‘ฟินแลนด์’ มีความสุขที่สุดในโลกรัฐบาลไม่ทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384153?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟินแลนด์’ มีความสุขที่สุดในโลกรัฐบาลไม่ทุจริต

19 สิงหาคม 2562 – 08:32 น.
ปตท,ฟินแลนด์,ทุจริต,รัฐบาล
เปิดอ่าน 2,438 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ปตท.” นำผู้บริหารในเครือและสื่อมวลชนไปดูงานด้านพลังงานและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฟินแลนด์และเดนมาร์ก มีหลายเรื่องที่มองแล้วเห็นว่าน่าจะนำมาคุยกัน

วันนี้จะขอพูดถึง ‘ฟินแลนด์’ ซึ่งโด่งดังในเรื่องการจัดอันดับคุณภาพชีวิตแล้วมีความสุขที่สุดในโลกว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อย่างแรกคือรัฐบาลผสม หรือ ครม.ของฟินแลนด์ มีชีวิตอยู่อย่างคนปกติธรรมดา และที่สำคัญคือทุกคนทำงานแบบตรงไปตรงมา ไม่ทุจริตหรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการบริหารประเทศและทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ที่ฟินแลนด์ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ โดย ‘ครู’ ของฟินแลนด์มาจากบุคคลระดับเกรดเอ เท่าเทียมกับหมอ, วิศวกร หรือทนายความ

เท่าที่เห็นมาชาวฟินแลนด์อยู่กันอย่างพอเพียง ต้องการความสุขมากกว่าความรวย ไม่ใช้ของแบรนด์เนมหรือหรูหราฟุ้งเฟ้อ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนแสวงหาคือการทำให้ชาวฟินแลนด์รุ่นต่อๆ ไปเป็นคนที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมและเป็นพลเมืองดี

ฟินแลนด์อากาศดี หายใจเต็มปอด บ้านเมืองมีระเบียบ ประมาณครึ่งต่อครึ่งที่ใช้จักรยานสัญจรไปมา แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีก็ใช้จักรยาน ไม่ใช้รถตำแหน่งไปตีกอล์ฟหรืองานเลี้ยงส่วนตัว

ตรงกันข้ามกับประเทศของเรา เห็นจะไม่ต้องบอกกันให้สะเทือนหัวใจและต้องรอดูกันในชาติหน้าหรืออีกนานกว่าประเทศไทยของเราจะผลิตคนรุ่นใหม่แบบฟินแลนด์

คนเราเมื่อพอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้วทุกอย่างก็ลงตัว นี่คือ ‘ฟินแลนด์ในมุมมองของคนจากประเทศกูมี!’
อ๊อด เทอร์โบ


 ใช้ชีวิตอย่างไร
ให้ห่างไกลโรคด้วยตัวเอง

ผมอ่านข้อความจากนิตยสาร ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส. เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา แล้วตกใจมากๆ ครับ จึงขออนุญาตคุณผู้เขียน ‘จึงอุรา’ มาเล่าสู่กันฟัง และเป็นวิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ

ทั้งนี้เกี่ยวกับ ‘9 วิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลโรค’ ซึ่งอยู่ที่ตัวท่านเอง และปฏิบัติประพฤติได้หรือไม่ ดังนี้ครับ

1.เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมต่อร่างกาย ร่างกายคนเรามีลักษณะต่างกันตามแต่ละบุคคล การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้สุขภาพดี พื้นฐานการกินที่ดี คือเลือกรับประทานอาหาร 5 หมู่ ที่ขาดไม่ได้คือผลไม้ และผักสีเขียว แต่บางคนก็ต้องเน้นบางชนิดเป็นพิเศษ

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ หนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพเอาไว้ได้อย่างยืนยาว การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจเต้น แค่เราขยับก็ช่วยให้หัวใจเต้น อวัยวะต่างๆ ทำงาน ระบบเลือดสูบฉีด เพิ่มความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ยิ่งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ห่างไกลโรคได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

3.พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ คนที่ต้องการมีสุขภาพดีอย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชม. เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูกำลังต่างๆ อย่างเต็มที่ และพร้อมตื่นขึ้นมารับมืออุปสรรคต่างๆ ในอนาคตต่อไป อีกทั้งยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง

4.ดื่มน้ำสะอาด ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยทำให้สุขภาพดี ระบบการหมุนเวียนต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องความชุ่มชื้นของผิวหนัง เรื่องการขับถ่าย ระบบไหลเวียนโลหิต

5.งดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ของหวาน อาหารขยะ อาหารรสเค็ม รวมถึงเรื่องการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นตัวทำลายร่างกายเบอร์ต้นๆ ต้องรู้จักลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีในชีวิตแบบไม่ต้องใช้ยารักษา

6.อย่าสร้างแรงกดดันตัวเองโดยไม่จำเป็น เข้าใจว่าการทำงานของแต่ละคนก็ต้องมีความเครียดเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเก็บความเครียดเอาไว้ ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจเลย การปล่อยวาง แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องที่แก้ไขได้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆทำ พยายามคิดบวกเข้าไว้ และถ้าพอมีเวลา การสวดมนต์ นั่งสมาธิ สงบจิตใจก่อนเข้านอน

7.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชาย และ 14% ของผู้หญิง เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนนั้นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากเกินไป

8.อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหล่มากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมากและเป็นบ่อยครั้งก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่

9.ทำอาหารกินเองบ้าง วิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบรวมทั้งการตกเป็นทาสสื่อโฆษณาทำให้เราต้องฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้าน หาบเร่ แผงข้างถนน ที่เต็มไปด้วยผงชูรส ไขมัน แป้ง น้ำตาล โซเดียม และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ เราแทบไม่ได้เข้าครัวทำอาหารดีๆ ถูกหลักโภชนาการกินเองจนทำเอาสุขภาพย่ำแย่ลง ลองหาเวลาประกอบอาหารเองสักอาทิตย์ละสองวันช่วงหยุดสุดสัปดาห์ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ผมขออนุญาตนำมาเสนอเฉพาะข้อมูลสำคัญที่ลองปฏิบัติดูนะครับ
เรวัติ (หมอพื้นบ้าน)
 เรียนคุณ ‘เรวัติ’ หมอพื้นบ้าน
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ ครับ และแม้เวลาจะผ่านไปแต่ยังใช้ได้กับทุกเวลา ซึ่งผมจะขอนำไปปฏิบัติดูกับตัวเอง

ในหลายๆ ข้อนั้น ผมได้ทำแล้วเห็นว่าดีงามมากๆ และจะพยายามต่อไป และขอเชิญชวนทุกท่านด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


กระตุ้นศก.ต้องโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระตุ้นศก.ต้องโปร่งใส

19 สิงหาคม 2562 – 07:41 น.
กระตุ้น,เศรษฐกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 839 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านภัยแล้ง 2.การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และ 3.มาตรการด้านค่าครองชีพ ด้วยวงเงินรวมอยู่ที่ 3.16 แสนล้านบาท แบ่งเป็นจากธนาคารรัฐ 2.07 แสนล้านบาท ส่วนอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทจะมาจากงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินของกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเอสเอ็มอี กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจและให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด และจะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 20 สิงหาคมนี้ และเมื่อได้รับความเห็นชอบก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 3

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน จึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนและหามาตรการมารองรับ ซึ่งรัฐบาลและเอกชนไทยต่างทราบดีถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเช่นกัน เพราะแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมได้ประกาศลดการคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำปี 2019 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0-1 จากเดิมที่เคยประกาศว่าจะสามารถโตได้ราวร้อยละ 1.5-2.5 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ครั้งที่ 2 ของปีนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจสิงคโปร์เคยเติบโตถึงร้อยละ 3.2 ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีดีพีในช่วงไตรมาสสองยังมีการขยายตัวจากปีที่แล้วเพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีของสิงคโปร์

ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจของบ้านเราภาพรวมขณะนี้ต้องยอมรับว่าตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน แม้จะมีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้แต่ก็ยังแปรผันได้จากสถานการณ์โลก โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 46.7 ลดจากเดือนมิถุนายน 2562 ที่ระดับ 47.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน หรือตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ ซูเปอร์โพล ได้สำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจของประเทศ พบว่า กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.1 เชื่อมั่นว่า แย่ลงต่อในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีเพียงร้อยละ 6.5 เชื่อมั่นว่าดีขึ้นเล็กน้อย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยรุนแรงและมีปัจจัยเสี่ยงที่จะถาโถมเข้าสั่นคลอนสถานะของประเทศ รัฐบาลเร่งหามาตรการมากอบกู้ทั้งการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หวังจะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นผลดีต่อการส่งออกที่คาดการณ์กันว่ามีโอกาสติดลบสูงจากเงินบาทแข็งค่า รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดล่าสุดที่เป็นยาแรงโดยมีการใช้เม็ดเงินมหาศาลทั้งงบประมาณแผ่นดินและมาตรการที่ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เราหวังว่าการใช้จ่ายควรก่อให้เกิดประโยชน์ตกสู่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะคนระดับล่างที่มีกำลังซื้อน้อย ไม่ใช่เป็นช่องการทำมาหากินให้แก่นักการเมือง พวกพ้องหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง สร้างเงินหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ตามเป้าหมายสามารถกระตุ้นการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้และคงจะเห็นผลได้ในไตรมาส 3, 4 อย่างทันตา

ชิตังเม-เฮฮา ทัพหน้า “สมเกียรติ” เบียดเข้าทำเนียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิตังเม-เฮฮา ทัพหน้า “สมเกียรติ” เบียดเข้าทำเนียบ

18 สิงหาคม 2562 – 18:15 น.
ธรรมกาย,สมเกียรติ ศรลัมพ์,หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์,พรรคประชาภิวัฒน์,หศิษย์ธรรมกาย,นันทนา สงฆ์ประชา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,909 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***********************

“ชิตังเม” แปลว่าเราชนะแล้ว เป็นวลียอดฮิตของลูกศิษย์วัดดังย่านคลองหลวงที่ชอบพูดกัน ซึ่งเวลานี้ ในไลน์เหล่ากัลยาณมิตร ล้วนมีแต่คำว่า “ชิตังเม โป้ง เข้าเป้า”

เมื่อ “สมเกียรติ ศรลัมพ์” หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ในฐานะศิษย์ธรรมกาย ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว

บังเอิญว่า วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรื่องการปล่อยชั่วคราวอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อายุ 63 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารและอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เสียง “ชิตังเม” ยิ่งดังกระหึ่ม

ภารกิจศิษย์เอก

ก่อนจะถึงวันที่ “อดีตพระพรหมสิทธิ” ได้รับการปล่อยชั่วคราว “สมเกียรติ ศรลัมพ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ได้นำเรื่องอดีตพระชั้นผู้ใหญ่ ยังไม่ได้รับการประกันตัวเข้าหารือในสภาฯ ถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก 4 ก.ค.2562 “สมเกียรติ” ได้หยิบยกเรื่องความลำบาก และความทุกข์ของพุทธศาสนิกชน นับแต่อดีตพระพรหมดิลก และอดีตพระพรหมสิทธิ พร้อมด้วยพระราชาคณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก 3 รูปถูกจับดำเนินคดีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินผิดประเภท โดยศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

สมเกียรติ ศรลัมพ์

ครั้งที่สอง 10 ส.ค.2562 “สมเกียรติ” ได้ขอหาเรื่องเดิมอีก และทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อดำเนินการส่งหนังสือไปให้กองทุนกระทรวงยุติธรรม ในการช่วยในการประกันให้อดีตพระชั้นผู้ใหญ่

ถัดมา วันที่ 11 ส.ค.นี้ “สมเกียรติ” ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.ต่อประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ดังที่รู้กัน รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เลยไม่น่าแปลกใจที่มีเสียงชิตังเม

เครือข่าย“สามมิตร”

ช่วงเลือกตั้ง สื่อหลายสำนักฟันธงว่า “พรรคประชาภิวัฒน์” คือ พรรคสายธรรมกาย เนื่องจากสมเกียรติ ศรลัมพ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค มีศิษย์สายของธรรมกายจำนวนหนึ่งให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีรองหัวหน้าพรรค พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี อดีตนายกสมาคมเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทางวัดพระธรรมกาย เป็นรองหัวหน้าพรรค

สมเกียรติ ในฐานะศิษย์ธรรมกาย

ตัวละครที่สื่อมองข้ามคือ “นันทนา สงฆ์ประชา” อดีต ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ แท้จริงแล้ว “มันแกว” หรือนันทนา เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ “สมเกียรติ” ได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมืองในทำเนียบรัฐบาล

จากกรณีดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้สมเกียรติต้องลาออกจาก ส.ส. ทำให้นันทนา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำ ดับที่ 2 เลื่อนขึ้นเป็น ส.ส.แทน

นันทนา สงฆ์ประชา

สมเกียรติ อดีต ส.ว.นครสวรรค์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ร่วมกับนันทนา ทำธุรกิจตลาดขายส่งดอกไม้ และร่วมคิดร่วมสร้างพรรคประชาภิวัฒน์ โดยพี่ชาย-มณเฑียร สงฆ์ประชา ก็เห็นดีเห็นงาม

เหมือนแยกเดินตามกติกาใหม่ เพราะชัยนาทมี ส.ส. คน กลุ่มสามมิตรขอจอง นันทนาจึงหิ้วกระเป๋าไปสร้างพรรคใหม่

มากกว่าเงินเดือน

ปลายปี 2561 “นันทนา” ได้เข้าปรึกษาหาเรื่องเรื่องตั้งพรรคกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ,สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย ที่โรงแรมหรูกลางกรุง เหมือนจะมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างกลุ่มสามมิตร กับพรรคประชาภิวัฒน์

หลังเลือกตั้งใหม่ๆ ฮาร์ดคอร์การเมืองประเมินว่า สมเกียรติจะนำพรรคประชาภิวัฒน์ไปร่วมกับขั้วเพื่อไทย เพราะมองจากจุดยืนของหัวหน้าพรรคที่เป็นศิษย์เอกธรรมกายแล้ว ไม่น่าจะมาอยู่ฝั่งลุงตู่

ตรงข้าม สมเกียรติกลับรับบทผู้ประสานงาน “10 พรรคเล็ก” มานั่งแถลงข่าวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

แถมข่าวสมเกียรติเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีสื่อสำนักเดียวที่นำเสนอข่าวนี้ เพราะเวลานั้น ยังมีความวุ่นวายของ “เต้” พรรคไทยศรีวิไลย์ที่ออกโรงถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

สมศักดิ์ เทพสุทิน

ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้เงินเดือนแค่ 6 หมื่นบาท เทียบไม่ได้กับเงินเดือน ส.ส. แต่สมเกียรติยินดีที่จะได้หัวโขนนี้ เพื่อได้ทำงานเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ดังที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ร่วมกับชาวธรรมกาย

เพียงแค่สมเกียรติเข้าสภาฯ ไม่ถึงสองเดือน ก็ทำเรื่องช่วยพระชั้นผู้ใหญ่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ชาวธรรมกายไม่ผิดหวังในตัวเขาจริงๆ

“หนู” โกยแต้ม ประชานิยมสายเขียว เอาใจ “เกษตรกรอินทรีย์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383972?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หนู” โกยแต้ม ประชานิยมสายเขียว เอาใจ “เกษตรกรอินทรีย์”

17 สิงหาคม 2562 – 10:10 น.
หนู,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,อนุทิน ชาญวีรกูล,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,766 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

*****************************

วันนี้ เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” จากอดีต รมช.สาธารณสุข ในรัฐบาลเสี่ยแม้ว กำลังโกยแต้มสุดฤทธิ์ในฐานะ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลลุงตู่

ใครจะดูเบาว่าเพราะวิ่งเล่นในกระทรวงคุณหมอมานานก็ตามที แต่ตอนนี้กระแสชื่นชมกำลังมา ถามกันว่านาทีนี้รัฐมนตรีคนไหนงานดี งานไหล เท่าเสี่ยหนูและคนในสังกัดสีน้ำเงิน ยังไม่ค่อยเห็น

ปลดล็อกหมอพื้นบ้าน

อย่างที่รู้ ที่จริงปัญหาหมอพื้นบ้าน มีมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะกระทรวงสาธารณสุขบังคับให้ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และล่าช้า หลายคนสงสัยว่านี่คือการเตะตัดขา

ปรากฏว่าตอนนี้หมอพื้นบ้านได้เฮลั่น วันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา รมต.หนู จัดให้ โดยลงนามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562

ใจผักที่รอคอยคือ กฎหมายนี้จะให้หมอพื้นบ้านตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นหมอพื้นบ้านตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 “อัตโนมัติ” โดยไม่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติใหม่

การลงนามนี้เกิดขึ้นต่อหน้า เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย และ รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย

แน่นอน ระเบียบว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้านฉบับใหม่นี้ จะทำให้หมอพื้นบ้านกว่า 3,000 คน รวมทั้ง เดชา ศิริภัทร ผู้ปรุงน้ำมันกัญชาแจกจ่ายรักษาประชาชน สามารถดำเนินการรักษาต่อไปได้

วันนั้น ท่านรมต.บอกว่า “ที่ผ่านมาอาจมีอะไรติดขัดบ้าง ก็เพราะเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล รัฐมนตรีแต่ละคนก็มีนโยบายต่างกัน ปลัด สธ. และอธิบดีต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐมนตรี จึงไม่อยากให้โกรธเคืองกัน อะไรที่แล้วก็ให้แล้วไป อย่าตะขิดตะขวงใจ”

หรือที่จริงอยากบอกว่า “หาเสียงยังไง ทำจริงตามนั้น!”

ตามสัญญากัญชาไทย

แต่ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเสี่ยหนู ยังลงนามประกาศกระทรวงอีก 2 ฉบับ 1.กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ตามกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุง หรือสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ และ 2.เรื่องกำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรค หรือการศึกษาวิจัยได้

เรื่องนี้หมอพื้นบ้านยิ่งเฮลั่นหนักกว่าเก่า เพราะเดิมทีกำหนดให้ใช้วัตถุดิบจากเครื่องกัญชากลาง ซึ่งอาจต้องมีการผสมสมุนไพรอื่น อย่างพริกไทยลงไป ด้วยเจตนาที่จะมีหน่วยผลิตกลาง เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่จริงๆ หมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยไม่ได้ใช้เครื่องกัญชากลาง ต้องใช้พืชใบสด และจะได้ปรุงยาเฉพาะรายได้ตรงตามสูตร เพราะหากมีการผสมอย่างอื่นก็อาจจะผิดสูตรไปได้ พอมีการแก้ไขตรงนี้ก็จะทำให้หมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยปรุงเฉพาะรายดีขึ้น

แน่นอน ระเบียบและประกาศทั้งหมดจะมีผลทันทีหลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา แต่ที่เห็นเสี่ยหนูลุยแล้วคือ วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เสี่ยหนูได้แถลงเรื่องการส่งสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ จากองค์การเภสัชกรรม ไปให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ เขตละ 1 แห่ง รวม 12 แห่ง และผู้ป่วยในโครงการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ การศึกษาวิจัย และการรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล เข้าถึงการรักษาด้วยสารสกัดน้ำมันกัญชา

โดยเป็นแบบหยดใต้ลิ้น ชนิด THC สูง ขนาด 5 มล. 4,500 ขวด และจะได้เพิ่มอีก 2,000 ขวด (ชนิด CBD สูง ขนาด 10 มล. 500 ขวด และชนิด THC : CBD (1:1) ขนาด 5 มล. 1,500 ขวด) รวมเป็น 6,500 ขวดภายในเดือนสิงหาคมนี้

แถมเสี่ยหนูยังลั่นว่าจะเร่งเดินหน้าให้ประชาชนได้เข้าถึงสารสกัดน้ำมันกัญชา ล้านขวด ภายใน 5-6 เดือนนี้ และจะทยอยผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง แสนขวดต่อเดือน ตั้งแต่กันยายนนี้ไป

รมช.สวยเก่ง

ว่ากันว่า นับจากเข้าทำงานที่กระทรวงคุณหมอวันแรกเมื่อ 18 กรกฎาคม 2562 ลมหายใจเข้าออกของ รมว.สาธารณสุข คนนี้ คือเรื่องกัญชาทางการแพทย์ จนที่สุดก็ออกมาเป็นรูปธรรมให้เราได้เห็นตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ล่าสุดยังสั่งกรมการแพทย์แผนไทยฯ ผลิตน้ำมันกัญชาสูตร “อ. เดชา” 1 แสนขวด พร้อมให้ อ.เดชาเป็นที่ปรึกษาและร่วมผลิตอีกด้วย !

แต่งานนี้หล่อคนเดียวไม่ได้ เพราะงานดีๆ ของพรรคภูมิใจไทย ยังมีคนสวย อย่าง มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช. เกษตรฯ ที่กำลังออกลีลาสุดฤทธิ์เหมือนกัน

นั่นคือการเดินหน้าแก้ปัญหาสารพิษในภาคการเกษตร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต จากที่ วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล (ลุงตู่) ที่แล้ว ได้ต่อสู้ให้ยกเลิกมาตลอด แต่ยังไม่เกิดผลชัดเจน

แต่เบแหม่ม มนัญญา กล้าบอกเลยว่า “การยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพราะมีการใช้มานานเกินไปแล้ว ส่วนตัวแล้วอยากให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดอย่างถาวร”

โดยวันที่ 20 สิงหาคมที่จะถึง จะมีการทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายของสารเคมี เช่น การแบ่งโซนพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน

แน่น่อน คำว่า “ทบทวน” อาจแปลว่ายังไม่ได้ยกเลิก แต่ท่าทีที่ชัดเจนของ “เบแหม่ม” ก็ถูกใจคนไทย โดยเฉพาะเอ็นจีโอสายเกษตรกรที่ลุยต้านสารพิษ ตัวนี้มานาน แทบจะเป็นสงครามย่อมๆ กับภาครัฐ

ทั้งหมดนี้ จึงส่งผลไปถึงภาพโดยรวมของคนพรรคภูมิใจไทย ที่น่าจับตามองไปถึงเส้นทางพรรคขนาดกลางที่น่าจะเติบโตไปได้อีกไกลยิ่ง

คะแนนจาก “ซูเปอร์โพล” ที่เผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนในหัวข้อพรรคการเมืองใดเริ่มทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนได้มากที่สุด

คำตอบ อันดับ 1 กว่าร้อยละ 40 ก็คือ “พรรคภูมิใจไทย” นี่แหละ!! ไม่ใช่ใครเลย

ส่อง 29 ชีวิต ก๊กใหญ่ “ส.ส.เฮ้ง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง 29 ชีวิต ก๊กใหญ่ “ส.ส.เฮ้ง”

17 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,กำนันเป๊าะ,สสเฮ้ง,พรรคพลังประชารัฐ,รายงานพิเศษ,เจาระประเดนร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,294 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค. 62

***************************

ชื่อของ ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังประชารัฐ ติดตลาดเร็วเหลือเกิน นับแต่มีชื่อติดโผ “รัฐมนตรีแรงงาน” คนแรกๆ แต่เมื่อพลาดตำแหน่ง ผู้ใหญ่ในพรรคก็มอบตำแหน่ง “ประธาน ส.ส.” ให้นักการเมืองหนุ่มลูกน้ำเค็ม

“ส.ส.เฮ้ง” เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดเรารักชลบุรี และลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

สุชาติ ยังเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของภาคตะวันออก และในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN เขาได้นำพาอรินสิริแลนด์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จของธุรกิจและความมั่นคงของเขาและครอบครัว

“ส.ส.เฮ้ง” เจ้าของสโลแกน “กตัญญู รู้คุณ” เป็นนักการเมืองในสังกัดซุ้มแสนสุข แต่ภายหลัง ส.ส.เฮ้ง บินไกลเกินกว่าจะกลับหาดบางแสน

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ชมกลิ่น ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” ร่วมถึงลูกๆของกำนัน ไม่ว่าจะเป็นสนธยา คุณปลื้มวิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม

พี่เลี้ยงหรือครูการเมืองของ ส.ส.เฮ้ง คือ “ส.ส.นิ่ม” สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ อดีตแกนนำพรรคพลังชล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงหลังเลือกตั้ง ส.ส.เฮ้ง จึงรวบรวม ส.ส.ภาคกลาง-ตะวันออก 16 ชีวิต และเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ จนได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีแรงงาน เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในพรรค ส.ส.เฮ้งก็ต้องถอย ให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง รวมพลังประชาชาติไทย

เมื่อ ส.ส.เฮ้งผงาดขึ้นเป็นประธาน ส.ส. มีกำลัง ส.ส.ภาคกลาง และภาคตะวันออก อยู่ในมือ 29 ชีวิต ซึ่ง ส.ส.เฮ้ง ประกาศชัด จะรับฟังคำสั่งตรงจาก “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” เท่านั้น

ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ชลบุรี ส.ส.เฮ้งได้เจรจากับบ้านใหญ่ ขอส่ง ส.จ.บางอำเภอ ลงสมัครในนาม “กลุ่ม ส.ส.เฮ้ง” และนายก อบจ.ชลบุรี ยังหนุน วิทยา คุณปลื้ม เหมือนเดิม

ลุ้น “กัปตันป้อม” หลอมใจ “12 ก๊ก” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383961?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้น “กัปตันป้อม” หลอมใจ “12 ก๊ก”

17 สิงหาคม 2562 – 09:27 น.
ก๊ก,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ลุงป้อม,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,758 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

***********************

ได้เวลาเรือเหล็กเผชิญมรสุมฝนฟ้าคะนอง “ลุงป้อม” อาสามาเป็นกัปตันเรือเหล็ก พา 116 ชีวิตมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง ระหว่างลอยเรือกลางทะเลคลั่ง ต้องหลอมใจลูกเรือ 12 ก๊กให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นเรื่องที่ท้าทายฝีมือลุงป้อมอย่างยิ่งยวด

หากไม่มีอะไรผิดพลาด สัปดาห์หน้า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” คงจะได้ฤกษ์เข้าไปที่ชั้น 8 อาคารปานศรี ถ.รัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ

จากนี้ไป พรรคพลังประชารัฐอาจเตรียมการปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ เนื่องจากช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ทำหน้าที่เสมือน “กรรมการพรรครักษาการ”

นักเลือกตั้งในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” เป็นแม่ทัพตัวจริง และทำหน้าที่ “เสนาธิการหลังม่าน”

การปรากฏตัวที่รีสอร์ท 88 การ์มองเต้ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ของบิ๊กป้อม ในงานสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า “พี่ใหญ่” จะเข้ามาดูแลพรรค เพื่อน้องรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้บริหารรัฐบาลแบบไร้กังวล

สัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีมติเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดยหลังจากนี้ พล.อ.ประวิตร จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ฯ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย

เปิด ก๊กใหญ่

ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่า การเดินทางมารวมตัวที่พรรคพลังประชารัฐ ของนักเลือกตั้งทั้งหลาย ล้วนมาจากทั่วทุกสารทิศ

กลุ่ม กปปส.เดิม อย่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาก่อร่างสร้างพรรค ด้วยการเดินสายไปพูดคุยกับนักเลือกตั้งกลุ่มต่างๆ เพื่อดึงเข้ามาร่วมงานกัน

ส่วนหนึ่งของกลุ่มสามมิตร

โชคดีที่ผลเลือกตั้ง 30 เขตในกรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ สามารถกวาด ส.ส.เขตมาได้ 12 ที่นั่ง บวกกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กลุ่มนี้มีกำลังมากถึง 20 คน

กลุ่มสามมิตร ก็เป็นอีกสายหนึ่งที่มาทาง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี มี สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม เป็นแกนนำ

ผนึกกำลังกับ “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ทำให้มีกำลังมากถึง 31 คน ส่วนกลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง มีกำลัง 5 คน เป็นแนวร่วมกับกลุ่มสามมิตร

พลังชล ส.ส.หาย?

กลุ่มพลังชล ก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ประกาศเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มพลังชลจึงได้โควตา 1 เก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม คือ อิทธิพล คุณปลื้ม” ดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม

ที่น่าสนใจ พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 5 คน ปรากฏว่า ส.ส.เขต 1-3 ประกอบด้วย สุชาติ ชมกลิ่น, จองชัย วงศ์ทรายทอง และ รณเทพ อนุวัฒน์ ได้แยกตัวออกจากกลุ่มบ้านแสนสุข

กลุ่ม 4 กุมาร

ส่วนเขต 4 สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ก็สังกัดกลุ่มสามมิตร และเขต 8 “ดร.เอ” สถิระ เผือกประพันธุ์ ลูกชายของ พล.ร.ท.จำรัส เผือกประพันธุ์ ยังไปมาหาสู่กับบ้านแสนสุข

แต่มีข่าวอีกกระแสว่า “ดร.เอ” ขึ้นตรงต่อ “บิ๊กปุ้ม” พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา น้องชายบิ๊กป้อม

กลุ่มบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” มี ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่ในมือเพียง 3 คน จึงทำให้ “พ่อมดดำ” จับมือกับ “สนธยา คุณปลื้ม” พี่ใหญ่ของพลังชล

กลุ่มปากน้ำ มี ส.ส.เขต 6 คน นำโดยตระกูล อัศวเหม” แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงขอตำแหน่งทางการเมือง มีรายงานว่า ส.ส.ปากน้ำทั้งหมดได้ผนึกกับกลุ่ม ส.ส.เฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น

แม่ทัพธรรมนัส

กลุ่มผู้กองธรรมนัส อาจนับจำนวน ส.ส.เขต ดูไม่เยอะ แต่จริงๆ แล้ว “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรค และเป็น “ธรรมนัสผู้สยบพายุ” ในพรรคร่วมรัฐบาล

ผู้กองธรรมนัส” เลือก ภูผา ลิกค์ น้องชาย “ไผ่ ลิคก์” ส.ส.กำแพงเพชร เป็นเลขานุการ ย่อมสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีกับ “กลุ่มกำแพงเพชร” ที่มี “วราเทพ รัตนากร” เป็นกุนซือ

กลุ่มขอนแก่น นำโดย เอกราช ช่างเหลา” ก็ถือว่าเป็นพันธมิตรของผู้กองธรรมนัสมายาวนาน และในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น ผู้กองธรรมนัสมอบหมายให้เอกราช รับผิดชอบสนามเลือกตั้งท้องถิ่นอีสานเหนือ

โคราช ก๊ก

เลือกตั้งที่ผ่านมา สนามเมืองย่าโม พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 6 คน แต่เป็นคนในตระกูล “รัตนเศรษฐ” 4 คน ได้แก่ ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาของวิรัช, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง และทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช

อีก 2 คนคือ เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม สังกัดกลุ่มสามมิตร เช่นเดียวกับ ส.ส.ชัยภูมิ 2 คน และ ส.ส.สุรินทร์ 1 คน ก็อยู่ในกลุ่มสามมิตร

บ้านรัตนเศรษฐ

วิรัช” เป็นสายตรงของ “บิ๊กป้อม” คนหนึ่ง และในช่วงหาเสียง “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ช่วยวิรัช รัตนเศรษฐ สร้างผลงานกวาด ส.ส.เขตโคราช

ด้ามขวานไทยไม่เอกภาพ

แม้จะมีการตั้งกลุ่มด้ามขวานไทย แต่ก็ไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากโครงสร้างการบริหารจัดการมีหลายสายที่เชื่อมตรงถึงผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่

คนแรกคือ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่รับผิดชอบภาคใต้ตอนบน และ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงาน และสมาชิกวุฒิสภา เป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ และสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ”

ตรวจเช็กรายชื่อ 13 ส.ส.ภาคใต้ ปรากฏว่า 10 เสียง ส.ส.ใต้ตอนบน ก็แตกเป็น 2 ปีก ส่วน 3 ส.ส.มุสลิม พรรคพลังประชารัฐ แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกับกลุ่มด้ามขวานไทย

กลุ่มด้ามขวานไทย

ว่ากันว่า มี ส.ส.สงขลา 2 คน และ ส.ส.ยะลาของพลังประชารัฐ ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตรไปแล้วตั้งแต่แรก

นี่คือภาพรวมของกลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งรอเวลาที่ “บิ๊กป้อม” จะเข้าหลอมรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียว เตรียมรับสถานการณ์การเมืองในช่วงต่างๆ เช่นการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการวางแผนรับมือฝ่ายค้านในโอกาสต่างๆ

ตำนาน “วิทยุทรานซิสเตอร์” “การเมือง-บันเทิง” ยุคเผด็จการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำนาน “วิทยุทรานซิสเตอร์” “การเมือง-บันเทิง” ยุคเผด็จการ

17 สิงหาคม 2562 – 09:10 น.
วิทยุ,ทรานซิสเตอร์,การเมือง,รัฐบาลทหาร,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ธานินทร์,วิทยุธานินทร์
เปิดอ่าน 2,972 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

สีสันสภาไทย รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าข่าวเห็นแต่เจ้าวิทยุตัวเล็กๆ สีดำๆ ที่บรรดา ส.ส.วิปรัฐบาล หยิบมาแก้เกมไปแบบน้ำขุ่นๆ ที่โหวตแพ้

บางคนขำ บางคนส่ายหน้า มีแอบเหยียดว่าเป็นของบ้านนอกคอกนา เชยตกรุ่น แต่รู้หรือไม่ เรื่องราวของเจ้าวิทยุทรานซิสเตอร์ ก็มีมุมที่น่าพูดต่อ

เผื่อเด็กรุ่นหลังที่เรียกว่า Digital Native เกิดมาก็เจอสมาร์ทโฟน อาจจะอยากรู้ว่าเจ้าวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ว่านี้ มีเรื่องราวที่มาและความสำคัญอย่างไร บอกเลยสนุก

ปฐมบทวิทยุ

กว่าจะเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ทุกคนจับต้องได้ ก่อนนั้นคนไทยใช้วิทยุเครื่องใหญ่ๆ ที่ใช้กำลังไฟสูง เช่นยี่ห้อ บลาวฟุ้งท์ เทเลฟุงเก้น กรุนดิก หรือ ยี.อี.

นึกภาพแบบที่เห็นตามร้านของเก่าโบราณคลาสสิกนั่นแหละ แต่คนรวย เมืองกรุง เท่านั้นที่มีสิทธิ์ เพราะตกเครื่องละหลายพันในยุคนั้น !

จนต่อมาในปี 2497 “เบลแล็ป” ได้คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า ทรานซิสเตอร์” ได้สำเร็จ โดยตัวทรานซิสเตอร์เปรียบเสมือนวาล์วควบคุมกระแสไฟฟ้าเข้าออก เปิดปิด

และมีการพัฒนาจนมีขนาดเล็กนำไปบรรจุลงในวิทยุได้ ทำให้ต่อมาเราก็ไม่ต้องง้อวิทยุใหญ่ๆ อีกเลย เพราะวิทยุจิ๋วรุ่นใหม่ ซื้อหาและพกพาไปฟังได้ทุกที่

ที่สุดมีการตั้งชื่อวิทยุรุ่นนี้ว่า ‘วิทยุทรานซิสเตอร์’ แต่ภายหลังเรียกไปเรียกมา ตัดทอนลงมาเหลือแค่ ‘ทรานซิสเตอร์’

ภาพจาก https://www.kaidee.com/product-340175543

และแน่นอนเมื่อวิทยุคือตัวกลางกระจายข่าวสารความรู้ และเข้าถึงชาวบ้านที่ห่างไกลในชนบท วิทยุจึบนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีส่วนในกระบวนการพัฒนาประเทศทางหนึ่ง

แต่ข้อมูลจากโครงการศึกษาวิจัยการปฏิรูปสื่อ ของ ทีดีอาร์ไอ รายงานว่า คนไทยมีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกของประเทศไทย ย่านวังพญาไท กรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2473

พอช่วงปี 2484 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย” แน่นอนยุคเริ่มต้นนี้กิจการวิทยุกระจายเสียงยังเป็นของรัฐทั้งหมด แม้จะเกิดอีกหลายสิบหลายร้อยสถานีก็ยังเป็นของรัฐอยู่ดี

ประเด็นจึงอยู่ตรงนี้ !!

อาวุธอย่างดี

อย่างที่รู้ ยุคสมัยนั้นเป็นยุคที่เน้นนโยบายชาตินิยม มีการกําหนดแบบแผนปฏิบัติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รัฐนิยม” ดังนั้น เราคงพอนึกออกว่าเนื้อหาที่คนไทยได้ยินได้ฟังจากวิทยุจะประมาณไหน

ยิ่งเข้าปี 2497 วิทยุทรานซิสเตอร์ไปถึงหมดทุกซอกมุมทั่วไทย เครื่องมือนี้ยิ่งทรงประสิทธิภาพ ทั้งข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ทั้งระบบเอเอ็มเอฟเอ็ม

โดยเฉพาะช่วงปี 2500-2515 หลังประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเผด็จการทหารโดยสมบูรณ์ ภายใต้การนําของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ช่วงนั้น รัฐบาลได้ขยายเครือข่ายวิทยุกระจายเสียง ส่วน คือ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุ วปถ. ในเครือกองทัพบก ให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

และภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน วิทยุเริ่มกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในฐานะสื่อที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวของบ้านเมืองและความบันเทิง

ข้อมูลจากงานวิจัยของ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ และคณะ (ปี 2550) ระบุว่าครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1.เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการจิตวิทยาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

และ 2.เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาดําเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและแบ่งผลประโยชน์กับกองทัพ

แน่นอนแม้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ปรากฏในรายการวิทยุ คือเนื้อหาประเภทบันเทิงต่างๆ แต่พอเข้าเนื้อหาข่าวสารสาระ ก็จะถูกรัฐบาลควบคุมอย่างเข้มงวด

จนพูดได้เลยว่า จากยุคสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาถึงยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร หรือในยุคเผด็จการทหาร ช่วงปี 2501-2515 เป็นช่วงที่สื่อวิทยุอยู่ใต้อํานาจของรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างสมบูรณ์

จอมพลถนอม กิตติขจร

ทั้งนี้ปี 2515 กองทัพบกมีสถานีวิทยุทั้งสิ้น 64 แห่ง และกรมประชาสัมพันธ์มีสถานีวิทยุทั้งสิ้น 21 แห่งทั่วประเทศ ก่อนจะถูกใช้งานอย่างเข้มข้น-เห็นผล ในฉากการเมืองยุคนักศึกษาลุกฮือขวบปีต่อมา

ความบันเทิงราคาถูก

เมืองไทยดีอย่าง ต่อให้วุ่นวายอย่างไร ชีวิตต้องไม่ขาดสีสันบันเทิง ยุคนั้นก็เช่นกัน อย่างที่บอกว่า ช่วงสาระอาจจะคุมเข้ม แต่ช่วงบันเทิงก็จัดเต็ม

ยิ่งพอชาวนาชาวไร่สามารถเข้าถึงวิทยุ เข้าถึงข่าวสารบันเทิงได้ ชีวิตก็มีชีวามากขึ้นในราคาจ่ายสบาย หิ้วไปฟังที่คันนาก็ไหว น้ำท่วมก็ฟังได้ ไม่ง้อไฟฟ้า หรือรอให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศ !

ที่สำคัญ วิทยุยังรับรู้ได้ด้วยโสตสัมผัสคือหู ดังนั้น คนที่ไม่รู้หนังสือ หรือพิการทางสายตา ก็สามารถจะรับข่าวสารและความบันเทิงจากสื่อดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

ถ้าจะพูดว่ายุคหนึ่ง วิทยุคือสื่อที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ก็ตามนั้น โดยเฉพาะการฟังเพลง น่าจะเป็นเหตุผลแรกที่คนไทยเปิดวิทยุกัน ลูกทุ่งดาราแจ้งเกิดมากมายด้วยช่องทางวิทยุ

มีงานที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนรุ่นเก่ากับวิทยุทรานซิสเตอร์ เช่นนิยาย “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของวัฒน์ วรรลยางกูร, เพลง “อีสาวทรานซิสเตอร์” ที่แต่งโดย ครูชลธี ธารทอง

ขณะที่คนไทยยังเคยมีละครวิทยุ ที่นับเป็นความบันเทิงราคาถูกที่คนไทยชื่นชอบ ครั้งหนึ่งคณะเกศทิพย์เคยโด่งดังยังไง วันนี้ยังมาไกลสู่ออนไลน์แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงวิทยุที่กำลังเป็นข่าวตอนนี้ แถมยังอยู่ยั้งมาเนิ่นนาน เห็นจะหนีไม่พ้นวิทยุ “ธานินทร์” ต้นตำรับ

ธานินทร์คือตัวจริง

คนไทยยุคหนึ่งพอได้ยิน สโลแกน “ทุกบาท คุ้มค่าด้วยธานินทร์” ก็รู้สึกว่าเราก็มีสินค้าฝีมือคนไทยเหมือนกัน แถมยังเข้ากับบริบทสังคมไทยชัดเจน

จากร้านขายวิทยุเล็กๆ ชื่อ “นภาวิทยุ” ที่สามแยก เอส.เอ.บี ของ อุดม วิทยะสิรินันท์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2489 จนย้ายมาอยู่ตรงข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ในชื่อใหม่ว่า “ธานินทร์วิทยุ” มีพนักงานเริ่มแรกเพียง 7 คน

แต่ด้วยความมุ่งมั่น ก็ได้เจริญก้าวหน้าตามลำดับ จากผลพวงของพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามแผนพัฒนาของรัฐยุคนั้น

ธานินทร์ตั้งใจเล่นในตลาดล่าง ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า พอปี 2505 ธานินทร์กลายเป็นบริษัทจำกัดในชื่อ “ธานินทร์อุตสาหกรรม” มีโรงงานที่ ซอยอุดมสุข บางนา

วางจุดขายคือ “เมดอินไทยแลนด์” ขายดิบขายดีสุดๆ ที่พูดกันมากคือวิทยุของธานินทร์รับสัญญาณได้แจ่มกว่าใครเพื่อนแล้ว

ช่วงปี 2517-2523 ธานินทร์แตกบริษัทออกไปมากมาย และผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจร เมืองไทยยุคนั้น ธานินทร์เป็นที่สาม รองจากเนชั่นแนล และโซนี่

http://www.hvshopss.com

สุดท้ายกาลผ่าน เรื่องราวเปลี่ยน ราวปี 2527 บริษัท ธานินทร์อุตสาหกรรม ต้องปิดกิจการลง ได้ข่าวแว่วๆ ว่าโดนเทคโอเวอร์ไปโดยบริษัทในเครือสหยูเนี่ยน

แต่ “วิทยุธานินทร์” ยังคงอยู่ แม้ว่าจะเปลี่ยนมือ โดยคนจีนได้สิทธิ์ชื่อและตราสัญลักษณ์ไป แต่การพะยี่ห้อธานินทร์ และพบเจอทั่วไปทั่้งของแท้และของเลียนแบบ ก็ยังสะท้อนถึงชื่อแบรนด์ที่คนไทยเชื่อมืออยู่นั่นเอง

อย่างรุ่นที่ ส.ส.วิปรัฐบาล ถือโชว์ก็ 499 บาท แต่ถ้าไปในเว็บ www.hvshopss.com ที่ว่าเป็นตัวแทนตรงจากโรงงาน มีอีกหลายรุ่นที่ราคาถูกกว่านี้ตั้งแต่ 250-380 บาท !!

วันนี้วิทยุธานินทร์ สโลแกนอะไรไม่รู้ แต่คอนเซปต์เดิมคือ ราคาหลักร้อยความสุขนับไม่ถ้วน

ฮ่องกง – แดนอันตรายอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383864?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง – แดนอันตรายอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ

16 สิงหาคม 2562 – 13:48 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ประท้วงฮ่องกง
เปิดอ่าน 4,278 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้เหตุการณ์ที่ฮ่องกง ยังไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าจะจบลงอย่างไร เพราะอะไรจึงยืดเยื้อขนาดนี้ จึงขอแนะนำว่า ‘ฮ่องกง’ แดนสวรรค์ของนักช็อปปิ้ง-นักท่องเที่ยว-นักชิมทั้งหลาย กำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย

ขออนุญาตแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้บรรดาผู้ประท้วงทั้งหลายที่แห่ปิดสนามบินฮ่องกง จะใส่เกียร์ถอยหลัง หรือลุยแบบยึดเอาผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

มีผู้สังเกตว่าผู้ประท้วงถอดแบบโมเดลการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองของม็อบไทย ซึ่งเรื่องค้างคาอยู่ในศาล ณ เวลานี้

จากการติดตามสถานการณ์เรื่อยๆ ปรากฏว่า ม็อบหรือผู้ประท้วงฮ่องกงถอยไม่ได้อีกแล้ว และทางจีนก็ส่งกำลังทหารมาเป็นขบวนคุมเชิงอยู่

กงสุลไทยในฮ่องกง เปิดสายด่วน (+852) 6821-1545 หรือ (+852) 6821-1546 และ Call Center กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (+66) 2-572-8442

ด้วยความหวังดี จึงขอร้องมายังคนไทยว่า โปรดระวังการเดินทางไปฮ่องกงช่วงเวลานี้ และอย่าทำตัวเป็นไทยมุงเป็นอันขาด

เชื่อว่าจีนคงไม่ปล่อยให้ฮ่องกงลอยนวลอยู่เช่นนี้หรอก !!!
อ๊อด เทอร์โบ


เสียงจากชาวนา
 ทำงานหลังสู้ฟ้า–หน้าสู่ดิน

จดหมายจากคุณ ‘สมนึก’ สิงห์บุรี ชาวนาตัวจริง เสียงจริง ต่อไปนี้น่ารับไว้เป็นข้อมูล และจะได้ทราบว่า ชาวนาไทยคิดอย่างไรต่อรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ซึ่งกำลังส่อเค้าความวุ่นวายตามมาอีกหลายระลอก

โดยเฉพาะการตั้ง ‘ธนาคารน้ำ’ ซึ่งดูไปแล้วจะต้องใช้เงินมหาศาลกว่าคาดหมายไว้ และได้ผลหรือไม่-ยังไม่มีใครรับประกันได้

รัฐบาลจะได้คำตอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจจะเบื่อหน่ายการเมือง

แต่ ‘ภัยแล้ง’ เป็นเรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นจะรับมืออย่างไรดี?
อ๊อด เทอร์โบ
 ‘ธนาคารน้ำ’ สู้ภัยแล้ง

 งบเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นล้าน
ผมเป็นชาวนาทำงานหนักแบบหลังสู้ฟ้า-หน้าสู้ดิน เหมือนกับที่พูดกันมานานแล้วว่าทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยสักเท่าไรก็ต้องทำต่อไปแบบทุกข์ชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน

เวลานี้กำลังต่อสู้กับภัยแล้งจนหลายแห่งมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ แต่หลังพายุวิภาเข้ามาปริมาณน้ำในเขื่อนก็ดีขึ้น แต่อย่าไปคลายวิตกกังวลมากเลยครับเพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

เห็น รมช.เกษตรฯ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ บอกว่าจะขอตั้งธนาคารน้ำ ซึ่งงบประมาณบานปลายเป็นหมื่นล้าน มันจะได้ผลหรือไม่ครับ

ข่าวที่ออกมาพอจะสรุปได้ดังนี้ครับว่า การช่วยเหลือเกษตรกรและการบรรเทาภัยแล้ง โดยการหาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ โดยในเบื้องต้นได้ของบจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่ของบประมาณไปแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท

ถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นให้อีกเท่าตัว ก็จะทำโครงการใหม่เข้าไปเพื่อดำเนินการขอใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการธนาคารน้ำ เพื่อนำน้ำใต้ดินมาให้เกษตรกรใช้ในฤดูแล้ง

เวลานี้มีหลายพื้นที่ที่ดำเนินการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจะเร่งดำเนินโครงการธนาคารน้ำ ซึ่งเหมือนการเก็บเงินไว้ในธนาคารเมื่อจำเป็นก็ถอนออกมาใช้ ธนาคารน้ำก็เช่นกันเมื่อมีฝนตกลงมาจะเก็บน้ำไว้ใต้พื้นดิน ทำเป็นเหมือนธนาคารเก็บน้ำไว้ใช้เมื่อถึงฤดูแล้ง

ทุกๆ ปีมีปริมาณน้ำฝนปีละหลายล้านลูกบาศก์เมตร แต่เก็บได้ไม่มาก แต่หากมีธนาคารน้ำ เมื่อฝนตกมาจะสามารถเก็บกักได้เพิ่มขึ้น โดยจะทำกระจายไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้ง

ที่ผมเขียนจดหมายนี้มาเพื่อกระตุกขาให้บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายอย่าเอาพวกผมชาวนาหรือ ‘ภัยแล้ง’ เป็นสาเหตุการตั้งงบประมาณ

เห็นขอกันมาทุกปีแล้วหมดภัยแล้ง ก็ของบขอเงินน้ำท่วมอีก
สมนึก (สิงห์บุรี)

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน

16 สิงหาคม 2562 – 13:45 น.
สงครามลูกผสม,สงครามไฮบริด,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ
เปิดอ่าน 2,399 ครั้ง

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางความตลบอบอวลแห่งวิวาทะว่าด้วย “สงครามลูกผสม” หรือ “สงครามไฮบริด” ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์การเมืองภายในของไทย จนถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงทัศนะตอบโต้

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความเกี่ยวกับ “สงครามไฮบริด” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปแบบของสงครามชุดใหม่ที่มีรูปแบบผสมในสนามรบยุคปัจจุบัน พร้อมเตือนสตินักการทหารไม่ให้นำเรื่องนี้มาพูดแบบบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองระยะสั้น จนกลายเป็น “ขยะความคิด”

——————

ข้อถกแถลงเรื่องแบบแผนการสงคราม (pattern of warfare) ในเวทีโลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่นักการทหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะการสรุปบทเรียนจากปฏิบัติการที่เกิดในสนามรบปัจจุบัน นักการทหารและนักยุทธศาสตร์ส่วนหนึ่งมองเห็นถึงการมาของรูปแบบสงครามชุดใหม่ ที่มีลักษณะของการผสมผสานการใช้เครื่องมือหลากหลายในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ลักษณะของสงครามในรูปแบบผสมเช่นนี้ ถูกเรียกในหมู่นักทฤษฎีการทหารของโลกว่า “สงครามไฮบริด” (Hybrid Warfare)

ผู้เขียนขอแปลคำเรียกสงครามเช่นนี้ว่า “สงครามพันทาง” เพื่อให้สอดคล้องกับบทความที่ผู้เขียนนำเสนอในเรื่องของระบอบอำนาจนิยมใหม่ และ/หรือระบบเผด็จการใหม่ที่มีลักษณะเป็น “ระบอบผสม” (mixed regimes) หรือที่นักรัฐศาสตร์ในวิชาเปลี่ยนผ่านวิทยา เรียกระบอบใหม่ที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไม่สิ้นสุดด้วยการเป็นประชาธิปไตยว่า “ระบอบไฮบริด” (Hybrid Regime) ซึ่งผู้เขียนเรียกระบอบนี้ในภาษาไทยว่า “ระบอบพันทาง” คือ ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ เท่าๆ กับที่ไม่เป็นเผด็จการเต็มที่ และเป็นการดำรงอยู่ขององค์ประกอบที่เป็นประชาธิปไตยและอำนาจนิยมผสมรวมอยู่ในระบอบเดียวกัน

ในบริบทการสงครามนั้น การใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการทำสงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังจะเห็นได้ว่ามีการใช้ “กำลังรบตามแบบ” ผสมกับ “กำลังรบนอกแบบ” มาตลอดในประวัติศาสตร์สงคราม ประเด็นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการทหารแต่อย่างใด ฉะนั้นหากพิจารณาในทางทฤษฎีแล้ว สงครามพันทางคือการผสมระหว่าง “regular forces + irregular forces”

แต่การหยิบยกเอารูปแบบของสงครามเช่นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นถกแถลงในหมู่นักทฤษฎีการทหาร เป็นเพราะนักการทหารอเมริกันเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า กำลังพลในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่รบในพื้นที่ความขัดแย้งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีภารกิจอื่นๆ ที่ต้องทำคู่ขนาน และภารกิจที่เพิ่มขึ้นมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเช่นกันด้วย

ตัวอย่างที่นายทหารอเมริกันหยิบขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นถึงภารกิจของทหารในรูปแบบผสมนั้น อาจจะมีภารกิจพื้นฐานถึงสามประการในเวลาเดียวกันคือ
1) ทหารทำหน้าที่ในฐานะผู้รักษาสันติภาพในภารกิจรักษาสันติภาพ (peacekeeping operations หรือ PKO) เช่น การหย่าศึกระหว่างคู่ขัดแย้งในพื้นที่

2) ทหารทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม (humanitarian assistance) เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพและคุ้มครองขบวนขนส่งอาหารของสหประชาชาติ

3) ทหารทำหน้าที่ในการรบ ต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงในระดับหนึ่งที่ปฏิบัติการรักษาสันติภาพอาจจะมีการใช้อาวุธด้วย (ไม่ใช่ PKO ในแบบเดิม)

น่าสนใจว่าภารกิจเช่นนี้อาจจะต้องปฏิบัติภายในวันเดียวกัน หรืออาจกล่าวในเชิงการบริหารสมัยใหม่ได้ว่า กำลังพลทหาร/หน่วยทหารอาจจะต้องทำภารกิจที่แตกต่างกันให้สำเร็จในเวลาเฉพาะเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้บังคับหน่วยทหารในระดับต่างๆ ต้องมีความเข้าใจถึงรูปแบบของ “ภารกิจผสมผสาน” เพราะทหารจะไม่ได้ทำภารกิจเดียวที่เป็นเรื่องของการรบเท่านั้น

ในโลกยุคปัจจุบัน ภารกิจสามประการดังที่กล่าวแล้ว ยังเสริมด้วยภารกิจเพิ่มอีกประการคือ…

4) ภารกิจในปฏิบัติการจิตวิทยา หรือในสถานการณ์ปัจจุบัน ปฏิบัติการนี้อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมืออีกประการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่ ปฏิบัติการข่าวสาร (information operations หรือ IO)

การกล่าวเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐ แต่หากพิจารณาจากมุมของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actors) แล้ว อาจจะเห็นถึงการใช้เครื่องมือแบบผสมผสานไม่แตกต่างกัน เช่น กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลลอฮ์ (Hezbollah) มีปฏิบัติการทั้งจากกำลังรบตามแบบ และกำลังของนักรบกองโจรผสมกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มนี้มีชุดปฎิบัติการต่อต้านรถถัง (anti-tank warfare teams) มีชุดควบคุมอาวุธปล่อยทางยุทธวิธี มีชุดควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAVs) และมีแม้กระทั่งชุดควบคุมอาวุธปล่อยทำลายเรือรบ (anti-ship missile teams) ซึ่งมีอานุภาพในการทำลายสูง และยังมีชุดปฏิบัติการข่าวกรอง เช่น ข่าวกรองสัญญาณ (SIGINT) ตลอดรวมถึงชุดปฏิบัติการจิตวิทยา (PSYOP) และปฏิบัติการด้านข่าวสาร เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า แบบแผนการสงครามมิได้ดำรงอยู่ในแบบเดียว หากแต่มีลักษณะของการผสมผสานด้วยการนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่เป็นผลจากการพัฒนาของเทคโนโลยีเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมกับอำนาจกำลังรบในแบบเดิม ตัวอย่างเช่น สงครามในปัจจุบันมีการนำเอามิติข่าวสารเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้คู่ขนานกับการใช้กำลังรบ เช่น ปฏิบัติการของรัสเซียในวิกฤติยูเครนในปี 2014 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของของสงครามไฮบริดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า การขยายคำอธิบายของแบบแผนสงครามในลักษณะของ “สงครามพันทาง” นั้น ก็เพื่อให้นักการทหารมองเห็นถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ในหลากหลายรูปแบบ ที่สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยสนับสนุนในการทำสงครามทั้งกับฝ่ายรัฐ และกับฝ่ายตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐไม่แตกต่างกัน และทั้งยังต้องทำความเข้าใจว่า คำอธิบายนี้เป็นเรื่องของทฤษฎีการสงครามที่ต้องการให้เกิดความเข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันนักการทหารก็จะต้องไม่ใช้คำอธิบายนี้อย่างบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในทฤษฎีการสงครามแล้ว แต่ยังอาจทำให้ทฤษฎีดังกล่าวด้อยค่าลง และกลายเป็น “ขยะความคิด” ที่ไม่ควรค่าที่จะได้รับความสนใจ ทั้งที่ข้อถกแถลงเรื่องแบบแผนสงครามใหม่ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในทางทหารอย่างยิ่ง !

‘ตม.3’ภารกิจคัดคนดี..สกัดคนร้ายเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตม.3’ภารกิจคัดคนดี..สกัดคนร้ายเข้าประเทศ

16 สิงหาคม 2562 – 12:10 น.
สายตรวจระวังภัย,ตม
เปิดอ่าน 1,522 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ตม.3” เป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการในสังกัด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มี พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 เป็นหัวหน้าหน่วยงาน มีอำนาจหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ด้วยการเป็นเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ทั้งระบบให้บริการคนต่างด้าวในด้านพิธีการเข้าเมือง จัดระเบียบควบคุมแรงงานต่างด้าว ป้องกันปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและคนร้ายข้ามชาติที่เป็นภัยต่อความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ของ สตม.

ทว่าลักษณะพิเศษของ “ตม.3” จะมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง (ยกเว้น กทม.) และภาคตะวันตกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 28 จังหวัด มีพื้นที่ชายแดนที่มีการเข้าออกราชอาณาจักรไทยทั้งทางอากาศ (สนามบินอู่ตะเภา) ทางบกติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านคือ กัมพูชา กับ เมียนมาร์ และทางน้ำ เช่น ในพื้นที่ ตม.จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ช่วยดูแลป้องกันภัยจากความมั่นคงให้ประเทศไทย

การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พล.ต.ต.อาชยน ได้นำเสนอให้เห็นภาพแบบเข้าใจง่ายผ่านภารกิจการควบคุมและตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 3 มิติ คือ บทบาทในการควบคุมตรวจตรา คนเข้า คนอยู่ และ คนออก ซึ่งการทำงานทั้ง 3 มิติมีความสอดคล้องพึ่งพากัน เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยสนับสนุนภารกิจของการเป็นผู้ทักษ์สันติราษฎร์ที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน

สำหรับ มิติการควบคุมคัดกรองคนเข้า ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้คนดีเข้ามาและสกัดกั้นคนร้ายไม่ให้เข้ามาประเทศ ยับยั้งผู้มีพฤติการณ์เป็นภัยสังคมหรืออาชญากรไม่ให้เข้ามาก่อความเดือดร้อนและก่ออาชญากรรมกับคนไทยได้ ป้องกันไม่ให้คนต่างชาติใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักอาศัยหรือประกอบกิจการผิดกฎหมายข้ามชาติ (Safe Haven) มีความเข้มข้นในการคัดกรองคนเข้า (รวมถึงยานพาหนะ) และให้บริการเข้า-ออกราชอาณาจักร ซึ่งด้นำใช้เทคโนโลยี Biometrics ที่เชื่อมโยงกับระบบ PIBICS เดิมที่มีอยู่ และฐานข้อมูลสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งส่วนราชการภายนอก ทำการบันทึกภาพใบหน้า จัดทำโครงการบริหารจัดการฐานข้อมูลภาพถ่ายใบหน้าและลายพิมพ์นิ้วมือแบบบูรณาการทั่วประเทศ เพื่อสกัดกั้นบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร บุคคลเฝ้าระวัง บุคคลตามหมายจับในการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร คัดกรองมิให้อาชญากรแสวงหาโอกาสลักลอบเข้ามา โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง กลุ่มบุคคลตามหมายจับ กลุ่มบุคคลสัญชาติเป้าหมายโดยการจัดเก็บและตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อความมั่นคงของประเทศ

ส่วน มิติการควบคุมดูแลและอำนวยความสะดวกคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักร ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจตรา ณ ด่านเข้า-ออกประเทศ เพื่อให้คนต่างด้าวอยู่และทำงานแบบเคารพกฎหมายไทย และป้องปรามมิให้ทำสิ่งผิดกฎหมายแล้วอาศัยโอกาสหลบหนีลอยนวลไปต่างประเทศ

ขณะที่ มิติของการควบคุมด่านชายแดนขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมือง “ตม.3” ก็มีความพร้อมทั้งด้านการให้บริการคนต่างด้าว และช่วยสกัดกั้นบุคคลที่มีหมายจับตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลที่มีในตรวจตราผู้เดินทางออกจากราชอาณาจักร ว่าเป็นผู้ที่อยู่เกินที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ (Over stay) เป็นบุคคลที่สามารถกลับเข้ามาได้หรือไม่ (Re – entry) เป็นบุคคลมีหมายจับหรือไม่ (Arrest Warrant) และตรวจสอบว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม หรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากภารกิจตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในการควบคุมตรวจตราทั้ง 3 มิติ จะสามารถให้การสนับสนุนตำรวจและหน่วยราชการอื่นๆ ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะจากภัยคุกคามข้ามชาติ..!!