ส่องทรัพย์ค่ายสีส้ม รวยจริง จนจริง ชนชั้นใด? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384944?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องทรัพย์ค่ายสีส้ม รวยจริง จนจริง ชนชั้นใด?

24 สิงหาคม 2562 – 10:29 น.
พรรคอนาคตใหม่,เปิดบัญชีทรัพย์สิน,ปปช,โรม รังสิมันต์,เจาะประเด็นร้อน,พิษณุ พลธี
เปิดอ่าน 26,315 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค.62

อีกบทเรียนที่ส.ส.หน้าใหม่ ต่อให้รู้ตัวว่าต้องเจอ แต่เชื่อเหอะ “ยังไม่ชิน” กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุดนี้

ถามส.ส.รุ่นเก๋า บอกเลยเฉยมาก พร้อมทุกครั้งที่ต้องการ แต่ถ้าถามหน้าใหม่มันคนละฟีล เพราะที่รวยอยู่แล้วอาจจะไม่เท่าไหร่ ที่รวยจริงแต่ฟอร์มจนก็ยังไม่สุด

แต่ที่จนจริง เจ็บจริง นี่มันเขิน! ทุกวันนี้แม้จะมีเงินเดือน ส.ส. แต่ครั้นจะไปงานชาวบ้านบ่อยถี่โดยไม่ได้รับเชิญอย่าง ส.ส.สาวโพธาราม ก็คงไม่ไหว

โดยเฉพาะที่หลายคนจับตารอดูคือบรรดาส.ส.หน้าใหม่ พรรคใหม่ อย่าง พรรคสีส้ม ตอนนี้มีตัวเลขออกมา บางคนถึงกับทำเอาคนไทยอมยิ้ม

พอมีพอกิน

ส.ส.อนาคตใหม่ วันนี้มีตัวเลขน่าสนใจอยู่หลายราย คือเท่าที่อัพเดทที่วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ยังไม่มีใครถูกจัดกลุ่มรวยไม่ว่าจะทั้งหลักพันล้าน ร้อยล้าน หรือสิบล้าน

ดูกันที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่มีทั้งหมด 50 ที่นั่ง แต่ยื่นแสดงถึง 42 ราย ส่วนส.ส.เขต มีทั้งหมด 28 ยื่นไปแล้ว ราย นี่คือข้อมูลช่วงวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ อย่าง วรรณวิภา ไม้สน ชาว จ.อุตรดิตถ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3  มีรายได้ 1,362,720 บาท รายจ่าย 3.2 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 505,680 บาท หนี้สินอีก 304,513 บาท ในรายการมีโฉนดที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ มูลค่า 6 แสนกว่าบาท

พล.ท.พงศกร รอดชมภู

ส่วน พล.ท.พงศกร รอดชมภู หรือ “เสธ.โหน่ง” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 มีรายได้ 2.3 ล้านบาท รายจ่าย 1.5 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 8.6 ล้านบาท แต่มีหนี้สินอีก 21 ล้านบาท แถมยังมีนาฬิกาที่ได้มาก่อนรับตำแหน่ง 3 เรือนรวมมูลค่า 2 แสนกว่าบาท

หรือ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 ผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ที่เอไอที มีรายได้ 3.5 ล้านบาท รายจ่าย 2.8 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 41 ล้านบาทเศษ มีหนี้สิน 9 แสนบาทเศษ

ศรีนวล บุญลือ

อย่าง ศรีนวล บุญลือ สาวเจียงใหม่ ที่เข้าป้ายเป็นส.ส.เขตคนสุดท้ายของพรรค ได้แสดงรายการทรัพย์สินรวม 7.27 แสนบาท โดยเธอแจ้งว่ามีสิ่งปลูกสร้าง แสนบาท ยานพาหนะเป็นรถยนต์ และจักรยานยนต์จำนวน คัน รวมมูลค่า 4.5 แสนบาท ขณะเดียวกันมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แสนกว่าบาท

และอื่นๆ อีกมากมาย ไปหาดูได้ในเว็บไซต์ของป.ป.ช. แต่ที่แน่ๆ หลายคนไปได้ไม่ลำบากนัก

วัยรุ่นสร้างตัว?

แต่ที่เป็นข่าวฮือฮาเห็นจะหนีไม้พ้นเซเลบของพรรคสีส้ม อย่าง รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 และเป็นแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ที่เม้าท์กันคงไม่ใช่เพราะมีรายได้ 1.3 ล้านบาทเศษ รายจ่ายทุกอย่าง 7 แสนบาทเศษ รวมทรัพย์สิน 222,623 บาท

แต่ตรงที่มีหนี้สิน 202,360 บาท เข้าข่ายเกือบติดลบ โดยเฉพาะมีหนี้สินเป็นเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวม 196,309 บาท นี่แหละที่ทำเอาสื่อพากันตีข่าวกระจาย โรมกลายเป็นส.ส.รวยแค่สองหมื่นบาท!!

เพราะตามข่าวระบุว่า รังสิมันต์ โรม มีรายได้ทางเดียวจากค่าตอบแทนส.ส. รวม 1.36 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายจากการอุปโภคบริโภค แสนบาท ค่าเช่าที่อยู่ 9.6 หมื่นบาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท ส่วนเงินกู้ยืม กยศ. เขาระบุว่ายอดจ่ายรวมทุกปีถึงปัจจุบัน 14,165 บาท!! โดยกู้ยืมมาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2554 รวมค่าใช้จ่าย 710,165 บาท!!

โรม ระบุในรายการทรัพย์สินว่ามีเงินสด 2 หมื่นบาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร แสนกว่าบาท และทำประกันชีวิตไว้ แสนบาท เมื่อหักกลบหนี้รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,263.4 บาทเท่านั้น

สำหรับตัวใหญ่แถวหน้าอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจปิยบุตร แสงกนกกุลพรรณิการ์ วานิช หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และหลายคนที่ยังอุบเงียบไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน คนไทยรอดูใจจะขาด

งานนี้สาวช่อแจงว่า ขอขยายเวลาการยื่นบัญชีไป 30 วัน ซึ่งทำได้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ขอขยายเวลา ซึ่งจะสิ้นสุด 23 สิงหาคมนี้ เวลา 16.00 น. เราทุกคนยื่นตามเวลา และป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีตามปกติ

บ้านแม่ รถเพื่อน

สำหรับ ส.ส.คนสุดท้าย ถึงจะไม่ได้สังกัดสีส้ม แต่ก็อดไฮไลท์ไม่ได้ เขาคือผู้ที่ข่าวรายงานว่ามีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ พิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย อายุ 38 ปี

มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,064 บาท เป็นเงินฝากธนาคาร ทั้งนี้ พิษณุ แจ้งว่าก่อนหน้านี้มีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก อบจ. 1 เดือน จำนวน 14,000 บาท

ส่วนเงินเดือนส.ส.ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม-ธันวาคม 2562 รวมจำนวน 829,700 บาท มีรายจ่ายประจำ ประกอบด้วยรายจ่ายส่วนตัว 600,000 บาท ค่าอุปการะมารดา 180,000 บาท รวมรายจ่าย 780,000 บาท

นายพิษณุ แจ้งว่า อาศัยอยู่บ้านของมารดาย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่วนยานพาหนะที่ใช้คือรถยนต์จากบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อน

เห็นหุ่นไม่เสี่ยแบบนี้ ถึงที่ไม่มีสักแปลง แถมยังใช้ “บ้านแม่ รถเพื่อน” แต่สุดเจ๋งคือไม่มีหนี้สักบาทนะจะบอกให้

หลังจากนี้มาติดตามกันว่าใครจะรวยขึ้นจนลงอีกเท่าไหร่ เพราะตัวเลขก่อนและหลังทำการเมืองคนไทยรู้ดีว่ามันไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เห็นกันมาแล้วหลายสมัย

ที่ผ่านมาเคยมีคนที่แจ้งบัญชีเท็จ โดนเช็กบิลไปหลายรายด้วยซ้ำไป

ศึกในปะทุ สะตอ ‘สามมิตร’ งัดด้ามขวานไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384934?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกในปะทุ สะตอ ‘สามมิตร’ งัดด้ามขวานไทย

24 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
สิระ เจนจาคะ,วันชัย ปริญญาศิริ,ศาตรา ศรีปาน,กลุ่มสามมิตร,กลุ่มสามมืตรใต้,ภาคใต้,ด้ามขวาน
เปิดอ่าน 6,160 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค. 62

*******************

กรณี “สิระเอฟเฟกต์” ไม่ได้ส่งผลด้านลบให้แก่พลังประชารัฐทั้งพรรค หากแต่ยังสะท้อนการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าภายในพรรค แถม “กลุ่มด้ามขวานไทย” ก็ออกอาการไม่เอกภาพ

ก่อนเดินทางไปภูเก็ต “สิระ เจนจาคะ“ พยายามชงประเด็น ”ภูเก็ตก็มีป่าแหว่ง” และนัดหมายสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งบินไปทวงคืนป่าให้แผ่นดิน

18 สิงหาคม 2562 สิระและทีมงาน ตั้งเวทีทวงคืนผืนป่ากะรน ที่ด้านหน้าโครงการคอนโดมิเนียมเจ้าปัญหา ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ท่ามกลางสื่อมวลชนท้องถิ่นและส่วนกลางเกือบ 50 คน

สิระ ส.ส.กรุงเทพฯ ล่องใต้เที่ยวนี้ก็มี ส.ส.ภูเก็ต พรรคเดียวกันมาร่วมทวงคืนผืนป่า 1 คนคือ “สุทา ประทีป ณ ถลาง” ส.ส.ภูเก็ต เขต 1 พร้อมกับ 3 ส.ส.สงขลา ได้แก่ “ศาสตรา ศรีปาน”, “พยม พรหมเพชร” และ “ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี” นอกจากนี้ ยังมี สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

3 ส.ส. สงขลา กลุ่มสามมิตร

ไฮไลท์ของข่าววันนั้นประเด็นป่าแหว่งภูเก็ตถูกกลบด้วยคลิปวิวาทะ “สิระ” กับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รองผู้กำกับการ สภ.กะรน

19 สิงหาคม 2562 สิระเข้าพบ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับโครงการคอนโดหรูที่กะรน ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส.สงขลา 3 คนเท่านั้น ที่ร่วมคณะเข้าพบผู้ว่าฯ แต่สุทาไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วย

ด้ามขวานไทยไม่หนุน

20 สิงหาคม 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐ นัทธี ถิ่นสาคู” ส.ส.ภูเก็ต เขต 2 พร้อมด้วย “นิพันธ์ ศิริธร” ส.ส.ตรัง กล่าวในฐานะเจ้าของพื้นที่ยืนยันว่า สิระไม่ได้ประสานมาว่าจะลงพื้นที่ซึ่งตัวเขาเองและพี่น้องชาวภูเก็ตรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐยึด 2 ที่นั่งของภูเก็ตได้ โดย ส.ส.เขต 1 คือ สุทา ประทีป ณ ถลาง ขวัญใจชาวประมงพื้นบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากกลุ่มนายทุน

ส่วนเขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภูเก็ต ซึ่งเป็นส.ส.ในเขตที่มีปัญหาป่าแหว่งภูเก็ต หรือคอนโดมิเนียมหรูรุกป่า

ว่ากันว่า ส.ส.ภูเก็ต 2 คน และส.ส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐนัั้น อยู่ในกลุ่มด้ามขวานไทย ที่มี ทวี สุระบาล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง โดย สุทา ส.ส.ภูเก็ต เขต 1 ไปร่วมปราศรัยจริงแต่เมื่อเหตุการณ์บานปลาย สุทาก็หายไปจากกลุ่มสิระ

สงขลา”ขอยืนเคียงข้าง

“ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ยอมรับว่ามีส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ไปสังกัดกลุ่มสามมิตร ได้แก่ ศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา เขต 1, พยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา เขต 2 และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต 1

สุริยะกับกลุ่มสามมิตรใต้ วันชัย ปริญศิริ และ ศาสตรา ศรีปาน

ส่วน วันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา เขต 3 และร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา เขต 4 ยังไม่มีท่าทีชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ศาสตรา ศรีปาน ได้โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ส.ส.สงขลา 4 คน ยืนเคียงข้างสิระ เจนจาคะ และย่อมหมายถึงการแสดงตัวว่าสังกัดกลุ่มสามมิตรด้วย

ศาสตรา ศรีปาน

สรุปว่า ส.ส.ภาคใต้ พลังประชารัฐ 13 คน แยกออกเป็น 2 ปีกคือ กลุ่มสามมิตร 5 คน และกลุ่มด้ามขวานไทย 8 คน

ดราม่า “สิระ” ซ่อนเกม ซ้อนกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384926?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่า “สิระ” ซ่อนเกม ซ้อนกล

24 สิงหาคม 2562 – 08:42 น.
สิระ เจนจาคะ,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน,สส,สสกร่าง,พุทธอิสระ,บ้านทรงไทย,ภูเก็ต,สศหลักสี่,ดราม่า สิระ ซ่อนเกม ซ้อนกล
เปิดอ่าน 13,254 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค. 62

***********************

คนชื่อ “สิระ” ไม่ใช่เพิ่งเสียงดัง สมัยเป็น “สปช.สายหลวงปู่” ก็ห้าวเป้ง พลันที่ขยับจับมือ “ส.สมศักดิ์-ส.สุริยะ” รับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน จนมั่นใจ จึงทะยานฟ้าข้ามถิ่นถึงฝั่งอันดามัน

คนจะใหญ่ ถ้าจะหนาว และฉาว ก็ต้องทน แต่ถ้าทนแล้วได้ดี…ก็คุ้ม!!

วันนี้ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แม้กำลังเหน็บหนาวกับเรื่องฉาวๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กับเกมมหาพลิกล็อก ที่ต้องตกเป็นเป้าโจมตีเสียเองในคลิปดัง กะตะน้อย ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต

แต่ก็น่าแปลกไม่รู้ทำไมปรากฏว่าคนไทยยิ่งอยากรู้จัก ส.ส.คนนี้มากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับข่าวแจ้งบัญชีแสดงทรัพย์สินของเขาที่ทำเอาเราๆ ท่านๆ ถึงกับตาลุกวาว

ส่วนท่านส.ส.น่ะหรือ ต่อให้ในใจอยากให้สังคมไฮไลท์ที่บทบาทของเขาเรื่อง “คอนโดภูเก็ต” ยังไง แต่พอพูดถึงความอู้ฟู่ บางทีมันก็น่ากระหยิ่มยิ้มย่องไม่น้อยเหมือนกัน

รู้จักคน (เสียง) ดัง

คงเคยผ่านตามาบ้างที่ สิระ เจนจาคะ เคยเล่าผ่านสื่ออย่างภาคภูมิใจว่า ตนนั้นชีวิตเคยพลิกผัน เร่ร่อน ถึงกับนอนตามป้ายรถเมล์มาแล้ว

ย้อนไปในช่วงชีวิตฉากต้น สิระ เป็นคน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นบุตรคนที่ 9 ในจำนวนพี่น้อง 13 คน ตอนอายุ 15 สิระต้องเลิกเรียนเพราะขาดทุนทรัพย์ จึงจับรถไฟเข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองกรุง

คนไม่ยอมย่อมได้ดี สิระทำมาหมดแล้วตั้งแต่ขายก๋วยเตี๋ยว ไปเป็นเซลล์ และแม้แต่เคยเดินแบบก็ทำ แต่อาศัยขยันในหน้าที่เซลล์ขายรถ จนเติบโตมาเป็นผู้นำเข้าเอง ทั้งเบนซ์ วอลโว่ รถยุโรปทั้งหลาย และยังเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความไปด้วย

ต่อมาสิระหันเข้าสู่แวดวงมวยไทย ไปเป็นสปอนเซอร์ให้ “วังจั่นน้อย ส.พลังชัย” จนย้ายค่ายมาอยู่ที่ค่ายมวย ส.สิระดา กลายเป็น “วังจั่นน้อย ส.สิระดา” ช่วงนั้นใจป้ำถึงกับแจกวอลโว่แชมป์มวย จนได้ฉายา “เสี่ยวอลโว่” มาครอง

หลายคนเชื่อว่าชีวิตที่ต้องอาศัยใต้สะพานปิ่นเกล้าเป็นที่อาบน้ำ และเก็บขวดพลาสติกขาย ถ้าเป็นตัวจริงคงประสบเพียงไม่นาน

และก็เป็นตามนั้น สิระเป็น “คนเคยรวย” เพียง 2 เดือน ก็เดินหน้าจัดการเรื่องประนอมหนี้ 3 ล้านบาท แล้วหามาคืนภายในเวลาไม่นาน จากกา6รเบนเข็มไปเปิดสำนักงานกฎหมายที่พัทยา แค่ 3 ปี สิระคนเก่าก็คืนชีพ

ที่เน้นคือราวๆ ปี 2545 เจ้าตัวก็ยังหันไปเอาดีธุรกิจบ้านทรงไทย ช่วงเริ่มต้นลองซื้อเศษไม้เก่ามาสร้างเป็นศาลาทรงไทยหลายรูปแบบ

ภาพจากเพจ บริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด

เป็นอันว่าสิระจับทางถูก กลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการบ้านทรงไทย ในนามบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด ซึ่งเช่าพื้นที่ของกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน หรือ ปตอ.เป็นฐานการผลิต

ว่ากันว่าลูกค้าของเขามีทั้งเจ้าของรีสอร์ท เจ้าของสวนยาง ถ้าเป็นข้าราชการลดให้อีก 10% สนนราคาตั้งแต่ 570,000 บาท ถึง 10 ล้านบาทต่อหลัง

ลูกค้าที่ไหนเลยจะเด็ดดวงเท่ากับคนใหญ่จากมวลมหาประชาชน ที่สิระได้ใช้บ้านทรงไทยในอาณาจักรเพื่อเป็นสถานที่รองรับอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระแห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตอนที่ยังห่มผ้าเหลืองเป็นแกนนำกปปส. ช่วงรอยต่อปี 2556-2557 นั่นแหละ

เคยรวย-ยิ่งรวย

ที่จริงคำถามว่าเขาเป็นใครไม่น่าร้อนแรงเท่ากับข่าวใหญ่ที่โผล่มาราวกับถูกวางคิวในช่วงที่หน้าสื่อมีแต่ใบหน้าของเขา กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของส.ส.ไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

อย่างที่รู้ สิระผ่านชีวิตการสอบตกส.ส. เขตหลักสี่ตอนปี 2554 ให้แก่คนพรรคเพื่อไทย พอปี 2557 วนเวียนไปเป็นทนายความให้หลวงปู่พุทธอิสระ จนกระทั่งได้รับให้เสนอชื่อเข้าเป็นสมาชิกสปช. ในนามมูลนิธิธรรมอิสระ วัดอ้อน้อย โดยมีฉายา “สปช.สายหลวงปู่” ก็ห้อยท้ายตามตัวตลอด

ภาพจากเพจ บริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด

กระทั่งมาสอบติดเป็น ส.ส.เขตหลักสี่ในปีนี้ และมามีชื่อในลิสต์ความรวย-จน ของส.ส. 415 ราย อวดให้ชาวบ้านได้เห็นกันจะจะ!!

ปราฏว่า สิระ เจนจาคะ คนดังที่สุดในยามนี้ยังติดโผเศรษฐีที่คนไทยต้องครางฮือ…อีกด้วย!!

รายงานระบุว่า สิระ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 547,694,338 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 4,971,601 บาท มีรายได้รวม 1.2 ล้านบาท รายจ่ายรวม 3,735,298 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของ วิภาวี คุปติมาลาธร (นามสกุลในปัจจุบัน) คู่สมรส โดยถือครองที่ดินหลายแปลงใน จ.สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี และย่านทุ่งสองห้อง กทม. มูลค่ารวม 236,955,100

รวมถึงมีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่ารวม 162,270,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่า น.ส.วิภาวี มีทองคำแท่งน้ำหนักรวม 415 บาท มูลค่า 2,280,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาโรเล็กซ์ แหวนทับทิมล้อมเพชร ทองรูปพรรณ พระพุทธรูปเนื้องทองคำ สร้อยข้อมือเพชร กระเป๋าหรู 500,000 บาท ต่างหูเพชร สร้อยคอเพชร รวมมูลค่ากว่า 21.41 ล้านบาท

ไม่ต้องทวนซ้ำว่า ส.ส.เสียงดัง เอ๊ย! คนดังคนนี้ รวยระดับ “ห้าร้อยล้าน” ถึงไม่ตัวท็อปในก๊วนสภาไทยแต่ก็ถือว่าเข้าขั้น “รวยไม่รู้เรื่อง”!

ทุกวันนี้ด้านธุรกิจมวย สิระถ่ายโอนไปให้ ชลสิทธิ์ เจนจาคะ” เป็นเจ้าของค่าย ส.สิระดา ตั้งอยู่เลขที่ 99/519 หมู่ 2 ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพฯ ส่วนธุรกิจสำนักงานกฎหมาย ทุกวันนี้ยังมีอยู่

ส่วนธุรกิจบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันโอนไปให้ลูกชายชื่อ ภวินท์ เจนจาคะ” ที่สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษเป็นผู้ดูแลทั้งหมด

โดยบริษัทบ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 ทุน 1 ล้านบาท ช่วงปี 2558 บ้านทรงไทยมีงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจปี 2558 แจ้งว่ามีรายได้จากการให้บริการ 7,728,971.97 บาท รวมรายได้อื่น 7,740,969.46 บาท กำไรสุทธิ 364,754.82 บาท

มาถึงวันนี้รายได้ของบ้านทรงไทยไปขนาดไหน ตัวเลขห้าร้อยล้านบาทที่มีอยู่ในพกในห่อ ลองไปคำนวณกันดูเอาเอง!

ดี๊ด๊า…นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดี๊ด๊า…นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา

24 สิงหาคม 2562 – 00:00 น.
นารีสโมสร
เปิดอ่าน 1,975 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันที่ 24-25 ส.ค.2562

สำหรับสาว สาว สาว รุ่นโน้น ความรักอาจคือ “ฝันไป” แต่สำหรับรัฐบาลไทยวันนี้ความจริงกำลังสดใสไปด้วยดอกไม้สามสาว

โดยเมื่อล่าสุดข่าวเป็นทางการแล้วว่าจากที่เรามี “อาจารย์แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ล่าสุดที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคประชาธิปัตย์ และไตรศุลี ไตรสรณกุล จากพรรคภูมิใจไทย เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกสองคน

คนไทยได้เห็นข่าวนี้ก็อดที่จะสนใจใคร่รู้ไม่ได้ เพราะนี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้หญิงล้วน ความสดชื่น ครื้นเครง เหมือนจะบรรเลงเพลงอยู่เบาๆ

แถมพอเปิดตัวปั๊บก็เป็นเสือสาวปืนไว เริ่มงานแรกด้วยการจัดรายการ “government weekly” ผ่านเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าทุกบ่ายวันศุกร์ นัยว่าจะทำการเมืองรูปแบบใหม่ นำเสนอนโยบายภาพรวมของรัฐบาลเชิงรุก เน้นการเข้าถึงของประชาชนในทุกช่องทาง รวมทั้งการตอบคำถามของสื่อมวลชน อย่าให้มีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม เปิดตัวไปแล้ววันศุกร์ที่ผ่านมา

ไม่รู้คนรักลุงตู่จะยังคิดถึงคนหน้าเดิมอยู่อีกหรือเปล่า เพราะจากนี้เราจะได้เห็นสามสาวมาจ้อแทน แค่เริ่มก็แซบ งั้นมาทำความรู้จักเธอทั้งสามคนอีกครั้งดีกว่า

     ตัวแม่ท็อปฟอร์ม

ฮือฮากันไปก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับการแต่งตั้ง “อ.แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหญิง

วันนี้ในวัย 46 ทางหนึ่งเธอมาจากส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ เป็นทั้งกรรมการบริหารพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค แต่ทางหนึ่ง ดร.แหม่ม ก็ไม่ใช่ม้ามืด โนเนมอะไร แถมยังครบเครื่องด้วยซ้ำ

ถามความรู้ความสามารถก็ระดับ “เอบวก” ปริญญาตรีสถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ก่อนไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยแห่งรัฐจอร์เจีย สหรัฐอมเริกา และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ประยุกต์) และปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเงิน) จากวิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

ถามประสบการณ์ก็ระดับ “เก๋า” ด้วยเป็นอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อยู่สิบกว่าปี และเป็นปรึกษาด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หนึ่งในทีมคิดนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อเนื่องถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรประชารัฐ) รวมถึงนโยบาย “มารดาประชารัฐ” อีกด้วย

ถามถึงแบ็กอัพก็ระดับ “แน่น” เพราะ ดร.แหม่ม อยู่สาย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ค่าที่สังกัด “สำนักนิด้า” เป็นศิษย์มาก่อน และยังเคยเป็นผู้ช่วย รมต.คลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีต รมว.คลัง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 มาแล้ว)

ถ้าใครเคยเข้าเพจพรรคพลังประชารัฐ คงเห็นเธอในรายการ “อ.แหม่มขอเคลียร์” มาแล้ว บทบาทคือทำหน้าที่ชงนโยบายประชารัฐ-เชือดเฉือนนโยบายคู่แข่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา

ไม่เจ๋งจริงทำไม่ได้นะคะ

++

 ตัวจริงซะที!
มาตามสัญญาที่พรรคสีฟ้าต้องมี วันนี้รองโฆษกรัฐบาลได้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีดีกรีตรงสเปกมาเสริมทีม ตามโจทย์ว่าต้องละมุนละไม ไม่ห้าว ไม่เปิดวอร์ไปทั่ว

ดร.รัชดา หรือ “ดร.กานต์” จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล ปริญญาโท 2 สาขาจากสหราชอาณาจักร คือ สาขากลยุทธ์องค์กรและบรรษัทภิบาล มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และสาขาการจัดการบัญชีและการเงินระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม และสำเร็จปริญญาเอกด้านธุรกิจระหว่างประเทศ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที)

นับแต่ปี 2541 ดร.กานต์ โลดแล่นในสายวิชาการ เป็นอาจารย์อยู่สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสอนพิเศษอีกหลายสถาบัน

แต่ทางการเมืองเรียกได้ว่าแซบ เพราะเคยเป็น 1 ใน 50 คณาจารย์มหิดล ลงชื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549 จนกระทั่งตัดสินใจลงการเมืองในปีนั้นกับพรรคประชาธิปัตย์

คนนี้เรียกว่าวนเวียนอยู่แถวหน้าๆ ในยุค “ปชป.ผลัดใบ” ของอดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเนิ่นนาน เป็น ส.ส.กทม.มาแล้วถึง 2 สมัย ในยุคที่พื้นที่ กทม.ยังอุดมไปด้วยคนจากพรรคสีฟ้า

คือเลือกตั้งปี 2550 กับ 2554 ครั้งแรก ดร.กานต์ ลงเขต 12 (บางกอกน้อย, ตลิ่งชัน, บางพลัด, ทวีวัฒนา) ได้รับเลือกตั้งรุ่นเดียวกับ องอาจ คล้ามไพบูลย์ และชนินทร์ รุ่งแสง ส่วนปี 2554 อยู่เขตบางพลัด บางกอกน้อย

จะมาสอบตกเอาปีนี้ ที่บางพลัด บางกอกน้อย ที่เดิม โดยเสียเก้าอี้ให้ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ แต่รายนี้ก็เคยสมัครพื้นที่นี้ในนามพรรคสีฟ้าตอนปี 2548 แต่พ่ายผู้สมัครค่ายแดง

อย่างไรก็ตามสำหรับ ดร.กานต์แล้ว ถ้าพูดถึงบทบาทการเป็นโฆษกทางการเมือง เผลอๆ อาจจะแน่นกว่าโฆษกใหญ่ด้วยซ้ำ (อุ๊บ!)

คงยังไม่ลืมว่าเมืองไทยเคยมี “รัฐบาลเงา” ในยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ตอนนั้นประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภา เลยตั้งครม.เงาขึ้นมา และ ดร.รัชดา นี่แหละที่พรรคให้เป็น “รองโฆษกรัฐบาลเงา” หรือเท่ากับทำงานประกบกับรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ตัวจริง พอมาปี 2554 ก็ยังได้ตำแหน่งนี้อีกครั้งในช่วงรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นอันว่าในเดือนเกิดสิงหาคมนี้ ดร.กานต์ ได้ฉลองวัย 44 เลขสวย กับบทบาทรองโฆษกรัฐบาล “ตัวจริง” ไม่อิงมโนเสียที ตบมือ!

++

          หน้าใหม่ภูมิใจ(ไทย)เสนอ
มาว่ากันที่คนเล็ก เอ๊ย! รองโฆษกพรรคอีกคน “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” หรือ “น้องกวาง” อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 30 ของพรรคภูมิใจไทย

คนนี้แม้จะหน้าใหม่ แต่ต้องนับว่ามาแรง ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นที่ฮือฮา เม้าท์มอยว่าคนใหญ่พรรคภูมิใจไทย ค่ายสีน้ำเงิน ถึงกับลั่นว่ารองโฆษกรัฐบาลในทีมจะไม่มีคนนี้ไม่ได้!

สำหรับดีกรีทางการศึกษานั้น กวางจบการศึกษาจากสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสิงห์แดงรุ่น 60 (จบการศึกษาปี 2555) ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่แม้แต่น้อย

ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นรองประธาน YEC หรือ Young Enterpreneur chamber of commerce ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโครงการรวมกลุ่มของนักธุรกิจรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาเครือข่ายสมาชิกและธุรกิจของหอการค้าไทย

แต่ทางส่วนตัวนั้น “แน่นกว่า” เพราะเธอเป็นบุตรสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ที่สร้างเครือข่ายการเมืองไว้หลายพรรค ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

ด้วยความเป็นหน้าใหม่ถ้าจะดูโปรไฟล์ที่ต้องไฮไลท์ก็คงเป็นเส้นทางของผู้พ่อ เพราะวิชิตนั้นกว้างขวางในการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่กันทรลักษ์ ชายแดน จ.ศรีสะเกษ บ้านเกิด มาแต่สมัยรุ่นเตี่ย “ฮวด ไตรสรณกุล” อดีต ส.จ.ศรีสะเกษ ปี 2518

ที่ผ่านมารุ่นลุงของกวาง หรือ วีระ ไตรสรณกุล ก็เคยเป็น ส.จ.ศรีสะเกษ พอมารุ่นพ่อก็ยังได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.ศรีสะเกษ สมัยแรกเมื่อปี 2543 ทำงานแบบดึงตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ มาเป็นรองนายก อบจ.

ส่วนลุงอีกคนของกวาง “ธีระ ไตรสรณกุล” ก็เป็น ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคเพื่อไทย ยาวนาน 2 สมัย 2554, 2562

เคยมีผู้วิเคราะห์ว่าหากมีการแต่งตั้งกวางเป็นรองโฆษกรัฐบาลจริงก็แปลว่าลูกหลานเตี่ยฮวดสยายปีก “ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน” วันนี้คงกำลังไปทางนั้น

วันที่เธอได้รับประกาศอย่างเป็นทางการ กระจอกข่าวจ่อไมค์ถามให้พูดเป็นภาษาลาว เธอเขินๆ แต่ก็ตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ (บรรทัดต่อไปให้หลับตานึกภาพสำเนียงศรีสะเกษด้วย)

“พ่อก็บอกว่าที่มาอยู่ทุกวันนี้นี้ได้ก็เพราะชาวศรีสะเกษ ก็ให้ทำงานตอบแทนประชาชนคนศรีสะเกษ ให้ขอบคุณเขา และให้ทำงานให้ดีที่สุด ตอบแทนเขา”

“ถามว่าหนักมั้ย (ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล) จริงๆ แล้วหนูยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเจออะไรบ้าง แต่จะหนักหรือไม่ก็ไม่ได้กลัว ก็สู้ไป เรียนรู้ไป เพราะว่ามันเหมือนเป็นแค่ก้าวแรก หนูคงจะไปต่อเรื่อยๆ คงไม่หยุดอยู่แค่นี้”

มาดูกันว่าสามสาวสามสีโทนเย็น เขียว ฟ้า น้ำเงิน จะทำงานเข้าขากันดีขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงเขาว่าสนิทกันง่าย รักกันไว งานโฆษกของรัฐนาวาลุงตู่น่าจะลื่นไหลไปด้วยดี

ดราม่าหวยเกินราคา..พ่อค้าขาด้วน&แพะกองสลาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384785?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่าหวยเกินราคา..พ่อค้าขาด้วน&แพะกองสลาก

23 สิงหาคม 2562 – 15:10 น.
ขายหวยเกินราคา,กองสลาก,พ่อค้าขาด้วน,แพะกองสลาก,หวยออนไลน์ 12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,788 ครั้ง

หวยงวดกลางเดือนสิงหาคม 2562 แจ็กพอตแตกที่ เชียงใหม่

คนซื้อไม่ถูก คนถูกไม่ได้ซื้อ เพราะเป็นคนขายเอง

วรเชตุ คำพรรณ์ หนุ่มพิการขาด้วนโดนแจ็กพอตคนเดียวเต็มๆ (แบบมึนๆ) ตอนนั่งรถวีลแชร์ขายลอตเตอรี่อยู่ที่หน้าห้างค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่

   เขาถูกตำรวจท้องที่จับเพราะขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา!

ปกติ วรเชตุ ออกมาขายลอตเตอรี่ที่นี่เป็นประจำทุกวัน จึงไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้รับเลือกเป็นพ่อค้าหวยตัวอย่างที่จะต้องถูกจับฐานขายสลากใบละ 100 บาท เท่ากับแผงค้าลอตเตอรี่ทุกร้านใน จ.เชียงใหม่

การจับคนขายหวยขาด้วน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ตำรวจจะเดินไปใส่กุญแจมือกันดื้อๆ ต้องมีคนแจ้งเบาะแส ก่อนวางแผนล่อซื้อให้รัดกุม !

บ่ายวันที่ 15 สิงหาคม ขณะ วรเชตุ นั่งขายลอตเตอรี่อยู่บนวีลแชร์หน้าห้างฯ ซึ่งจัดพื้นที่ไว้สำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาซื้อสลากฯ แบบชุด 2 ใบ ราคาใบละ 100 บาท จากนั้นชายฉกรรจ์อีกคนได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมคนขาย

คนที่อ้างตัวเป็นตำรวจแจ้งกับพ่อค้าหวยขาด้วนว่า พวกเขาได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา แล้วก็พาตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.สารภี โดยให้ยอมรับสารภาพผิด และเสียค่าปรับจำนวน 5,000 บาท ก่อนปล่อยตัวกลับไป

ตอนถูกตำรวจจับ คนขายหวยยังมึนอยู่ว่า ร้านค้าทั่วไปก็ขายราคานี้เหมือนกันทั้งประเทศ ไม่เห็นมีใครทำอะไร แล้วทำไมเขาถึงต้องมาซวยอยู่คนเดียว?

  จริงอย่างเขาบอก ไม่มีแผงค้าลอตเตอรี่ร้านไหนไม่ขายสินค้าเกินราคาสักร้านเดียว!

กระจอกข่าวสุ่มสำรวจแผงค้าในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ริมถนนมหิดล หน้าการเคหะหนองหอยเชียงใหม่ เพื่อความแน่ใจ พบว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลขายตามราคาควบคุม 80 บาท อยู่ส่วนหนึ่ง ตัวเลขไม่น่าลุ้นเหมือนสลากฯ รวมชุดเลขสวย แต่ก็มีราคาสูงตั้งแต่ใบละ 100-120 บาท เฉพาะเลขท้าย 22 หวยโคตรดังงวดนั้นราคาปั่นขึ้นไปใบละ 250 บาท ก็ยังขายคล่อง

ขณะที่บริเวณแผงค้าข้างถนนเชียงใหม่-แม่ริม ซึ่งตั้งขายเรียงรายจำนวนมาก พบว่าขายเกินราคาทุกใบ ใบละ 100 บาท คนขายอ้างว่าเป็นหวยชุด รับมาแพงต้องขายแพง เช่นเดียวกับแผงหน้าห้างใกล้สนามบินก็ขายใบละ 100 บาท ต่ำสุด ขายหมดทุกงวด ไม่มีใครถูกจับ เป็นได้หรือไม่ว่าตำรวจไม่รู้เพราะไม่มีคนแจ้งเบาะแส!

พ่อค้ารายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า หากเป็นสลากฯใบเดียวจะขายราคาเดิมคือใบละ 80 บาท ตามกฎหมาย แต่ถ้ารวมชุดหรือเข้าคู่แล้ว ต้องคิดราคาเพิ่ม เพราะมีการสั่งล่วงหน้าและตามเก็บให้ครบชุด “ยี่ปั๊ว” ก็จะคิดแพงกว่าปกติ จึงต้องขายราคาสูงขึ้น

“ทุกวันนี้ที่หลายๆ ที่มักขายเกินราคา ส่วนมากปัญหาจะมาจากยี่ปั๊วที่มักขายแพง พอมาถึงพอค้ารายย่อยก็ต้องขายราคาเพิ่ม ไม่เช่นนั้นไม่มีกำไร จึงอยากฝากรัฐบาลมาแก้ไขเรื่องนี้ด้วย”

เหตุนี้เอง พ่อค้าลอตเตอรี่ขาด้วน จึงโอดครวญด้วยความคับข้องใจว่า ทำไมตำรวจจึงเลือกจับเฉพาะตัวเองที่เป็นคนพิการ ในขณะที่มีคนสมประกอบอีกเป็นจำนวนมากประกอบอาชีพเดียวกันและขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาแต่กลับไม่ถูกจับ?

กระนั้นเขาก็ยอมรับว่าขายสลากเกินราคาจริง แต่เป็นเพราะว่าสลากที่รับมาต้นทุนก็ปาเข้าไปใบละ 82 บาท เกินราคาควบคุมไปแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยังไม่มีโควตาเป็นของตัวเอง ต้องไปซื้อมาจากยี่ปั๊ว จึงจำเป็นต้องขายเกินราคา

“เข้าใจว่าตำรวจคงทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ผมคงต้องขายหวยเกินราคาต่อไปแบบนี้ เพราะหมดหนทางหากินอาชีพอื่นแล้ว สำหรับคนพิการอย่างผม ชีวิตต้องสู้ แม้รู้สึกเสียใจและได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะค่าปรับที่เสียไปนั้น เท่ากับกำไรที่ได้จากการขายสลากหมดในแต่ละงวด แต่งวดนี้น่าจะขาดทุนแน่นอน เพราะต้องเสียเงินไปกับค่าปรับแล้ว แต่ยังเหลือสลากอีกกว่า 200 ใบที่ยังขายไม่หมด และไม่รู้ว่าเดือนนี้จะมีเงินพอเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเลี้ยงดูลูกหรือเปล่า”

วรเชตุ เป็นชาวอุตรดิตถ์ ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระครอบครัว กระทั่งอายุ 15 ปี ประสบอุบัติเหตุถูกเครื่องจักรในโรงงานบดจนขาซ้ายขาด

วันนี้ในวัย 40 ปี แม้ยืนด้วยขาข้างเดียวแต่ต้องแบกภาระชีวิตไว้เต็มบ่า งานขายลอตเตอรี่จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้เป็นทั้งญาติและเพื่อนแนะนำและเพิ่งทำได้เพียง 3 เดือน

กำไรจากการขายงวดละ 5,000-8,000 บาท สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งเสียลูกชายอีก 2 คนเล่าเรียนได้อย่างไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน และเขายืนยันว่าจะต้องขายสลากเกินราคาอย่างนี้ต่อไปจนกว่าจะได้โควตาเหมือนผู้พิการคนอื่น

ปูมชีวิตอันน่าเห็นใจของ วรเชตุ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจถูกสังคมออนไลน์ฉุดไปในด้านลบและเบี่ยงประเด็นจาก ความถูกต้อง เป็น ความเหลื่อมล้ำ แต่ก็มีนัยที่ต้องวิเคราะห์ต่อไป

 ชาตรี ขุนอินทร์ นายกสมาคมเพื่อนผู้พิการจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งคำถามว่า เรื่องนี้เป็นความเหลื่อมล้ำในทางปฏิบัติหรือไม่ เจ้าหน้าที่เลือกจับกุมคนพิการที่ไม่ทางขัดขืนหรือต่อสู้ได้ คล้ายกับเป็นการกลั่นแกล้งรังแกกัน

เปล่ง คำพรรณ์ กรรมการสมาคมเดียวกัน ก็เสียใจและหดหู่ใจที่ตำรวจจงใจล่อซื้อสลากเกินราคากับผู้พิการอย่างเพื่อนและญาติของเขา แทนที่จะไปจับคนร่างกายสมประกอบ ซึ่งขายสลากเกินราคาที่มีอยู่ทุกที่แม้กระทั่งข้างโรงพัก

“ใจหนึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหมือนเป็นการรังแกประชาชน แต่ก็เข้าใจว่าตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ในอนาคตหากจะมีการจับกุมผู้พิการในฐานความผิดเช่นนี้อีก อยากให้คำนึงในเรื่องของมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าที่จะมุ่งยึดถือบังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว”

นายเปล่ง ซึ่งเป็นผู้พิการขายสลากรายย่อยเหมือนกับ วรเชตุ ยังขอความเมตตาไปยังนักเสี่ยงโชคทั้งหลายว่า หากเห็นคนพิการขายสลากเกินราคาและไม่พอใจที่จะซื้อ ก็ขอเพียงหลีกเลี่ยงไปเสีย ไม่จำเป็นต้องแจ้งตำรวจมาจับกันแบบนี้อีก

เขาบอกว่า หากอยากแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาควรไปแก้ไขที่ต้นเหตุ ทั้งการจับกุมยี่ปั๊วตัวแสบและจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่คนพิการอย่างทั่วถึง และถึงมือผู้พิการจริงๆ

ขณะที่ผู้คนในสังคม แตกความเห็นเป็นหลายด้าน บ้างมองว่า ตำรวจเลือกปฏิบัติ รังแกคนพิการ ทีร้านค้าทั่วไปทั้งรายใหญ่รายย่อยขายเกินราคากลับดูดายไม่ยอมจับ

คนขายลอตเตอรี่ที่ตลาดนัดเศรษฐีย่านบางนา-ตราด แย้งว่า ต้องมองกันหลายด้าน ตำรวจมาซื้อหวยที่ร้านก็หาซื้อชุด 2 ใบ 200 บาท เขาไม่จับเพราะรู้ว่าคนขายรายย่อยซื้อต่อจากยี่ปั๊วมาแพง จะให้ไปจับยี่ปั๊วก็ทำไม่ได้เส้นใหญ่ทั้งนั้น กองสลากก็รู้

แต่คนใช้ชื่อ โจ๊ก..จ้า ให้ความเห็นในห้องข่าว line today บอกว่า ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าไม่อยากโดนจับก็ขายราคาที่กำหนด อ้างตลอดว่าซื้อมาแพง อย่าเอาความพิการมาเรียกความเห็นใจ กฎหมายคือกฎหมาย คนพิการทำผิดไม่ต้องถูกจับหรือ อยากให้ ผบ.ตร.สั่งจับทั่วประเทศ ทำจริงๆ สัก 2-3 เดือน รับรองไม่มีใครกล้าขายเกินราคาแน่ แต่เชื่อว่าตำรวจไม่กล้าจับจริง

จริงอย่าง โจ๊ก..จ้า บอก ถ้าตำรวจจับจริงไม่เกิน 3 เดือน คงไม่มีใครกล้าขายสลากเกินราคาแน่ๆ แต่วิธีนี้อาจเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่การครอบครองสลากของบรรดายี่ปั๊วและผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจนี้ ซึ่งกองสลากเองรู้ดีว่าใครเป็นใคร ?

การที่กองสลากพยายามตีปี๊บออกกฎหมายตั้งรางวัลนำจับให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสผู้ค้าสลากเกินราคารายละ 1,000 บาท ตำรวจได้ 2,000 บาท และเพิ่มโทษปรับผู้ค้าจากคดีละ 2,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท นั้น เท่ากับเป็นการป้ายความผิดไปที่ผู้ค้ารายย่อยอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่รู้ดีว่าตัวการของปัญหาเกิดจากผู้ครอบครองสัมปทาน สมัยก่อนเรียกว่า 5 เสือกองสลาก(ตอนนี้อ้างว่าไม่มีแล้ว) และพวกยี่ปั๊วทั้งหลาย

 ธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เคยบอกไว้ว่า การแก้ปัญหาสลากเกินราคาต้องมีผลิตภัณฑ์อื่นเสริม เช่น การออกสลากลอตโต หรือ สลากออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ซื้อ และป้องกันการขายเกินราคา เพราะคอมพิวเตอร์จะขายตามราคาที่กำหนดไว้

แต่ล่าสุดบอร์ดกองสลากได้ไอเดียไหม่คิดจะออก หวยออนไลน์ 12 นักษัตร ออกมาแข่งกับหวยใต้ดินและดัดหลังยี่ปั๊ว

แต่เพียงแค่เป็นข่าวก็ถูกสังคมต่อต้านและโจมตีอย่างหนัก เพราะหวยรูปแบบนี้เรียกว่า มอมเมา ชัดๆ และคงไม่สามารถแก้ปัญหาหวยใต้ดินและลอตเตอรี่ราคาแพงตามที่อ้างได้อย่างแน่นอน

แม้กระนั้นกองสลากไม่ยอมถอย เพียงแต่ช่วงนี้ขอดูท่าทีไปอีกระยะ รอจังหวะเหมาะๆ ค่อยหาช่องชงให้ ครม.บิ๊กตู่ เคาะตอนเงียบๆ

          ถ้าเช่นนั้นก็เป็นอันว่า การแก้ปัญหาหวยใต้ดินและลอตเตอรี่เกินราคา วิธีที่คาดหวังว่าน่าจะสามารถทำได้เห็นผลคือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ส่วนการไล่จับผู้ค้ารายย่อยนั้น ก็คงต้องจับกันไปตามหน้างาน ส่วนชายพิการขาด้วนคงปล่อยเป็นเรื่องดราม่าของสังคมออนไลน์ไปละกัน…!

เริ่มแล้วแคมเปญย้ายค่ายเบอร์เดิมงูเห่าเลื้อยขึ้นเรือเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มแล้วแคมเปญย้ายค่ายเบอร์เดิมงูเห่าเลื้อยขึ้นเรือเหล็ก

23 สิงหาคม 2562 – 12:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,งูเห่า,เรือเหล็ก
เปิดอ่าน 16,589 ครั้ง

เริ่มแล้ว..แคมเปญ  ย้ายค่ายเบอร์เดิม งูเห่า เลื้อยขึ้นเรือเหล็ก โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เร็วๆ นี้ พรรคฝ่ายค้านจะเปิดเวทีจัดการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเพื่อ…

-การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ
-การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.22 ล้านล้านบาท
-การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สามวาระนี้เป็นพื้นที่ของขั้วต้านลุงตู่จะใช้เป็นข้ออ้างที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจัดการลุงตู่ ณ สัปปายะสภาสถาน แต่สุดท้ายลุงตู่ก็จะต้องเข้าไปในพื้นที่ที่ฝ่ายค้านจะใช้จัดการกับลุงตู่ได้ตามกติกาแม้จะดึงจังหวะไปจนนาทีท้ายๆ ของสมัยประชุมนี้ที่จะปิดในช่วงกลางเดือนกันยายน

นัยว่าลุงตู่ขอแก้ไขเรื่องเร่งด่วนหลากวาระที่จำเป็นต้องดำเนินการนอกรัฐสภา ส่วนวาระในรัฐสภานั้นลุงตู่จะเข้าไปแน่นอน…

โดยที่ลุงตู่ต้องเผชิญกับวาระทั้งสามแบบมิอาจเลี่ยงได้ แม้บางครั้งในยามนี้ลุงตู่จะใช้เทคนิคทางกฎหมายและแท็กติกทางการเมือง “ติ๊ดชิ่ง” ออกไปพลางๆ เพื่อมิให้ตัวเองตกหลุมที่ขั้วต้านลุงตู่ขุดไว้

เมื่อมองเกมนอกสภานั้น ขั้วต้านลุงตู่จับมือกันขย่มในหลากวาระติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้ว เสมือนการหยดน้ำลงบนก้อนหินให้กร่อนลงไปทีละน้อยแต่ต่อเนื่อง เมื่อบวกกับภาวะความนิ่งของขั้วหนุนลุงตู่ที่ตอนนี้เพิ่งจะ “ทรงตัว” หลังปั่นป่วนมาพักหนึ่ง เมื่อการแบ่งสรรปันส่วนเก้าอี้ให้คนในขั้วนี้ลงตัว และคลื่นลมในพรรคพลังประชารัฐบรรเทาลงไปได้ เพราะเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เข้ามาบัญชาการ ”พปชร.” แบบเป็นทางการ หลายคนในพปชร.เบาใจว่าบิ๊กป้อมน่าจะคอนโทรลจังหวะของพปชร.ให้ไหลลื่น ไร้รอยสะดุด

เมื่อการตีรวนของพปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลยุติไปได้ มาตรการเพิ่มจำนวนลูกเรือบนเรือเหล็กนั้นต้องเดินเครื่องและกระแสข่าว “งูเห่ายุคไทยแลนด์ 4.0” ก็กลับมากระหึ่มเมืองอีกคราว เพราะสองในสามวาระของฝ่ายค้านที่จะใช้จัดการลุงตู่ที่รัฐสภานั้น คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.22 ล้านล้านบาท และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

“คะแนนเสียงของส.ส.” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย

ฉะนั้น “งูเห่า” คือปัจจัยสำคัญของการเมืองไทยในช่วงที่ลุงตู่ทำหน้าที่ในเพลานี้

สัปปายะสภาสถานในไม่กี่วันข้างหน้าสังคมจะน่าพบว่า “งูเห่า” จากขั้วตรงข้ามคือแต้มและราคาที่จะเสริมบารมีให้เสียงปริ่มน้ำของเรือเหล็กที่มีลุงตู่ถือพังงาในตอนนี้ลดภาวะความเสี่ยงลงไป

“งูเห่า” หากจะไหลเลื้อยออกจากป้อมค่ายตัวเองออกมาไปยกมือไว้วางใจให้อีกขั้วหนึ่งนั้นโดยอย่าลืมว่า “ปัจจัย ตำแหน่ง” คือสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มแบบไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับ “งูเห่า” ที่จะย้ายค่ายเบอร์เดิม

เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองแคมเปญ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ตามที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเคยแจ้งสังคมไว้ในช่วงการชิงธงเข้าตึกไทยคู่ฟ้ากับพปชร.นั้น แคมเปญดังกล่าวคุณหญิงหน่อยและคณะทราบมูลค่าดีว่าเป็นข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้สำหรับพรรคจิ๋วที่เดินเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรด้วยอภินิหารทางกฎหมายและหนุนลุงตู่

ขณะเดียวกันข้อเสนอของขั้วต้านลุงตู่ที่เคยยื่นประกวดราคาไปนั้นก็มิอาจจูงใจให้บางพรรคเหลียวมาแตะมือ

ดังนั้นเมื่อแคมเปญนี้มันกลับมาใหม่แบบใหญ่กว่าเดิมเพราะคราวนี้ “จำนวนเสียงที่หนุนลุงตู่ต้องมากกว่าเดิมและเพิ่มจำนวนให้แน่นอน” และไม่จำเป็นว่างูเห่าต้องย้ายพรรค เพราะขอเพียงงูเห่ายกมือไว้วางใจ งดออกเสียง หรือลาประชุมก็พอแล้วสำหรับแต้มเพิ่มในขั้วหนุนลุงตู่

โดย “สองร้อยเจ็ดสิบเสียง” คือตัวเลขที่แกนนำพปชร.และกองหนุนหมายมั่นปั้นมือว่า “มันต้องเกิดขึ้นได้”

ถามว่าคะแนนเสียงเหล่านั้นของงูเห่าจะมาจากมุมใดบ้าง…

“คนวงในขั้วหนุนลุงตู่” บอกไว้ว่า “สิบกว่าคน” จากพรรคอนาคตใหม่ที่ทาบทามไว้จะมาหนุนลุงตู่ในวาระสำคัญๆ และจะฉายตัวเองให้สังคมรับรู้ในการย้ายพรรคหลังทราบชะตาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“สี่เสียง” จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่เคยมีเสียงลือในช่วงแรกๆ ว่าเศรษฐกิจใหม่จะอยู่ขั้วใดระหว่าง “หนุน/ต้านลุงตู่” และวันนี้ชัดแล้วว่าพรรคนี้เมื่อไร้ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” นำทัพ แรงดึงดูดที่ขั้วหนุนลุงตู่เปิดให้สี่เสียงของพรรคนี้มีอานุภาพเพียงใด…

การแถลงเมื่อวันพุธนั้น หกส.ส.ของเศรษฐกิจใหม่ส่อแววแล้วว่าขอเอกสิทธิ์ในการลงมติที่บางเรื่องไม่ต้องเห็นไปในแนวทางเดียวกับพรรคฝ่ายค้าน แต่มติใหญ่ๆ นั้น รอพิสูจน์ตอนลงชื่อ

แต่ตอบแบบนี้แสดงว่า หกส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่พร้อมแทงกั๊กกับแนวร่วมต้านลุงตู่….และยึกยักแบบเป็นเชิงกับขั้วหนุนลุงตู่

 “สองเสียง” จากพรรคเพื่อชาติ โดยที่แกนนำพรรครับรู้มานานแล้วว่าสองคนนั้นคือใครบ้าง..รับรางวัลในการปันใจในมูลค่าเท่าใดและใครเป็นผู้ล่อซื้อ

และ “เพื่อไทย” ที่เคยมีเสียงลือมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะมีบางชีวิตไปช่วยยกมือให้ลุงตู่ …และวันก่อนมันเผยหน้าชัดแล้วว่า ผู้แทนฯ ของเพื่ิอไทยมีกี่คนบ้างที่พร้อมไม่ทำตามมติพรรค โดยดูลีลาของผู้แทนฯ เพื่อไทยบางคนที่ขยับออกมาช่วงที่ ”ลุงตู่“ ไปตรวจราชการอีสานใต้นั้น เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างวันวาน ”พอมีน้ำหนัก” และรอดูว่าจะมีกี่คนในเพื่อไทยที่จะยกมือไว้วางใจลุงตู่

เพราะตอนนี้คนที่ย้ายค่ายนั้น ลุงตู่มอบหน้าที่หลักทางการเมืองให้พอมีบารมีแม้จะสอบตกในสนามเลือกตั้งก็ตาม รวมทั้งกระแสข่าวจากบรรดาผู้แทนฯ ขั้วหนุนลุงตู่ ว่าแรงหนุนที่ต่อมาจากหลังบ้านซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กนั้น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” ส่งไปให้ผู้แทนฯ กันมาพักใหญ่แล้ว

และยังมีกระแสข่าวจากผู้แทนฯ ขั้วต้านลุงตู่ว่า ปัจจัยรายเดือนของต้นสังกัดไม่มีการส่งมอบให้…แบบนี้ทำงานหนัก

ห้าปีที่แล้วกับวันนี้สถานการณ์มันแตกต่างกันยิ่ง…หากผู้แทนฯ ที่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยทำงานในพื้นที่เพื่อดูแลฐานเสียงไว้รองรับสถานการณ์ยามหน้า โปรโมชั่นที่ซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กนั้นสนับสนุนให้ ขอเพียงยกมือไว้วางใจในวาระสำคัญในช่วงนี้และให้คำมั่นย้ายค่ายเบอร์เดิมในยามหน้า

เพียงเท่านี้นซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กก็นอนใจว่าเรือเหล็กพ้นน้ำชัวร์แล้ว!

หากเกมของเสียงงูเห่าย้ายค่ายบังเกิดได้จริงแบบนี้สี่ปีในการทำงานของเรือเหล็กตามความคิดของบิ๊กป้อมที่บอกกับผู้แทนฯพปชร.ไว้วันวานก็น่าจะแล่นได้ฉิว..แต่ระวังสิ่งโสโครกใต้น้ำที่มิอาจมองเห็นรวมทั้งสนิมบางจุดบนเรือเหล็กที่ยาป้องกันฉาบเคลือบไม่ทั่วลำเรือจะเกิดรูรั่วได้

แค้นนี้พี่ไม่ลืม “พี่ดูไบ-พี่เหลิม” หนุน “แจ๊ส” ล้มเด็กเนวิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นนี้พี่ไม่ลืม “พี่ดูไบ-พี่เหลิม” หนุน “แจ๊ส” ล้มเด็กเนวิน

23 สิงหาคม 2562 – 11:08 น.
บิ๊กแจ๊ส,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ชาญ พวงเพ็ชร์,หาเสียง,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายก อบจ,ปทุมธานี,ธรรมกาย
เปิดอ่าน 49,986 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ส.ค.62

**********************

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าของสโลแกน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” พร้อมแล้ว สำหรับศึกชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อ 21 เมษายน 2555 ผลปรากฏว่า ชาญ พวงเพ็ชร์ ชนะ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันเป็นแสน

คราวนั้น “กลุ่มเพื่อไทยปทุมธานี” ไม่มีเอกภาพ เพราะไม่พอใจ ร.ต.สุเมธ ตัดสินใจแบบไม่บอกกล่าว ลาออกจากส.ส.มาสมัครนายก อบจ. นัยว่า “นายใหญ่” ไม่แฮปปี้

จับมืออนาคตใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง จัดงานเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “พรรคเพื่อไทย” พร้อมเปิดตัวทีมงานว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 36 คน ที่ศูนย์ประชุม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และชูชาติ หาญสวัสดิ์ ร่วมเปิดตัวบิ๊กแจ๊ส

โดยมี ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ชูชาติ หาญสวัสดิ์ และสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย เข้าร่วมแสดงความยินดี

มีข้อน่าสังเกตไม่เห็นหน้า 3 ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย อย่าง ศุภชัย นพขำ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ และพรพิมล ธรรมสาร ในงานเปิดตัวบิ๊กแจ๊ส

ตอนหนึ่งในปราศรัยต่อมวลชนกว่า 5 พันคน “บิ๊กแจ๊ส” พูดว่า “ทางพรรคเพื่อไทย ส่งตัวแทนพรรคมาร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นตัวแทนจากพี่ที่อยู่แดนไกล ทุกคนคงทราบว่าหมายถึงใคร ซึ่งผมไม่ปฏิเสธ และที่มาได้จนถึงทุกวันนี้ท่านก็รับรู้ตลอด”

บิ๊กแจ๊สชิงหาเสียงนายก อบจ.ปทุมธานี แต่ไก่โห่

วรรคทองจากปากบิ๊กแจ๊สอ้างคำพูด “พี่แดนไกล” ว่า “คุณเดินหน้า เอาประชาธิปไตยร่วมกับพรรคอนาคตใหม่มาสู่ปทุมธานี”

เมื่อสองเดือนก่อนบิ๊กแจ๊สแตะมือกับพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมฟุตบอลกระชับมิตร ครั้งที่ 1 โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมแข่งขันฟุตซอล ระหว่างทีมปทุมธานีกับทีมอนาคตใหม่

ว่าแต่ “ธนาธร” จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่..ต้องติดตามกันต่อไป

น้องรัก“พี่เหลิม”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อกลางปี 2555 และเป็นที่มาของวลีเด็ด “มีวันนี้เพราะพี่ให้”

แต่บิ๊กแจ๊สยังมีพี่รักอีกคนหนึ่งคือ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ช่วงม็อบ กปปส. “ร.ต.อ.เฉลิม” รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.ศอ.รส.) ได้ใช้บริการบิ๊กแจ๊สในการดูแลม็อบ

ร.ต.อ.ดร.เฉลิม กับน้องรัก-บิ๊กแจ๊ส

หลังรัฐประหารบิ๊กแจ๊สถูกคำสั่งเด้งฟ้าผ่าจาก คสช. ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ย้ายไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งงานเดิม

ธรรมกาย เป้าหมายหนึ่งของบิ๊กแจ๊ส

หลังจากนั้นบิ๊กแจ๊สก็ก้าวเดินสู่ถนนการเมือง โดยปูพื้นฐานทำกิจกรรมเพื่อสังคมในจังหวัดปทุมธานี และตั้งกลุ่มคนรักปทุมธานี กรุยทางสู่การทำงานการเมืองท้องถิ่น

พี่เหลิมหอบสังขารออกจากบ้านริมคลองข้ามฟากข้ามฟ้าไปให้กำลังใจถึงถิ่นคลองหลวง ไม่ชนะก็แย่แล้ว

ภูมิใจไทยหนาว!

สนามเลือกตั้ง ส.ส.ปทุมธานี ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มิอาจกวาดส.ส.ยกจังหวัด ต้องสูญเสีย 2 ที่นั่ง ให้พรรคภูมิใจไทย และน้องใหม่มาแรงอย่างพรรคอนาคตใหม่

อย่างไรก็ตามคนที่ผิดหวังมากที่สุดก็เห็นจะเป็น “ชาญ พวงเพ็ชร์” แม่ทัพใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่วาดหวังจะได้ ส.ส.อย่างน้อย 3-4 ที่นั่ง แต่ก็ได้แค่ 1 ที่นั่ง

บนเส้นทางการเมืองท้องถิิ่น “ชาญ” เติบโตมาในร่มเงาของตระกูล “หาญสวัสดิ์” และได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี สมัยแรก โดยการสนับสนุนของ ส.ส.เพื่อไทยทั้งจังหวัดปทุมธานี

ชาญ พวงเพ็ชร์

ปี 2551 ชาญลงป้องกันแชมป์ในนาม “กลุ่มปทุมรักไทย” ยังคงรักษาเก้าอี้แชมป์ไว้ได้อีกสมัย ซึ่งตอนนี้ชาญแยกตัวออกจาก “บ้านใหญ่ปทุมธานี” ไปสวามิภักดิ์ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์”

ปี 2554 ชาญได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เอาชนะตัวแทนพรรคเพื่อไทยไปขาดลอย

เที่ยวนี้ชาญรู้ตัวว่าเจอของจริง เพราะบิ๊กแจ๊สเป็นคนปทุมธานีโดยกำเนิด และทำคลินิกรักษาชาวบ้านมา 3-4 ปี แถมมีวัดพระธรรมกายเป็นกองหนุน

ชาญ หรือ “ลุงชาญ” จึงขายความเป็นลุงชาญ “ตัวดำ ทำจริง” วิ่งรอกงานงานแต่ง งานศพ..อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย

สถานการณ์เด็กไทยเสี่ยงภัย ออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานการณ์เด็กไทยเสี่ยงภัย ออนไลน์

23 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
สายตรวจระวังภัย,สื่อออนไลน์,เด็กไทย
เปิดอ่าน 2,317 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  

สังคมยุคโซเชียลมีเดียในปัจจุบันทำให้การสื่อสารง่ายแค่ปลายนิ้ว ทั้งกับคนที่รู้จักคุ้นเคยหรือเพื่อนใหม่คนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในโลกออนไลน์ ถ้ารู้เท่าทันก็เกิดประโยชน์ แต่ถ้าไม่..ก็จะมีโทษมหันต์เช่นกัน โดยเฉพาะเด็กเยาวชน

สำหรับเรื่องนี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย ศูนย์ประสานงานส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ หรือ โคแพท (COPAT – Child Online Protection Action Thailand) มีการแถลงผลสำรวจที่ทำร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เกี่ยวกับ “สถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์” ซึ่งทำการสำรวจทางออนไลน์เมื่อเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน 2562 กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ

เด็กเกือบทั้งหมดเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์แต่ก็ตระหนักเรื่องภัยอันตรายและความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบที่น่าเป็นห่วงคือเด็ก 86% เชื่อว่าตนสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเพื่อนที่ประสบภัยออนไลน์ได้ ในขณะที่ 54% เชื่อว่าเมื่อเกิดกับตนเองสามารถจัดการปัญหานั้นได้ โดยเด็กมากกว่า 83% ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ใช้เพื่อพักผ่อน/บันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เป็นหลัก คือ 67%​

นอกจากนี้เด็ก 39% ใช้อินเทอร์เน็ต 6-10 ชั่วโมงต่อวัน และ 38% เล่นเกมออนไลน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการใช้มากเกินไปเสี่ยงต่อการเสพติดเกมและอินเทอร์เน็ต กลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต ขณะที่เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ เพศทางเลือกโดนมากที่สุดคือ 49% และเด็ก 40% ไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องที่โดนกลั่นแกล้ง นั่นหมายถึงเด็กบางส่วนอาจทนทุกข์กับเรื่องที่โดนแกล้ง หรือบางส่วนอาจไม่รู้สึกหรือไม่ได้ให้ค่ากับคนที่แกล้ง

จากการสำรวจยังพบเด็ก 34% เคยกลั่นแกล้งรังแกคนอื่นทางออนไลน์ซึ่งส่วนหนึ่งบอกว่าเป็นการโต้ตอบที่ตนเองโดนแกล้ง การกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ สร้างความทุกข์ เจ็บปวด เก็บกด หดหู่ บาดแผลทางใจให้เด็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ เจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นโรคหวาดระแวง ใช้สุราหรือสารเสพติด อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตายได้ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองหรือครู ควรหมั่นสังเกตอาการเด็กแล้วเข้าช่วยเหลือโดยเร็ว อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของเด็กอีกประเดี๋ยวคงผ่านไป เพราะภาพหรือคลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์จะวนเวียนทำร้ายเด็กไม่สิ้นสุด เด็ก 74% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ 50% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารเด็ก 6% เคยครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เคยส่ง ส่งต่อ หรือแชร์ สื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และเด็ก 2% ยอมรับว่าเคยถ่ายภาพหรือวิดีโอตนเองในลักษณะลามกอนาจารแล้วส่งให้คนอื่นๆ ด้วย โดยพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่อาจนำภัยอันตรายมาถึงตัว


เรื่องที่ต้องเตือนกันจากผลสำรวจรอบนี้ พบว่าเด็ก 1 ใน 4 หรือกว่า 4,000 คน เคยนัดพบกับเพื่อนที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ และนัดเจอกัน เรื่องที่เกิดตามมา คือโดนพูดจาล้อเลียน ดูถูก และทำให้เสียใจ หลอกให้เสียเงิน เสียทรัพย์ ที่สำคัญประเด็นที่นัดเจอกันแล้วถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด และเกิดขึ้นจริง มี 73 คน หรือ 1.9% ตลอดจนมีความเสี่ยงสูง เพราะพอนัดเจอกันแล้วอาจถูกทุบตี ทำร้ายร่างกาย หรือถ่ายภาพ คลิปวิดีโอ แล้วนำไปประจานไปแบล็กเมล์ข่มขู่เรียกเงินอีก

ข้อมูลจากการสำรวจที่มาจากเด็กและการติดตามสถานการณ์ผ่านสื่อในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่าจะต้องจริงจังกับมาตรการป้องกันและช่วยเหลือเด็กให้มากยิ่งขึ้น..!!

เจ้าภาพบอลโลกวาระแห่งชาติของ บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384790?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าภาพบอลโลกวาระแห่งชาติของ บิ๊กตู่

23 สิงหาคม 2562 – 10:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เจ้าภาพ,บอลโลก,บิ๊กตู่,ไข้เลือดออก
เปิดอ่าน 1,318 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ก่อนวันหยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์นี้ อยากจะจับเข่าคุยกันเรื่องเจ้าภาพบอลโลก ค.ศ.2034 หรือ พ.ศ.2577 ในอีก 15 ปีข้างหน้าโน่น

‘ดับเครื่องชน’ เคยพูดถึงกรณีนี้ไปแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเจ้าภาพร่วมด้วยแล้ว ‘ฟีฟ่า’ หรือ ‘สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ’ ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษเพราะที่ผ่านมาเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าภาพร่วมมาแล้ว

ข้อสรุปตอนหลังก็คือประสบความล้มเหลวอย่างมากและขอบอกให้ทราบว่าการเป็นเจ้าภาพบอลโลก 2034 นั้น มีข้อบังคับอะไรบ้างจะได้หูตาสว่างกันเสียที

ข้อกำหนดคือเจ้าภาพบอลโลกสนามแข่งขันต้องมีอย่างน้อย 12 สนาม ความจุคนดู 40,000-80,000 คน มีโรงแรมระดับ 5 ดาวอย่างน้อย 48 แห่งจากตัวเลือก 72 แห่ง

เท่าที่ทราบจะมีเจ้าภาพบอลโลกร่วมกันประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ซึ่งแต่ละชาติมีสนามขนาดมาตรฐาน

ของไทยก็มีสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งคนดูได้ 49,000 คน หมายความว่าเราจะต้องสร้างสนามบอลใหม่อีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างและกรณีที่สำคัญก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ หรือพูดกันให้สนุกปาก!

เห็นวันก่อนมีการประชุมทั้งผู้ใหญ่ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กรมพลศึกษาและอีกหลายหน่วยงาน ข้อสรุปคือต้องเป็นวาระแห่งชาติและเกี่ยวกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐบาลด้วยไม่ใช่แต่เรื่องมาตรฐานฟุตบอลเท่านั้น

เอาแค่ความมั่นคงของรัฐบาลก็ไม่รอดแล้ว!
อ๊อด เทอร์โบ


ไข้เลือดออกต้องระวัง
อันตรายถึงชีวิต

ดิฉันเป็นแม่ลูกสองได้อ่านข้อความในคอลัมน์มุมสุขภาพโดยคุณ ‘ชญานี อนุรักติพันธุ์ ในนิตยสารคู่หูเดินทางของ บขส. ที่แจกมาเดือนกรกฎาคม น่าสนใจมากๆ จึงขอเป็นสื่อกลางขออนุญาตนำมาเป็นความรู้เผยแพร่ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องไข้เลือดออกที่ต้องระวังให้จงหนัก

อาการสำคัญ 4 ประการคือ
ไข้สูงลอย ไข้ 39-40 องสาเซลเซียส มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

อาการเลือดออก อาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

ตับโตหรือตับอักเสบ อาการตับอักเสบอย่างรุนแรง สามารถพบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรือเกิดจากการที่ตับถูกทำลายเพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบา ความดันต่ำ ส่วนตุ่มหรือผื่นแดงนั้นจะคล้ายตุ่มยุงกัดทั่วตัวและใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด

แต่จะสังเกตได้ว่าถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหลและจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา

จึงขอให้โปรดเฝ้าดูอาการของลูกหลานของท่านให้ดีโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำว่า 15 ปี หรือผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นได้โดย ‘ยุงลาย’ เป็นพาหะสำคัญ

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ
‘บุญรัตน์’ แม่ลูกสอง


เรียนคุณ ‘บุญรัตน์’ แม่ลูกสอง
ผมรีบไปอ่านเรื่องที่คุณแจ้งมานี้อย่างด่วนเพราะได้รับหนังสือ ‘คู่หูเดินทาง’ ของบขส.เป็นประจำเช่นกัน และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อครอบครัวมากๆ

ไข้เลือดออกหรือโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดขึ้นได้ทันทีและหากเด็กลูกหลานของท่านมีอาการดังกล่าว นำไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยอย่าประมาทเป็นอันขาด

นอกจากนี้ยังมีข้อความเพิ่มเติมมาอีกว่าให้สังเกต 3 ระยะที่ต้องเฝ้าระวังคือไข้ขึ้นสูง ระยะช็อกหรือมีเลือดออก และระยะฟื้นตัว

ข้อสำคัญคือต้องช่วยกันกำจัด ‘ยุงลาย’ ที่ชอบอาศัยวางไข่ในน้ำนิ่งต่างๆ ที่เห็นได้ทั่วไป

เราต้องกันไว้ดีกว่าแก้ครับ
อ๊อด เทอร์โบ

สงครามเงา นักรบปูเค็ม VS นักรบส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามเงา นักรบปูเค็ม  VS  นักรบส้มหวาน

23 สิงหาคม 2562 – 08:33 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ผู้กองปูเค็ม,นักรบส้มหวาน,จอม เพชรประดับ
เปิดอ่าน 7,130 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

บรรดากองเชียร์พรรคส้มหวาน รู้สึกซี้ดซ้าดกับคลิป “พ.อ.ทวี-คนพัทลุง ยืนโต้กลับเดือดผู้กองปูเค็ม เจอคนจริง” มีคนเข้ามาดูทางยูทูบมากมาย กระทั่งสื่ออิสระอย่าง “จอม เพชรประดับ” ยังติดต่อขอสัมภาษณ์ “พ.อ.ทวี” ออกช่องยูทูบของเขา

แค่ข้ามคืน “พ.อ.ทวี แก้วกลับ” นายทหารนอกราชการ กลายเป็น “ทหารประชาธิปไตยพัทลุง” ทำเอา “ผู้กองปูเค็ม” ฮีโร่ของชาวเสื้อเหลืองเมื่อสิบปีที่แล้ว ตกเป็นผู้ร้ายในสายตาคนเหล่านั้น

สองเดือนมานี้ “ผู้กองปูเค็ม” ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล ได้กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง ภายใต้ชื่อกลุ่ม Thai Wisdom Guard (TWD) โดยจะมีการประชุมออนไลน์ทุกวัน เพื่อปรับกลยุทธ์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ TWG เพื่อเกาะติดกลุ่มชังชาติ

ทีมผู้กองปูเค็ม

เป้าหมายการประท้วงตามแนวทางสันติวิธีของผู้กองปูเค็ม คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงแกนนำอนาคตใหม่ ที่ลงพื้นที่ทุกหนแห่ง

ร.อ.ทรงกลด คือใคร ? หลายคนคงจำได้ เขาเคยเป็นนายทหารสรรพาวุธทหารบก ประจำจังหวัดพิษณุโลก และประกอบธุรกิจขายปูเค็ม และผลิตปูเค็มแบรนด์ “ชื่นชูปูเค็ม” ภายใต้สโลแกน “อยากกินส้มตำ นึกถึงปูเค็ม” ส่งขายทั่วประเทศ

ที่ไหนมีธนาธร ที่นั่นมีปูเค็ม

ชื่อของ “ผู้กองปูเค็ม” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 เอาเข้าจริง ผู้กองปูเค็มไม่ใช่พวกนักบู๊อะไรที่ไหน แต่ชอบเป็นนักรบไซเบอร์ สร้างกระแสผ่านสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล

ปี 2556 ผู้กองปูเค็ม ตั้งกองทัพนิรนาม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ประกาศล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนำกำลังเข้าร่วมกลุ่มกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี

ระหว่างเลือกตั้ง 2562 ผู้กองปูเค็มกลับมาช่วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หาเสียงเลือกตั้ง แต่ “หมอวรงค์” พ่ายแพ้แก่นักการเมืองหน้าใหม่จากอนาคตใหม่

ขณะที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่บุกต่างจังหวัด จุดกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ผู้กองปูเค็มจึงออกแคมเปญ “ธนาธรไปไหน ปูเค็มไปด้วย” บนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว เขาเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปทุกกำหนดการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมในต่างจังหวัด

พ.อ.ทวี แก้วกลับ

ล่าสุด ผู้กองปูเค็มล่องใต้ เกาะติดความเคลื่อนไหวของธนาธร ตั้งแต่นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง และสงขลา

18 สิงหาคม 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านใน จ.พัทลุง และตกค่ำ มีนัดพบสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ร้านคอนเทนเนอร์บาร์ ถนนบายพาส พัทลุง

ผู้กองปูเค็มไปยกป้ายตามนัดหมายที่หน้าร้าน ซึ่งปรากฏว่า “พ.อ.ทวี แก้วกลับ” นายทหารนอกราชการได้ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของผู้กองปูเค็ม มีการปะทะคารมกันตามคลิปที่มีคนแชร์กันมากมาย

“พ.อ.ทวี” ได้ให้สัมภาษณ์กับจอม เพชรประดับ ว่า 5 ปีที่ผ่านมา ความคิดและมุมมองทางการเมืองของคนในจังหวัดภาคใต้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แม้ในอดีตเคยสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยม เมื่อการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยถูกทำลายกลายเป็นการเมืองแบบเผด็จการ จึงเป็นบทเรียนอย่างสำคัญสำหรับคนใต้

สำหรับ พ.อ.ทวี แก้วกลับ อดีตทหารสังกัดเหล่าทหารพระธรรมนูญ เหล่าทหารสารวัตร และเหล่าทหารปืนใหญ่ เมื่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พ.อ.ทวีเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงสนามเขต 2 พัทลุง

คลิป พ.อ.ทวี เจอผู้กองปูเค็ม

จากผลการเลือกตั้ง พ.อ.ทวีได้ไม่กี่พันคะแนน ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ได้ 6 พันคะแนน ขณะที่ผู้ชนะเลือกตั้งจากพรรคภูมิใจไทย ได้เกือบ 5 หมื่นคะแนน

จากเหตุการณ์หน้าร้านอาหารเมืองพัทลุง พ.อ.ทวี ได้ฉายา “นายทหารประชาธิปไตยพัทลุง” จากกองเชียร์ส้มหวาน ด้านผู้กองปูเค็มรู้สึกเฉยๆ เมื่อฝ่ายตรงข้ามพยายามปั้น “พ.อ.ทวี” ให้เป็นฮีโร่

นี่คือเค้าลางของสงครามเงา สงครามแบ่งขั้วรอบใหม่ ผ่านการเผชิญหน้าของอดีตนายทหารสองขั้ว