ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ออกโฉนดไม่ได้ : ใครรับผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ออกโฉนดไม่ได้ : ใครรับผิด

23 สิงหาคม 2562 – 08:01 น.
ซื้อที่ดิน,ขายทอดตลาด,โฉนด,รื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,นายปกครอง
เปิดอ่าน 3,445 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

 เอกสารสิทธิในที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) ที่เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว

มีผลให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) ฉบับเดิม ถูกยกเลิกไป ซึ่งกรมที่ดินได้กำหนดแนวปฏิบัติให้เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องหมายเหตุในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเดิม พร้อมขีดคร่อมด้วยข้อความว่า “นส. 3 ก ฉบับนี้ยกเลิกเพราะได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่…ตั้งแต่วันที่…” พร้อมกับลงชื่อกำกับไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งนายอำเภอหรือปลัดอำเภอ เพื่อหมายเหตุในฉบับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เก็บไว้ ณ สำนักงานที่ดินให้ตรงกัน เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตนำเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับที่ถูกยกเลิก ไปขายหรือประกันเงินกู้ หรือออกเอกสารสิทธิซ้ำ

เรื่องน่ารู้วันนี้… เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าว เป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) แปลงพิพาทได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และเมื่อศาลสั่งยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาด โดยสำนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งการยึดอสังหาริมทรัพย์และขอทราบราคาประเมินไปยังสำนักงานที่ดิน รวมทั้งเมื่อผู้ประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลอดได้ไปขอจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของตน เจ้าพนักงานที่ดินก็มิได้ทักท้วง จนกระทั่งผู้ซื้อได้ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) และต่อมาได้นำใบแทนไปขอออกโฉนดที่ดิน จึงทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าว ได้ถูกยกเลิกไปแล้วตามมาตรา 59 เบญจ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดินเดิมได้ขอออกโฉนดที่ดินไปแล้ว

ผู้ซื้อที่ดิน เห็นว่า การที่ตนไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน นส.3 ก ที่ซื้อมาได้ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินไม่บันทึกหมายเหตุในสารบบหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นส.3 ก ว่ามีการออกโฉนดที่ดินแล้ว จึงยื่นฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้… เจ้าพนักงานที่ดินอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของที่ตั้งที่ดินและผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลทั่วไป พฤติการณ์ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและถือเป็นการยอมเสี่ยงภัยของผู้ฟ้องคดีเอง

          ประเด็นที่พิจารณาคือ พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดี ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่? และกรมที่ดินได้กระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินฉบับพิพาทให้เจ้าของที่ดินเดิม โดยมิได้หมายเหตุยกเลิกในหนังสือแสดงสิทธิที่ดิน นส.3 ก ฉบับเดิม รวมทั้งในสารบบที่ดิน และทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ (นส.8) ว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวได้มีการออกโฉนดที่ดินแล้วตามแนวปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้มีการออกใบแทน นส.3 ก และขายที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด

          ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ได้ใช้ความระมัดระวังหรือความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ โดยการหมายเหตุในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิมว่ามีการออกโฉนดที่ดินไปแล้ว ก็จะทำให้มีการตรวจสอบความถูกต้องของการออกเอกสารสิทธิได้โดยง่าย อีกทั้งเมื่อเจ้าของที่ดินเดิมไม่ส่งมอบ นส.3 ก ฉบับผู้ถือให้แก่ศูนย์อำนวยการสำรวจฯ โดยอ้างว่าจะขอเก็บไว้เอง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็มิได้ทักท้วงหรือทวงถาม นส.3 ก ฉบับผู้ถือมาเก็บไว้ เมื่อผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ไม่สามารถนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นส.3 ก ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินและเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบและแนวปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่กำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี 

          และมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี เพราะแม้ผู้ฟ้องคดีจะตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนจะซื้อขายก็ไม่อาจจะทราบได้ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่จ่ายจริง พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดี… สำหรับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับรองและออกเอกสารสิทธิของราชการ โดยเฉพาะเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นการรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันถือเป็นเรื่องสำคัญและมีมูลค่าสูง

ฉะนั้นในการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเอกสารสิทธิในที่ดิน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนรวมถึงวิธีการที่กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องและแนวปฏิบัติที่หน่วยงานได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น การหมายเหตุยกเลิกในเอกสารสิทธิ นส.3 ก ที่ได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว หากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกผู้สุจริตดังเช่นคดีนี้ หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อาจถูกสอบสวนความรับผิดทางละเมิดด้วย

(ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 70/2560 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ภารกิจ ลุงป้อม กับ งูอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภารกิจ ลุงป้อม กับ งูอิสระ

23 สิงหาคม 2562 – 07:43 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลังประชารัฐ,งูเห่า,ครม
เปิดอ่าน 1,316 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

ทำเอาพลังประชารัฐลุกเป็นไฟขึ้นมาทันทีเมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เข้าทำงานเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการเปิดตัวของพี่ใหญ่ 3 ป.ที่ร้อนแรงสุดๆ เพราะแค่ครั้งแรกของการนั่งหัวโต๊ะของบิ๊กป้อม เรียกเสียงฮือฮาจนคนในพลังประชารัฐต้องยอมใจไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาได้อย่างแซบซ่า

ด้วยภารกิจที่หนักอึ้งในการพาเรือเหล็กของน้องรักบิ๊กตู่ไปให้ถึงฝั่งฝันอย่างมั่นคงแล้ว “บิ๊กป้อม” จึงจำเป็นต้องทำทุกหนทางเพื่อแก้ปัญหาการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลในเรื่องเสียงปริ่มน้ำให้ได้ ซึ่งภารกิจแรกคือการไล่บี้ให้ 5 รัฐมนตรีพลังประชารัฐที่เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ประกอบด้วย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ให้พิจารณาเรื่องลาออกจากส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีอย่างเดียว เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปถูกดันขึ้นมาเป็นส.ส. โดยวิธีนี้จะทำให้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาแก้ขัดไปได้พอประมาณ

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปหมดเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มี 5 รัฐมนตรีคนใดส่งสัญญาณเชิงบวกตอบรับคำขอร้องแกมบังคับของ “บิ๊กป้อม” โดยทุกคนเลือกที่จะเป็นใบ้กับสถานการณ์ดังกล่าว เพราะคงไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับอาการ “ขาลอย” หากยอมลาออกจากส.ส.ในวันนี้ก็อาจเป็นคนไร้ค่าในวันข้างหน้า เพราะไม่มีใครรู้อนาคตหากสถานการณ์การเมืองบีบคั้นถึงขนาดต้องปรับ ครม. และหาก 5 รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งจะทำให้พวกเขาไม่มีที่ยืนทางการเมืองในทันที เพราะไม่ได้เป็นส.ส.แล้ว ดังนั้นด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่แปลกใจที่ 5 รมต.จะเลือกอยู่นิ่งๆ ไปก่อนจะดีกว่า

เมื่อการเมืองวันนี้ไม่ใช่เรื่องของประเทศชาติ แต่กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวไปแล้ว ดังนั้นจากนี้ต่อไปคงขึ้นอยู่กับบารมีของ “บิ๊กป้อม” ว่าจะมีทีเด็ดทีขาดแค่ไหนในการจัดการปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตามของอย่างนี้มันคงต้องมีแผนสำรองกันบ้างเมื่อปัญหาการแก้ไขเสียงปริ่มน้ำภายในพรรคดูท่าจะยังสะสางได้ยาก ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ช่วงนี้จะมีข่าวการควานหา “งูเห่า” เข้าคอกพลังประชารัฐจากพรรคต่างๆ งานนี้คงต้องจับตาดูกันแบบห้ามกะพริบ โดยเฉพาะพรรคลุงมิ่ง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่กำลังถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก โดยเฉพาะการเปิดแถลงข่าวให้สัมภาษณ์แบบมีนัยแปลกๆว่าเศรฐกิจใหม่ยังเป็นฝ่ายค้าน แต่จะเป็นฝ่ายค้านที่ยึดถือ “เอกสิทธิ์” ในการออกเสียงตามระบอบประชาธิปไตย โดยยึดเอามติพรรคเป็นที่ตั้ง และในบางครั้งหากมีความเห็นไม่ตรงกับอีก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน “เศรษฐกิจใหม่ก็อาจจะโหวตสวน”….คำพูดนี้ชัดเจนทุกอย่าง หรือเศรษฐกิจใหม่กำลังจะแปลงร่างเป็น “งูอิสระ”..ลองคิดดู..?

ทิ้งเพื่อแม้ว ทุนแดงเมืองช้าง เลือกข้าง”ลุงตู่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384628?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งเพื่อแม้ว ทุนแดงเมืองช้าง เลือกข้าง”ลุงตู่”

22 สิงหาคม 2562 – 10:45 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,จตุพร พรหมพันธุ์,นายกฯเป๊ปซี่,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก,เสื้อแดง,แกนนำเสื้อแดง,ผู้สมัคร สสแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อชาติ
เปิดอ่าน 101,676 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย”ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ส.ค.62

********************************

ลุงตู่” ไปเมืองสุรินทร์เที่ยวนี้คุ้มจริงๆ นอกจากจะได้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้ชาวบ้าน ยังได้พบ ..สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยคือ มานิตย์ สังข์พุ่มตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย มารอต้อนรับ แม้วันนี้ “..” ยังไม่ย้าย แต่อาจช่วย “ยก” ให้เป็นครั้งคราว

จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ “ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา” อดีตส..สุรินทร์ ยังพา “โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์” อดีตผู้สมัคร ส..แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ มารายงานตัวต่อนายกฯ ลุงตู่ ในฐานะสมาชิกใหม่พรรคพลังประชารัฐ

นายกเป๊ปซี่” ซบลุงตู่

ผลการประชุมครม.เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองอีกชุดใหญ่ ปรากฏว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “นายกเป๊ปซี่” โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ อดีตผู้สมัคร ส..แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ

 นายกเป๊ปซี่” เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และเป็นเจ้าของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ แห่งในพื้นที่ อ.ปราสาท

วันที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสุรินทร์ “เฮียเกิ๊ด” ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต ส..สุรินทร์ และอดีตผู้สมัคร ส..เขต พรรคพลังประชารัฐ ได้พา “นายกเป๊ปซี่” ไปพบนายกฯ ลุงตู่

ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต ส.ส.สุรินทร์ พา “นายกฯ เป๊ปซี่” มาแนะนำตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ได้ประสานงานไปยัง ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ  ให้ลงพื้นที่มาดูสถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์ โดยวันนั้น “เฮียเกิ๊ด” เป็นคนบรีฟให้รัฐมนตรีฟังอย่างละเอียด

ธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา พา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดูภัยแล้งที่สุรินทร์

วันอังคารที่ผ่านทั้ง “เฮียเกิ๊ด” และ “นายกเป๊ปซี่” ต่างได้รับการแต่งตั้งเป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี” ปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ชัดเจนว่านายทุนพรรคเพื่อชาติเมืองช้างโบกมือลาบ้านเก่าผลงานอันยอดเยี่ยมของผู้กองธรรมนัสอีกแล้ว 

อดีตนายทุนโรงสีเสื้อแดง

จ่าเสื้อแดง” จ...ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีตส..สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อชาติ ซึ่งตัวเองลงสมัคร ส..ไม่ได้ จึงให้ภรรยายิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ ลงสมัคร ส..ที่เขต .สังขะ แทน โดยเขต .ปราสาท จ่าประสิทธิ์ เปิดทางให้ “ทุนโรงสีเมืองช้าง” 

นายกเป๊ปซี่ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ

เนื่องจาก “นายกเป๊ปซี่” สนับสนุนพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยมานาน จึงรู้จักนักการเมืองสาย “เพื่อแม้ว” เป็นอย่างดี และรู้จักมักคุ้นกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช.

เมื่อจตุพร และจ่าประสิทธิ์ชวนให้ลงสมัครส.. “นายกเป๊ปซี่” ก็ลาออกจากนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน ลุยการเมืองเต็มตัว โดยตัวนายกเป๊ปซี่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 และส่งคนใกล้ชิดของจันทอง ทะนงตน ลง ส..เขต

พรรคเพื่อชาติใช้โรงสีนายกเป๊ปซี่หาเสียง

มีนาคม 2562 ที่ลานอเนกประสงค์โรงสีของนายกเป๊ปซี่ ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ จตุพร พรหมพันธุ์ ยกพลไปหาเสียงช่วยจันทอง ทะนงตน ผู้สมัคร ส..เขต โดยนายกเป๊ปซี่ขึ้นเวทีด้วยท่ามกลางกองเชียร์นับหมื่นคน แต่ผลการเลือกตั้ง คนของนายกเป๊ปซี่ได้แค่ พันคะแนน

จตุพร ไปหาเสียงที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

วันนี้นายกเป๊ปซี่ไม่หยุดเล่นการเมือง ช่วงมีภัยแล้งใน ต.กังแอน ก็ควักเงินเจาะบ่อบาดาลให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้

เดอะตู่” ลาเพื่อแม้ว

อันที่จริงพรรคเพื่อชาติตกไปอยู่ในมือ ยงยุทธ ติยะไพรัช เรียบร้อยแล้ว ส..บัญชีรายชื่อ คนของพรรคก็อยู่ในกำมือ “ยุทธ แม่จัน” คน เหลือเพียง “อารี ไกรนรา” ที่ยังยืนเคียงข้างจตุพร

เดอะตู่” รู้ชะตากรรม จึงอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่ นั่นหมายถึงการหันหลังให้พรรคเพื่อแม้วโดยสิ้นเชิง

จตุพร พรหมพันธุ์

สองเดือนก่อน “จตุพร” พร้อมด้วยแกนนำ นปช.สายเดอะตู่ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยรามอินทรา 40 (ซอยวัดนวลจันทร์)

ระหว่างรอสำนักงานใหม่ จตุพรและแฟนคลับ ยังปักหลักที่ร้านกาแฟ Peace Coffee ชั้น อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยทุกวันอาทิตย์จะมีการจัดรายการทอล์กการเมืองและดนตรี

อนาคตข้างหน้า จตุพรยังฝันถึง “พรรคการเมืองมวลชน” โดยจะสรุปบทเรียนจากความล้มเหลวของพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชาชน

ต้องปลดแอกจาก “พรรคเถ้าแก่” สร้างพรรคทางเลือกใหม่ให้ประชาชน

ข้อดี-ข้อเสีย ผู้ป่วยบัตรทอง เบิกยาใกล้บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อดี-ข้อเสีย ผู้ป่วยบัตรทอง เบิกยาใกล้บ้าน

22 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
บัตรทอง,ยา,โรงพยาบาลรัฐ,เบิกยาใกล้บ้าน
เปิดอ่าน 4,902 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศไทยมี “โรงพยาบาลรัฐ” ประมาณ 1,000 แห่ง แต่มีร้านขายยาไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นแห่ง เฉพาะในกรุงเทพฯ มากกว่า 4,800 ร้าน นั่นคือที่มาของแนวคิด “ผู้ป่วยบัตรทองโรคเรื้อรัง…ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้” เพื่อความสะดวกและลดความแออัดของโรงพยาบาล นโยบายนี้ได้ใจชาวบ้านไม่น้อย เพียงแต่ต้องมองให้รอบด้าน แม้ “ข้อดีมีเยอะ”.. แต่ข้อควรระวังก็มีไม่น้อย !

“บัตรทอง” หรืออดีตเรียกกันว่า 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2544 ผ่านมา 18 ปีแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนว่าพึงพอใจมากน้อยเพียงไร ปรากฏว่า “ผลสำรวจความพึงพอใจประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561” พบชาวบ้านครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51 ไม่ไปใช้บริการเพราะ “รอนานเกินไป” จึงขอไปหาซื้อยาเองตามร้านขายยาดีกว่า แม้ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าและไม่ใช่ยาฟรี แต่คุ้มกับการที่ต้องหยุดงาน 1 วันเดินทางแต่เช้ามืด จ่ายค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าข้าว ค่าจิปาถะ ฯลฯ รวมเป็นเงินหลายร้อยบาท ถ้าไม่ได้ป่วยหนักมาก “ซื้อยาหมอตี๋” ง่ายกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลุ่มคนป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี เช่น เบาหวาน ความดัน ฯลฯ ไม่อยากเสียเวลามารับยาที่โรงพยาบาลทุกเดือน ก็เลยพาลไม่กินยา หรือกินไม่ต่อเนื่อง ทำให้อาการดีๆ แย่ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่หมอสั่งยาให้กินต่อเนื่อง แต่ไม่อยากกิน เพราะอาการหายแล้วหรือลืมกินยาจนหมดอายุ ทำให้เกิดปัญหา “ยาเหลือใช้” ในบ้านผู้ป่วย สูญเสียงบประมาณส่วนนี้ไปปีละหลายพันล้านบาท

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายแพทย์และเภสัชกรพยายามเสนอทางออก ด้วยการเปิดทางเลือกให้ “ผู้ป่วยบางโรคไปใช้สิทธิบัตรทองรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน” แต่ดูเหมือนมีอุปสรรคติดขัดหลายประการ จึงไม่ได้รับการตอบรับจากกระทรวงสาธารณสุขเท่าที่ควร

จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2562 “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข เชิญ “คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ สปสช.” มาประชุมร่วมกันในวาระพิเศษ หารือการลดเวลารับบริการของผู้ป่วยที่โรงพยาบาล และความเป็นไปได้ใน “การจัดบริการเพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยา” สุดท้ายมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะทดลองนำร่องในโรงพยาบาล 50 แห่ง และร้านยาคุณภาพ 500 แห่งทั่วประเทศ

 แต่จ่ายยาเฉพาะ 4 โรคเรื้อรัง คือ 1.เบาหวาน 2.ความดันโลหิตสูง 3.หอบหืด และ 4.โรคจิตเวช

เนื่องจากผู้ป่วย 4 โรคนี้ ต้องรับยาต่อเนื่องและมีจำนวนรวมแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนวิธีการรับยานั้น มี 3 ทางเลือก โดยแต่ละทางเลือกมีการประเมินข้อดี–ข้อเสียเบื้องต้น ดังนี้

ทางเลือก 1 โรงพยาบาลจัดยาและส่งยาไปร้านขายยา ทางเลือกนี้ ข้อดี คือ ลดความแออัดของคนไข้ในโรงพยาบาลข้อเสีย คือ เพิ่มภาระหน้าที่บุคลากรและเภสัชกรโรงพยาบาลในการจัดยาและส่งยา

 ทางเลือก 2 ส่งยาไปสำรองไว้ที่ร้านขายยาและให้เภสัชกรในร้านเป็นผู้จัดยาตามใบสั่งแพทย์ ข้อดี ช่วยลดภาระโรงพยาบาล แต่ ข้อเสีย คือต้องมีระบบจัดการคลังยาที่ดีมาก เพราะร้านขายยาทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องจ่ายยาขนาดย่อยของโรงพยาบาล และทางเลือก 3 ร้านยาจัดซื้อยาและสำรองจ่ายยาให้ผู้ป่วยเอง จากนั้นมาเก็บเงินที่โรงพยาบาล ข้อดี คือลดภาระของโรงพยาบาล และไม่ต้องมีระบบจัดการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยาที่ซับซ้อน ข้อเสีย คือร้านยาขนาดกลางและเล็กอาจไม่เข้าร่วม เพราะต้องสำรองจ่ายเงินก่อนเป็นจำนวนมากพอสมควร

  เมื่อทั้ง 3 ทางเลือกมีข้อดี–ข้อเสีย ผู้เข้าร่วมประชุมจึงขอเวลาไปศึกษาและจะนำเสนออีกครั้งในวันที่ 2 กันยายน 2562 โดย “รมว.อนุทิน” ขอให้เร่งเครื่องนิดหนึ่งเพราะอยากเริ่มนำร่องตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ด้วยการทดลองกับโรงพยาบาลรัฐ 50 แห่ง และร้านยาคุณภาพ 500 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า

“เรื่องนี้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจของผู้ป่วย ต้องเป็นยาตัวเดียวกันเหมือนกับที่ได้รับจากโรงพยาบาล หากจำเป็นต้องเปลี่ยนยาต้องมีหมอสั่งเท่านั้น ร้านยาห้ามเปลี่ยนเอง”

ที่ผ่านมา มีโรงพยาบาล หมอและเภสัชกรหลายพื้นที่ในต่างจังหวัด พยายามทดลองทำตามแนวคิดนี้ เช่น “โครงการระบบเติมยาผู้ป่วยที่ร้านยาคุณภาพ” เมื่อปี 2557 โดยความร่วมมือของ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น และร้านยาที่มีเภสัชกรประจำ 20 แห่ง ด้วยการสนับสนุนจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผลปรากฏว่าชาวบ้านพึงพอใจเป็นอย่างมาก ช่วยให้ผู้ป่วยบัตรทองที่มีภาวะโรคคงที่ แต่ต้องกินยาต่อเนื่อง เช่น เด็กที่เป็นโรคหืดหอบ คนป่วยเบาหวาน มีความสะดวกในการรับยาร้านใกล้บ้านตามใบสั่งแพทย์ ไม่เสียเวลา ไม่ต้องลางาน และมีระบบการติดตามคนไข้กินยาอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำใช้ยาอย่างเหมาะสม ฯลฯ

          ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวพบอุปสรรคเบื้องต้นว่า “ร้านขายยา” ที่เข้าร่วมไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรงมากนัก กลับกลายเป็นภาระรับผิดชอบจัดหายาให้ผู้ป่วยแทนโรงพยาบาล โดยไม่ได้รับค่าส่วนแบ่งหรือค่าบริหารจัดการอย่างเพียงพอ  

รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม วิเคราะห์ให้ฟังว่า ที่ผ่านมาได้เสนอนโยบายนี้ไปยังรัฐบาลหลายยุคสมัยแล้ว แต่ไม่ได้รับเสียงตอบรับเท่าไร ต้องชื่นชมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขชุดใหม่ที่ให้ความสนใจและเข้ามาช่วยผลักดัน เนื่องจากปัญหาผู้ป่วยแออัดและปริมาณงานมากล้นของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงไม่มีงบประมาณจ้างเภสัชกรเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหาความผิดพลาดในการสั่งจ่ายยา และปัญหาการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย ซึ่งโรงพยาบาลในต่างประเทศมักใช้ระบบแบ่งหน้าที่ส่วนนี้ไปให้ร้านขายยาในชุมชนใกล้บ้านผู้ป่วย

“วิธีการที่เสนอคือ ให้ผู้ป่วยบัตรทองไปลงทะเบียนว่าต้องการใช้บริการร้านขายยาชื่ออะไร ตั้งอยู่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน และร้านขายยาก็ต้องมาขึ้นทะเบียนด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบมาตรฐานและข้อมูลอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการมีเภสัชกรประจำร้านไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง หรือตลอดเวลาที่เปิดทำการ เพื่อการันตีว่าคนไข้จะได้รับยาและคำแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ต่างจากการไปโรงพยาบาล ซึ่งตรงนี้ สปสช.ก็ต้องช่วยภาระค่าใช้จ่ายของร้านขายยาในชุมชนด้วย เพราะต้องจ่ายค่าสถานที่ ค่าเก็บยา ค่าเภสัชกร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ช่วงนี้หลายฝ่ายกำลังช่วยกันประเมินว่าควรเป็นเงินเท่าไร วิธีจ่ายทำอย่างไร งบประมาณตรงนี้จะเพิ่มขึ้นมา โดยแยกออกจากงบรายหัวที่จ่ายให้โรงพยาบาล”

นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวสรุปถึงข้อดีว่านอกจากช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดภาระการเดินทางแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความสนิมสนมกับเภสัชกรในชุมชนของตนเอง มีความคุ้นเคยสามารถให้คำแนะนำใกล้ชิดและติดตามการใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น กรณีกินยาไม่ครบ กินยาไม่ถูกต้อง แพ้ยา หรือหากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติก็สามารถแนะนำส่งต่อให้โรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

ส่วนข้อควรระวังนั้น นโยบายนี้อาจเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาแย่งตลาดร้านขายยาของชุมชน เนื่องจากมีเงินลงทุนจำนวนมากสามารถก่อสร้างตบแต่งทำให้ภาพลักษณ์ร้านดูดีน่าเชื่อถือ และตั้งอยู่ในพื้นที่ได้เปรียบเช่น ในห้างร้านสะดวกซื้อ ตลาด หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผู้คนต้องเดินทางไปจับจ่ายซื้อของเป็นประจำ ดังนั้นร้านขายยาและชุมชนต้องช่วยกันคิดวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดโดยนายทุนกลุ่มใหญ่

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก “ห้างแม็คโคร” ที่ประกาศปรับปรุงร้านขายยาของแม็คโครใหม่ โดยเริ่มจาก “สาขาสาทร” ด้วยพื้นที่ 220 ตรม. เน้นความสะดวกสบายและเพิ่มจำนวนสินค้ายาและเวชภัณฑ์อื่นๆ มากกว่า 1.6 พันรายการ เพื่อรองรับการเติบโตกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีร้านขายยาที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศและของไทยที่อาจสนใจเข้ามาร่วมด้วย เช่น บู๊ทส์ วัตสัน เพียว ฟาสซิโน เซฟดรัก ฯลฯ

สรุปเบื้องต้นได้ว่า ข้อดีของ “นโยบายผู้ป่วยรับยาใกล้บ้าน” มีมากมายนับไม่ถ้วน รอเพียงไฟเขียวจาก “เสี่ยอนุทิน” ว่าจะจริงจังแค่ไหน และเชื่อว่า “ทีมที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข” คงมองเห็นข้อเสียเรียบร้อยแล้ว และกำลังหาหนทางป้องกัน โดยเฉพาะช่องโหว่ที่จะเปิดให้ “กลุ่มทุนร้านยายักษ์ใหญ่” เข้ามาผูกขาดเบ็ดเสร็จ !

บิ๊กป้อม ตัวตายตัวแทน บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384618?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กป้อม ตัวตายตัวแทน บิ๊กตู่

22 สิงหาคม 2562 – 09:40 น.
ถอดรหัสลายพราง,บิ๊กป้อม,บิ๊กตู่,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,562 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

คำพูดเมื่อ 15 ปีที่แล้วของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกำลังจะเป็นจริง หลังได้เห็นแววอนาคตทางการเมืองของนายทหารคนหนึ่ง พร้อมเปรยกับคนในแวดวงการเมืองด้วยกันว่า “ขอให้จับตานายทหารคนนี้ไว้” ในครั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังรับราชการทหารและความสัมพันธ์ยังไม่ขาดสะบั้นเหมือนเช่นทุกวันนี้

ทันทีที่ตอบรับเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือว่า พล.อ.ประวิตร เข้าสู่ถนนการเมืองเต็มตัว หลังจากเตรียมการไว้ล่วงหน้า

โดยถ่ายโอนอำนาจงานด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

‘ยุทธศาสตร์ใหม่’ นี้ถูกปรับหลังเห็นบรรยากาศความปั่นป่วนภายในพรรครัฐบาลและเวทีสภา

ที่ไร้ความเป็นปึกแผ่นและขาดเอกภาพในการทำงานหากยังบริหารประเทศ ‘สไตล์’ เดิมๆ คงไปไม่รอด เพราะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มข้นของฝ่ายค้าน และ พล.อ.ประวิตร ก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเพราะมีความสัมพันธ์กับบุคคลมากหน้าหลายตา ทั้งทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจ

ภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์’ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก หรือนั่งเป็นหัวหน้า พปชร. อย่างที่คาดการณ์กันไว้ แต่จะเน้นงานด้านบริหารราชการแผ่นดินอย่างเดียว ส่วนงานด้านการเมืองเป็นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตร เพราะนอกจากเป็นผู้กว้างขวางแล้วยังขึ้นชื่อเป็น ‘มือประสานสิบทิศ’ เพื่อขับเคลื่อนงานทั้งในและนอกสภา

สิ่งแรกที่ พล.อ.ประวิตร ต้องเข้าไปแก้ปัญหาคือการ ‘คอนโทรล’ ส.ส.ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ

เพราะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้แพ้การลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาต่อฝ่ายค้านถึง 2 ครั้ง ซึ่ง 10% มาจาก พปชร. แต่อีก 90% พบว่าเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเล็กที่ไม่อยู่ในห้องประชุมขณะที่ทำการลงคะแนน

เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะต้องเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาพรรคร่วมรัฐบาลกลับคืนมาให้ได้และต้องเข้าไปหารือหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในการกำกับส.ส.ของตัวเองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นการบริหารงานจะเกิดปัญหาเช่นนี้ตลอด เพราะต้องการสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะในปี 2563 พ.ร.บ.งบประมาณจะผ่านสภา หากไม่รีบแก้ไขโอกาสรัฐบาลล่มมีสูง

เป็นที่สังเกตว่าตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พปชร.ยังมีอำนาจเหนือกว่าหัวหน้าพรรค ทำนองเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ นั่งตำแหน่งนี้อยู่ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีปัญหาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตาม มาตรา 161 รัฐธรรมนูญ 2560 และอยู่ระหว่างเข้าไปชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 15 วัน รวมถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยังรับวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (5) ตามที่ฝ่ายค้านยื่นผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยังไม่นับการแถลงนโยบายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยไม่ชี้แจงจำนวนเงิน และที่มาของรายได้ แม้แต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็กังวลกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จนออกอาการ ‘แหยง’ เพราะเข้าสภาทีไร จะถูกฝ่ายค้านขย่มซ้ำในเรื่องเดิม พร้อมๆ กับหาประเด็นใหม่ๆ มาโจมตีตลอด เรียกว่าความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกแบบไม่ให้ตั้งหลัก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’

ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ รู้จุดอ่อนของรัฐบาลและเดินเกมไปในทิศทางเดียวกันด้วยความมั่นคง ทั้งๆ ที่ไม่มีหัวหน้าพรรคคอยกำกับดูแล แต่ ส.ส.ภายในพรรคมีความสุขุม นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่ฉายแววความรู้ความสามารถจนเดาทางไม่ออก เท่ากับว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์’ กำลังรับศึกหนักและต้องปรับรูปเกมตลอดเพื่อรับมือฝ่ายค้าน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยืนระยะได้ยาวกว่ากัน

ซึ่งหากพลาดพลั้ง พล.อ.ประวิตร เปรียบเสมือน ‘ตัวตาย ตัวแทน’ ที่จะเข้ามาสานต่อในฐานะ ‘รักษาการนายกรัฐมนตรี’ เพราะไม่เพียงแต่จะรู้งาน 5 ปีของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ยังรวมถึงการบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์ 1/2 อีกด้วย แต่ถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด “พล.อ.ประยุทธ์” กระเด็นจากเก้าอี้ไม่ว่าด้วยปัจจัยใดก็ตาม พี่ใหญ่คนนี้ก็พร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’

รัฐบาลอัดฉีดเศรษฐกิจ..ผิดทิศหรือเข้าเป้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลอัดฉีดเศรษฐกิจ..ผิดทิศหรือเข้าเป้า

22 สิงหาคม 2562 – 09:10 น.
อุตตม สาวนายน,เศรษฐกิจ,เกษตรกร,ท่องเที่ยว,อุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 2,951 ครั้ง

รายงาน ..

เมื่อเร็วๆ นี้ “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับรายการ “คม ชัด ลึก” ออกอากาศทางเนชั่นทีวีทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 22.15-23.00 น. ในประเด็นรัฐบาลอัดฉีดเศรษฐกิจ…ผิดทิศหรือเข้าเป้า ? โดยมีใจความว่า วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่นั้น เศรษฐกิจไทยยังไม่โคม่า แต่เศรษฐกิจโลกถดถอย หากสหรัฐกับจีนตกลงกันไม่ได้ ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกจะรับผลกระทบ และไทยต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ หวังบรรเทาค่าครองชีพให้เกษตรกรรายย่อยและที่เจอภัยแล้ง คือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลดลงเหลือร้อยละ 0.1 เป็นเวลา 1 ปี โดยเงินต้นไม่เกินวงเงินกู้ 3 แสนบาท, ขยายเวลาชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี ไม่จำกัดวงเงิน, การช่วยเหลือปัจจัยการเพาะปลูก โดยเฉพาะชาวนาจะช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย, สินเชื่อฉุกเฉิน 5 หมื่นบาทให้เกษตรกร โดยต้องขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส., สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้งรายละ 5 แสนบาท เพื่อลดภาระหนี้และเกษตรกรมีเงินหมุนเวียนในช่วงความเสี่ยงสูง หากปล่อยให้สะดุด การยกระดับเกษตรกรจะทำได้ยาก”

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ หวังบรรเทาค่าครองชีพให้เกษตรกรรายย่อยและที่เจอภัยแล้ง คือลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลดลงเหลือร้อยละ 0.1 เป็นเวลา 1 ปี โดยเงินต้นไม่เกินวงเงินกู้ 3 แสนบาท, ขยายเวลาชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี ไม่จำกัดวงเงิน, การช่วยเหลือปัจจัยการเพาะปลูก โดยเฉพาะชาวนาจะช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย, สินเชื่อฉุกเฉิน 5 หมื่นบาทให้เกษตรกร โดยต้องขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส., สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้งรายละ 5 แสนบาท เพื่อลดภาระหนี้และเกษตรกรมีเงินหมุนเวียนในช่วงความเสี่ยงสูง หากปล่อยให้สะดุด การยกระดับเกษตรกรจะทำได้ยาก”

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้งบประมาณสามแสนหนึ่งหมื่นหกพันล้านบาทนั้น ความจริงนั้นการทำงานในการดูแลเศรษฐกิจต้องดูความเป็นจริง ดูแลรายได้ของประเทศ การทำระยะสั้นมันจำเป็น หากปล่อยไว้รายได้ของประเทศจะกระทบและแก้ปัญหาได้ยากขึ้น แม้วันนี้รายได้ของรัฐหายไปหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท นโยบายขาดดุลงบประมาณต้องใช้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่มีผลเชิงลบและต้องปรับระบบเศรษฐกิจ ยืนยันการใช้งบนั้นโปร่งใส

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลภัยแล้ง ดูแลกระทบเศรษฐกิจโลก และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนนั้น บางคนบอกว่าใช้วิธีเดิมๆ นั้น ขอเรียนว่า เศรษฐกิจหากเสี่ยงต้องดูแลตั้งแต่รากฐาน โดยคนฐานรากของประเทศคือเกษตรกรที่มีความเสี่ยงสุด หากกลุ่มนี้กระทบจะเป็นลูกโซ่ จึงต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ต้องส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ลงทุนโดยมีมาตรการช่วยเหลือ สศช.คาดตอนต้นปีว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันตกลงมา และตัวเลขคาดการณ์ที่ลดลงคือร้อยละ 2.7 เพราะสัญญาณการเติบโตในประเทศชะลอตัวและอยู่ในการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังไว้ สัญญาณนี้ เราต้องบรรเทาผลกระทบ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 ตามเป้า

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้งบประมาณสามแสนหนึ่งหมื่นหกพันล้านบาทนั้น ความจริงนั้นการทำงานในการดูแลเศรษฐกิจต้องดูความเป็นจริง ดูแลรายได้ของประเทศ การทำระยะสั้นมันจำเป็น หากปล่อยไว้รายได้ของประเทศจะกระทบและแก้ปัญหาได้ยากขึ้น แม้วันนี้รายได้ของรัฐหายไปหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท นโยบายขาดดุลงบประมาณต้องใช้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่มีผลเชิงลบและต้องปรับระบบเศรษฐกิจ ยืนยันการใช้งบนั้นโปร่งใส

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลภัยแล้ง ดูแลกระทบเศรษฐกิจโลก และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนนั้น บางคนบอกว่าใช้วิธีเดิมๆ นั้น ขอเรียนว่า เศรษฐกิจหากเสี่ยงต้องดูแลตั้งแต่รากฐาน โดยคนฐานรากของประเทศคือเกษตรกรที่มีความเสี่ยงสุด หากกลุ่มนี้กระทบจะเป็นลูกโซ่ จึงต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ต้องส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ลงทุนโดยมีมาตรการช่วยเหลือ สศช.คาดตอนต้นปีว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันตกลงมา และตัวเลขคาดการณ์ที่ลดลงคือร้อยละ 2.7 เพราะสัญญาณการเติบโตในประเทศชะลอตัวและอยู่ในการคาดการณ์ของกระทรวงการคลังไว้ สัญญาณนี้ เราต้องบรรเทาผลกระทบ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3 ตามเป้า

โดยใช้แนวคิดเดิมแต่ปรับปรุงขึ้น โดยสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยจับจ่ายใช้สอย หากไม่ทำอะไร ความเชื่อมั่นของประเทศโดนกระทบจากปัจจัยภายนอก แล้วจะจัดเก็บรายได้ให้เข้าเป้านั้นคงเป็นไปไม่ได้

ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังว่าต้องวิเคราะห์การจัดเก็บการสร้างรายได้ให้ประเทศ เพราะไทยจำเป็นต้องลงทุนในการสร้างอนาคต

หากถามว่า 5 ปีของครม.ชุดที่แล้วใช้งบช่วยเกษตรกรมาก แต่หลายคนมองว่าเกษตรกรยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ขอเรียนว่าปัญหามากมายและสะสม รัฐบาลที่แล้ววางรากฐานการแก้ไขแบบเป็นระบบ โดยอัดเม็ดเงินเพื่อให้เกษตรกรยกระดับให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ มีเงินมากขึ้น และอย่าลืมภาวะธรรมชาติและความต้องการของตลาดโลกที่มีต่อสินค้าเกษตรในตอนนั้นๆ ด้วย รัฐบาลต้องดูแลและมีค่าใช้จ่าย

“ปัจจัยการผลิตของเกษตรกร เม็ดเงินของรัฐอัดตรงไปยังเกษตรกร กองทุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็เช่นกัน และให้เอื้อกับภาคอื่นๆ ไปด้วย”

หากถามว่าเม็ดเงินที่อัดลงไปยังเกษตรกรนั้นแต่ความจริงเงินกลับไปตกอยู่กับนายทุน ยืนยันว่ารัฐบาลทำเพื่อคนไทยทุกคน ไม่ได้เอื้อนายทุน ยืนยันการช่วยเหลือเกษตรกรนั้นไม่ใช่การรอความหวัง รัฐบาลมีการสร้างและพัฒนาเกษตรกร เช่น เครื่องจักรแปรรูป การปลูกพืชหลายอย่างแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การให้องค์ความรู้แม้จะใช้เวลาแต่มันจะเห็นผล ตอนนี้กำลังเข้าทางในการดูแลเกษตรกร

การช่วยเหลือเกษตรกรนั้นเป็นฐานใหญ่ของประชาชนในประเทศและจำเป็น การเกษตรนั้นมีปัจจัยแทรกเยอะ เช่น ภัยแล้ง วิธีแก้ไขคือผ่อนภาระหนี้ของเกษตรกร

โดยเล็งตรงจุดแบบยั่งยืน โดย ธ.ก.ส.รับหน้าที่นี้และรัฐบาลต้องชดเชย ธ.ก.ส.ในวันข้างหน้า

ขอย้ำว่าภาคอื่นๆ รัฐบาลก็ไม่ได้ละเว้นการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อเงินกองทุนประชารัฐ, เอสเอ็มอีจะให้บสย.ช่วยด้านเงินค้ำประกันมากขึ้น, การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะง่ายขึ้น, กองทุนเอสเอ็มอีที่หลายหน่วยงานมาช่วยกันเพื่อหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ต้องทำงานตรงนี้อีกมาก

ส่วนมาตรการที่ออกมานั้น นักวิชาการบางคนมองว่า อาจจะใช้จ่ายเกินตัวกับการกระตุ้นเศณษฐกิจครั้งนี้นั้น ยืนยันว่าไม่ก่อหนี้เกินตัว เป็นการให้ที่หวังผล เพราะมีกรอบและจุดประสงค์การช่วยเหลือที่วางไว้ชัดเจน เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐครั้งนี้เข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ

“โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมาจากการส่งออก เงินที่เข้ามาวันนี้กระทบ เพราะโลกสะดุด การช่วยเหลือครั้งนี้ยิงตรงไปยังเกษตรกร โดยบรรเทาผลกระทบภาคเกษตร และเกษตรกรจะมีเงินจับจ่ายใช้สอย ภาคอื่นๆ ก็ได้รับผลนี้”

ส่วนกรณีที่บางคนมองว่ามาตรการนี้ของรัฐบาลเน้นไปยังฐานเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการเพิ่มวงเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขอเรียนว่า โจทย์นี้คือลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตามเศรษฐกิจโลก บัตรนี้คือเครื่องมือที่รัฐบาลควบคุมได้และให้ผู้มีรายได้น้อยสิบสี่ล้านคนเศษ สวัสดิการเหล่านี้เพื่อให้พวกเขาเข้มแข็ง นำเงินเหล่านี้ใช้จ่ายเพื่อให้เม็ดเงินเข้าระบบ ยืนยันรัฐบาลไม่ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย และจะดูแลผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้นด้วยมาตรการของรัฐและแก้ไขการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อยให้ตรงจุดมากขึ้น หากกระแสเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้น การช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยสองเดือนที่วางไว้นั้น เชื่อว่ามาตรการตอนนี้เพียงพอในวันนี้จนถึงปลายปีและติดตามเหตุในอนาคตร่วมกับทุกฝ่ายในมาตรการครั้งหน้า ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมนั้นรัฐบาลไม่ได้ละเลย

ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่มีการวิจารณ์เชิงลบการใช้มาตรการนี้ สภาวะเศรษฐกิจไทยและโลกที่มีความเสี่ยงแบบนี้ การท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์หลักการสร้างรายได้ให้ประเทศ การท่องเที่ยวนั้นมีการจ้างงานเยอะมากและมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเยอะ หากปล่อยให้ชะลอตัว ผลกระทบจะเยอะ ต้องให้คนในประเทศไปเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย จึงสร้างแรงจูงใจให้คนออกจากบ้าน โดยสนับสนุนหนึ่งพันบาทต่อคนในการ “ชิม ช็อป ใช้” ด้วยการลงทะเบียนทางอีเพย์เม้นท์และอีวอลเลท เพื่อซื้อสินค้าในท้องถิ่นในการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดนอกภูมิลำเนาตัวเอง โดยตั้งเป้าดำเนินการช่วงกลางเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่วนการใช้ท่องเที่ยวในงบสามหมื่นบาทนั้น ต้องนำหลักฐานการใช้จ่ายมาลงทะเบียนแล้วรัฐบาลจะคืนเงินให้ร้อยละสิบห้า ทางอีวอลเลท และไม่เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี ตั้งเป้าสิบล้านคนมาลงทะเบียนในโครงการนี้เพื่อหมุนระบบเศรษฐกิจ

หากบอกว่าใช้ยาแรง มันก็มีความจำเป็นในตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุแล้วใช้ยาแรงแต่ไม่มีผล

ส่วนการจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น มาตรการทางวีซ่าต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจนั้น เม็ดเงินสามแสนกว่าล้านบาทจะส่งผลกับจีดีพีขยายตัว 0.55 และจะเข้าเป้าจีดีพีปีนี้ร้อยละ 3 เพื่อให้ประเทศเข้มแข็งในภาพรวมในวันข้างหน้า เพราะมาตรการต่างๆจะต้องทำวันนี้ ย้ำว่าเม็ดเงินที่จะใช้นั้นอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่ใช่งบประมาณใหม่

ส่วนนโยบายพรรคพลังประชารัฐที่เคยหาเสียงเรื่องลดภาษีนั้น ได้สั่งหน่วยงานให้ศึกษาทบทวนระบบภาษีทั้งระบบ เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และระบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ วันนี้ประเทศต้องการลงทุนหลายด้านกับโลกสมัยใหม่ เป้าหมายการลงทุนร้อยละ 20 โดยมีการใช้เงินและหาเงิน

การหาเงินนั้น วันนี้ค้าขายออนไลน์โตเร็ว ก็ต้องหาวิธีการเก็บภาษี โดยร่างกฎหมายนั้นกำลังพิจารณาเพื่อนำมาใช้กับการขยายฐานการจัดเก็บภาษี

มาตรการข้างต้น กลางเดือนกันยายนต้องเกิดขึ้นและมีผลกับจิตวิทยาของคนในสังคมและเชื่อมั่นเกิดขึ้น

ส่วนตัวหวังว่าปีหน้า ประเทศขนาดใหญ่จะตกลงกันได้ และไทยน่าจะได้ผลดี วันนี้เราต้องดูแลตัวเองก่อน หากวันหน้าเหตุการณ์ดีขึ้นแล้วเราไม่พร้อม มันเหมือนวิ่งขึ้นภูเขา และหากปีหน้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีอีกก็มีมาตรการเตรียมรองรับไว้แล้ว

“สุริยะ”อย่าคิดถมทะเล เอื้อต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สุริยะ”อย่าคิดถมทะเล เอื้อต่างชาติ

22 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
รักแผ่นดิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,ถมทะเล
เปิดอ่าน 2,766 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีอุตสาหกรรมไม่ถึงเดือน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากค่ายสามมิตร ของพลังประชารัฐ ไปมอบนโยบาย(สั่งการ) ให้การนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษาการถมทะเลบริเวณอ่าวอุดม แหลมฉบัง จำนวน 3,000 ไร่ เป็นการร้องขอจากเอกชนต่างด้าว (สหรัฐอเมริกา คือ บริษัทเอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น) 1,500 ไร่ อีก 1,500 ไร่ จะให้ กนอ.บริหารพื้นที่ ด้วยเหตุผลชวนตาโตว่า เอกชนต่างด้าวรายนี้จะมาลงทุนในกิจการปิโตรเคมี มูลค่ากว่า 330,000 ล้านบาท

ความจริง เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น พยายามร้องขอเรื่องนี้ มาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช. แต่ไม่มีใครกล้าหยิบมาสานต่อ

ถ้านับตั้งแต่ แจ็ก พี วิลเลียมส์ รองประธานอาวุโสของบริษัทนี้ เข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เมื่อ 12 มีนาคม 2561 ก็มีความพยายามวิ่งเต้นจากภาคเอกชนและรัฐบาลสหรัฐ ที่จะขอพื้นที่ถมทะเลดังกล่าว

แต่รัฐบาลเบ็ดเสร็จของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่หยิบมาพิจารณา เพราะทุกคนรู้ดีว่า การถมทะเลเป็น “ของร้อน” ที่กระทบระบบนิเวศน์ทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่มีวันกลับมาอีกถ้าประเคนให้ “ต่างชาติ” เพื่อแลกกับ “เม็ดเงิน”ในการลงทุน
แต่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กลับกล้าหาญชาญชัย สั่งให้ กนอ.ศึกษาความเป็นไปได้ในการถมทะเล เพื่อเอื้อเอกชนต่างชาติ ในคราวไปตรวจงานและมอบนโยบายให้กับ กนอ.เมื่อ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เหมือนถือธงเรื่องนี้ไปสั่งการกับ กนอ.

ใครสะกิดให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หยิบเรื่องนี้มาปัดฝุ่น ต้องติดตามต่อไป และต้องติดตามด้วยว่า เม็ดเงินการลงทุน 330,000 ล้านบาท ถ้าโครงการนี้สำเร็จ มันจะ “กระเด็น”ไปที่ไหนบ้าง

แต่อย่างหนึ่งขอประกาศตรงนี้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการถมทะเล ทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลายควรจะติดตามเรื่องนี้ให้ดี

รถไฟตกรางเหตุการณ์ประจำหรืออย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไฟตกรางเหตุการณ์ประจำหรืออย่างไร?

22 สิงหาคม 2562 – 08:24 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,รถไฟตกราง
เปิดอ่าน 1,218 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้เห็นการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ “รฟท.” แถลงถึงความคืบหน้าการสร้างรถไฟความเร็วสูงบ่อยๆ จนชักลืมไปแล้วว่ามีเส้นทางไหนบ้าง ?

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วประชาชนคนไทยไม่ได้มีความหวังจะได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงในชาตินี้ หรือยังคิดไม่ออกแบบชาวบ้านว่าจะเอาเงินมาจากไหนมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท

มันมากเสียจนคนเดินดินกินข้าวแกงจะนึกภาพไม่ออกเลยที่ปล่อยให้รัฐบาลหรือไม่ก็ รฟท. คิดฝันเอาเองเสียมากกว่า ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่อง !

แต่ก่อนที่จะถึงรถไฟความเร็วสูง อยากจะขอให้ รฟท.ทำรถไฟสายธรรมดาๆ ให้ดีก่อนระหว่างรอหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่อง ‘รถไฟตกราง’ ตกเป็นเหตุการณ์ประจำที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ล่าสุดเมื่อวันก่อนรถไฟสายธนบุรี-หลังสวน ถูกคนร้ายถอนยึดตัวหนอนรถไฟ 46 ตัว จนเป็นสาเหตุให้รถไฟตกรางแถวๆ หัวหิน โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ

เรื่องนี้ร้ายแรงมาก เพราะถือว่าเป็นการก่อวินาศกรรมมากกว่าขโมยธรรมดา ซึ่งชาวบ้านปกติคงไม่ทำถึงขนาดนั้น !

หรือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของรถไฟสายใต้ ซึ่งเกิดเรื่องอยู่เป็นประจำเพราะแถวปลายด้ามขวานหรือ 3 จังหวัดภาคใต้มีรถไฟตกรางบ่อยๆ จากสาเหตุต่างๆ กัน

ที่ร่ายยาวมานี่ก็เพียงต้องการ ‘ความปลอดภัย’ ใน รฟท. ก่อนจะถึงยุคของรถไฟความเร็วสูง

ไม่ทราบว่ามีมาตรการอย่างไรในระบบของรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะมีในอนาคต ซึ่งแม้จะมีรั้วรอบขอบชิดอย่างไรก็มีวันพลาดได้ ผู้ก่อการร้ายเข้าไปก่อวินาศกรรมได้ !

เมื่อนั้นความเสียหายจะต้องมีมากกว่ารถไฟถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง ที่ตกรางกันเป็นประจำเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 แอบทำมาหากินกับชาวตปท.
 เข้าช่องทางพิเศษที่ดอนเมือง

ผมมีเรื่องราวร้องเรียนซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก จึงอยากให้ดูแลกันเรื่องนี้เป็นพิเศษด้วย เรื่องมีอยู่ว่า

ผมมีเพื่อนชาวต่างประเทศ เป็นชาวสิงคโปร์ จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยกันบ่อย ปีหนึ่งบางที 2-3 ครั้ง แต่ล่าสุดญาติมาเล่าให้ฟัง ได้รับการบอกเล่าถึงเหตุในสนามบินดอนเมือง

เมื่อเดินทางมาถึง ช่วงจะเดินเข้าคิวไปรอ ตม.ตรวจหนังสือเดินทางก็เจอกับบุคคลเข้าไปพูดคุยด้วย อธิบายว่ามีช่องทางที่สะดวกและเร็วกว่าต้องไปยืนรอเข้าคิว คือเป็นเลนพิเศษ แต่มีค่าใช้จ่าย 2-3 พันบาท ซึ่งนับว่ามาก

เจอหลายรอบแต่ไม่เคยใช้บริการเสียที โดยปฏิเสธไปแต่ล่าสุดมาพูดคุยแล้วยอมเสียค่าใช้จ่ายให้บุคคลที่อ้างตัวว่ามีช่องทางพิเศษฟาสต์แทร็กได้ แต่ยืนรออยู่นานก็ไม่มาพาไปช่องทางพิเศษเสียทีและหายตัวไปเลยเป็นแบบนี้

น่าจะมีพวกมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ในสนามบินแน่ๆ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่จริงอย่างน้อยก็ต้องพาเข้า-ออก ได้จริงอย่างที่อ้างได้ จึงอยากให้ทางสนามบินกวดขัน ก่อนจะเกิดความเสียหายกับนักท่องเที่ยวไปมากกว่านี้ ช่วยกันด้วยเถิด

จึงเรียนมาให้ทุกหน่วยงานช่วยกันด้วย ก่อนจะเสียหายไปมากว่านี้
สมภพ (รังสิต)

ตอบคุณ ‘สมภพ’ รังสิต
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วเห็นมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ซึ่งต้องตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดขึ้นอีกเพราะสร้างความเสียหายอย่างมาก

มีข้อสงสัยว่ามีผู้ร้ายแฝงตัวเข้าไปเขตหวงห้ามได้อย่างไรหรือมีใครที่เกลือเป็นหนอนพาคนเข้าไปเป็นมิจฉาชีพทำตัวเป็นกาฝากให้เช่นนี้

ผมคิดว่าจะสามารถหาตัวคนไม่ดีหรือมิจฉาชีพได้ง่ายหากได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอยากให้หน่วยงานรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นกว่านี้ ไม่ใช่มีการติดบัตรหราเข้าไปเบ่งอันเป็นนิสัยของคนไทยบางคน

ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันผมจะถือว่าทำงานกันอย่างไร้ประสิทธิภาพและมีการรู้เห็นเป็นใจกับมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดี หากินกับผู้โดยสารที่ต้องการความสะดวกสบาย

ถึงเวลาต้องยกเครื่องกันแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ

เม็ดเงินคุ้มกับไล่เช็ดล้างปัญหา? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เม็ดเงินคุ้มกับไล่เช็ดล้างปัญหา?

22 สิงหาคม 2562 – 07:49 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สถานบันเทิง,เม็ดเงิน,นักท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 1,082 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562

จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในประเด็นขอขยายเวลาปิดสถานบันเทิงจากเวลา 02.00 น.ไปเป็น 04.00 น. โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตามหัวเมืองใหญ่และบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปมร้อนที่สังคมจับตามองและวิจารณ์กันอย่างมากถึงผลดีและผลเสียดังกล่าว โดยล่าสุดนายกฯ ยอมรับว่าเป็นเพียงแนวคิดยังไม่มีการพิจารณาและการขยายเวลาสถานบันเทิงดังกล่าวก็เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง มีทั้งมหาดไทยและตำรวจ รวมทั้งยังมีความคิดเห็นหลากหลายต่างมุมมอง รวมถึงด้านความมั่นคงด้วย ขณะเดียวกันกลุ่มเยาวชนหากเปิดขยายเวลาอาจเที่ยวกันมากขึ้นจึงต้องใช้ความระมัดระวัง ดังนั้นในแนวทางเบื้องต้นทางต้นเรื่องคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำเรื่องกลับไปศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม จากนั้นจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

มีการนำเสนอข้อดีของการขยายเวลาสถานบันเทิงเพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยเน้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้เหมารวมทั่วประเทศ แต่จะพิจารณาว่าพื้นที่ใดเหมาะสมที่จะผ่อนผันให้ได้ โดยในหลักการจะต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่สำคัญและมีชาวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งนี้ตั้งเป้าด้านเศรษฐกิจเบื้องต้นประเมินหากสามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้จะช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายกินดื่มอีก 25% จากปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เฉลี่ย 5,000-6,000 บาท อย่างไรก็ตามยังมีเสียงเห็นต่างกันเรื่องนี้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้วยกันเองและที่ถูกหยิบยกมาทักท้วงคือปัญหาสังคม เยาวชน ค้าบริการทางเพศ และยาเสพติด รวมไปถึงปัญหาอุบัติเหตุเมาแล้วขับ ทะเลาะวิวาท และอาชญากรรม ที่จะตามมาอีกมากหรือไม่ และมีวิธีรับมือแก้ไขอย่างไร

มีคำถามมานานแล้วว่าประเทศเรามุ่งเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำจำกัดความนักท่องเที่ยวคุณภาพเป็นที่รู้กันคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องอบายมุข ยาเสพติด หรือซื้อขายบริการทางเพศ และยังมีพฤติกรรมเคารพขนบวัฒนธรรมชาติอื่นเข้าใจถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ประเทศต่างๆ แสวงหาและสร้างแรงดึงดูดให้เข้าไปเที่ยวในประเทศของตนมากกว่านักท่องเที่ยวประเภทอื่น ทั้งนี้เมื่อแยกแยะแล้วพบว่าปริมาณนักท่องเที่ยวคุณภาพจะมีสัดส่วนไม่มากจากนักท่องเที่ยวที่เข้าไทยปีละกว่า 30 ล้านคน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ได้พยายามปรับเปลี่ยนทิศทางให้หลุดพ้นจาก “ท่องเที่ยวเชิงปริมาณ” ไปสู่ “ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” บนพื้นฐานของนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้นและเป็นสิ่งดีต่อประเทศ

วันนี้ต้องพิจารณานโยบายท่องเที่ยวว่าเราต้องการทิศทางไหนที่แน่ชัด เราต้องการนักท่องเที่ียวคุณภาพที่เข้ามาแล้วประทับใจกับประเทศเราและพร้อมจะเดินทางกลับมาท่องเที่ยวใช้จ่ายกับเราอีกหรือเราต้องการแค่จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ มุ่งแต่เม็ดเงินที่เข้ามาแต่อาจต้องแลกกับปัญหาสังคมอีกมาก รวมทั้งที่ยังจะตามมาคือเยาวชนของเราเองจะมีโอกาสเข้าถึงแอลกอฮอล์ได้เพิ่มขึ้นด้วยและเป็นชนวนให้เกิดอาชญากรรมและอุบัติเหตุสูงขึ้น ดังนั้นการยกเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวและการดึงเม็ดเงินเพิ่มจากนักท่องเที่ยวเพื่อเปิดขยายเวลาสถานบริการเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบและทุกมิติ รวมทั้งชั่งตวงว่าการได้เม็ดเงินคุ้มกับต้องตามล้างตามเช็ดแก้ปัญหาอีกมากหรือไม่ เฉพาะแค่ไล่จับต่างชาติมาเฟียซุกซ่อนในไทยก็มากพอแล้ว ยังไงรัฐบาลก็ไตร่ตรองให้รอบคอบแล้วกัน

โผทหารกระชับขยับ5เสือ ตร.ลุ้นบิ๊กแป๊ะส่งต่อ นรต.36 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

21 สิงหาคม 2562 – 12:40 น.
โผทหาร,ตำรวจ,นรต36,บิ๊กแป๊ะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,5 เสือ ทบ,5 ฉลาม,กองทัพเรือ,พลทวีรชน สุคนธปฏิภาค
เปิดอ่าน 32,224 ครั้ง

โดย…อัญชลี อริยกิจเจริญ /  กัมปนาท ละออง

ช่วงนี้เป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายเพราะใกล้จะถึงวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ข้าราชการอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ต้องเกษียณ บ้างก็กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน บ้างก็เตรียมรับภารกิจใหม่

แม้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่ายังไม่มีการจัดทำโผทหารและยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2562 ก็ตาม แต่โผทหารก็ปรากฏออกมาเป็นข่าวแล้ว โดยคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่ง “5 เสือ ทบ.” เพื่อวางตัวผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ และจัดแถว “5 ฉลาม” ของกองทัพเรือ กับ “5 เสือ” ในส่วนของกองทัพไทย

มีรายงานว่าปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้นำบัญชีรายชื่อปรับย้ายนายทหารประจำปี 2562 ส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว เพื่อรอประชุมคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งข่าวตอนนี้มี 2 กระแส บ้างก็ว่าประชุมไปแล้ว แต่ยังมีบางตำแหน่งต้องแก้ไขจึงตีกลับไปที่เหล่าทัพ ขณะที่บางกระแสก็ว่ายังไม่มีการประชุม

คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลมีองค์ประกอบตามพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 25 ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน / และมีกรรมการ คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม / ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม และเจ้ากรมเสมียนตรา

ในยุค คสช.ตลอด 5 ปี วาระการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ต้องบอกว่าเงียบสนิทมาก อาจเป็นเพราะเป็นรัฐบาลทหารที่ดูแลทหารด้วยกันเองทำให้ปัญหามีไม่เยอะ และไม่จำเป็นต้องประชุมเพื่อถกแถลงอะไรกันมากมาย

เมื่อเจาะไปดูบัญชีการปรับย้ายนายทหารประจำปีนี้ ตำแหน่งหลักอย่างผู้บัญชาการเหล่าทัพที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน มีเพียงเหล่าทัพเดียว คือ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ คาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ เสนาธิการทหารอากาศ ขึ้นเป็น ผบ.ทอ.แทน

ส่วนเหล่าทัพอื่นๆ จะไม่มีการเปลี่ยนผู้บัญชาการเหล่าทัพ แต่จะปรับ “5 เสือ” ของแต่ละเหล่าทัพบางตำแหน่ง เช่น กองทัพบก ผบ.ทบ.ยังเป็นคนเดิม คือ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ส่วน “5 เสือทบ.” มีข่าวว่าจะดัน พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. เพื่อรอเป็น ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.อภิรัชต์

ผ่าลึกลงไปถึงระนาบ “5 เสือทบ.” เป็นที่ชัดเจนว่าปีนี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ.จะว่าง 2 ตำแหน่ง จากการเกษียณอายุราชการของ พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ขณะที่ พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่นของผบ.ทบ. คาดว่าจะข้ามไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตราพลเอกพิเศษ) ซึ่งนายทหารที่จะมานั่งแทนนอกจาก พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ที่มาแบบ “นอนมา” แล้ว ยังมี พล.ท.ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งมีบทบาทสูงในภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ด้วย

พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้

ในระดับกองทัพภาค พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพน้อยที่ 1 คาดว่าจะผงาดขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แทน พล.ท.ณรงค์พันธ์ ในส่วนของแม่ทัพภาคที่ 3 ยังต้องชิงดำกันระหวาง พล.ต.จิรเดช กมลเพชร รองแม่ทัพภาคที่ 3 กับ พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 และภาคที่ 4 ยังคงเป็นคนเดิม คือ พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร และพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ หรือ “บิ๊กเดฟ” เพื่อนร่วมรุ่นอีกคนของ ผบ.ทบ.

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) คาดว่า พล.ท.สุนัย ประภูชะเนย์ ผบ.นสศ. จะข้ามฝั่งไปเป็นรองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (อัตราพลเอก) โดยมี พล.ต.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง รองผบ.นสศ. ขึ้นมากุมบังเหียนแทน

ขณะที่ในกองทัพไทยมีตำแหน่งน่าจับตา คือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลคสช. จะกลับกองทัพเป็นเจ้ากรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยซึ่งถือว่าเป็นเก้าอี้ตัวใหญ่ ปูนบำเหน็จหลังปฏิบัติหน้าที่กระบอกเสียงของรัฐบาลคสช.อย่างเข้มแข็ง โดย พล.ท.วีรชน มีความสามารถโดดเด่นด้านภาษาต่างประเทศด้วย

สำหรับ 5 เสือกองทัพไทยมีการวางตัวกันใหม่ พล.อ.ชัยชนะ นาคเกิด เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ข้ามมาเป็นเสนาธิการทหาร รอขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไปในปีหน้า

กองทัพเรือ เรียกว่า “5 ฉลาม” มีหลายคนที่จะเกษียณอายุราชการ โดยคาดว่า พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน เสนาธิการทหารเรือ จะขยับขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.ช่อฉัตร กระเทศ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.ร.ท.สิทธิพร มาศเกษม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เป็นเสนาธิการทหารเรือ

จากทหารข้ามไปตำรวจกันบ้าง ปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำรวจเกษียณอายุราชกาารรวมทั้งสิ้น 6,293 นาย ซึ่งจะมีการแต่งตั้งนายตำรวจที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน

จำนวนข้าราชการตำรวจเกษียณอายุ 6,293 นายนี้ คือทุกระดับ ทุกชั้นยศหากแยกเป็นเฉพาะตำแหน่งระดับสูงคือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือรองผบ.ตร. ปีนี้เกษียณ 3 นาย คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทำให้มีตำแหน่งรองผบ.ตร.ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักว่าง 3 ตำแหน่ง

นอกจากนั้นยังมีตำแหน่ง “ที่ปรึกษา สบ 10” เกษียณอีก 4 นาย แต่เป็นตำแหน่งเฉพาะตัวจึงต้องรอลุ้นว่าจะมีการตั้งทดแทนหรือไม่

ส่วนระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณ 1 นาย คือ พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค

ระดับผู้บัญชาการปีนี้เกษียณ 13 นาย ชื่อที่น่าสนใจก็เช่น พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุธีร์ เนรกัณฐี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ตำแหน่งสำคัญๆ รับผิดชอบงานตำรวจระดับภาคเหล่านี้จะมีนายตำรวจคนใหม่เข้าไปดำรงตำแหน่งแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีระดับรองผู้บัญชาการเกษียณ 34 นาย และผู้บังคับการเกษียณอีก 47 นาย ทั้งหมดเป็นนายตำรวจระดับนายพล

สำหรับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ผบ.ตร.นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ยังไม่เกษียณ และน่าจะได้ตีตั๋วต่ออีก 1 ปี โดยมีนายตำรวจในระนาบ รองผบ.ตร.ที่มีลุ้นขึ้นเป็นผบ.ตร.แทนในปีหน้า 2 นาย ประกอบด้วย พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ หรือ “บิ๊กใหม่” จเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ และพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา “มือปราบเมจิกสกิน” โดยทั้งคู่จะเกษียณปี 65 และมีโอกาสผงาดเป็น ผบ.ตร. ตามคุณสมบัติเรื่องลำดับอาวุโส

ส่วนในระนาบผู้ช่วยผบ.ตร.ที่มีโอกาสขยับขึ้นเป็นรองผบ.ตร. เพื่อจ่อเป็นผบ.คนต่อไป วงการสีกากีจับตาไปที่ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข หรือ “บิ๊กปั๊ด” เพื่อนร่วมรุ่นอีกคนของผบ.ตร. ซึ่งเพิ่งโชว์ผลงานจับกุมผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดป่วนกรุง แต่ลำดับอาวุโสของ “บิ๊กปั๊ด” ไม่ได้อยู่ลำดับต้นๆ จึงต้องรอลุ้น นอกจากนั้นยังมีชื่อของพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ตอนนี้มารับงานหลายอย่างแทน “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อีกคนคือ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ที่กลับมาเข้าไลน์ จะเกษียณในปี 67 ด้วย

ประเด็นที่จะมองข้ามไม่ได้เลยก็คือ “ลำดับอาวุโส” เพราะหลังนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. นัดแรก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ปรากฏว่าหลังจากนั้น 4 วันก็มีการประกาศกฎ ก.ตร.ฉบับใหม่ ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2562 เนื้อหาชัดเจนให้การแต่งตั้งเน้น “ลำดับอาวุโส”

ฉะนั้นในระนาบผู้ช่วยผบ.ตร. ขึ้นเป็นรองผบ.ตร. หากพิจารณาลำดับอาวุโสจะเรียงลำดับ 10 นาย ดังนี้
อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.ท.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ประจำ (สัญญาบัตร 9) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกษียณอายุราชการปี 63
อาวุโสอันดับ 2 พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้ช่วยผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 64
อาวุโสอันดับ 3 พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วยผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 64
อาวุโสอันดับ 4 พล.ต.ท.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 66
อาวุโสอันดับ 5 พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้ช่วยผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 64
อาวุโสอันดับ 6 พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 64
อาวุโสอันดับ 7 พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 66
อาวุโสอันดับ 8 พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 65
อาวุโสอันดับ 9 พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 67
อาวุโสอันดับ 10 พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 65

ต้องรอดูว่าเมื่อโผตำรวจออกมาจริงๆ วงการสีกากีจะยึดลำดับอาวุโสได้จริงตามที่มีกฎเหล็กหรือไม่เพราะทุกยุคทุกสมัย…ไม่เคยทำได้จริงๆ เลย!