สามมิตร คิดอะไร ไยเอื้ออาทร ธรรมกาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384277?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามมิตร คิดอะไร ไยเอื้ออาทร ธรรมกาย

20 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
ธรรมกาย,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สมเกียรติ ศรลัมพ์
เปิดอ่าน 4,416 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

 ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ไปร่วมประชุมกับ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ที่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

วันนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รายงานกรณีการดำเนินการกับวัดพระธรรมกายซึ่งมีพระผู้ใหญ่ และผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีหลายราย รวมทั้งถูกถอดสมณศักดิ์กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเกี่ยวโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

          ตอนหนึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พูดถึงสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายว่า ตอนนี้เสื่อมศรัทธาลงไปมาก เงินบริจาคค่อยๆ ลดลงจนติดลบ 800 ล้านบาท

ผู้ติดตามข่าวสารบางส่วนโล่งอก นึกว่าเรื่องวัดพระธรรมกายจะเงียบหายไปเสียแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ในที่ประชุม ครม. วันอังคารที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ แต่งตั้ง “สมเกียรติ ศรลัมพ์” หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เทวัญ ลิปตพัลลภ)

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีเสียงวิจารณ์อื้ออึง กรณีตั้ง “สมเกียรติ” ศิษย์วัดพระธรรมกายมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

หลายคนคงจำได้ ในปฏิบัติการตามล่า พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากคดีฟอกเงินและรับของโจร ถึงขั้น คสช.ต้องประกาศใช้มาตรา 44 กระชับพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยระหว่างนั้น สองอดีต ส.ส.เพื่อไทย อย่าง พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ และสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้มาแสดงตัวต่อสื่อมวลชนว่าพร้อมจะปกป้องพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน

นอกจากนั้น สมเกียรติได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับวัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีป้ายแดงยังได้โพสต์ความเห็นเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมที่อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้รับจากรัฐบาลยุค คสช.

สำหรับพรรคประชาภิวัฒน์ มีแกนหลักอยู่ 2 คนคือ สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนันทนา สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท

เลือกตั้ง 2554 “นันทนา” สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่อยู่ในมุ้งมัชฌิมาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และปลายปี 2556 ได้หอบหิ้วกันย้ายกลับพรรคเพื่อไทย

          ก่อนย้ายกลับเพื่อไทย สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน พร้อมด้วยชาวธรรมกาย ได้ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นแรก สถาปนา “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” เพื่อเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งแม่น้ำโขง

จริงๆ แล้ว สมศักดิ์มีแนวคิดจะสร้างพุทธอุทยาน ในนามมูลนิธิพุทธอุทยานนานาชาติ บนที่ดิน 300 ไร่ ที่อยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงและถนนทางหลวงแผ่นดินสายหนองคาย-บึงกาฬ มาตั้งแต่ปี 2548 แต่ยังไม่ทันได้ลงมือก่อสร้าง เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

สมเกียรติ ศรลัมพ์

กระทั่งปลายปี 2555 สมศักดิ์-อนงค์วรรณ จึงถวายที่ดินผืนดังกล่าวให้วัดพระธรรมกาย เพื่อนำไปสร้างปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ และช่วงหลัง สมศักดิ์ก็ไม่ได้ไปข้องแวะกับชาวธรรมกายที่พุทธอุทยานฯ ริมโขง

ใกล้เลือกตั้ง 2562 นันทนาตัดสินใจมาร่วมทำพรรคประชาภิวัฒน์ เนื่องจากสนามเลือกตั้งชัยนาท พี่ชาย มณเฑียร สงฆ์ประชา กับอนุชา นาคาศัย จองไว้แล้ว

          ช่วงหาเสียง สมเกียรติ และนันทนา ไม่ได้หาเสียงในประเด็นเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่พระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีอาญา เพราะเกรงจะถูกต่อต้านจากบางฝ่าย แต่ชาวธรรมกายก็รู้ว่า สมเกียรติเป็นศิษย์เอกพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

สมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่คิดไม่ฝันว่า จะมานั่งที่กระทรวงยุติธรรม เพราะตั้งเป้าไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเกิดความไม่ลงตัวทางการเมือง จึงเดินหน้ามาที่กระทรวงยุติธรรม

ลำพังเรื่องปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ สาขาธรรมกายริมโขง ยังถูกโยงมาพันตัวเองอีนุงตุงนัง เหตุใดสมศักดิ์จึงดันสมเกียรติ ศรลัมพ์ ไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ให้คนเขาแอบนินทาว่า กำลังหาทางช่วยพระเดชพระคุณท่านหรือไม่ ?

          กรณีวัดพระธรรมกายริมโขง สมศักดิ์อาจบอกว่า ตนเองเข้าวัดใหญ่ย่านคลองหลวงเพียงครั้งเดียว แต่กรณีสมเกียรติ ปฏิเสธยากยิ่งกว่าครั้งแรก สามมิตรคิดอ่านยังไง จึงหาเรื่องให้ “ลุงตู่” ปวดหัวอยู่เรื่อยๆ 

ม็อบฮ่องกง ความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบฮ่องกง ความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุม

20 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
ประท้วงฮ่องกง
เปิดอ่าน 33,215 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้ ‘ม็อบฮ่องกง’ หรือการชุมนุมประท้วงยึดสนามบินนานาชาติฮ่องกงปิดฉากลงแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้ยาแรงเข้าสลายการชุมนุม

ตำรวจปราบจลาจลได้ใช้สเปรย์พริกไทยเข้าสลายม็อบหรือการชุมนุมที่ผู้ประท้วงเข้ายึดสนามบินจนต้องปิดบริการหลายวัน

เรื่องความเดือดร้อนนั้นคงไม่ต้องพูดถึง แต่บรรดาผู้สันทัดกรณีเชื่อว่าต่อไปจีน ลูกพี่ใหญ่จะไม่ให้เกิดกรณีแบบ ‘ม็อบฮ่องกง’ อีกเป็นอันขาด

รายละเอียดต่างๆ นั้นมีมากมาย แต่หาก ‘ม็อบฮ่องกง’ เอาชนะรัฐบาลจีนได้ตามข้อเรียกร้อง บรรดาชนกลุ่มน้อยหรือเขตปกครองตนเองอีกหลายๆ เผ่าพันธุ์ก็จะเอาอย่างบ้าง

นั่นคือจีนจะแยกเป็นเสี่ยงแบบรัสเซีย และในฐานะประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก จะยอมไม่ได้ เรื่องตายเป็นร้อยเจ็บเป็นพันเป็นสิ่งจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

สรุปได้ว่า ‘ม็อบฮ่องกง’ เป็นความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุมและต่อไปจะเป็นรายการเช็กบิล !
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘ฝนหลวง’ ต้องทำให้ได้ผล
 อาศัยความชื้นสูงในอากาศ

มีบางคนไม่เข้าใจหรืออาจจะคิดอยู่ว่าฝนหลวงหรือฝนเทียมทำที่ไหนอย่างไรก็ได้ ซึ่งผมขอเรียนให้ทราบว่าการทำ ‘ฝนหลวง’ หรือ ‘ฝนเทียม’ จากการติดตามข้อมูลข่าวสารพอจะทราบว่า การที่จะทำฝนเทียมให้เกิดผลได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องมีความชื้นสูงในอากาศเป็นสำคัญ

ทำให้คิดต่อไปว่า หากกรณีมีฝนตก ณ แห่งใดแห่งหนึ่ง กรมฝนหลวงควรจะทำงานเชิงรุกด้วยการออกไปสำรวจตรวจสอบความชื้นบริเวณใกล้เคียงกับมีฝนตกโดยรอบ เพื่อให้เกิดฝนตกบริเวณที่กว้างขวางมากกว่าเดิมเชิงปริมาณพื้นที่ และเมื่อเกิดผลสำเร็จคือได้ฝนตกเพิ่มมากขึ้นก็ล่อต่อไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ฝนตกมาก การขาดแคลนน้ำก็จะลดลงน้อยลง โดยที่ไม่ต้องให้ประชาชนต้องร้องขออยู่เสมอ

กรมฝนหลวงฯ จะต้องกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง ซึ่งคิดว่าต่อไปน่าจะตั้งเป็นหน่วยงานที่ใหญ่โตที่มีเครื่องมือจำเป็นมากกว่านี้ โดยเฉพาะเครื่องบินที่เหมาะสมกับการทำฝนหลวง

ผมเข้าใจเอาแบบคนเดินดินแบบนี้แหละ
วิทยา (บางไทร)


ตอบคุณ ‘วิทยา’ บางไทร
ผมอยากเรียกว่า ‘ฝนหลวง’ มากกว่า ‘ฝนเทียม’ เพราะฝนจากฟ้านี้เป็นต้นกำเนิดมาจากหน่วยงานเล็กๆ จนกลายเป็น ‘กรมฝนหลวงฯ’ ซึ่งต่อไปจะมีภาระหน้าที่อันสำคัญอย่างมาก

ด้วยความเชื่อที่ว่านี้จึงทำให้ ‘ฝนหลวง’ จะมีวิวัฒนาการผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ได้ฝนมากขึ้นและในทุกสภาพอากาศที่เป็นใจจะมีโอกาสมากกว่าในปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าต่อไป ‘ฝนหลวง’ จะมีความสำคัญต่อสู้กับภัยแล้งและทำให้ผู้คนเอาชนะธรรมชาติได้
อ๊อด เทอร์โบ


 เรียนรัฐมนตรีสาธารณสุข
 วัคซีนไม่เพียงพอ

ผมอายุ 68 ปี คู่สมรสอายุ 65 ปี คู่สมรสมีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เก๊าต์ เบาหวานและอื่นๆ (น้ำตาล 150 กว่า ยังไม่ได้กินยา น้ำตาลสะสมยังดีอยู่) ผมเป็นโรคแพ้อากาศ เป็นหวัดบ่อยและอื่นๆ ได้รับใบนัดจากโรงพยาบาลพัทลุงให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ศูนย์การแพทย์ท่ามิหรำ พัทลุง

ทั้งสองคน อส. เป็นผู้เอาใบนัดมาให้ แต่ก่อนถึงวันนัด อส.คนเดิมได้มาหาที่บ้าน และบอกไม่ต้องไปฉีดวัคซีนตามใบนัด เนื่องจากวัคซีนมีไม่เพียงพอ ให้เลื่อนนัดออกไปก่อน เขาจะมาแจ้งอีกครั้งว่าให้ไปฉีดวันไหน

เวลานี้ก็ยังไม่มาแจ้ง จึงไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์การแพทย์ท่ามิหรำ เจ้าหน้าที่บอกว่าวัคซีนยังไม่มี

จึงต้องการให้รัฐมนตรีแก้ปัญหาวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ด้วย เพราะข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข คนอายุเกิน 60 ปี และคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ มีจำนวนเท่าไร จะได้ผลิตวัคซีนนี้ให้เพียงพอต่อประชาชนที่เดือดร้อน

จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใดครับ
สุเทพ (พัทลุง)

วาระแห่งชาติพิชิตขยะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384274?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาระแห่งชาติพิชิตขยะ

20 สิงหาคม 2562 – 07:39 น.
มาเรียม,ถุงพลาสติก,โฟม,ทะเล
เปิดอ่าน 1,425 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

การตายของพะยูนมาเรียม ส่งผลให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการใช้ภาชนะที่ย่อยสลายยากโดยเฉพาะถุงพลาสติกและโฟมที่ถูกปล่อยลงทะเล จากสถิติทั่วโลกบันทึกเอาไว้ว่า พลาสติกร้อยละ 90 ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล และตกค้างสู่สิ่งแวดล้อม มีขยะถูกทิ้งลงมหาสมุทรปีละกว่า 8 ล้านตัน และหากไม่แก้ไข ภายในปี 2593 ขยะพลาสติกในมหาสมุทรอาจมากกว่าปลา สำหรับประเทศไทย มีขยะในทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 คือมากกว่า 11.47 ล้านตัน ซึ่งร้อยละ 80 มาจากขยะบนบก ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ขยะที่พบในทะเลกว่าครึ่งเป็นขยะพลาสติก ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีขยะพลาสติกมากอันดับ 5 ของโลก คิดเป็น 2 ล้านตันของขยะทั้งหมด

 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุเอาไว้ว่า ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นแทบทุกปี โดยในปี 2559 มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 27.06 ล้านตัน คิดเป็นอัตราการเกิดขยะมูลฝอยที่ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขณะที่ย้อนหลังกลับไปในปี 2551 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอย 23.93 ล้านตัน โดยเฉลี่ย 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน มีแค่เพียงปี 2555 กับปี 2557 เท่านั้นที่ปริมาณขยะ และอัตราเฉลี่ยการผลิตขยะต่อคนต่อวันลดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญอะไรเท่ากับสถิติที่บ่งบอกว่า ในปี 2556 มีขยะ 26.77 ล้านตัน แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องเพียง 7.2 ล้านตัน นำกลับมาใช้ประโยชน์ 5.1 ล้านตัน ไม่ได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 6.9 ล้านตัน ส่วนอีก 7.6 ล้านตันเป็นขยะมูลฝอยตกค้างในพื้นที่

ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ขยะในทะเล เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว โฟม ส่วนใหญ่มาจากแหล่งท่องเที่ยว รองลงมาคือขยะจากการทำการประมง เช่น อวน เชือก นอกจากนี้ยังมีขยะที่พบในทะเล เช่น ถุงพลาสติก ฝาขวดน้ำ และเศษบุหรี่ รวมถึงขยะที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ทั้งจากบุคคล ครัวเรือน อุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งจะถูกปล่อยลงแหล่งน้ำ จากลำคลอง สู่แม่น้ำ และขยะส่วนหนึ่งลงสู่ท้องทะเล ปรากฏการณ์ขยะตามคูคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอระบายทุกครั้งที่ฝนตกหนัก แสดงให้เห็นว่า ขยะในเมืองถูกทิ้งอย่างไร้ความรับผิดชอบ ขณะที่การบริหารจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,151.13 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัดริมทะเล แยกเป็นฝั่งอ่าวไทย มีความยาวประมาณ 2,039.78 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ส่วนชายฝั่งด้านอันดามันมีความยาวประมาณ 1,111.35 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ในเมื่อประเทศไทยมีขยะที่ตกค้างในพื้นที่ถึงปีละเกือบ 8 ล้านตัน ไม่ได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้องอีก 6.9 ล้านตัน และประเทศไทยก็ทำสถิติขยะพลาสติกมากถึง 2 ล้านตัน ซึ่งตามสถิติขยะเกือบ 1 ใน 3 น่าจะเกิดในจังหวัดชายฝั่ง ขณะเดียวกัน นอกจากจังหวัดชายทะเลที่เสี่ยงจะทำให้เกิดขยะและขยะพลาสติกในทะเลจำนวนมากแล้ว อีกหลายจังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ก็อาจมีส่วนเพิ่มปริมาณขยะในทะเลอีกเช่นกัน นี่จึงเป็นปัญหาระดับชาติ และเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนจะต้องลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจัง

โลกต้องจำ “สิระ ส.สามมิตร” ศิษย์หลวงปู่อ้อน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โลกต้องจำ “สิระ ส.สามมิตร” ศิษย์หลวงปู่อ้อน้อย

19 สิงหาคม 2562 – 19:50 น.
ท่องยุทธภพ,สิระ เจนจาคะ,หลวงปู่พุทธะอิสระ,วัดอ้อน้อย,เจาะประเด็นร้อน,สมศักดิ์ เทพสุทิน,กลุ่มสามมิตร,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 10,494 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************************

คลิปไวรัลวิวาทะระหว่างตำรวจกับนักการเมือง ถูกแชร์ไปในไลน์ราวไฟไหม้ลามทุ่ง “สิระ เจนจาคะ” ส.ส. กรุงเทพฯ  พรรคพลังประชารัฐ ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ทันที

คลิปตัดต่อวิวาทะ “นักการเมือง” ข้าราชการ

อันที่จริง คลิปวิดีโอมีความยาว 8.29 นาที “สิระ” พูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับโครงการคอนโดหรูแห่งหนึ่ง ในพื้นที่กะตะน้อย ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังมีคลิปแชร์ว่อน เช้าวันถัดมา สิระได้พูดปรับความเข้าใจกับ พ.ต.อ.ประวิทย์ ผกก.สภ.กะรน จ.ภูเก็ต

วันนี้ “สิระ” เป็นมือขวาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ทำหน้าที่ดูแลสมาชิกกลุ่มสามมิตร โดยเฉพาะ ส.ส.ใต้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่แยกตัวออกมาจาก “กลุ่มผู้การชาติ”

หัวหน้าค่ายมวย

ยุคหนึ่งวงการมวยไทย เซียนทุกระดับต้องรู้จัก “เสี่ยวอลโว่” สิระ เจนจาคะ หัวหน้าค่ายมวย ส.สิระดา ซึ่งสิระเป็นผู้นำรถจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย และยังเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความด้วย

สิระ เจนจาคะ

หลังจากนั้น สิระหันมาทำธุรกิจบ้านทรงไทย ในนามบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด โดยเขาขอเช่าพื้นที่ของกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นที่ก่อตั้งบริษัท และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปลายปี 2556 บ้านทรงไทยของสิระ ริมถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นกองบัญชาการของเวที กปปส.ภาค นำโดยอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ

จากจุดนี้เอง ที่ทำให้สื่อมวลชนเรียกขานสิระว่าเป็นศิษย์เอกอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ หลังรัฐประหาร 2557 สิระได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

กลางปี 2561 สิระแถลงข่าวร่วมกับภิรมย์ พลวิเศษ กรณีใช้บ้านทรงไทยเป็นสำนักงานของกลุ่มสามมิตร ระหว่างการระดมผู้คนมาตั้งพรรคการเมือง โดยสิระบอกว่า ได้รับอนุญาตจากอดีตพระพุทธะอิสระ ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ เพราะถือว่ามีอุดมการณ์เดียวกัน

ไม่น่าเชื่อว่า บ้านทรงไทยจะอยู่ในฉากการเมืองไทย ทั้งในสภาและนอกสภา

สมรภูมิหลักสี่

ช่วงเลือกตั้ง 2562 สิระสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเลือกตั้งเขต 9 หลักสี่ และเขตจตุจักร เฉพาะแขวงลาดยาว เสนานิคม จันทร์เกษม (ยกเว้นแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล) ซึ่งในกรุงเทพฯ 30 เขต สิระเป็นผู้สมัคร ส.ส.ค่ายพลังประชารัฐหนึ่งเดียวจากกลุ่มสามมิตร

อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ

นักวิเคราะห์ข่าวส่วนใหญ่ ไม่มีใครเชื่อว่า สิระจะโค่นสุรชาติ เทียนทองลงได้ เนื่องจากเลือกตั้ง 2554 สิระเคยลงสมัคร ส.ส.ที่เขตหลักสี่ สังกัดพรรครักษ์สันติ ได้มา 2,437 คะแนน

แต่ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ สิระได้ 33,321 คะแนน พลิกชนะแชมป์เก่าจากเพื่อไทย สุรชาติ เทียนทอง ที่ได้ 30,564 คะแนน สุรชาติ เทียนทอง จากเพื่อไทยได้ 28,376

การได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯชนิดหักปากกาเซียน ทำให้สิระทะยานไกล จนอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระตามไม่ทันเสียแล้ว

สามมิตร”สาขาภาคใต้

มีข้อน่าสังเกต วันที่ 19 ส.ค.2562 สิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าพบ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับโครง การคอนโดหรูแห่งหนึ่ง

ปรากฏว่า มี ส.ส.สงขลา 3 คน จากพรรคพลังประชารัฐ ร่วมคณะเข้าพบผู้ว่าฯ ภูเก็ตด้วย ได้แก่ ศาสตรา ศรีปาน, พยม พรหมเพชร และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี

ศาสตรา ศรีปาน และสิระ

ดังที่ทราบ “ศาสตรา ศรีปาน” ส.ส.สงขลา เขต 2, “พยม พรหมเพชร” ส.ส.สงขลา เขต และ “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ยะลา เขต นั้น ได้เข้าสังกัดกลุ่มสามมิตรไปนานแล้ว

พยม พรหมเพชร กับแกนนำกลุ่มสามมิตร

“ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ก็ยอมรับว่า มี ส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่มด้ามขวานไทยไปสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา เขต 4 ยังไปหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นกับผู้การชาติ

ที่แปลกไปกว่า ส.ส.ภูเก็ต คน พรรคพลังประชารัฐ ไม่ไปพบผู้ว่าฯ ภูเก็ตร่วมกับสิระ หลังเกิดเหตุวิวาทะกับตำรวจภูเก็ต

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน

19 สิงหาคม 2562 – 18:50 น.
เบื้องลึก,ฟิล์ม รัฐภูมิ,เพื่อไทย,ชัช เตาปูน,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,สสบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 11,393 ครั้ง

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน โดย.. กมลทิพย์ ใบเงิน

  “ฟิล์ม ” ซบ เพื่อไทย  ไม่เหนือความคาดหมาย     

 ก่อนหน้านี้ “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคพลังท้องถิ่นไท จะย้ายซบ “เพื่อไทย” เขาประกาศลาออกจากพรรคการเมือง ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น 

ก่อนจะถึงวันที่ 19 ส.ค. 2562  หนุ่มฟิล์ม มาร่วมงานคอนเสิร์ตเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน เพื่อนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งไปมอบให้แก่“เมฆ วินัย ไกรบุตร” และ“เป้า ปรปักษ์” ได้ชี้แจงว่า วันนี้ตั้งใจมาช่วยพี่เมฆด้วย  “ใช่ครับ ตั้งใจมาเลย พอพี่ๆ เขาชวนก็รีบเคลียร์คิวแล้วมาช่วยในงานนี้ครับ เพราะผมเข้าวงการตอนแรกก็คือเป็นเอ็กซ์ตร้าในภาพยนตร์ เรื่องแรกที่ผมเล่นก็คือมีพี่เมฆ วินัย ไกรบุตร เล่นเป็นพระเอกครับ

ไม่ได้เจอกันนานกี่ปีแล้ว  “นานมากแล้วครับ น่าจะ 15 ปีขึ้นครับ”

ในงานคอนเสิร์ตเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน หนุ่มฟิล์ม ประกาศจุดยืนผ่านสื่อว่า “ผมก็มีจุดยืนของผมอยู่แล้วว่าอยากเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศ ทุกพรรคผมว่าก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ว่าเวลาเราเสนออะไรไปแล้วมันไม่เป็นไปตามอย่างที่เราต้องการอยากให้เป็น บางทีผมก็มองว่าเราอาจจะไม่มีความรู้ความสามารถตรงนั้นหรือเปล่า

ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเขาถึงไม่อนุมัติในโครงการที่เราเสนอไป มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์และแนวทางความคิดด้วย เพราะว่าทางเดินมันไม่ตรงกัน ก็เป็นเรื่องปกติที่ออกมา ก็มีแต่คนบอกว่าผมบ้าหรือเปล่า เพราะมีแต่คนเขาอยากจะอยู่ในรัฐบาล เพราะมีแต่ผลประโยชน์ แต่ผมไม่ได้มองตรงนั้น”

 “จริงๆ ผมมองว่าเส้นทางการเมืองของแต่ละคนมีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่ของผมจะชัดเจนในเรื่องที่ว่าจะทำอะไรให้ใครมากกว่า คือผมมองว่าเสนอไปแล้วแต่ละอย่างมันไม่ตรงตามคำพูดที่เราได้ไปพูดกับประชาชนไว้ คือไปพูดไว้เต็มไปหมดเลย นั่นคือรูปแบบการเมืองในสมัยก่อนที่ดีแต่พูด แต่พอคุณได้รับเลือกไปแล้วคุณไม่ทำอะไรสักอย่างเลย แต่ในส่วนของผมมองว่าเราพูดไปแล้ว

แต่ทำไมถึงไม่ทำ พอไม่ทำผมก็ออกดีกว่า เพราะว่าเราคงทนดูเวลาเราไปเล่นคอนเสิร์ตหรือเวลาเราไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนแล้วเขามาถามเราว่า ไหนสัญญาไว้บนเวทีวันนั้น ไหนบอกจะแก้เรื่องข้าว เรื่องประมง เรื่องเกษตร เรื่องอะไรต่างๆ ไม่เห็นจะแก้ได้เลย แล้วผมจะไปพูดยังไง เพราะพวกคุณไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในแสงสว่าง เขาจำหน้าพวกคุณยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จำชื่อยังไมได้เลยด้วยซ้ำ แต่คุณไปรับปากเขาเต็มไปหมด แต่คนที่โดนคือผมไง แล้วพอไม่ทำผมก็ต้องออกอยู่แล้ว”

หนุ่มฟิล์ม  ยังบอกถึงจุดยืนของเขาว่า “ผมทำอะไรก็ได้ครับ ที่ทำเพื่อประชาชนและเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะธุรกิจของผมก็ยังทำ การเมืองผมก็ทำ เพราะได้รับโอกาสที่ดีมาจากประชาชน เราก็อยากจะตอบแทน”

ณ วันจันทร์ที่ 19 ส.ค. 2562  นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม อดีตผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคพลังท้องถิ่นไท ได้ย้ายซบ “เพื่อไทย” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางพลพรรคเพื่อไทย ที่มีกลุ่มก๊วนของ “คุณหญิงหน่อย – สุดารัตน์ เกยุราพันธ์” ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับแสนอบอุ่น

“ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์  นักร้อง นักแสดง ซุปตาร์ระดับแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย  ก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 เขาถูกวางบทบาทสำคัญ เป็น“รองโฆษกพรรค” และเป็นว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่มี “เสี่ยชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม เป็นหัวหน้าพรรค

ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่สัปดาห์ พรรคพลังท้องถิ่นไท   ไม่มีกระแส  ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏว่า “ฟิล์ม”รัฐภูมิ “สอบตก” เมื่อพรรคพลังท้องถิ่นไท มีคะแนนเพียงพอแค่ส่ง 2 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งมี นายชัชวาลล์ คงอุดม และ นายโกวิท พวงงาม เท่านั้น แต่เขาอยู่บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8

เมื่อความฝันกับความเป็นจริง เดินสวนทางกัน ความระส่ำเกิดขึ้นในพรรคพลังท้องถิ่นไท จากความคาดหวังจะมีส.ส. อย่างน้อย 10 คน แต่ความจริงมีเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ “ ซุปตาร์ ฟิล์ม รัฐภูมิ “

ความแตกแยกในพรรคพลังท้องถิ่นไทย เริ่มก่อตัว รุนแรงถึงขั้น “หนุมฟิล์ม” ประกาศผ่านสื่อรายวันมาอย่างต่อเนื่อง ถึงเป้าหมายชีวิตคิดตีจากพรรคพลังท้องถิ่นไท แน่นอน แต่อุบไต๋ไม่ยอมบอกว่าจะย้ายไปพรรคการเมืองไหน

เบื้องลึก “ฟิล์ม” รัฐภูมิ  แยกทางเดินกับ เสี่ยชัช เตาปูน ผู้มีสายสัมพันธ์ “แน่นปึก” กับ รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั้น มีปัจจัยหลายประเด็น ไล่เลียงมาตั้งแต่ ประเด็นแรก การเป็น “ส.ส.สอบตก” ในฐานะซุปตาร์ อาจจะ “รับไม่ได้” กับสถานการณ์เช่นนี้

ประเด็นที่สอง จ่ายไม่ครบ เมื่อกระแสไม่ดีก่อนการเลือกตั้ง  ว่ากันว่า “เสี่ยชัช เตาปูน” ไม่ยอมทุ่มเงินก่อนการเลือกตั้ง ผู้สมัครบางรายอยู่ในภาวะยากลำบาก เพราะขาด “กระสุน” นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำพรรคเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏร

ประเด็นที่สาม การย้ายพรรคไปอยู่ฝากฝั่งตรงข้ามกับพรรคร่วมรัฐบาล ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ อาจจะเกิดการเลือกตั้งในอนาคตเร็วๆ นี้ และในมุมมองของ “หนุ่มฟิล์ม” เชื่อมั่นว่าหากเขาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร หรือในพื้นที่ภาคอีสาน ความฝันจะเป็น “ส.ส.” คงไม่ไกลเกินเอื้อม!!

“ฟิล์ม” หนุ่มไฟแรง อยากสานฝันรับใช้ประชาชน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก การแยกตัว ตัดขาดจาก “เสี่ยชัช เตาปูน” จึงเป็นทางเลือกใหม่ ที่คลายความอึดอัดใจ ลงได้บ้าง และมั่นใจเลือกตั้งคราวหน้าได้เป็นส.ส. แน่นอน!!

      คนนอกสภา

มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ

19 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
เปิดอ่าน 4,483 ครั้ง

มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ รายงาน…

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทางเนชั่นทีวีช่อง 22 วันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ร่วมวิเคราะห์ประเด็นร้อนกับสมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ในประเด็น “มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ?”

 วีระศักดิ์ เปิดประเด็นว่า หลังแถลงนโยบายรัฐบาลมายี่สิบกว่าวัน รัฐบาลนี้โดนฝ่ายค้านยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเจอภาวะอะไรบ้าง?

 สมชาย  วิเคราะห์ว่า “ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลพลาดจุดใดจะโดนเล่นงานทันที หลังจากยื่นกระทู้ถามสองสัปดาห์แต่นายกรัฐมนตรีไม่มาตอบ ฝ่ายค้านจึงยื่นญัตติในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ประเด็นที่มีความเสี่ยงของรัฐบาลคือการถวายสัตย์ปฏิญญาณตน, พรรคขนาดเล็กที่ร่วมรัฐบาลเรียกร้องตำแหน่ง ตอนนี้เสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำมาก, นายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐหรือไม่และรอศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 27 สิงหาคม, ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำในตอนนี้ แม้ตอนนี้มีแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ตาม”

วีระศักดิ์กล่าวสรุปว่า “ปัญหาปัจจัยเศรษฐกิจภายในคือหนี้ครัวเรือนของคนไทยตอนนี้ที่สูงมาก การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบหนึ่งครั้งของรัฐบาลเงินจะกระตุ้นและเงินจะหมุนในระบบ 2.5 เท่า เศรษฐกิจวันนี้ต้องผ่าตัดใหญ่ มาตรการของรัฐบาลที่เพิ่งออกมาเสมือนการให้ยาบรรเทาอาการเท่านั้น  ครม.เศรษฐกิจน่าจะเข้าใจสถานการณ์ว่าทำอะไรมากไม่ได้ เพราะการส่งออกของไทยนั้นตอนนี้ติดลบ, ค่าเงินบาทแข็ง, ตลาดโลกติดลบ, การอนุมัติเม็ดเงินเข้าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐก็ยังไม่เกิด และสินค้าเกษตรตอนนี้ตกต่ำก็มีการประกันราคา หรือจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก็ตาม ก็มีความเสี่ยง

ปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกนั้น สงครามการค้าจีนกับสหรัฐ วันนี้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำและฮ่องกงก็มีปัญหา ตรงนี้ส่งผลกระทบกับไทยแม้จะมีกระสุนเม็ดเงินของภาครัฐอัดเข้าระบบแต่ก็ไม่พอ ส่วนท่องเที่ยวก็มีปัญหาตามมา แม้จะมีฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวบางประเทศเข้ามาเที่ยวไทยก็ตามตรงนี้เอกชนชะลอการลงทุนเพราะรอความชัดเจนของรัฐบาล”

ส่วนกรณีทางการเมืองและพล.อ.ประยุทธ์ ในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของครม.ที่หลายฝ่ายเคลื่อนไหวกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องนี้นั้น จะมีผลอย่างไร?

วีระศักดิ์กล่าวว่า “เชื่อว่าหากนายกฯ ไม่ตอบฝ่ายค้าน แต่นายกฯ มอบให้ครม.มาตอบแทนได้ เชื่อว่านายกฯ จะตอบว่าขั้นตอนนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญและขอให้ฟังความเห็นของเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ”หากนายกฯ ลาออก ครม.ต้องพ้นทั้งคณะและรัฐสภาต้องลงมติใหม่ ส่วนตัวมองว่าการถวายสัตย์ฯ สามารถกระทำใหม่ได้ โดยขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ฯ ใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย แต่ควรรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

การถวายสัตย์ฯ หากไม่สมบูรณ์​นายกฯ และครม.จะพ้นสภาพ และรัฐสภาต้องลงมติเลือกนายกฯ คนใหม่ และไม่ถึงขั้นยุบสภา รวมทั้งไม่ไปไกลถึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ส่วนตัวมองว่า นายกฯ น่าจะขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ฯ ใหม่” ดังนั้นกรณีนายกฯ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ”

สมชายกล่าวว่า “กรณีลูกผีลูกคนคือ การวินิจฉัยคุณสมบัติของนายกฯ ที่ฝ่ายค้านยื่นต่อประธานสภาผู้แทยราษฎรและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เพราะต้องตีความสถานะของคำว่า “หัวหน้าคสช.” ของพล.อ.ประยุทธ์ ในการรับหน้าที่นายกฯ ครั้งนี้ แม้พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงไปแล้วและศาลรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบไต่สวน

แต่ไม่กี่วันข้างหน้าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอดีตสี่รัฐมนตรีของรัฐบาลที่แล้วว่ายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครบหรือไม่ รวมทั้งกำหนดการวินิจฉัยกรณีการถือหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรตอนาคตใหม่ ส่วนกรณีของพล.อ.ประยุทธ์นั้น น่าจะต้องรออีกระยะหนึ่ง

การถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของครม.ที่หลายคนมองว่าดำเนินการไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ตรงนี้คือประเด็นใหญ่เพราะฝ่ายค้านยื่นเรื่องนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

การเดินเกมในรัฐสภานั้น พรรคอนาคตใหม่สอบถามเรื่องนี้ตั้งแต่การแถลงนโยบายรัฐบาลและตั้งกระทู้สอบถามนายกฯ มาสองสัปดาห์ แต่นายกฯ ไม่มาตอบ ส่วนการขยับนอกรัฐสภาคือ กรณีที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องนี้ด้วย และพรรคเพื่อไทยก็เดินเกมนอกสภาในเรื่องนี้รวมทั้งเพิ่งยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป หากนายกฯ ให้คำตอบไม่ชัดเจน

แม้นายกฯ ยอมรับและขอโทษครม.ในเรื่องนี้โดยบอกว่าขอรับผิดชอบคนเดียว รวมทั้งย้ำว่าจะไม่ตอบเรื่องนี้แล้ว เพราะรอฝ่ายที่เกี่ยวข้องวินิจฉัย ตรงนี้เป็นปมที่ฝ่ายค้านไล่บี้รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้

ฝ่ายค้านยื่นเรื่องนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติครั้งนี้ ขั้นตอนนี้จะมีการเปิดอภิปรายภายในสามสิบวัน นายกฯ ต้องมาตอบการอภิปราย

ส่วนดาบที่แรงคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่หนึ่งปีจะดำเนินการได้หนึ่งครั้ง ฝ่ายค้านต้องประเมินว่านายกฯ และรัฐบาลไปไม่รอดแล้ว

เชื่อว่ากรณีนี้ในทุกคำร้องเรื่องการถวายสัตย์ฯ น่าจะจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และการถวายสัตย์ฯ นั้น ไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”

ส่วนประเด็นที่จะตัดสินอนาคตของรัฐบาลที่สำคัญอีกหนึ่งปัจจัยนั้นคืออะไร?

สมชายมองว่า “ทางรอดของรัฐบาลคือเสียงสนับสนุนของรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำก็มีความเสี่ยง เพราะการแพ้โหวตสองครั้งในช่วงพิจารณาข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีสิ่งที่น่าพิจารณา
คณิตศาสตร์การเมืองนั้นหากลงมติแพ้ มันไม่มีทางเลือก รัฐบาลต้องไป รัฐบาลตอนนี้ลุ้นระทึกทุกครั้งเวลาลงมติ วันนี้รัฐบาลไม่มีพรรคไทยศรีวิไลย์แล้วแม้จะมีหนึ่งเสียงที่บอกว่าเป็นฝ่ายค้านอิสระ ดังนั้นฝ่ายค้านและรัฐบาลจะวิ่งมาหาหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ทุกครั้งในการลงมติ

หากตนเป็นรัฐบาลจะไม่ดึงพรรคไทยศรีวิไลย์มาร่วมเพราะต่อรองมากไป และบทบาทของหัวหน้าพรรคนี้ก็แสดงออกในสิ่งที่เกินเลยไปหลายเรื่อง และยังมีกระแสข่าวว่าสองเสียงของพรรครักผืนป่าประเทศไทยก็มาขู่ในสามประเด็นหากรัฐบาลฟื้นขึ้นมา จะไม่ร่วมรัฐบาลนั้น แต่ตนเชื่อว่าพรรคนี้ไม่มีปัญหาเพราะหัวหน้าพรรคนี้สนิทกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ตอนนี้มีการแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมือง พรรคเล็กๆ ที่ยังอยู่กับฝ่ายรัฐบาลน่าจะได้ผู้ช่วยรัฐมนตรีและประธานกมธ.บ้าง

เสียงปริ่มน้ำจะแก้ไขได้โดยงูเห่าที่เตรียมไว้แล้วโดยดูได้จากการโหวต “ชวน หลีกภัย” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงเกินห้าเสียง โดย ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เสียงหายไปสิบเอ็ดเสียง วันนั้นใช้วิธีเขียน ไม่ใช่บัตรลงคะแนน ถือว่าโชคดี และพรรคร่วมรัฐบาลหวังว่าจะมีสองร้อยเจ็ดสิบเสียง โดยดูได้จากความมั่นใจของร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคพลังประชารัฐที่บอกว่าจะมีเสียงมาหนุนเรื่อยๆ

เร็วๆ นี้เชื่อว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่จะมาร่วมรัฐบาลอย่างน้อยห้าคนจากหกคน ส.ส.บางส่วนของพรรคอนาคตใหม่ที่รอว่าจะโดนยุบพรรคหรือไม่ เพราะมีหลายกรณีที่สุ่มเสี่ยงว่าจะโดนยุบพรรค รวมทั้งส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนด้วย งูเห่าพวกนี้จะไม่ปรากฏตัว แต่จะลงมติในวาระสำคัญหรือร่างกฎหมายสำคัญ

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐนั้น เร็วๆ นี้ พล.อ.ประวิตร จะเข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดย พล.อ.ประวิตร ต้องการเข้ามามีบทบาทในพรรค เพราะต้องไปกำราบกลุ่มสามมิตรที่เคยระหองระแหงกับ พล.อ.ประวิตร

และมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังลังเล เพราะกลัวว่าพลังประชารัฐจะโดนเขียนภาพ “พรรคทหาร” แต่เร็วๆ นี้ทราบว่าพลังประชารัฐจะปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคใหม่”

วีระศักดิ์สรุปว่า “ต้องรอดูว่าสเถียรภาพรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะเป็นอย่างไรต่อหาก พล.อ.ประวิตร เข้าไปในพรรค”

‘อส.’ยุคใหม่..ฝึกเข้มปฏิบัติจริงไม่แพ้ทหาร-ตำรวจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อส.’ยุคใหม่..ฝึกเข้มปฏิบัติจริงไม่แพ้ทหาร-ตำรวจ

19 สิงหาคม 2562 – 10:55 น.
อส,ชุดปฏิบัติการการพิเศษกรมการปกครอง,สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
เปิดอ่าน 6,541 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน มักจะเห็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร แต่มีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบสังคม ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการกวดขันสถานบันเทิง สถานบริการผิดกฎหมาย เปิดเกินเวลาปล่อยเยาวชนเข้าไปมั่วสุมเสพยาเสพติด ทลายบ่อนการพนัน ปราบปรามการค้าประเวณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมายการค้ามนุษย์ จับกุมยาเสพติด ฯลฯ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงในพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ “ชุดปฏิบัติการการพิเศษกรมการปกครอง” ที่มี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. เป็นกำลังพลหลักคอยสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ

อส. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นกำลังพลหลักของฝ่ายปกครอง โดยมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ร่วมปฏิบัติงานตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ บุคคลตามหมายจับ ภารกิจเฝ้าระวังป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการเฝ้าระวังป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ที่อาจมีบุคคลแปลกหน้าแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ และตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอและจังหวัด รวมถึงสนับสนุนตำรวจ-ทหาร ตามภารกิจที่มีการร้องขอ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกอบรมทบทวนและพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้กำลังพล อส. มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทภารกิจ ระเบียบกฎหมาย รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจทักษะทางด้านยุทธวิธี พร้อมสนับสนุนงานฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ทหาร และเป็นกำลังประจำถิ่นในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชน

นายกองตรี เพิ่มศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ ผู้บังคับกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน อธิบายว่า เนื่องจากกองอาสารักษาดินแดน มีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกด้านยุทธวิธี เพื่อรองรับภารกิจดังต่างๆ ถือเป็นการฝึกทบทวนและพัฒนาสมรรถนะของสมาชิก อส. ให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการฝึกด้านยุทธวิธีให้แก่ อส.นั้น จะฝึกในด้านต่างๆ ได้แก่ การปิดล้อมตรวจค้นอาคารสถานที่ การตรวจค้นจับกุมบุคคล การควบคุมตัวบุคคล การใช้อาวุธประจำกาย การ รปภ.บุคคลและขบวนยานพาหนะ การต่อสู้ป้องกันตัว การควบคุมฝูงชน ปฏิบัติการจิตวิทยาและเจรจาต่อรอง การเผชิญเหตุกับคนร้าย การควบคุมและหยุดยั้งยานพาหนะ การใช้เครื่องพันธนาการ การปฏิบัติการเป็นทีมและคู่ตรวจ รวมทั้งการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเบื้องต้นด้วย

“กองอาสารักษาดินแดนได้ทำการฝึกในด้านยุทธวิธีดังกล่าว ให้แก่สมาชิก อส. ในชุดปฏิบัติการพิเศษในส่วนกลาง และทยอยฝึกในส่วนภูมิภาคแล้ว ให้สมกับปณิธานที่ว่า แม้ไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร จะปกป้องพสุธาก็หาไม่ เรา อส. ก็หวงแหนแผ่นดินไทย ยอมพลีกายตายเป็นเช่นเดียวกัน” นายกองตรี เพิ่มศักดิ์ ระบุ

การฝึกที่เข้มข้นสม่ำเสมอ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากองกำลัง อส. ในยุคนี้ มีขีดความสามารถทางด้านยุทธวิธีไม่น้อยไปกว่าทหาร ตำรวจ..!!

ปัดฝุ่น’ทางม้าลาย 3 มิติ’..คืนพื้นที่ปลอดภัยให้คนข้าม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัดฝุ่น’ทางม้าลาย 3 มิติ’..คืนพื้นที่ปลอดภัยให้คนข้าม

19 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
ทางม้าลายสามมิติ
เปิดอ่าน 2,177 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ความปลอดภัยบนพื้นถนนเป็นปัญหาใหญ่ที่มักจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ “อุบัติเหตุ” เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนข้ามถนน โดยสาเหตุอาจเกิดจากความประมาทของตัวบุคคล สภาพพื้นผิวการจราจร หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องสัญลักษณ์ทางจราจรไม่ชัดเจน

ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีถนนอันตรายเบอร์ต้นๆ ของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมขับขี่รถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ทั้งจากการ เมาแล้วขับ การขับรถเร็ว เร่งรีบ การขับรถย้อนศร การใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ รวมไปถึง การไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งกำลังกลายเป็น “ภัยเงียบบนท้องถนน” ที่ไม่ได้รับความใส่ใจ ทั้งจากผู้มีอำนาจและจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน เห็นได้จากพฤติกรรมผู้ขับขี่รถ ที่ส่วนใหญ่มักจะเร่งความเร็วเมื่อใกล้ถึงทางม้าลาย หรือบีบแตรไล่คนข้ามทางม้าลาย รวมทั้งการจอดรถทับทางม้าลาย ปัญหาทั้งหมดก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มี “อารยธรรม” ของคนไทย จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ในที่สุดรัฐบาลเริ่มให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหา โดยสั่งการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนทางม้าลาย ต้องร่วมกันทำทางม้าลายทั่วประเทศให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ตำรวจประสานการทำงานร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม สำรวจและริเริ่มมาตรการความปลอดภัยที่เด่นชัด ควบคู่กับการเข้มบังคับใช้กฎหมายบริเวณทางม้าลายอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล พื้นที่ท่องเที่ยว และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันทีที่รัฐบาลสั่งการ ทางตำรวจก็รับลูกโดย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบดูงานจราจร ได้เป็นประธานประชุมเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางคนข้าม (ทางม้าลาย) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยบอกว่า ในที่ประชุมได้หารือหาแนวทางร่วมกัน โดยเป็นการทำงานในลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ซึ่งมีข้อเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ เพื่อกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ให้ปฏิบัติตามเครื่องหมายและป้ายจราจร ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการที่จะทำทาง “ม้าลาย 3 มิติ” และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ถึงวัตถุประสงค์ที่จะลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางม้าลายและทางข้ามอื่นๆ หรือเพิ่มจุดให้มีทางม้าลายเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกอย่างจริงจัง ปรับผู้กระทำความผิดในอัตราสูงสุด

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ บอกว่า ภายหลังที่ได้มีการหารือแนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดมาตรการต่างๆ ทั้งในเรื่องการปรับปรุงทางม้าลายให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากผลการสำรวจทางม้าลายทั่วประเทศมีจำนวนทางม้าลาย 7,325 จุด มีการขอเพิ่มทางม้าลายจำนวน 723 จุด มีการปรับลดทางม้าลายที่ซ้ำซ้อน จำนวน 51 จุด คงเหลือทางม้าลาย จำนวน 7,997 จุด มีการประสานให้ซ่อมแซมทาสี จำนวน 1,219 จุด ดำเนินการสำรวจข้อมูลกล้องซีซีทีวี บริเวณทางม้าลาย ที่มีจำนวน 8,697 ตัว และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1,028 ตัว รวมถึงจะต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

“มีการจัดทำทางม้าลาย 3 มิติ นำร่องสถานศึกษาทุกจังหวัด โดยในกรุงเทพมหานครจะเริ่มต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา และให้ออกแบบทางม้าลายที่เขียนข้อความเตือนคนข้ามถนนให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันกำหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางม้าลายทั่วประเทศ ร่วมกับประชาชนจิตอาสาและอาสาสมัครจราจร อำนวยความสะดวกจราจรบริเวณทางม้าลาย เสนอให้มีการตัดคะแนนผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดให้คนข้ามบนทางม้าลาย และให้ติดตามผลการปฏิบัติ โดยจะมีการประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกต้นเดือน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว และว่า โครงการนี้จะเป็นมาตรการเชิงรุกด้านการปลุกจิตสำนึก สร้างวินัยจราจร ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจะมีการขยายผลต่อยอดไปยังโรงเรียนต่างๆ ในทุกจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และขยายต่อไปยัง วัด โรงพยาบาล ชุมชนต่างๆ ต่อไป ถือเป็นกิจกรรมเสริมสร้างวินัยจราจรให้เด็กนักเรียน ให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนในเรื่องการใช้ทางข้าม (ทางม้าลาย) ที่ถูกต้อง

ทว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ พ.ศ.นี้ หากแต่เป็นการเอามา “ปัดฝุ่น” เพราะไอเดียนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากช่วงนั้นเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสูญเสียกับคนข้ามทางม้าลาย ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติบ่อยครั้ง กระทั่ง กรมทางหลวงชนบท ได้มีโครงการศึกษาวิจัย เพื่อดูว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” มีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ โดยได้ขอให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “ทางม้าลาย 3 มิติ” แต่เรื่องก็เงียบไปจนไอเดียนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาดำเนินการใหม่ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าแนวคิดนี้มีทั้งเสียงสนับสนุน และเสียงที่ตั้งคำถามว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้จริงหรือ ? “ทางม้าลาย 3 มิติ” จะทำให้คนขับรถตกใจ จนอาจทำให้การเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ ? ​แต่ในต่างประเทศแนวคิดนี้ถูกใช้ไปกว่า 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะ จีน และอินเดีย ซึ่งมีบางเมืองทำ “ทางม้าลาย 3 มิติ” ซึ่งตามข้อมูลบอกว่า ทำให้ผู้ขับรถมีความสนใจและเห็นทางข้ามได้ชัดเจน และเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยยังไม่พบว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” ที่ทำขึ้นจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใด

จุดประสงค์หลักของการทำ “ทางม้าลาย 3 มิติ” ก็คือ ทำให้ทางข้ามถนนเป็นที่สะดุดตา เห็นได้ชัดเจน และกระตุ้นเตือนให้ผู้ขับรถลดความเร็วลงเพื่อหยุดให้คนข้ามถนนไปก่อนได้ทันเวลา ซึ่งตามกฎจราจรขณะที่มีคนข้ามถนนในทางข้ามผู้ขับรถต้องหยุดให้คนข้ามก่อน แต่ทั้งคนข้ามและคนขับจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แม้ทางม้าลายจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนข้ามก็ตาม และการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างอื่นก็จำเป็น เพราะจะเพิ่มความปลอดภัยขึ้นไปอีก

ขณะที่ต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ บริเวณทางม้าลายจะมีปุ่มให้ผู้ข้ามกด โดยจะมีหน้าตาแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เมื่อกดปุ่มแล้วรอสักพัก พอสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้ข้ามก็สามารถข้ามได้ ขณะเดียวกันในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ นอกจากมีปุ่มกดแล้ว เมื่อถึงสัญญาณไฟให้คนข้ามได้ ก็จะมีเสียงสัญญาณดังในขณะนั้นด้วย เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น ในบางแยกถึงแม้จะไม่มีปุ่มกด แต่เมื่อสัญญาณไฟอนุญาตให้ข้ามปรากฏ สัญญาณก็จะดังเตือน ส่วนที่อังกฤษ เกือบทุกแยกที่มีทางม้าลายจะมีไฟให้กด ส่วนแยกที่ไม่มีไฟให้กด บางที่จะมีเสาไฟสีเหลืองกลม กะพริบๆ อยู่ 2 ฝั่งถนน ซึ่งทางม้าลายแบบนี้หากมีคนจะข้าม รถต้องหยุดให้ทันที รวมถึงมีเส้นซิกแซกอยู่ที่สองข้างทางก่อนถึงทางม้าลาย เพื่อห้ามไม่ให้ผู้ใช้รถจอดรถบริเวณนั้น เพราะจะบดบังคนที่กำลังจะข้ามถนนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามประเทศเหล่านี้ยังมีกฎหมายที่เข้มงวดและบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกับผู้ขับขี่และผู้ข้ามถนน โดยมีโทษค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ปรับยึดใบอนุญาตขับขี่และจำคุก เช่น ประเทศสิงคโปร์ ต้องข้ามถนนในที่ที่ให้ข้ามเท่านั้น หากข้ามในที่ห้ามข้ามถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงข้ามในที่ให้ข้ามแต่สัญญาณไฟยังไม่ให้ข้าม ก็ถือว่าผิดกฎหมาย โดยมีโทษปรับเป็นเงิน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 13,000 บาท) หากทำผิดซ้ำสอง อาจถูกจำคุก 3 เดือน และหากยังทำผิดซ้ำอีกมีโทษปรับ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 51,000 บาท) และจำคุก 6 เดือน ส่วนกฎหมายของไทย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรณีที่ผู้ใช้รถไม่จอดหรือหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายว่ามีความผิดตามกฎหมาย ส่วนโทษมีการกำหนดไว้ ตามมาตรา 152 “ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท” เนื่องจากทางม้าลายนับเป็นเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทาง แถมยังมีความผิด มาตรา 70 “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้าม เส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ”  โดยมีการระบุด้วยว่า “ห้ามจอดรถทับทางม้าลายหรือในระยะ 3 เมตร” ผิดตามมาตรา 57 ลงโทษตาม มาตรา 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท นอกจากนี้ มาตรา 104 ยังระบุไว้ว่า “ภายในระยะไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม” หากฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

นอกจากมี “ทางม้าลาย 3 มิติ” ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนมีวินัย เคารพปฏิบัติตามกฎกติกา มิเช่นนั้นทุกชีวิตยังต้องผจญอยู่กับ “ภาวะความเสี่ยงสูง” เหมือนเดิม..!!

เข้าใจม็อบ ฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจม็อบ ฮ่องกง

19 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
ประท้วงฮ่องกง,รู้ลึกกับจุฬาฯ,รศดรวาสนา วงศ์สุรวัฒน์,อดรอาร์ม ตั้งนิรันดร
เปิดอ่าน 2,825 ครั้ง

เข้าใจม็อบ”ฮ่องกง” คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ นับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงตอนนี้นับเป็นเวลากว่า 11 สัปดาห์ที่เหล่าผู้ชุมนุมยังรวมตัวในที่สาธารณะ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม การประท้วงยังลุกลามไปถึงระดับการปิดสนามบิน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวตกค้างในสนามบินเป็นจำนวนมาก

ในการนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ฮ่องกง : ทำไมต้องประท้วง” ขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่รวมถึงโครงสร้างกฎหมายที่เป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว

อ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจีนเล่าว่า การประท้วงฮ่องกงขณะนี้เป็นผลจากการพยายามผ่านกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของคณะผู้ปกครองฮ่องกงแต่งตั้งโดยจีน โดยเป็นกรณีสืบเนื่องจากคดีคู่รักหนุ่มสาวชาวฮ่องกงไปเที่ยวไต้หวัน ชายหนุ่มฆ่าแฟนสาวตัวเองและหนีกลับมาฮ่องกง

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

“การกระทำความผิดเกิดขึ้นที่ไต้หวัน แต่ฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายกับไต้หวัน ทางเลือกมีสองทางคือ 1.ทำสัญญากับไต้หวัน ซึ่งทำไม่ได้เพราะฮ่องกงอยู่ภายใต้จีน หรือ 2.ทำสนธิสัญญากับจีน ซึ่งก็ไม่เคยสำเร็จมาตั้งแต่ปี 1997 เพราะคนฮ่องกงไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรมของจีน”

ที่ผ่านมาทางออกที่นักกฎหมายฮ่องกงเลือกใช้คือให้ฮ่องกงส่งคนร้ายข้ามแดนเป็นกรณีๆ ไป แม้ว่าจะไม่มีสนธิสัญญาคู่กันระหว่างประเทศก็ตาม จุดเริ่มต้นของการประท้วงมาจากการที่คนฮ่องกงเชื่อว่ากฎหมายนี้จะเปิดโอกาสให้ส่งผู้ร้ายในคดีการเมืองของจีนที่ลี้ภัยมาฮ่องกงกลับไปยังจีนได้ และกลัวอิทธิพลที่จีนจะแทรกซึมการควบคุมมากขึ้นเรื่อยๆ

“คนฮ่องกงไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรมจีน ในสายตานักวิชาการฝรั่ง ศาลจีน 90 เปอร์เซ็นต์ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นคดีการเมืองเมื่อใดก็ตามรัฐบาลหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะมีธงในใจชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องจัดการกับกรณีนี้อย่างไร และศาลก็ต้องทำตามที่พรรคบอก” ทำให้ในวันที่ 9 มิถุนายน มีผู้ประท้วงกฎหมายฉบับดังกล่าวกว่าล้านคน

อาจารย์อาร์มอธิบายว่า ระบบการปกครองของจีนและฮ่องกงถูกเรียกว่า 1 ประเทศ 2 ระบบ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยรัฐบาลจีนให้ทั้ง 2 แห่งมีกฎหมายต่างกัน กฎหมายฮ่องกงเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาลปักกิ่ง ขณะที่รัฐบาลจีนจะดูแลแค่ด้านการทหารและด้านการต่างประเทศเท่านั้น

“ความพิเศษคือความไม่ชัดเจน ธรรมนูญฮ่องกงชี้ว่าเป้าหมายในท้ายสุดคือฮ่องกงจะต้องมีสิทธิเลือกตั้งสภานิติบัญญัติและผู้บริหารฮ่องกง แต่ไม่บอกว่าจุดหมายนี้ต้องสำเร็จในปีไหน ปี 2014 เกิดการประท้วงล่มก็เพราะรัฐบาลให้เลือกตั้งผู้บริหารที่ผ่านจีนคัดกรองก่อน คนเลยไม่พอใจ”

อาจารย์อาร์มชี้ว่าขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมยังมีความยืดเยื้อทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน และรับข้อมูลข่าวสารแต่ฝั่งตนเอง ฝั่งผู้ประท้วงมองว่ารัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ มีการใช้ความรุนแรง ขณะที่ฝั่งรัฐบาลมองว่ามีการยั่วยุให้เกิดความุรนแรงตลอด

รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา อธิบายบริบทเชิงประวัติศาสตร์ว่าฮ่องกงไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์หลายอย่างแบบที่สาธารณรัฐประชาชนจีนหรือจีนแผ่นดินใหญ่เผชิญ เช่น ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และฮ่องกงมีลักษณะเป็นพื้นที่สีเทารับผู้ลี้ภัยมาแต่ดั้งเดิม

รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์

“เรามักจะเห็นฮ่องกงเป็นสถานที่รับผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตลอด สมัยนโยบายลูกคนเดียวในจีนเราจะเห็นเรื่องเล่าที่ครอบครัวที่ท้องลูกคนที่สองว่ายน้ำหนีมาฮ่องกง สมัยประเทศไทยปราบปรามคอมมิวนิสต์รุนแรงเราก็เห็นพวกนักธุรกิจใหญ่ของไทยถูกแรงกดดันจากไทยจนต้องหนีมาฮ่องกง เป็นต้น”

ขณะเดียวกันวัฒนธรรมกวางตุ้งของคนฮ่องกงก็มีความเข้มแข็งและเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คนฮ่องกงมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมตนเอง มรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง และมักแบ่งแยกการถูกนำไปรวมกับชาวจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีน

“คนฮ่องกงใช้ภาษากวางตุ้งและกลัวว่าการใช้ภาษาจีนกลางจะกลืนวัฒนธรรมของเขา ไม่พอใจที่ภาษาราชการเป็นจีนกลาง และมักปฏิเสธการพูดภาษาจีนกลาง และด้วยการที่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ ดังนั้นจะมีการเฟื่องฟูทางวัฒนธรรม ความคิด มีนักเขียน นักคิดชื่อดัง มีเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็น เขาก็มองตัวเองว่าเป็นผู้มีอารยะ มีความภาคภูมิใจ และทำไมต้องถูกครอบงำจากจีนซึ่งวัฒนธรรมล่มสลายไปแล้วด้วย”

ขณะที่ผ่านมารัฐบาลจีนเล็งเห็นว่าฮ่องกงเป็นเมืองทุนนิยม เป็นตลาดโลก และมีความพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชนชั้นนำ ชนชั้นนายทุนในฮ่องกง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำตามมา

“ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ก็เอาใจนายทุนฮ่องกงมาก แต่หลงลืมคนข้างล่าง ทุกวันนี้นายทุนทั้งฮ่องกงและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเข้ามาอยู่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงพุ่งสูง คนทำงานออฟฟิศไม่มีโอกาสเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้คนไม่พอใจจึงเกิดม็อบตามมา”

อาจารย์วาสนายังระบุอีกว่า “จุดจบ” ของม็อบฮ่องกงไม่น่าจะถูกสลายด้วยการใช้กำลังจากรัฐบาลจีนเช่นเดียวกับกรณีเทียนอันเหมิน เพราะยุคสมัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และบริบทของสถานที่ต่างกัน

“ถ้าจะใช้วิธีนี้แสดงว่าเป็นหนทางสุดท้ายคือจีนไม่เอาฮ่องกงแล้ว ไม่วางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นเมืองท่าด้านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการเงินโลกอีกต่อไป เอาเข้าจริงขนาดเศรษฐกิจของเมืองเซี่ยงไฮ้หรือแม้แต่เสิ่นเจิ้นก็แซงฮ่องกงได้แล้ว แต่ท้ายที่สุดอะไรจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เดายากเพราะคอมมิวนิสต์จีนก็เคยทำเรื่องที่หักปากกาเซียนเรื่องที่คาดไม่ถึงมานักต่อนัก” อาจารย์วาสนาทิ้งท้าย

รัฐมนตรี​เบี้ยว​ลาออก​สาเหตุ​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​แพ้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384152?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรี​เบี้ยว​ลาออก​สาเหตุ​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​แพ้

19 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,สันติ พร้อมพัฒน์
เปิดอ่าน 6,788 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

 ปัญหา​การ​แพ้โหวต​ฝ่ายค้าน​สอง​ครั้ง​สอง​ครา​ของ​ส.ส.รัฐบาล​ใน​การ​โหวต​พิจารณา​ข้อบังคับ​สภา​ผู้แทน​ราษฎร​และ​การ​ประชุม​สภา ​(ไม่​ครบ​องค์​ประชุม)​ สะท้อน​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ของ​รัฐบาล​ที่​มี​ปัญหา​ ที่​จำเป็น​ต้อง​ได้รับ​การ​แก้ไข​ ทั้ง​เพื่อ​ความ​เชื่อ​มั่น​ว่า​รัฐบาล​ของ​ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา เดิน​ไปได้ เพื่อ​สร้าง​ความมั่นใจ​ในการแก้ไขปัญหา​เศรษฐกิจ​ที่​กำลัง​เผชิญ​กับ​วิกฤติ​ทั้ง​ภายใน​และ​ภายนอก​ประเทศ

เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ 253 เสียง​ โหวต​ไม่ได้​ 1 เสียง​ของ​ ชวน หลีกภัย​ เท่ากับ​มี​เสียง​เกิน​ครึ่ง​มา​ 2 เสียง​ ขณะที่​มีเสียง​ต่างจากฝ่ายค้าน​เพียง​ 6 เสียง​ เพราะ​ฝ่ายค้าน​มี​ 247 เสียง​ ทำหน้าที่​ไม่ได้​ 1

เสียง​ คือ​ ธนาธร จึงรุ่งเรือง​กิจ ที่​ถูก​ศาล​รัฐธรรมนูญ​สั่ง​พัก​การ​ทำหน้าที่​ส.ส.

ปัญหา​อยู่​ที่​ส.ส.ฝ่าย​รัฐบาล​ไม่ได้​ตระหนัก​ถึง​หน้า​ที่สำคัญของความเป็นส.ส. ที่​มี​หน้า​ที่​หลักคือ​การ​ต้อง​มา​ประชุม​สภา​ ซึ่ง​มีแค่สัปดาห์​ละ​ 2 วัน​ แต่​บรรดา​ ส.ส.กลับ​ไปมีนัด​อื่น​ในวันประชุม

คนที่​เป็น​ส.ส.และ​เป็น​รัฐมนตรี​ด้วย​ ก็​จะ​ให้ความสำคัญ​กับ​การ​ทำงาน​ใน​ฐานะ​รัฐมนตรี​มากกว่า​ส.ส. จึง​ละ​ทิ้ง​การ​ประชุม​สภา​ หาก​เสียง​ส.ส.ข้าง​รัฐบาล​มี​มาก​ล้น​เช่น​เกิน​ 280 เสียง​ คงไม่มี​ปัญหา​กับ​การ​เป็น​ส.ส.ควบรัฐมนตรี

จึง​มีหลักการ​ร่วม​กัน​แทบ​ทุก​พรรค​ใน​รัฐบาล​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ว่า รัฐมนตรี​ที่​เป็น​ส.ส.ในระบบ​บัญชีรายชื่อควร​จะ​ลาออก​จาก​ความ​เป็น​ส.ส. เพื่อเลื่อน​ผู้​อยู่​ใน​บัญชี​รายชื่อ​ลำดับ​ถัดไป​ขึ้น​มาเป็นส.ส.แทน ยกเว้น​คนเป็นหัวหน้า​และ​เลขาธิการ​พรรค​ ซึ่ง​​มี​ความ​จำเป็นต้อง​ทำงาน​ใน​สภา​เพื่อ​ควบคุม​การ​ปฏิบัติหน้าที่​ของ​ลูกพรรค

ทว่าบรรดา​รัฐมนตรี​ที่​เป็น​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ “เบี้ยว” หลักการ​ที่​จะ​ต้อง​ลาออก​จาก​ส.ส.หากเป็น​รัฐมนตรี​ ทำให้​เป็น​ปัญหา​เสียง​โหวต​ใน​สภา​

ยกตัวอย่าง​พรรค​หลัก​อย่าง​พรรค​พลัง​ประชารัฐที่​ 5 ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ยัง​ “กอด​เก้าอี้​ส.ส.แน่น” ทั้ง​ที่​เป็น​รัฐมนตรี​ไปแล้ว​และ​ไม่มี​ท่าที​ว่า​จะ​ลาออก​เพื่อ​เลื่อน​ลำดับ​ส.ส.ให้​คน​ที่​มี​ความ​พร้อม​ทำงาน​ในสภา​มาทำหน้าที่​แทน​ทั้ง​ ณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ​ รมว.ศึกษา​ธิการ สุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รมว.อุตสาหกรรม สมศักดิ์​ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พุทธิพงษ์​ ปุ​ณ​ณกันต์ รมว.ดิจิทัล​เพื่อ​เศรษฐกิจ​และ​สังคม​ และสันติ​ พร้อม​พัฒน์ รมช.คลัง

สารพัด​ที่อ้าง​เหตุผล​ความ​ชอบ​ธรรม​ในการ “กอด” ทั้ง​เก้าอี้​รัฐมนตรี​และ​ส.ส. แต่​เหตุผล​ที่​แท้จริง​คือ​กลัว​ “ตีน​ลอย”

ในขณะที่​พรรค​ร่วม​รัฐบาล​อื่นได้ทยอย​ให้​รัฐมนตรี​ที่​มาจาก​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ ลาออก​จาก​ส.ส. เช่น​ คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช รมช.ศึกษา​ธิการ จาก​พรรคประชาธิปัตย์ ทรงศักดิ์​ ทองศรี รมช.มหาดไทย​ และ​วีรศักดิ์​ หวัง​ศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์​ จาก​พรรค​ภูมิใจ​ไทย

ตัวอย่าง​ที่​รัฐมนตรี​ชายอกสามศอก​ในพรรค​พลัง​ประชารัฐควร “อาย” คือ​การลาออก​จาก​ส.ส.ของ ดร.นฤมล ภิญโญ​สินวัฒน์ ที่​ลาออก​ตั้งแต่​ก่อน​ได้รับ​การ​ประกาศ​เป็น​โฆษก​รัฐบาล​ เพราะ​​เข้าใจ​ดี​ว่า​การเป็น​โฆษก​รัฐบาล​อาจจะ​ไม่มี​เวลา​เพียง​พอทำหน้าที่​ส.ส.ได้​อย่าง​สมบูรณ์

          เห็น​อย่างนี้​แล้ว​รัฐมนตรี​ชายยังคิดนั่ง​ควบเก้าอี้​ส.ส.ต่อไป​เพราะ​กลัว​ “ตีนลอย” ก็คิดให้ดีแล้วกัน