รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง”

15 สิงหาคม 2562 – 07:38 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,687 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562

มีกระแสข่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เตรียมไว้โดยคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้มีวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เน้นในกลุ่มคนจนและสูงอายุโดยมีแนวคิดแจกเงินให้คนละ 1,000 บาท ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่คาดว่าใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นนำเงินไปใช้จ่ายบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจและเงินดังกล่าวไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้จะใช้ยาแรงจึงมีแนวคิดที่จะนำมาตการแจกเงินท่องเที่ยว 1,500 บาทต่อคน โดยเป็นการใช้จ่ายระบบอีเพย์เมนต์ยังร้านค้า โรงแรม หรือที่ท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ ซึ่งประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวตรงนี้ไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทรวมไปถึงช่วยเหลือการเกษตรและเอสเอ็มอีโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสนับสนุนด้านดอกเบี้ยซึ่งมาตรการเหล่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่นักวิชาการมองว่าหนี้ครัวเรือนไทยเริ่มมีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยเมื่อสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 78.6% ซึ่งปรับขึ้นจากปีที่แล้ว และพบอีกว่าพฤติกรรมของผู้กู้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยมากกว่า 50% ของผู้กู้ใหม่ในแต่ละปีมีอายุน้อย และมีสัดส่วนผู้กู้อายุต่ำกว่า 25 ปีสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของผู้กู้สูงอายุในกลุ่มผู้กู้เดิมมีหลายบัญชี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีหนี้เร็วขึ้นและนานขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงเป็นหนี้เสียสูงขึ้น อีกทั้งสำหรับไตรมาสหนึ่งปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งแม้ส่วนหนึ่งหนี้ครัวเรือนมีผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแต่จำเป็นที่ภาครัฐต้องใส่ใจควบคุมดูแล

ภาวะครึ่งปีหลังอยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะฟันธงได้ว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำค่อนข้างแน่ชัดและตัวสะท้อนหนึ่งจากที่รัฐบาลสิงคโปร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ลงอยู่ที่ 0.0-1.0% จากเดิมที่คาดหมายว่าจะเติบโต 1.5-2.5% ซึ่งเป็นผลจากภาวะการส่งออกของสิงคโปร์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพิษสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนับเป็นการปรับลดของสิงคโปร์เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปีที่แล้วเติบโต 3.2% โดยกระทรวงการค้าสิงคโปร์ชี้ว่าโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญและเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนารวมถึงจีนย่ำแย่ลงพร้อมเตือนด้วยว่าภาวะไม่แน่นอนและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่จะอยู่ในช่วงขาลงมีมากขึ้นนับจากเมื่อ 3 เดือนก่อนนับเป็นสัญญาณด้านลบที่ประเทศอื่นในเอเชียต้องเฝ้าระวังรับมือ

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่ามีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้เมื่อดูจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคที่ปรับตัวลงและยังเตือนว่าการไม่มีเครื่องมือสำหรับการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจขาลงที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจรับมืออย่างไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ยังให้น้ำหนักความตึงเครียดในการค้าโลกและภาวะไร้เสถียรภาพโดยระบุการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2563 ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่แน่นอน” ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพเพราะลำพังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะเห็นผลระยะสั้นคงไม่เพียงพอต้องมองถึงทิศทางในปีหน้าด้วยแล้ว

ความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต”

14 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พล พต,นักรบเขมรแดง,เสียชีวิต,งานศพ,นายนวน เจีย,นายกรัฐมนตรี,ทุ่งสังหาร,ผู้นำเขมรแดง
เปิดอ่าน 3,782 ครั้ง

นักคิด นักเขียน คอลัมภ์นิสต์ชื่อดังได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถึงความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต”

Bunthit Chantasrikum นักคิด นักเขียน คอลัมภ์นิสต์ชื่อดัง ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถึงอดีตนักรบเขมรแดงเลื่องชื่อ ที่สิ้นชีพเอาำว้อย่างน่าสนใจ ใจความว่า..

ความต่าง

ของ“นวน เจีย”

กับ“พล พต”

——

สมเด็จฮุน เซน

เจรจากับเขมรแดง ระดับผู้กุมกำลัง

ให้ปกครอง จ.ไพลิน

แลกกับสวามิภักดิ์ฮุน เซน

——

งานศพ “นวน เจีย”

ที่ จ.ไพลิน ลูกน้องเก่า

จึงจัดให้อดีตพี่ใหญ่ตามประเพณี

ต่างจาก “พล พต” ตายกลางป่า

และเผาศพแบบอนาถา

นายนวน เจีย อดีตผู้นำหมายเลข 2 ของระบอบเขมรแดง เสียชีวิตแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค. 2562 ขณะมีอายุ 93 ปี ตามการเปิดเผยของ นายเนธ เพียกตรา โฆษกศาลคดีเขมรแดงที่ตัดสินว่านายนวน เจีย มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ว่ากันว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายนวน เจีย ยังไม่มีการเปิดเผย แต่นายนวน เจีย เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม2562

นางลี กิม เส็ง ภรรยาของนายนวน เจีย เธออยู่ข้างๆ สามีจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย และร่างของเขาจะถูกนำไปที่จ.ไพลิน เพื่อจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่

ในสมัยที่เขมรแดงปกครองกัมพูชาภายใต้การนำของ นายพล พต ประชาชนชาวกัมพูชาราว 2 ล้านคน เสียชีวิตจากการถูกบังคับใช้แรงงาน ทำงานหนัก ความอดอยาก และถูกสังหารในระหว่างปี 2518-2522

นายนวน เจีย เพิ่งถูกจับกุมตัวเมื่อปี 2550 และถูกนำตัวขึ้นศาลคดีเขมรแดงพร้อมกับสมาชิกระดับสูงของกลุ่มเขมรแดงอีกจำนวนหนึ่ง ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปีก่อน หลังพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายเวียดนามและชนกลุ่มน้อยชาวจาม

ทั้งนี้ทนายความของนายนวน เจีย ได้แจ้งต่อศาลว่านายนวน เจีย จะยื่นอุทธรณ์ แต่ในตอนนี้คาดว่าอัยการจะขอให้ศาลฎีกายุติคดีของนายนวน เจีย เนื่องจากการเสียชีวิต


นายนวน เจีย และนายเคียว สมพร จำเลยที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในการพิจารณาคดี ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตในปี 2557 จากการบังคับประชาชนให้อพยพออกจากกรุงพนมเปญในปี 2518 เมื่อกองกำลังเขมรแดงขับไล่ประชาชนออกจากเมืองหลวงไปอาศัยอยู่ตามชนบท

พลเอกซาลต ซอ หรือ พล พต  เป็นนักปฏิวัติชาวกัมพูชาที่เป็นผู้นำเขมรแดง ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 – 2540 ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2524 เขาเป็นเลขาธิการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาและเป็นผู้นำของกัมพูชาเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังของเขายึดครองพนมเปญได้ และระหว่าง พ.ศ. 2519 – 2522 เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาประชาธิปไตย

อีกทั้งรัฐบาลของเขา ได้เคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมากไปยังชนบทให้ทำงานในนารวม และบังคับใช้แรงงาน ผลร่วมกันของการประหารชีวิตฝ่ายตรงข้าม การทำงานหนัก การขาดแคลนอาหารและการแพทย์ที่ย่ำแย่ ทำให้ประชากรกัมพูชาเสียชีวิตไปราว 25% หรือราว 1-3 ล้านคน (จากประชากรขณะนั้นราว 8 ล้านคน) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของเขา ใน พ.ศ. 2522

หลังจากสงครามกัมพูชา-เวียดนามพล พตได้เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชาและรัฐบาลเขมรแดงล่มสลาย เขาและสมาชิกที่เหลือตั้งศูนย์บัญชาการเขมรแดงที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างนั้นสหประชาชาติยอมรับให้เขมรแดงเป็นรัฐบาลของกัมพูชา

ในค่ำคืนของวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2541 ก่อนการฉลองครบรอบ 23 ปี การยึดครองพนมเปญของเขมรแดง สถานีวิทยุเสียงแห่งอเมริกาออกอากาศว่า เขมรแดงตกลงใจจะส่งตัวพล พตให้ศาลนานาชาติ ภรรยาของเขาให้การว่า พล พตเสียชีวิตบนเตียงในคืนที่รอการเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่น

ตา มก กล่าวว่าเขาเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว โดยอธิบายว่า พล พตนั่งรอรถยนต์มารับ แต่รู้สึกเหนื่อย ภรรยาจึงให้เขาไปพักผ่อน เขาจึงไปนอนและเสียชีวิตเมื่อเวลา 22.15 น.

แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับร่างของเขา แต่ก็ถูกเผาในอีกไม่กี่วันต่อมาที่อันลองเวงในเขตของเขมรแดง มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการตายของเขา เช่น พล พตอาจฆ่าตัวตายเพราะกลัวว่าตา มกจะส่งตัวเขาให้สหรัฐอเมริกา  แต่ตา มก กล่าวว่าไม่มีใครฆ่าพล พต

บางแหล่งกล่าวว่าพล พตถูกพวกเดียวกันสังหาร หลังจากพล พตเสียชีวิต สมาชิกของเขมรแดงส่วนใหญ่ก็แตกสลาย บางส่วนประกาศยอมจำนนและถูกจับ

พล พตเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2541 ขณะถูกคุมขังในบ้านโดยกลุ่มของตา มกโดยยังมีข้อสงสัยว่าฆ่าตัวตายหรือถูกวางยาพิษ ยังเป็นปริศนา!

เจาะนิยาม “สงครามลูกผสม”ผบ.ทบ.ตัดไม้ข่มใคร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะนิยาม “สงครามลูกผสม”ผบ.ทบ.ตัดไม้ข่มใคร?

14 สิงหาคม 2562 – 12:40 น.
ผบทบ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผู้บัญชาการทหารบก
เปิดอ่าน 2,878 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย..  ปกรณ์  พึ่งเนตร 

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีประเด็นวิวาทะทางการเมืองจากคำให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

โดยเฉพาะที่ท่านใช้คำว่า “สงครามลูกผสม” แล้วยกตัวอย่างเปรียบเทียบการโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยข่าวลวงผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็มีเหตุลอบวางระเบิดตามสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นอีก นี่คือตัวอย่างของ “สงครามลูกผสม” ที่ ผบ.ทบ.พูดถึง

หลายคนสงสัยว่า “สงครามลูกผสม” คืออะไร มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในหน่วยงานความมั่นคงระดับชาติมาเนิ่นนาน…

“สงครามลูกผสม” ที่ ผบ.ทบ.พูดถึง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Hybrid warfare บางคนเรียก “สงครามผสมผสาน” เป็นคำเรียกรวมๆ จากการประเมินลักษณะของสงครามทั้งในปัจจุบันและอนาคต แยกเป็น “สงครามตามแบบ” ซึ่งก็คือสงครามทางการทหาร เคลื่อนกำลังพล เรือรบ เครื่องบินยิงถล่มกัน แบบนี้เราเห็นกันอยู่ตลอด

กับอีกลักษณะคือ “สงครามไซเบอร์” ซึ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคตถูกดึงมาร่วมในการทำสงครามด้วย เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของฝ่ายศัตรู ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา ระบบโทรคมนาคมขนส่ง ระบบการเงินการธนาคาร รวมถึงจารกรรม หรือแฮ็กข้อมูล การใช้ไวรัสคอมพิวเตอร์ และการบ่อนทำลาย ซึ่ง “เฟคนิวส์” จะอยู่ในหมวดหมู่ของการบ่อนทำลายนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นการปล่อยข่าวทางโซเชียลมีเดีย ขณะที่บางประเทศใช้การก่อการร้ายในการโจมตีก็มี ปกติแล้ว “สงครามไฮบริด” เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างรัฐต่อรัฐ

ส่วนประเด็นที่ ผบ.ทบ.หยิบยกขึ้นมาพูด น่าจะเป็นลักษณะเปรียบเทียบ คล้ายๆ การนำแนวคิด “สงครามไฮบริด” มาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง การพูดเชิงเปรียบเทียบแบบนี้ คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ ทำให้มีช่องให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหยิบมาโจมตีได้

นัยของ ผบ.ทบ.น่าจะเน้นไปที่การใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ให้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองบางพรรค เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับสหรัฐที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย

ผบ.ทบ.อาจมองว่าบางส่วนเหมือนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีการใช้ข่าวบิดเบือนบ่อนทำลายกัน แม้จะไม่เป็น “เฟคนิวส์” 100% แต่ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ ข่าวพวกนี้จะกลายเป็นกระแสหลัก และกระทบกับสถาบันหลักของชาติในที่สุด

นี่คือการถอดรหัสสิ่งที่ ผบ.ทบ.พูด…

ขณะที่นักวิชาการด้านการทหารอีกคนหนึ่งซึ่งขอสงวนนาม เพราะยังรับราชการอยู่ในกองทัพ อธิบายว่า หากย้อนไปราวๆ 10 ปีก่อน คำว่า “สงครามไฮบริด” หรือ “สงครามลูกผสม” จะมุ่งไปที่การทำสงครามโดยก้าวข้ามเส้นแบ่งความเป็นรัฐ อย่างกรณีของ “ฮามาส” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหนึ่งของปาเลสไตน์ แต่มีกองกำลังติดอาวุธด้วย จนมักถูกเรียกว่า “กลุ่มหัวรุนแรงฮามาส” เชี่ยวชาญการโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ และถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่กลุ่มฮามาสกลับมีที่นั่งในสภาของปาเลสไตน์ และยังได้รับการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าจากอิหร่าน

แบบนี้คือ “สงครามลูกผสม” ในแบบเดิม

ส่วน “สงครามลูกผสม” ในปัจจุบัน มีเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ต แฮ็กเกอร์ โจมตีระบบการเงินการธนาคาร หรือสาธารณูปโภคของประเทศคู่สงคราม มีการใช้เฟคนิวส์ และโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เมื่อพูดถึง “สงคราม” ต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็นศัตรู หรือใครเป็นข้าศึก ซึ่งโดยปกติย่อมหมายถึงคนนอกประเทศ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เป็นปัญหาการเมืองภายใน ถือเป็น “ปัญหาความมั่่นคงภายใน” ซึ่งต้องใช้กลไกภายในแก้ไขปัญหา จึงไม่ควรเปรียบเทียบว่าเป็นสงคราม หรืออ้างว่าเป็น “สงครามลูกผสม” เพราะเท่ากับสร้าง “หลักนิยม” ใหม่ ทำให้กองทัพมองประชาชนเป็นศัตรู

เพราะต้องไม่ลืมว่าคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ตามที่ ผบ.ทบ.พูดก็ตาม

นี่คือ 2 มุมมองเกี่ยวกับ “สงครามลูกผสม” ที่ไม่บอกก็รู้ว่า ผบ.ทบ.พูดเพื่อตัดไม้ข่มใคร ส่วนจะผิดหรือถูกอย่างไร เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ !

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก

14 สิงหาคม 2562 – 12:15 น.
ดีเอสไอ,Nice Review
เปิดอ่าน 57,582 ครั้ง

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก รายงาน…

ดีเอสไอถึงกับเต้นถูกพวก Nice Review กระตุกหนวดอย่างแรง!

เรื่องของเรื่องคือเมื่อไม่นานมานี้เครือข่ายธุรกิจ Nice Review รายหนึ่งนำตราสัญลักษณ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ไปโพสต์บนเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความแอบอ้างทำนองว่า  ดีเอสไอ ชี้ชัดธุรกิจ Nice review ไม่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ตามที่มีผู้ร้องเรียนผ่าน แอพพลิเคชั่นแชร์ลูกโซ่ ที่ดีเอสไอเปิดให้ประชาชนตรวจสอบและร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติหลอกลวงประชาชน

ข้อความเต็มๆ ที่เครือข่าย Nice Review แชร์กันว่อนในเฟซบุ๊ก ระบุตามนี้

“ตามที่ท่านส่งเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น แชร์ลูกโซ่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ ศ.5/7/2019 12:44 เกี่ยวกับธุรกิจ Nice Review ที่อาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษขอเรียนว่า กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริง ไม่อาจเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษได้ หากท่านได้รับความเสียหายทางอาญา แนะนำให้ท่านร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป”

ชัดเจนว่าผู้แอบอ้างหวังสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจรับจ้าง คอมเมนต์ กดไลค์ กดแชร์ หรือที่เรียกว่า Nice Review บนเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์ทั้งหลาย หลังจากมีคนเข้าไปแสดงความเห็นและตั้งคำถามในเฟซบุ๊กของ Nice Review รายหนึ่งว่า เหตุใดบริษัทที่เปิดรับสมัครสมาชิกรับจ้างกดไลค์กดแชร์โฆษณาสินค้าต้องเก็บเงินค่าสมัครแรกเข้า (เงินประกัน) จากคนเหล่านี้ หรือว่าต้องการนำไปหมุนเวียนจ่ายเป็นค่าจ้างให้สมาชิกคนอื่นๆ

การเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกแรกเข้า หรือค่ามัดจำจากผู้ต้องการร่วมงานกับเครือข่ายธุรกิจ Nice Review เหล่านี้ ถูกสงสัยว่าอาจเข้าข่ายธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ หรือไม่ หรืออาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง เหมือกรณีเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตำรวจกองบังคับการปราบปรามตามรวบแก๊งกดไลค์โปรโมทเว็บไซต์ หลังมีผู้เสียหาย 17 คน ร้องเรียนว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนโปรโมทเว็บไซต์กับ บริษัทแห่งหนึ่ง

การหลอกลวงของบริษัทที่อ้างว่าทำธุรกิจรับจ้างกดไลค์แห่งนั้นใช้วิธีตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายต้องร่วมลงทุนขั้นต่ำคนละ 2 หมื่นบาท จะได้ 1 รหัส สำหรับกดไลค์โปรโมทได้ 1 ครั้ง และจะได้รับเงินค่าตอบแทนต่อการกดไลค์ครั้งละ 2,500 บาท

ช่วงแรกของการลงทุนรับงานผู้เสียหายได้รับค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ แต่เมื่อทำไประยะหนึ่งกลับไม่ได้เงินตามกำหนดและขาดการติดต่อไป มูลค่าความเสียหายครั้งนั้นสูงถึง 22 ล้านบาท

แม้มีคำเตือนจากตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าปกติไม่มีอยู่จริงและควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง แต่ก็ยังมีเหยื่อถูกหลอกลงทุนในลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ เหยื่อสาวมีทั้งแม่บ้านและพนักงานบริษัทกว่า 300 คน พากันไปร้อง กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ว่าถูกหลอกให้รับงานแยกสีลูกปัด โดยต้องจ่ายค่าซื้ออุปกรณ์เองก่อน จากนั้นเมื่อส่งงานให้ผู้จ้างแล้วจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าจ้างอย่างงาม แต่กว่าจะรู้ว่าถูกต้มก็ต้องสูญเงินไปแล้วรวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดไม่ต่ำวก่า 3 ล้านบาท

กรณีหลอกจ้างรับงานไปทำที่บ้าน เช่น แยกสีลูกปัด ยางรัดผม หรือพับกระดาษห่อเครป เหล่านี้เป็นเทคนิคเก่าๆ ที่มิจฉาชีพใช้มานาน และได้ผลอยู่เสมอกับคนที่ต้องการหารายได้เสริมในยุคที่ค่าครองชีพจี้ติดเงินเดือนเข้าไปทุกที

ขณะที่ธุรกิจ Nice Review  แม้มีมานานและเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมหรืออาจถึงขั้นยึดเป็นอาชีพหลักได้เลยในยุคที่โลกทั้งใบถูกครอบงำด้วยโซเชียลมีเดีย กลับยังไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียหายจากการทำงานรับจ้างกดไลค์กดแชร์แบบที่ไม่ต้องลงทุนเสียค่าสมัครสมาชิก

กระทั่งไม่นานมานี้ธุรกิจ Nice Review บางรายเริ่มขยับหาช่องทางสร้างรายได้จากเครือข่ายมือปืนรับจ้างด้วยการใช้เทคนิคเก่าๆ แบบธุรกิจขายตรง นั่นคือการเก็บเงินแรกเข้าจากคนที่ต้องการสมัครทำงานเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าผู้สมัครมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ยังไม่มีผู้เสียหายเกิดขึ้นจากการร่วมลงทุนกับธุรกิจเหล่านี้ แต่ก็มีคนส่งเรื่องแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่อ้างว่ามีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทนั้น น่าเป็นการอุปโลกน์ขึ้น

และที่อ้างว่าบริษัทมีรายได้จากการโฆษณาสินค้าเพื่อเอามาจ่ายสมาชิกที่ร่วมเปิดพอร์ตลงทุนเป็นค่าว่าจ้างกดไลค์กดแชร์นั้น จากการตรวจสอบงบการเงินพบว่ารายได้ที่มี หรือจำนวนเงินสดที่มี บริษัทไม่สามารถจ่ายให้แก่ผู้ที่เปิดพอร์ตทั้งหมดได้แน่นอน จึงเชื่อได้ว่าบริษัทนำเงินค้ำประกันของสมาชิกมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ผู้ที่เปิดพอร์ตแทน นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมเป็นลำดับชั้นสำหรับผู้ที่ชักชวนผู้อื่นมาทำแชร์ลูกโซ่นี้ด้วย ปัจจุบันมีคนหลงเชื่อสมัครลงทุนแล้วนับแสนราย

กระนั้นกรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งเบาะแสที่ยังไม่มีผลทางคดี ทำให้ปัจจุบัน Nice Review ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ผลิตสื่อโฆษณาและเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทำการตลาดผ่านสังคมออนไลน์ เพราะการใช้บริการปั่นไลค์ ปั่นแชร์ และคอมเมนต์เชียร์สินค้า ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการซื้อเวลาโฆษณาตามสื่อกระแสหลักเช่นสิ่งพิมพ์ ทีวี และวิทยุ มากทีเดียว

ขณะเดียวกันปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมการปั่นไลค์ปั่นแชร์สินค้าและโฆษณา ทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้แต่ดีเอสไอ หรือ ปอท.เอง ก็ไม่มีอำนาจจัดการอะไรได้ตราบที่ยังไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ

ส่วนกรณีการจับกุมกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาเช่าบ้านเปิดวอร์รูมปั่นไลค์ปั่นแชร์สินค้าทางเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ยอดฮิตของจีนที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อปี 2560 และล่าสุดอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กฎหมายไทยก็ไม่สามารถเอาผิดในข้อหารับจ้างกดไลค์กดแชร์ได้ เอาผิดได้เพียงข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต”

ขณะที่ประเทศจีนกลับมีกฎหมายห้ามไว้ชัดเจน ทำให้คนกลุ่มนี้อาศัยช่องโหว่เข้ามาหากินในประเทศไทยแทน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ ยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมธุรกิจปั่นไลค์ปั่นแชร์ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่าธุรกิจ Nice Review เป็นการเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่ใช้เฟซบุ๊กให้กดไลค์กดแชร์และให้คอมเมนต์ในเชิงบวกแก่งานโฆษณาบนเฟซบุ๊กที่ Nice Review เตรียมไว้ในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อโปรโมทเพจของผู้ประกอบการให้เกิดความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ดี พ.ต.ต.วรณัน อธิบายว่า กรณี Nice Review ที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิก มีรหัสให้ และมีการกำหนดค่าตอบแทนเป็นลำดับชั้น ตรงกับคำนิยาม “กู้ยืมเงิน” ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และยังอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 ในเรื่องการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมในส่วนรวม เนื่องจากการกดไลค์กดแชร์ และให้ความคิดเห็นไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง อาจทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อในสินค้าหรือบริการว่ามีคุณภาพตามคำโฆษณาทั้งที่ไม่เป็นความจริง

รวมถึงอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) และ (5) ในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จด้วย

รองโฆษกดีเอสไอ ยังได้แจ้งเตือนไปยังประชาชนให้พึงระมัดระวังว่าแชร์ลูกโซ่มักจะมาในรูปแบบของธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ และโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนระยะสั้นโดยอ้างว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูง โดยใช้วิธีการนำเงินจากผู้ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่จ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกเก่าเพื่อให้เห็นว่าธุรกิจสามารถดำเนินการได้จริง ภายหลังที่ระดมทุนได้มากแล้วจะหยุดดำเนินการและหลบหนีไปพร้อมเงินของผู้เสียหาย ซึ่งจะเกิดความเสียหายลุกลามอย่างรวดเร็ว

“ขอให้ประชาชนพึงระมัดระวังในการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยควรศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจก่อนเข้าร่วมลงทุน และหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร.1202”

ภูมิใจ “หนู” สมนาคุณสปอนเซอร์เพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383521?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูมิใจ “หนู” สมนาคุณสปอนเซอร์เพียบ

14 สิงหาคม 2562 – 10:37 น.
หนู,อนุทิน,หนู อนุทิน,เสี่ยหนู,สุขสมรวย วันทนียกุล,อนุทิน ชาญวีรกูล,เลือกตั้งท้องถิ่น,อบจอีสานเหนือ,รัฐบาลลุงตู่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,949 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 ส.ค.62

****************************

ทุกวันอังคารในช่วงนี้บรรดา “นักเลือกตั้ง” จำนวนหนึ่งต่างเฝ้าลุ้นการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในหลายกระทรวง​ยิ่งกว่าลุ้นหวยลาว หรือหวยฮานอย

ขออย่าไปดูถูกว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ หรือเป็นตำแหน่งต่างตอบแทน​ ตำแหน่งเทกระโถน​ จะไปดูถูกคนแบบนี้ไม่ได้​ ถ้าดูถูกกันแบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากไปทำงานให้” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันก่อน

ยึด “อบจ.โคราช” ให้ได้

นับแต่ก้าวแรกที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชักดาบต่อหน้าย่าโม ประกาศยึดเมืองโคราชช่วงต้นปี 2561 ก็ย้ำชัดว่า “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ต้องเป็นรัฐมนตรี และ “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา จะกลับมาบริหาร อบจ.โคราช อีกครั้ง

สำเริง แหยงกระโทก

เป็นที่รู้กันในแวดวงการเมืองโคราช ศึกเลือกตั้งหนที่แล้ว “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” รับผิดชอบหมดทุกอย่าง จึงได้เป็น “รมช.พาณิชย์” ตามคำมั่นสัญญา

ส่วน “หมอแหยง” เป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี” ประจำกระทรวงสาธารณสุข รอเวลากลับมาทวงคืนเก้าอี้นายก อบจ.เมืองย่าโม

ส่วน “พลพีร์ สุวรรณฉวี” ลูกชาย “ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” นายกอบจ.โคราช ได้เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี

แม้จะมีข่าวว่า “ระนองรักษ์” จะลงสนาม อบจป้องกันแชมป์ เชื่อว่าเป็นข่าวลือ เพราะ “ป้านก” น่าจะเกรงใจเสี่ยหนูกันบ้าง

ตอบแทนสปอนเซอร์

การปรากฏชื่อของ “นภินทร ศรีสรรพางค์” ในตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ​(พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาโควตาพรรคภูมิใจไทย หลายคนอาจถามหา “สรอรรถ กลิ่นประทุม” หายไปไหน

นภินทร ศรีสรรพางค์

ว่ากันว่าเดิมที “นภินทร” อดีต ส..ราชบุรี และอดีต ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็อยู่ในลิสต์รายชื่อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เสียด้วยซ้ำไป

นภินทร” เป็นเจ้าของตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ จ.ราชบุรี เมื่อสองปีก่อน นภินทร จับมือกับ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดตลาดล้านเมืองที่เชียงราย

เมื่อเลือกตั้งมาถึง สรอรรถ กลิ่นประทุม สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแม่ทัพภาคกลาง มอบให้ เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีต ส..ราชบุรี และ บุญลือ ประเสริฐโสภา รับผิดชอบดูแลผู้สมัคร ส..เมืองโอ่ง

ที่เซอร์ไพรส์มากๆ คือการเปิดตัว “เสี่ยนภินทร” เจ้าพ่อตลาดผักและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางและภาคใต้เป็นผู้สนับสนุนภูมิใจไทยราชบุรี

ปักธง อบจ.อีสานเหนือ 

การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของภูมิใจไทย ที่มีความหมายต่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคอีสาน จะขอโฟกัสใน จังหวัด ได้แก่ เลย กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ

ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ” เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีโดยใยอนงค์เป็นภรรยาของ “ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ” นายก อบจ.เลย และเป็นมารดาของ “อ๋อง” ธนยศ ทิมสุวรรณ ส..เลย เขต 

ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ

ตระกูล “ทิมสุวรรณ” นั้น เติบโตมาจากกิจการโรงโม่หิน โดยการบุกเบิกของ “สุรัตน์ ทิมสุวรรณ” อดีตประธานสภาจังหวัดเลย เป็นบิดาของธนเทพ ทิมสุวรรณ อดีตส..เลย และธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายก อบจ.เลย

บนเส้นทางการเมืองระดับชาติ “ธนเทพนันทนา” แยกมาสังกัดพรรคเพื่อไทย ส่วน “ธนาวุฒิใยอนงค์” จับมือกับ “ทศพล สังขทรัพย์” อดีต ส..เลย สังกัดพรรคภูมิใจไทย

สุรัตน์ ทิมสุวรรณ เปรียบเสมือนบิดาบุญธรรมของทศพล ช่วงที่เขาเล่นการเมืองใหม่ก็ได้อาศัย “บุญบารมี” ของเสี่ยสุรัตน์ จึงได้เป็น ส..เลย หลายสมัย 

ล่องไปทางเมืองน้ำดำ “วิรัช พิมพะนิตย์” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ศักดิ์สยาม ชิดชอบเสี่ยวิรัชหรือ “ส..หมู” เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เมื่อเลือกตั้ง ส..หมู สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงชน “ป้าบุญรื่น” พรรคเพื่อไทย แต่แพ้แบบแต้มไม่ขาด

วิรัช พิมพะนิตย์

..หมู” เตรียมแผนจัดทีมลงสมัครนายก อบจ.กาฬสินธุ์ โดยหวังโค่นแชมป์เก่าค่ายเพื่อไทยให้ได้ รอดูว่าเสี่ยหมูจะลงเอง หรือให้ “เสี่ยตุ้ย” เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เพื่อนรักลงแทน

ฝั่งเมืองอำนาจเจริญ “สุขสมรวย วันทนียกุล” เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ศักดิ์สยาม ชิดชอบคอการเมืองอำนาจเจริญพยากรณ์ว่า ศึกชิงนายก อบจ.อำนาจเจริญ หนีไม่พ้นค่ายภูมิใจไทยจะป้องกันแชมป์ไว้ได้อีก

สุขสมรวย วันทนียกุล

ก่อนหน้านั้น “สุขสำรวย” เป็น “เงา” ของนายก อบจ.อำนาจเจริญ และเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของผู้สมัคร ส..อำนาจเจริญ ทั้ง เขต

เลือกตั้งท้องถิ่นปี 2555 ค่ายภูมิใจไทยปักธง อบจ.อีสานเหนือไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่เที่ยวนี้ต้องรอดูว่าจะมีรายการฮั้วกับ พปชร.ในบางสนามหรือไม่

‘อีซูซุ-ดีแมคซ์’..พรีออเดอร์โจรลักรถ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อีซูซุ-ดีแมคซ์’..พรีออเดอร์โจรลักรถ!

14 สิงหาคม 2562 – 08:45 น.
สายตรวจระวังภัย,อีซูซุ-ดีแมคซ์,พรีออเดอร์,แก๊งโจรกรรมรถ,พลตทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น
เปิดอ่าน 2,669 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

การจอดรถยนต์ทิ้งไว้ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน กลางคืน จอดในห้าง ตามซอยในชุมชน หรือทุกๆ ที่ จะจอดชั่วครู่ชั่วคราว หรือนานข้ามวัน ล้วนมีความเสี่ยงถูกโจรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นว่า “รถเป้าหมาย” ต้องรถใหม่ป้ายแดงเท่านั้น เพราะรถเก่าหลายปีก็มีโอกาสถูกขโมยได้เช่นกัน เนื่องจากมี “พรีออเดอร์” ของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใบสั่ง “ตลาดมืด” ตลอดจนอะไหล่รถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่งปัจจุบัน “โจรลักรถ” ได้พัฒนาเทคนิควิธีการขโมยหลากหลายรูปแบบ แม้กับรถที่ติดตั้งระบบป้องกันชนิดดีเยี่ยมก็ไม่อาจหยุดความพยายามของเหล่าโจรได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลายคนน่าจะได้เห็นข่าวผลงานการจับกุม “แก๊งโจรกรรมรถ” ของตำรวจแต่ละหน่วยงานทั่วประเทศ ยิ่งแล้วพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทว่าในห้วง 3 ปีมานี้ เกือบทุกคดีหรือแก๊งที่ถูกจับกุมล้วนมีเป้าหมายขโมยเป็นรถกระบะยี่ห้อ “อีซูซุ-ดีแมคซ์” นั่นเป็นเพราะมี “พรีออเดอร์ตลาดมืด” ส่งออกไปยังประเทศเพื่อบ้าน หรือจะแยกชิ้นส่วนขายอะไหล่ก็ได้ราคาดี ไม่ก็สวมทะเบียนประกาศขายบนออนไลน์

เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปจร.น. พ.ต.อ.สุวัฒน์ เกิดแก้ว รองผบก.น.7 ในฐานะรองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปจร.น. พ.ต.อ.ทินกร สมวันดี ผกก.สน.พระโขนง ชุดสืบสวน สน.พระโขนง และ กก.สส.บก.น.5 ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายภาณุพงศ์ ครองบุญ ฉายา “เต้ย อ่างทอง” ซึ่งร่วมกับพวกก่อเหตุตระเวนลักรถกระบะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อได้รถมาก็จะเอาไปซุกซ่อนไว้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.คำหยาด อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง จากนั้นก็เอาไปอู่ซ่อมรถยนต์ในพื้นที่ ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง เพื่อชำแหละแล้วแยกอะไหล่

โจรลักรถรายนี้บอกว่า เมื่อเจอรถเป้าหมายจะใช้เครื่องตรวจหาสัญญาณจีพีเอส ก่อน ถ้ารถคันไม่มีระบบสัญญาณจีพีเอส จะลงมือขโมยทันที ก่อเหตุมาราว 1 ปี โดยเลือกขโมยรถกระบะ ยี่ห้อ “อีซูซุ-ดีแมคซ์” เนื่องจากเป็นรถตลาด เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดี โดยเฉพาะเครื่องยนต์สามารถนำไปขายได้ประมาณ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งการชำแหละรถที่ขโมยมาแล้วนำไปขายตามร้านรับซื้ออะไหล่ และโพสต์ขายหน้าเฟซบุ๊กชื่อว่า “กะโหลกบางตายช้ากะโหลกหนาตายก่อน” หรือไม่ก็ไปโพสต์ขายตามเพจเปิดขายอะไหล่เครื่องยนต์รถปิกอัพ

เกี่ยวกับเรื่องนี้หลายต่อหลายคดีที่มีการจับกุมที่ผ่านมา ตำรวจมักบอกข้อมูลว่าส่วนใหญ่แล้วจุดหมายปลายทางรถถูกขโมยได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนต่างๆ ส่วนรถที่ไม่ได้เป็นรุ่นยอดนิยมก็มักจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อเป็นอะไหล่ต่อไป หรืออาจนำมาสวมทะเบียนเพื่อขายต่อ แต่พักหลัง “อีซูซุ-ดีแมคซ์” เป็นคำตอบแรกของแก๊งโจรกรรมที่จับกุมได้ แม้จะมีระบบป้องกันโจรก็ยังหาวิธีลักขโมยได้อยู่ดี แต่การป้องกันที่ดีคือ “ถ่วงเวลามากที่สุด” เพราะโจรต้องการใช้เวลาน้อยที่สุดในการลงมือเพื่อไม่ให้เสี่ยงถูกจับ

ดังนั้นเจ้าของรถก็ต้องมีระบบป้องกันต่างๆ ที่สามารถล็อกได้ทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และวัสดุแข็งแรงที่สุด เช่น ใช้ที่ล็อกเกียร์ ล็อกเบรก ล็อกคลัทช์ (มีระบบตัดไฟยิ่งดี) ล็อกพวงมาลัย ล็อกล้อ ล็อกเบาะด้วยการเลื่อนเบาะไปหน้าสุดใส่กุญแจสายยูที่รางเบาะ จะทำให้โจรถอยเบาะได้ลำบาก ทำให้ขับรถไม่ได้เพราะติดชิดพวงมาลัย ล็อกฝากระโปรง ติดตั้งอุปกรณ์ตัดระบบไฟสตาร์ทแยกต่างหากและซ่อนเอาไว้ ติดตั้งระบบติดตามค้นรถด้วยจีพีเอส ถ้าอยากประหยัดสามารถใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นถูกๆ ใส่ซิมการ์ดเปิดเบอร์แบบเติมเงินทิ้งไว้ เมื่อรถหายยังสามารถใช้การติดตามจากสัญญาณโทรศัพท์ได้ ฯลฯ ที่สำคัญเมื่อไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังการฝากกุญแจไว้กับผู้อื่น เนื่องจากอาจนำไปปั๊มกุญแจได้ โดยเฉพาะตามปั๊มน้ำมันและสถานบริการต่างๆ

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา

14 สิงหาคม 2562 – 08:10 น.
ภาษีเกลือ,ผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป,โซเดียม
เปิดอ่าน 1,604 ครั้ง

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา

การประชุมขึ้นภาษีเกลือเมื่อเร็วๆ นี้ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้หลังจากกลุ่มผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทราบแผนยุทธศาสตร์ต้องการลดโซเดียม 30 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 โดยไม่ปฏิเสธว่าจะไม่ทำตามแผนยุทธศาสตร์ฯ แต่ไม่เห็นด้วยและอยากให้ยกเลิกแนวคิดการเก็บภาษีเกลือ ซึ่งที่ผ่านมาทางภาคอุตสาหกรรมได้ให้ความร่วมมือ แต่ควรได้พูดคุยและหาทางออกร่วมกันก่อนกำหนดกำแพงภาษีเพื่อจัดเก็บ

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และกลุ่มผู้ประกอบการอาหารสำเร็จรูปในภาคอุตสาหกรรม โดยมี นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษีกรมสรรพสามิต เป็นประธาน และ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม อาจารย์สาขาววิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ พญ.ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ ผอ.กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ร่วมให้ข้อมูล

พญ.ศศิธร กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริโภคในประเทศไทยบริโภคเกลือและโซเดียมในอัตราสูง บริโภคเกลือสูง 10.8 กรัมต่อวัน และบริโภคโซเดียม 4,351.7 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการบริโภคโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่ร่างกายต้องการถึง 2 เท่า จึงเกิดผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรคไตและโรคหัวใจ ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของการดำเนินงานในระดับโลกเพื่อลดปัญหาโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย คือลดการบริโภคโซเดียมให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 โดยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยปี 2559-2568 มาแล้ว แต่ปัจจุบันตัวเลขการลดบริโภคโซเดียมก็ยังไม่คืบหน้า

ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ระบุว่า มาตรการที่ได้ผลดีที่สุดคือมาตรการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีปริมาณเกลือและโซเดียมลดลง สามารถลดอัตราการตายได้สูงสุด 32,000 คน และช่วยให้คนมีภาวะสุขภาพที่ดีต่อปีเพิ่มขึ้น 145,068 คน ส่วนมาตรการรองลงมาคือ มาตรการติดฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ผลจากการสำรวจพบว่าแหล่งของโซเดียมที่ประชากรไทยได้รับจากผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคมากที่สุดมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,272 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และกลุ่มผลิตภัณฑ์โจ๊ก-ข้าวต้มสำเร็จรูป มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,259 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ในขณะที่ข้อแนะนำปริมาณโซเดียมในอาหารมื้อหลักไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และอาหารว่างไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมแห่งชาติเลือกมาตรการด้านภาษีกับภาคอุตสาหกรรมเพราะความเค็มส่วนหนึ่งมาจากการผลิตที่ปรุงมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงผู้บริโภคก็รับประทานตามที่ปรุงสำเร็จมาจึงส่งผลให้เกิดความเคยชินกับลิ้น เมื่อรับประทานเค็มในอาหารสำเร็จรูปจนเคยชินแล้วนั้น ครั้นจะรับประทานอาหารอื่นก็ต้องเค็มตามไปด้วย ดังนั้นการการปรับสูตรอาหารก็เหมือนกับเป็นการให้คนไทยกินเค็มลดลงหรือเป็นการปรับลิ้นให้รับประทานอาหารอื่นเค็มลดลงด้วย ถือเป็นการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

ในมุมมองของตัวแทนภาคเอกชนยอมรับในประเด็นที่มีหลายประเทศดำเนินการเรื่องภาษีแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ประเทศฮังการี พบว่าประเทศนี้จะใช้มาตรการปรับภาษีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคบริโภคเกลือน้อยลง เพราะจากการสำรวจนักเรียนที่มาซื้อของเมื่อเห็นของราคาแพงขึ้นก็เปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่นที่ถูกลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะเกลือลดลง ส่วนเรื่องที่ความเค็มได้ถูกปรุงรสมาจากภาคอุตสาหกรรม และในต่างประเทศได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วยการแยกซองเครื่องปรุงมาให้นั้น บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ประเทศไทยนำสมัย เพราะทำมานานแล้ว ดูได้จากในซองบะหมี่สำเร็จรูปได้มีการแยกเครื่องปรุงมานานแล้ว หรือประเทศญี่ปุ่นมีราเมงขาย แต่มีคำแนะนำว่ากรุณากินแต่บะหมี่อย่ากินน้ำซุป หากเทียบกับเมืองไทยซึ่งก้าวหน้ามาถึงขนาดแยกเครื่องปรุงให้ผู้บริโภคแล้ว แล้วทำไมต้องถอยหลังกลับไปจุดนั้นอีก

ตัวแทนภาคเอกชน ระบุว่า แม้จะลดความเค็มถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในบะหมี่สำเร็จรูป ก็ช่วยลดการกบริโภคเกลือลงได้แค่ 1-1.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การลดเกลือทำได้เต็มที่คือ 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่การที่จะลดได้มากขนาดนั้นก็ต้องใช้สารทดแทนเกลือ ซึ่งสารทดแทนเกลือมีหลายตัวและราคาค่อนข้างแพง จะให้ขายราคาเท่าเดิมคงไม่ได้อีก จึงอยากให้ยกเลิกการใช้มาตรการขึ้นภาษีไปเลย

“ส่วนตัวเชื่อว่ามาตรการภาษีไม่ช่วยลดโซเดียมในการบริโภค ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ทำตาม ที่ผ่านมาเราก็ทำมาตลอด ยังไม่พออีกเหรอ แล้วเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย พอมาเจอกันครั้งแรก บอกว่าจะเก็บภาษี เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ถ้ายังยืนยันว่าจะทำ ก็ต้องมานั่งคุยกัน หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะออกทางไหนต้องมีประโยชน์ต่อประเทศชาติแน่นอน” ตัวแทนภาคเอกชนสรุปในตอนท้ายของการหารือร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการประชุมได้มีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมหลายคนตั้งประเด็นสอบถามและมีข้อซักถามพร้อมกับไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขึ้นภาษี ทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่สามารถก้าวผ่านไปถึงการร่วมกันกำหนดกำแพงภาษีเพื่อจัดเก็บได้ พร้อมกับมีการเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการจากทั้งภาคส่วนของรัฐและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อทำงานร่วมกันนำข้อมูลต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกันและร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้ โดยมติที่ประชุมก็เห็นด้วยจึงได้ให้แต่ละฝ่ายส่งรายชื่อเพื่อตั้งคณะกรรมการการทำงานร่วมกันขึ้นมา และกำหนดกรอบการทำงานของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ 3 เดือน

เรือเหล็กเร่งฝ่ามรสุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กเร่งฝ่ามรสุม

14 สิงหาคม 2562 – 07:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เศรษฐกิจ,ถวายสัตย์,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562

ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 กำลังจะผ่านพ้น แต่กระบวนการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งประเทศไทย และนานาประเทศทั่วโลกในขณะนี้ ยังอยู่ในอาการชะงักงัน ทั้งที่การเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นมาแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี ที่สำคัญตามไทม์ไลน์ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ก็ต้องเลื่อนออกไปเบิกจ่ายได้เต็มร้อยนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 โดยในระหว่างนี้ แม้จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่หน่วยงานต่างๆ ภาครัฐยังต้องใช้งบเก่าไปพลางก่อน โดยต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับโครงการลงทุนใหม่ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จนกว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2563 จะมีผลบังคับใช้

  ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยสำนักงบประมาณได้ขอให้ทุกหน่วยงานทบทวน เพิ่มเติม และยืนยันคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณภายในเดือนกรกฎาคม จากนั้นสำนักงบประมาณเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งก็ผ่านความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ในวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท และจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวาระที่ 1 ประมาณปลายเดือนกันยายนนี้ และวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือนตามเสนอวุฒิสภาช่วงกลางเดือนธันวาคม จากนั้นจึงจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้ต่อไป โดยสรุปแล้ว การใช้งบประมาณปี 2563 จะต้องเลื่อนออกไปจากเดิม 3 เดือน จากเดิมที่ต้องประกาศใช้ประมาณต้นเดือนตุลาคมที่กำลังจะถึงนี้

ในทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มสูบ ไม่เพียงเฉพาะงบประมาณปี 2563 ที่ต้องรอตามขั้นตอน ซึ่งย่อมทำให้หลายนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ยังต้องชะลอไปถึงต้นปีหน้า แต่ยังมีปัญหาการเมืองประดังเข้ามาอีก เรื่องใหญ่และดูท่าจะไม่จบง่ายๆ คือ การกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามกำหนดในรัฐธรรมนูญ เมื่อยังไม่ชัดเจน ก็ย่อมกระทบต่อการตัดสินใจในนโยบายสำคัญๆ เพราะอาจส่งผลให้เป็นโมฆะในอนาคตได้ หากรัฐบาลต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ นอกจากนี้ก็เป็นปัญหาอาการงอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาของรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำที่พรรคเล็กมีอำนาจต่อรองสูง แต่ก็ทำลายสมาธิการทำงานของรัฐบาลได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในอีกไม่นานนี้ก็จะมีกฎหมายสำคัญเข้าสภา

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะขอรับผิดชอบกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ใช่การลาออก แต่จะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป ตามที่นายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควรเพื่อไม่ให้กลไกการทำงานเกิดความละล้าละลัง ในอีกด้านหนึ่ง ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องให้ตีความสร้างความกระจ่าง ก็น่าจะเป็นอีกทางออกของปัญหาได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญควรจะเป็นองค์กรที่ให้คำตอบหรือแม้แต่ชี้ทางออกในกรณีที่มีข้อสงสัยกันว่า เป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปด้วย สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจใดๆ ก็ต้องไม่เกิดประเด็นใหม่อันจะเป็นช่องทางให้เกิดการติดตามถามหาอย่างไม่ลดละ จากฝ่ายที่กำลังเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง

การบริหารจัดการอาหารกลางวันโรงเรียน”เขตเมือง-ชนบท” จ.ตาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383372?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การบริหารจัดการอาหารกลางวันโรงเรียน”เขตเมือง-ชนบท” จ.ตาก

13 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
อาหารกลางวัน,บริหารจัดการ,โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,695 ครั้ง

รายงานพิเศษ…

ภายหลังจากที่โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และ โรงเรียนบ้านวังประจบ จ.ตาก เข้าร่วมโครงการ “เด็กไทยแก้มใส” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี 2557 มีผลการดำเนินในเกณฑ์ยอดเยี่ยมและได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส ซึ่งมีการน้อมนำหลักการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรของโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาใช้โดยบูรณาการงานและพัฒนาทางด้านต่างๆ จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพอาหารของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน

ในปี 2561 จ.ตาก จึงประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน เพื่อขยายผลให้สถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหมดจำนวน 36 โรงเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานมา 1 ปี พบว่าการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ และในปี 2562 จ.ตาก จึงจะยกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อน “ท้องถิ่นไทยก้าวสู่แหล่งเรียนรู้ เด็กไทยแก้มใส วิถีชีวิตสุขภาวะ” ต่อยอดการดำเนินงานโครงการเด็กไทยแก้มใสให้ครบทั้ง 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการเกษตรในโรงเรียน 2.ส่งเสริมสหกรณ์นักเรียน ร้านค้า ออมทรัพย์ ส่งเสริมการผลิต 3.จัดบริการอาหารของโรงเรียนตามหลักโชนาการ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch 4.ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน 5.พัฒนาสุขนิสัยและส่งเสริมอนามัยนักเรียน 6.พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 7.จัดบริการสุขภาพนักเรียน และ 8.จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เชื่อมโยงทั้งการเกษตร โภชนาการและสุขภาพ

แน่นอนว่าการประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน โดยมีโรงเรียนในสังกัดอปท.เข้าร่วมทั้ง 36 แห่ง นั่นหมายถึงที่ผ่านมาการจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนแต่ละแห่งเป็นไปอย่างดีเยี่ยม และพร้อมจะขยายผลไปยังโรงเรียนสังกัดอื่น หรือให้จังหวัดอื่นได้ศึกษารูปแบบของความสำเร็จนี้เพื่อนำไปปรับใช้

ร.ร.เทศบาลวัดดอนแก้ว เป็น 1 ใน 6 โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครแม่สอด ร่วมกับ ร.ร.วัดมณีไพรสณฑ์ ร.ร.เทศบาลวัดชุมพลคีรี ร.ร.เทศบาลวัดบุญญาวาส ซึ่งทั้ง 4 แห่งได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน ส่วนอีก 2 แห่งได้แก่ ร.ร.เทศบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และร.ร.กีฬาเทศบาลนครแม่สอด ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยม ไม่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว โดยเทศบาลนครแม่สอดมีบริหารจัดการอาหารกลางวันโดยการจ้างเหมาทั้งหมด มี 2 รูปแบบ คือ 1.ประกอบอาหารจากข้างนอกเข้ามาส่งโรงเรียน และ 2.ให้ผู้รับเหมามาประกอบอาหารในครัวของโรงเรียน ซึ่ง ร.ร.เทศบาลวัดดอนแก้ว ใช้รูปแบบที่ 2

สาเหตุที่เทศบาลนครแม่สอดเลือกใช้รูปแบบการจ้างเหมา เนื่องจากโรงเรียนในสังกัดแต่ละแห่งมีจำนวนเด็กมากกว่า 1,000 คน เท่ากับว่ามีเด็กนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดมากกว่า 5,000 คน ดังนั้นการจะใช้รูปแบบอื่นจึงเป็นไปได้ยาก การจะให้โรงเรียนเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ หรือให้ประกอบอาหารเองคงต้องใช้จำนวนบุคลากร งบประมาณ และเสียเวลาไปมากพอสมควร ดังนั้นคณะผู้บริหารเทศบาลนครแม่สอดจึงเลือกใช้รูปแบบการจ้างเหมา

อย่างไรก็ตามได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มข้นใน 3 ระดับ คือคณะกรรมการระดับเทศบาล ซึ่งจะมีภาคีทุกภาคส่วนมาเป็นคณะกรรมการ และระดับต่อมาคือ คณะกรรมการระดับโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการ คณะครู คณะกรรมการบริการสถานศึกษา จะประชุมและสุ่มตรวจอาหารที่ผู้รับเหมาทำมาส่งในแต่ละวัน และระดับต่อมา คือ คณะกรรมการร่วม ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และชุมชน จะเป็นคณะกรรมการร่วมในการสุ่มตรวจอาหารด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการมีคณะกรรมควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึง 3 ระดับจึงทำให้อาหารกลางวันที่เด็กนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดได้รับมีคุณภาพและมีคุณค่าตามหลักโภชนการอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกันเป้าหมายในปีการศึกษา 2563 ทางเทศบาลนครแม่สอดจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใช้วัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัยมาประกอบอาหาร ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องสามารถบอกถึงที่มาของแหล่งวัตถุดิบได้ และเทศบาลมีการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวมกว่า 400 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยป้อนเข้าสู่ระบบอาหารกลางวันของโรงเรียนได้ด้วย

ทั้งนี้โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดเป็นโรงเรียนในเขตชุมชนเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเกษตร ทำให้ไม่สามารถสร้างแหล่งอาหารภายในโรงเรียนได้ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยนอกเมืองเข้าสู่โรงเรียนจะช่วยให้เด็กได้รับอาหารที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันยังมีโรงเรียนอีกแห่งที่มีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และแนวทางการจัดการอาหารกลางวันที่เป็นรูปธรรม คือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจาตุรจินดา ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยโรงเรียนสืบสานพระราชดำริ โดยเฉพาะโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนสร้างแหล่งผลิตอาหารไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผัก ผลไม้ การเลี้ยงปลา ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบอาหารบริโภคภายในโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการ

การบริหารจัดการอาหารกลางวันของ ร.ร.ตชด.จาตุรจินดา ได้ใช้ระบบจ้างเหมาแบบเฉพาะเจาะจง คือมีผู้รับเหมา โดยให้ซื้อวัตถุดิบจากโรงเรียนผ่านสหกรณ์ของโรงเรียน ถ้าไม่มีค่อยหาจากที่อื่นมาใช้ จากนั้นครูจะเป็นผู้รับวัตถุดิบมาประกอบอาหารเองตามรายการที่ได้กำหนดไว้ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch

ดังนั้นการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของ ร.ร.ตชด. ได้ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จึงเป็นต้นแบบให้แต่ละโรงเรียนสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยตนเองเพื่อตอบโจทย์คุณค่าโภชนาการในอาหารกลางวันได้เป็นอย่างดี

เปิดแผนสายฟ้าแลบเสมา1เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383370?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแผนสายฟ้าแลบเสมา1เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง

13 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ปฏิรูปการศึกษา,กระทรวงศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 2,381 ครั้ง

เปิดแผน”สายฟ้าแลบ””เสมา1″เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ครม.ลุงตู่ 2 นั้น กว่าจะตั้งลำเรือเหล็กเข็นลงน้ำได้ก็ใช้เวลาพอสมควรท่ามกลางภาวะเสียงปริ่มน้ำและบรรยากาศปะทะกันในค่ายพปชร.ของคนกันเองแม้ยามนี้จะซาลงไป…

วันนี้กัปตันเรือเหล็กที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สั่งการให้เสนาบดีและคนการเมืองยุติความขัดแย้ง ขอให้ทำหน้าที่ตามที่ลุงตู่มอบหมายแบ่งงาน แปลว่าลูกเรือลำนี้ต้องลงมือทันที เพราะภาวการณ์ข้างหน้านั้นต้องเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง

เหตุดังกล่าวบางพรรคร่วมรัฐบาลรับรู้และสั่งรมต.ในสังกัดขับเคลื่อนการทำงานทันทีและเร่งผลงานให้ปรากฏ…ของแบบนี้ใครลงมือก่อนสังคมจะเห็นข่าวสารนั้นๆ ก่อน และให้คะแนนก่อนเพราะการประเมินอายุรัฐบาลผสมสิบเก้าพรรคชุดนี้ คนการเมืองให้เวลาไว้ 1-2 ปี เพราะวันนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านจองกฐินหลายกองไว้รอแล้ว

แต่เมื่อเหลียวมองไปลึกๆ แล้ว ….จังหวะของรมต.ของบางพรรคบนเรือเหล็กลำนี้จะพบว่าเสนาบดีบางคนยังมะงุมมะงาหราและยามนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสนาบดีจากพปชร.บางคนยังขยับตัวช้าแม้อาจมีบางคนของพปชร.ที่กระสากลิ่นและรู้ทางลมการเมืองจึงขับเคลื่อนการทำงานมาแล้วระยะหนึ่งหลังรับตำแหน่งก็ตาม….

อย่าลืม “พปชร.” คือพรรคหลักของเรือเหล็กลำนี้ที่แม้กระทรวงหลักบางแห่งมิได้อยู่ในการกำกับดูแลเพื่อดำเนินนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้แต่เมื่อมันล่วงเลยมาถึงวันนี้ การตีโพยตีพายเพื่อเรียกร้องสิทธินั้นๆ จบไปแล้ว ดังนั้นการทำงานตามที่ลุงตู่มอบหมายให้บรรลุผลน่าจะเป็นสิ่งดีที่สุดหากพปชร.ยังหวังที่จะเดินหน้าต่อบนเส้นทางการเมือง…..

แต้มจะไหลเข้าหรือไหลออกอยู่ที่รมต.ของพลังประชารัฐทุกชีวิต..และใช่ว่าจะปล่อยให้สร.1 เก็บแต้มโดยลำพัง ?

“ศึกในอย่ากระเพื่อม รอตั้งรับศึกนอก” น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่คนของพปชร.ต้องท่องให้ขึ้นใจและออกไปลุยเก็บแต้มในวันนี้รวมทั้งวันหน้า และยิ่งสังคมกำลังมองว่าสิ่งที่พปชร.หาเสียงไว้หลายนโยบายนั้นเริ่มจะผิดคำมั่นที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันวานและขั้วตรงข้ามเริ่มนำมาโจมตีขยายผลหลากวาระกันแล้ว…

ฉะนั้นลูกเรือเหล็กปีกพปชร.หากไม่เร่งจังหวะขับผลงาน แววหลุดเก้าอี้ย่อมมาเยือนก่อนกาล

หากมองไปยังกระทรวงใหญ่อย่าง ศธ. ที่มีงบประมาณราวห้าแสนล้านบาทและต้องทำหน้าที่การพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แกนนำพปชร.คนนี้รับบทเสมา 1 ที่ต้องตอบโจทย์ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมาดำเนินการให้เห็นผลเร็วที่สุด และไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนักเพราะการปฏิรูปการศึกษานั้นหากไม่มีความร่วมมือของทุกฝ่ายมันก็ยากที่จะสำเร็จ

พปชร.เคยแจ้งสังคมว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้นักศึกษาที่เป็นหนี้ค้างชำระ กยศ.

สร้างหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้าเพื่อให้เด็กได้เล่าเรียน และวางระบบให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลระบบการศึกษาแทนกระทรวง ตามแนวคิด ‘บ้าน’ ‘วัด’ ‘โรงเรียน’

ดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนเพื่อส่งเสริมระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครู และเยาวชนเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น

ให้ความรู้เด็กและเยาวชนหญิงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่ง หรือการป้องกันการข่มขืน และประกันความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สิ่งเหล่านี้ต้องดูว่าเมื่อแกนนำพปชร.มาเป็นเจ้ากระทรวงนี้จะทำตามสัญญาเยี่ยงใดให้บรรลุผล

เสมา 1 เคยบอกกับเครือเนชั่นว่า “การปฏิรูปการศึกษาคือวาระแห่งชาติที่ทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมมือเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในประเทศให้มีความพร้อม เพราะขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยนั้นส่วนหนึ่งอิงกับระบบการเรียนการสอน ดังนั้นระเบียบต่างๆ หลักสูตรต่างๆ เมื่อบังคับใช้ไปแล้วห้าปีต้องมาสังคายนากันใหม่ เพราะวันนี้สังคมมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว”

แว่วมาว่าเสมา 1 จึงทำการบ้านมาล่วงหน้าตั้งแต่รับหน้าที่โดยในเฟซบุ๊กส่วนตัวจะพบว่าเสมา 1 ได้ตระเวนไปเยี่ยมโรงเรียนและนักเรียนหลายแห่งทั่วประเทศแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อรับรู้สารพันปัญหาด้วยตัวเองแบบสายฟ้าแลบ

คณะทำงานของรมว.ศึกษาธิการคนนี้บอกว่า “รมต.วางแผนงานคร่าวๆ ไว้หลายเรื่อง เช่น การเตรียมปรับหลักสูตรการเรียนการสอน การดูแลบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ การดูแลหนี้สินครู การส่งเสริมนักเรียน การผลักดันงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่ขาดแคลน โดยตั้งเป้าว่าภาคเรียนแรกของปีการศึกษาหน้าสิ่งที่แจ้งไว้กับสังคมต้องเกิดขึ้น”

“ภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือการตระเวนไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ แบบไม่แจ้งล่วงหน้านั้น เพราะรมต.มองว่าจะทำแเบบนี้ทั่วประเทศเพื่อไปดูและฟังด้วยตัวเองว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะโลกออนไลน์ที่โพสต์ข้อมูลและภาพบางสิ่งเกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนนั้น รมต.ได้ให้ทีมงานเก็บข้อมูลไว้หมด รวมทั้งพบว่าบางเรื่องไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่รายงานมา

ดังนั้นรมต.จึงจะลงพื้นที่และจะไปตรวจเยี่ยมกรณีที่เคยเป็นข่าวและไม่เป็นข่าวแบบไม่บอกล่วงหน้า เช่น อาหารกลางวัน อาคารเรียน อุปกรณ์ การใช้พื้นที่สนามกีฬาของสถานศึกษาในเวลาหลังราชการ ความปลอดภัยของสถานที่ รวมทั้งโรงเรียนตามแนวชายแดน

โดยภาคเรียนนี้และช่วงต้นภาคเรียนที่สองนั้น รมต.จะไปลงพื้นที่ให้มากที่สุดและต้องสรุปแผนงานเพื่อดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในภาคเรียนแรกของปีการศึกษาหน้า” ทีมงานของเสมา 1 แจ้งปฏิทินงานที่วางไว้

ดังนั้นหากมองจังหวะของเสมา 1 ในเชิงการเมืองนั้น การเดินสายแบบนี้จะมีผลบวกด้านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป เพราะอย่าลืมว่าครูคือหนึ่งในหัวคะแนนและฐานเสียงที่มีผลกับพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าวิชาชีพอื่นๆ ในสังคม

นักเรียนคือคนรุ่นใหม่ในสังคมที่รอวันเติบโต รวมทั้งจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันข้างหน้าเพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตของประเทศ

ผู้ปกครองคือผู้ที่มีบทบาทสูงและมีอิทธิพลทางความคิดรวมทั้งการปรากฏเป็นข่าวได้ทั้งมุมลบและมุมบวกเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงนี้

หากเสมา 1 จับคำตอบของสามปัจจัยนี้ได้และเร่งขับผลงานออกมา แต้มต่อยังพอมีไว้สู้กับคู่แข่ง

ดังนั้นแผนสายฟ้าแลบของเสมา 1 ที่จะตระเวนตรวจเยี่ยมโรงเรียนและพบครู นักเรียน ผู้ปกครองนั้น จึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่มีผลกับคะแนนนิยมของครม., พลังประชารัฐ และณัฏฐพลแบบเลี่ยงมิได้ เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว หลายคนในพปชร.รู้ว่าแต้มต่อของพรรคที่มีในมือนั้นค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ หากมิเร่งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ก็ยากที่จะเดินหน้าทางการเมืองได้ง่ายนัก

เพราะถนนชีวิตของพปชร.พูดง่ายๆ ขรุขระกว่าพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากไม่เร่งเครื่องให้แรงกว่าเพื่อนก็ยากที่จะแซงหน้า

“ครูตั้น” มีการบ้านที่ต้องตอบโจทย์สังคมและพรรคให้ได้ หากแก้สมการนี้ได้โอกาสของพปชร.ก็ยังมีลุ้นยาวๆ ในการเพิ่มคะแนนไว้สู้ศึกการเมือง