เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน

16 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน
เปิดอ่าน 2,521 ครั้ง

เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เกมการเมืองเริ่มเข้มข้นและบีบรัด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เข้าไปเรื่อยๆ

ไหนจะเจอปัญหาซึ่งหน้าหลากวาระที่ต้องเร่งมือแก้ไข ไหนจะขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่ให้คำมั่นไว้กับสังคมให้ออกมามีแต้ม…

แต่จังหวะช่วงลงน้ำคล้ายว่าไม่เป็นดั่งใจที่ลุงตู่วาดหวัง…

ยามนี้ขั้วค้านลุงตู่ไล่บี้ทุกวัน กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เสมือนเป็นสิ่งที่เจ็ดพรรคฝ่ายค้านนำมาหลอนลุงตู่ได้เป็นระยะ แม้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมรับกติกาหลักและพร้อมเสนอแก้ไข แต่ก็นำบางแง่มุมในบทบัญญัติของกติกาหลักซึ่งมีที่มาจากหนึ่งในแม่น้ำห้าสายที่ก่อกำเนิดจากคสช.มาใช้

“ลุงตู่” โดนลูบคมจากสิ่งที่คสช.เขียนไว้ และบางคนรอยลว่าจังหวะแก้เกมการเมืองของลุงตู่นั้นจะออกมามุมใด…

เพราะเมื่อมองจังหวะของเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ ที่ขยับออกมา หากมองเกมชิงแต้มจากมวลชนจะพบว่า แม้ ครม.ลุงตู่จะลงพื้นที่เร่งผลิตผลงานกันแล้ว แต่ผู้แทนฯ ขั้วหนุนลุงตู่นั้นบทบาทยังน้อยนักหากเทียบกับการเคลื่อนไหวของเจ็ดพรรคฝ่ายค้านที่ขยับเกมนอกรัฐสภาเนืองๆ โดยมีการปูพรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญบวกกับปัญหาปากท้อง เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อและโลกออนไลน์

ส่วนเกมในรัฐสภานั้น ขั้วตรงข้ามพร้อมยื่นกระทู้และญัตติเพื่อให้ สร.1 เข้ามาตอบและชี้แจงสิ่งที่ส.ส.สงสัยในหลากเรื่องราว…

แม้รู้จังหวะที่ขั้วตรงข้ามวางไว้ดักทางเดิน…แต่จะเลี่ยงเส้นทางนี้ได้กี่คราว ?

เพราะอย่างไรเสีย วันหนึ่ง “ลุงตู่” ก็ต้องมาตอบ…

“กาลเวลาบนเวทีการเมืองช่วงนี้” ลุงตู่น่าจะทราบดีว่าห้าปีที่แล้วกับภาวะในวันนี้แตกต่างกันยิ่ง เพราะเมื่อหมดอำนาจ คสช.ไปแล้ว ลุงตู่ต้องอยู่ในภาวะเรือเหล็กปริ่มน้ำที่ขั้วตรงข้ามพร้อมพลิกเรือเหล็กนั้น เวลาจากนี้ไปสาหัสกว่าที่ผ่านๆ มายิ่ง

จากนี้ไปเจ็ดพรรคค้านลุงตู่จะหยิบทุกความพลาดมาขยายผลให้ข่าวกระพือ…แบบไม่ยั้ง

ขณะเดียวกันทุกชีวิตของพรรคร่วมรัฐบาลรับรู้กันทั่วว่า “รัฐสภา” คือหนึ่งในจุดชี้เป็นชี้ตายของเรือเหล็กลำนี้ หากมินับญัตติและกระทู้ต่างๆ ที่ ส.ส.สามารถยื่นได้ในสมัยประชุมนี้แล้วนั้น

“ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” คือปัจจัยที่เสี่ยงยิ่งกับชะตาของเรือเหล็กลำนี้

แน่นอนว่า “พลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคแกนนำมีหน้าที่รับผิดชอบองค์ประชุมในการประชุมสภา มิให้ ”ล่มปากอ่าวและมิให้แผลเปิดแบบไม่สมควร”

ดังนั้นภาวะ “สภาล่ม” จะเกิดขึ้นหรือไม่…อยู่ที่ความรับผิดชอบของพปชร.เป็นหลักและพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่ปฏิเสธหน้าที่ แต่ภาพข่าวที่ออกมา “การแพ้โหวตสองสัปดาห์ติดต่อกันในวาระพิจารณาข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น มันสื่ออะไรบ้าง?” แม้จะอ้างว่าเป็นเอกสิทธิ์ส.ส.และไม่แบ่งขั้วว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ?

แต่บางมุมสื่อความให้สังคมอ่านจังหวะเกมในสภาว่า ขั้วหนุนหรือขั้วต้านลุงตู่ ขั้วใดจะได้แต้มกันก่อน…หรือจะเป็นการชิมลางบางอย่างในวันข้างหน้า ?

ข้อชี้แจงต่างๆ นานาที่ขั้วหนุนลุงตู่เรียงหน้ามาปกป้องเรือเหล็กที่วันพุธและพฤหัสบดีจะมาลอยลำเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาที่ย่านเกียกกายนั้น

หากพินิจวี่แววขั้วรัฐบาลแพ้โหวตในห้องประชุมสองครั้งติดต่อกัน แม้บางคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่ามองข้ามความปลอดภัย เพราะมันอาจเป็นบ่อเกิดเหตุสภาล่มในยามหน้า และวี่แววแบบนี้ก็พอที่จะเห็นเค้าลางแล้ว

และเมื่อมองไปยังการเปิดตัว 61 วิปรัฐบาลที่เพิ่งแต่งตั้งขึ้นมาไม่กี่วันก่อน เพื่อกำกับดูแลการทำหน้าที่ส.ส.ขั้วหนุนลุงตู่ หลังจากต้องเสียหนึ่งเสียงจากพรรคไทยศรีวิไลย์ไป นัยตรงนี้อ่านได้ไม่ยากนัก…

วิปรัฐบาลคนหนึ่งกล่าวว่า “วี่แวว ส.ส.รัฐบาลหนีประชุมมีมาระยะหนึ่งแล้ว แม้จะมีการประสานไปตั้งแต่ต้น แต่ ส.ส.หลายคนอ้างภารกิจในพื้นที่ และบางคนขอกลับก่อน ตรงนี้พยายามบอกกล่าวกันแล้วว่าฝ่ายค้านจ้องนับองค์ประชุมอยู่ แต่หลายคนยังไม่ปฏิบัติ”

ดังนั้นวิปรัฐบาล 61 คนนั้น แปลว่าวิปหนึ่งคนจะทำหน้าที่ประกบ ส.ส. 2-3 คนของพรรคร่วมรัฐบาลให้มาลงมติ รวมทั้งมีการขอแรง รมต.ที่ยังสวมหมวก ส.ส. ควรงดภารกิจในวันพุธ-พฤหัสบดี และมาประชุมสภาผู้แทนฯ

แถมยังมีวิทยุทรานซิสเตอร์สิบตัว ลำโพงและทีวีวงจรปิดในสัปปายะสภาสถานกระจายทั่วทุกมุม เพราะสถานที่แห่งนี้ บางมุมยังอับสัญญาณในการติดตามตัว ส.ส.เข้าห้องประชุม

แต่ภาพข่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นนั้น…ในทางการเมือง มิใช่ภาพลักษณ์ที่ดีนักของขั้วหนุนลุงตู่ คำว่า “ไทยแลนด์ 4.0” วันนี้ยังใช้ได้ไม่สมบูรณ์แบบกับนักการเมืองไทยบางคน

เพราะบางชีวิตของขั้วหนุนลุงตู่เริ่มภารกิจ “พลร่มสัมพันธ์” มาหลายเพลาแล้ว

คำว่า พลร่มสัมพันธ์นั้น ความหมายของคนการเมืองคือ ส.ส.หนีประชุม แม้ตัวไม่อยู่แต่บัตรลงคะแนนยังอยู่กับเพื่อนในห้องประชุม

และเพื่อนก็ลงมติแทนเพื่อนกันไป…

อย่าลืมว่าสมัยประชุมที่แล้วคดีเสียบบัตรแทนกันคืบหน้าแล้วเมื่อ “นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร ค่ายพท. ถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องศาลไปแล้ว…ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.

เมื่อเป็นแบบนี้หากใครหาญกล้าระวังตัวไว้ด้วย

เพราะเกมข้างต้นในวันนั้น “เพื่อไทย” ถึงกับไปไม่เป็น…และเป็นหนึ่งในปฐมเหตุโดนยึดอำนาจ

แว่วว่าฝ่ายค้านจับตา พลร่มสัมพันธ์ค่ายหนุนลุงตู่และจับจังหวะรอนับองค์ประชุมมาหลายวันแล้ว

หากถูกแฉว่ามีการเสียบบัตรแทนกันเมื่อใดรับรองสนุกนึก…และพลร่มสัมพันธ์เมื่อวันวาน หากจะลงมือแบบเดิมในวันหน้า พรรคหนุนลุงตู่อาจจะมีบางชีวิตต้องดำเนินตามรอยนริศร “เรือเหล็กน่าจะจอดไม่ต้องแจว” เพราะ ส.ส.ที่มาช่วยแจวเรือเหล็กหนีไปนั่งเครื่องบินเพื่อทำหน้าที่พลร่มสัมพันธ์

ขั้วต้านลุงตู่หยิบมาขย่มเมื่อใด สัปปายะสภาสถานเดือดแน่…

ปริศนา “นวดไทย””โรส” หยามผู้เฒ่า”จรัล” เจ็บลึกที่ปารีส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383810?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปริศนา “นวดไทย””โรส” หยามผู้เฒ่า”จรัล” เจ็บลึกที่ปารีส

16 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
นวดไทย,จรัล ดิษฐาอภิชัย,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,โรส ฉัตรวดี อมรพัฒน์,แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ
เปิดอ่าน 22,743 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไม่น่าเชื่อว่า “ผู้ลี้ภัย 112” ที่อยู่ในยุโรป จะออกมากระชากลากไส้กันเอง แถมเล่นหนักถึงเรื่่องส่วนตัว ทั้งที่พวกเขาคือ ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ต่างก็หนีคดีหมิ่นสถาบันฯ มาเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดน

ความขัดแย้งที่ปะทุในรอบหลังนี้ เริ่มจากกลุ่มไฟเย็น หนีตายออกจากลาวไปปักหลักที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือของหลายองค์กร แต่มีผู้ประสานงานหลักๆ คือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ”

ไม่รู้ว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน “โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองอังกฤษ เปิดฉากแฉขบวนการอุ้มไฟเย็นมา “ขอรับเงินบริจาค” ที่ฝรั่งเศส

โรส ลอนดอน

“โรส” จับมือ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ จัดรายการทอล์กทางยูทูบ ตอบโต้กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว เนื่องจากพวกเธอไม่ชอบพฤติกรรม “ขอทานออนไลน์” ของพวกแดงฝั่งซ้าย

“จรัล ดิษฐาอภิชัย” ตกเป็นเป้าโจมตีของ “โรส 112” โดยล้วงลึกไปถึงเรื่องส่วนตัวของนักสิทธิมนุษยชนคนดัง แถมไปลากผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ซึ่งไปทำมาหากินในปารีสเข้ามาอยู่ในประเด็นโจมตีทางการเมือง

ร้อนถึง “วัฒน์ วรรลยางกูร” ที่เพิ่งเดินทางถึงปารีส ต้องออกมาเขียนความในใจถึงพี่ชายที่เคารพรัก “จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีขณะนี้ โดยขบวนการของพวกที่ชอบใช้คำว่า “ทรัพย์ร่วม” แค่นี้ก็รู้ว่าเป็นพวกไหน”

ดูเหมือนว่า วัฒน์ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ “โรส” แต่กลับชี้เป้าไปที่ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” และ “กลุ่มฮาวทู” (อดีตสหาย)

จรัล ดิษฐาอภิชัย

          “เมื่อพี่จรัลเป็นแกนหลักของยุโรป จึงตกเป็นเป้าทำลายดิสเครดิต หรือ ฆ่าทางการเมืองด้วยเรื่องทุเรศๆ ทำกันขบวน มีทั้งมือเขียนบทแนบข้อมูลเป็นขั้นตอน มีกระทั่งคนเขียนเพลง และตัวแสดงมาดถ่อย ที่ย้ำ “ทรัพย์ร่วมๆ” จนผมนึกหน้าตาคนในขบวนนี้ออก”

“วัฒน์” น่าจะคุ้นเคยกับสมาชิกกลุ่มฮาวทู ที่จับมือกับ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” เล่นเรื่องพลังงานมานานหลายปี ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ได้จัดรายการทอล์กทางยูทูบตอบโต้กลุ่มแดงฝั่งซ้ายมาโดยตลอด

“กลุ่มฮาวทู” เป็นการรวมตัวของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่พยายามฟื้นกลุ่มจัดตั้ง ใหม่ และเสนอแนวคิดทฤษฎีทางชนชั้น ซึ่งต่างไปจากกลุ่มสาวกธง แจ่มศรี

สมาชิกในกลุ่มนี้ เคยร่วมงานกับสุรชัย แซ่ด่าน, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และไม้หนึ่ง ก.กุนที โดยเตรียมการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมใหม่ แต่ตอนหลังเกิดแตกคอกันเรื่อง “เอาทักษิณ-ไม่เอาทักษิณ”

          “สะท้อนใจว่า คนแบบพี่จรัล ที่ผมเห็นมากว่าสี่สิบปี จะต้องมาเจอเล่ห์ถ่อยสถุลแบบนี้ แถมสะเก็ดระเบิดยังไปตกใส่ผู้ขายแรงงานหญิงคนหนึ่งที่มาดิ้นรนเอาตัวรอดต่างแดนนับได้หลายสิบปี จนตั้งตัวติดเป็นที่อิจฉา…”

นักเขียนรางวัลศรีบูรพาทอดถอนใจกับพฤติกรรมของ “โรส 112”, “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” และ “ป้าวันเพ็ญ สวีเดน”

จรัลกับวงไฟเย็นที่ปารีส

         จะว่าไปแล้ว เรื่องที่ “โรส 112” นำมาแฉผ่านช่องยูทูบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจรัลกับ “สาวไทย” ที่เป็นเจ้าของนวดแผนไทยในปารีส ไม่มีใครยืนยันได้ว่า จริงหรือเท็จ 

ที่หนักไปกว่านั้น โรสใช้กลอุบายโทรศัพท์ไปหาหญิงไทยคนดังกล่าว หลอกล่อให้พูดถึงจรัล และพยายามชี้เป้าให้คนฟังทางยูทูบเข้าใจว่า จรัลกับหญิงไทยคนนี้มีธุรกิจร่วมกัน

เมื่อวัฒน์ วรรลยางกูร ออกมาตอบโต้กลุ่มดังกล่าว จรรยา ยิ้มประเสริฐ จึงยิ้มออกและเขียนสนับสนุนว่า “ดีใจที่เห็นพี่วัฒน์เขียนถึงพี่จรัล ผมเองก็สงสารพี่จรัล ที่ต้องมาเจอการโจมตีมาต่อเนื่องในช่วงนี้…”

ก่อนหน้านี้ กลุ่มสะใภ้เสียงชาวบ้าน ได้ออกมาแฉพฤติกรรม “จรรยา” ว่าเป็นนักขอเงินบริจาค ไม่ทำการทำงานเป็นเรื่องเป็นราว

น่าสังเกตว่า จรรยา, สะใภ้เสียงชาวบ้าน, ป้าหนิง ยูเค, ป้าวันเพ็ญ สวีเดน และโรส 112 ก็เคยร่วมกันโจมตีสถาบันเบื้องสูง และรัฐบาลทหาร แต่วันนี้ กลับทะเลาะเบาะแว้งกันหนัก

          การสาวไส้เรื่องส่วนตัว ด้วยถ้อยคำหยาบคาย นักทฤษฎีฝ่ายซ้ายสากลนิยม เจอเกมชกใต้เข็มขัดแบบนี้ ก็เจ็บปวดยิ่งกว่า ผิดหวังจากการปฏิวัติไทยล่มสลาย 

มารดาขอเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มารดาขอเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่

16 สิงหาคม 2562 – 08:31 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,มารดา,เปลี่ยนชื่อ,นามสกุล,ลูก
เปิดอ่าน 2,875 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง 

หลายท่าน...คงเคยเปลี่ยน “ชื่อ” หรือ “นามสกุล” จากที่เคยใช้กันมาในช่วงวัยเด็ก ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเป็นเพราะเหตุผลความเชื่อเรื่องโชคชะตา ความไพเราะเสนาะหู ความเหมาะสม หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนตามความประสงค์ของบิดามารดาก็ตามที

ถือเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่หากเป็นไปโดยชอบด้วยหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ย่อมจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ตามคำขอ !

          แต่ทว่า…หากมารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับบิดาโดยได้อยู่กินฉันสามีภรรยาและต่อมาได้เลิกรากันไป ประสงค์จะเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลให้แก่บุตรผู้เยาว์ของตนเอง เพราะไม่อยากให้ใช้นามสกุลของบิดา ทางมารดาจะมีสิทธิดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาผู้ให้กำเนิดด้วย

เรื่องนี้มีหลักเกณฑ์อย่างไร มาดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นประโยชนทั้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะนายทะเบียน และประชาชนทั่วไปซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัว

โดยเหตุของคดีเกิดจากชายหญิงคู่หนึ่งได้อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงน้ำใจ ซึ่งใช้ชื่อสกุลของบิดา ต่อมาทั้งคู่ได้แยกทางกัน และมารดาได้แจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ขอเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรเป็นเด็กหญิงมีบุญ ซึ่งใช้ชื่อสกุลของมารดา โดยมารดาเป็นผู้ลงนามแทนบุตรผู้เยาว์ และนายทะเบียนท้องที่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้ตามคำขอ โดยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ “เด็กหญิงน้ำใจ สกุลบิดา” เป็น “เด็กหญิงมีบุญ สกุลมารดา”

ขณะเดียวกันนั้นบิดาได้ฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว จนกระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บิดาจดทะเบียนรับรองเด็กหญิงน้ำใจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้บิดาและมารดาใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงน้ำใจร่วมกัน

ซึ่งหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว บิดาจึงได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตร แต่เนื่องจากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้วจาก “เด็กหญิงน้ำใจ สกุลบิดา” เป็น “เด็กหญิงมีบุญ สกุลมารดา” ตั้งแต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ทำให้นายทะเบียนไม่สามารถจดทะเบียนรับรองบุตรในชื่อและสกุลเดิมตามคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ บิดาจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนของนายทะเบียนที่เปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์

         ปัญหาว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ตามคำขอของมารดาถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? และต้องได้รับความยินยอมจากบิดาก่อนหรือไม่?

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการไว้หลายเรื่อง อาทิ (1) สถานะทางกฎหมายของการสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของนายทะเบียน ถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีสถานะเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

(2) ผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองจะต้องเป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการขอเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลในคดีนี้จึงเป็นการพิจารณาทางปกครองที่ผู้เยาว์ไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้ เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะตามนัยมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยจะต้องให้มารดาซึ่งถือว่าเป็น “ผู้ใช้อำนาจปกครอง” แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ยื่นคำขอแทน (มาตรา 1556 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ทั้งนี้เนื่องจากขณะที่มารดายื่นคำขอดังกล่าว บิดา (ผู้ฟ้องคดี) ยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ผู้ฟ้องคดีจึงยังมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นนายทะเบียนจึงไม่จำเป็นต้องเรียกบิดามาสอบปากคำเพื่อให้ความยินยอม แม้ในสูติบัตรจะได้แจ้งชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาและอยู่ในระหว่างการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรก็ตาม ก็หาได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด

          ดังนั้นการที่นายทะเบียนอนุญาตและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ตามที่มารดายื่นคำขอจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.672/2561)

กล่าวโดยสรุปการพิจารณาทางปกครอง หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง โดยผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้จะต้องเป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ (มาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) ดังนั้นเมื่อผู้เยาว์ยังไม่เป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะหากจะเข้ามาเป็นคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครองจะต้องดำเนินการแก้ไขในเรื่องความสามารถหรือต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถก่อน เช่น การต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ปกครองก่อน และกรณีที่บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารดาถือเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อย่าเป็นตัวตลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383806?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นตัวตลก

16 สิงหาคม 2562 – 07:46 น.
ตกม้าตาย,อย่าเป็นตัวตลก,วิปรัฐบาล
เปิดอ่าน 1,940 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2562

“งามไส้” ซ้ำสองในช่วงค่ำคืนวันที่ 14 สิงหาคม เมื่อรัฐบาลต้องมา “ตกม้าตาย” คาสภาด้วยการแพ้โหวตฝ่ายค้านอีกครั้ง หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญถกข้อพิจารณาในประเด็นว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (1) สภาสิ้นอายุ หรือ สภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด โดย กมธ.เสียงข้างน้อยฟากฝ่ายค้านมีความเห็นให้ตัดคำว่า “หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด” เนื่องจากเป็นคำที่สะท้อนให้นึกถึงการยึดอำนาจหรือการรัฐประหาร โดยการพิจารณาคราวนี้ที่ประชุมขอให้ส.ส.ที่มาจากประชาชนลงคะแนนด้วยความอิสระ ซึ่งผลการลงมติ ปรากฏว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลลงมติแพ้ฝ่ายค้านไปด้วย คะแนน 234 ต่อ 223 เสียง

อืม…ตั้ง 11 เสียงนะ คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว เพราะตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม รวมระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลเพิ่งผ่านพ้นไปแค่ 40 วันเท่านั้น แต่รัฐบาลกลับพ่ายแพ้การลงมติ ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้นจากการลงมติร่างข้อบังคับประชุมสภาข้อ 9(1) ว่าด้วยการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุม และที่ไม่เข้าใจสุดๆ คือเป็นการแพ้โหวตในระยะเวลาห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งไม่รู้ว่าผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีใดถึงได้หลงลืมไม่นำบทเรียนความพ่ายแพ้มาบรรจุลงในชิพความจำของบรรดา ส.ส.แต่ละท่านให้รับรู้แก้ไขในสิ่งที่เคยพลาดพลั้งก่อนหน้านี้

ที่น่าตลกไปกว่านั้นคือ การได้เห็น ส.ส.ที่เป็น “วิปรัฐบาล” ออกมาป่าวประกาศกันเย้วๆ ว่าจะต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาการแพ้โหวตให้ได้ในเร็ววันหลังจากเคยพลาดพลั้งเสียท่าไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยจะนำเรื่องเข้ามาพูดคุยเป็นวาระสำคัญในพรรคร่วมรัฐบาล และในเบื้องต้นอาจต้องมีบุคคลคอยควบคุม สอดส่องไม่ให้ส.ส.ที่เข้าประชุมหายออกไปในช่วงลงมติไม่ว่ากรณีใด ซึ่งการออกมาให้สัมภาษณ์ตีรั้วล้อมคอกของวิปรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นหมาดๆ ในช่วงเช้าวันที่ 14 สิงหาคม แต่ไม่ทันข้ามวันรัฐบาลกลับเกิดอาการ “เดจาวู” พ่ายแพ้การลงมติไปซะงั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ออกลูกขึงขังจริงจังถึงมาตรการจัดระเบียบ ส.ส.แบบ “แซบเว่อร์”

สิ่งที่เกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามว่า ด้วยภาวะเสียง ส.ส.ที่ปริ่มน้ำเจียนตายขนาดนี้ หากรัฐบาลไม่จริงจังที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว เห็นที “คงอยู่ยาก” เพราะการแพ้โหวต 2 ครั้งติดๆ ของ ส.ส.รัฐบาลนั้นบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง โดยเฉพาะสัญญาณอันตรายที่อาจส่งผลให้รัฐบาลจบเห่ได้ไม่ยากในอนาคต หากการแพ้โหวตไปเกิดขึ้นในวาระระดับบิ๊กๆ เช่น การพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือศึกซักฟอกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ…

เมื่อปัญหามารอถึง “ปากเหว” รัฐบาลไม่ควรพลาดซ้ำซากอีก แต่คนคำนวณไม่เท่า “ฟ้าลิขิต” เพราะจากนี้ต่อไปคงไม่มีใครกล้าการันตีว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และต้องทำในเร็ววัน จะมานั่งตายใจ ปล่อยไปตามยถากรรมแบบนี้ไม่ได้ และที่สำคัญ ส.ส.ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่นิ่งไม่ดูดาย จับมือสามัคคีอย่างแข็งขัน อย่ามัวแต่เล่นเกมการเมือง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่อาจตามมาจนสายเกินแก้ เพราะการแพ้โหวตลงมตินั้นไม่เพียงเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่อาจมองว่า ส.ส.รัฐบาลเป็น “ตัวตลกไร้คุณภาพ” ที่ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันพึงมีหรือไม่…?

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน

15 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,กสม,ถ่านหิน
เปิดอ่าน 2,851 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศไทยมีองค์กรอิสระ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ก็เพราะคุณูปการของรัฐธรรมนูญปี 2540 หากจำกันได้ช่วงนั้น กรรมการรุ่นบุกเบิกออกมาลุยแสดงอิทธิฤทธิเรียกร้องต่อสู้เพื่อชาวบ้านที่ถูกรังแกและละเมิดสิทธิอย่างแข็งขัน จนกลายเป็นข่าวเด่นดังเกือบทุกวัน…ผ่านไป 22 ปี กลับกลายเป็นว่า “กรรมการ” โดนรังแกเสียเอง…

กฎหมายกำหนดให้ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” หรือ “กสม.” มีจำนวน 7 คน วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี จนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นรุ่น 3 ซึ่งมาจากการคัดเลือกในยุค “คสช.” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 แต่อยู่ด้วยกันไม่เท่าไร ก็มีข่าววงในสะพัดว่าทำงานขัดขาและขัดแย้งกันเอง

เนื่องจาก “รัฐธรรมนูญ 2560” กำหนดให้มีการสรรหา “กสม.” ชุดใหม่รุ่น 4 ในระหว่างนั้นชุดเก่าก็ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อนจนกว่าจะได้ชุดใหม่ แต่การขัดแย้งเริ่มถึงจุดแตกหัก “กรรมการสิทธิฯ” บางคนขออนุญาตไขก๊อกลาออก

เริ่มจาก “สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย” ลาออกวันที่ 5 เมษายน 2560 ตามมาด้วย “ชาติชาย สุทธิกลม” ลาออก 1 มิถุนายน 2562 จากนั้นก็ถึงจุดไคลแมกซ์เมื่อ “เตือนใจ ดีเทศน์” และ “อังคณา นีละไพจิตร” ยื่นหนังสือลาออกพร้อมกันเมื่อ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้เหลือ กสม.ทำงานแค่ 3 คน กลายเป็นว่ามีจำนวนไม่ถึงครึ่งจากที่กำหนดไว้ 7 คน !

ทำไมต้องไขก๊อกทิ้งทวนให้เป็นข่าวใหญ่ !
ผู้ใกล้ชิดแวดวงกรรมการสิทธิฯ วิเคราะห์ให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การทำงานที่ผ่านมาของกรรมการสิทธิฯรุ่น 1 -2 ค่อนข้างจะเป็นอิสระ เพราะถือว่าทุกท่านมีเกียรติและศักดิ์ศรี สามารถทำงานได้ตามสไตล์ที่ตัวเองต้องการ เช่น ลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูม็อบ ไปขึ้นเวทีสาธารณะ หรือแม้กระทั่งให้สัมภาษณ์นักข่าวในมุมมองความคิดของตัวเอง แต่ “กสม.รุ่น 3” ยุค “คสช.” มีสไตล์แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เน้นการทำงานแบบเพ่งดูเอกสาร ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิอย่างจริงจัง

ตัวอย่างเช่น กรณี “ปัญหาเจ้าสาวเบบี๋” หรือ “การออกใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” ในพื้นที่พิเศษ 4 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยที่ถูกทั่วโลกต่อต้าน แม้กระทั่งชาวมาเลเซียยังทนไม่ไหวช่วยกันล่ารายชื่อรณรงค์ให้ไทยยกเลิกการย่ำยีเด็กโดยใช้ข้ออ้างทางศาสนา แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยกลับไม่ค่อยสนใจปัญหาที่เกิดขึ้น เสมือนนั่งบนหอคอยงาช้าง

เนื่องจาก กสม.ชุดนี้มีวิธีการทำงานหรือการประชุมที่ขอร้องแกมบังคับให้กรรมการทุกคนทำเหมือนกันอย่างเคร่งครัด จะออกสื่อ จะสัมภาษณ์เดี่ยว จะแสดงความในใจ ฯลฯ ต้องได้รับความยินยอมและเห็นพ้องต้องกันจาก “คณะประชุมใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานหรือการตัดสินใจเรื่องราวเอกสารต่างๆ ทุกอย่าง ส่วนมากใช้วิธีการโหวตหรือลงคะแนนตัดสินด้วย “เสียงส่วนใหญ่” แทนที่จะเป็นการพูดคุยส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างความอึดอัดให้แก่กรรมการบางคนที่เป็น “เสียงส่วนน้อย”

นักสิทธิมนุษยชนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกระดับท็อปอย่าง “เตือนใจ” และ “อังคณา” ตัดสินใจลาออกดีกว่า เพราะโหวตทีไรก็แพ้ทุกที “อยู่ไปก็ไลฟ์บอย!!!”

การลาออกครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย เพราะส่งผลให้เกิดคำถามว่า “กสม.” ที่เหลือ 3 คนจาก 7 คน ควรลาออกทั้งหมดหรือไม่ เพื่อ “ความเหมาะสมและความสง่างาม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่าย ได้ลงชื่อเรียกร้อง กสม.ที่เหลืออีก 3 คน ได้แก่ “วัส ติงสมิตร” “ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์” และ “ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง” ลาออกจากตำแหน่ง แล้วเร่งกระบวนการสรรหา “กสม.ชุด 4” มาทำหน้าที่แทน

ขั้นตอนนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 มาตรา 11 กำหนดให้มี “กรรมการสรรหา” ที่จะมาคัดเลือกผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ ต้องประกอบด้วย

(1) ประธานศาลฎีกา (2) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (3) ประธานศาลปกครองสูงสุด (4) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน (5) ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน (6) อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา

แต่ช่วงที่ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในวันนี้มีสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 2–3 สิงหาคม 2562 “คณะกรรมการสรรหา” มีการนัดกันประชุมใหญ่ โดยรายชื่อผู้เข้าร่วม ได้แก่
1.นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา 2.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายสมชาย หอมลออ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 5.นางสุนี ไชยรส ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 6.ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 7.ดร. ถวัลย์ รุยาพร ผู้แทนสภาทนายความ 8.นายสุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข 9.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน 10.ศ.สุริชัย หวันแก้ว กรรมการ ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา

หลังการประชุมได้ปรากฏรายชื่อ “บุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” 3 คน ได้แก่ “ลม้าย มานะการ” ตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชน, “วิชัย ศรีรัตน์” ตัวแทนด้านกฎหมาย และ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ตัวแทนด้านปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตไทย ไปรวมกับ 1 คนที่ได้รับการเสนอชื่อไปก่อนหน้านี้คือ “สุชาติ เศรษฐมาลินี” ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษา และอีก 2 คนที่ผ่านการสรรหาและได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ไปแล้ว คือ “ปิติกาญจน์ สิทธิเดช” อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและ “พรประไพ กาญจนรินทร์” อดีตอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

สรุปคือ รายชื่อผ่านทุกขั้นตอนไปแล้ว 2 คน และรายชื่ออีก 4 คนรอเสนอขอความเห็นชอบจาก “วุฒิสภา” รวมเป็น 6 หมายความว่า ตอนนี้เหลืออีกแค่ 1 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ผ่านการ “สรรหา”

ขณะนี้จึงต้องรอฝ่ายค้าน ในเมื่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาทำหน้าที่กรรมการสรรหาแล้ว ก็ควรมีตัวแทนฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรตามที่กฎหมายกำหนดไว้

คนไทยจะได้มี “กสม.รุ่น 4” เข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่กำลังถูกละเมิดกันอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงาน กลุ่มเด็ก ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย กลุ่มผู้บริโภค ฯลฯ

และหวังว่าชุดใหม่จะมาลบล้างคำครหาว่า “คณะกรรมการสิทธิฯ” ทำหน้าที่คุ้มครองตัวเอง “มากกว่า” สนใจคุ้มครองประชาชน !

p33

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

15 สิงหาคม 2562 – 11:40 น.
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,กี้,ประชุมอาเซียน,ถอนฟ้อง
เปิดอ่าน 7,930 ครั้ง

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

นอกจากคดีก่อการร้ายที่แกนนำ นปช. รวมทั้ง “พี่กีร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้เฮ เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ยังมีอีก 1 คดีที่ “พี่กี้ร์” หวังลูกฟลุก เป็นคดีที่ “พี่กี้ร์” ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา เมื่อปี 52

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายอริสมันต์ ได้นำจำเลยคนอื่นๆ ในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน เข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้ถอนฟ้องพวกตน เพราะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจ และให้การกล่าวหาพาดพิงพวกตน ถูกศาลตัดสินแล้วว่าเป็นพยานเท็จ

การยื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน สรุปง่ายๆ ได้แบบนี้ นายอริสมันต์และพวกถูกฟ้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิดไปแล้ว คดีอยู่ระหว่างฎีกา แต่ปรากฏว่าหนึ่งในพรรคพวกของนายอริสมันต์ไปยื่นฟ้องศาลแยกอีกคดีหนึ่งว่า พยานปากสำคัญซึ่งเป็นตำรวจ และให้การพาดพิงถึงพวกตนในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนนั้น เป็นพยานเท็จ ปรักปรำ ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ปรากฏว่าคดีใหม่นี้ ศาลพิพากษาว่าตำรวจที่เป็นพยานกระทำผิดจริง โดยเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วไม่มีการยื่นฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด นายอริสมันต์และพวกสบช่อง จึงไปยื่นฟ้องตำรวจรายนี้เพิ่มเติม แล้วก็มายื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างว่าพยานที่เป็นตำรวจให้การเท็จ พวกตนต้องไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้ไปบุกล้มการประชุมอาเซียนกันเลยแม้แต่น้อย

นี่คือที่มาที่ไป โดยตำรวจคนนี้มีการระบุชื่อเลยว่า พ.ต.ท.ศราวุฒิ บุญชัย

“ทีมข่าวเนชั่น” ตามไปตามตรวจสอบ ปรากฏว่าตำรวจรายนี้ ปัจจุบันเป็นสารวัตรปราบปราม อยู่ที่ สภ.ขลุง จ.จันทบุรี

“ทีมข่าวเนชั่น” ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับตำรวจรายนี้ ก็ยอมรับว่าถูกแนวร่วม นปช.ที่เป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนฟ้องร้องจริงในคดีเบิกความเท็จ และศาลก็ตัดสินว่าผิดจริง คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลรอการกำหนดโทษ (หมายถึงผิดจริง แต่ศาลยังปรานีไม่ลงโทษ แต่ถ้าทำผิดซ้ำก็จะกำหนดโทษจำคุก)

ตำรวจรายนี้อธิบายว่า คดีมีจำเลยจำนวนมาก และพยานหลักฐานเยอะมาก หลักฐานภาพถ่ายที่จะยืนยันตัวตนของจำเลยบางคนจึงตกหล่น ไม่สามารถนำไปแสดงต่อศาลได้ ซึ่งจริงๆ ก็มีเพียงจำเลยแค่คนเดียวที่ฟ้องตนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ มีหลักฐานครบหมด ส่วนตัวก็ยอมรับในความผิดพลาดเกี่ยวกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนทั้งหมดจะเสียหาย เพราะมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอยืนยันพฤติกรรมเป็นจำนวนมาก

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและต่อเนื่องกันก็คือ นายอริสมันต์และพวก ไปเรียกร้องให้อัยการถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างเหตุพยานที่เป็นตำรวจรายนี้ให้การเท็จ คำถามก็คือคดีอาญาแผ่นดินที่มีความผิดร้ายแรงแบบนี้ ถอนฟ้องได้หรือไม่

“ทีมข่าวเนชั่นทีวี” ได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดว่า โดยปกติแล้วคดีอาญาทั่วไปที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์(ผู้ฟ้อง) สามารถถอนฟ้องได้ทุกคดี ทุกชั้่นศาล ก่อนคดีจะถึงที่สุด แต่สำหรับคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ การถอนฟ้องจะกระทำได้เฉพาะในขั้นตอนก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น หากศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาไปแล้ว จะถอนฟ้องไม่ได้อีก หากมีการยื่นถอนฟ้อง จะเท่ากับเป็นการถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด แต่ก็ต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลล่าง คือ ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ได้ตัดสินไปแล้ว

จากคำอธิบายนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และศาลล่าง 2 ศาลมีคำพิพากษาแล้ว การที่นายอริสมันต์และพวกจะให้อัยการถอนฟ้อง ย่อมกระทำไม่ได้ และจะให้ถอนฎีกาก็ทำไม่ได้ เพราะอัยการไม่ได้เป็นฝ่ายฎีกา แต่เป็นฝ่ายนายอริสมันต์เอง ฉะนั้นถ้าฝ่ายนายอริสมันต์ถอนฎีกาจริง ก็จะทำให้คดีถึงที่สุด และพวกของนายอริสมันต์ก็ต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ส่วนที่อ้างว่ามีพยานบางปากให้การเท็จ ก็ไม่ได้ส่งผลให้คดีบุกล้มประชุมอาเซียนต้องเสียไป ยกเว้นจะมีการไปรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุพยานเท็จ

ขณะที่นักกฎหมายอีกรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ถูกต้องคือ นายอริสมันต์และพวกต้องยื่นพยานหลักฐานไปในสำนวนที่ยื่นฎีกา เพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยื่นคำร้องว่ามีพยานหลักฐานใหม่ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา

ด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวกับ “เนชั่นทีวี” ว่า ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด การถอนฟ้องสามารถทำได้ 2 กรณี คือ 1.การฟ้องผิดตัว หมายถึงกรณีที่อัยการยื่นฟ้อง นาย ก. แต่ภายหลังมีพยานหลักฐานว่า นาย ก. ไม่ได้เป็นคนทำผิด กับ 2.เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดพิจารณาว่าคดีไหนถ้าฟ้องไปแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็อาจขอถอนฟ้องได้ (ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ มาตรา 21)

นอกจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์การถอนฟ้องบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35-36 ด้วยว่า คดีความผิดส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน จะต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383695?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16

15 สิงหาคม 2562 – 11:34 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สามมิตร,สุชาติ ตันเจริญ,บ้านริมน้ำ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,542 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 15 ส.ค.62

การบริหารจัดการภายในพรรคพลังประชารัฐ เริ่มลงตัวแล้ว เมื่อ “พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี รับจะมาดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคตามความคาดหมาย

หลังจากนี้ “บิ๊กป้อม” จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ฯ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย

แม้ “บิ๊กป้อม” จะย้ายที่ทำงานจากบ้านป่ารอยต่อฯ มาอยู่ชั้น ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความเป็น “กลุ่มก๊วน” ก็ยังดำรงอยู่โดยธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

มัชฌิมาคืนชีพ

การแต่งตั้ง “วิวัฒน์ นิติกาญจนา” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (สมศักดิ์ เทพสุทินทำให้นึกถึงบรรยากาศพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อการเลือกตั้ง 2550

กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “กาญจนากรุ๊ป” ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหมูและบริษัทอาหารสัตว์

วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา

สมัยอยู่กลุ่มวังน้ำยม พรรคไทยรักไทย กำนันตุ้ยถือว่าเป็น “กระเป๋า” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน เวลานั้น กลุ่มวังน้ำยม มีอดีต ส..เข้าร่วมเกือบ 80 ชีวิต

หลังรัฐประหาร 2549 กำนันตุ้ยอพยพไปอยู่กับ “สมศักดิ์” สร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตย กำนันตุ้ยสอบตกในการเลือกตั้ง 2550 แต่ก็มีตำแหน่งทางการเมืองสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

สมศักดิ์เป็นนักจัดตั้งกลุ่มการเมือง ปิดฉากกลุ่มวังน้ำยม เมื่อออกจากไทยรักไทย ก็มาตั้งกลุ่มมัชฌิมา ก่อนจะกลายเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย 

ภิรมย์ พลวิเศษ

ปีที่แล้ว สมศักดิ์ตั้งกลุ่มสามมิตร จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ภิรมย์ พลวิเศษ” มือดีลการเมืองจะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตร จะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (อุตตม สาวนายน)

อนาคตข้างหน้า “สมศักดิ์” คนชอบไก่ชนจะตั้งซุ้มอะไรอีกโปรดติดตาม

เสี่ยแฮงค์” ไม่เฮิร์ท

หลายคนคงจำภาพวันที่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ออกมาตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ หลังจากทราบว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พลาดเก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน และตัวเองชวด รมช.คลัง

สัปดาห์ที่แล้ว มีการแต่งตั้ง “อนุรุทธิ์ นาคาศัย” รองประธานสโมสรและผู้จัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล น้องชายเสี่ยแฮงค์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์)

“เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย 

เสี่ยแฮงค์ ลูกแม่ค้าตลาดโพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีน้องชาย คนคือ อนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ.ชัยนาท และอนุรุทธิ์ นาคาศัย เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน

จะว่าไปแล้ว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือ “สามมิตร” ตัวจริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ “กลุ่ม กุมาร” ของสมคิด กับกลุ่มสุริยะสมศักดิ์ จะปรองดองกันได้อย่างรวดเร็ว

ก๊วน .ปรองดอง ลุงตู่ลุงป้อมก็สบายใจหน่อยมิเช่นนั้น มีเรื่องปวดหัวให้ตามแก้ทุกวัน

พนมสารคามแสนสุข

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีหรือไม่ จึงทำให้ “พ่อมดดำ” กับ “กลุ่มพลังชล” หันมาจับมือกันแน่น

พิกิฏ ศรีชนะ

เมื่อ “เวียง วรเชษฐ์” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (อิทธิพล คุณปลื้มและ “พิกิฏ ศรีชนะ” เป็นเลขานุการรัฐมนตรีวัฒนธรรม

ทั้งเวียง วรเชษฐ์ อดีต ส..ร้อยเอ็ด และพิกิฏ ศรีชนะ อดีต ส..ยโสธร ล้วนเป็นสายตรงของ “บ้านริมน้ำ” 

เวียง วรเชษฐ์

พิกิฏเป็น ส..สมัยแรกปี 2550 พรรคเพื่อแผ่นดิน สังกัดบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” ส่วนเสี่ยเวียงนั้น ในช่วงเลือกตั้ง สุชาติมอบให้ดูแลสนามเลือกตั้งร้อยเอ็ด เขต โซนทุ่งกุลาร้องไห้

การโคจรมาพบกันของสุชาติ ตันเจริญ กับ “สนธยา คุณปลื้ม” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสายสัมพันธ์ดั้งเดิมสมัย “กลุ่ม 16” ยังเหนียวแน่น

สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม และ ส.ส.เฮ้ง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มพลังชลสายกำนันเป๊าะ สูญเสียกำลังไปส่วนหนึ่ง เมื่อ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส..ชลบุรี แยกไปตั้งกลุ่มใหม่ในพรรคพลังประชารัฐ มีกำลังพล 29 คน จึงได้เป็นประธาน ส..ของพรรค

..เฮ้ง” มีหน้าที่ดูแล ส..ทั้งพรรค และรับคำสั่งตรงจาก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

..เฮ้งบินไกลจริงๆ จนแทบจะไม่หันกลับซุ้มแสนสุขอีกแล้ว 

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว

15 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทน์โอชา,ทหาร
เปิดอ่าน 25,863 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

ในที่สุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งพลังขับเคลื่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้ก้าวมายืนข้างหน้า ด้วยการเข้ามาเป็น ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค อย่างเต็มตัว

แม้ในทางกฎหมาย ตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค จะไม่มีผลในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ตามความหมายของ กกต. แต่การก้าวขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อเตรียมการคุมบังเหียนพรรค ที่จะตามมาด้วยการเปิดหน้าของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปล่อยข่าวกันหนาหูในพรรคพลังประชารัฐว่า จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพลังประชารัฐ แทน อุตตม สาวนายน ในการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้

และอาจจะมีการจัดทัพใหม่ในการบริหารพรรค โดยจะเลือกระหว่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สองรัฐมนตรีในสายบิ๊กป้อม ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แทนสนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์

จะเรียกหรือให้เหตุผลว่าเพื่อ “ความเป็นเอกภาพ”ในการบริหาร และป้องกันความแตกแยก จึงต้องให้ “สองพี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์” เข้ามาเป็นศูนย์กลางพรรค หรือให้เหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ ทันทีที่ทั้งสองลุง “ลุงป้อม-ลุงตู่” บริหารพรรค ย่อมมี “เสธ.” ต่าง ๆ เดินว่อนในพรรคนี้ และระบบบริหารจัดการในพรรค จะเปลี่ยนไป ตามมาด้วยภาพลักษณ์ ที่ง่ายต่อการ “ระบายสี” ว่านี่คือพรรคทหาร

ก่อนหน้านี้ พรรคคู่แข่งและคนในและนอกการเมือง ต่างพยายามระบายสีอยู่แล้วว่า พรรคนี้คือพรรคทหาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจ แต่เมื่อ “สองบิ๊กยังไม่เคยแสดงตัวตน จึง “จุดไม่ติด” วันนี้เมื่อออกมาแสดงตนในแถวหน้า การระบายสีจะง่ายขึ้น

พรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 คงจะยินดีปรีดา ต้อนรับการปรากฏตัวยืนแถวหน้า ของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ที่มาขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ เพราะง่ายต่อการสร้างความเข้าใจต่อสังคมประชาธิปไตยว่า นี่คือพรรคอันเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจโดยแท้

เสธ.คนไหน นักการเมืองคนใดหนอ ที่ช่วยคิดให้ “นาย” มาติดบ่วง! จะได้คุ้มเสียกับการก้าวมายืนแถวหน้าหรือไม่ “คิดเอาเองก็แล้วกัน”

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383681?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’

15 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ถวายสัตย์
เปิดอ่าน 6,059 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ก็พอได้หายใจหายคอกันไปอีกระยะหนึ่ง หลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปเป็นกาวใจพูดคุยกับพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ให้ถอนตัวจากรัฐบาล พร้อมจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง

แต่ยังต้องลุ้นกันต่อกับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทั้ง 35 คน ว่ามีความสมบูรณ์ในการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ หลังนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง วินิจฉัยกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 234 (1) แห่ง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และมาตรา 5 ประกอบมาตรา 160(5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170(4) ของรัฐธรรมนูญ 2560

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ต่างพร้อมใจกัน ‘รูดซิปปาก’ ไม่เอ่ยคำว่า ‘ลาออก’ หรือ ทำหนังสือขอพระราชทาน ‘อภัยโทษ’ และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนใหม่ ตามข้อเสนอของ 7 พรรคฝ่ายค้าน แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเดินเข้าสู่กระบวนการและพร้อมน้อมรับคำตัดสิน

“ผมไม่ได้วิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทำในสิ่งที่ดีงาม ทุกอย่างผมยอมรับในกระบวนการ และเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว การที่ผมจะไปตอบหรือพูด จะเกิดอะไรกับผมบ้างล่ะ ทุกคนต้องรอขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน กติกาเป็นแบบนี้ เมื่อเรื่องเข้ากระบวนการไปแล้วถ้าผมไปตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เดี๋ยวเรื่องจะบานปลายไปอีก เราต้องปล่อยให้กระบวนการตัดสินเข้าดำเนินการไป ทุกคนอย่าไปก้าวล่วง ไปพูดอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ จะถูกหรือผิดก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเอามาโจมตีกันต่อไปเลย ผมก็ยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแล้ว” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ทั้งนี้หากพิจารณา มาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่ารัฐบาลจะกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

ขณะที่มาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หากการกระทำใดไม่เข้าข่ายมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ให้ยึดตามจารีตประเพณีการปกครองเดิมที่เคยทำมา ซึ่งในอดีตก็ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดถวายสัตย์ไม่ครบแล้วต้องลาออก

รศ.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า สุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามามีบทบาทชี้ขาดว่าจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญต้องเชื่อมต่อในเรื่องที่เป็นนามธรรม เป็นหลักการในรัฐธรรมนูญมาสู่รูปธรรมในการปฏิบัติ และต้องเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายและการเมือง หากเกิดกรณีนี้อีกในอนาคต จะมีแนวทางที่ชัดเจนอย่างไร

“หากศาลชี้ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็หมายความว่าในอนาคตถ้าเกิดกรณีนี้หรือกรณีที่ใกล้เคียง กระบวนการต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องอ้างตัวบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป ขณะเดียวกันถ้าศาลวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องวางบรรทัดฐานเช่นเดียวกันว่าต้องดำเนินการอย่างไร ต้องกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่หรือไม่ หรือสถานภาพของนายกฯ และครม.สมบูรณ์หรือไม่ หรือต้องมีการแต่งตั้งครม.ใหม่” รศ.ยุทธพร ระบุ

“7 พรรคฝ่ายค้าน” เองก็เช่นกันในระหว่างรอกระบวนการต่างๆ เดินไปตามขั้นตอน ก็ใช้กลไกรัฐสภาเดินเกมบั่นทอนเสถียรภาพและลดความเชื่อมั่นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไปด้วย ทั้งการตั้งกระทู้ถาม หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต และผลพลอยได้ที่จะตามมา ‘ปมถวายสัตย์’ จะกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการรณรงค์ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนเพื่อกดดันให้รื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ผ่านการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ลักษณะเดียวกับปี 2540

แต่ในส่วนของ อดีตนายทหาร กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเกมการเมืองของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจแค่เพียงโจมตีรัฐบาลมากกว่าการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน เพราะการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ของ พล.อ.ประยุทธ์ และครม. ถือว่าครอบคลุมและมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว และเชื่อว่าจะผ่านข้อครหานี้ไปได้

ท้ายที่สุดแล้ว คงต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. มีความสมบูรณ์ในการเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

แต่สิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้ คือปัญหาการไม่ยอมรับกติกาและคำตัดสิน เมื่อต่างฝ่ายต่างมี ‘ธง’ ไว้ในใจ

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ

15 สิงหาคม 2562 – 08:25 น.
พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พสกนิกรชาวไทยทั้งปวงปลื้มปิติที่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ ทรงสดชื่นแจ่มใสกว่าหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

บรรดาสื่อมวลชนทุกสำนักต่างรายงานภาพข่าวอันอบอุ่นนี้เป็นข่าวใหญ่ในวันรุ่งขึ้น และบรรดาคนไทยต่างร่วมทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลด้วย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของพสกนิกรตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สิ่งควรทำ-ข้อห้าม
 เพื่อช่วยกันดูแลลูก

สภาพเศรษฐกิจสังคมไทยทุกวันนี้บีบรัดทำให้ครอบครัวล่มสลาย ชีวิตสมรสหย่าร้างกันมากมาย และมีแนวโน้มสูงขึ้น

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก ‘พญ.กรองกาญจน์ แก้วชัง’ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ มาแจ้งให้ทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ขอให้ยึดข้อปฏิบัติและข้อละเว้นเพื่อความสุขที่จะเกิดขึ้นได้และทางที่ดีที่สุดควรทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ

อย่าให้การหย่าร้างหรือครอบครัวล่มสลายเกิดขึ้นกับใครเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปัญหาอย่าร้างเพิ่มขึ้น
 กทม.มาอันดับแรก

ปัญหาการหย่าร้างของครอบครัวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในปี 2547 มีอัตราการหย่าร้างร้อยละ 24 โดยมีผู้จดทะเบียนสมรส 365,721 คู่ จดทะเบียนหย่า 86,982 คู่

ล่าสุดในปี 2560 อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 41 มีผู้จดทะเบียนสมรส 297,501 คู่ หย่า 121,617 คู่ เฉลี่ยหย่าวันละ 333 คู่ จังหวัดที่มีจำนวนหย่าร้างสูงที่สุดในปี 2560 อันดับ 1 คือ กทม. 16,187 คู่ รองลงมาคือชลบุรี 6,476 คู่ และนครราชสีมา 4,572 คู่

สาเหตุของการหย่าร้างในปัจจุบันนี้ อาจเนื่องมาจากลักษณะของครอบครัวยุคใหม่เป็นครอบครัวเดี่ยว คืออยู่กันเฉพาะพ่อแม่ลูก ทำให้มีความเปราะบาง และจากแรงกดดันภายนอก สามีภรรยาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานนอกบ้าน อาจเกิดความเครียดทั้งจากหน้าที่การงาน สภาวะสังคมและเศรษฐกิจเช่นภาระหนี้สินต่างๆ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น ขณะเดียวกันความอดทนต่อปัญหาในครอบครัวอาจน้อยลง เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีงานทำมีรายได้

หย่าร้าง เป็นการสิ้นสุดอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส เกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นความผิดของใคร ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออารมณ์จิตใจทำนองการสูญเสีย ผู้ที่หย่าร้างใหม่ๆ จะมีความรู้สึกคล้ายๆ กับการสูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยอยู่ใกล้ใจ หากเป็นครอบครัวที่มีลูกด้วยกันการหย่าร้างจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตการเป็นผู้นำทั้งพ่อทั้งแม่ในคนคนเดียวกัน หรือที่เรียกว่าพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

แม้ว่าชีวิตสมรสจะสิ้นสุด แต่ความเป็นครอบครัวของลูกต้องไม่สิ้นสุดหรือสลายตามไปด้วย ทั้ง 2 คนยังคงต้องทำบทบาทพ่อและแม่ของลูกตลอดไป ไม่ว่าลูกจะอยู่กับฝ่ายใดก็ตาม เพื่อลดปัญหาและผลกระทบต่อจิตใจลูกที่อาจตามมาในภายหลังให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะปฏิกิริยาสูญเสีย เช่นเด็กอาจว้าวุ่นใจ ก้าวร้าว หงุดหงิด ซึมเศร้า ผลการเรียนตกต่ำ เป็นต้น สำหรับผู้ใกล้ชิดกับคู่หย่าร้างก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจ ไม่ควรพูดแสดงความเสียใจ หรือแสดงความยินดี เพราะอาจเป็นการสะกิดแผลในใจ

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหลังหย่าร้างมี 4 ประการ ไม่ว่าเด็กจะอยู่กับใครก็ตาม ได้แก่ 1.ต้องให้ความมั่นใจแก่เด็กว่าการที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ใช่มีสาเหตุมาจากลูกและยังคงรักลูกเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กมีระบบความคิดที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ มักจะเข้าใจว่าตนเองเป็นสาเหตุทำให้พ่อแม่แยกทางกัน เช่นดื้อ เรียนไม่ดี 2.บอกความจริงแก่เด็ก เป้าหมายสำคัญคือการให้ความมั่นใจอนาคต จะทำให้การปรับตัวของเด็กในระยะยาวดีกว่าการปิดบังเด็กซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง หรือคิดว่าตนเองเป็นคนผิด ทำให้มีปัญหาการปรับตัว

3.พยายามรักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงกับชีวิตเดิมของลูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4.ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรักความใส่ใจเหมือนเดิม ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัย ไม่เกิดบาดแผลทางใจหรือปมในใจติดตัวไปตลอดชีวิต

พ่อหรือแม่ไม่ควรทำกับลูกเป็นอย่างยิ่งภายหลังหย่าร้าง มี 4 ประการคือ 1.การด่าหรือเล่าความไม่เอาไหนของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลูกฟัง ซึ่งมักจะเกิดจากพ่อหรือแม่มีความเจ็บปวด ทนทุกข์กับการกระทำของอีกฝ่าย จะเป็นการสร้างความเกลียดชังเกิดขึ้นในใจของเด็กและทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต พ่อแม่ควรระบายความโกรธ ความอึดอัดคับข้องใจกับญาติหรือเพื่อนสนิทแทน

2.การดึงลูกให้เข้ามาเป็นพวกกับฝ่ายของตน เช่นบางคนกีดกัน แสดงความไม่พอใจเมื่อลูกไปคุยกับอีกฝ่าย บางคนพูดให้ลูกรู้สึกผิด เช่นถ้าลูกไปคุยกับพ่อ แปลว่าลูกไม่รักแม่ เป็นต้น 3.การใช้ลูกเป็นสื่อกลาง ส่งสารระหว่างพ่อกับแม่ที่ไม่พูดกัน 4.บังคับให้เด็กเลือกว่าจะอยู่กับใคร จะทำให้เด็กรู้สึกผิดอย่างมากกับฝ่ายที่เขาไม่ได้เลือก รู้สึกเสียใจ และกลัวพ่อแม่จะเลิกรักเขา

หากต้องการรู้ว่าเด็กอยากอยู่กับใครมากกว่ากัน พ่อแม่อาจใช้วิธีการอ้อมๆ คือถามญาติที่สนิทกับเด็กจะดีกว่า