สิ้นแล้ว นปช. กรรมลิขิต ขีดชะตาแกนนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้นแล้ว นปช. กรรมลิขิต ขีดชะตาแกนนำ

13 กันยายน 2562 – 10:33 น.
นปช,นปชพรรคเพื่อไทย,ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธ์ุ,เต้น ณัฐวุฒิ,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,เหวง โตจิราการ,แดงทั้งแผ่นดิน,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงายพิเศษ,ตัดสินคดี
เปิดอ่าน 529 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 ก.ย.62

*****************************

คดีดังสะท้านแกนนำคนเสื้อแดง เมื่อคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนมาถึงที่สุด ศาลจังหวัดพัทยาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินลงโทษจำเลยทั้ง 12 คน ให้จำคุกคนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ที่ถูกศาลตัดสินลงโทษ อาทิ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นิสิต สินธุไพร, พายัพ ปั้นเกตุ, วรชัย เหมะ, วันชนะ เกิดดี, ศักดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นพพร นามเชียงใต้ และ สำเริง ประจำเรือ

กำเนิด นปช.

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุคแรกนำโดย วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, นพ.เหวง โตจิราการ และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

เมื่อเปิดยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2552 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” เพื่อการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

ครั้น นปช.พ่ายแพ้ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 แกนนำและแนวร่วม นปช.หนีไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีจักรภพ เพ็ญแข และอริสมันต์ เป็นผู้ประสานงาน

นับแต่นั้น ภายในขบวนการคนเสื้อแดงหรือ นปช. เกิดความขัดแย้งทางความคิด มีการนำเสนอทฤษฎีการต่อสู้ในแบบต่างๆ ซึ่งบางกลุ่มเริ่มคิดการต่อสู้ด้วยความรุนแรง

สิ่งที่ติดตามมาคือความแตกแยกภายในขบวนการ แม้แกนนำ นปช.สายธิดา จะมองว่าเป็นการแตกตัว แต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของ “แดงฮาร์ดคอร์” ได้

สายฮาร์ดคอร์

แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ ก่อรูปขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน นำโดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และสุภรณ์ อัตถาวงศ์ โดยมีแนวทางเคลื่อนไหวเชิงรุกทุกรูปแบบ และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายที่มีการสนับสนุนทางการเงิน

บังเอิญว่า ช่วงพ่ายแพ้รอบ 2 ธิดา ถาวรเศรษฐ” ก้าวขึ้นเป็นประธาน นปช. จึงทำให้เกิดแรงปะทุภายในองค์กรหลัก เมื่อกลุ่มอริสมันต์กลับเมืองไทยในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

นั่นเป็นจุดเริ่มของ นปช.แถว หรือ นปช.ฮาร์ดคอร์ ประกอบด้วย อริสมันต์ พงศ์เรืองรองสุภรณ์ อัตถาวงศ์พายัพ ปั้นเกตุวันชนะ เกิดดีศักดา นพสิทธิ์ชินวัฒน์ หาบุญพาดพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์นพพร นามเชียงใต้ และสำเริง ประจำเรือ

“อาจารย์ธิดามาจากไหนไม่รู้ แล้วมาเป็นประธานก็ไม่สนอะไร อยากว่าใครอยากด่าใครก็ใส่หมด คุณไปบอกว่าเขาเป็นเผด็จการ แต่ภายในคุณยิ่งกว่าเผด็จการอีก” สุภรณ์กล่าว และตอนหลัง “แรมโบ้อีสาน” ได้แยกตัวออกไปตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.)

ว่ากันว่า อพปช.นี่แหละที่ทำให้แรมโบ้อีสาน ต้องถอย..และถอยออกจากขบวนการเสื้อแดงตลอดชีวิต

สายธิดา-เหวงก็ไม่รอด?

วันที่ 23 กันยายน 2562 แกนนำ นปช.สาย “ธิดา-เหวง” มีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2550 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งจำเลยในคดีนี้ประกอบด้วย นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, วีระศักดิ์ เหมะธุลิน, วันชัย นาพุทธา, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ โดยศาลให้เลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง

นี่คือนัดชี้ชะตาแกนนำ นปช.สายที่ไม่เอากลุ่มฮาร์ดคอร์ ซึ่งเจอคดีต่างกรรมต่างวาระ

เมื่อปลายปีที่แล้ว แกนนำ นปช.กลุ่มหนึ่งนำโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เปิดสำนักข่าวยูดีดีนิวส์ (UDD News) ที่นนทบุรี เป็นความชัดเจนที่แกนนำ นปช.ยุคอ่อนระโหยโรยแรง ก็แยกออกเป็น 2 สายคือ สาย “ธิดา-เต้น” กับสาย “ตู่และสหาย”

เหวง-ธิดา โตจิราการ

แม้ “จตุพร พรหมพันธุ์” ยังเป็นประธาน นปช. แต่องค์กรก็อ่อนแอลง เพราะความต่างทางความคิด และแนวทางการต่อสู้

ล่าสุด “ตู่ จตุพร” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ในเดือนตุลาคมนี้ แกนนำ นปช.ยังมีนัดฟังคำพิพากษาคดีแพ่งคดีที่ 2 โดยนัดอ่านในวันที่ 16 ตุลาคม วันหวยออกพอดี

ณัฐวุฒิ-จตุพร

ขอเรียนกับพี่น้องว่า คดีแรกพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย 19 ล้านบวกดอกเบี้ยก็ปาเข้าไป 30 ล้าน ไม่รู้คดีที่ จะโดนอีกกี่ล้าน ดูอาการแล้วก็น่าจะล้มละลายอยู่เหมือนกัน”

ตอนท้าย “ตู่” รำพันว่า “นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารางวัลของนักต่อสู้ มีคุกตะราง มีชีวิต และท้ายที่สุดก็ล้มละลาย สำคัญสุดคือว่าเมื่อคดีถึงที่สุดก็ต้องน้อมรับคำตัดสิน แม้ในคำพิพากษาระบุว่า ผมผิดเพราะเป็นประธาน นปช. แม้ขณะนั้นไม่ได้เป็น แต่เป็นนายวีระกานต์เป็นประธาน นปช.อยู่”

นปช.คงถึงกาลอวสาน เมื่อกรรมไล่ล่าแกนนำ นปช. ทั้่งสองปีก ด้วยบ่วงบาศคดีเก่าสมัยแดงทั้งแผ่นดิน

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์

13 กันยายน 2562 – 09:51 น.
ดับฝัน นักหิ้วพรีออเดอร์
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์ 

คนในสังคมทั่วไป หรือแม้แต่ในสังคมออนไลน์ ต่างรับรู้และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการ “รับหิ้ว” สินค้าแบรนด์เนม หรือพรีออเดอร์ต่างๆ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เพ่งเล็งไปที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(บางคน) ของแต่ละสายการบิน ไม่ว่าจะเป็น “สจ๊วต” หรือ “แอร์โฮสเตส” เนื่องจากต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งทำกันมานานจนกลายเป็น “ธุรกิจรับจ้างหิ้ว” ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ และยิ่งตอกย้ำความน่าจะเป็นจากข่าวฉาวที่ปรากฏว่าสจ๊วตกับแอร์การบินไทยลอบขนสินค้าหนีภาษี โดยกรณีล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา หลังจากแอร์สาวลักลอบขนสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศอิตาลี

การหิ้วที่ว่านี้มีทั้งแบบหิ้วมาขายเองและรับจ้างหิ้วไปส่งให้ร้านที่ขายแบรนด์เนม แต่ในช่วงหลังที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท จึงทำให้ธุรกิจหิ้วแบรนด์เนม หรือสินค้าพรีออเดอร์ขยายตัวมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้ามีโอกาสพบเห็นและสั่งซื้อ-สั่งจองสินค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ไลน์ ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะจ้างสจ๊วตหรือแอร์หิ้วสินค้าเข้ามา ก็เริ่มขยายวงไปจ้างกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะ ไกด์ซึ่งพาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ หรือจัดกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยว แต่คนในกรุ๊ปส่วนใหญ่ล้วนไปรับจ้างหิ้วของเข้ามานั่นเอง

แน่นอนเรื่องรายได้เป็นแรงจูงใจให้คนรับหิ้ว แต่คนในสังคมก็ตั้งข้อสังเกตว่าสจ๊วตกับแอร์ซึ่งเป็นอาชีพใฝ่ฝันของใครหลายคนทำไมถึงเสี่ยงทำ ทั้งที่บินไปต่างประเทศก็มีเบี้ยเลี้ยงนอกเหนือจากเงินเดือนประจำที่ได้รับทุกเดือน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากความต่างค่าเบี้ยเลี้ยงของลูกเรือระหว่างนักบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

สำหรับการบินไทยนั้นมีที่มาที่ไปของเบี้ยเลี้ยง(Per Diem)ลูกเรือระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยในอดีตผู้ถือหุ้นบริษัทการบินไทย คือบริษัทเดินอากาศไทย ถือหุ้น 70% และสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์(SAS) ถือหุ้น 30% ช่วง 5 ปี แรก SAS เป็น ผู้รับผิดชอบทั้งหมด รวมทั้งผลประกอบการ ถ้าขาดทุน SAS เป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีกำไรก็แบ่งตามสัดส่วน คือ 70 ต่อ 30 เพราะภาษีรายได้ของพนักงานในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนสูงมาก ข้อตกลงระหว่างสหภาพฯ และฝ่ายบริหาร SAS จึงกำหนดรายได้ประจำไว้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับสายการบินในทวีปยุโรป แต่ให้จ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงที่มีจำนวนสูงแทน เพราะไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากรายได้ดังกล่าวนั้นจ่ายในต่างประเทศ SAS จึงนำระบบนี้มาใช้กับการบินไทย แล้วก็ราบรื่นดี

ในอดีตลูกเรือทุกคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากันทั้งหมด ยกเว้นกัปตันจะได้เพิ่มอีก 10% ซึ่งจำนวนเงินเบี้ยเลี้ยงขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของแต่ละประเทศที่ทำการบิน และเวลาทำงาน ถ้าทำงานเกิน 12 ชั่วโมง จะได้เบี้ยเลี้ยง 100% ถ้าต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ก็จะได้ 50% ถ้าต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ก็จะได้ 25% การคิดค่าเบี้ยเลี้ยงจะนำเอาราคาอาหาร ณ โรงแรมที่ลูกเรือพักไปคำนวณ คืออาหาร 3 มื้อ บวก 20% สำหรับค่าบริการและภาษีเช่น เบี้ยเลี้ยงที่ประเทศญี่ปุ่น ในอดีต ช่วง 24 ชั่วโมง คือ 4,000 บาท ส่วนที่สิงคโปร์คือ 2,500 บาท เบี้ยเลี้ยงจะเริ่มต้นจากเวลาตามตารางการบินที่ออกจากกรุงเทพฯ และจบที่เวลากลับถึงกรุงเทพฯ เช่นออกเวลา 09.00 น. บินไปญี่ปุ่นแล้วกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้นเวลา 16.00 น. จะได้เบี้ยเลี้ยงหนึ่งวันครึ่ง คือ 6,000 บาท ส่วนบินไปสิงคโปร์ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 19.00 น. แล้วกลับถึงกรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น เวลา 09.00 น. จะได้เบี้ยเลี้ยงหนึ่งวัน คือ 2,500 บาท ซึ่งนับเป็นระบบที่ดี และการจัดตารางการบินก็จะเฉลี่ยเพื่อให้ทุกคนมีรายได้ทัดเทียมกัน แต่ระบบที่ดีเช่นนี้กลับถูกทำลายลง เพราะมีการ “ล่าเบี้ยเลี้ยง” จากสาเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงระบบเบี้ยเลี้ยงหลายครั้ง และยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างนักบินกับพนักงานต้อนรับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับปัญหานักหิ้ว กรมศุลกากร เตรียมมาตรการที่เข้มข้นขึ้น หรืออาจเรียกได้ว่า “ดับฝันนักหิ้ว” ด้วยการใช้เครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานกระเป๋าทุกใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต้นปี 2563 นี้ โดยจะทำงานร่วมกับสายการบินไทย เพื่อสกัดจับลูกเรือที่ลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนมหนีภาษี หลังจากพบว่าในรอบ 11 เดือน สามารถจับสินค้าเลี่ยงภาษีพุ่งสูงถึง 90 ล้านบาท

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร บอกว่า กรณีลูกเรือการบินไทยถูกจับหลังลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศอิตาลีเข้าประเทศไทยนั้น ทางศุลกากรได้ประสานกับทางสายการบินเพื่อสกัดจับลูกเรือที่รับหิ้วสินค้าเเละเลี่ยงภาษี เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังมีผลต่อภาพลักษณ์ของสายการบินด้วย ที่ผ่านมาได้มีการจับกุมลูกเรืออย่างต่อเนื่อง สินค้าที่นิยมหิ้วเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า นาฬิกา เข็มขัด น้ำหอม โดยที่ศูนย์ลูกเรือการบินไทย ทางกรมศุลกากรมีการอำนวยความสะดวก มีช่องทางการสำแดงสิ่งของ หรือ “ช่องแดง” และ “ช่องเขียว” ไว้อยู่เเล้ว หากนำสินค้าที่มีมูลค่าสูงกกว่า 20,000 บาท ก็ควรสำเเดงเพื่อเสียภาษีอากรปากระวาง

ชัยยุทธ คำคุณ

“กรมศุลกากร อยู่ระหว่างเตรียมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าคร่อมสายพานกระเป๋า จำนวน 23 เครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะใช้งานได้ช่วงต้นปี 2563 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสิ่งของต้องห้าม และตรวจจับสิ่งของผิดกฎหมายได้มากขึ้น” นายชัยยุทธ กล่าวย้ำ และว่า การจัดเก็บรายได้ ช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2562 กรมศุลกากรได้จับกุมสินค้าแบรนด์เนมที่เลี่ยงภาษีได้มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้าที่ ทั้งปีจับกุมมีมูลค่า 60 ล้านบาท ส่วนรายได้รวม ปีงบประมาณ 2562 (1 ต.ค.2561-3 ก.ย.2562) จัดเก็บรายได้ศุลกากร จำนวนกว่า 100,312 ล้านบาท

ทว่ามาตรการการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะพิธีการศุลกากรที่ปฏิบัติกับบรรดาลูกเรืออาจเป็นช่องโหว่ ให้ลูกเรือสายการบินต่างๆ อาศัยตรงนี้เสี่ยงดวงหิ้วของตามออเดอร์ เนื่องจากลูกเรือและทูตต่างประเทศเมื่อลงจากเครื่องจะผ่านช่องเอกสิทธิ์ทูตต่างประเทศและลูกเรือ (FOREIGN DIPLOMATS AND CREW) ซึ่งศุลกากรจะทำการสุ่มตรวจสำภาระ หรือไม่ตรวจเลย เว้นแต่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือมีข้อมูลการลักลอบกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกเรือคนไทยก็มีความไว้ใจปล่อยผ่าน หรือบางครั้งอาจจะทำเป็นปิดตาข้างเดียว เพราะเรื่องลูกเรือหรือผู้โดยสารรับหิ้วของไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มีมานานแล้ว อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะจริงจังและเข้มงวดแค่ไหน

ขณะที่ นายสุธีรัชต์ ศิริพลานนท์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด เผยว่า บริษัทมีนโยบายที่จะป้องปรามและปราบปรามพนักงานที่มีพฤติกรรมนำสินค้าผิดกฎหมายและนำสินค้าเกินจำนวนที่ศุลกากรกำหนดเข้าประเทศไทยและเลี่ยงการเสียภาษีให้หมดจากการบินไทย โดยบริษัทได้มีการติดตามดูพฤติกรรมของพนักงานที่น่าสงสัยและประสานงานกับศุลกากรอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยแจ้งเบาะแสให้ศุลกากรทราบเพื่อตรวจจับ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษพนักงานที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ตามระเบียบของบริษัท ซึ่งโทษสูงสุด ถึงขั้นไล่ออก นอกจากนี้จากกรณีดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการลงโทษทางวินัยกับพนักงานคนดังกล่าว และจะดำเนินนโยบายปราบปรามผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ให้หมดไปจากการบินไทย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างและเพื่อชื่อเสียงของบริษัทอีกด้วย

ต้องรอติดตามว่ามาตรการที่เข้มงวดจริงจังของกรมศุลฯ และการบินไทยจะแก้ปัญหาดับฝันนักหิ้วพรีออเดอร์ได้มากน้อยขนาดไหน..!!

แต่งตั้งผู้ขาดคุณสมบัติ… หน่วยงานมีอำนาจให้ออกจากราชการได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แต่งตั้งผู้ขาดคุณสมบัติ… หน่วยงานมีอำนาจให้ออกจากราชการได้

13 กันยายน 2562 – 08:51 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ข้าราชการ,ประพฤติตนเสื่อมเสีย,บกพร่อง
เปิดอ่าน 467 ครั้ง

คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 “ข้าราชการ” จะต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ประวัติความประพฤติของบุคคลจึงมีผลต่อการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความประพฤติในช่วงก่อนรับราชการ หรือในขณะที่รับราชการแล้วก็ตาม

หากพบว่า “ประพฤติตนเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี” จะถือว่าเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการได้ เช่น ข้าราชการตำรวจ ทั้งนี้หากหน่วยงานได้บรรจุแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้ารับราชการแล้ว ก็มีอำนาจออกคำสั่งให้ออกจากราชการได้ หรือในกรณีที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาคุณสมบัติเพื่อบรรจุแต่งตั้ง หน่วยงานก็มีอำนาจตัดสิทธิไม่บรรจุแต่งตั้งได้เช่นกัน

เรื่องน่ารู้…วันนี้ เป็นกรณีผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการตำรวจแล้ว แต่ต่อมามีการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ฟ้องคดีเคยต้องหาคดีอาญาฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โดยศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญา ผู้บัญชาการตำรวจภูธร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากถือเป็นผู้มี “ความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี” ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 2(2)

ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์แต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีมติยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนได้กระทำผิดมานานแล้วและไม่เคยกระทำผิดอีก ประกอบกับได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ให้สิทธิและโอกาสแก่ผู้เสพหรือติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้ารับราชการ โดยให้ถือว่าเป็นเพียงผู้ป่วยที่จะต้องได้รับสิทธิและโอกาสในการเข้ารับราชการเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ออกจากราชการ และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกอุทธรณ์

คดีนี้มีประเด็นพิจารณาว่า… ผู้ฟ้องคดีถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีหรือไม่ ? และมติคณะรัฐมนตรีมีผลผูกพันให้หน่วยงานต้องรับบุคคลซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้ารับราชการหรือไม่ ? นายปกครองมีคำตอบมาฝากครับ…

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า ข้าราชการตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนโดยตรง จึงต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี ปฏิบัติดีและอยู่ในศีลธรรม ไม่เป็นผู้ที่มีประวัติด่างพร้อย รวมทั้งต้องเป็นผู้ที่มีความเพียบพร้อมในเรื่องคุณสมบัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีประวัติต้องคำพิพากษาของศาลว่ามีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีพฤติการณ์และการกระทำที่เสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีจากเรื่องดังกล่าว จึงขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ

สำหรับมติคณะรัฐมนตรีที่พิพาทมิได้มีผลเป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเว้นหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ และเป็นเพียงแนวทางให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติในฐานะที่เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทราบถึงแนวทางที่ควรจะปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการภายในเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการจำกัดดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้ต้องวินิจฉัยว่าการเสพหรือติดยาเสพติดไม่ถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียทุกกรณี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงยังคงมีอำนาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจเป็นการเฉพาะรายให้ถูกต้องตรงตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ที่สอบแข่งขันได้และได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ยังสามารถสั่งให้ออกจากราชการได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครสอบแข่งขันฯ ดังนั้นคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 869/2561)

จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดว่าการกระทำเช่นใดถือเป็นการประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และมิได้กำหนดช่วงเวลาของการประพฤติดังกล่าวไว้ว่าเฉพาะขณะรับราชการแล้วเท่านั้น จึงเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ซึ่งกรณีนี้ผู้ที่มีประวัติเคยต้องคำพิพากษาของศาลว่ามีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์และการกระทำที่เสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี อันเป็นลักษณะต้องห้ามของการรับราชการตำรวจ หน่วยงานจึงมีอำนาจออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ แม้จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้วก็ตาม ส่วนมติคณะรัฐมนตรีเป็นแนวทางในการพิจารณา มิได้มีผลเป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเว้นหลักเกณฑ์ของกฎหมายแต่อย่างใด…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อกไหม้ไส้ขม ก๊วนลี้ภัย สิ้นหวัง ส.ส.ส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อกไหม้ไส้ขม ก๊วนลี้ภัย สิ้นหวัง ส.ส.ส้มหวาน

13 กันยายน 2562 – 08:24 น.
ชูธงทวนกระแส,พรรคอนาคตใหม่,จอม เพ็ชรประดับ,ผู้กองธรรมนัส,แจ๊ก กฤตนัย เทพสาย,สนธิ ลิ้มทองกุล
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

ช่วงเวลานี้รัฐบาลลุงตู่ 2 ไม่ต่างจากคนไทยในภาคอีสานที่เผชิญมรสุมลูกแล้วลูกเล่า แต่มรสุมที่ลุงตู่ต้องฝ่าข้ามไปคือ มรสุมการเมืองเรื่องถวายสัตย์ไม่ครบ และกรรมเก่าของ “ผู้กองธรรมนัส”

เฉพาะประเด็นของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรฯ ถูกกลุ่มผู้ต้องหาคดี 112 ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน นำมาขยายผลผ่านสื่อออนไลน์อย่างฉับไว เหมือนได้ทีขี่แพะไล่

อย่าง “จอม เพชรประดับ” กระบอกเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย หรือ “ก๊วนลี้ภัย 112” ไม่รอช้า สัมภาษณ์ข้ามทวีป “กฤตนัย เทพสาย” เครือข่ายภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย ที่ยกย่องนักข่าวออสซี่ผู้นำเสนอเรื่องราวของผู้กองธรรมนัส เมื่อ 26 ปีที่แล้ว

“แจ๊ก” กฤตนัย เทพสาย หลบหนีคดีหมิ่นสถาบันฯ ไปอยู่ออสเตรเลียหลายปีแล้ว โดยเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารและสถาบัน ในนามภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเครือข่ายของเอนก ซานฟราน หรือมนูญ ชัยชนะ

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ปี 2555 เอนก ซานฟราน นักธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวในซานฟรานซิสโก ผู้ต้องหาคดีผิดมาตรา 112 ได้จัดตั้งองค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนชื่อ ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับเพียงดิน รักไทย(เสน่ห์ ถิ่นแสน) และอาคม ซิดนีย์(องอาจ ธนกมลนันท์) ที่จัดรายการวิทยุออนไลน์โจมตีสถาบันฯ

ก๊วนลี้ภัยในต่างแดน เพียรพยายามปลุกระดมข้ามฟ้าผ่านช่องยูทูบ และเฟซบุ๊ก มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อไปอีก

ล่าสุด “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ระบายความรู้สึกทางเฟซบุ๊ก Junya Yimprasert ว่า “…นึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าประชาชนคนไทยไม่ใช้พลังของสองมือสองตีนตัวเอง เพื่อไล่เผด็จการ คนไทยจะมีอนาคตได้โดยการฝากไว้กับนักการเมืองที่เล่นกันอยู่ในสภาขณะนี้”

จับสัญญาณได้ว่า ก๊วนลี้ภัยอยากให้ประชาชนลงสู่ท้องถนน และเริ่มสิ้นหวังในตัว ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

“ถ้าไม่ใช้พลังประชาชนจะให้นักการเมืองมาเห็นคุณค่าประชาชน หรือหันมาเคารพประชาชนเป็นไปไม่ได้จริงๆ การเคารพจำต้องได้มาด้วยการทำให้คนเคารพและการทำให้คนเคารพได้ ไม่มีทางได้มาด้วยการกราบกรานร้องขอหรือเอาความหวัง ไปฝากไว้กับเทวดา…คนแล้วคนเล่า”

สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์

ด้าน “จอม เพชรประดับ” ทำตัวเป็น “จอมเสี้ยม” ทันทีที่เห็น “สนธิ ลิ้มทองกุล” ได้รับอิสรภาพ โดยยืมปาก “ไทกร พลสุวรรณ” อดีตแกนนำอีสานกู้ชาติ ที่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ มาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย

ไทกรมองว่า หลุมพรางฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมคือต้องการยุบพรรคอนาคตใหม่ และให้ประชาชนลงท้องถนน เพื่อเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้อยู่ในอำนาจต่อไปได้อีก ซึ่งพรรคการเมืองและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่ควรจะไปตกหลุมพราง หรือเหตุแห่งการยุบสภา เกิดในสภาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่จะดีกว่า

จอมตั้งคำถามว่า สนธิออกจากเรือนจำ พร้อมกับภารกิจจัดการกับพรรคอนาคตใหม่หรือไม่? ไทกรตอบว่า ไม่ทราบได้ แต่บริบทการเมืองขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะเดียวกัน มวลชนพันธมิตรฯ และกปปส. ได้รับบทเรียนจากการชุมนุมที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเชื่อว่า ต่อให้ใช้ความสามารถในการพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล แค่ไหน ก็ไม่เชื่อว่าจะจุดมวลชนให้จัดการกับธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ได้สำเร็จเหมือนที่เคยทำกับทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา

การตั้งคำถามของจอม ยังจ่อมจมอยู่กับกรอบคิดเดิมๆ ของพวกซ้ายไทยหลงยุค เรื่องการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษนิยม และยังเชื่อว่า มวลชนเสื้อเหลืองเป็นพลังของฝ่ายอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการทำงานการเมืองนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งแรก ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ตอนหนึ่งว่า “ผมคิดว่าผมให้ความรู้คนมากกว่า การออกถนน ผมคงไม่ออก แล้วผมคิดว่ามันหมดยุคของการออกถนนแล้ว มันหมดยุคจริงๆ องค์ความรู้สำคัญมาก ผมให้องค์ความรู้คนมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ปี 2548”

เกมเสี้ยมของจอม เพชรประดับ จบสิ้นไปกับคำแถลงของสนธิ และดูเหมือนไทกร พลสุวรรณ ผู้มีประสบการณ์จุดไฟม็อบมาหลายม็อบ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงสู่ท้องถนน เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย

13 กันยายน 2562 – 07:49 น.
ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย,ข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ
เปิดอ่าน 1,248 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562

ใครเคยสงสัยกันบ้างไหม..เมื่อครั้งเราเเป็นนักเรียนตัวน้อยๆ เมื่อถูกคุณครูถามว่าพวกเธอโตขึ้นอยากเป็นอะไร ทุกคนจะยกมือตอบกันอย่างมั่นใจว่า ผมอยากเป็นทหารครับ อยากเป็นตำรวจ หนูอยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล อยากเป็นครู และเป็นอะไรไปต่างๆ นานา หรือถ้าเด็กคนไหนจินตการสูงส่งก็อาจจะตอบคุณครูและเพื่อนๆ ได้ฮาตรึมลั่นห้องว่า ผมอยากเป็นยอดมนุษย์ในภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เมื่อรวบรวมความใฝ่ฝันของเด็กวันเดียงสาพอสรุปได้ว่า พวกเขาอยากเป็น “ข้าราชการ”

ครั้นเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี ถึงวันที่เด็กเหล่านั้นเติบใหญ่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ความคิดจากที่อยากเป็นข้าราชการกลับเปลี่ยนไป บางคนถึงกลับส่ายหัวโบกมือลาถอยห่างจากความปรารถนาอันแรงกล้าเมื่อครั้งเยาว์วัยอย่างสิ้นเชิง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนถึงกับร้องยี้เมื่อพูดถึง…เกิดอะไรขึ้นเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าอะไรที่เป็นตัวกัดกินความฝันในวัยเด็กจนทำให้ความฝันในการเป็นข้าราชของน้องๆ หนูๆ มลายไปอย่างสิ้นเชิง..

ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องโลกแตกที่จะหาคำตอบอะไรไม่ได้ เพราะต้นตอของปัญหาใหญของ “ข้าราชการ” อาจเกิดจาก “ระบบ” และตัว “ข้าราชการบางคน” ส่วนตัวมองว่าระบบข้าราชการไทยเหมือนกับพนักงานทั่วไปที่ทำงานให้บริษัท แต่ “บริษัท” ของข้าราชการมันคือประเทศไทย ดังนั้นภายใต้การบริหารงานที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้าต้องมีปัจจัยหลายอย่าง และข้าราชการถือเป็นฟังเฟืองสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นถ้าวันใดฟันเฟืองดังกล่าวเกิดสนิมเกาะกินจนผุกร่อน ประเทศชาติจะก้าวหน้าได้อย่างไร

ทั้งนี้ส่วนนึงของต้นตอปัญหาอาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของข้าราชการไทยยังยึดติดกับระบบ “อุปถัมภ์” ที่เต็มไปด้วยเส้นสายโยงใยไปหมด ผู้ได้รับตำแหน่งระดับบริหารส่วนมากได้มาเพราะการวิ่งเต้นและเพื่อให้สมหวังในตำแหน่งสูงสุดข้าราชบางคนทำตัวเป็นลูกน้องฝ่ายการเมืองจนหลงลืมนึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ประกอบกับค่านิยมแบบพวกพ้องและเครือญาติทำให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ อีกทั้งสังคมในปัจจุบันนับถือความร่ำรวย ย่อมเป็นแรงจูงใจในการแสวงหาเงินทอง นอกจากนี้ข้าราชการไทยยังประสบปัญหาความไม่โปร่งใสในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยรูปแบบของการโกงกินมีทั้งขนาดเล็กย่อยไปจนถึงโครงการระดับบิ๊กเบิ้มไล่ตั้งแต่เรียกรับสินบน รีดไถประชาชน กินหัวคิว เรียกนายหน้า หรือการตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ด้วยการอนุมัติโครงการระดับอภิมหาโปรเจกท์ต่างๆ รวมไปถึงผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในระบบข้าราชการไทยแต่ส่วนตัวก็ยังหวังข้าราชการน้ำดีที่มีอยู่เป็นล้านๆ ชีวิต ในประเทศไทยจะไม่ท้อแท้สิ้นหวังไปกับความดำมืดเหล่านี้ แม้ทำดีแล้วคนไม่เห็นแต่ตนเองก็รับรู้และภูมิใจในสิ่งที่กระทำเพื่อแผ่นดิน  ถึงวันนี้ข้าราชการไทยต้องไม่ยอมตกเป็นทาสของคนพาล หรือยอมก้มหัวให้แก่ระบบเลวร้ายบางอย่างที่ก่อสร้างรูปแบบความคิดผิดๆ จนส่งผลเสียหายแก่ตนเองและให้ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง…ถึงเวลาลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนด้วยการขับไล่พวกปลาเน่าที่อาศัยเครื่องแบบข้าราชการไทยอันทรงเกียรติหากินด้วยความหิวโหยให้หมดไปสักที..

สามเกลอหัวส้ม ปลุกเดินถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามเกลอหัวส้ม ปลุกเดินถนน

12 กันยายน 2562 – 12:40 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ พรรณิการ์,ปิยบุตร แสงกนกกุล,วงในวงนอก,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สามเกลอหัวส้ม
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

ถนนทางการเมืองกำหนดให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินเข้าสู่ทางแคบอย่างไม่มีทางเลือก จากกรณีองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญนำกรณีปมถือครองหุ้นสื่อเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เข้าสู่กระบวนการอภิปรายเมื่อวานนี้

จากนั้นนับเวลาถอยหลังรอการไต่สวนนัดวินิจฉัยคดี ซึ่งไม่น่าจะเกินปลายเดือนตุลาคม คำตอบจะออกมา “หัวหรือก้อย”

หากผลวินิจฉัยเป็นไปในทางบวก สามารถใส่สูทเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มขั้น

แต่ถ้าผลออกมาทางลบ วินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติ ส.ส. “ธนาธร” ต้องป็นผู้แทนนอกสภาต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งรอบใหม่โน่น

กระนั้นอย่าลืมว่า แม้การวินิจฉัยคดีปมถือครองหุ้นสื่อจบลง แต่คดีอื่นๆ ยังไม่จบ สิริรวม 16 คดี รอการวินิจฉัย

1 ใน 16 คดี มีระดับความรุนแรง สั่นสะเทือนถึงขั้นลุ้นยุบพรรค ตรงนี้ จึงต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือต่อสถานการณ์ภายภาคหน้า

ทำให้ช่วงนี้ หัวหน้าพรรคและแกนนำระดับ “เรียกแขก” จึงมีกิจกรรมเคลื่อนไหวหนักมาก

การเคลื่อนไหวถูกส่งผ่านกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับปลุกเร้าด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนราวกับประเคนหมัดฮุก หมัดตรง แย็บซ้ายแย็บขวา เข้าใส่รัฐบาล “บิ๊กตู่”

  ลุกลามไปถึงการสร้างความเกลียดชังแบ่งแยก !

เมื่อเร็วๆ นี้ “ธนาธร” ลงพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.มหาสารคาม ทำทีตะลุยน้ำให้ขากางเกงเปียกปอน

สักพักหนึ่งก็ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกขวัญพี่น้องประชาชน ด้วยการเปรียบเปรย “น่าจะเอางบลงทุนรถไฟฟ้าหลายหมื่นล้านมาหารเฉลี่ยแจกจ่าย 9 จังหวัดในภาคอีสาน” พร้อมกับขุดเรื่องกลุ่มทหารเข้ามายึดอำนาจใส่ขมองชาวบ้าน

วาทกรรมดังกล่าวถูกผลิตซ้ำบนเวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. ร่วมด้วยช่วยกันขย้ำ “แก้รัฐธรรมนูญเพื่อปากท้องประชาชน”

เช่นเดียวกับ โฆษกสาวคู่ใจ อย่าง “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ที่ไปร่วมเสวนากับเครือข่ายมวลชน นักการเมืองที่มีความเห็นตรงกันให้แก้รัฐธรรมนูญ จริงอยู่แม้เป็นสิทธิในการแสดงความเห็น แต่กับการชี้ชวนให้คนออกมาเดินถนน ด้วยการอ้างนานาประเทศเขาก็เดินถนนกันทั้งนั้น และไม่ตาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ด้วย

ฟังความแบบนี้มันก็ดูแปลกๆ นะครับ เพราะไม่ใช่การแสดงความเห็นธรรมดาแต่ออกมาในทำนองปลุกระดมมากกว่า

การชี้ชวนของขบวนการ “สามเกลอหัวส้ม” ต้องทำให้คนในรัฐบาลต้องออกมาแนะนำตักเตือน

“ผมไม่ขัดขวางอยู่แล้ว ดังนั้นการจะออกมาเดินสายแก้รัฐธรรมนูญ ผมว่ามันไม่ใช่ อย่าลืมว่าการรณรงค์การรวมตัวเดินอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันต้องมีกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลจะไปห้าม แต่ไม่ต้องการให้มันบานปลาย เดี๋ยวมันก็บานปลายไปอีกนั่นแหละ เคยหยุดกันได้ที่ไหน คนที่ปลุกระดมออกมา ไม่เคยหยุดได้ ก็มีปัญหามากันทุกรัฐบาล” คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

เพราะในขณะที่สภากำลังทำหน้าที่ ดังเห็นได้จาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อยื่นรองประธานสภาให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กอปรกับพรรคร่วมรัฐบาลขยับประเด็นนี้แล้วเช่นกัน ซึ่งก็ควรว่ากันไปตามกระบวนการสภากันก่อนจะดีกว่ามั้ย

แต่อาการปลุกระดม และไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ลุกลามไปถึงการสร้างวาทกรรมแบ่งแยก ทั้งที่เคยประกาศเราเล่นการเมืองแบบใหม่ สร้างสรรค์ ไม่โต้ตอบ ตามที่เคยกล่าวจะเป็นอนาคตใหม่ของประเทศล้วนแต่ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยกล่าวอีกแล้ว

         ประเมินได้ว่า การที่ “สามเกลอหัวส้ม” กำลังบรรเลงอาวุธหนักในช่วงนี้ คงไม่ใช่แค่ความตั้งใจรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวดอก นอกจากปลุกขวัญสร้างแนวร่วมเพื่อค้ำจุนตัวเองในสถานการณ์คับขันอันใกล้นี้มากกว่า

เตรียมให้พร้อมหลังน้ำลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388050?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมให้พร้อมหลังน้ำลด

12 กันยายน 2562 – 12:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เตรียมให้พร้อมหลังน้ำลด,บอร์ดการบินไทย,รับมือหลังน้ำลด
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีข่าวดีมาบอกว่าสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายไปทางที่ดีแล้วถ้าฝนไม่ตกซ้ำทุกอย่างก็จะเริ่มเข้าสู่สภาพปกติ

จึงขอแจ้งเตือนมาว่าหลังจากนี้ไปแล้วต้องเตรียมตัวให้พร้อมหลังน้ำลดลงแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ชีวิตเข้าสู่ปกติโดยเร็ว

วันก่อนได้อ่านข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขพร้อมมอบสิ่งจำเป็นในชีวิตเพื่อรับมือหลังน้ำลด เช่น ยารักษาโรค อาหารและน้ำดื่ม ซึ่งขอชมเชยว่ามีความพร้อมดีจริงๆ ในการเข้าช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ

อยากให้การช่วยเหลือมีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวพร้อมมองไปถึงอนาคตว่าทำอย่างไรประชาชนจึงจะรับมือกับน้ำท่วมได้

บางแห่งเจอภัยแล้งอยู่ดีๆ วันต่อมาเจอน้ำท่วมอีกแล้วสลับกันอยู่เรื่อยไป นี่แหละประเทศไทย
อ๊อด เทอร์โบ


มาอย่างไร-ไปอย่างนั้น
บอร์ดการบินไทย

ผมเป็นผู้โดยสารการบินไทยอยู่เป็นประจำแต่จะมีสายการบินอื่นประเภทต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอร์สแอร์ไลน์ แต่ก็ยังเลือกใช้บริการการบินไทยแม้ว่าระยะหลังราคาจะแพงแต่ถ้าเราวางแผนเดินทางให้ดีแล้วจะประหยัดได้มาก

มาวันก่อน รมช.คมนาคม ‘ถาวร เสนเนียม’ ออกมาบอกว่าขอให้บอร์ดการบินไทยและผู้บริหารต่างประเมินผลงานตัวเองว่าทำงานได้ดีเพียงไร เมื่อไหร่จะพ้นสภาพขาดทุน เพราะในธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงมาก จะหยุดนิ่งเฉยไม่ได้

ผมอยากจะบอกว่าการบินไทยเหมือนเหมืองทอง-เหมืองเพชรที่นักการเมืองต่างอยากเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องต่างใช้ระบบเส้นสายต่างๆ

เริ่มต้นตั้งแต่การซื้อเครื่องบินราคาแพงหรือไม่เหมาะสมกับเส้นทาง จะเห็นได้ว่าสายการบินอื่นมีแต่เพิ่มเส้นทางแต่การบินไทยลดลงไปเรื่อยๆ

ผมเป็นเพียงผู้โดยสารธรรมดาๆ ไม่อยากให้การบินไทยล้มละลายจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาว่าจะต้องมีการยกเครื่องหรือปรับรูปให้การบินไทยผงาดฟ้าพ้นจากระบบเส้นสายเสียที
โสภณ (คนรักบินไทย)

 เรียนคุณ ‘โสภณ’ คนรักบินไทย
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณที่มองการบินไทยด้วยความปรารถนาดีและจริงใจที่จะทำให้สายการบินแห่งชาติของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกวาระหนึ่งเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตกาล

เรื่องการเปลี่ยนบอร์ดการบินไทยหรือผู้บริหารนี้ ส่วนมากมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้นอยู่แล้ว บางคนก็เป็นโดยตำแหน่งหรือบางคนก็ใช้ระบบเส้นดังเป็นที่ครหากันอยู่

สิ่งหนึ่งที่การบินไทยต้องปรับปรุงเสมอๆ นั่นคือการบริการผู้โดยสารให้เกิดความประทับใจและอยากมาใช้บริการอีก

ผมเห็นว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องใช้วัยคนหนุ่มสาวและมีจิตใจดีอย่าให้มีเรื่องอื้อฉาวขนส่งแบรนด์เนมข้ามประเทศขึ้นมาอีก

ที่ผ่านมาการบินไทยมีแต่เรื่องปวดหัว รับไม่ได้จริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ยุงพาหะนำโรค
ต้องป้องกันดีกว่าแก้

ขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องยุงลายพาหะนำโรคจาก ศ.ดร.นพ.เผด็จ สิริยะเสถียร หน่วยวิจัยชีววิทยาของแมลงพาหะ และโรคติดต่อที่นำโดยแมลง/ หัวหน้าฝ่ายปรสิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ยุงที่เป็นพาหะนำโรคแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มแรก ยุงลาย พฤติกรรมมันชอบกินเลือดคน มันก็จะนำโรคระหว่างคนไข้สู่คนใกล้ชิด เช่น เมื่อมีคนไข้เป็นไข้เลือดออก คนไข้ก็จะได้รับเชื้อไวรัส เมื่อยุงลายไปกัดคนไข้เชื้อไวรัสก็จะบ่มเพาะในยุงลาย ยุงลายก็จะไปกัดคนต่อไปในบ้านหรือละแวกบ้านเดียวกัน

กลุ่มที่ 2 ยุงรำคาญ ชอบกินเลือดสัตว์ เช่นโรคไข้สมองอักเสบ ปกติไวรัสก็จะไปเพิ่มจำนวนในหมู ถ้ายุงรำคาญไปกินเลือดหมูก็จะได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ พอเวลาคนเดินเข้าในบริเวณที่ยุงนั้นอยู่มันก็จะไปกัดคน ก็จะนำโรคจากสัตว์มาสู่คน

กลุ่มที่ 3 ยุงก้นปล่อง จะเป็นยุงที่จะนำโรคมาลาเรียเป็นหลัก ในช่วงหน้าฝนก็จะมีเรื่องของโรคไข้เลือดออก ก็จะเป็นเชื้อไวรัส พวกนี้จะมีลักษณะไข้สูงลอยอาจะมีอาการแทรกซ้อนตามมา คนไข้อาจจะเสียชีวิตได้

การป้องกันยุง ก็คือป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้ชิดเรา เช่น การใช้มุ้งกางเพื่อกันยุง หรือการใช้สารเคมีบางอย่างสำหรับทาผิวหนัง ซึ่งจะทากันได้ 6-8 ชั่วโมง เวลาทาจำเป็นต้องทาให้ทั่วผิวหนังที่เราไม่ต้องการให้ยุงกัด ปัจจุบันมีชนิดแบบฉีดพ่น ก็ต้องพ่นลงบนผิวหนังแล้วละเลงให้ทั่วผิวหนังถึงจะป้องกันยุงได้ หรือเราอาจจะใช้สารไล่กันยุง เช่นการจุดยากันยุงก็จะช่วยไล่และฆ่ายุงได้

จึงขอแจ้งมาเพื่อให้มีความรู้เรื่องยุงและระมัดระวังตัวเองไว้ด้วย

รสก.หรือรัฐอิสระ กฟผ.ดอดส่งข้อมูล ให้ฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รสก.หรือรัฐอิสระ กฟผ.ดอดส่งข้อมูล ให้ฝ่ายค้าน

12 กันยายน 2562 – 11:00 น.
รักแผ่นดิน,กฟผ,พรรคอนาคตใหม่,นโยบายพลังงาน
เปิดอ่าน 256 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย…  ฅนไท   หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ชี้แจงข้อมูลแก้ต่างคอลัมน์ ”รักแผ่นดิน” ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่าด้วยความไม่พร้อมของ กฟผ.ในการจะนำเข้า ก๊าซ LNG 1.5 ล้านตัน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เพิ่งทบทวนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

คำชี้แจงที่บอกว่า กฟผ.ไม่ได้ดิ้นรนในการนำเข้าก๊าซดังกล่าว แต่ทำตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อปี 2560 แต่ขอโทษเถอะ ถ้า กฟผ.ไม่ชงเรื่องความต้องการของตัวเอง กพช.จะออกมติมาได้อย่างไร แค่นี้ก็ชัดอยู่แล้วว่าดิ้นรนหรือไม่

ยังดีที่คำชี้แจง ยังยอมรับความไม่พร้อมของตัวเอง ที่ยังไม่สามารถสร้างท่าเทียบเรือ ท่อขนส่ง และถังบรรจุก๊าซลอยน้ำได้ และยอมรับว่า ยังต้องใช้งานของ ปตท.

แต่สงสัยข้อชี้แจงของรองผู้ว่าการ กฟผ.ที่บอกว่า โครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ขอดูผลการศึกษาที่ได้รับอนุมัติ และหนังสืออนุมัติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมดูหน่อย เพราะพูดกันหนาหูว่ายัง “ไม่ผ่าน”

ทีนี้ ที่บอกว่าไม่ดิ้นรน แต่หลังจากที่ กบง.สั่งทบทวนโครงการนี้ ปฏิกิริยา “ไม่ยอมรับ” จากทั้งผู้ว่าการ และสหภาพแรงงาน ไปกดดันทั้งนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ไม่เห็นทำตาม “นโยบาย” อย่างที่ว่า หรือทำตัวเป็นรัฐอิสระ หากไม่ถูกใจก็เคลื่อนไหว หาใช่พฤติกรรมรัฐวิสาหกิจที่ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ มีข่าวไม่พอใจ ที่สัดส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลง เพราะภาคเอกชนแข่งผลิตกระแสไฟฟ้า ก็มีการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อชี้ให้สัดส่วนภาครัฐมากกว่าเอกชน และมีข่าวว่า “คนใน” ทำข้อมูลหลุดไปฝ่ายค้านแบบจงใจ ผ่านคนของพรรคอนาคตใหม่

ที่น่าตกใจ มีข่าวว่าข้อมูลอีก 2-3 เรื่อง ได้ถูกส่งไปยังพรรคฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว รอวันฝ่ายค้านจะนำข้อมูลนี้ไปถล่มรัฐบาลหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบเบาะแสแบบนี้แล้วจะทำอย่างไรกับรัฐวิสาหกิจแบบนี้ที่จะไม่ให้เป็นรัฐอิสระดี?

ศึกล้างตา ‘สะสมทรัพย์’ เอาคืน ‘เจี๊ยบ นครปฐม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกล้างตา ‘สะสมทรัพย์’ เอาคืน ‘เจี๊ยบ นครปฐม’

12 กันยายน 2562 – 09:55 น.
เขต 5 นครปฐม,ตระกูลสะสมทรัพย์,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,พตทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,ไชยา สะสมทรัพย์,เผดิมชัย สะสมทรัพย์
เปิดอ่าน 3,216 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 ก.ย.62

***************************

การเมืองคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจะมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 2 จังหวัดคือ นครปฐม และกำแพงเพชร โดย จุมพิตา จันทรขจร ส.ส.เขต 5 นครปฐม ได้ยื่นใบลาออก เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ส่วน “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะเป็น 1 ใน 12 แกนนำ นปช. คดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยศาลฎีกา สั่งจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา แม้วันนี้ ไวพจน์จะอ้างเรื่องยังไม่เห็นหมายศาล และไม่ได้ไปรับฟังคำสั่งศาลก็ตามที

จุมพิตา จันทรขจร

“สะสมทรัพย์” ขอล้างตา!

การเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 24 มีนาคม 2562 เป็นความปราชัยย่อยยับของ “สะสมทรัพย์” บ้านใหญ่นครปฐม ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อ พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” ลูกชายไชยา สะสมทรัพย์ ได้ชัยชนะที่เขต 2 เพียงหนึ่งเดียว

อดีต ส.ส.ค่ายใหญ่ร่วงหมด ไม่ว่า ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร เขต 3, อนุชา สะสมทรัพย์ เขต 4 และเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เขต 5

นัยว่า คนเสื้อแดงยังแรง บวกกับกระแสฟ้ารักพ่อ ทำให้บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ สั่งถอยใน 3 วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร

เผดิมชัย สะสมทรัพย์

เฉพาะเขต 5 “จุมพิตา” พรรคอนาคตใหม่ เอาชนะ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ไปได้ คนสามพรานยังโจษขานไม่จบว่า เสี่ยเตี้ยแพ้ได้ยังไง ? โดยจุมพิตาได้ 3.4 หมื่นคะแนน และเสี่ยเตี้ย ได้ 1.3 หมื่นคะแนน

เผดิมชัย ลงพื้นที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนกันยายนนี้ เผดิมชัยได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน ต.ยายชา อ.สามพราน จ.นครปฐม ที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ โดยประสานงานเร่งด่วนไปยัง “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สมกับยี่ห้อ ผมเผดิมชัยคนเดิม เพิ่มเติมคือห่วงใย”

มาแบบนี้ รับประกันเลือกตั้งซ่อม “สะสมทรัพย์” สู้ตายไว้ลายบ้านใหญ่นครปฐมแน่นอน

ป๋วย” คนเดือนตุลา

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม ต้องยกเครดิตให้ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเจ้าของปั๊มน้ำพีที สวนตะไคร้ นครปฐม

เจี๊ยบ นครปฐม

“อมรัตน์” หรือที่รู้จักกันในกลุ่มคนเสื้อแดงคือ “เจี๊ยบ นครปฐม” ครอบครัวของเธอนั้น รู้จักกับตระกูล “สะสมทรัพย์” เป็นอย่างดี เนื่องจากบิดา “กำนันหัวโต” ก็เคยสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร

“เจี๊ยบ นครปฐม” จะเป็นคนสำคัญในการตัดสินว่า จะเลือกใครลงสมัคร ส.ส.เขต 5 นครปฐม แทน “จุมพิตา” ที่ลาออกไปในวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายนนี้

เบื้องต้น มีกระแสข่าวว่า ป๋วย” ไพรัฎฐโชติ จันทรขจร สามีของจุมพิตา จะเป็นตัวแทนในการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่เขต 5 ซึ่ง “ป๋วย” เป็นคนเดือนตุลา และเป็นเจ้าของบริษัท แด๊ด ซีเคียวริตี้ส์ ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ด้านหนึ่ง “ป๋วย” เป็นน้องชาย “โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร คนเดือนตุลา ที่เคยทำงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย และพรรคในเครือข่ายชินวัตร

พี่น้องตระกูลจันทรขจร ไม่ใช่มือใหม่ทางการเมือง สุดแท้แต่ “ธนาธร” จะคิดอ่านยังไง ต้องรอดู

ชากังราวสะเทือน

วันนี้ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ยังประชุม ส.ส.ตามปกติ และได้บอกนักข่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ซึ่งศาลได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ไวพจน์ และแกนนำ นปช.อีก 2 คน มาฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ศาลได้อ่านคำพิพากษาไปแล้ว ยังเหลือแค่เรียกตัวไวพจน์มาฟังคำสั่งเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมอย่างแน่นอน

ย้อนไปดูสนามเลือกตั้งเขต 2 กำแพงเพชร นพ.ปรีชา มุสิกุล” แชมป์เก่าสมัยที่แล้ว ค่าย ปชป. ไม่ลง ส.ส.เขต หลบไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ โดยส่งลูกชาย “สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามชนกับไวพจน์ ค่ายพลังประชารัฐ

เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลูกชายไวพจน์ จะลงสมัคร ส.ส. แทนพ่อ

ผลปรากฏว่า ไวพจน์ชนะขาด แม้จะถูกโจมตีเรื่องย้ายพรรค และคนเสื้อแดงในพื้นที่ก่อหวอดแอนตี้

ถ้ามีเลือกตั้งซ่อม คงต้องถาม “วราเทพ รัตนากร” ว่าจะเอายังไง ? และต้องเคลียร์พรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ เพราะแข่งกันเอง อาจพลาดท่าให้พรรคเพื่อไทย

เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ขาดไปหนึ่งหรือสองเสียง ก็เหนื่อยรากเลือด

แก้โจทย์สิ่งแวดล้อมในมือ วราวุธ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้โจทย์สิ่งแวดล้อมในมือ วราวุธ

12 กันยายน 2562 – 09:25 น.
บรรหาร ศิลปอาชา,วราวุธ ศิลปอาชา,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคชาติไทยพัฒนา,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 396 ครั้ง

แก้โจทย์สิ่งแวดล้อมในมือ วราวุธ  โดย…  ปิยะภรณ์ วงศ์เรือง

ลูกชายของ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นหนึ่งในครม.ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้รับความไว้วางใจให้กุมบังเหียนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“วราวุธ ศิลปอาชา” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะเจ้ากระทรวงดังกล่าว ระบุว่า “พรรคชาติไทยพัฒนาทำงานด้านเกษตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ในวิถีทางการเมืองไม่ใช่ว่าเรามีอะไรอย่างนี้ แล้วขอไปแบบนี้ แล้วจะได้แบบนี้ เมื่อนายกฯ ให้มาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม มันเป็นความท้าทายใหม่และตั้งใจที่จะขับเคลื่อนกระทรวงให้เป็นหนึ่งในหัวใจการทำงานของรัฐบาล

โดยเฉพาะงานด้านทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน และน้ำ ที่ถูกขับเคลื่อนตั้งแต่หลังรัฐประหาร ผ่านแผนงานต่างๆ การถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของงานปฏิรูปประเทศและอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติที่กลายมาเป็นนโยบายหลัก 1 ใน 12 ข้อของรัฐบาล ความท้าทายอยู่ที่การผสมผสานนโยบายส่วนตัวและของพรรคเข้ากับกรอบนโยบายแห่งรัฐดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ได้วางไว้”

  วราวุธ ระบุว่า “เรื่องคะแนนเสียงก็คงมีได้บ้างเสียบ้าง (จากการทำงาน) แต่ผมคิดว่าถ้าเราเก็บทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานของเราได้ก็อาจเสียคะแนนเสียงเพราะเราทำงานด้านนี้ ต้องเข้าใจว่าเราทำงานให้คนรุ่นต่อๆ ไป ไม่ใช่ว่าเหลือพะยูนให้เขาไปดูจากภาพถ่ายหรือรูปปั้น”

   “นายกฯ ให้ความสำคัญกับประชาชนจึงตั้งเป้าไว้ว่าเราจะช่วยประชาชนแก้ปัญหา การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ ความขัดแย้งที่ดินไม่ใช่ว่าเอาคนออกมาเพื่อให้ได้ป่าคืน แล้วทิ้งประชาชนให้จมอยู่กับปัญหาไร้ที่ดินทำกิน แต่เราจะช่วยดูแลจัดหาที่ดินใหม่ให้”

วราวุธ มองว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวของทุกคน และเครื่องมือในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดคือจิตสำนึกร่วมของประชาชน ถ้าคนไทย 70 ล้านคนมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมหมด ตนมองว่ากระทรวงนี้ไม่จำเป็นต้องมีเลยด้วยซ้ำ

“โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องมีการประมวลนโยบายที่ผมมีกับสิ่งที่กำหนดเข้าไว้ด้วยกันให้ได้
ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่วางเป้าหมายของประเทศเอาไว้ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศไทยไม่เคยมีการวางเป้าหมายของประเทศและยุทธศาสตร์เอาไว้เลย ซึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติจะแบ่งออกเป็นระยะ ระยะละ 5 ปี ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีความแตกต่างจากการดำเนินงานที่ต้องทำตามแผนของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่อย่างใด

เรามีกรอบ แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ วิธีปฏิบัติก็ขึ้นอยู่กับกระทรวง มันเป็น Framework ซึ่งผมก็ไม่ได้เห็นว่าเสียหายเหมือนเราขับรถจะไปไหนก็ต้องมีจุดหมายเหมือนกัน” วราวุธ กล่าวและว่า โจทย์ที่ท้าทายของงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำหรับเขาคือทำอย่างไรให้คน ป่า และสัตว์ป่าอยู่ได้อย่างสันติสุข โดยเขามองว่าทั้ง 3 ส่วนนี้สัมพันธ์กันและต้องแก้ไขให้ไปด้วยกัน

“สิ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหาคือต้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าวก่อน แล้วเอาแต่ละปัญหามาดูกัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ทำให้ถูกใจ ซึ่งอาจจะเร็วกว่า”

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองและปัญหาขยะนั้น วราวุธมองว่ามีความเชื่อมโยงกับบริบถโลกอย่างแยกไม่ได้ และเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของกระทรวงนี้ที่ต้องจัดการต่อไป สิ่งแวดล้อมมันไม่ได้ถูกแบ่งโดยเส้นเขตแดน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น Global issue ด้วยในหลายๆ เรื่องที่ทำให้เราต้องตระหนักด้วย

“ไฟป่าอเมซอนในเวลานี้ การปลูกป่าของเราอาจมีส่วนทดแทนออกซิเจนที่ขาดหายไปเป็นต้น งานด้านสิ่งแวดล้อมบางทีจึงไม่ใช่แค่วาระของกระทรวงหรือของชาติแล้ว แต่เป็น Global issues ด้วยที่จะต้องมอง” วราวุธ ระบุ

p29