รางวัลนำจับ..แจ้งเบาะแสปราบเด็กแว้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384466?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รางวัลนำจับ..แจ้งเบาะแสปราบเด็กแว้น

21 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็กแว้น,รางวัลนำจับ,พลตทดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,แข่งรถ
เปิดอ่าน 1,601 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย     โดย…  เจษฎา จันทรรักษ์

ปัญหา “เด็กแว้นป่วนเมือง” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานกับสังคมไทย ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียปัจจุบัน ทำให้การนัดรวมกลุ่มนำรถจักรยานยนต์แต่งซิ่งท่อดังออกไปประลองความเร็วท้าทายกฎหมายบ้านเมืองตามถนนหลวงของเหล่าวัยรุ่นวัยคะนองง่ายขึ้น โดยเฉพาะในค่ำคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวต่อกันหลายวัน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่คนใช้รถใช้ถนน และสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งกับกลุ่มเด็กแว้นด้วยกันเองและประชาชนทั่วไปที่เดินทาง

การป้องกันปราบปรามยังคงดำเนินการมาตลอด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ “ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” ประหนึ่งมีความสนุกตื่นเต้นเมื่อถูกไล่ต้อนกวดจับ หลายคนถูกจับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงขั้นเอาผิดผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยบุตรหลานออกมาสร้างความเดือดร้อนรำคาญ แต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ทว่ารัฐบาลยุคปัจจุบันเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหามากขึ้น ฝ่ายตำรวจเองก็ขานรับ ซึ่ง “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็สั่งเป็นนโยบายให้ทุกท้องที่ดำเนินการเด็ดขาด ชนิดที่เรียกว่า “เด็กแว้นต้องสูญพันธุ์” ถ้าท้องที่ไหนยังปล่อยปละละเลยต้องถูกคาดโทษตั้งแต่ ผู้กำกับการ (ผกก.) ไปจนถึง ผู้บังคับการ (ผบก.)

เรื่องนี้คล้ายๆ จะเป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปราม จากนั้นได้มีการประชุมติดตามผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่น ที่ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธาน โดยมีวาระที่น่าสนใจ คือ เสนอตั้งรางวัลนำจับสำหรับการแจ้งข้อมูลเบาะแสปราบ “เด็กแว้น-แข่งรถ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า มีการหารือเรื่องการตั้งรางวัลนำจับให้แก่ประชาชนที่ให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งทางโทรศัพท์ที่สายด่วนหมายเลข 191 หรือหมายเลข 1599 และถ่ายคลิปวิดีโอ หรือกล้องหน้ารถยนต์ ส่งมายังช่องทางเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.” โดยจะมอบเงินรางวัลตอบแทนให้ 3,000 บาท หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเกณฑ์ให้รางวัล โดยคาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มดำเนินการได้

“เงินรางวัลดังกล่าวจะใช้เงินจากกองทุนสืบสวน และจากกองทุนต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากพบว่ามีการแจ้งเท็จจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้สำหรับประชาชนที่แจ้งข้อมูลให้ตำรวจนั้น ยืนยันว่าจะรักษาความลับเป็นอย่างดี ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งหลุดออกไปเพื่อความปลอดภัย” พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ อธิบาย และว่า ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาซึ่งในอดีตมักมีกลุ่มเด็กแว้นออกมาแข่งรถ ล่าสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการร้องเรียนในเรื่องนี้ลดลง แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น นครราชสีมา และ ชัยภูมิ ยังคงมียอดการร้องเรียน และ ยอดการจับกุมจำนวนมาก ซึ่งได้สั่งการให้ทุกพื้นที่อย่าปกปิดเหตุเพื่อหวังให้ยอดการจับกุมลดลง เพราะจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวางมาตรการแก้ไขและป้องกัน โดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อมูลหากพบว่ามีการปกปิดหรือบิดเบือนสถิติในช่วงแรกจะตักเตือนก่อน หากพบซ้ำจะพิจารณาบทลงโทษต่อไป

หวังว่ามาตรการที่เข้มงวดจริงจัง ตลอดจนแรงจูงใจ “รางวัลนำจับ” จะช่วยให้การแก้ปัญหา “เด็กแว้น” เห็นเป็นรูปธรรม และสูญพันธุ์ในอนาคตอย่างที่ “แม่ทัพตำรวจ” คาดหวัง..!!

ฤา..จ่อเลื้อยไหลแล้ว บรรดา งูเห่า ยุค ตู่ ดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา..จ่อเลื้อยไหลแล้ว บรรดา งูเห่า ยุค ตู่ ดิจิทัล

21 สิงหาคม 2562 – 09:40 น.
งูเห่า,ตู่ ดิจิทัล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,131 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตายคลายจุดเป็น โดย… เร้นกาย ไร้เงา

“ตู่ ดิจิทัล” หลายคนคงเลือนไปแล้วว่า คำคำนี้สื่อความว่าอะไร…คำคำนี้ถูกใช้เมื่อช่วงปีท้ายๆ ของ คสช. เพื่อแปรภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงที่ก่อบังเกิดพรรคพลังประชารัฐในแวดวงการเมืองไทย นัยว่าวันนั้น “ลุงตู่” ต้องการปรับภาพลักษณ์เพื่อเตรียมลงทำงานการเมืองที่ผ่านการหย่อนบัตร

และหวังใจว่าพรรคน้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาในช่วง “รธน.” ฉบับปัจจุบันจะสานฝันลุงตู่ให้คัมแบ็ก ”ไทยคู่ฟ้า” ได้ จนวันนี้…ความฝันของลุงตู่เรืองรอง แม้จะโดนหลายคนค่อนแคะว่าใช้อภินิหารทางกฎหมายจนได้ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

วันนี้ขั้วหนุนลุงตู่เสียหนึ่งเสียงของไทยศรีวิไลย์แบบไม่มีใครไยดี แม้หนึ่งเสียงวันนี้มีค่ามากสำหรับรัฐนาวาเหล็กลำนี้ก็ตาม แต่การใช้วรยุทธ์ดึงข้าศึกมาเป็นมิตรนั้นยังใช้ได้เสมอ

“งูเห่า” จากขั้วตรงข้ามคือแต้มและราคาที่จะเสริมบารมีให้เสียงปริ่มน้ำลดภาวะนั้นลงไป

“งูเห่า” หากจะไหลเลื้อยออกจากป้อมค่ายตัวเองออกมาไปยกมือไว้วางใจให้อีกขั้วหนึ่งนั้น

“ปัจจัย, ตำแหน่ง” คือสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มแบบไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับ “งูเห่า”

เพราะอย่าลืมว่า “งูเห่า” คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรือเหล็กไม่ปริ่มน้ำ

ช่วงการเข่งขันระหว่างเพื่อไทยกับพลังประชารัฐนั้น หลายคนฟันธงไปแล้วว่า ขั้วค้านลุงตู่ไม่มีทางที่จะได้สิทธิตั้งรัฐบาล และขั้วหนุนลุงตู่นั้นก็ต้องใช้ทุกวิชาในการรวบรวมเสียงมาด้านนี้ และกว่าจะได้เสียงปริ่มน้ำนี้มาเมื่อหลายเดือนก่อน การควบคุมก็ใช่ว่าจะทำได้สะดวกนัก

และคราวนี้จำนวนเสียงที่ต้องมากกว่าเดิมเพื่อหนุนไม่ให้เรือเหล็กประสบภาวะเสียงปริ่มน้ำต้องเพิ่มจำนวนให้แน่นอน โดย “สองร้อยเจ็ดสิบเสียง” คือตัวเลขที่แกนนำพปชร.และกองหนุนหมายมั่นปั้นมือว่า “มันต้องเกิดขึ้นได้”

แต่ถามว่าเสียงเหล่านั้นจะมาจากมุมใดบ้าง…

“ขั้วหนุนลุงตู่” บอกไว้ว่า สิบกว่าคนจากพลพรรคสีส้มคือชีวิตที่จะมาหนุนลุงตู่ในวาระสำคัญๆ และจะฉายตัวเองให้สังคมรับรู้หลังทราบชะตาเสี่ยเอก

สองเสียงจากพรรคเพื่อชาติ ที่แกนนำพรรครับรู้มานานแล้วว่าสองคนนั้นคือใครบ้าง…โดยรับรางวัลในการปันใจมูลค่าเท่าใดและใครเป็นผู้ล่อซื้อ

เสียงข้างมากจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่เคยลือมาช่วงแรกๆ ในการแย่งชิงเสียงส.ส.ว่าจะอยู่ขั้วใดระหว่างหนุน/ต้านลุงตู่ และวันนี้ชัดแล้วว่า พรรคนี้เมื่อไร้ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นำทัพแล้วนั้น แรงดึงดูดที่ขั้วหนุนลุงตู่เปิดให้นั้น มีอานุภาพเพียงใด…เพราะหกเสียงของพรรคนี้ หากเสียงข้างมากสวิตช์ขั้วย้ายค่าย ก็ทำให้เสียงของขั้วหนุนลุงตู่เพิ่มมา

และ “เพื่อไทย” ที่เคยมีเสียงลือมาแล้วว่าจะมีบางชีวิตไปช่วยยกมือให้ลุงตู่ …และวันก่อนเผยหน้าชัดแล้วว่ามีกี่คนบ้างที่พร้อมไม่ทำตามมติพรรค เพราะเงื่อนไขที่บางคนขยับออกมาช่วงลุงตู่ไปตรวจราชการอีสานใต้นั้นมันก็พอทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างพอมีน้ำหนัก

แม้ก่อนหน้านี้ข้อเสนอที่ใครบางคนที่หนุนลุงตู่จะเคยยื่นให้ “ประชาชาติและเสรีรวมไทย” ไปก่อนหน้านี้แล้วและโดนปฏิเสธมา แต่ความพยายามนี้ยังไม่ลดละ
เมื่อปี่กลองการเมืองที่บรรเลงมาระยะหนึ่งจนผู้ประสานงานหลังบ้านอ่านจังหวะการเมืองออกแล้ว…ดังนั้นเมื่อภาวะเสียงปริ่มน้ำที่ช่วงจากนี้ไปมิควรปรากฏและเสียงพ้นน้ำต้องบังเกิดในเวลาอันใกล้นั้น “งูเห่า” เวอร์ชั่นไทยแลนด์ 4.0 ต้องเลื้อยออกมาเคียงข้างขั้วหนุนลุงตู่แล้วแบบเป็นทางการ เพราะจากนี้ไปความมั่นคงของขั้วหนุนลุงตู่ต้องชัดแจ้ง เนื่องจากวาระสำคัญๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรต้องมีมติออกมาหลากเรื่อง มันใกล้ที่จะถึง “ห้วงเวลาจำเป็นแล้ว”

โดยมีปัจจัยทางการเมืองหลายกิโลกรัม รวมทั้งค่าเหนื่อยพิเศษที่คนหลังบ้านขั้วหนุนลุงตู่ต่อท่อน้ำเลี้ยงและเปิดก๊อกมาพักหนึ่ง ดังนั้น “ขั้วต้านลุงตู่” จะมีส.ส.แปรพักตร์ที่ใกล้เปิดหน้าโชว์ตัวกันอย่างเป็นทางการ หลังแอบๆ ซ่อนๆ มาพักใหญ่

งูเห่ายุคดิจิทัลนั้น แว่วว่าคนหลังบ้านของพปชร.จะดูแลทุกข์สุขให้เป็นอย่างดี เพราะการปูนบำเหน็จในการย้ายค่ายเบอร์เดิมนั้น ตอนนี้เริ่มบังเกิดให้เห็นผลกันแล้ว

ฉะนั้นงูเห่ายุคดิจิทัลจะไหลเลื้อยมาจากพรรคเดิมก็คงคำนวณความคุ้มค่าในการเสี่ยงมาถ้วนถี่แล้ว

และจะทำให้ขั้วหนุนลุงตู่อุ่นใจขึ้นมาอีกหลายขีด

แต่ระวังการ “แฉกลับ” ในดีลนี้จากฝ่ายที่เสียประโยชน์ด้วยแล้วกัน

เพราะอย่าลืมว่าความลับไม่มีในโลก

ปรากฏการณ์สิระสะท้อนมารยาทนักการเมืองรธน.ม.185(อาจ)จัดการได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384459?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรากฏการณ์สิระสะท้อนมารยาทนักการเมืองรธน.ม.185(อาจ)จัดการได้

21 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
สิระ เจนจาคะ,รธนม185,มารยาทนักการเมือง,เจษฎ์ โทณะวณิก
เปิดอ่าน 3,130 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

คลิปที่ว่อนโซเชียลมีเดียกรณี “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ พูดกับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รองผู้กำกับป้องกันปราบปราม สภ.กะรน จ.ภูเก็ต ระหว่างลงพื้นที่ที่ อ.กะรน จ.ภูเก็ต เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์ชาวบ้านจากกรณีก่อสร้างคอนโดมิเนียมบนพื้นที่ที่ได้รับเอกสารสิทธิไม่ชอบ

บทสนทนาที่เกิดไม่เกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านตามรายละเอียดที่คลิปวิดีโอฉายให้เห็นคือ กิริยาของ “ส.ส.” ที่ไม่พอใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่มาอำนวยความสะดวก และดูแลระหว่างลงพื้นที่

กับพฤติกรรมและคำพูดที่เห็นได้จากคลิปวิดีโอ “ผู้ชมคลิปทางโซเชียลมีเดีย” วิจารณ์ไปไกลถึงการใช้อำนาจข่มขู่ข้าราชการตำรวจและก้าวก่ายการทำงานทั้งคำพูดที่ถามถึงความเหมาะสมในตำแหน่ง “รองผู้กำกับ” และแนวทางการบริหารจัดการงานในพื้นที่ รวมถึงคำพูดในเชิงว่าให้โอกาสแก้ตัว และขอรับการขอโทษจากข้าราชการที่ทำงานบกพร่อง

ทำให้กลายเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นว่าพฤติกรรมของ “ส.ส.” ระหว่างการลงพื้นที่แบบนี้เหมาะสมหรือไม่?

ภายใต้คำตอบของคำถามที่เกิดขึ้นเชื่อว่าอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน แต่สำหรับ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์” ที่เคยทำหน้าที่ใน กรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการตรวจสอบการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร มองว่า การลงพื้นที่ในนามส่วนตัว หรือใช้ตำแหน่ง ส.ส. ตรวจสอบข้อมูลนอกพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง คือสิ่งที่ต้องคำนึงให้ดี และสมัยการทำงานที่ผ่านมาไม่เคยพบการทำงานข้ามเขตเลือกตั้ง ยกเว้นแต่ได้รับมอบหมายในฐานะกรรมาธิการ หรือตามที่พรรคมอบหมายฐานะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในงานด้านใดด้านหนึ่งเฉพาะ

“มาตรฐานการทำงานของส.ส. ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ คือการควบคุมการบริหารราชการ แก้ปัญหาของชาวบ้าน การทำงานที่ผ่านมา หากส.ส.จะใช้สถานะส่วนตัวลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลหรือรายละเอียดเพื่อสะท้อนปัญหาสู่สภา เขาไม่ต้องลงไปแบบเอิกเกริก หรือมีคณะมาดูแล หรือให้ใครต้อนรับ เขาใช้การลงพื้นที่ฐานะส.ส.เพื่อไปเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการอภิปรายในสภา เพราะตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้แบบนั้น จะไม่มีอำนาจที่ทำเกินกว่านั้น ยกเว้นลงพื้นที่ไปในนามกรรมาธิการที่สมัยก่อนเคยมีกรรมาธิการลงพื้นที่ ที่ทำได้มากสุดคือแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้รับทราบเท่านั้น” อดีต ส.ส.ชาญชัย ระบุ

ขณะที่กรณีของ “ส.ส.สิระ” นั้น ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะใครมอบหมาย หรือไปในนามส่วนตัวหรือไม่ “อดีตกมธ.ตรวจสอบทุจริต” ไม่ขอวิจารณ์ แต่พฤติกรรมที่สะท้อนผ่านคลิปวิดีโอนั้น เชื่อได้ว่าอาจเป็นกรณีเฉพาะตัวตามนิสัยการทำงานของแต่ละบุคคล แต่สิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือเป็นสำคัญคือต้องไม่ใช้ตำแหน่งส.ส.เข้าไปทำงานหรือทำสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายที่ว่าด้วยการแทรกแซง สั่งการ หรือยุ่งเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของข้าราชการประจำ

ทั้งนี้ในสมัยที่ผ่านมาก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 การทำงานของ “ส.ส.” ภายใต้สภานิติบัญญัติ มีมาตรฐานการทำงานกำหนดไว้ภายใต้กติกาของการทำหน้าที่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดไว้ถึงเส้นแบ่งการทำงานของ “นักการเมือง” และ “ข้าราชการประจำ” ที่ต้องไม่ถูกแทรกแซง หรือก้าวก่ายการทำงาน ยกเว้นแต่เป็นการทำงานภายใต้ “กมธ.” ที่มีสิทธิเรียกข้าราชการและส่วนงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและให้ข้อมูลในชั้นกมธ. ได้

และเมื่อถึงยุคปัจจุบันที่ “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน” ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบของ “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” และต้องการสร้าง “นักการเมืองในอุดมคติที่ดีพร้อม” ตามกรอบที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” กำหนดไว้ ทำให้รัฐธรรมนูญกำหนดมาตรฐานการทำตัวของ ส.ส. และส.ว. ไว้ในบทบัญญัติที่สำคัญ คือ มาตรา 185 ว่าด้วยข้อห้ามส.ส. หรือ ส.ว.ใช้สถานะหรือตำแหน่งก้าวก่าย แทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ใน 3 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติราชการของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างหน่วยงานราชการ หน่ยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น 2.มีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณหรือให้ความเห็นชอบทำโครงการใดๆ ของหน่วยงานรัฐ ยกเว้นเป็นการทำภายใต้กิจการของรัฐสภา และ 3.บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือให้พ้นตำแหน่งของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น

กรณีของ “สิระ” ที่มีพฤติกรรมปรากฏนั้น “เจษฎ์ โทณะวณิก” ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 บอกว่า หากมีคนเอาเรื่องโทษฐานที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงมาตรา 185 นั้น สามารถทำได้ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นขั้นตอนตามหน้าที่และอำนาจของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” มาตรา 234 (1) โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ป.ป.ช.อาจจะเห็นเอง และไต่สวนได้โดยไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน ซึ่งผลแห่งการลงโทษตามพฤติกรรมฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญนั้นกระทบต่อสมาชิกภาพของ “ส.ส.” ที่อาจต้องสิ้นสุดลง

กับมาตรฐานของ “ส.ส.” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นยาแรง แต่ทำไมยังเห็นพฤติกรรม ส.ส. กร่างใส่เจ้าหน้าที่ นี่คืออีกคำถามที่สังสัย

เรื่องนี้ “อดีตที่ปรึกษากรธ.” บอกว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่หากจะทำให้มาตรการนี้ใช้บังคับอย่างได้ผลคือต้องมีมาตรการเชิงกฎหมายคุ้มครองการทำงานของข้าราชการที่ไม่ยอมให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการทำงาน รวมถึง ตัวนักการเมืองต้องตระหนักถึงมารยาททางสังคมด้วย

ส่วนที่ตัวแทนของพรรคพลังประชารัฐ “ธนกร วังบุญคงชนะ” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ขอโทษแทน ส.ส.ในสังกัดนั้น จะถือว่าเรื่องนี้ควรยุติได้หรือไม่ ตามมุมมองของ “เจษฏ์” ระบุว่า ฝั่งที่คอยจับจ้องคงไม่ยอมให้จบง่ายๆ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้จะไม่เกิดเป็นปัญหาหากนักการเมืองซึ่งหมายถึง ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี ตระหนักถึงการทำหน้าที่ที่สำคัญ คือการขับเคลื่อนนโยบายให้ลุล่วง โดยมีหน่วยงานข้าราชการเป็นกลไกแก้ป้ญหา ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง แม้จะมีเส้นเชื่อมโยงคือการประสานเพื่อให้นโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ แต่วิธีการต้องไม่ก้าวก่ายงานซึ่งกันและกัน เพราะนี่คือมารยาทของนักการเมืองที่ต้องรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ

“ในประเทศที่เจริญแล้วนักการเมืองเขายึดถือมารยาททางสังคมเป็นมาตรวัดของการเป็นนักการเมืองที่ดี ส่วนประเทศไทยแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนบัญญัติไว้อาจช่วยได้บ้าง แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ คนที่เป็นส.ส.ใหม่ต้องตระหนักถึงการทำหน้าที่และเรียนรู้การทำงานโดยเฉพาะการทำงานตามหน้าที่ไม่ก้าวกาย และที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช้อำนาจเหนือคนอื่น” ดร.เจษฏ์ ระบุ
การปฏิบัติหน้าที่ “ส.ส.ที่ดี” นายชวน หลีกภัย ประธานสภา พูดย้ำกับส.ส.หลายครั้งหลายหนถึงการปฏิบัติตัวให้สมกับเป็นผู้แทนปวงชนและฐานะผู้ออกกฎหมายที่ต้องไม่ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่เชื่อว่าในการปฏิบัติตนของบุคคลนั้นอาจต้องใช้การบ่มเพาะและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ดีหลักสูตรเร่งรัดที่ดีที่สุดคือการฟังคำสอนและคำแนะนำจากรุ่นพี่นักการเมืองอย่าง “จองชัย เที่ยงธรรม” อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย หลายสมัย ผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองกว่า 30 ปี ที่หลายคนมักเรียกฉายาติดปากว่า “คิดไม่ออก บอกจองชัย”

แม้ “จองชัย” จะไม่ขอตัดสินพฤติกรรมของ “สิระ” ที่แสดงออกมา แต่สิ่งที่เขาพอจะบอกได้โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวบอกเล่า คือการทำหน้าที่ส.ส. คือการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ดูแลแก้ปัญหาทุกข์ร้อนให้ประชาชน และเข้าร่วมประชุมสภา

“สำหรับการแก้ปัญหาให้ประชาชนทั้งที่รับเรื่องร้องเรียน หรือ ลงไปดูในพื้นที่ การแก้ปัญหาจะสำเร็จลุล่วงได้ดีขึ้นอยู่กับความสามารถของส.ส.ฐานะผู้ประสานงาน ผมโชคดีที่อยู่ในวงการการเมืองยาวนาน เป็นรัฐมนตรีก็เคย จึงรู้จักคนมาก ดังนั้นเมื่อมีข้อมูล มีเอกสาร ชาวบ้านร้องทุกข์ให้แก้ปัญหา เราใช้คอนเนกชั่นที่มี ประสานเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลลงไปดูแลและแก้ปัญหา ซึ่งการประสานงานนั้นไม่ใช่การแทรกแซง หรือก้าวก่ายการทำงาน หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่เพราะงานที่ต้องแก้ปัญหาให้ชาวบ้านเป็นเรื่องต้องทำ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและข้าราชการ”

ขณะที่การทำงานข้ามพื้นที่หรือนอกพื้นที่เลือกตั้งของตนเองนั้น “อดีตส.ส.สุพรรณบุรี” บอกว่าไม่มีประเพณีไหนเขาทำ เพราะงานนอกพื้นที่เราอาจไม่รู้ดีที่สุด เช่น อยู่ จ.สุพรรณบุรี ข้ามไปพื้นที่ จ.สงขลา บางเรื่องอาจช่วยได้แต่น้ำหนักจะน้อย ยกเว้นแต่เป็นพื้นที่จังหวัดเดียวกันแต่คนละเขตเลือกตั้ง เช่น จ.สุพรรณบุรี สามารถข้ามเขตไปช่วยชาวบ้านได้เพราะมีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน
กับสิ่งที่อยากบอก “ส.ส.ใหม่ ชั่วโมงบินไม่สูง” ฐานะ “รุ่นพี่ส.ส.” บอกว่าอาจมีบ้างที่ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะประสานใครให้มาช่วยชาวบ้าน ดังนั้นอาจพึ่งพาส.ส.รุ่นพี่ให้ช่วยประสานติดต่อให้ ซึ่งเขาเคยถูกส.ส.ใหม่ร้องขอให้ประสานฝ่ายบริหารให้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน แต่การประสานต้องถือเป็นการช่วยเหลือและทำงานที่เกื้อหนุนกัน บอกข้อมูลความเดือดร้อนและนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันโดยยึดสิ่งสำคัญคือการช่วยเหลืองานซึ่งกันและกัน

ในปรากฏการณ์ของ “สิระ เจนจาคะ” อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “ผู้แทนปวงชน” ตระหนักต่อบทบาทของตนเองให้มาก โดยเฉพาะการให้เกียรติและเคารพต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ส่วนจะล้ำไปถึงการเอาผิดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิดต่อ

เพื่อไทยป่วน “วิรัช-เสี่ยเฮ้ง” กางแผนยึดอีสานใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384458?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

21 สิงหาคม 2562 – 09:10 น.
เจาะประเด็นร้อน,สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,พลังประชารัฐ,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,วิรัช รัตนเศรษฐ,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,541 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 ส.ค.62

****************************

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเมืองช้าง ได้ 5 ที่นั่ง จากเก้าอี้ ส.ส.ทั้งหมด 7 ที่นั่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง โครงการชลประทานสุรินทร์ ปรากฏว่า ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม”ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล” และ คุณากร ปรีชาชนะชัย” 3 ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี

บังเอิญ “ครูมานิตย์” แอ็กชั่นเกินบทไปนิดหนึ่ง จึงทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยปวดหัว และที่น่าสนใจ 3 ส.ส.สุรินทร์ที่มาพบนายกฯ ลุงตู่ เป็นผู้แทนฯ ในพื้นที่ชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนอีก 2 ส.ส.เพืื่อไทย โซนชายแดนกัมพูชา ไม่ได้มาต้อนรับด้วย

“เสี่ยลาว” นำร่อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ จะเดินทางเข้าที่ทำการพรรคเป็นครั้งแรก

แม่ทัพใหญ่ของ “บิ๊กป้อม” คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และ สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส

นายกฯ ประยุทธ์ และ ส.ส.สุรินทร์  พรรคเพื่อไทย

ถ้ายังจำกันได้ “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ได้เปิดตัว เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้ลาออกจากเพื่อไทยมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

เดิมที “เสี่ยลาว” เป็นหัวหน้าทีม ส.ส.ศรีสะเกษ-สุรินทร์ ของพรรคเพื่อไทย “ส.ส.เฮ้ง” จึงประกาศว่า เสี่ยลาวจะเข้ามาช่วยงานพรรคในการทำพื้นที่ เพื่อขยายฐานเสียงในอีสานใต้

พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ

แม้ว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะเป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน แต่แม่ทัพอีสานใต้ก็คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ที่ช่วยดูแลโคราชกับเมืองช้าง

เที่ยวนี้ วิรัชจับมือ ส.ส.เฮ้ง ลุยอีสานใต้ สมรภูมิที่ “เบียดเจาะ” ได้ ไม่เหมือนอีสานเหนือ กระแสทักษิณยังแน่นปึ้ก

ปริศนา “ครูมานิตย์”

หลังคลิป “ครูมานิตย์” พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เผยแพร่ออกไปในยูทูบ พรรคเพื่อไทยก็ต้องชี้แจงแถลงไขในประเด็น “ดราม่าผู้แทนบ้านนอก”

โดยส่วนตัว ครูมานิตย์แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคิดจะย้ายพรรค แต่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะวิกฤติภัยแล้ง

ครูมานิตย์ และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

จริงๆ แล้ว อ.สำโรงทาบ และ อ.ศรีขรภูมิ ที่มั่นของครูมานิตย์ ก็อยู่ติดกับพื้นที่อิทธิพลของ “เสี่ยลาว” แถว อ.ห้วยทับทัน และ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม” หรือชื่อเดิม มานิตย์ สังข์พุ่ม รับข้าราชการครูที่โรงเรียนบ้านกะลัน อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ต่อมา ได้ลาออกจากราชการมาเป็นที่ปรึกษานายก อบจ.สุรินทร์ ปี 2554 ครูมานิตย์ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย

จากนั้น ครูมานิตย์ได้เป็น ส.ส.เกือบทุกสมัย ใต้ร่มธงทักษิณ หากครูมานิตย์จะย้ายพรรค คงต้องคิดหนักและคิดนาน

 

บารมี “ส.ส.เฮ้ง”

นับจากนี้ไป ผู้ที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยป่วน ก็คงไม่หนีไปจาก “ส.ส.เฮ้ง” ที่ได้รับความไว้วางใจจาก “บิ๊กป้อม” ให้มาดูแล ส.ส. และอดีตผู้สมัคร ส.ส. ที่พลาดเป้าไปแบบฉิวเฉียด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 ที่สำนักงานพรรคพลังประชารัฐ ชลบุรี ริมถนนพระยาสัจจา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงานทำบุญเลี้ยงพระในงานวันคล้ายวันเกิดย้อนหลังของ สุชาติ ชมกลิ่น” ซึ่งตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม ของทุกปี และปีนี้มีอายุครบ 45 ปี

ส.ส.เฮ้งยังเคารพพี่แป๊ะ สนธยา คุณปลื้ม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และ “เสี่ยป๊อก” วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี มาร่วมอวยพร ส.ส.เฮ้ง อันสะท้อนภาพความเป็นเอกภาพของพลังชลอีกครั้ง

เนื่องจากกรณีโควตารัฐมนตรี ทำให้ ส.ส.เฮ้งรู้สึกน้อยใจ “บ้านใหญ่แสนสุข” ส่งผลให้เกิด “กลุ่ม ส.ส.เฮ้ง” ในสนามการเมืองท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ ธานินทร์ เจริญผล เลขานุการนายก อบจ.ชลบุรี เป็นกาวใจให้ “ส.ส.เฮ้ง” ได้ปรับความเข้าใจกับ “นายกแป๊ะ” และ “นายกป๊อก” ที่โรงแรมเดอะไทด์รีสอร์ท เมื่อไม่นานมานี้

วิรัช รัตนเศรษฐ และ ส.ส.เฮ้ง

นอกจากนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนสนิทของบิ๊กป้อมอีกคนหนึ่ง ก็มาอวยพรวันเกิดให้ ส.ส.เฮ้ง

แม้พลังประชารัฐ จะมากไปด้วยกลุ่มก๊วน แต่ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ก็โชคดีที่ได้ขุนพลหนุ่มอย่าง ส.ส.เฮ้งมาบริหารจัดการพื้นที่เลือกตั้ง

สวนป่าคอนสาร… เมื่อชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวนป่าคอนสาร… เมื่อชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุก

21 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
สวนป่าครสาร,บุกรุก,คนอยู่กับป่า,ชุมชน
เปิดอ่าน 1,510 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  นัฏฐิกา โล่ห์วีระ

ปัญหาพิพาทระหว่างคนกับป่ามีตัวอย่างให้เห็นอีกครั้งที่ “สวนป่าคอนสาร” จ.ชัยภูมิ และผลที่ออกมาก็ซ้ำเดิม คือชาวบ้านเป็นฝ่ายผิดและถูกขับไล่ทั้งๆ ที่มีหลักฐานว่าอยู่มาก่อนป่า แต่ที่ “สวนป่าคอนสาร” มีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น

หากใครได้ลงพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในวันนี้ จะได้เห็น “หมายบังคับคดี” ที่ทางการเพิ่งนำมาปิดในชุมชนแจ้งให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 27 สิงหาคมที่จะถึงนี้

เรื่องราวของชาวบ้านคอนสาร จ.ชัยภูมิ กลายเป็นตำนานการต่อสู้เพื่อรักษาที่ดินทำกินจากการรุกคืบของรัฐจนกลายเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของนโยบาย “คนอยู่กับป่า” ที่เป็นแค่เพียงลมปาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2516 รัฐได้ประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ต่อมาในปี 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป. ได้สัมปทานปลูกป่า เรียกว่า “สวนป่าคอนสาร” ใช้ระบบสมาชิกโครงการหมู่บ้านป่าไม้ เนื้อที่ 4,401 ไร่ นำมาสู่การผลักดัน ขับไล่ชาวบ้านดั้งเดิมออกจากที่ดินทำกิน

ขณะที่ชาวบ้านเองก็รวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้านกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีหัวหน้าสวนป่าคอนสารเป็นประธาน ร่วมกับผู้แทนชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะทำงานมีมติว่า “สวนป่าคอนสารได้ปลูกสร้างทับที่ทำกินของราษฎรจริง ให้ยกเลิกสวนป่า แล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้ราษฎรผู้เดือดร้อน”

หลักฐานสำคัญที่คณะทำงานตรวจสอบพบก็คือชาวบ้านคอนสารเข้าถือครองทำประโยชน์ในที่ดินก่อนการทำสวนป่าของออป. โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภ.บท.11

ลุงนิด ต่อทุน จำเลยที่ 1 ในคดี ออป.ฟ้องขับไล่ชาวบ้าน เล่าว่า สวนป่าคอนสารนี้มีพี่น้องที่ประสบความเดือดร้อนเข้ามาอาศัยอยู่กลุ่มแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 จากนั้นก็มีลูกหลานทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปี 2501-2502-2503

ปากคำของชาวบ้านคือหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกหลายครั้ง กระทั่งมีมติและข้อตกลงทั้งจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในปี 2550 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเอง และมติประชาคมตำบลทุ่งพระ ปี 2552 ทั้งหมดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ…ให้รัฐยกเลิกสวนป่าคอนสาร

ทว่า…ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ซ้ำร้าย ออป.ยังได้ฟ้องขับไล่ชาวบ้านรวม 31 คน ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ กระบวนการต่อสู้ทางคดีดำเนินเรื่อยมา กระทั่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตามศาลชั้นต้น เป็นที่มาของการปิดหมายบังคับคดี

ปราโมทย์ ผลภิญโญ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ตั้งข้อสังเกตว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันกระบวนการแก้ปัญหาเหลือเพียงการตัดสินใจเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการให้ “คนอยู่กับป่า” ซึ่งจะแก้ปัญหาให้แก่ทุกฝ่าย

“ขณะนี้โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์บ้านบ่อแก้ว ภายใต้การบริหารจัดการที่ดิน ได้ทำมาแล้วส่วนหนึ่ง รอการตัดสินใจเชิงนโยบายที่จะมารับรองแผนนี้ มันตอบโจทย์ทางนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เรื่องความอยู่ดีมีสุขคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์เรื่องการกระจายอำนาจและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน และน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญและทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ดังนั้นรัฐบาลควรทำความชัดเจนเรื่องนี้โดยเร็ว” สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าว

ผศ.ดร.อนุสรณ์ พัฒนศาสติ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อธิบายว่า ปัญหาแบบเดียวกับสวนป่าคอนสารมีอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีอยู่แค่ 2 ประเภท คือกรรมสิทธิ์ของรัฐกับของเอกชน แต่การแก้ไขความขัดแย้งจำเป็นต้องมีระบบกรรมสิทธิ์ร่วม ประชาชนและรัฐมีกติการ่วมกันในการจัดการที่ดิน และต้องผลักดันให้เป็นกฎหมาย

“ระบบกรรมสิทธิ์ร่วมควรจะมีกฎหมายมารองรับได้แล้ว โดยต้องเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงสุด เช่น เทียบเท่าพระราชบัญญัติ มันถึงจะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจ มีกฎหมายรองรับ ออกโดยสภา เทียบเท่ากับพระราชบัญญัติฉบับอื่นๆ ชาวบ้านก็จะสามารถอยู่ร่วมในพื้นที่และแก้ไขปัญหาแบบที่เกิดขึ้นนี้ได้” ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

ถึงวันนี้…ความฝันของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วที่ต่อสู้เพื่อต้องการให้ยกเลิกสวนป่าคอนสารคงไม่มีทางเป็นจริงได้อีกแล้ว เหลือเพียงความกล้าหาญของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทางนโยบายเท่านั้นที่จะหยุดยั้งวิกฤตินี้ ขณะที่เวลาของชาวบ้านก็เหลือน้อยลงทุกที

มาเรียม รณรงค์ ขยะพลาสติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาเรียม รณรงค์ ขยะพลาสติก

21 สิงหาคม 2562 – 08:07 น.
มาเรียม,ม็อบฮ่องกง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,416 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘มาเรียม’ พะยูนน้อยวัย 9 เดือน ตายลงอย่างน่าเศร้าใจไปแล้ว ท่ามกลางการเอาใจช่วยของชาวไทยและชาวโลก

จากการผ่าซากชันสูตร พบเศษพลาสติกอุดปลายลำไส้ใหญ่ และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ แทรกซ้อน

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ ‘มาเรียม’ เป็นโมเดลให้รณรงค์ขยะพลาสติกในทะเล ยิ่งนับวันจะมีมากขึ้นทุกที

นาทีนี้จึงอยากให้ ‘มาเรียมโมเดล’ เป็นต้นแบบของการกำจัดขยะในท้องทะเล รวมถึงแหล่งอื่นๆ ด้วย โดยอย่าทำให้ ‘มาเรียม’ ต้องตายไปอย่างสูญเปล่า

ทุกภาคฝ่ายจะต้องร่วมมือกันลดละเลิกการใช้พลาสติก หรือโฟม หรือวัสดุ ย่อยสลายยากต่างๆ

ขอให้ทุกคนมีจิตสำนึกในเรื่องกำจัดขยะ อย่าให้เกิด ‘มาเรียม’ ต้องสูญเสียไปอีกเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 “ม็อบฮ่องกง” ในอีกมุมมอง
คุณ “อำนาจ สุนทรวัฒน์” ส่งจดหมายนี้มาจากอเมริกา ซึ่งมีมุมมองประกอบกับข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากๆ

ผมขออนุญาตเป็นสื่อกลาง นำเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งภาพรวมก็เกิดขึ้นนอกเหนือจากฮ่องกงเป็นแดนสวรรค์ของนักชิม และนักช็อปปิ้งในสายตาคนไทยบางคนเท่านั้น
อ๊อด เทอร์โบ


 ม็อบฮ่องกง
 เสมอไหนก็เหนื่อย

สถานการณ์ในฮ่องกงชั่วโมงนี้ เป็นปัญหาใหญ่สุดๆ ของจีนแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะลงมือปราบม็อบแบบเด็ดขาดเหมือนกันกับที่เคยทำที่เทียนอันเหมินก็จะถูกชาวโลกประณามอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ออกมาปรามจีนไว้ว่า อย่าให้การเจรจาเรื่องการค้ามันยากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ถ้าใครคิดว่าเรื่องเจรจาการค้าเป็นเรื่องเล็กต่อจีน จีนมีทีเด็ดที่จะแก้ลำกับอเมริกาได้ เชื่อผมเถอะครับ จีนกังวลไม่น้อยหรอก 30 กว่าปีที่ค้าขายสบายๆ จนจีนร่ำรวยมหาศาล เพราะคนอเมริกันสนับสนุนให้มาช่วยในการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น จนจีนเจริญรุ่งเรืองแบบเอาไม่อยู่ อเมริกันเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ตัวจริงของโลก 400 ล้านคนที่พอมีพอกิน ย่อมเป็นลูกค้าที่ดี รับรองได้เรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจะไม่มีสิทธิ์เกิดขึ้นจากคนอเมริกันหรอกครับ กับประเทศไหนๆ ก็ได้ แม้แต่เม็กซิโกที่อเมริกันไปเที่ยวกันปีละหลายๆ ล้านคน

ฉะนั้นเรื่องเจรจาการค้า ที่คนมักวิจารณ์กันว่าอเมริกาจะรับแรงกระทบอย่างมากมาย ใช่ครับ ต้องกระทบกระเทือนแน่ แต่ทนมา 30 กว่าปีแล้ว จะเป็นไรไป หรืออาจจะดีขึ้น แต่สำหรับจีนนั้น กระทบแน่ และในขณะนี้ก็เริ่มแล้ว

กลับมาเรื่องฮ่องกงต่อ จีนปวดหัวแน่นอนในการปราบจลาจลคราวนี้ คนฮ่องกงเรียนรู้จากเทียนอันเหมินที่รวมตัวกันเป็นกระจุกเหมือนเป็ดง่อย พอย่ำค่ำก็โดนสลายย่อยยับ มีคนบาดเจ็บและตายกันมากมาย นอกจากนั้นแล้วคนฮ่องกงไม่มีแกนนำ ฟังกันเอง ตกลงกันเอง จับใครก็จับไป การสื่อสารเขาถึงกัน มีการวางแผนมาอย่างดี ผู้ชุมนุมสามารถลื่นไหลได้อย่างกระแสน้ำ จับตรงนี้โผล่ตรงนั้น คนเรือนล้านมันไม่ง่ายครับธรรมดาแล้วไม่ได้ต้องการปิดสนามบิน แค่เข้าไปชวนผู้โดยสารขาเข้าให้ร่วมมือเท่านั้น

แต่พอมีการจับกุม ก็เกิดโกลาหลขึ้นคนวิ่งหนีกันไปทั่วสนามบิน ในที่สุดก็ปิดไปเองโดยปริยาย ใช้โซเชียล มีเดียได้อย่างเป็นประโยชน์ ครั้นจีนจะทำลายคลื่นทั้งหมดในการสื่อสาร ก็เหมือนปิดประเทศ ยิ่งสร้างความหายนะให้แก่จีนมากขึ้นยากที่จะคณานับ เพราะฮ่องกงคือเส้นเลือดใหญ่ ที่จีนต้องการทั้งตอนนี้และวันข้างหน้า และจีนตอนนี้ถึงจะร่ำรวยปานใด แต่ในด้านเศรษฐกิจแล้ว กำลังทรุดโทรม

จีนกับฮ่องกงไม่เหมือนไครเมีย กับรัสเซีย ไครเมียต้องการเข้าไปรวมกับรัสเซียเพราะชาติพันธุ์เดียวกันพูดภาษาเดียวกัน ไม่เหมือนกันได้อย่างไร ในเมื่อฮ่องกงก็คือจีนมาก่อน ภาษา อาหารการกินก็คล้ายคลึงกัน เสรีภาพและสิทธ์มนุษยชนครับที่ไม่เหมือนกัน คนฮ่องกงได้ลิ้มรสมาตั้ง 100 กว่าปีแล้ว ถ้าจะนับเป็นเจเนอเรชั่น ถ้า 20 ปี คือหนึ่งเจเนอเรชั่น นี่คือเจเนอเรชั่นที่ 6 อันนี้แหละครับที่เป็นปัญหา ถ้าน้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ฉันใด เสรีภาพกับการกดขี่ยิ่งยากกว่าที่จะเข้ากันได้

จีนใจร้อนไปนิดหนึ่งที่จะรวบฮ่องกงไวไป อีก 29 ปี ก็จะหมดเวลาของ 1 ประเทศ 2 ระบบแล้ว ถ้ารอให้ถึงวันนั้น แล้วค่อยชโลมใจให้คนฮ่องกงมีความประสงค์ที่อยากจะเป็นจีนด้วยกัน เหมือนที่ทำกับไต้หวันน่าจะได้ผลกว่า

แต่การมีผู้นำแบบเผด็จการอย่าง สี จิ้นผิง ผมว่ามาผิดเวลา ความเชื่อมั่นของชาวฮ่องกงต่อสี จิ้นผิง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่มีการยอมรับ เหมือนกันกับรัสเซียชั่วโมงนี้ สายพันธุ์ใหม่เกลียด วลาดิมีร์ ปูติน มาก ทุกคนต่อหาว่า วลาดิมีร์ ปูติน คือมาเฟีย ยิ่งสี จิ้นผิง ไปจับมือกันแน่นแฟ้นด้วยแล้ว คนฮ่องกงย่อมไม่ไว้ใจ

พูดถึงท่าทีของประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาที่เป็นผู้นำกันบ้าง โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ แกนั่งดูเรื่องนี้อย่างสบายอารมณ์ ออกมาขู่เข็ญบางครั้งคราวว่าอย่าปราบม็อบอย่างรุนแรงนะ โลกเสรีกำลังจับตาดูกันอยู่ ยิ่งทำให้ม็อบฮึกเหิม ผมเชื่อว่าอเมริกาพร้อมที่จะรับผู้อพยพจากฮ่องกงทันทีแบบไม่อั้น

ยิ่งออกมาประกาศนโยบายว่า อเมริกาจะให้สิทธิ์และสัญชาติกับคนที่มีคุณภาพเท่านั้นตั้งแต่นี้ต่อไป ผมว่าอเมริกาที่มีประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล สามารถรองรับประชากรที่มีประมาณ 7 ล้านคนได้อย่างสบายๆ ใครว่าสงครามโลกครั้งต่อไปจะเกิดจากตะวันออกกลาง ก็ยังอาจจะไม่ผิดหรอกครับ แค่ตัดคำว่ากลางออกไปก่อนชั่วโมงนี้

ฮ่องกงเป็นเมืองที่ชาวโลกหวงแหน ไม่มีไครอยากเห็นที่จะกลับไปเป็นสมบัติของจีนหรอกครับ นอกจากคนจีนและคนสิงคโปร์เท่านั้น
อำนาจ สุนทรวัฒน์

p32

ข้อมูลที่พึงเฝ้าระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อมูลที่พึงเฝ้าระวัง

21 สิงหาคม 2562 – 07:24 น.
เฝ้าระวัง,ลอบวางระเบิดเพลิง,ก่อสร้าง,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,083 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562

ตามข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุเอาไว้ว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดเพลิงสถานที่ราชการสำคัญและย่านการค้าในกรุงเทพฯ และปริมณพลนั้น เกี่ยวโยงกับหนึ่งในสองผู้นำสูงสุดของกลุ่มบีอาร์เอ็น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งผู้ต้องสงสัยรายนี้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้นำในการวางแผนจากประเทศเพื่อนบ้านเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 อันเป็นปฐมบทของไฟใต้ที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งจนถึงทุกวันนี้ รวมเวลา 15 ปีเต็ม นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งด้านการข่าวและมาตรการป้องกัน

เหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างยิ่ง แม้จะถูกมองว่าเป็นระเบิดที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นและอาจจะโยงใยกับบางฝ่ายที่สมประโยชน์ ปฏิบัติการจึงอยู่ในระดับของการดีสเครดิตรัฐหรือสร้างความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและลดทอนความเชื่อมั่นจากนานาชาติโดยไม่ได้มุ่งหวังเอาชีวิต แต่ประเด็นที่ไม่อาจจะเลย ทั้งๆ ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือมาตรการด้านความมั่นคงและความเข้มข้นในการรับมือกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ถ้าหากจะมองสถานการณ์อย่างเลวร้ายเพื่อความไม่ประมาทเอาไว้ก่อนเพื่อเสาะหาความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้ก่อการอาจจะยกระดับความรุนแรงหรือเป้าหมายสู่การวินาศกรรม สร้างความสูญเสียให้หนักข้อยิ่งขึ้น

ในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งรัฐบาลส่วนกลางได้เร่งรัดก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค อย่างเช่น ระบบขนส่งมวลชน ตลอดจนสร้างศูนย์กลางการคมนาคมขึ้นกลางเมือง เพื่อต่อเชื่อมกับทุกภูมิภาคด้วยสนามบินนานาชาติ ระบบรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ โดยมีการจราจรทางถนน ทางเรือเป็นลูกข่ายของการต่อเชื่อมอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องดำเนินมาตรการไปพร้อมกัน คือด้านความปลอดภัยต้องก้าวหน้าทันสมัย เคียงขนานกับการเกิดขึ้นของสิ่งปลูกสร้างที่ดูยิ่งใหญ่โอฬาร เป็นแหล่งรวมของผู้คนนับหลายล้านคนในแต่ละวัน เพราะขณะเดียวกันที่พื้นที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้นนั้นจุดเปราะบางที่อาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสได้เช่นกันถ้าหากว่า มาตรการหละหลวมหรือถูกละเลย

  ในอีกด้านหนึ่งความร่วมมือของประชาชนก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐ อย่างเช่น ช่วยเป็นหูเป็นตา ให้ความเอาใจใส่และปฏิบัติตามคำแนะนำประกาศขอความร่วมมือ รวมไปถึงข้อห้ามอันเคร่งครัดของบริการสาธารณะต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามักจะพบว่าผู้เข้ารับบริการทั้งขนส่งสาธารณะและสถานที่เปิดอย่างห้างสรรพสินค้า ศูนย์รวมขอ’ชุมชนต่างๆ มักจะละเลย ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองก็มีไม่มากพอหรือมีฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายปกครองคอยสนับสุนเพื่อให้การดำเนินมาตรการเพื่อความเป็นปลอดภัยเป็นไปอย่งเข้มข้นและจริงจัง ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงดังกล่าวมานั้นบอกให้ทุกฝ่ายพึงตระหนักอย่างไม่ตื่นตระหนก แต่ก็จะประมาทหรือย่อหย่อนไม่ได้เป็นอันขาด

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล!

20 สิงหาคม 2562 – 10:50 น.
เอชไอวี,เอดส์,ภูมิคุ้มกันบกพร่อง,ยาเพร็พ,PrEP,PreExposure Prophylaxis
เปิดอ่าน 2,064 ครั้ง

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล! โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ไวรัสร้ายเอชไอวี” หรือ เอดส์ นั้น สมัยนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์การแพทย์คิดค้น “ยาป้องกันเอดส์” ที่กินแล้วได้ผล ป้องกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้องค์การอนามัยโลกเชิญชวนให้ทุกประเทศแจกฟรี เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปล่อยให้คนติดเชื้อเอดส์จนป่วย สุดท้ายรัฐต้องควักเงินช่วยค่ารักษาสูงมากกว่าหลายเท่า…ปีหน้า 2563 คนไทยจะได้รับสิทธิ์นี้เช่นกัน รวมถึงผู้ถือบัตรทองด้วย…

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อร่างกายของมนุษย์ได้รับ “เชื้อเอชไอวี” เข้าไปช่วงแรกนั้น ไม่ว่าจะได้จากคู่รักผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เข็มฉีดยา หรือติดจากแม่สู่ลูก ฯลฯ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปีกว่าเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนย่อยยับ กลายเป็นอาการ “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” (Acquired Immune Deficiency Syndrome : AIDS) ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่า “โรคเอดส์” ถ้าใครป่วยโรคนี้แล้วร่างกายจะติดเชื้อโรคอื่นๆ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันไปช่วยต่อสู้

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนค้นพบยาต้านไวรัสเอชไอวีนั้น มนุษย์โลกเสียชีวิตเพราะโรคเอดส์ปีละหลายล้านคน ตัวเลขปี 2558 รวมยอดสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลกมีจำนวน 35 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทยช่วงปี 2541-2545 พบรายงานผู้เสียชีวิตประมาณหมื่นคนในแต่ละปี ตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ จนยอดสะสมผู้เสียชีวิตพุ่งไปถึง 5 แสนกว่าคน แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังค้นพบ “ยาต้านไวรัสเอชไอวี” ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยเอดส์ รวมถึง “ยาป้องกันเอชไอวี” สำหรับผู้ยังไม่ป่วยแต่เสี่ยงติดเชื้อ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและป่วยเอดส์ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

กรมควบคุมโรคใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คำนวณตัวเลขปี 2561 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละ 17 คน หรือปีละ 6,400 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 49 คน หรือประมาณปีละ 18,000 คน และมีอีกเกือบ 5 แสนคนที่ติดเชื้อแล้วยังชีวิตอยู่แทบไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป

ตัวเลขน่าสนใจคือ จำนวนคนติดเชื้อเอชไอวี 4.8 แสนคนนั้น ส่วนใหญ่มากกว่า 4.5 แสนคนรู้ตัวว่าติดเชื้อแล้ว แต่มีอีกกว่า 28,000 คน ที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไวรัสเอชไอวีไปสู่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

กรมควบคุมโรคพยายามตั้งเป้าหมายไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นไปมากกว่าวันละ 17 คน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยควักงบประมาณช่วยดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000–4,000 ล้านบาท จากตัวเลขปี 2561 ใช้ไปทั้งสิ้น 3,218 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบบริการดูแลรักษาด้วยยาต้านไวรัส และบริการที่เกี่ยวข้อง 2,952 ล้านบาท 2.งบบริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี 200 ล้านบาท และ 3.งบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการ 66 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น วิธีประหยัดงบประมาณที่ดีสุดในอนาคตคือ ต้องให้บริการ “ยาป้องกันเชื้อเอชไอวีฟรี” โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ชายรักชาย หญิงหรือชายที่ให้บริการทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติดผ่านเข็มฉีดยา ฯลฯ

เครือข่ายภาคประชาชนพยายามผลักดันโครงการจ่ายยาฟรีมาตลอด ในที่สุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “สปสช.” ได้อนุมัติให้แจกยาเพร็บ หรือยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี คาดว่าปี 2563 จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายได้ถึง 3,000 ราย

 ยาเพร็พ (PrEP) ย่อจาก PreExposure Prophylaxis หรือยารับประทานเพื่อป้องกันเชื้อเอชไอวี สำหรับกลุ่มที่ “ไม่เคยตรวจพบเชื้อเอชไอวี” ในร่างกายมาก่อน แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อจากคู่นอน หรือจากการปฏิบัติหน้าที่การงาน ยาตัวนี้มีส่วนผสมของยาต้านไวรัส 2 ตัว ประกอบด้วย ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir Disoproxil Fumarate: TDF) 300 มิลลิกรัม และ เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine: FCT) 200 มิลลิกรัม กินเพียงวันละ 1 เม็ด ราคาประมาณเม็ดละ 20 บาท

งานวิจัยพบว่า “ยาเพร็พ” หรือชาวบ้านเรียกว่า “ยาป้องกันเชื้อเอดส์” หากกินทุกวันและกินอย่างถูกวิธีสามารถใช้ได้ผลอย่างดีกับกลุ่มชายรักชาย ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้สูงถึงร้อยละ 92 ทีเดียว

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2562 “นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา” เลขาธิการ สปสช. ประกาศมติเห็นชอบให้แจกยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงสูงทุกกลุ่ม อธิบายง่ายๆ คือ การอนุญาตให้เบิก “ค่ายาเพร็พ” ได้นั่นเอง แต่ต้องเป็นยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ขวดละ 600 บาท จำนวน 30 เม็ด

เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำมาตั้งแต่ปี 2558 ให้ทุกประเทศใช้ยาเพร็พกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีสูง วิเคราะห์กันว่าหากแจกจ่ายยาป้องกันเอดส์อย่างทั่วถึงจะทำให้ประเทศไทยสามารถยุติปัญหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ตามเป้าหมายปี 2573

ทั้งนี้ “ยาเพร็พ” เป็นแค่ยาป้องกันเชื้อเอชไอวีเท่านั้น แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อโรคอื่นๆ หรือป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้น การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัยคงต้องใส่ถุงยางอนามัยเหมือนเดิม

วิธีการกิน “ยาเพร็พ” ให้ได้ผลดีร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องทำตาม 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ก่อนกินยาต้องไปตรวจให้ชัวร์ก่อนว่าร่างกายไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี 2.ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสังกัดบัตรทองหรือบัตรประกันสังคม เพื่อปรึกษาว่าอยากกินยาเพร็พ 3.ควรตรวจ “ค่าไต” เพื่อดูว่าสามารถรับผลกระทบจากยาเพร็พได้หรือไม่ เนื่องจากตัวยามีผลต่อไต และ 4.ต้องกินยาทุกวัน วันละ 1 เม็ด และกินในเวลาเดียวกันทุกวัน เช่น กินก่อนอาหารเที่ยง หรือกินก่อนอาหารเย็น

หากวันใดลืมกินก็ให้กินวันถัดไป 1 เม็ด กินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น เลิกขายบริการทางเพศ เลิกพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอน เลิกใช้เข็มยาเสพติด ฯลฯ ค่ายาตกประมาณเดือนละ 600 บาท หรือปีละ 7,200 บาท ใครที่กินยาเพร็พแล้วรู้สึกคลื่นไส้ ปวดหัว เวียนหัว ปวดท้องหรือท้องเสีย แสดงว่าเจอผลข้างเคียงของยา จะมีอาการแบบนี้ต่อเนื่อง 2-3 อาทิตย์ แล้วค่อยๆ ดีขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

“ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา” คือคำประกาศยุทธศาสตร์ป้องกันเอดส์ของรัฐบาลบิ๊กตู่ โดยกำหนดเป้าหมาย “ไม่ติด” เกินปีละ 1,000 ราย “ไม่ตาย” เกินปีละ 4,000 ราย และ “ไม่ตีตรา” หมายถึงลดการเลือกปฏิบัติจากเอดส์ให้เหลือร้อยละ 90

หากกระทรวงสาธารณสุขตั้งใจทำจริง หวังว่าตอนที่ชาวบ้านไปหาหมอตามโรงพยาบาล เพื่อขอ “ยาป้องกันเอชไอวี” จะได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ถูกไล่ตะเพิดกลับบ้านมือเปล่า

ถ้าทำได้ตามนี้ เชื่อว่า รัฐบาลบิ๊กตู่ จะกลายเป็นฮีโร่ตัวอย่างของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกทันที

ปมเหตุบึ้มกรุงอาจใหญ่กว่าไฟใต้-การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384287?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปมเหตุบึ้มกรุงอาจใหญ่กว่าไฟใต้-การเมือง

20 สิงหาคม 2562 – 09:50 น.
บึ้มกรุง,ไฟใต้
เปิดอ่าน 5,615 ครั้ง
ผ่านครึ่งเดือนหลังเกิดเหตุระเบิดหน้าสถานที่ราชการสำคัญและย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคนร้ายวางแผนใหญ่กว่าคำว่า “ป่วน” เพราะมีการวางระเบิดเพลิงถึง 8 ลูกตามร้านค้าย่านประตูน้ำ และห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของเมืองไทยย่านสยามสแควร์ ซึ่งหากระเบิดทำงานตามแผนทั้งหมด จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ที่ทำลายทั้งเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ15-16 วันที่ตำรวจทำงาน ปรากฏว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร ข้อมูลทางเปิดระบุว่า มีการออกหมายจับมือปฏิบัติการระเบิดไปแล้ว 9 หมาย ผู้ต้องหา 6 คน อีก 4 คนกำลังไล่ล่า

ส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเข้ากระบวนการซักถามมากกว่า 20 คน ในจำนวนนี้ถูกควบคุมตัว 5 คน โดย 2 จาก 5 คนนี้ ถูกจับขณะขี่รถจักรยานยนต์เตรียมข้ามด่านพรมแดนที่สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นี่คือข้อมูลเปิดที่รายงานทางสื่อสารมวลชนทั่วไป

แต่สำหรับ “ข้อมูลปิด” ที่หน่วยงานความมั่นคงได้ข้อมูลมา คืบหน้าไปกว่าข้อมูลเปิดเยอะทีเดียว

ล่าสุดมีการระบุชื่อ “นายเด็ง อะแวจิ” เป็นผู้นำในการวางแผน แต่ยังไม่ชัดว่าเป็น “มาสเตอร์มายด์” ด้วยหรือไม่

จากข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง นายเด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำระดับจิตวิญญาณของขบวนการบีอาร์เอ็น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอิทธิพลสูงสุดในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารใน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็น “วันเสียงปืนแตก” ก่อนที่ไฟใต้จะคุโชนมานานกว่า 15 ปี

ผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นยุคปัจจุบัน มีอยู่ 2 ชื่อที่ถูกเอ่ยถึง หนึ่ง คือ นายดูนเลาะ หรือ ดุลเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โรงเรียนนี้ถูกทางการสั่งปิด และศาลสั่งยึดที่ดินตกเป็นของรัฐ เนื่องจากพัวพันการก่อการร้าย นายดูนเลาะจึงเป็นผู้นำที่คุมกำลังส่วนใหญ่ทางฝั่งปัตตานี

ขณะที่ นายเด็ง อะแวจิ คุมกำลังในสายนราธิวาส ทำให้มีความเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการระเบิดกรุงเทพฯ เพราะล้วนเป็น “ทีมนราธิวาส” ทั้งสิ้น ข่าวบางกระแสระบุว่า จริงๆ แล้ว เด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำตัวจริงของบีอาร์เอ็น และคุมฝ่ายทหารทั้งหมด บทบาทเหนือกว่า ดูนเลาะ แวมะนอ เสียอีก

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า คนที่ข้ามแดนไปรับงานครั้งนี้ เป็นชายวัย 35 ปี มีตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ และว่ากันว่าได้พบแกนนำระดับสูงของบีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังมีอิทธิพลสูงในหน่วยงานความมั่นคงไทย โดย พล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิดกรุงเทพฯ มีการไปวางแผนกันในประเทศเพื่อนบ้าน

สอดรับกับข้อมูลของ แม่ทัพภาคที่ 4 “บิ๊กเดฟ” พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ที่เพิ่งแฉทั้งภาพทั้งข้อมูลว่า แก๊งคนร้ายแก๊งนี้ขนระเบิดใส่เป้ผ่านด่านสุไหงโก-ลก เข้ามาอย่างสะดวกโยธิน มีการจับภาพผู้ต้องสงสัยได้ขณะแบกเป้ข้ามด่าน เรียกว่าตบหน้าฝ่ายความมั่นคงไทยแบบเต็มๆ

ผู้ต้องสงสัยบางคนที่กล้องวงจรปิดบริเวณด่านพรมแดนบันทึกภาพได้ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้ว ขณะที่บางคนมีรายงานเข้า-ออกด่านพรมแดนหลายครั้งก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันนัดหมายลอบวางระเบิด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีการยกเครื่องมาตรการตรวจเข้มตามด่านพรมแดนทุกด่านของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งช่องทางธรรมชาติ และท่าเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นการล้อมคอก แต่ก็ต้องถือว่าได้เวลาทำจริงจังกันเสียที หลังจากปล่อยปละละเลยกันมานาน

คำถามคือ ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มีการนัดพบปะ วางแผน รับเงิน ในเขตพื้นที่ของตน ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายรุ่น หลายกลุ่ม ล้วนหลบไปพำนักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดอยู่ในสายตาของหน่วยงานความมั่นคงของเพื่อนบ้าน

ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ธรรมดา และไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน

เพราะหากขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำเอง ในแบบที่ไม่มีใครบงการ ก็น่าคิดว่าอะไรคือมูลเหตุจูงใจที่ต้องก่อเหตุถึงในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขกำลังคืบหน้า และบีอาร์เอ็นเองก็มียุทธศาสตร์ใช้ประโยชน์จากการพูดคุย หรือว่าบีอาร์เอ็นไม่พอใจที่รัฐบาลชุดใหม่ยังเป็นนายกฯ คนเดิม และหัวหน้าคณะพูดคุยก็เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นทหารคนเดิม

แต่จากการตรวจสอบกับอดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งเป็นคนในขบวนการ เชื่อว่าถ้าบีอาร์เอ็นต้องการกดดันรัฐบาลไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปวางระเบิดถึงกรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะสามารถก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อยู่แล้ว และสร้างแรงกดดันได้ไม่แพ้กัน

หรือหากงานนี้มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเป็น “มาสเตอร์มายด์” คนผู้นั้นก็ต้องรู้จักและเข้าถึงผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็น ถึงขนาดสั่งให้วางระเบิดได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำมาก

หาก 2 สมมุติฐานที่ตั้งไว้แต่แรกไม่เป็นจริง ก็น่าคิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะมีชนวนเหตุอื่น

แหล่งข่าวในหน่วยงานความมั่นคงชี้เป้าไปที่ความไม่พอใจของประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับไทย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางหน่วยของไทยปลดแบล็กลิสต์บุคคลต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องการตัว เพราะไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งพัวพันไปถึงฝ่ายการเมืองที่หมดอำนาจไปแล้ว และกำลังถูกไล่เช็กบิล โดยคนกลุ่มนี้ยังเปิดบริษัทบังหน้าในไทยและในต่างประเทศนับสิบแห่งเพื่อฟอกเงินระดับแสนล้านด้วย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าประเด็นนี้อาจเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ จนเกิดการลอบวางระเบิดขึ้น โดยฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็สมประโยชน์จากปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง เหตุระเบิดป่วนกรุงย่อมเป็นปัญหาใหญ่กว่าการเมืองภายในและไฟใต้ของไทย เพราะอาจโยงถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยทีเดียว

ถวายสัตย์ไม่ครบจบที่ศาลหรือที่สภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถวายสัตย์ไม่ครบจบที่ศาลหรือที่สภา

20 สิงหาคม 2562 – 09:15 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,ุ่สภา,นายชวน หลีกภัย,ศาล
เปิดอ่าน 3,070 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

กลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านไปแล้ว สำหรับข้อกล่าวหา “ถวายสัตย์ไม่ครบ” ที่พุ่งเข้าใส่ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะเมื่อ 7 พรรคฝ่ายค้านเล่มเกมแรง ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป

แม้ไม่ใช่การลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ขึงพืด-ซักฟอก” นายกฯ กลางสภานั่นเอง

งานนี้จะไปต่อว่าฝ่ายค้านก็คงไม่ได้ เพราะในเกมบดขยี้กันทางการเมืองเช่นนี้ เมื่อบอลไหลมาเข้าเท้า ก็ต้องหวดเต็มเหนี่ยวเป็นธรรมดา

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเองก็พูดเรื่องนี้แบบไม่ชัดเจน ครึ่งๆ กลางๆ ทำให้สังคมตีความกันไปใหญ่โต จนฝ่ายค้านสบช่องรุกไล่ต่อเนื่อง

เกมของฝ่ายค้านยืนอยู่บนหลักการของรัฐธรรมนูญ และการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ก็คือการ “เล่นในสภา”

เริ่มจากยื่นกระทู้ถามสด ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 ยื่นมาแล้ว 2 ครั้ง 2 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน แต่นายกฯ ไม่มาตอบ

จากนั้นจึงยกระดับเป็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ซึ่งเขียนเปิดช่องให้ ส.ส.ไม่จำกัดฝ่ายสามารถเข้าชื่อกันได้ด้วยเสียงเพียง 1 ใน 10 เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี

หากเที่ยวนี้ยังมีเบี้ยว ฝ่ายค้านอาจยกระดับไปถึงการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารที่ร้ายแรงที่สุดของระบบรัฐสภา เพราะหากรัฐบาลแพ้โหวตก็ต้องลาออก

ข่าวแว่วว่าหาก “ประธานฯ ชวน” นายชวน หลีกภัย บรรจุญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปวันไหน (ล่าสุดลุ้นกันวันที่ 21 ส.ค. หรือพุธนี้) ส.ส.รัฐบาลจะแก้เกมด้วยการไม่เข้าห้องประชุม เพื่อให้องค์ประชุมล่ม เดินหน้าต่อไม่ได้ เพื่อไม่ให้มีการอภิปรายประเด็นนี้ในสภา

เหตุผลของรัฐบาลที่จะตอบกับสังคมก็คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะรัฐบาล แต่ยังเกี่ยวพันกับสถาบันเบื้องสูง จึงไม่ควรเปิดให้พูดกันอย่างเปิดเผย กว้างขวาง หรืออภิปรายกันไปเรื่อยในสภา นอกจากนั้นเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ หลังจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นคำร้องเอาไว้

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ บอกว่าผู้ตรวจการฯ นัดประชุมกันวันที่ 27 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะมีมติหรือคำวินิจฉัยให้ชัดเจนลงไป

รัฐบาลก็จะอ้างเหตุนี้เพื่อรอผลการตรวจสอบ ซึ่งมีโอกาสออกได้ 3 หน้า 3 แนวทาง คือ

1.สั่งยุติเรื่อง หากเห็นว่าไม่มีมูล เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่ทำได้แค่ผ่านคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แต่บทบัญญัติมาตรา 231 เขียนให้มีอำนาจพิจารณาได้ หากพบว่ามีมูลจึงส่งศาล ซึ่งสามารถส่งได้ 2 ศาล แล้วแต่กรณี

2.เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากเห็นว่าเป็นเรื่องบทบัญญัติของกฎหมายที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หรือ 3.เสนอเรื่องให้ศาลปกครองวินิจฉัย หากเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

หากผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลใดศาลหนึ่ง ก็ต้องถือเป็นเกมยาวที่รัฐบาลต้องเผชิญแรงเสียดทานต่อไป แต่รัฐบาลก็จะอ้างได้ว่า เรื่องอยู่ในศาล ต้องรอศาลวินิจฉัย และคำวินิจฉัยก็จะถือเป็นที่สุด วินิจฉัยออกมาอย่างไร รัฐบาลก็ทำแบบนั้น ก็จะพ้นครหา

แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินชิงยุติเรื่อง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะอ้างว่านายกฯ ในวันเข้าถวายสัตย์ ยังไม่มีสถานะเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ตามที่นักกฎหมายบางคนชี้ช่อง โอกาสที่เรื่องนี้จะบานปลายต่อไปย่อมมีสูง เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ใช่ศาล และคำวินิจฉัยไม่ได้ผูกพันทุกองค์กร

ที่สำคัญมีโอกาสที่ฝ่ายค้านจะลากนายกฯ เข้าสภา และอาจยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นนี้ พ่วงกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังกดดันรัฐบาลอย่างหนัก เพื่อเผด็จศึกในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมุกโดดประชุมเพื่อให้องค์ประชุมล่ม คงใช้ไม่ได้ตลอดไป