ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385309?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

27 สิงหาคม 2562 – 08:00 น.
กระดานความคิด,ฮ่องกง
เปิดอ่าน 3,769 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ถามกันว่า ฮ่องกงที่กำลังมีการประท้วงกันมาหลายเดือนนั้นจะลงเอยอย่างไร จีนจะปราบปรามแบบ “เทียนอันเหมิน” ไหม ฮ่องกงจะแยกตัวออกจากจีนไหม บางคำถามผมตอบได้ บางคำถามตอบไม่ได้ ที่ตอบได้แน่ๆ คือ ฮ่องกงเป็นรอยแผลใหญ่รอยแรกที่จักรวรรดิบริเตน หรืออังกฤษ กรีดลงบนหัวใจคนจีนผู้รักชาติและภูมิใจในอารยธรรมอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่

ฮ่องกงนั้นประกอบด้วยสามเขตย่อย คือ เกาะฮ่องกง คาบสมุทรเกาลูน และอาณาบริเวณใหม่ หรือ New Territory ที่อยู่เหนือเกาลูนลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่

เกาะฮ่องกงเสียให้แก่อังกฤษปี 1842 ตรงกับรัชกาลที่ 4 อังกฤษลักลอบส่งฝิ่น ยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้ามาขายในจีน ผิดกฎหมายของจีนอย่างโจ่งแจ้ง อังกฤษซึ่งสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเคารพหลักนิติธรรมเอาเข้าจริง ต้องการแต่เงิน ไร้ยางอาย มองไม่เห็นคนจีนที่เสพฝิ่นติดฝิ่นเป็นเพื่อนมนุษย์ และฝรั่งอีกชาติหนึ่ง คืออเมริกา ดินแดนเสรีประชาธิปไตย ก็ส่งฝิ่นจากตุรกีเข้ามาขายในจีนเป็นล่ำเป็นสันเช่นกัน เศรษฐีฝิ่นชาวอเมริกันที่ร่ำรวยมากคนหนึ่งก็คือปู่ทวดของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี โรสเวลท์ นั่นเอง

ตกปี 1839 รัฐบาลจีนทนเห็นคนเรือนล้านของตนติดฝิ่นงอมแงมต่อไปไม่ไหว จับกุมฝรั่งที่ลักลอบนำเข้าฝิ่น หรือขายฝิ่น อย่างเด็ดขาด เผาทำลายฝิ่นทิ้งมหาศาล เป็นเหตุนำมาสู่สงครามฝิ่นที่รบกับจีนเกือบสามปี จบลงในปี 1842 ด้วยความพ่ายแพ้อดสูของฝ่ายจีน

หลังสงครามฝิ่นก็ยังนำเข้าและขายได้ต่อไป แถมจีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และต้องยอมเปิดเมืองท่าให้ตะวันตกค้าขายอย่างเสรี ยอมทำสนธิสัญญาไม่เสมอภาค อธิบายว่า คนอังกฤษหรือบริเตนที่ทำผิดในประเทศจีน จากนี้ไปไม่ต้องชำระด้วยกฎหมายจีน ไม่ต้องไปขึ้นศาลจีน ซึ่งก็คล้ายกับสนธิสัญญาบาวริ่งที่อังกฤษบีบให้สยามเซ็นในปี 1885 ที่น่าสนใจคือ ก็เซอร์จอห์น บาวริ่ง ที่มาเซ็นกับสยามนั้น คือข้าหลวงปกครองเกาะฮ่องกงของจักรวรรดิบริเตนนั่นแหละ สรุปว่าเราเซ็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับฝรั่งหลังจีนราวสี่สิบปีครับ

จากนั้นในปี 1860 จีนที่อ่อนแอก็ถูกอังกฤษผู้ก้าวร้าวยึดเกาลูนไปรวมกับเกาะฮ่องกง และในปี 1898 ตรงกับรัชกาลที่ 5 จีนที่ยังตกต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งไว้ได้ ก็ต้องยก New Territory ให้แก่อังกฤษผู้ยิ่งใหญ่แต่หยาบกร้านไปอีก จีนเจียนอยู่เจียนไป ถูกยึดดินแดนนั้น เสียดินแดนนี้ ไปเรื่อยๆ และตั้งแต่ปี 1937 ญี่ปุ่น ชาติซึ่งเคยรับเอาศาสนาและอารยธรรมมาจากจีนมาเป็นพันปี ก็ก่อสงครามใหญ่และยึดดินแดนฝั่งตะวันออกของจีนได้หมด

หากไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างไม่กลัวตาย ไม่กลัวแพ้ และไม่มีวันยอมจำนน และรวมประเทศได้สำเร็จเมื่อปี 2492 ป่านนี้แล้ว ฮ่องกงก็ยังคงเป็นอาณานิคมอังกฤษ คนฮ่องกงนั้นไม่เคยมีสิทธิในการเลือกตั้งตลอดเวลาอันยาวนานที่ฝรั่งปกครอง และผู้ว่าราชการ หรือข้าหลวงใหญ่ที่ปกครองฮ่องกงนั้น ถูกส่งมาจากลอนดอนโดยไม่เคยไถ่ถามว่าคนพื้นที่นั้นรู้จักไหม ชอบไหม รับได้ไหม การจลาจลหรือประท้วงหากเกิดขึ้น ก็จะถูกบรรดาตำรวจของอาณานิคมจัดการอย่างรวดเร็ว บางครั้งรุนแรงเสียด้วย

น่าแปลกใจที่ผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่รู้ ไม่ซึมซับเลยว่าการเกิดขึ้นของอาณานิคมฮ่องกงนั้นคือ ความอัปยศของชาติจีน

ยิ่งกว่านั้น พวกเขายกย่องบูชาความคิดและสถาบันของฝรั่งไม่ว่าฝรั่งอังกฤษหรือฝรั่งอเมริกา โดยไม่จำอดีตอันละโมบ ก้าวร้าว หยามเหยียด ของพวกเขา เสียเลย ความคิดฝรั่งนั้นว่าไปเหมือนเหรียญสองด้าน นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญด้านลบ และผมไม่แน่ใจว่าด้านไหนใหญ่กว่าด้านไหน ด้านไหนจริงกว่ากัน ด้านไหนกำหนดด้านไหนกันแน่

ผมยังตอบได้อย่างแน่ใจว่า จีนจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตาม ทำการนานแค่ไหนก็ตามใช้วิธีการอะไรก็ตาม มาชักนำฮ่องกงให้แยกตัวออกไปเป็นอันขาด อย่าลืม : คนจีนหลายล้านคนทั่วประเทศ ได้หลั่งเลือดพลีชีพตั้งแต่ปี 1911 จนถึง 1949 และหลังจากนั้นยังทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงปี 1984 จึงเห็นวันเวลาที่ฮ่องกงจะกลับคืนมา และก็ด้วยความเพียรพยายามของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นพิเศษนั่นเอง ที่ทำให้อังกฤษยอมคืนฮ่องกงทั้งสามเขตย่อยให้กลับสู่มาตุภูมิในปี 1997 ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงนั้นอยากอยู่จนได้เห็นฮ่องกงกลับคืนมา น่าเสียดาย ท่านถึงแก่อสัญกรรมไม่กี่เดือนก่อนที่ธงยูเนียนแจ็กของบริเตนจะถูกเชิญลง และธงห้าดาวของจีนจะถูกเชิญขึ้นไปแทน

สุดท้าย ผมไม่อาจบอกได้ครับว่าจีนจะใช้หรือไม่ใช้ความรุนแรงมาสยบการประท้วงและการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจีนจะไม่ส่งกองทัพเข้าฮ่องกง จะไม่ใช้ความรุนแรงแบบ “เทียนอันเหมิน” มาเป็นคำตอบ

ความยืดเยื้อ ความอดกลั้น อาจจะเป็นการปูทางลงให้การเคลื่อนไหวยุติได้ หวังว่าจีนจะรอบคอบ ทำอะไรที่ควรทำ และไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นฮ่องกงกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีของคนไทยและคนทั้งโลกต่อไปครับ

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

27 สิงหาคม 2562 – 07:13 น.
เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,173 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2562

กับข้อวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล ในทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” พร้อมกันนั้นก็ยังท้วงติงรัฐบาลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้แถลงยืนยันว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น ต้องการพยุงให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเนื้อหาของชุดมาตรการให้ละเอียด ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาในระยะยาวจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ วิธีคิดและการทำงาน

    มาตรการที่รัฐบาลออกมานี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชะลอตัว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไทยน้อยลง ขณะที่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องยังส่งผลทางลบต่อกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทำให้รายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง ซึ่งรัฐบาลคาดหมายว่า การบริโภคภายในประเทศก็จะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปีก่อน

 โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ความรุนแรงของสงครามการค้าที่อาจเพิ่มระดับมากขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจมีมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นทราบกันดีอยู่แล้ว และรัฐบาลเองก็กำลังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงภายในก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองที่ยังไม่นิ่งพอ เพราะรัฐบาลเองก็มีปัญหาไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะสภาพเสียงสนับสนุนในสภาแบบปริ่มน้ำ อีกทั้งการผลักดันนโยบายของรัฐบาลก็จะทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะจำนวนเสียงสองฝ่ายใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้าออกไปถึงต้นปีหน้า ก็อาจจะกระทบต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐในไตรมาสสุดท้าย

   สงครามการค้าและความผันผวนทางเศรษฐกิจ คงจะไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะรับมือให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมืองที่ควรจะเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่เล่นบทบาทของฝ่ายแค้น ที่มุ่งเน้นไปที่การโค่นล้มเสียมากกว่า ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการผลักดันนโยบาย ความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนราชการก็ต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่ายไม่เกียร์ว่าง ในด้านของภาคเอกชน ภาคประชาชนนั้นก็สามารถช่วยเหลือให้ประเทศไทยฝ่าฟันมรสุมครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็คือการบริโภคภายในประเทศ เช่นการท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อหา เพื่อให้กระแสเงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี ก็น่าจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์

26 สิงหาคม 2562 – 10:35 น.
จำนำรถ,ไฟแนนซ์,ยักยอกทรัพย์,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,077 ครั้ง

คอลัมน์…สายตรวจระวังภัย  

ปัจจุบันมีรถยนต์ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถใช้แล้ว หรือรถมือสอง เพราะตลาดมีความต้องการ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมมีรถทันทีเมื่อเรียนจบและเริ่มทำงาน

ทว่ากลุ่มธุรกิจรถมือสอง หรือเต็นท์รถมือสอง ที่ดำเนินธุรกิจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จัดไฟแนนซ์ ถูกมองกว่าเป็นธุรกิจที่ภาพลักษณ์ไม่ดี เพราะมีปัญหาเรื่องหลอกลวง ย้อมแมวขาย หรือเป็นแหล่งฟอกเงินต่างๆ นานา แม้จะไม่ได้เหมารวมทุกเต็นท์ แต่ก็มีปัญหาให้เห็นอยู่เป็นระยะ

สอดคล้องกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า รวมตัวกันร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองปราบฯ เนื่องจากถูก “เจ๊ดา” อดีตเซลส์ขายรถ สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกซื้อรถทีละหลายคัน แต่เมื่อโอนเงินแล้วกลับหายเงียบ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

น.ส.จันทรา ประชาชาติ อายุ 36 ปี เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสองย่านศรีนครินทร์ พร้อมบรรดาเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า ที่ตกเป็นเหยื่อของ นางรวยศิริ อายุ 41 ปี หรือ “เจ๊ดา” ที่ฉ้อโกงโดยหลอกซื้อรถยนต์รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นำหลักฐานสลิปการโอนเงิน และแชทพูดคุย เข้าพบ พ.ต.ท.ชนินธร ง่วนสน สารวัตรงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อให้ช่วยติดตามตัว “เจ๊ดา” มาดำเนินคดี

เหยื่อสาวรายนี้ บอกว่า รู้จักกับ “เจ๊ดา” ซึ่งเป็นอดีตเซลส์ขายรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่ง ที่ผันตัวมาเป็นนายหน้าขายรถยนต์จากโชว์รูมให้เจ้าของเต็นท์รถมือสอง โดยติดต่อกันผ่านกลุ่มในแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อ-ขายรถมือสอง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ซึ่งระยะแรก “เจ๊ดา” มีเครดิตดี เป็นที่เชื่อถือของกลุ่มผู้ค้า ไม่เคยมีทีท่าว่าจะหมุนเงินไม่ทัน

“กระทั่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มมีเหยื่อบางรายโอนเงินซื้อรถยนต์แล้วไม่ได้รับรถ หรือได้รับแต่ไม่ได้เลขทะเบียน เหยื่อบางรายถูกหลอกให้ซื้อรถยนต์คันเดียวกันถึง 4-5 คน ก่อนจะทวงถามไป แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด ระหว่างนั้น เจ๊ดา ยังหลอกให้ไปลงทุนหุ้นรถยนต์เพื่อเอากำไร กระทั่งติดต่อได้ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ ถ้าคนเดียวไม่สามารถหลอกผู้คนได้มากขนาดนี้ ซึ่งยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ไม่ได้เข้าแจ้งความกับท้องที่” น.ส.จันทรา กล่าว

จะว่าไปแล้วการทำธุรกิจเต็นท์รถมือสองก็มีความเสี่ยงไม่น้อย ต้องศึกษากฎหมายให้ดี เช่นเดียวกับประชาชนคนทั่วไป เพราะการซื้อ ขาย จำนำรถที่ติดไฟแนนซ์อาจมีความผิดข้อหา “ยักยอกทรัพย์” หรือ “รับของโจร”

เกี่ยวกับเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนเข้าไปขอคำปรึกษากับทางเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” เมื่อผู้เช่าซื้อรถไม่มีกำลังพอที่จะผ่อนชำระค่างวดรถให้แก่ไฟแนนซ์ หลายต่อหลายคนเลือกวิธีนำรถไปจำนำ หรือขายดาวน์ เพื่อให้ได้เงินมาหมุนต่อ แต่เมื่อจะไปไถ่ถอนรถคืน ปรากฏว่ารถไม่อยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้บุคคลนั้นอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี “ยักยอกทรัพย์” เพราะกฎหมายได้วางหลักไว้ว่า การเช่าซื้อนั้น กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินจะยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน หรือหมายความว่า ในระหว่างที่ท่านกำลังผ่อนรถอยู่นั้น ท่านเป็นเพียงแค่ผู้ที่ครอบครองรถเท่านั้น แต่ในขณะที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถที่แท้จริง คือ..บริษัทไฟแนนซ์

ดังนั้นหากนำรถที่อยู่ในระหว่างการเช่าซื้อไปจำนำ หรือขายต่อ และต่อมาภายหลังไม่สามารถนำรถมาคืนต่อบริษัทไฟแนนซ์ได้ บุคคลนั้นก็อาจจะถูกฟ้องในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” ส่วนคนที่รับจำนำไป หรือซื้อต่อ ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องในข้อหา “รับของโจร”

ทั้งนี้ทางเพจเฟซบุ๊กกองปราบปราม แนะทางแก้เบื้องต้นว่า หากผ่อนชำระค่างวดรถไม่ไหว ยังมีหลายวิธี เช่น เสนอขายรถให้บุคคลอื่น แต่ต้องพาผู้ที่ซื้อรถต่อไปเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับทางบริษัทไฟแนนซ์ให้เรียบร้อยก่อนรับมอบรถ เพื่อให้ผู้ที่มาซื้อรถต่อเป็นผู้ที่รับผิดชอบในค่างวดที่ยังค้างชำระอยู่แทน วิธีนี้จะช่วยให้ไม่ต้องถูกฟ้องข้อหา “ยักยอกทรัพย์”

ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง จับลงโทษหนัก… ดี-ไม่ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง จับลงโทษหนัก… ดี-ไม่ดี

26 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
เด็กเล็ก,ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง
เปิดอ่าน 2,258 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายงานข่าวคดีทอดทิ้งลูกอ่อนหรือเด็กเล็กไว้ตามลำพัง จนเกิดอันตรายกับเด็กถึงชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการถกเถียงกันถึงกฎหมาย “บทลงโทษ” พ่อแม่หรือผู้ปกครองว่ามีโทษหนักพอหรือไม่ รวมถึงการผลักดันให้องค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเด็กเล็กในชุมชนอย่างจริงจัง…

ถ้าใครชอบดูหนังฝรั่งเกี่ยวกับนักสืบคดีต่างๆ จะสังเกตได้ว่าผู้ปกครอง ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า หรือตายาย จะไม่ยอมปล่อยให้ “ลูกหลาน” หรือ “เด็ก” อยู่ในบ้านตามลำพังโดยเด็ดขาด ต้องไปขอร้องไหว้วานคนรู้จัก หรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล เนื่องจากกฎหมายเอาผิดกรณีทิ้งเด็กเล็กไว้ตามลำพังในต่างประเทศมีบทลงโทษรุนแรง เช่น โดนปรับเงินจำนวนมาก ถูกศาลสั่งห้ามดูแลเด็กชั่วคราว หรือแม้กระทั่งโทษจำคุก หากเด็กได้รับอันตรายต่อร่างกายจิตใจ

แตกต่างจากประเทศไทยที่ได้ยินข่าวเด็กเล็กถูกพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ปล่อยทิ้งอยู่ในบ้าน หรือปล่อยให้เล่นนอกบ้านตามลำพัง โดยไม่มีผู้ใหญ่ช่วยเฝ้าดูแล จนกลายเป็นข่าวโศกนาฏกรรมทำให้เด็กบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปจำนวนไม่น้อย แต่คดีเหล่านี้ไม่ได้มีการเอาโทษผู้ปกครองอย่างจริงจังมากนัก

เช่น กรณีเด็กน้อย 4 คนถูกปล่อยให้อยู่ในคอนโดแถวหัวหมากตามลำพังช่วงกลางคืน จนพลัดตกลงมาจากระเบียงทั้ง 4 คน โดยน้องคนสุดท้องวัยแค่ 5 ขวบเสียชีวิต ส่วนพี่ๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือเหตุการณ์ที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี เด็กวัย 7 ขวบเสียชีวิตในสระน้ำข้างฟาร์มเลี้ยงไก่ เนื่องจากพ่อเด็กไปทำงานแล้วทิ้งลูกให้อยู่ตามลำพังหรือกรณีตายาย จ.บุรีรัมย์ ปล่อยให้หลานสาววัยเพียง 3 ขวบ เล่นกับเด็กข้างบ้านวัยเดียวกันตามลำพัง จนเด็กกระโดดเล่นที่บริเวณขอบรถกระบะแล้วคอเสื้อติดกับตัวนอต เด็กไม่สามารถดึงออกเองได้ ไม่มีใครไปช่วยทัน ทำให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังมีกรณีตำรวจพิษณุโลกรับแจ้งว่ามีเด็กชายวัยเพียง 1 ขวบเศษ ตกจากแคร่ไม้หัวทิ่มลงไปในถังสีใหญ่ขนาดใหญ่ 20 ลิตร เพราะปู่ทวดที่ดูแลเผลอนอนหลับไป กว่าจะรู้ตัวเหลนก็เสียชีวิตแล้ว ล่าสุดเหตุการณ์ทิ้งเด็กเล็กอยู่ตามลำพังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชลบุรีรับแจ้งว่ามีเด็กหญิง 3 ขวบติดอยู่ภายในบ้าน นั่งร้องไห้เสียงดังอยู่กับสุนัขตามลำพังกลางดึก แต่เพื่อนบ้านไม่อาจเข้าไปช่วยได้ จนต้องให้ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยตัดกุญแจช่วยเด็กออกมา กว่าแม่จะกลับจากทำธุระก็ประมาณตี 2-3 ระหว่างนี้เด็กต้องไปรออยู่กับตำรวจ

คดีสลดใจเกี่ยวกับเด็กเล็กถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังข้างต้นนั้น ผู้ปกครองมักร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอย่างหนัก ตำรวจส่วนใหญ่จึงมักถือเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ใด ญาติๆ ก็ไม่ได้ติดใจเอาความ

ขณะที่ในยุโรปหรืออเมริกามี “กฎหมายเข้มงวด” ในเรื่องนี้แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่มักแบ่งอายุของเด็กออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับเด็กเล็กมากอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบ ผู้ปกครองไม่สามารถปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดยเด็ดขาด แต่ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อยอายุ 8–10 ขวบอาจให้อยู่ตามลำพังได้ไม่เกิน 30 นาที เฉพาะช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ส่วนเด็กอายุ 11 ขวบขึ้นไป สามารถให้อยู่ตามลำพังได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ห้ามให้อยู่คนเดียวตลอดทั้งคืนหรือข้ามคืนไปถึงวันรุ่งขึ้น

ถ้ามีเพื่อนบ้านหรือใครพบเห็นพ่อแม่ทิ้งลูกเล็กไว้ตามลำพังแล้วไปแจ้งความ ผู้ปกครองจะถูกดำเนินคดี โดยศาลจะพิจารณาตัดสินลงโทษตามความเหมาะสม เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกลางเดือนมีนาคม 2562 ตำรวจหญิงวัย 29 ปีในรัฐมิสซิสซิปปี เผลอหลับปล่อยให้ลูกสาววัย 3 ขวบอยู่ในรถยนต์โดยสภาพอากาศร้อนจัดนานกว่า 4 ชั่วโมง เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต อัยการยื่นคำร้องให้ลงโทษจำคุก 20 ปีทันที หรือถ้าเป็นกรณีอื่น ๆ ที่เด็กไม่ได้เสียชีวิต ศาลมักใช้วิธีลงโทษไม่ให้ดูแลเด็กช่วงเวลาหนึ่ง โดยส่งเด็กไปอยู่กับเจ้าหน้าที่ในศูนย์คุ้มครองเด็กชั่วคราว พร้อมสั่งให้ผู้ปกครองเข้ารับการอบรมสั่งสอน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติในการเลี้ยงดูเด็กเล็กจนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือจนมั่นใจได้ว่าเด็กสามารถกลับไปอยู่ด้วยอย่างปลอดภัย ผู้ปกครองจึงจะได้รับอนุญาตให้นำตัวเด็กกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทยนั้น มีกฎหมายสำคัญเอาผิดผู้ปกครองทอดทิ้งหรือดูแลเด็กอย่างไม่ปลอดภัยได้แก่ “พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” มาตรา 25 – 26 และ “กฎหมายอาญา” มาตรา 306–308 โดย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ปกครองต้องไม่ละทิ้งเด็กไว้โดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม หรือจงใจหรือละเลยจนเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก หรือบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด โทษที่กำหนดไว้คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท

ส่วนประมวลกฎหมายอาญาระบุว่า ใครที่ปล่อยหรือทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน 9 ปี ให้อยู่ตามลำพัง โดยไม่มีคนดูแล จะโดนโทษหนักจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท และถ้าเด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต จะโดนโทษไม่ต่างจากผู้ทำผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสหรือฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

แสดงเห็นว่า “กฎหมายไทย” ให้ความสำคัญและต้องการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด แต่การดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่จริงจัง เป็นเหตุให้เกิดกรณีเด็กถูกล็อกให้อยู่บ้านคนเดียว หรือปล่อยปละละเลยให้วิ่งข้ามถนน หรือไปเล่นน้ำจนได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตมีจำนวนไม่น้อย

ข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบว่า “เด็กไทยตายจากเหตุจมน้ำสูงเป็นอันดับ 1” หมายความว่าเสียชีวิตมากกว่าป่วยหรือเป็นโรคร้าย โดยรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงกว่า 900 คน หรือวันละ 2.5 คน มากกว่าสถิติประเทศอื่น 5–15 เท่า โดยร้อยละ 50 เกิดจากเด็กเล็กไปเล่นน้ำตามลำพังโดยไม่มีผู้ปกครองช่วยดูแล

“สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์” อดีตคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการทอดทิ้งเด็กเล็กให้อยู่ตามลำพังในประเทศไทยว่า

สภาพครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยกันทำมาหากินทั้งวัน ไม่มีเวลาหรือไม่มีเงินไปจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแล ดังนั้นควรมีการสร้างสถานที่หรือศูนย์ช่วยเหลือการเลี้ยงดูเด็กเล็กในชุมชน เช่น เดย์แคร์ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่าเป็นภาระหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องจัดตั้งขึ้นมา แต่รัฐบาลก็ละเลยไม่ได้สนใจทำอย่างจริงจัง

“พวกเราคนไทยต้องออกมาช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ จะใช้บทลงโทษหนักตามกฎหมายอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีมาตรการทางสังคมเข้าไปช่วยด้วย โดยเฉพาะชุมชนต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น เงินภาษีของชาวบ้านอยู่ที่ อปท.ไม่น้อย ควรจัดให้มีศูนย์บริการดูแลเด็กเล็กในชุมชนทั่วประเทศ และช่วยกันปลูกจิตสำนึกระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก 3 ประการ คือ 1.ต้องมีความรักความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น 2.มีความไว้วางใจ เชื่อใจซึ่งกัน และ 3.ต้องมีความรู้สึกหนาวร้อนเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่าย หากครอบครัวไหนมี 3 ข้อนี้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นจะลดน้อยลงทันที” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กข้างต้นกล่าวแนะนำ

จากปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้น หน่วยงานทั้งภาครัฐและสังคมควรรีบช่วยกัน “จัดเวทีระดมสมอง” หาวิธีจัดการผู้ปกครองที่ “ทอดทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง” ว่าควรมีแนวปฏิบัติจริงจังอย่างไร หรือให้ทำโทษมากน้อยเพียงไร เพื่อให้เกิดความระมัดระวังมากกว่านี้…

ปากคนไทยชอบพูดว่า “รักเด็ก” “เด็กเป็นอนาคตของชาติ” แต่เมื่อต้องช่วยกันปกป้องเด็ก กลับไม่ค่อยมีหน่วยงานสนใจเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ คงต้องดูท่าทีว่าทีมผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยุคใหม่จะจัดการอย่างไร…

ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย

26 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย
เปิดอ่าน 4,974 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศ The New York Times เผยแพร่บทความตีแผ่ความอันตรายของท้องถนนในประเทศไทยทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำบนท้องถนน โดยเฉพาะคนจนที่ได้รับผลกระทบและความอยุติธรรมมากที่สุด

บทความดังกล่าวอ้างถึงว่ารายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนสูงเป็นอันดับสองของโลก ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือผู้ใช้รถจักรยานยนต์และคนเดินถนน โดยมีสาเหตุจากถนนที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้รถยนต์หรือคนที่มีเงินมากกว่า รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม

ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนที่มีการพูดถึง มีความหมายว่าคนจนหรือคนรายได้น้อยมีโอกาสเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะถูกลงโทษทางกฎหมายมากกว่าคนรายได้สูงกว่า เป็นความไม่เท่าเทียมรูปแบบหนึ่ง

“มีงานวิจัยที่ศึกษาว่าทำไมคนถึงตายบนถนน และคนประเภทไหนที่ตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 70 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน คนใช้รถใหญ่มีแนวโน้มน้อยกว่า โดยที่สาเหตุหลักคือ 1.การขับรถเร็ว 2.การขับรถแบบผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น แซง ปาดหน้า และ 3. เมาแล้วขับ ซึ่งจะสูงมากในช่วงเทศกาลและจะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตแทนข้อแรกในช่วงเทศกาล”

อาจารย์นพพลชี้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำบนถนนของไทยเป็นปัญหาซับซ้อนยากต่อการแก้ไข ตั้งแต่การวางแผนนโยบายของภาครัฐที่ไม่ได้มองว่าสิทธิบนท้องถนนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน นโยบายส่วนใหญ่มักเอื้อต่อคนขับรถมากกว่าคนเดินถนน

“ประเทศส่วนใหญ่ให้คนใช้ทางม้าลายข้ามถนนได้ รถต้องหยุดรอคนข้ามถนนเพราะสิทธิบนถนนคือคนเดินถนน ขณะที่ประเทศไทยเราต้องตะเกียกตะกายขึ้นสะพานลอย ซึ่งไม่เอื้อต่อคนพิการและผู้สูงอายุ”

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ประเทศไทยขาดระบบโครงสร้างคมนาคมที่ดีและมีราคาถูกสำหรับประชาชนโดยเฉลี่ย รถประจำทางมีการพัฒนาและได้รับการสนับสนุนน้อยมาก ขณะที่การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินและรถไฟฟ้าก็มีราคาสูงกว่าคนรายได้น้อยจะเอื้อมถึง

การแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบท ทำให้เกิดการขาดแคลนระบบคมนาคมสาธารณะในต่างจังหวัด บีบบังคับให้ประชาชนต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ในการขับขี่ และมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้ใช้รถยนต์อย่างชัดเจน

“คนที่มีสิทธิใช้ BTS หรือ MRT คือคนมีเงิน หรือชนชั้นกลาง ถ้าจะให้ดีคือต้องมีที่พัก บ้าน หรือคอนโดอยู่ติดกับรถไฟฟ้า ซึ่งแสดงว่าต้องเป็นคนมีฐานะประมาณหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยู่ติดรถไฟฟ้า คุณก็ต้องนั่งรถออกมาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า และต้องเผชิญกับการเดินทางบนท้องถนนไทย”

การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นเดียวกัน อาจารย์นพพลระบุว่าการที่กฎหมายอ่อนแอทำให้สภาพท้องถนนของไทยมีสภาวะไร้การควบคุมของรัฐ มีความป่าเถื่อน โกลาหล วุ่นวาย และผู้ใช้รถมีพฤติกรรมการขับขี่ที่เอาแต่ใจตนเอง เช่น ใครแซงก่อนได้ก่อน

“ตำรวจก็ทำงานยากเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรก จับทุกคนไม่ได้ คนรวยกับคนจนเราเห็นชัดเจน ตำรวจเองก็ขาดแคลนทรัพยากร และขาดแคลนเทคโนโลยีด้วยเพราะเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์หรือเครื่องตรวจจับความเร็วก็มีจำกัด”

นอกจากนี้ ปัญหาเมาแล้วขับเองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อาจารย์นพพลระบุว่าผู้ที่ดื่มแล้วขับมีโอกาสทางสถิติที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงกว่าผู้ไม่ดื่มถึง 8 เท่า และมีตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่าคนกว่าร้อยละ 21 เคยเมาแล้วขับรถ

“เคยมีเก็บสถิติพบว่าคนจนจะดื่มเหล้าที่มีดีกรีแอลกอฮอล์แรงกว่า เช่น พวกเหล้าขาว แต่คนรวยจะดื่มเหล้ามีดีกรีน้อยกว่า แต่โดยสถิติคนรวยจะดื่มแล้วขับมากกว่า แต่คนจนกลับเกิดอุบัติเหตุบนถนนมากกว่า ตัวเลขนี้ก็แสดงความเหลื่อมล้ำอะไรบางอย่าง”

อาจารย์นพพลชี้ว่าปัญหาของการเมาแล้วขับรถเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมของประชาชน ที่ผ่านมา โครงการ “เมาไม่ขับ” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความรู้แก่ประชาชนและพยายามรณรงค์มาหลายปี แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่

“สสส.ไม่มีอำนาจแก้นโยบาย ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการรณรงค์สร้างความรู้แก่ประชาชน แต่ได้แค่ระยะสั้นเพราะถ้าหากรัฐอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจริงๆ รัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ต้องสร้างและบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสม”

การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรให้ความรู้ประชาชนอย่างทั่วถึง ควรปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัยในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงการปรับระบบโครงสร้างคมนาคมของประเทศให้เอื้อต่อระบบขนส่งสาธารณะ หรือขนส่งมวลชนเป็นหลัก และยังต้องสร้างระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เที่ยงธรรม ตำรวจสามารถคุ้มครองความปลอดภัยบนท้องถนนได้

“เรื่องเมาแล้วขับถ้าเราจัดการการบังคับใช้กฎหมาย จัดการโครงสร้างให้ดีได้ มันก็จะหายไปเอง ถ้าจะแก้ควรแก้ที่คนขาย เช่น แบ่งกลุ่มโซนนิ่งขายเหล้าอยู่นอกชุมชน จะดีกว่ามาแก้ที่คนกินเหล้า” อาจารย์นพพลทิ้งท้าย

งูเห่าโผล่แล้ว กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385169?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าโผล่แล้ว กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร

26 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
งูเก่า,พรรคทหาร
เปิดอ่าน 52,815 ครั้ง

รายงาน…

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”งูเห่าโผล่แล้ว! กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร”

   “สมชาย” กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โดนกล่าวหามาก่อนหน้านี้ว่าเป็นพรรคทหารและพูดกันมากขึ้นเมื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพปชร. และบอกว่าตอนนี้เป็นนักการเมืองแล้ว และพปชร.ไม่ใช่พรรคทหาร ก่อนการเลือกตั้งและช่วงตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตรอยู่เบื้องหลัง และเมื่อตั้งครม.เสร็จ พล.อ.ประวิตรเหลือแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดูแลกระทรวงที่ต้องการ เช่น พลังงาน ส่วน ครม.ที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรได้ตำแหน่งไม่สำคัญ เช่น รมว.ศึกษาธิการ (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ), รมช.กลาโหม (พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล) และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ส่วน รมว.ดีอี (พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์) นั้นพลิกไปพลิกมา

แต่รมช.สองคนนั้นก็ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมด้วยเช่นกัน

ครม.สายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาดูแลกระทรวงสำคัญเยอะ เช่นกลุ่มสามมิตรและกลุ่มสี่รมต. และยังบริหารพรรค ดังนั้นคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรจึงคิดว่าตอนนี้ พล.อ.ประวิตรควรไปบริหารพรรคก่อน เพราะอำนาจในรัฐบาลหายไปเยอะ

“วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หาก พล.อ.ประวิตรเข้าไปในพปชร.แบบนี้จะโดนกล่าวหาว่าเป็นพรรคทหารมากกว่าเดิม

“สมชาย” กล่าวว่า คนในพรรคก็พูดกันมาก แต่บทบาทและเครือข่ายของ พล.อ.ประวิตรก่อนและหลังเลือกตั้งมีมาก และ พล.อ.ประวิตรได้บอกว่าห้ารัฐมนตรีพปชร.ที่ยังเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ควรลาออก เพื่อเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาเพื่อให้มีเสียงในรัฐสภาเพิ่ม เพราะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้มีการลาออกหลังได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว

“บากบั่น” สอบถามว่า บทบาทดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตรจะทำอย่างไรต่อ เพราะครม.พปชร.ไม่ลาออก แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะลาออกแล้วตามข้อตกลง

  “สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรบอกว่าให้พิจารณา เพราะเสียงในรัฐสภาไม่พอและเริ่มมีปัญหา ตอนนี้ห้ารัฐมนตรีของพปชร.ตอบแล้วว่าไม่ลาออก เพราะครม.ส่วนนี้กลัวขาลอยหากลาออกจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และอ้างว่าต้องคุมส.ส.พปชร.ในรัฐสภา แบบนี้เรียกว่าอ้างเพื่อความชอบธรรมของตัวเอง เพราะ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็คุมส.ส.ได้

เมื่อครม.พปชร.ไม่ลาออก ก็แสดงว่าคำพูดของ พล.อ.ประวิตรนั้น อดีตนายทหารสั่งไม่ได้ แสดงว่าพปชร.ไม่ใช่พรรคทหาร

ส่วนประวัติศาสตร์พรรคทหารที่มีในวงการการเมืองไทยนั้น “วีระศักดิ์และบากบั่น” ตั้งคำถามว่า พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ไม่ได้บอกว่า พปชร.เป็นพรรคทหาร แบบนี้แปลว่าอะไร และประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ทหารเข้าไปมีบทบาทบริหารพรรคนั้น สุดท้ายแล้วเป็นเช่นใด

 “สมชาย”กล่าวว่า สองพรรคนั้นกำลังหลอกล่อให้นายทหารคนอื่นๆ เข้ามาเพื่อเตรียมโจมตีพปชร.ต่อ และประวัติศาสตร์บอกว่าพรรคทหารนั้นมีกี่พรรค เริ่มที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาใน พ.ศ.2498 เพื่อเตรียมลงเลือกตั้งใน พ.ศ.2500 โดยมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค รวมทั้งยังมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลประภาส จารุเสถียร ร่วมเป็นแกนนำพรรคด้วย พรรคนี้มีความขัดแย้งภายในเพราะแกนนำพรรค ต่อมาพรรคนี้ชนะเลือกตั้งแต่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุดครั้งหนึ่งและมีการประท้วง โดยตอนนั้นโกงเลือกตั้งจนมีศัพท์ว่า “พลร่ม ไพ่ไฟ” จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้ยึดอำนาจ และพรรคนี้สลายไปหลังเลือกตั้งครั้งนั้น

พรรคสหประชาไทยเกิดขึ้นในพ.ศ.2511 หลังจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิต โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค และจอมพลประภาสเป็นรองหัวหน้าพรรค รวมทั้งมีทหารและตำรวจที่มีตำแหน่งมาเป็นแกนนำพรรค พรรคนี้ลงสนามเลือกตั้งใน พ.ศ.2514 และชนะเลือกตั้งเพราะอาศัยกลไกของกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แต่พรรคนี้ชนะเลือกตั้งและมีเสียงไม่เบ็ดเสร็จ ตอนนั้นส.ส.ในสภาผู้แทนฯ ได้อภิปราย ต่อมาจอมพลถนอมสั่งยึดอำนาจรัฐบาลตัวเองใน พ.ศ.2514 และเป็นเหตุที่เกิดความวุ่นวายในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

พรรคสามัคคีธรรมเกิดใน พ.ศ.2535 หลังจากรสช.ยึดอำนาจ โดยณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และ น.ต.ฐิติ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค หนึ่งใน รสช. คือ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล มีบทบาทหลังฉากของพรรคสามัคคีธรรม พรรคนี้ชนะเลือกตั้ง และมีพรรคพี่น้องคือพรรคชาติไทย เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออกจากหัวหน้าพรรค พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่เป็นคนสนิทของ พล.อ.ชาติชายได้เป็นหัวหน้าพรรคและประสานกับรสช. เพราะสองพรรคนี้ตกลงล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะจับมือกันตั้งรัฐบาล

กรณีนี้รสช.วางโรดแม็พไว้แล้ว เพราะณรงค์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ และโดนกล่าวหาติดแบล็กลิสต์จากสหรัฐจนมีเปลี่ยนตัวและมีการเสนอ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ แต่สังคมต่อต้าน เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.สุจินดาบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ แต่ต่อมา พล.อ.สุจินดา อ้างคำว่าเสียสัตย์เพื่อชาติ

พรรคนี้อยู่ได้ไม่กี่เดือน เพราะณรงค์แยกไปตั้งพรรคเทิดไทและคนอื่นๆ ก็แยกตัวไปเช่นกัน

ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการรัฐศาสตร์ ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า “พรรคทหารที่ชัดเจนคือเสรีมนังคศิลา เพราะกรรมการบริหารพรรคมีแต่ทหารและตำรวจ พรรคนี้ตั้งพรรคเพื่อเลือกตั้งโดยใช้กลไกประชาธิปไตยให้ได้อำนาจ แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์แยกออกมาจากพรรคนี้ กองทัพก็ตามมา แปลว่ากองทัพไม่ได้อยู่กับพรรคนั้นๆ สหประชาไทก็เช่นกัน สามัคคีธรรมแตกต่างกับสองพรรคนั้น เพราะแกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นพลเรือนมีแค่เลขาธิการพรรคที่เคยเป็นทหาร และหนุนรสช.ที่เป็นทหารส่วนหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพก็ไม่ได้หนุนพรรคนี้

พรรคที่สนับสนุนทหารนั้นต้องดูประวัติศาสตร์ด้วยว่าหนุนพรรคนั้นๆ เพื่อประโยชน์ของกองทัพและประเทศ หรือหนุนทหารบางคนที่อยู่กับพรรคนั้นๆ

เสรีมนังคศิลา สหประชาไท กับพปชร.นั้น พปชร.ไม่มีทหารเยอะ แม้บางคนเข้าใจว่าทหารบางคนกำหนดนโยบายพรรคนี้ หากเทียบกับสองพรรคนั้น สามัคคีธรรมจะเหมือนพปชร.มากกว่า

แต่อย่าผนวกกองทัพเข้ามากับพรรคนี้ เพราะประวัติศาสตร์บอกว่าถึงเวลากองทัพจะดีดตัวเองออกจากการเชื่อมโยงกับพรรคนั้นๆ และเชื่อว่ากองทัพไม่ชอบกับการโดนเชื่อมโยงเข้ากับบางพรรค

วันนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้เข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับพปชร. แต่พล.อ.ประวิตรเข้าไปแล้ว อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้พปชร.มีปัญหาโควตาครม.มองแล้วเมื่อ พล.อ.ประวิตรเข้าไปในพรรคเพื่อแก้ปัญหา แต่มองแล้วคงทำได้ยาก”

“วีระศักดิ์และบากบั่น” ตั้งคำถามว่า แบบนี้ พล.อ.ประวิตรเข้าไปค้ำยันพรรคและจะทำอะไรต่อ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นหัวหน้าพรรคพปชร.หรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่าเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เข้าไปในพปชร.เพราะภาพจะชัดว่าเป็นพรรคทหารและตกเป็นเป้า วันนี้พล.อ.ประวิตรจะไปบริหารงูเห่า เพราะตอนนี้งูเห่าโผล่แล้ว พรรคเศรษฐกิจใหม่ที่แสดงตัวล่าสุดและมี 6 ส.ส.นั้น คนที่ประสานพรรคนี้คือ “ส.” ไม่ใช่ พล.อ.ประวิตร

ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มมีความแตกแยกเพราะส.ส.สุรินทร์จำนวน 3 คน ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ตอนลงพื้นที่และให้สัมภาษณ์ทำนองหนุนรัฐบาลรวมทั้งตำหนิพรรคตัวเอง แบบนี้แสดงว่าเริ่มมีความขัดแย้งในพรรคแล้ว และน่าจะมีงูเห่าเพิ่ม เพราะหลายคนในพปชร.เริ่มประสานพรรคอื่นๆ มาเพิ่มเสียง เพราะตอนนี้มีแล้ว 8 ส.ส.ที่เป็นงูเห่า

    “บากบั่น” สรุปว่า พรรคเพื่อชาติมีความขัดแย้งในพรรคจริง

   “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คนน่าจะมาฝั่งรัฐบาลแล้วเพราะบอกว่าเป็นฝ่ายค้านอิสระ ตอนนี้ฝ่ายค้านเหลือแค่ 6 พรรคแล้ว และพรรคเพื่อชาติไปแล้ว 1 คน และกำลังชักชวนคนอื่นๆ ไปด้วย รวมทั้งเร็วๆ นี้จะมีส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่มาด้วยหลังการยุบพรรค เพราะพปชร.ต้องการ 270 เสียง

‘แม้ว’ เล่นมั้ย เกม ‘สม รังสี’ เสี่ยงตายกลับเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แม้ว’ เล่นมั้ย เกม ‘สม รังสี’ เสี่ยงตายกลับเขมร

26 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
สมเด็จฮุน เซน,กัมพูชา,การเมือง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์
เปิดอ่าน 18,274 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 26 ส.ค.62

*****************************

สุดสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุพิพาทเล็กน้อยที่ชายแดนลาว-กัมพูชา บริเวณเซลำเพา เมืองมูนละปาโปก แขวงจำปาสัก กับ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร แต่สื่อออนไลน์ฝั่งเขมรตีข่าวใหญ่โต ปลุกกระแสชาตินิยมด้วยภาพกองทัพกัมพูชาเคลื่อนทัพสู่ชายแดน

ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โทรศัพท์ถึงท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ยุติข่าวลือเรื่องการสู้รบที่ชายแดน

สมเด็จฮุน เซน

สื่ออิสระในพนมเปญวิจารณ์ว่า เป็นเกมการเมืองของสมเด็จฮุน เซน ที่ต้องการเบี่ยงเบนประเด็น “สม รังสี” ประกาศกร้าวจะเดินทางกลับกัมพูชาในช่วงปลายปีนี้

เล่นเกมแตกหัก

สถานการณ์การเมืองกัมพูชาร้อนแรงทันที เมื่อ “สม รังสี” แถลงการณ์ผ่านแฟนเพจ Sam Rainsy ว่า ตัวเขา และแกนนำพรรคคนอื่นๆ จะเดินทางกลับประเทศกัมพูชา ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันที่กัมพูชาได้เอกราชจากการปกครองของฝรั่งเศสในปี 2496

9 พ.ย.62 สมรังสี ประกาศกลับเขมร

สม รังสี อดีตผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) เดินทางไปอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ปลายปี 2558 เพื่อเลี่ยงโทษจำคุก 2 ปี จากข้อหาหมิ่นประมาท และการฟ้องร้องคดีความต่างๆ จากรัฐบาลของนายกฯ ฮุนเซน

ปลายปี 2560 ศาลสูงสั่งยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี สมาชิกระดับสูงของพรรคคนอื่นๆ ได้หลบหนีออกจากกัมพูชาไปอาศัยในต่างแดน ช่วงที่สมเด็จฮุน เซน ดำเนินการปราบปรามฝ่ายค้าน ซึ่งรวมถึงการจับกุมตัว “เข็ม สกคา” แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี ในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน

สม รังสี เดินสายปลุกระดมคนเขมรโพ้นทะเล

เวลานี้ สม รังสี ปลุกสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พีให้ไปรอรับที่สนามบิน นี่คือโจทย์สำคัญของสมเด็จฮุน เซน จะรับมือกับหมากเกมนี้อย่างไร ?

สมเด็จถอยไม่ได้

สมเด็จ ฮุน เซน ประกาศจะวางมือทางการเมืองในวัย 76 ปี หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ถึงวันนั้น พล.อ.ฮุน มาเนต ลูกชายคนโตของเขาจะอายุ 50 ปี ซึ่งพอเหมาะกับการที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลำดับที่ 33

พล.อ.ฮุน มาเนต

วันนี้ “พล.อ.ฮุน มาเน็ต” ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกเสนาธิการทหารผู้บัญชาการกองกำลังต่อต้านการก่อการร้ายสากล และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์นายกรัฐมนตรี

ฮุน มานิต เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ฮุน มานี เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติ, ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและเยาวชน และประธานสมาพันธ์เยาวชนแห่งกัมพูชา

สหภาพยุโรป(EU) พยายามกดดันสมเด็จฮุน เซน ให้ปรับปรุงการเมืองให้ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน ถ้าหากรัฐบาลกัมพูชานิ่งเฉย สิทธิพิเศษทางการค้าย่อมถูกยกเลิก

สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้หวั่นไหวต่อการกดดันของอียู เนื่องจากพี่ใหญ่จีนหนุนหลังเต็มที่ และโต้ตอบสม รังสีว่า ได้เตรียม “คุก” ไว้รออดีตผู้นำฝ่ายค้าน

ชะตา “แม้ว-สม รังสี”

สม รังสี ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนกว่า 4 ปี และไม่เคยหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาเดินทางไปพบชาวกัมพูชาในประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

หากเปรียบเทียบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถูกยึดอำนาจ และร่อนเร่อยู่ในต่างประเทศ ทักษิณเคยกลับไทยครั้งหนึ่ง แต่ต้องก็หนีคุกไปอยู่ดูไบอีกหน เหมือนน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีตามไป

ปี 2552-2553 ทักษิณพยายามเคลื่อนไหวมวลชน กรุยทางให้ได้กลับบ้าน แต่แกนนำ นปช.ก็ทำไม่สำเร็จ

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ยังไม่กลับไทย

อย่างไรก็ตาม ทั้งทักษิณเป็นพลเมืองมอนเตเนโกร ส่วนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นพลเมืองเซอร์เบียเรียบร้อยแล้ว

วันเกิดปีนี้ “ทักษิณ” โฟนอินไปหากลุ่มแดงยูเอสเอ โดยตอนหนึ่ง อดีตนายกฯ จอมพเนจรบอกว่า “ผมยังเป็นคนไทย ถึงแม้จะโดนยึดพาสปอร์ตก็ตาม ผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย ผมยังคิดตลอดว่า ผมจะต้องทำหน้าที่ช่วยประเทศไทยและคนไทย”

ตัวแทนแดงยูเอสเอถามว่า “จะมีโอกาสกลับเมืองไทยไหม” ทักษิณตอบทันที “อันนี้ผมไม่ทราบ ผมต้องจุดธูป”

ผิดกับ สม รังสี มั่นใจในกองหนุนอียู และพลังมวลชน จึงกล้าวัดใจสมเด็จฮุน เซน ตรงข้ามกับทักษิณที่ต้องเก็บรับบทเรียนที่ล้มเหลวในอดีต

ปลายปีนี้ จับตาสถานการณ์การเมืองในเขมร รับรองว่า เลือดเดือดแน่

5รัฐมนตรีพลังประชารัฐงัดข้อ ลุงป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5รัฐมนตรีพลังประชารัฐงัดข้อ ลุงป้อม

26 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลังประชารัฐ,กวาดบ้ารกวาดเมือง
เปิดอ่าน 10,850 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

เข้าไปเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ครั้งแรกของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ โชว์ความเหนือด้วยการประกาศว่าจะนำพาพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งครั้งหน้าเกินครึ่งสภา หรืออย่างน้อยรักษาฐานเสียงเดิม 116 เสียง ให้ได้อย่างแน่นอน

ลุงป้อม จะเดินเกมในพรรคเพื่อค้ำบัลลังก์นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้อยู่ครบ 4 ปี จึงต้องลงมาบัญชาการเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในพรรคดังที่เคยเกิดมาตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล ที่ “แย่งชามข้าว” ถึงขนาดไล่กันภายในพรรค

ลุงป้อมได้แสดงความเป็นผู้นำพรรคในการประชุมนัดแรก ขอให้ 5 รัฐมนตรีของพรรคที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปคิดทบทวนเรื่องลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเลื่อนลำดับผู้สมัครบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน อันจะทำให้การทำงานในสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่มีองค์ประชุมล่มหรือแพ้โหวตฝ่ายค้านดังที่ผ่านมา 3 ครั้ง

5 รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

4 รัฐมนตรี นิ่งเงียบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังว่าจะใช้ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” โดยไม่ “ลาออกจาก ส.ส.” ขณะที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน ออกมาสวนคำบัญชาลุงป้อม อ้างว่า การเป็นรัฐมนตรีควบ ส.ส.จะทำงานได้มากกว่า โดยเหตุผลการประสานในงานในสภา ความชอบธรรม เป็นสิ่งที่แต่ละคนยกมาอ้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ถ้าย้อนไปดูข้อตกลงภายในพรรคพลังประชารัฐที่รู้กันทั้งพรรคว่าก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี บรรดา ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เป็นตัวเก็งรัฐมนตรี ต่างบอกว่าถ้าเป็นรัฐมนตรี จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อเลื่อนลำดับคนถัดๆ ไปให้ขึ้นมาเป็น ส.ส. เพื่อประสิทธิภาพการทำงานสภาในสถานการณ์รัฐบาล “เสียงปริ่มน้ำ” 

ขณะที่รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าและเลขาธิการพรรคทยอยลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อเลื่อนลำดับคนถัดๆ ไปขึ้นมาทำหน้าที่ ส.ส.แทน เนื่องจากภารกิจการเป็นรัฐมนตรีต้องอยู่ฝ่ายบริหาร อาจจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสภาลดลง จึงต้องหลีกทางให้ผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อคนถัดไปขึ้นมาแทน

แม้แต่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังแสดงสปิริตลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อมาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล แม้เงินเดือนจะน้อยกว่า ส.ส.ก็ตาม แต่ 5 รัฐมนตรีชายอกสามศอกของพรรคพลังประชารัฐยังหา “สปิริต” ไม่เจอ และเหตุผลเดียวที่พร้อมใจเฉยชาสวนคำบัญชาลุงป้อม เพราะกลัว “ตีนลอย”

ในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำความเป็น ส.ส. แม้จะ 1 หรือ 2 เสียง ก็เป็นเสียงที่มีค่า รัฐมนตรีทั้ง 5 จึงเก็บสถานะไว้กับตัว เพื่ออำนาจต่อรองหากมีการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” เกิดขึ้น ป้องกันการถูกปรับออกหรือปรับไปอยู่ตำแหน่งหรือศักดิ์ศรี “ต่ำลง” 

ชีวิตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ เพราะมีเสียงอันมีคุณค่าต่อการอยู่หรือไปของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอยู่ในมือเขา

          การปฏิเสธ “คำบัญชา” ของลุงป้อม สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งที่ลุงป้อม และบรรดา เสธ.รอบตัวลุงป้อมต้องไปคิดใหม่แล้วว่า “การเมืองไม่ง่าย” จะสั่ง “ซ้ายหัน-ขวาหัน” เหมือนทหาร-ตำรวจ ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างคิดว่า “เท่ากัน” ไม่มีใครกลัวใคร !

พระราชกระแสรับสั่ง’ภัยแล้ง’ ประชาชนเดือดร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385162?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระราชกระแสรับสั่ง’ภัยแล้ง’ ประชาชนเดือดร้อน

26 สิงหาคม 2562 – 08:23 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,ภัยแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,626 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยประชาชน โดยทุกอย่างอยู่ในพระเนตรพระกรรณ์ใกล้ชิด จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนจะต้องช่วยกัน

ล่าสุดมีพระราชกระแสรับสั่งให้บรรเทาความเดือดร้อน ‘ภัยแล้ง’ ที่เกิดแก่ประชาชนของพระองค์ โดยให้คณะองคมนตรีร่วมกับรัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เฝ้าติดตามด้วยความสนใจและคิดว่าต่อไปนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นอย่างแน่นอนหากได้ทำงานและติดตามผลกันอย่างจริงจัง

คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, นายจรัลธาดา กรรณสูต, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, นายอำพล กิตติอำพน, พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท และ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง

ร่วมกับรัฐมนตรีที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงเดินหน้าปฏิบัติการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น

ไม่มีคณะทำงานที่ใหญ่กว่านี้ปฏิบัติการสู้ ‘ภัยแล้ง’ ถึงขนาดนี้-ขอให้ติดตามผลงาน
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอโทษประชาชนแล้วจบ?
 กรณีส.ส.กร่างที่ภูเก็ต

ผมเป็นราษฎรเต็มขั้นรู้สึกว่าบ้านเมืองประเทศชาติตอนนี้ต้องมีการแตะเบรกให้ช้าลงเสียบ้างเพราะเกิดเรื่องราวใหญ่โต โดยเฉพาะกรณีของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มีปากเสียงกับตำรวจที่ สภ.กะรน จ.ภูเก็ต จน ส.ส.ท่านนี้โดนถล่มในโลกออนไลน์อย่างรุนแรง จนต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มา

ทีแรกผมได้ดูคลิปนี้แล้วบอกได้เพียงว่า ส.ส.พรรครัฐบาลนั้นแบนเป็นกล้วยปิ้งแน่นอนเพราะไปกร่างใส่ตำรวจจนพูดไม่ออก-บอกไม่ถูก

ต่อมาเรื่องค่อยเบาลงเพราะส.ส.ผู้ทรงเกียรติได้กล่าวขอโทษแถมยืนยันว่าทำไปเพื่อประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาวภูเก็ต เรียกว่าไปแบบตัวใครตัวมัน เพราะชักรู้ว่าบรรดาผู้ใหญ่ของพรรคตัดหางปล่อยวัดบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

ผมไม่ออกไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคอนโดที่ภูเก็ตเพราะทาง ‘ดีเอสไอ’ รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนว่าแล้วเรื่องจะจบลงอย่างไร

แต่เวลานี้รัฐบาลก็มีเรื่องปวดหัวมากพอแล้ว ในหลายกรณีทั้งการทำลายสัตว์, ภัยแล้ง จนฝ่ายค้านรอซักฟอก แล้วยังมี ส.ส.ทำตัวแบบนี้อีก

บางที ส.ส.ผู้นี้ได้ออกมาขอโทษสังคมไทยแล้ว แต่เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยไม่ลืมง่ายเหมือนแต่ก่อน

กรรมใดใครก่อก็ต้องรับกรรมไปอย่างนั้นหรือไม่-ใครช่วยตอบที
ธงชัย (บางซื่อ)


เรียนคุณ ‘ธงชัย’ บางซื่อ
จดหมายของคุณแสดงให้เห็นว่านอกจากสื่อออนไลน์แล้วยังมีชาวบ้านธรรมดาๆ สนใจเรื่องนี้มาก และเป็นหน้าที่ของผมจะต้องกระตุกขาบรรดา ส.ส.ทุกคนว่าอย่าไปใช้อำนาจหน้าที่ ไปทำกร่างกับตำรวจหรือข้าราชการประจำที่จำใจต้องปฏิบัติตาม

เวลานี้ภาพลักษณ์ของส.ส.บางคนสร้างความเสื่อมศรัทธาในกรณีต่างๆ ทั้งเป็นเรื่องเล็ก-เรื่องใหญ่เต็มไปหมดตั้งแต่การแต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะ, การพูดที่ไม่เข้าหูคน หรือกิริยามารยาทที่ไม่เรียบร้อย

กรณีของส.ส.ผู้นี้ผมขออนุญาตไม่ออกความเห็นเรื่องมันจะยาวจบลงยาก แต่มีชาวภูเก็ตจำนวนมากแห่กันไปมอบช่อดอกไม้และพูดจาให้กำลังใจตำรวจ สภ.กะรน คงบอกถึงความรู้สึกได้ดี

ผมขออ้างคำพูดของส.ส.พรรคฝ่ายค้านท่านหนึ่งบอกว่าเสพติดอำนาจนิยม ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องจริงและทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายส.ส.ไปหมด

มีโพลล์ราว 98% บอกฟันธงตรงประเด็นเลยว่าไม่ชอบใจส.ส.กร่าง ทำลายความรู้สึกดีๆ หมดไป-จริงหรือไม่ โปรดพิจารณา
อ๊อด เทอร์โบ

ภัยสิ่งเสพติดจำแลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยสิ่งเสพติดจำแลง

26 สิงหาคม 2562 – 07:07 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,817 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

 กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีความพยายามจากบางฝ่ายสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายปลดล็อกจากสินค้าควบคุมให้สามารถนำเข้าได้ โดยอ้างบทความงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าไม่อันตราย แถมเป็นประโยชน์ต่อคนต้องการเลิกบุหรี่ด้วยซ้ำ และหากบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องรัฐบาลจะได้เข้ามาดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการเรียกเก็บภาษีที่จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งอ้างงานวิจัยจากทั้งในและต่างประเทศ กลับพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ก่อให้เกิดการเสพติดเหมือนบุหรี่ นิโคตินมีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน แอลกอฮอล์ และกัญชา ซึ่งในอุตสาหกรรมยาสูบทราบดีตั้งแต่ปี 2493 ว่าสารดังกล่าวก่อให้เกิดการเสพติดและสามารถควบคุมปริมาณที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจกับผู้เสพได้

ภายใต้บริบทกฎหมายของประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมอย่างเด็ดขาด เริ่มตั้งแต่การห้ามนำเข้า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามขาย หรือให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ที่กระทำผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้ที่นำเข้ามาเพื่อขาย ต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันในประเทศไทยทั้งกรณีที่เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้าจำหน่ายและให้บริการ แต่ก็ยังมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศมากกว่า 300,000 ราย ขณะเดียวกันหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้าก็ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายหรือปลอดภัย แต่ในหลักการของการเลิกบุหรี่จำเป็นต้องลดระดับการรับสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลเสียต่อสมองและหัวใจ จึงต้องค่อยๆ ลดปริมาณนิโคตินลงและเลิกรับเข้าสู่ร่างกาย จึงมีการแสดงความเป็นห่วงว่าหากผู้สูบไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ภายใน 1 ปี ก็จะเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมยาสูบ และจะเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมยาสูบในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าเป็นอันตรายน้อยกว่า เหตุผลของความย้อนแย้งดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญของประเทศว่าบุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นมาตรการทางเลือกสำหรับการเลิกบุหรี่ของประเทศไทยหรือไม่

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันชัดเจนจะไม่มีการทบทวนนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งมีบางคนอยากให้นำสินค้าผิดกฎหมายในตลาดมืดเหล่านี้ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมาทำให้ถูกกฎหมาย บางครั้งเรามองแค่รายได้ที่จะได้จากภาษีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองถึงสุขภาพด้วย ที่ผ่านมาเราเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองจำนวนมาก หรือหลายโรคที่เรียกว่าโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่ทรมาน อย่างยิ่งทั้งคนที่เป็นเหยื่อและคนที่ต้องดูแล เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบ้านเมืองเรา จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งภาคประชาสังคมต้องร่วมกันรณรงค์ชี้แจงให้ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้านำมาซึ่งอันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้สูบรวมทั้งเด็กและเยาวชน ที่สำคัญต้องเข้มงวดในการใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างจริงจังด้วย