกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.กาญจนบุรี แต่ในเวลาเดียวกันก็ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมทารุณกรรมสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า จนทำให้กรมอุทยานฯ ต้องเข้ามาตรวจสอบและยึดเสือทั้งหมดไปดูแลยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี ซึ่งที่นั่นแม้สัตว์ทุกตัวจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากความเป็นสัตว์สายเลือดชิด จึงทำให้พวกมันมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นสาเหตุให้ติดเชื้อง่ายและป่วยตายในที่สุด

 เสือตายเตือนภัยถึงน้องหมา!
มองแง่ดี ข่าวการตายของเจ้าเสือผู้น่าสงสาร น่าจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะ น้องหมาและน้องแมว ซึ่งเจ้าของพวกมันคงจะได้ตระหนักและตื่นตัวกับเรื่อง “สายเลือดชิด” และ “โรคหัดสุนัข”

การเป็นสัตว์สายเลือดชิดนั้นทราบกันดีแล้วว่าเกิดจากการผสมพันธุ์ในคอกเดียวกันหรือสายเลือดเดียวกัน ทำให้ทายาทรุ่นต่อไปเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ และเสี่ยงติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

ส่วนโรคไข้หัดสุนัขชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโรคที่เกิดกับสุนัขโดยตรง แต่สามารถแพร่ไปสู่สัตว์อื่นได้เช่นกัน เชื้อโรคนี้ทางการแพทย์แม้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ในทางกลับกัน หากไม่มีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง โรคนี้มีโอกาสแพร่ระบาดได้ไม่ยากเช่นกัน

    รู้จักโรคไข้หัดสุนัข
โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เกิดจากเชื้อ Canine Distemper Virus (CDV) อยู่ในตระกูล Paramyxovirus คล้ายกับไวรัสโรคหัดในคน (Measles) แต่เป็นคนละชนิดกัน จึงไม่ติดคน

น้องหมาที่เป็นโรคนี้มีอัตราการตายสูงมาก ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอันดับหนึ่งของโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัข เพราะติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก สามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้ และติดต่อผ่านทางน้ำมูกน้ำตาหรือสัมผัสกับน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคนี้

โรคนี้พบมากในน้องหมาที่มีอายุระหว่าง 3-6 เดือน เพราะน้องหมากลุ่มนี้ไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงพอ และแม้จะเป็นพวกที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว หากเจ้าของไม่พาไปฉีดวัคชีนอย่างต่อเนื่องก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และที่แย่กว่านั้นปัจจุบันการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถผลิตยาต้านไวรัสโรคไข้หัดสุนัขได้โดยตรง

สำหรับน้องหมาที่ได้รับเชื้อไข้หัดสุนัขเข้าสู่ร่างกาย  ให้สังเกตอาการในระยะแรกจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน เบื่ออาหาร ระยะที่ 2 จะเริ่มซึม มีขี้ตาหนา น้ำมูกสีเขียวข้น ระยะที่ 3 เชื้อไวรัสเข้าระบบประสาท มีอาการชักและทรงตัวไม่อยู่ ต้นขาอ่อนแรง และตายในที่สุด

สัตวแพทย์แนะนำว่า ในกรณีที่สุนัขได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เจ้าของควรจับแยกสุนัขออกจากตัวอื่นที่อยู่ด้วยกัน เพราะอาจเป็นพาหะนำเชื้อไปแพร่ให้ตัวอื่น และในส่วนของสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรับเชื้อ ไม่ควรนำสุนัขไปวิ่งเล่น

สำคัญที่สุด! ไข้หัดสุนัขเป็นโรคติดต่อง่าย มีอัตราการป่วยและอัตราการตายสูง ทาสหมาทั้งหลายจงปฏิบัติตามนี้ “พาน้องหมาไป ฉีดวัคซีนทุกปี ใช้บริการคลินิกรักษาสัตว์ใกล้บ้านก็ได้ แล้วน้องหมาจะปลอดภัยจากโรคนี้”

p31

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน

17 กันยายน 2562 – 10:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

18 กันยายน คือวันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ, ไม่ชี้แจงที่มาของงบประมาณในโครงการรัฐบาล และน่าจะมีของแถมปลีกย่อยมาเพียบ เช่น เขียนกติกาเอื้อตัวเองกับพวกพ้อง และใช้เวทีนี้ระดมไอเดียแก้ รธน. เพื่อปลดล็อกลุงตู่และเครือข่าย

แน่นอนว่าขั้วต้านลุงตู่หยิบทุกรอยแผลออกมาชำแหละในเวทีนี้แบบไม่ยั้ง…

รวมทั้งในวันนั้นยังเป็นวันที่ทราบผลว่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (หัวหน้าคสช.) ที่มีการร้องเรียนกันมาหลายเดือน โดยศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันนั้นด้วย

ดังนั้นงานนี้กัปตันเรือเหล็กน่าจะโดนหลากวาระที่ฝ่ายค้านลำเลียงมาเพื่อการนี้สำหรับลุงตู่เป็นกรณีพิเศษ…

ทราบมาว่าลุงตู่ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ซึ่งอาจจะเบรกจังหวะขั้วตรงข้ามได้บ้าง แต่ล่าสุดพรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายค้านอิสระพร้อมที่จะอภิปรายการทำหน้าที่ สร.1 ของ พล.อ.ประยุทธ์ตามญัตติที่ยื่นไว้ในครั้งนี้ แบบไม่ผ่อนคันเร่ง

อย่าลืมว่าห้าปีที่แล้วกับสถานการณ์วันนี้ของบทบาทลุงตู่ต่างกันสิ้นเชิง…เพราะยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์พ้นสภาพหัวหน้าคสช. และมาสวมบทบาทนักการเมืองเต็มตัว…ดังนั้น “ลุงตู่” ย่อมเป็นเป้าหลักที่ขั้วตรงข้ามหวังล้มให้ได้ แม้ความจริงยามนี้จะยังไม่สามารถกระทำได้ แต่การฝากรอยแผลไว้ให้เรือเหล็กไม่มากก็น้อยก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มีสภาพอภิสิทธิ์เหนือคนไทย…หลายประการ

“สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า การอภิปรายคราวนี้ เน้นไปที่การทำหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลที่เสมือนไม่ปฏิบัติตามกติกาเพราะหลายกรณีนั้นมันชัดเจนแล้วว่าหัวหน้ารัฐบาลฝ่าฝืนการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แบบนี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมได้เช่นใด รวมทั้งการกระทำที่ไม่สมควรของหัวหน้ารัฐบาลและคนใน ครม.

แว่วว่า ในเร็วๆ นี้ พรรคเพื่อไทยจะเขี่ยบอลเปิดเกมให้และอาจมีขุนพลร่วมเวทีบ้าง…จากนั้นพลพรรคสีส้มจะเน้นจังหวะอัดลุงตู่แบบยาวๆ ไป บวกกับแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่น เสรีรวมไทย, ประชาชาติ ที่จะมากรีดรอยรั่วให้กัปตันเรือเหล็กเจ็บๆ แสบๆ…แล้วรอจังหวะลุงตู่นอตหลุดกลางเวทีเพื่อขยายผลต่อ

เวลาอีกหลายวันที่พอจะเป็นควันหลงไล่บี้ไล่จิกลุงตู่จนกว่าจะถึงเวลาหลัก

เวลาหลักที่ฝ่ายค้านวางไว้คือ…อย่าลืมว่ากลางเดือนตุลาคม จะมีญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก ตรงนี้จะเป็นเวทีที่ฝ่ายค้านเตรียมอาวุธหนักไว้จัดการเรือเหล็กให้เกิดแผล เพราะสภาพตอนนี้ ส.ส.รัฐบาลลดจำนวนลงเหลือแค่ 251 เสียง (นับรวมประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร) เพราะจำนวนสองเสียงที่เคยหนุนลุงตู่แต่หายไปนั้นเป็นเสียงของพรรคไทยศรีวิไลย์และพรรคประชาธรรมไทยที่แยกไปเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” หลังหมดโอกาสได้ตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลและรัฐสภา

แปลว่าสภาพปริ่มน้ำของเรือเหล็กนั้นในยามนี้ยิ่งปริ่มมากขึ้นกว่าเดิม แม้คนวงในพลังประชารัฐยืนยันว่า “งูเห่าภาคสาม” ที่ไปทาบทามไว้นั้นพร้อมที่จะมายกมือให้ เพราะ ส.ส.ขั้วตรงข้ามย่อมอยากได้งบประมาณลงพื้นที่เพื่อโกยคะแนนนิยม และอาจมีบางชีวิตที่หวังจะได้รางวัลสมนาคุณตอบแทนโดยจะใช้สารพัดเทคนิคช่วงลงคะแนนออกมาแปรเสียงให้ขั้วรัฐบาลชนะในวาระแรกของการลงมติร่างกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้

แต่ขั้วหนุนลุงตู่จะมั่นใจพลังงูเห่าได้เต็มร้อยเชียวหรือ…หากกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้โดนคว่ำในรัฐสภา ธรรมเนียมปฏิบัติของขั้วรัฐบาลนั้นคือลาออก

แบบนี้ยุ่งขิงแน่ๆ สำหรับเรือเหล็ก…

และยิ่งผู้จัดการรัฐบาลที่ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในยามนี้กำลังน่วมจากหลากหลายเรื่องราวในอดีต โดยฝ่ายค้านจ้อง ร.อ.ธรรมนัส ไว้เป็นหนึ่งในการกระทุ้งเรือเหล็กแบบลูกระนาด สภาพแบบนี้แม้ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า “เป็นนักรบต้องมีดาบที่สามซ่อนไว้…และยอมรับว่าการเป็นคีย์แมนหลักของรัฐบาลที่เดินหน้าและเดินใต้ดินหลายเรื่องเพื่อพยุงเรือเหล็กนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามจ้องจะเล่นงาน”

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฝ่ายค้านต้องไม่ละสายตาผู้กองตุ๋ยแน่นอน และยังพยายามขยายผลกระหน่ำ ร.อ.ธรรมนัสไปเรื่อยๆ เพราะหาก ร.อ.ธรรมนัสพลาดมาจังหวะหนึ่ง…ก็ไม่ทราบว่าเรือเหล็กจะแล่นได้ไหม…

และยิ่งช่วงนี้ความพร้อมของ ส.ส.รัฐบาลก็น่าวิตก เพราะวิปรัฐบาลบางคนยอมรับว่าหลายครั้งจวนจะเกิดภาวะสภาล่มแต่ก็แก้ไขได้แบบฉิวเฉียด เนื่องจาก ส.ส.ในขั้วนี้หลายคน “ละเลยวินัย”

ดังนั้นหากกลางเดือนตุลาคม รัฐบาลลุงตู่ 2 ที่เข้ามาในครรลองประชาธิปไตยแบบลุ้นรายวัน เพราะภาวะจริงนั้นหลายคนรู้ดีว่าพลังประชารัฐหลุดเข้ามาเป็นพรรคอันดับสองที่มี ส.ส. 116 คนแล้วแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยที่มีผู้แทนฯ 135 คน ในการฟอร์มรัฐบาล

กว่าที่ พปชร.จะพลิกรวบรวมเสียงจากหลายพรรคด้วยเงื่อนไขกฎหมายที่ขั้วตรงข้ามมองว่ามีอภินิหารบังเกิดขึ้นกับ พปชร. แบบลุ่มๆ ดอนๆ

และผลงานของครม.พปชร.ยังไม่ออกชัด ผิดกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยิงแต้มเก็บคะแนนไปเพียบ…จนยามนี้โพลล์หลากสำนักแจ้งผลคะแนนที่มาจากความเห็นและกระแสสังคมหลายเรื่องแล้ว

ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มากดดันหัวหน้ารัฐบาล

ดังนั้นแรงกระเพื่อมทางการเมืองในรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐนาวา พูดง่ายๆ ตอนนี้น้ำเริ่มรั่วเข้ามาเพียบในเรือเหล็กแล้ว

รอชมว่าลุงตู่มีเวลาไม่กี่วันที่จะอุดรอยรั่วนั้น จะอุดแบบใด…

  ประเด็นอภิปราย โดยไม่ลงมติตามรธน.มาตรา 152 วันที่ 18 กันยายน
1. การถวายสัตย์ปฎิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
– เน้นใช้ข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ
– นายกรัฐมนตรีที่ไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนจะเกิดผลต่อการบริหารประเทศอย่างไร
– นายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามในสภาว่าสรุปแล้วตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ “ลืม” หรือว่า “หลง”
2. การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา โดยไม่แจ้งที่มาในการใช้จ่ายงบประมาณ
– สอบถามเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม.และนโยบายการหาเงินของรัฐบาล
– นอกจากการรีดภาษีประชาชนและการกู้เงินรัฐบาลชุดนี้มีอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศได้บ้าง
3.การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาร่วมครม.เหมาะสมหรือไม่

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก

17 กันยายน 2562 – 09:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตำรวจ,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอสนับสนุนให้มีการลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาดที่สุดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดโดยอำนาจหน้าที่เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว

สืบเนื่องมาจากนายตำรวจยศ พ.ต.ท. ที่ จ.อุทัยธานี รับจ้างขนยามาจากแม่อายส่งขึ้นรถทัวร์เข้า กทม. และถูกจับได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้เพราะผู้รักษากฎหมายทำผิดเสียเอง

ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้นแต่รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดกฎหมายโดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

รวมถึงทุกคนที่ทำผิดกฎหมายจะต้องได้รับโทษตามบทบัญญัติเพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปประเทศเสียที

ประเทศไทยจะต้องเป็นสีขาว-ไม่ใช่เป็นสีเทาสีดำอย่างทุกวันนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เรื่อง สงสัยเรื่องขยะและขยะพลาสติก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเป็นสื่อกลางเพื่อสอบถามผู้รู้จริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะและขยะพลาสติก เพราะแม่ผู้เขียนสนใจที่จะรักษ์โลกด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก แต่ก็งงๆ อยู่กับมาตรการที่ในความรู้สึกแบบชาวบ้านดูมันจะย้อนแย้งกัน

ขณะนี้มีการรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งก็ดูเหมือนดี แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเราไม่รับถุงพลาสติกของห้างฯ สามารถนำมาใช้ซ้ำ (reuse) เป็นถุงขยะได้โดยไม่ต้องใช้ ‘ถุงดำ’ ซึ่งน่าจะย่อยยากกว่าถุงพลาสติกที่แจกให้เสียอีก

ถุงพลาสติกของหลายห้างฯ เป็นแบบย่อยสลายได้ (biodegradable) อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่าถุงที่ย่อยสลายได้นี้สามารถทำให้เกิด microplastic (จริงหรือไม่?) ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมไม่ใช้ถุงกระดาษที่ย่อยสลายได้แทน หรือจริงๆ แล้วการรณรงค์เรื่องนี้มีประเด็นแอบแฝงเรื่องต้นทุน ผู้เขียนมองว่าถ้าต้นทุนของถุงกระดาษเป็นปัญหาก็น่าจะอยู่ในระดับ ‘สตางค์’ มากกว่า ‘บาท’ ถ้าบวกเข้าไปในราคาสินค้าก็คงไม่กระเทือนมากนัก ขอความกระจ่างด้วย

ผู้เขียนเห็นการรณรงค์ลดแต่ถุงพลาสติกที่ใส่สินค้าจากห้างฯ เท่านั้น แต่ไม่เห็นมีการรณรงค์ลดถุงหรือพลาสติกที่เป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงกับข้าว กล่องใส่อาหาร (clamshell) พลาสติกห่ออาหาร (wrap) หรือพลาสติกรองอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง (ทำไมไม่ใช้ใบตองแทน?) ฯลฯ พลาสติกพวกนี้อาจมีการใช้มากกว่าถุงที่ใช้ตามห้างฯ เสียอีก และเป็นการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งด้วย

การกำจัดขยะนั้น มีขยะหลายประเภทที่ไม่รู้จะกำจัดอย่างไร เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน ฯลฯ (อาจมีบางหน่วยงานทำอยู่ เช่น มูลนิธิสระแก้ว มูลนิธิกระจกเงา ฯลฯ แต่ก็เป็นในวงแคบด้วยข้อจำกัดทางสถานที่/ปริมาณที่รองรับ/วัตถุประสงค์) ทำไมเราไม่ใช้เครือข่าย ‘ซาเล้ง’ มารองรับ

ซึ่งจะเกิดภาวะ win-win ผู้กำจัดได้เงินค่าขายแม้จะไม่มากก็ตาม ส่วน ‘ซาเล้ง’ ก็มีรายได้นำไปขายผู้ประกอบการที่นำกลับไปเข้ากระบวนการแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบ (recycle) ซึ่งน่าจะเป็นจุดแข็งของประเทศเรา เพราะในต่างประเทศผู้ส่งกำจัดต้องเสียเงินเป็นการกำจัด ผู้เขียนคิดว่าถ้าตั้งเครือข่าย ‘ซาเล้ง’ และการอบรมการแยกและคัดขยะนำไป recycle น่าจะเป็นผลดี เรามี ‘ซาเล้ง’ คู่บ้านคู่เมืองมานานแล้ว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์?

ในกทม.ไม่เห็นมีกระบวนการที่เอื้อต่อการกำจัดขยะที่นอกเหนือจากขยะ ‘รายวัน’ ได้ข่าวว่าบางเขตมีกระบวนการรับขยะเหล่านี้ตามบ้าน แต่เขตที่ผู้เขียนอยู่ไม่เห็นมี ส่วนเทศบาล/อบจ./อบต. ในจังหวัดต่างๆ ก็ไม่เห็นมี หรือถ้ามีก็คงอ่อนประชาสัมพันธ์ ?

‘ภาครัฐ’ มัวทำอะไรอยู่ ไม่เห็นการรณรงค์การแยกขยะให้ชัดเจน

ผู้เขียนเห็นในต่างประเทศเขาแนะนำชัดเจนว่าขยะอะไรควรแยกอย่างไร ชนิดไหน recycle ได้/ไม่ได้ ของไทยไม่มีความชัดเจน ให้เอกชนทำอยู่ไม่พอหรอก
ศ.เกษียณ

 เรียน คุณ ‘ศ.เกษียณ’
ข้อสงสัยของคุณตรงกับความข้องใจของอีกหลายๆ คนและเสนอข้อความที่เป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งควรจะมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

เวลานี้หลายหน่วยงาน และร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างหันมารณรงค์ลดละเลิกใช้พลาสติกและโฟมต่างๆ กันมาก

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่เป็นสาระประโยชน์และหวังว่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการแยกขยะซึ่งหลายแห่งดำเนินการอยู่แล้วและขอให้ใช้วัสดุธรรมชาติจะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


ยกเลิกช่องกลับรถ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนที่ใช้ถนนเส้นบางนา-ตราดเป็นประจำ เส้นทางปกติด้านล่างทางด่วนบูรพาวิถีสังเกตดูได้ว่ารถมักจะติดขัดช่วงกม.19-20 ช่วงเลย ม.หัวเฉียวไปนิด สาเหตุก็เพราะปล่อยให้มีช่องกลับรถในช่องทางด่วนกลางถนน แล้วรถที่มาจากด้านริมทางก็จะเข้ามาตัดกระแสรถที่มาจากทางด่วนตรงกลาง ทำให้ต้องเปลี่ยนเลนกันประจำ แล้วรถที่กลับกลางถนนก็ทำให้รถขาเข้ากทม.ติดอีก

จึงเรียนมาช่วยบอกผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงว่าขอให้ยกเลิกช่องกลับรถนี้เสียเถอะเพราะเลยไปอีกหน่อยก็สามารถกลับได้ที่สะพานลอยกลับรถได้ หรือว่าท่านผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงต้องใช้ช่องนี้กลับรถ คนอื่นจะติดขัดขนาดไหนก็ช่างมัน ยิ่งปล่อยให้ถนนข้างล่างติดยิ่งดี คนจะได้ขึ้นไปใช้ทางด่วนข้างบน กลัวผู้ลงทุนทำทางด่วนกำไรน้อย ซึ่งท่ามองกันโดยปกติแล้ว ถ้าสร้างถนนด้านล่างให้ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นในการสร้างทางด่วนข้างบน เปลี่ยนไปสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงมุ่งออกชลบุรียังดีกว่า

ถ้าอยากรวยควรลาออกจากงานราชการมาหากินข้างนอกดีกว่า เป็นข้าราชการหากินผลประโยชน์กับภาษีประชาชน คนชาติอื่นเขาจะมองได้ว่าคนไทยมันโง่ อายเข้าบ้าง
ต๊ะ ณ เมืองชล

เรียน คุณ ‘ต๊ะ ณ เมืองชล’
จดหมายของคุณให้ความชัดเจนดีมากและใครที่เป็นเจ้าของความคิดและดำเนินการจะต้องมีคำตอบให้โดยด่วนเพราะหลายคนที่ใช้ถนนกำลังคิดว่าไม่สมควร
หรือมีเหตุผลอื่นใดๆ โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง

17 กันยายน 2562 – 08:50 น.
กระดานความคิด,น้ำท่วม,อุบลราชธานี,การเมืองท้องถิ่น,สจเปิ้ล,สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ,วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
เปิดอ่าน 571 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง 

ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมเมืองอุบลราชธานี สองวันนี้ก็มีข่าวดี เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก ซึ่งจะเอื้อต่อการระบายน้ำจากแม่น้ำมูล นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับน้ำด้านบนในลำน้ำชี และลำน้ำมูล ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ ลดลงด้วย

สำหรับเมืองไทย นับแต่มีการเมือง 2 ขั้ว ไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมภาคไหน ก็จะเกิดรายการดราม่าผ่านสื่อโซเชียล คลิปผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครอุบลฯ ได้ถูกเพจการเมืองนำไปขยายผลโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

พูดถึงน้ำท่วมกับการเมือง ขอฉายภาพ “การเมืองท้องถิ่น” ในพื้นที่น้ำท่วม 2 จุดคือ เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลวารินชำราบ ซึ่งมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมากที่กำลังรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นายกแอน เทศบาลนครอุบลฯ

ปัจจุบัน เทศบาลนครอุบลราชธานี มี “แอน” สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ เป็นนายกเทศมนตรีนครอุบลฯ โดยดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2556

สมัยเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี “สมปรารถนา” เอาชนะ “รจนา กัลป์ตินันท์” อดีตนายก ภรรยาเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทยสายอีสาน ซึ่งตระกูลกัลป์ตินันท์ ผูกขาดการบริหารเทศบาลนครอุบลฯ มานานปี

“นายกแอน” ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทย ผนึกพลังกับสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดุลย์ นิลเปรม อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

ส่วนเทศบาลเมืองวารินชำราบ “จีระชัย ไกรกังวาร” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองวารินฯ มาหลายสมัย และเป็นเครือข่ายของเกรียง กัลป์ตินันท์

ผู้บริหารท้องถิ่นสองฝั่งแม่น้ำมูล ปรากฏว่าอยู่คนละขั้วสี ฝั่งเมืองอุบลฯ อยู่ในปีกรัฐบาลประยุทธ์ ส่วนฝั่งวารินฯ ก็อยู่ในปีกพรรคฝ่ายค้าน

ผิดกับการเมืองระดับชาติ ที่สองฝั่งแม่น้ำมูล ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยการเลือกตั้ง ส.ส. 24 มีนาคม 2562 ผลการเลือกตั้งเขต 1 อ.เมืองอุบลราชธานี วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ (ลูกชายเกรียง) พรรคเพื่อไทย เอาชนะอดุลย์ นิลเปรม พรรคพลังประชารัฐไปแบบเฉียดฉิว

ส.ส.เปิ้ล เพื่อไทยฝั่งวารินฯ

เขต 3 อ.วารินชำราบ และ อ.นาเยีย “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี สายตรงของเกรียง เพื่อไทย ชนะ โยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวของสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ที่รับบทแม่ทัพพลังประชารัฐ เมืองอุบลฯ

อีกด้านหนึ่ง พรรคอนาคตใหม่กำลังมาแรงในเขตเทศบาลนครอุบลฯ และฝั่งวารินชำราบ จึงไม่น่าแปลกที่แกนนำอนาคตใหม่จะยกทีมไปแจกของช่วยน้ำท่วม แข่งกับทีมเพื่อไทย

เป้าหมายใหญ่ในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นของเกรียง กัลป์ตินันท์ คือการยึดเทศบาลนครอุบลฯ กลับคืนมาให้ได้ ฉะนั้นช่วงน้ำท่วมเมืองอุบลฯ ทีมเพื่อไทยอุบล จึงลุยน้ำท่วมช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแข็งขัน

รวมสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ค่ายเพื่อไทยได้ตระเตรียมการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ซึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับทีมพลังประชารัฐ ที่จัดวางตัวไว้แล้วเช่นกัน

ขณะที่วาทกรรมการเมืองเรื่องน้ำท่วม “นายกฯ ไปไหน ไม่ไปช่วยน้ำท่วมอุบลฯ” แพร่กระจายในสื่อโซเชียล ในพื้นที่เมืองอุบลฯ หน่วยงานราชการ อาสาสมัครกู้ภัย และภาคเอกชน ต่างร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ฝ่ายการเมือง อย่างสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศบาลนครอุบลฯ ก็ลงเรือแจกถุงยังชีพช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยทุกวัน

วรสิทธิ์ ส.ส.เพื่อไทย

   วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลฯ เขต 1 ฝั่งเมืองอุบลฯ ได้ตั้งหน่วยบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือชาวบ้าน และตัวเขาเองก็ออกไปมอบถุงยังชีพ เช่นเดียวกับ กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลฯ เขต 3 ฝั่งวารินฯ ทีมงานของ สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ยังช่วยเหลือชาวบ้านแจกของบรรเทาทุกข์ ร่วมกับทหาร และอาสาสมัคร

  น้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลในยุคที่มีผู้แทนฯ และใกล้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น รับประกันชาวบ้านไม่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังแน่นอน รายการดราม่าน้ำท่วมในสื่อโซเชียล ก็เป็นธรรมชาติของการเมืองเลือกขั้ว

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม

17 กันยายน 2562 – 08:10 น.
อุทกภัย
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐมนตรี และแกนนำพรรคฝ่ายค้านตลอดถึงจิตอาสาประชาชนทั่วไป ถือเป็นเรื่องยินดียิ่งที่แต่ละฝ่ายเห็นความทุกข์เข็ญของประชาชนซึ่งล้วนตกอยู่ในภาวะที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้น แทบทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นจะมีเรื่องราวตามมาอยู่เสมอ อย่างเช่น ประเด็นทางการเมือง อันเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ซึ่งสุดท้ายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็จะถูกทวงถามความรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เหมือนเช่นที่น้ำท่วมขังในกรุงเทพ ผู้ว่าฯ กทม.ก็ตกเป็นเป้า ซึ่งเป็นเรื่องไม่อาจหลบเลี่ยงที่ผู้มีหน้าที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีที่สุดโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงเป็นการด่วน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว บางพื้นที่มักจะมีผู้เสนอให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และภัยแล้ง อย่างเช่นที่ จ.สุโขทัย และะพะเยา ซึ่งอยูในลุ่มน้ำยม และต้องประสบปัญหาอุทกภัยแทบทุกปี และแทบทุกครั้งเช่นกัน ที่โครงการสร้างเขื่อนจะถูกหยิบยกขึ้นมา ล่าสุด ชื่อของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นได้รับฟังปัญหาจากประชาชน 2 จังหวัด ซึ่งก็แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น คนในพื้นที่ส่วนใหญ่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่นน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนที่อาจกินบริเวณกว้าง จึงต้องศึกษาผลกระทบทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบคอบ ปัจจุบันนี้มีความเห็นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ

วิวาทะเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น ถือเป็นมหากาพย์ที่เก็บไว้ในลิ้นชักมาหลายทศวรรษ เพราะเสียงคัดค้านที่ยังมีพลังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมเกือบทถุกปี แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็ยืนยันว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องสูญเสียไป อย่างไรก็ตาม ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ถ้าหากดูระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ จะพบว่า อ่างเก็บน้ำของเขื่อนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แม้แต่ในภาคเหนือและอีสานที่ฝนตกหนัก น้ำก็ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่า การเพิ่มเขื่อนเข้ามาเพื่อบริหารจัดการน้ำ ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้ดังคาดการณ์

  การบริหารจัดการน้ำนับเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องอาศัยหลายแนวทางด้วยกัน โดยข้อเท็จจริงก็คือ ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีไม่มากเพียงพอในแต่ละปี ถ้าหากปริมาณน้ำฝนน้อยผิดปกติในปีใด ประเทศก็จะต้องประสบภัยแล้งอย่างแน่นอน เพราะการจัดการน้ำในปีก่อนหน้านั้นต้องสนับสนุนทุกกิจกรรมอย่างครบถ้วน เช่น การชลประทานเกษตร รักษาสภาพแวดล้อม ผลิตพลังงานไฟฟ้า ปีนี้ภาคอีสานน้่ำท่วมหนักหลายจังหวัด และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็จะต้องประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับลุ่มน้ำภาคกลาง ที่อาจจะทำนาปรังไม่ได้อีกครั้งเพราะน้ำในเขื่อนยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ต้องอาศัยแผนงานระยะยาวเพื่อบรรเทาความเสียหายให้ลดลงจนถึงระดับควบคุมได้

ป.ป.ส.เตือนขาช็อปออนไลน์..ระวังเป็นเหยื่อส่งยาทางไปรษณีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป.ป.ส.เตือนขาช็อปออนไลน์..ระวังเป็นเหยื่อส่งยาทางไปรษณีย์

16 กันยายน 2562 – 13:40 น.
ปปส,สายตรวจระวังภัย,ไปรษณีย์,ช้อปออนไลน์
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ยาเสพติดที่ถูกจัดส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์กลายเป็นปัญหาที่กำลังระบาด เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียและบริการจัดส่งสินค้าพัสดุภัณฑ์ในการกระทำผิด เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการใช้สำหรับซื้อขายและจัดส่งยาเสพติดต่างๆ ในระดับขายส่งรายย่อยและขายปลีกให้ผู้เสพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สำนักงานคระกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก็ได้ออกมาเตือนเป็นระยะ

แม้จะมีการย้ำเตือนประชาชนให้ระแวดระวังมาโดยตลอด แต่ก็ไม่วายมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. จึงออกโรงเตือนประชาชน ให้ระวังตกเป็นเหยื่อนักค้ายาเสพติด ที่ฉวยโอกาสขนส่งยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายผ่านพัสดุไปรษณีย์ ภายหลังพบกรณีผู้รับ-ส่งผู้โดยสารและขนส่งพัสดุ (แกร็บคาร์) ถูกควบคุมตัว เนื่องจากผู้โดยสารแอบขนยาเสพติดพร้อมอาวุธปืน เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.ต.สุริยา อธิบายว่า ปัจจุบัน นักค้ายาเสพติดเลือกใช้บริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ในการขนส่งยาเสพติดมากขึ้น ซึ่งหากพบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าในฐานะผู้ให้บริการขนส่ง หรือผู้รับพัสดุไปรษณีย์ ล้วนมีความผิดตามกฎหมาย โดยผู้ส่งมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และผู้รับพัสดุภัณฑ์มีความผิดฐานครอบครอง หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของกลางยาเสพติด เช่น ในห้วงเดือนที่ผ่านมา เกิดกรณีอุทาหรณ์เรื่องนี้ขึ้น เมื่อมีชายให้บริการรับส่งผู้โดยสาร หรือแกร็บคาร์ ถูกควบคุมตัว หลังตำรวจพบว่าผู้โดยสารลักลอบขนส่งยาเสพติด และยังพกพาอาวุธผิดกฎหมาย โดยในกรณีดังกล่าว แม้ผู้ขับรถโดยสารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เมื่อพบของกลาง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

“เกี่ยวกับปัญหานี้ อยากย้ำเตือนประชาชนเพิ่มเติมว่า ขอให้ระมัดระวังตนเองและคนในครอบครัว โดยในกรณีผู้ขนส่งสินค้า ขอให้สังเกตพฤติการณ์ของผู้ว่าจ้างหรือผู้รับบริการ เช่น มีการเปลี่ยนการส่งพัสดุภัณฑ์ไปยังปลายทางบ่อยครั้ง หรือสินค้ามีลักษณะผิดปกติ หากพบพิรุธ หรือสิ่งผิดสังเกต ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที สำหรับกรณีผู้รับสินค้า เมื่อทราบจากพนักงานส่งพัสดุภัณฑ์ว่าจะมีการส่งพัสดุนั้น ขอให้สอบถามและตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่า ตนเองหรือคนในครอบครัวมีการสั่งสินค้า หรือจะได้รับพัสดุภัณฑ์โดยที่ไม่สั่งสินค้าหรือไม่ หากพบการแอบอ้างชื่อในการส่งสินค้า หรือเห็นความไม่ชอบมาพากล ขอให้แจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หรืออาจเก็บหลักฐานไว้แสดงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันตนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยิ่งทุกวันนี้การซื้อขายออนไลน์เป็นที่นิยม โอกาสที่อาจตกเป็นเหยื่อก็มีมากขึ้น ยิ่งต้องระมัดระวัง” รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ส. ให้ความสำคัญและมีความห่วงใยประชาชนจากกรณีการขนส่งและซื้อขายยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ โดยได้ดำเนินการเร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติดผ่านแอพพลิเคชั่น รวมถึงประสานงานขอความร่วมมือไปรษณีย์ไทยและบริษัทเอกชน เพื่อหารือและวางมาตรการป้องกันการลักลอบหรือแอบอ้างขนส่งยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย และหากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเป็นเช่นนี้จะรับหรือส่งพัสดุภัณฑ์ต้องรอบคอบถี่ถ้วน เตือนแล้วต้องฟัง ระมัดระวังช่างสังเกต ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าคราวซวยมาเยือน อาจโดนร่างแหแบบไม่รู้ตัว..!!

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน

16 กันยายน 2562 – 13:05 น.
อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,กพ,คนพิการ,หักหัวคิว,ค่าจ้าง,เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน

อธิบดี พก.เชิญประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการเข้าประชุมหารือวางแนวทางการจ้างงานคนพิการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังเครือข่ายคนพิการเปิดโปงข้อมูลทุจริตและการจ้างงานผิดกฎหมายมานานกว่า 1 ปี แต่ก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมายหลายคดี จนต้องจัดกิจกรรมเดินเท้าจากกาฬสินธุ์เข้ากรุงเทพฯ ระยะทาง 600 กิโลเมตรอยู่ในขณะนี้ เพื่อทวงความยุติธรรม

นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (กรม พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ส่งหนังสือถึง นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เพื่อให้เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 35 ของกฎหมายให้ชัดเจน ถูกต้อง ในวันจันทร์ที่ 16 กันยายน เวลา 13.30 น. โดยสถานที่จัดประชุมคือห้องศูนย์ปฏิบัติการ พก. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ถนนราชวิถี

สำหรับการจ้างงานคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนั้น บัญญัติเอาไว้ 3 ช่องทาง ใน 3 มาตราของกฎหมาย ประกอบด้วย

มาตรา 33 จ้างงานโดยตรงกับคนพิการ กฎหมายกำหนดให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐที่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตรา 100 ต่อ 1 (ผู้ปฏิบัติงานปกติ 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน)

มาตรา 34 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

และมาตรา 35 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่รับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุนด้วย อาจให้สัมปทานจัดสถานที่ขายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีพิเศษ ฝึกงานหรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแค่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้

ตลอด 1 ปีเศษที่ผ่านมา ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการได้ออกมาเคลื่อนไหวยื่นหนังสือให้องค์กรตรวจสอบหลายแห่งสอบสวนการทุจริตการจ้างงานคนพิการตามช่องทางเหล่านี้ โดยให้ข้อมูลว่ามีการทุจริต หักหัวคิวทั้งค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ที่คนพิการควรจะได้รับ คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ปีละ 1,500 ล้านบาท โดยช่องทางที่มีปัญหามากที่สุดคือช่องทางตามมาตรา 35 เพราะกฎหมายเขียนเปิดให้ใช้วิธีการจ้างงานหรือมอบสิทธิประโยชน์แก่คนพิการไว้ค่อนข้างกว้าง ไม่ระบุชัดเจน ทำให้มีการซิกแซ็กหักหัวคิวและเอาเปรียบคนพิการ

มีรายงานว่า กรม พก. ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงน่าจะเชิญ นายปรีดา ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เข้าหารือและรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้

นอกจากนั้นในช่วง 1 ปีเศษที่ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงการทุจริตเงินอุดหนุนและการจ้างงานคนพิการ พบข้อมูลว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ ทั้งข้าราชการ บริษัทเอกชน และสมาคมหรือองค์กรคนพิการบางแห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ท. และดีเอสไอ พบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือทุจริตจริง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีการดำเนินคดีหรือเอาผิดใครเลย จึงมีการจัดกิจกรรม “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ…600 กิโลเมตร เอาผิดคนโกง”

ในทางกลับกัน คนพิการและผู้ดูแลคนพิการที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลกลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมาย เฉพาะนายปรีดาคนเดียวก็โดนเข้าไป 4-5 คดี อย่างเช่นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา นายปรีดาก็ต้องนั่งรถเข็นเดินทางไปขึ้นศาลที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ในคดีที่ถูกเจ้าหน้าที่จากกรม พก. ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

นายปรีดา บอกว่า โดนนิติกรชำนาญการของกรม พก.ฟ้องหมิ่นประมาทกรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการละเมิดสิทธิ์คนพิการอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่การเปิดโปงเรื่องนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 61 โดยได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานปปง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ดีเอสไอ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทุกหน่วยได้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าสิ่งที่ร้องเรียนไปมีมูล แต่ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่มีใครต้องรับโทษ

“ในส่วนของข้าราชการที่อาจจะประพฤติมิชอบก็ไม่ได้รับโทษอะไรเลย แม้ว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด ระหว่างการต่อสู้เราถูกฟ้อง รวมทั้งเครือข่าย คือ 5 คดี และอีก 2 คดีที่เป็นการฟ้องจากเจ้าพนักงานของรัฐ รวมทั้งหมด 7 คดี” นายปรีดา กล่าว

สำหรับกิจกรรม “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ…600 กิโลเมตร เอาผิดคนโกง” จาก จ.กาฬสินธุ์ เข้ากรุงเทพฯ ทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการร่วมกับกลุ่มผู้ดูแลคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ เดินเท้าจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังเดินอยู่ โดยทำระยะทางต่อวันได้ไม่มากนักเพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา และยังมีปัญหาเรื่องฝนตก อาการป่วย และรองเท้าพัง

ระดมพล เซียนไซเบอร์ ครั้งใหญ่ของไทย..แผนลับสู้ภัยออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ระดมพล เซียนไซเบอร์ ครั้งใหญ่ของไทย..แผนลับสู้ภัยออนไลน์

16 กันยายน 2562 – 10:50 น.
เซียนไซเบอร์,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภัยคุกคามน่ากลัวสุดในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ก่อการร้ายโจมตีด้วยอาวุธเท่านั้น แต่คือการโจมตีทำร้ายระบบคอมพิวเตอร์ เฉพาะปี 2561 ทั่วโลกโดนมากกว่า 1,000 ล้านครั้ง และไทยเป็นหนึ่งในเหยื่ออันดับต้นๆ ของโจรแฮ็กเกอร์สายดำ…ถึงเวลาแล้วที่เซียนไซเบอร์ต้องร่วมมือกันปราบปราม!

ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก ได้รับข้อมูลว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ “กลุ่มเซียนไซเบอร์” หรือ แฮ็กเกอร์สายขาวที่เชี่ยวชาญการป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะมารวมตัวกันเพื่อแกะรอยสืบหาหลักฐานลึกลับในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตี พร้อมเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนทั่วไป ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ตามปกติแล้วไม่ค่อยนิยมเปิดหน้าเปิดตัวเท่าไรนัก แต่ในวันนี้พวกเขากลายเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะผู้ก่อการร้ายไซเบอร์กำลังสร้างความเสียหายไปทั่วไทยและทั่วโลก

เฉพาะเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี 2561 ประเทศไทยโดนโจมตีแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง นอกจากนี้การโจมตีที่ประเทศอื่นๆ ก็ส่งผลกระทบมาถึงคนไทยได้เช่นกัน
เช่นกรณีล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตเลนส์สายตา “โฮยา” (Hoya) ในญี่ปุ่นถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หวังจะขโมยข้อมูลสำคัญในเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 100 เครื่อง การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้สาขาโรงงานโฮยาในประเทศไทยต้องหยุดชะงักไม่สามารถทำงานได้ถึง 3 วัน
ยิ่งไปกว่านั้น “ไทยแลนด์” ยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นสวรรค์ของโจรแฮ็กเกอร์ ชาวต่างชาติมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งฝรั่ง จีน รัสเซีย เกาหลี ฯลฯ เช่นเมื่อเดือนเมษายน 2561 มีแฮ็กเกอร์ต่างชาติเข้าไปแอบขโมยใช้เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ในไทยเป็นฐานโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศของ 17 ประเทศ เนื่องจากระบบการป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของไทยยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือป้องกันเท่าที่ควร ทำให้มีช่องโหว่ให้เจาะทะลุได้มากมาย!

จากรายงานข้อมูลภัยคุกคามทั่วโลกปี 2562 (Global Threat Intelligence Report) ของ “เอ็นทีที ซีเคียวริตี้” (NTT Security) พบช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจการเงินและภาคเทคโนโลยีคือเป้าหมายใหญ่ ตามมาด้วยกลุ่มบริการสุขภาพและด้านการศึกษา เฉพาะปี 2561 มีบันทึกการโจมตีได้กว่าพันล้านครั้ง
ธนาคารในประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อแล้วเช่นกัน ดังกรณีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทยโดนเจาะระบบ “ขโมยฐานข้อมูลลูกค้าไปมากกว่า 1.23 แสนราย” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ถือเป็นการลบเหลี่ยมอย่างมาก เพราะธนาคารเอกชนขนาดใหญ่เหล่านี้มีชื่อเสียงในการวางระบบป้องกันการโจมตีไซเบอร์ที่สุดยอดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ
“น.อ.อมร ชมเชย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อธิบายว่า ขณะนี้โจรแฮ็กเกอร์เปลี่ยนรูปแบบโจมตีไปมาก แต่ก่อนเน้นเข้าไปยึดหน้าเว็บไซต์ หรือทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย แต่ตอนนี้มีการเจาะระบบเข้าไปขโมยข้อมูลความลับสำคัญเพื่อนำมาเรียกค่าไถ่ หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเอาไปขาย หรือเข้าไปเปิดดูข้อมูลด้านสุขภาพของคนมีชื่อเสียงในโรงพยาบาลแล้วเอามาเปิดเผย
“ความเสียหายนอกจากโดนขโมยข้อมูลส่วนตัว เจาะข้อมูลบัตรเครดิต หรืออาจจรากรรมเอาลายนิ้วมือที่ให้ไว้กับหน่วยงานต่างๆ แล้ว ยังอาจโจมตีระบบเครือข่ายสาธารณูปโภค ที่ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับประเทศ พวกเราที่ทำงานด้านนี้เลยมาช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างกลไกความร่วมมือในคนไทยที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ และอยากเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนทั่วไปสามารถรับมือการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้มากขึ้น”

น.อ.อมร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 6 ตุลาคม 2562 จะมีการจัดกิจกรรม “Capture the Packet” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการระดมพลเซียนไซเบอร์ให้มาแข่งขันกันวิเคราะห์ข้อมูลและแกะรอยสืบหาหลักฐานในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตีว่าเกิดจากอะไร และจะป้องกันได้อย่างไร มีเงินรางวัลให้ทีมชนะรวมแล้วกว่า 6 หมื่นบาท ตอนนี้มีผู้สนใจสมัครมาแล้วกว่า 110 คน แต่ต้องผ่านการคัดเลือกจนเหลือประมาณ 40 คน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปสอนการใช้โปรแกรมสำหรับตรวจจับและวิเคราะห์ระบบเครือข่าย ฯลฯ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้สมัครมาแล้วถึง 160 คน และสำหรับคนทั่วไปจะมีเวทีให้ความรู้ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสาธิตวิธีรับมือแฮ็กเกอร์ด้วยซอฟต์แวร์ Open Source ต่างๆ แต่เปิดรับแค่ 70 คนเท่านั้น โดยงานจะจัดขึ้นที่อาคาร SJ Infinite One ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://fb.com/thctp โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
หลายคนสงสัยว่าทำไมประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญการเจาะระบบคอมพิวเตอร์น้อยมาก?
เนื่องจาก “ความกลัวและความเข้าใจผิด” คิดว่า “แฮ็กเกอร์” มีแต่ผู้ร้ายหรือโจรคอมพิวเตอร์เท่านั้น ขณะที่ในต่างประเทศจะเปิดกว้างยอมรับว่ามีแฮ็กเกอร์สายดำและสายขาว ทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยกันเผยแพร่ “วิธีการทำงานของแฮ็กเกอร์สายขาว” หรือการเจาะระบบเครือข่าย เพื่อให้เซียนไซเบอร์ที่สนใจเข้ามาค้นหาข้อบกพร่องและพัฒนาเรียนรู้ต่อยอดว่าช่องโหว่มีอะไรบ้าง และจะป้องกันแฮ็กเกอร์สายดำอย่างไร

“สุเมธ จิตภักดีบดินทร์” ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท Secure-D Center จำกัด ยอมรับว่า “กลุ่มแฮกเกอร์สายขาว” ในไทยไม่ค่อยมีการรวมตัวกันมากนัก แตกต่างจากเมืองนอกที่รัฐเข้ามาสนับสนุนจัดแข่งขันหรือจัดงานสัมมนารวมตัวกันตามเมืองใหญ่ๆ เช่น DEFCON, NULLCON, DERBYCON รัฐบาลไทยก็ควรสนับสนุนการรวมกลุ่มของแฮ็กเกอร์น้ำดี และเปลี่ยนมุมมองภาพลักษณ์ไปในเชิงการทำงานร่วมกันและส่งเสริมให้บริษัททั่วไปทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีช่องโหว่ในระบบมากกว่านี้

“วัชรพล วงศ์อภัย” ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก
“ถ้าอาจารย์ไม่มีความรู้ก็จะถ่ายทอดหรือปูพื้นฐานได้ลำบากครับ วงการเลยขาดแคลนคนในสายงานนี้ เพราะเด็กๆ ไม่ได้เตรียมพร้อมงานด้านนี้เลย สถาบันการศึกษาควรเพิ่มวิชาซีเคียวริตี้เข้าไปในหลักสูตรด้วย ไม่ใช่สอนแต่การเขียนเว็บอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ” วัชรพล กล่าว
สอดคล้องกับ “ปัญญา วัฒนายิ่งเจริญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์ค เปิดใจให้ฟังว่า ไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยคอมพิวเตอร์หลายฉบับ แต่การนำไปปฏิบัติจริงไม่ง่าย ตำรวจเองจะช่วยดำเนินคดีหรือเก็บหลักฐานก็ยาก เพราะแค่เปิดคอมพ์ขึ้นมาใหม่หรือรีสตาร์ทเครื่องก็อาจทำให้หลักฐานบางส่วนหายไปได้ พร้อมแนะนำต่อว่า

“อยากให้รัฐมีหน่วยงานพิเศษที่สามารถสื่อสารกฎหมายต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย เรียกว่าคุยภาษาเดียวกัน และต้องสอนให้เด็กๆ ระวังตัวด้วย เพราะเด็กสมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือกับโซเชียลมีเดียแบบไม่ทันได้คิด เช่น เช็กอินสถานที่ หรือถ่ายรูปเซลฟี่ในบ้านทำให้เห็นว่าภายในบ้านมีของมีค่าอะไรบ้าง แล้วไปโชว์ว่าครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด พวกมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปปะติดปะต่อได้ว่าบ้านนี้มีของมีค่าและเจ้าของบ้านไม่อยู่อีก นี่คือภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ”
“ดำรงศักดิ์ รีตานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ไทยขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ทุกฝ่ายต้องช่วยสนับสนุนให้คนเก่งๆ มารวมตัวกัน หน่วยงานเอกชนช่วยได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เปิดพื้นที่ให้พบปะกัน สนับสนุนการสร้างเครือข่าย ใครมีข้อมูลดีๆ ก็เอามาแชร์ เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้คนไทยพัฒนาเรื่องนี้ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เมื่อ “โจรแฮ็กเกอร์” มีฝีมือเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องรีบสร้าง “เซียนไซเบอร์” มาช่วยกันวางแผนสู้ภัยคุกคามเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ยิ่งช้า ยิ่งเสียหาย..ยิ่งประเมินค่าไม่ได้!

งบค้างท่อ 86 ล้าน กมธ.ถก 18 ก.ย.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388715?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบค้างท่อ 86 ล้าน กมธ.ถก 18 ก.ย.นี้

16 กันยายน 2562 – 10:23 น.
ชวน หลีกภัย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กมธ
เปิดอ่าน 108 ครั้ง.
กมธ. 35 คณะเร่งเครื่องเคลียร์งบค้างท่อ87.5ล้าน ถก 18 ก.ย.นี้ แจก1แสนต่อหัว ขัดเส้นก่อนสิ้นก.ย. นี้ ด้าน“สมาชิก”โต้ผลาญงบ แจงตั้งกมธ.ทำเงินค้างท่อ ยันใช้จ่ายเบี้ยประชุมส่วนใหญ่ ขณะที่ “ธรรมนัส” นัดสื่อเปิดใจปมร้อนวันนี้

วานนี้(15 ก.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ(กมธ.)ทั้ง 35 คณะ โดยมีการแบ่งโควตา ประธานกรรมาธิการพรรครัฐบาล 18 คณะและพรรคฝ่ายค้าน 17 คณะไปเรียบร้อยแล้ว

กมธ.แต่ละคณะ ได้มีการประชุมกันโดยเรื่องแรกที่จะดำเนินการคือการใช้จ่ายงบประมาณค้างท่อ ในปีงบประมาณ 2562 ที่คณะกรรมาธิการทุกชุดต้องใช้ให้หมดภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยสัดส่วนงบประมาณที่เหลืออยู่ของคณะกรรมาธิการ รวม 87.5 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะ 2.5 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า กมธ.แต่ละคณะเตรียมจัดสรรเงินให้ส.ส.ที่เป็นกมธ.คนละ 1 แสนบาท นำไปใช้ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายน เพื่อใช้งบประมาณที่เหลือให้หมดจะได้ไม่ต้องส่งเงินคืนคลัง เพราะเกรงว่าหากมีงบประมาณเหลือในปีนี้ ปีหน้าจะถูกตัดงบประมาณจึงต้องใช้ให้หมด โดยมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่หน่วยงานราชการทุกหน่วยดำเนินการกันมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้แหล่งข่าวจากกมธ.คณะหนึ่ง กล่าวยอมรับว่า งบประมาณจำนวนดังกล่าวมีอยู่จริง แต่เหตุที่มีรับเร่งใช้ในช่วงนี้ เนื่องจากการตั้งกมธ.ที่ล่าช้ามาก ทำให้งบมีงบจำนวนดังกล่าวค้างท่อจริง แต่ส่วนหนึ่งได้ใช้เป็นค่าเบี้ยประชุมก็แทบหมดแล้ว ไม่ใช่การเร่งผลาญงบตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

ด้านนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่า เป็นเรื่องจริงซึ่งกมธ.เพิ่งได้รับแจ้งให้ทราบ ในวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมาเท่ากับว่าเหลือระยะเวลาเพียง 17 วันเท่านั้นในการเร่งทำโครงการให้ทันกับที่ได้รับการจัดสรรให้แล้วเสร็จ ซึ่งตนพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่สามารถทำโครงการที่คุ้มค่ากับภาษีประชาชนได้ทัน จึงเลือกที่จะคืนเงิน 100,000 บาท ส่งคลังต่อไป ส่วนโครงการอื่นใดของกมธ. ที่สามารถทำได้คุ้มค่าภาษีประชาชน ตนก็ยินดีที่จะสนับสนุนและเข้าร่วม

อย่างไรก็ดีการแก้ไขปัญหาของประเทศตอนนี้ต้องเริ่มจาก การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและมีการวางแผนที่ดีมาตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยหากมีงบประมาณส่วนไหนที่เห็นแล้วว่า จะเป็นงบเหลือจ่าย ก็ควรรีบทำแผนเปลี่ยนแปลงรายการเพื่อนำงบประมาณไปใช้ทำกิจกรรมอื่นๆที่จำเป็นภายในปีงบประมาณนั้น ให้เกิดเป็นผลผลิตเพิ่มขึ้น

“เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินแผ่นดิน ในส่วนของกรรมาธิการท่านอื่นก็ถือเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลว่าจะใช้หรือไม่ใช้ แต่สำหรับพลังธรรมใหม่เราขอเลือกที่จะไม่ใช้ภาษีของประชาชนโดยไม่คุ้มค่า”นพ.ระวี กล่าว

    นายกฯกำชับครม.ร่วมซักฟอก18ก.ย.
ขณะที่การเตรียมความพร้อมการเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณและการจัดทำงบประมาณ ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ครม.ทุกคนไปร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพราะถือเป็นการอภิปราย ครม.ทั้งคณะยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปร่วมประชุมในวันดังกล่าว ทั้งนี้จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุม ครม.วันที่ 17 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการตอบคำถามจากฝ่ายค้านนั้น จะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว

     “สุดารัตน์” ปัดปล่อยข่าว“ธรรมนัส”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่ากรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ อ้างว่าตนเองเป็นด่านแรกของรัฐบาลที่จะถูกทำลายของผู้ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลว่า เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการนำเสนอของสื่อมวลชนทั้งจากสื่อต่างประเทศและในประเทศ ไม่ได้ออกมาจากพรรคฝ่ายค้าน จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำร้ายหรือทำลายกัน แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาสกัดไม่ให้พรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายในวันที่ 18 ก.ย. ว ตนไม่ห่วงในเรื่องนี้ เพราะเป็นบทบาทและอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ควรสร้างอะไรที่เป็นการผิดวัตถุประสงค์ เพราะเราต้องการใช้เวทีสภาฯ ในการแก้ไขปัญหา

   จับตา“ธรรมนัส”นัดเปิดใจสื่อวันนี้
วันเดียวกันนายภูผา ลิกค์ ผช.เลขานุการรมว.เกษตรฯ ได้ทำหนังสือแจ้งต่อสื่อมวลชนว่าร.อ.ธรรมนัส แจ้งสื่อแถลงข่าวพร้อมทีมกฎหมาย คือ พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ พล.ต.ต.วรยุทธ อินทรสุวรรณในวันนี้เวลา14.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น25 อาคารทีพีแอนด์ทีถนนวิภาวดีรังสิตซอยวิภาวดีรังสิต19 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องกลับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายจากกรณีเรื่องคุณสมบัติและวุฒิการศึกษา ระดับ ปริญญาเอก

  เพจดังโต้การเมืองหนุนหลัง
วันเดียวกันเพจ CSILA รายงานว่า ตามที่ได้ลงพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ตามที่อยู่ในใบปริญญาเอกของร.อ.ธรรมนัส พบว่า มีทั้งหมด 3 ที่ ที่แรก เป็นอาคาร อยู่ติดริมถนน ที่มีป้ายชื่อระบุ California University และป้ายชื่อสถานที่ทำฟัน ตั้งอยู่ในย่านฟิลิปปินส์ทาวน์ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าไปภายในพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งบอกด้วยว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำฟัน

เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานว่า หากคนไทยต้องการจะขอเทียบวุฒิการศึกษาจะทำอย่างไรได้บ้าง ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ให้ติดต่อ นาย Luis Amosolo

ซึ่งเป็น เจ้าของอาคารและเจ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งนาย Luis เป็นผู้ที่มีชื่อในใบปริญญาของ ร.อ.ธรรมนัส โดยให้หมายเลขติดต่อมาด้วย เมื่อเดินตรวจสอบภายในพบว่า เป็นเพียงอาคารเล็ก มีเพียงห้องไม่กี่ห้อง ไม่มีสิ่งใดที่ระบุว่าเป็นสถาบันการศึกษา ที่ใช้ในการเรียนการสอนเลย ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานทั่วไปของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ

เจ้าของเพจ CSILA เปิดใจกับ The Reporters ยืนยันว่า การตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ได้มีเบื้องหลังทางการเมือง อย่างที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเสื้อแดง เพราะยืนยันมาโดยตลอด ว่าไม่ได้ฝักใฝ่ การเมืองฝ่ายไหน นอกจากการเป็นคนไทยที่รักความถูกต้อง และในฐานะที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส มา 25 ปี เมื่อพบว่า มหาวิทยาลัยนี้ ตั้งอยู่ที่นี่ จึงต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะมีความเกี่ยวข้อง กับรัฐมนตรีของไทย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้สัญชาติอเมริกัน จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามรัฐธรรมของอเมริกาที่ให้สิทธิเสรีภาพ

  พท.ยันเดินหน้าแก้รธน.สมัยหน้า
ขณะที่ความเคลื่อนไหวการแก้รับธรรมนูญ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างรวมเวทีเสวนา“รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร? รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคนไทยทุกคน” ตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 13ก.ย.ที่ผ่านมา สภาลงมติให้เลื่อนญัตติตั้งกมธ.ศึกษา อย่าไว้ใจ เพราะเป็นยกแรก โดยระหว่างทางต้องดูว่าจะมีพรรคการเมืองบางพรรคเบี้ยวเราหรือไม่  ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้นนั้น ส.ว.ต้องยกมือไม่น้อยกว่า 84 คน ถึงผ่านได้ ดังนั้น ต้องลดอำนาจส.ว.การปลด ส.ว.จึงยากวิธีทำได้ต้องให้ประชาชนกดดันช่วย ประชาชนต้องมีส่วนช่วย ถ้าให้สภาแก้ไขอย่างเดียวเขาไม่ให้แน่นอน ดังนั้น ประชาชนต้องไม่กลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไม่กลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จแน่นอน ยืนยันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในเดือน พ.ย.เมื่อไรจะพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  งบค้างท่อ 86 ล้านบาท เร่งใช้ก่อนสิ้นเดือนก.ย. แจก กมธ..หรือ ส.ส. หัวละแสน เบิกสภาฯนั้น  กมธ.หลายชุดมีกำหนดการจะนัดประชุมหารือเพื่อกำหนดทิศทางการใช้จ่าย งบประมาณดังกล่าวภายในวันที่ 18 ก.ย.2562 นี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ที่มา :  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ