“ยียาธิปไตย” ชนวน “ส้ม” อนาคตดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383352?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยียาธิปไตย” ชนวน “ส้ม” อนาคตดับ

13 สิงหาคม 2562 – 08:25 น.
กลุ่มพลังยียาธิปไตย,อนาคตใหม่,พลอชาติชาย ชุณหะวัณ,ปิยะบุตร
เปิดอ่าน 22,619 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

“เราจักต้องมองนักการเมืองในฐานะปุถุชนที่มีกิเลส มีตัณหา และมีความเห็นแก่ตัว นักการเมืองมิใช่อรหันต์ ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น”

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักวิชาการน้ำดีของเมืองไทย ได้เขียนไว้ในบทความเรื่องอาชีพนักการเมือง และด้วยฐานคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง อาจารย์รังสรรค์ จึงบัญญัติคำว่า “กลุ่มพลังยียาธิปไตย” หมายถึงนักการเมืองภูธรที่เติบโตในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

“กลุ่มพลังยียาธิปไตยเรืองอำนาจสุดๆ ในยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี 2531-2534) ชนิดที่กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยแทบไม่มีพื้นที่ในโครงสร้างอำนาจเลยก็ว่าได้”

พลังยียาธิปไตยจึงเป็นที่มาของคำว่า “นักเลือกตั้ง” ผู้ประกอบธุรกิจการเมืองเป็นอาชีพ นักเลือกตั้งจึงมีการเคลื่อนย้ายพรรคบ่อย

ณพจน์ศกร ทรัพย์สิทธิ์ และธนาธร

หลังเลือกตั้ง 2562 เกิดความเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงในโครงสร้างตลาดการเมืองไทย เมื่อผู้สมัครส.ส. ของ “พรรคอนาคตใหม่” ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เกือบร้อยคน

ด้วยเหตุนี้ตลาดการเมืองในภูธรจึงมีความเคลื่อนไหว “ย้ายขั้วย้ายพรรค” กันคึกคัก นักเลือกตั้งที่เติบโตมาจากระบอบยียาธิปไตย เริ่มมองเห็นช่องทางลัดสู่อำนาจ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาลนคร/เมือง/ตำบล

          พรรคอนาคตใหม่คือเป้าหมายของนักเลือกตั้งภูธรที่หวังจะได้สวม “เสื้อสีส้ม” พาเข้าไปสู่การกุมอำนาจการบริหารปกครองท้องถิ่น

ยกตัวอย่างที่ชลบุรี มีการเปิดตัวเป็นกลุ่มผู้สมัครนายก อบจ. และส.อบจ. มากถึง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยทีม “ท้องถิ่นใหม่” นำโดย นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 2 ภูวนาท กาศสกุล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 3

ทีม “สัตหีบอนาคตใหม่” สุรสิทธิ์ ทะวะลัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 8 พรรคอนาคตใหม่ เป็นหัวหน้าทีม

ทีม “อนาคตใหม่ชลบุรี” “นายกเป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี และอดีตส.ส.ชลบุรี เป็นหัวหน้าทีม

สาธิต ปิติวรา และปิยบุตร

ข้ามฟากไปทางเมืองย่าโม สถานการณ์การเมืืองในพรรคอนาคตใหม่สาขาโคราช ก็วุ่นไม่แพ้เมืองชลบุรี เพราะมีการเปิดตัวผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ถึง 3 กลุ่มเช่นกัน

ทีม “ดร.สาธิต ปิติวรา” ผู้สมัครส.ส ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ และนายกสมาคมศิษย์เก่า ม.บูรพา ประกาศตัวชัดเจนจะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา ในนามพรรคอนาคตใหม่

ทีม “มหานครสุรนารี” นำโดย อุบล เอื้อศรี ประธานที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ นครราชสีมา

ทีม “อนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์” ที่มี ทวี อภิชาตเสนีย์ อดีตที่ปรึกษาและคณะทำงาน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกลุ่ม โดยกลุ่มนี้รับผิดชอบ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ และสุรินทร์

กลุ่มอนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์ วางตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา คือ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.นครราชสีมา

เลาะไปทางฝั่งโขง ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ น้องชายของอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ อดีตส.ส.นครพนม ได้เปิดตัวชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครพนม ในนาม “กลุ่มมหานคร” พรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 2 สิงหาคมนี้

ช่วงเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อคนไทย และอรรถสิทธิ์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

เช่นเดียวกับ วีรศักดิ์ พรหมภักดี อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 3 สกลนคร พรรคชาติพัฒนา น้องชายสาคร พรหมภักดี อดีต ส.ส.สกลนคร ก็ประกาศจะลงสมัครนายก อบจ.สกลนคร ในสีเสื้ออนาคตใหม่

          หากเราเข้าใจว่านักการเมืองเป็นปุถุชนที่มีกิเลส มีตัณหา และมีความเห็นแก่ตัว นักการเมืองมิใช่อรหันต์ เราก็จะเข้าใจถึงสาเหตุที่ “นักเลือกตั้ง” หลั่งไหลไปหาพรรคส้มหวาน

อย่างไรก็ตามกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ได้แจ้งว่าผู้สนใจลงสมัครเป็นผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. พรรคอนาคตใหม่ได้เปิดรับสมัครเพื่อรับการสรรหาไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ทางระบบออนไลน์เท่านั้น

หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ไม่มีระบบการคัดเลือกที่ดีพอก็จะเกิดรอยร้าวในภายในพรรคและภายในจังหวัด เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับพรรคพลังธรรมมาแล้ว

          นักเลือกตั้งสายพันธุ์ยียาธิปไตย อาจบ่มเพาะเชื้อโรคทางการเมืองไว้ในพรรคส้มหวาน จนกลายเป็นโรคระบาดไปทั้งพรรค 

สุดยอดของขวัญล้ำค่า สนองพระคุณแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383282?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดยอดของขวัญล้ำค่า สนองพระคุณแม่

12 สิงหาคม 2562 – 11:15 น.
ดอกมะลิ,วันแม่แห่งชาติ,สนองพระคุณแม่,สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เปิดอ่าน 2,219 ครั้ง

ที่มา : คอลัมน์… แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

          เข้าสู่เทศกาล “วันแม่แห่งชาติ”… อีกครั้ง ซึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี

ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

          คำว่า “แม่” สำหรับผม… คือคำที่ยิ่งใหญ่… เพราะเสียงที่เปล่งออกมาจากปาก มีความหมายที่น่าซึ้งใจ… มีรสเมตตาคุณ… กรุณาคุณ…และความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์

ในวัยเด็ก เวลาพลัดหลงกับแม่… เหลียวหาแม่ไม่เห็น เราก็ส่งเสียงเรียกตะโกนเรียก แม่ ! แม่ !

ถ้าไม่เห็น ก็ร้องไห้ใจหาย… ถ้าเห็นแม่มา ก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา เสมือนได้ผู้พิทักษ์… ผู้ดูแลปกป้องรักษา… ผู้ให้ความปลอดภัยกลับมา

ในวัยผู้ใหญ่… ด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบและบริบทชีวิตที่แตกต่างไป… แต่เวลาเอ่ยคำว่า “แม่” ก็ยังคงให้ความรู้สึก “อบอุ่น” เหมือนเดิม

เข้าสู่เทศกาล “วันแม่” ทุกปี… ลูกๆ หลายท่านมักมองสิ่งของ เครื่องใช้ อาหารดีๆ ให้กับท่าน

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว… ไม่มีเพชรนิลจินดาใดๆ… หรือดอกมะลิใดๆ (แม้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ของแม่)… หรือการปฏิบัติใดๆ เช่น การกราบเท้ามารดา… ที่จะมีคุณค่าเทียบเคียง “ธรรมะ” จาก พระพุทธองค์ ที่ลูกๆ อย่างเราสามารถมอบให้ “บุพการี” เราได้…

โดยตามพุทธประวัติ… เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านระลึกถึงคุณพระพุทธมารดาเป็นสิ่งสำคัญ โดยท่านยกย่องว่า คุณของพระพุทธมารดานั้นมากมายนัก จะหาอะไรเปรียบมิได้ ท่านทรงระลึกว่าท่านจะหาสิ่งใดหรือทำอย่างไร สนองคุณพระพุทธมารดาจึงจะสมกับที่พระพุทธมารดามีคุณต่อท่าน ท่านทรงวินิจฉัยโดยรอบคอบแล้ว จึงเห็นแต่สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสนองคุณพระพุทธมารดาได้ คือ “พระอภิธรรม”

เพราะฉะนั้นท่านจึงเสด็จขึ้นไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ด้วยพระอภิธรรมจนครบพรรษาหนึ่ง เป็นการใช้หนี้ค่าน้ำนมให้คู่ควรกัน

หากแต่ “การให้ธรรม” นั้น ก็หาใช่เพียงการพา “บุพการี” ไปตักบาตร… ถวายเพล… หรือ ทำสังฆทาน… “การให้ธรรม”หรือ “ธรรมทาน” ที่หมายถึง คือ “การฟังธรรม” และ “การปฏิบัติธรรม”… เพื่อให้ธรรมะจากพระพุทธองค์ได้หยั่งลึกสู่จิตใจอย่างแท้จริง

โดยการให้ธรรมะเป็นทานนั้น ถือว่าเป็นการให้ทานที่ได้บุญสูงสุด มีคุณค่ากว่าการให้ทานทั้งปวง เพราะทำให้ผู้รับมีปัญญารู้เท่าทันกิเลส สามารถนำไปใช้ได้ไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป ส่วนทานชนิดอื่น ๆ ผู้รับได้รับแล้วไม่ช้าก็หมดสิ้นไป

ดังพุทธพจน์ที่ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำทุกวันและควรทำทุกวัน…เพื่อทดแทนพระคุณของแม่ได้นั้น คือ “การเป็นคนดี”… สร้างคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติและส่วนรวม… รวมถึงการเอาใจใส่ดูแลปรนนิบัติท่านอย่างสม่ำเสมอ… ไม่ใช่ทำดีกับท่านเฉพาะวันเทศกาล…

เพราะผู้ใหญ่หลายท่าน มักมัวแต่วุ่นวนไขว่คว้ากับการงานเพื่อความมั่นคงมั่งคั่งแห่งชีวิต จนมัก “หลงลืม” การให้คุณค่าและเวลากับคนใกล้ตัว ซึ่งคือคนที่สำคัญที่สุด…

          อย่าลืมนะครับ ว่าทุกสิ่ง ไม่มีอะไรแน่นอนและยั่งยืน… รวมถึงสังขารของแม่เรา

เราไม่ควรมัวไปเสียเวลาหลงระเริงไปกับเรื่องไร้สาระ… จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังยามท่านไม่อยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ขอฝาก บทประพันธ์แปลเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกของ “พระราชธรรมนิเทศ” (หลวงพ่อพยอม) ไว้คอยให้ระลึกพระคุณของแม่ ไว้ดังนี้…

          “ในโลกอันหนาวทรวงลวงหลอกนี้

          ช่างไม่มีธารรักอันศักดิ์สิทธิ์

ที่ซึมซาบดื่มด่ำอมฤต

เหมือนในจิตของแม่รักแท้จริง”

ดูบทความทั้งหมดของ แสงเทียนกลางพายุ

“บีอาร์เอ็น-แนวร่วม” บนสมรภูมิ “ไฮบริดจรยุทธ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บีอาร์เอ็น-แนวร่วม” บนสมรภูมิ “ไฮบริดจรยุทธ์”

12 สิงหาคม 2562 – 10:49 น.
ไฟใต้,ไฟใต้ ปัตตานี,มารา ปาตานี,บีอาร์เอ็น,กลุ่มบีอาร์เอ็น,3 จังหวัดชายแดนใต้,บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,hybrid war,สงครามลูกผสม,่ เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ฮัสซัน ตอยิบ
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 ส.ค.62

***************************

ร้อนแรงกลางสายฝนเมื่อ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ มีใจความสำคัญว่า กองทัพกำลังต่อสู้กับ สงครามลูกผสม” (hybrid war) ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่ใช้ “ข่าวปลอม” (fake news) หลอกล่อให้คนรุ่นใหม่ เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพและสถาบันกษัตริย์

“ขณะนี้กองทัพกำลังต่อสู้กับข้าศึก เหมือนการต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ในช่วงปี 2513-2523 เพียงแต่การต่อสู้ในทุกวันนี้เป็นการต่อสู้กับการโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ต” บิ๊กแดง กล่าว

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

นอกจากนี้ “บิ๊กแดง” ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการโฆษณาชวนเชื่อ หรือการลอบวางระเบิดโจมตีหลายจุดทั่วเมืองหลวงของไทย แต่กล่าวถึงพรรคการเมืองหนึ่งโดยไม่ระบุว่าเป็นพรรคใด

บีอาร์เอ็น”ขยายวง?

มีคำถามเกิดขึ้นในฝ่ายความมั่นคงหลังสิ้นเสียงระเบิดกลางกรุงครั้งล่าสุด ว่าขบวนการบีอาร์เอ็น ขยายพื้นที่ปฏิบัติการจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้สู่เมืองหลวงประเทศไทยหรือไม่?

แหล่งข่าวในขบวนการเก่าเปิดเผยว่ามีความเป็นได้สูงที่ “ขบวนการใหม่” จะขยายแนวรบ เพราะแกนนำ “บีอาร์เอ็นโคออดิเนท” ฝ่ายการเมืองเป็นคนรุ่นใหม่และมีความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง

ขบวนการบีอาร์เอ็น

อย่าลืมว่า “ขบวนการใหม่” เกิดขึ้นจากการสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้ของขบวนการเก่า

บีอาร์เอ็นยุคใหม่ได้ปรับกลยุทธ์การต่อสู้หลังลงจากภูเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเมื่อปี 2527 พวกเขาหันหลังให้กับแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” ของอุสตาซ อับดุลการิม ฮัสซัน

ขบวนการใหม่ได้คัดเลือกเยาวชนไปศึกษาต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) และอีกกลุ่มหนึ่งไปฝึกอาวุธในต่างประเทศเพื่อเป็นครูฝึกอาวุธแก่เยาวชนที่เข้าร่วมกับบีอาร์เอ็นโคออดิเนท

ขบวนการใหม่ไม่สร้างที่มั่นในป่าเขา หากแต่ใช้ “จรยุทธ์ในเมือง” ปฏิบัติการจบ ก็หลบไปพักพิงในประเทศเพื่อนบ้าน

ปฏิบัติการจรยุทธ์ในเมืองไม่มีทางที่จะแบ่งแยกดินแดนได้ แต่การทหารเป็นแค่เครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ระเบิดกรุงเย้ยการประชุมอาเซียนอาจตอบโจทย์ “การทหารนำการเมือง” เกมต่อรองในการพูดคุยสันติสุขและตอบสนองตัณหานักการเมืองบางกลุ่ม

แนวร่วม“นักการเมือง”

“แนวร่วม” เป็นสิ่งที่ขบวนการเก่าและใหม่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งหมู่บ้านแนวร่วม และจับมือ “นักการเมือง” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อใช้หัวคะแนนของนักการเมืองดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นแนวร่วม

คำว่านักการเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่านักการเมืองทุกคนในชายแดนใต้ หากแต่มีคนบางกลุ่มยินยอมพร้อมใจเป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น

ขบวนการใหม่อาจโชคดีกว่า เพราะยุคนี้มีการกระจายอำนาจ ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล บีอาร์เอ็นจึงวางตัว “คนในขบวนการ” ให้แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในสภาท้องถิ่น

ดังที่ทราบกันขบวนการเก่านั้นมีสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมืองระดับชาติ ช่วงที่ “นักรบมลายูมุสลิม” ต้องวางปืน ก็มีคำอธิบายกับมวลชนว่า “เราจะเข้าสู่อำนาจรัฐผ่านแนวทางสภา”

แนวร่วมนักการเมืองก็ทำงานประสบความสำเร็จ แต่เมื่อพวกเขามีอำนาจวาสนา กลับไม่เหลียวแลคนรากหญ้า

เลือกตั้งที่ผ่านมาเงินสะพัดหลายพันล้านได้ข่าวแกนนำขบวนการใหม่มีความสุขมาก หลังทราบผลการนับคะแนน

พูดคุยสันติสุข

สองผู้นำบีอาร์เอ็นยุคใหม่หลังการเสียชีวิตของสะแปอิง บาซอ ก็คือ ดูนเลาะ แวมะนอ” อดีตครูใหญ่โรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งทางการไทยเชื่อว่าเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของบีอาร์เอ็น อีกคนหนึ่งคือ “เด็ง อะแวจิ” เป็นผู้นำฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าขบวนการใหม่ในวันนี้แยกเป็น กลุ่ม ประกอบด้วย “ขบวนการใหม่ในเพื่อนบ้าน” และ “ขบวนการใหม่ในชายแดนใต้”

กลุ่มผู้นำบีอาร์เอ็นที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านมีความต้องการให้มีการพูดคุยสันติสุข แต่คนเหล่านี้ก็จะถูก “นักรบมลายูมุสลิมรุ่นใหม่” มองว่าเป็นพวกขี้แพ้ ไม่กล้าต่อสู้ จึงไปเสวยสุขอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ฝ่ายการทหารของนักรบมลายูมุสลิมรุ่นใหม่จึงปฏิเสธการเจรจาสันติสุข

ฮัสซัน ตอยิบ

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ฮัสซัน ตอยิบ” หนึ่งในแกนนำบีอาร์เอ็นเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ เมื่อปี 2555 หลายฝ่ายก็เชื่อว่ามาถูกทาง มาถูกคน ต้นปี 2557 ฮัสซัน ตอยิบ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็นได้หายตัวไป โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ

ต่อมาขบวนการแบ่งแยกดินแดน 6 กลุ่มที่รวมตัวกันในนาม “มารา ปาตานี” เป็นองค์กรร่ม เปิดการเจรจากับคณะพูดคุย แต่ก็ยังไม่บรรลุผลใดๆ

ฮัสซัน ตอยิบ ในการเจรจายุครัฐบลยิ่งลักษณ์

มารา ปาตานี เสนอให้เชิญ “ปาร์ตี้ที่ 3” เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยด้วย แต่รัฐบาลไทยและมาเลเซีย ยืนยันว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “ปัญหาภายใน”

ปาร์ตี้ที่ ก็คือนักสันติวิธีนานาชาติที่เดินสายมาใน จังหวัดชายแดนใต้ มีฝรั่งบางรายกระซิบบอกว่าแนวร่วมบีอาร์เอ็น “ถ้ายังรบแค่ชายแดนใต้ เสียงก็จะไม่ดัง”

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ

12 สิงหาคม 2562 – 08:34 น.
รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 3,535 ครั้ง

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์ 17.00 น. ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 กับ สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และบากบั่น บุญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “แก้รัฐธรรมนูญ!วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ?”

 “บากบั่น” เปิดประเด็นว่า ตอนนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอและเคลื่อนไหวการแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่

ตนได้สอบถาม “อุดม รัฐอมฤต” อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย “อุดม” ระบุว่าหากบางคนบอกว่าแก้ไขยาก ขอถามว่าหากจะแก้ในประเด็นง่ายๆ โดยทุกฝ่ายเห็นชอบมันก็ทำได้แต่จะแก้ไขในประเด็นยากๆ หรือแก้ไขในประเด็นที่ไม่ควรแก้มันก็แก้ยาก เช่นไปแก้ไขให้บางองค์กรเสียศูนย์ ที่ทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ตรงนั้น รัฐธรรมนูญก็ปราบโกงไม่ได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส.ส.และส.ว.ต้องมีส่วนร่วม เพราะมันเป็นหลักสากล ส่วนที่บางคนบอกว่าแก้ไขยากเพราะส.ว.ที่คสช.เลือกมานั้น และมีอายุห้าปีคงไม่ร่วมลงชื่อแบบนี้จะลั่นดาลการแก้ไขหรือไม่ ขอเรียนว่าตอนยกร่างนั้นส.ว.200คนมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่บทเฉพาะกาลของส.ว.นั้นมีการมาแก้ไขเพิ่มเติมตอนหลัง ย้ำว่าในคำถามพ่วงการทำประชามตินั้นประชาชนแสดงความต้องการออกมาแบบนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการตามนั้น

หากรัฐบาลจะร่วมแก้ไขมันก็ง่ายและมองว่าน่าจะใช้เวลา 1 ปีถึง 1 ปีหกเดือนก็น่าจะเสร็จสิ้น ไม่ยาวนานนักและไม่เห็นด้วยหากต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะขั้นตอนมีอยู่แล้ว ขอเพียงส.ส.และส.ว.มีความเห็นร่วมกันก็ดำเนินการได้

  “สมชาย” กล่าวว่า ก่อนเลือกตั้งและมาถึงวันนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพราะเป็นเหตุทำให้แพ้เลือกตั้ง คสช.สืบทออำนาจ และพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะกติกาและกลไกรัฐธรรมนูญ และยังเป็นกลไกที่ทำให้ได้อำนาจรัฐธรรมนูญของไทยมียี่สิบฉบับในตอนนี้ ฝ่ายยึดอำนาจยกร่าง 14 ฉบับ ภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองยกร่างหกฉบับ โดยสองฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยคือฉบับ พ.ศ.2517 และพ.ศ.2540

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคสช.เลือกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง และผ่านประชามติก่อนประกาศใข้ แต่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสืบทอดอำนาจ

หากจะเสนอแก้ไขนั้นขั้นตอนมีมาก คือ ส.ส. 1 ใน 5 ลงชื่อ ต่อมาส.ส.และส.ว. 376 คนให้ความเห็นชอบ แต่พรรคอนาคตใหม่เสนอว่าต้องแก้ไขที่มาของส.ว.แบบนี้ส.ว.คงไม่ร่วมด้วย ต่อมาส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบ พรรคต่างๆเห็นชอบไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบ ส.ส.ของพรรคเห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ เสนอศาลรัฐรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและประชามติ จะพบว่าขั้นตอนต่างๆ มีมากและดำเนินการได้ยาก หากจะแก้ไขได้ง่ายส.ส.พรรครัฐบาลและส.ว.ต้องดำเนินการด้วย แต่มองแล้วเจ็ดพรรคฝ่ายค้านน่าจะเดินเกมติดล็อกและถึงทางตันที่อาจจะก่อวิกฤติได้

มองแล้วแก้ไขได้ยากและเจ็ดพรรคฝ่ายค้านคงถึงทางตันเพราะเจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอ แบบนี้ส.ส.รัฐบาลก็ไม่เอาด้วยเหมือนกับส.ว.

 “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่าเกมนี้ที่เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเริ่มต้นทำไมมอบให้พรรคอนาคตใหม่นำทัพและพรรคใดของฝ่ายค้านจะได้ประโยชน์

 “สมชาย” กล่าวว่า ต้องดูว่าประชาชนสนใจปัญหาปากท้องหรือแก้รัฐธรรมนูญมากกว่ากัน โพลล์หลายแห่งสะท้อนมาแล้วว่าประชาชนต้องการอะไรจากรัฐบาลก่อนกัน และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยสอบถามกลับมาเช่นกันว่าสิ่งใดเร่งด่วนกว่ากัน นโยบายรัฐบาลก็เขียนว่าศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงว่ารัฐบาลไม่เร่งรีบในเรื่องนี้

การเดินสายชักชวนประชาชนของพรรคอนาคตใหม่ต้องดูว่าจุดติดไหม

สองพรรคแกนนำของฝ่ายค้านคืออนาคตใหม่และเพื่อไทยได้ประโยชน์ทั้งคู่ เพราะหากแก้ไขได้ก็จะชนะเลือกตั้งง่ายขึ้น หากแก้ไม่ได้ต้องรอ ส.ว.ชุดนี้ทำงานจนหมดวาระคือห้าปี

เพื่อไทยเดินเกมในสภา อนาคตใหม่เดินสายนอกสภา เพราะพรรคฝ่ายค้านรู้ว่าใช้กลไกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้จึงเคลื่อนไหวนอกสภา คือเดินสายทั่วประเทศและใช้สังคมออนไลน์ช่วย โดยชักชวนประชาชนมาร่วมเพื่อให้เสียงประชาชนบีบส.ส.และส.ว.แบบเล่นเกมการเมืองและอาจใช้กระแสธงเขียวแบบปี 2540 ผลักดัน

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีปัญหากับรัฐธรรมนูญเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตน แบบนี้จะสะดุดหรือไม่

สมชายบอกว่า ต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป

ความท้าทายของรัฐบาลปริ่มน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายของรัฐบาลปริ่มน้ำ

12 สิงหาคม 2562 – 08:30 น.
รัฐบาลปริ่มน้ำ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สภาผู้แทนราษฎร,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 3,291 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกของการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่ฝั่งรัฐบาลพ่ายแพ้ต่อฝ่ายค้าน ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 205 ต่อ 204 โดยเป็นการลงมติแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หัวข้ออำนาจหน้าที่ของประธานสภา ข้อ 9 ที่ระบุว่า “ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องวางตนเป็นกลาง”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพรรคเล็กร่วมรัฐบาลกว่า 5 พรรคประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ และไม่ร่วมโหวตกับฝั่งรัฐบาล จนนำไปสู่ผลการลงคะแนนดังกล่าวและกระแสฮือฮาที่คาดเดาไปถึงอนาคตของการเมืองไทย

อย่างไรก็ดีในทัศนะของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง ผศ.ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่าสัญญาณรัฐบาลปริ่มน้ำมีมาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งรัฐบาลแล้ว
“คำว่ารัฐบาลปริ่มน้ำเป็นมาตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลแล้ว เราเห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีความตั้งใจไม่ให้มีพรรคขนาดใหญ่เด็ดขาดในสภา มันก็น่าจะได้รัฐบาลแบบนี้แหละ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็กพรรคน้อยได้ที่นั่งจำนวนมาก พอเปิดประชุมสภาถึงตอนโหวตแบบวันที่ 8 ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็เห็นภาพชัดขึ้นว่าเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำจริง” อาจารย์บัณฑิตระบุ

อาจารย์บัณฑิตวิเคราะห์ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่ามีพรรคการเมืองร่วมด้วยมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือกว่า 20 พรรค จึงมิต้องสงสัยเลยว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหนในการประคับประคองพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติ
“การเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าเขาคงไม่คิดว่าพรรคอนาคตใหม่จะได้ที่นั่งมากขนาดนี้ มันเลยเบียดให้จำนวนที่นั่งพรรคฝ่ายค้านปัจจุบันสูสีกับพรรคร่วมรัฐบาล ตัวพรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้มีที่นั่งถล่มถลายกินขาดผู้อื่น แต่นี่คือผลจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเขียนขึ้นมาเป็นแบบนี้ และผมคิดว่าเขาเองก็ลืมคิดไปว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เป็นความล้มเหลวของตัวเอง”

การลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นเพียง “น้ำจิ้ม” และการประลองกำลังเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หลังจากนี้เป็นต้นไปเพื่อการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝั่งรัฐบาลจะโหวตแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“เรื่องโหวตวันที่ 8 เป็นเรื่องเล็กๆ ประเด็นแค่แก้ข้อบังคับการประชุม ถ้าโหวตเรื่องใหญ่กว่านี้แล้วรัฐบาลแพ้จะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารัฐบาลแพ้จะต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ นี่หมายความว่าต่อจากนี้ ส.ส.พรรครัฐบาลห้ามขาดประชุม ห้ามสาย ห้ามลา ห้ามลุกไปเข้าห้องน้ำด้วย จะตึงเครียดแค่ไหน”

ในขณะที่ ส.ส. เองก็มีภาระความรับผิดชอบในการลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อสอบถามสภาพปัญหาในชุมชน และการหาคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อการเลือกตั้งในครั้งต่อไป แต่การถูกรั้งให้ต้องเข้าร่วมการประชุมสภาทุกครั้งเพื่อการโหวตให้รัฐบาลก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้อาจารย์บัณฑิตชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลหลักอย่างพรรคพลังประชารัฐยังถือว่าเป็นพรรคใหม่ ไม่มีความเป็นสถาบัน สมาชิกพรรคยังไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
“ทางรัฐศาสตร์เราใช้คำว่า Buffet Cabinet นักการเมืองในพรรคแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ทุกคนจะอ้างว่าขอเป็นหน่อยอย่างน้อยสักครึ่งสมัยก็ดี เป็นภาพที่เกิดขึ้นสำหรับฝ่ายรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่มีพรรคร่วมมาก สำหรับพรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจะมีสภาพเหมือนพรรคสามัคคีธรรมที่มีลักษณะคล้ายกันในสมัยปี 2535 ไหม ซึ่งก็สูญสลายไปแล้วเมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง”
ทางออกของฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้คือการสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่จับต้องได้และเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ขณะเดียวกันก็ควรหาทางออกร่วมกันกับสังคมและประชาชน ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่อย่างไร โดยการทำฉันทามติร่วม
อาจารย์บัณฑิตชี้ว่านับตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายครั้งเพื่อตอบโจทย์ผู้มีอำนาจซึ่งไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับเก่า อาทิ รัฐธรรมนูญปี 2540 เกิดขึ้นจากฉันทามติของภาคประชาชนที่รังเกียจความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาลผสมในอดีต นักการเมืองต้องมีการสังกัดพรรคจนทำให้เกิดนักการเมืองมืออาชีพ แต่ก็ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย
“รัฐธรรมนูญไทยพยายามแก้ไขจุดอ่อนในอดีต ต่อมาปี 50 ก็ลดสัดส่วนส.ส. แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะก็มีการใช้อำนาจองค์กรอิสระเข้ามาจัดการ ส่วนปี 2560 ก็เกิดสภาพรัฐบาลแบบปัจจุบัน ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับระบบธรรมชาติทางการเมือง ไม่ยอมสูญเสียอำนาจ และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบแน่นอนเพราะสังคมไม่ได้มีฉันทามติร่วมกัน”
“เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ก็อิหลักอิเหลื่อแบบนี้ที่เห็น แต่นี่คือบทพิสูจน์ด่านสุดท้ายของเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 ว่าจะเป็นอย่างไร” อาจารย์บัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย

แม่หลวงของแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม่หลวงของแผ่นดิน

12 สิงหาคม 2562 – 08:10 น.
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง,แม่หลวงของแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,158 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2562

กว่า 60 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินติดตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนราษฎรทั่วผืนแผ่นดินไทย ได้เห็นทุกข์สุขของประชาชนในพระองค์ และได้รู้ถึงปัญหาต่างๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการในพระราชดำริมากมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังสร้างความรู้ อาชีพ และรายได้ให้แก่ราษฎร ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริย อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร ขณะที่ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล

โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะหาวิธีการช่วยเหลือพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวไทยภูเขา บรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์รับสั่งว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด น้ำนอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้วยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรม บริเวณของต้นน้ำลำธารให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าจะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธารของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

 จากการทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ต.ส่องดาว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525 ด้วยการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแล บนพื้นดินที่พระองค์ท่านทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าร่วม ประสบความสำเร็จจนมีการขยายโครงการป่ารักน้ำออกไปในพื้นที่ใกล้เคียง และด้วยพระราโชบายของพระองค์ท่านที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า ทำให้เหล่าพสกนิกรทั่วทุกพื้นที่น้อมนำพระราชปณิธานมาสานต่อ โดยการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีการจัดพื้นที่แสดงพันธุ์ไม้นานาชนิดโดยขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้พระนามของพระองค์ท่านเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  แม่ริม เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  สวนผึ้ง  ราชบุรี เป็นต้น

ประเทศไทยประสบภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งนับวันปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกและการบริหารจัดการของแต่ละประเทศ การที่เราจะดำเนินโครงการใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแผนบริหารจัดการน้ำและป่าไม้ หากได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระองค์เป็นต้นทางของการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ก็จะยังประโยชน์แก่ทุกฝ่าย สมดังที่พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางคนอยู่กับป่าอันเป็นดั่งแสงสว่างนำทางให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักรู้ สร้างความสุขร่มเย็นแก่ราษฎร และไม่ก่อโครงการที่เป็นการเบียดเบียนทั้งคนและสภาพแวดล้อมใดๆ ในโอกาส 12 สิงหาคม อันเป็นวันมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจึงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแม่หลวงของแผ่นดินกับการเปล่งเสียงน้อมรำลึก “ทรงพระเจริญ”

หรือลุงตู่จะสะดุดขาตัวเอง! ทำรัฐบาลล่มเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หรือลุงตู่จะสะดุดขาตัวเอง! ทำรัฐบาลล่มเร็ว

12 สิงหาคม 2562 – 07:40 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์
เปิดอ่าน 2,942 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นปมที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล และ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มายอมรับวันหลังว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมขอโทษ ครม.ทั้งคณะ และจะรับผิดชอบแก้ไขปัญหานี้เพียงผู้เดียว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน ตามมาตรา 161 ความว่า “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนตลอดไป”

ขาดข้อความที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

รัฐธรรมนูญมาตรา 161 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุบทลงโทษในกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ว่า ครม.หรือนายกรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไป หรือมีผลกระทบอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและฝ่ายค้าน “ไปไม่ถูก” ว่าควรจะทำอย่างไร กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหาทางแก้ปัญหา ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่ง “รุกไล่” นายกรัฐมนตรีอยู่ ก็หาช่องทางไล่ไม่ถูก

แต่เริ่มมีเสียงจากพรรคฝ่ายค้านและพรรคย่อยในรัฐบาล (ไทยศรีวิไลย์) โดย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกแล้วจัดตั้งรัฐบาลไปถวายสัตย์กันใหม่ การเรียกร้องของฝ่ายค้านนั้นพอเข้าใจกันได้ แต่การเรียกร้องของพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะเป็นพรรค 1 เสียง ก็สั่นสะเทือนเช่นกัน

มงคลกิตติ์ อ้างว่ารวบรวมพรรค 1 เสียงได้แล้ว 5 พรรค เพื่อถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านอิสระ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นจริงจะทำให้เสียงสนับสนุนรัฐบาลเพียง 249 เสียง เกิด “สวิงโหวต” ของฝ่ายค้านอิสระ 5 เสียง จะมีผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลลุงตู่ทันที

ทว่าแกนนำพรรคพลังประชารัฐมั่นใจว่าเป็นเพียงข้ออ้างในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองของมงคลกิตติ์เท่านั้น เพราะขณะนี้มีการจัดโผ “ผู้ช่วยรัฐมนตรี, เลขานุการรัฐมนตรี, ที่ปรึกษารัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการ” จึงต้องเสียงดังเพื่อต่อรองตำแหน่งเหล่านี้ และมั่นใจว่าเป็นเสียงของมงคลกิตติ์เพียงคนเดียว ไม่ใช่ 5 พรรคเล็ก หรือ 10 พรรค (พรรคละ 1 เสียง) อย่างที่กล่าวอ้าง

แกนนำพรรคพลังประชารัฐยังมั่นใจการมีเสียง “งูเห่า” ในฝ่ายค้านที่มาสนับสนุนรัฐบาลเมื่อครั้งลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว 6 เสียง และจะเพิ่มเติม “งูเห่า” ให้เป็น 20 เสียงในการสนับสนุนการลงมติเมื่อผ่านกฎหมายสำคัญ เพราะการลงมติกฎหมายไม่ต้องเปิดเผยชื่อจึงเป็น “งูเห่าดำดิน” ที่ไม่เปิดเผยตัวได้

ทั้งประเด็นการถวายสัตย์และเสถียรภาพในคะแนนเสียงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปว่าลุงตู่จะหาทางออกอย่างไร หรือนี่จะเป็นประเด็นสะดุดขาตัวเอง แต่ที่น่าตำหนิคือเป็นรัฐบาลที่แวดล้อมด้วยนักกฎหมายชั้นเซียนทั้ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีมือกฎหมาย “ชั้นอ๋อง” และดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีดีกรีกฎหมาย เป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังพา “ท่านผู้นำตกท่อ” ในมุมกฎหมาย ทั้งสองเซียนกฎหมายจะกู้ขึ้นจาก “ท่อที่ตกไป” ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ควรรับผิดชอบด้วย ไม่ควรลอยตัวอยู่ต่อไป

อาลัย พิธาร นักรบดาวแดง สู่บอดี้การ์ด สนธิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาลัย พิธาร นักรบดาวแดง  สู่บอดี้การ์ด สนธิ

11 สิงหาคม 2562 – 18:10 น.
พิธาร พืชมงคล,สนธิ ลิ้่มทองกุล,พธม,สหายช่วง,โค่นระบอบทักษิณ,หน่อง พิธาร พืชมงคล,บอดี้การ์ด สนธิ,ธรรมศาสตร์,อาลัย พิธาร,ไพศาล พืชมงคล
เปิดอ่าน 16,775 ครั้ง

รายงานพิเศษ … อาลัย “พิธาร” นักรบดาวแดง  สู่บอดี้การ์ด “สนธิ” 

เช้าวันที่ 11 ส.ค.2562 “ไพศาล พืชมงคล” เลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้เขียนกลอนในนามปากกา “ศรีระโนด” โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความอาลัยต่อการจากไปของน้องชาย “พิธาร พืชมงคล” หรือ “หน่อง”

“อาลัยรักสหายช่วงคราล่วงลับ เป็นการดับหนักค่าดังภูเขา ชั่วชีวิตอุทิศเพื่อคนไทยเรา ทุกค่ำเช้าขอเป็นข้า ประชาชน”

พิธารหรือพิธาน เริ่มมีบทบาททางการเมืองเป็นที่รู้จักของผู้คน เมื่อเขาเข้าร่วมเคลื่อนไหวโค่นระบอบทักษิณ โดยรับหน้าที่หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

คนเสื้อเหลืองคงจำชายรูปร่างผอมดำ ใบหน้ามีหนวดเข้ม สวมหมวกยืนขนาบข้าง “สนธิ” ตลอดเวลา ช่วงที่มีการชุมนุมใหญ่ ปี 2549 และปี 2551 หลายคนเรียกเขาว่า “เสธ.หน่อง” 

มาจากระโนด

“พิธาร” มีพื้นเพเป็นชาว อ.ระโนด จ.สงขลา มีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ครอบครัวค้าขายอยู่ในตลาดระโนด  พิธารเป็นน้องชายคนรองจากไพศาล

ในฐานะพี่ชายคนโต ไพศาลมุ่งเรียนหนังสือจนจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 12

เริ่มทำงานครั้งแรกที่บริษัทสากลสถาปัตย์ของเกียรติ วัธนเวคิน แต่อยู่ได้ไม่นานถูกทาบทามจากประดิษฐ์ เปรมโยธิน ผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความธรรมนิติ

ต่อมา ภายหลังเมื่อประดิษฐ์ เสียชีวิตลงในปี 2520 ไพศาลซึ่งในเวลานั้นเป็นทนายความอาวุโสอันดับ 1 ในธรรมนิติเป็นผู้รับช่วงผู้ดำเนินงานต่อ “ธรรมนิติ” จึงเป็นเสาหลักให้ไพศาลและน้องๆ

สำหรับ “หน่อง-พิธาร” เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ช่วง 14 ตุลา 2516 หน่องจึงได้ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาหัวก้าวหน้า จัดตั้ง “พรรคประกายไฟ” เคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

สหายช่วง

หลัง 6 ตุลา 2519 “หน่อง” และเพื่อนนักศึกษา ได้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ภาคใต้ โดยสังกัดเขตงานสงขลา เขต 2 (อ.สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี)

“หน่อง” มีชื่อจัดตั้งว่า สหายช่วง และในเขตงานนี้ ยังมีนักศึกษาปัญญาชน และกรรมกร เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง อาทิ ยุค ศรีอาริยะ, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และแกนนำกรรมกรฮาร่า

เขต 2 สงขลา เป็นเขตงานพิเศษที่เชื่อมต่อกับขบวนการบีอาร์เอ็น จึงทำให้มีการจัดตั้ง “กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” ขึ้นมา

ปี 2524 หน่องจึงคืนเมือง เหมือนนักศึกษาปัญญาชนอีกนับพันคน และเข้าเรียนต่อจนจบ

การ์ดเสื้อเหลือง

เมื่อเกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” ปี 2549 ทั้งไพศาล และพิธาร ได้เข้ามาสนับสนุนการต่อสู้ล้มระบอบทักษิณ โดยพิธาร ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยให้สนธิ ลิ้มทองกุล

ต่อมา หน่องหรือพิธาร ได้ชักชวนมิตรสหายภาคใต้ขึ้นมาร่วมขบวนการคนเสื้อเหลือง ประกอบกับมีการจัดตั้ง “นักรบศรีวิชัย” จึงทำให้เขามักเข้าใจผิดว่า หน่องเป็นหัวหน้านักรบศรีวิชัย

ปี 2553 หน่องได้แยกตัวออกจากบ้านพระอาทิตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ โดยพี่ชาย-ไพศาล ได้ดึงไปเป็นกรรมการบริหารสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

หน่องหรือพิธาร ห่างหายจากเส้นทางการเมือง โดยไปทำธุรกิจที่เมืองจีน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

เละล้อมไทย “ปวิน” เฟคนิวส์ “ไฟเย็น” เงิบที่ปารีส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382957?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เละล้อมไทย “ปวิน” เฟคนิวส์ “ไฟเย็น” เงิบที่ปารีส

9 สิงหาคม 2562 – 10:07 น.
ระเบิด,กลุ่มไฟเย็น,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,แดงลี้ภัย,ม112,ล่าตัว ม112,กลุ่มสะไภ้ชาวบ้าน,ไฟเย็นไปฝรั่งเศส,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 9,428 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 9 ส.ค.62

********************

ระเบิดป่วนกรุงยังไม่คลี่คลาย การเมืองเรื่องปมถวายสัตย์ก็ถูกฝ่ายค้านดาหน้าถล่มเช้าเย็น เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ขบวนการปั่นกระแสโซเชียลระดมพลสาดใส่รัฐบาลลุงตู่ แบบไม่ยั้ง

กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในต่างแดนก็ฉวยจังหวะ “เขย่าขวัญ” อย่างกรณี “ปวิน” ที่เปิดแนวรบข่าวสาร ขยายผลการถูกทำร้ายให้เป็นเรื่องการเมือง

ป้ายสีรัฐทำ

นับแต่ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองเกียวโต ญี่ปุ่น ออกมาแถลงข่าวผ่านงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ว่าสาเหตุที่ต้องเร้นกายหายไปจากโซเชียล เพราะมีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายถึงห้องพักในอพาร์ตเมนต์ 

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากนั้นทีมงานของปวิน มีการตัดคลิปเผยแพร่ จึงกลายเป็นข่าวในวอชิงตันโพสต์ และสื่อต่างประเทศอีกหลายสำนัก โดยปวินพยายามจะชี้เป้าว่าต้นเหตุการทำร้ายเขานั้นมาจากการเมืองไทย

ล่าสุดปวินเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า คนร้ายฉีดสเปรย์ใส่เขาไม่ยั้ง รู้สึกเจ็บแสบตามผิวหนังเนื่องจากฤทธิ์ของสารเคมี หลังจากนั้นปวินบอกว่า คู่ชีวิตของเขาพยายามวิ่งตามผู้ก่อเหตุแต่หนีไปได้ และจำลักษณะการแต่งกายของผู้ก่อเหตุได้ว่าแต่งกายด้วยชุดดำทั้งหมด สวมหมวกไอ้โม่ง โผล่ให้เห็นแต่ตา

ปวินส่งภาพตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุให้บีบีซีไทยเป็นสำนักข่าวแรก และพยายามชี้ว่าตำรวจญี่ปุ่นที่ทำคดีเขาไม่ใช่หน่วยที่ดูแลอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นหน่วยตำรวจต่อต้านก่อการร้ายสากล ภายใต้สำนักงานตำรวจประจำเกียวโต

ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุ (ภาพบีบีซีไทย)

ตำรวจญี่ปุ่นสอบปากคำปวินกับคู่ชีวิต ชั่วโมง ตำรวจได้สอบสวนในทุกมูลเหตุ ทั้งอาชญากรรมที่มีสาเหตุจากความเกลียดชัง หรือด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งปวินปฏิเสธว่า คู่ของเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีจากเพื่อนบ้านในตึกเดียวกัน เพื่อนบ้านให้การยอมรับบุคคลข้ามเพศ

อย่างไรก็ตามสถานทูตไทยในกรุงโตเกียว ได้บอกกล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า ยังไม่มีรายงานใดๆ เกี่ยวกับปวินจากทางการญี่ปุ่น 

สื่อนอกที่ได้ข่าวไปจากปวิน ต่างพุ่งเป้าไปที่ “การเมืองไทย” ต่างจากตำรวจญี่ปุ่นที่ให้น้ำหนักเรื่องส่วนตัว

เล่นดนตรีหาตังค์

วันที่ สิงหาคม 2562 “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ได้ใช้เพจ Junya Yimprasert แจ้งข่าวให้แฟนคลับวงไฟเย็นทราบว่า “ไฟเย็นพร้อมแล้วสำหรับการลงท้องถนนครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 แต่ในสถานที่ห่างจากประเทศไทยถึงเกือบ 6,000 ไมล์”

หลังหาที่พักได้ในปารีส ระหว่างรอคอยการได้รับสถานะผู้ลี้ภัย สมาชิกวงไฟเย็นจึงจำเป็นต้องหาทุนรอนเป็นค่าที่พักและค่าอาหาร “จรรยา” จึงเสนอให้พวกเขาแสดงดนตรีที่ลานรีพับลิก 

วงไฟเย็น จะเล่นดนตรีหาทุน

แต่ก่อนการแสดงดนตรี สมาชิกไฟเย็น คนคือ ช่อ ไฟเย็นจอม ไฟเย็นแยม ไฟเย็น และดีเจตีโต้ จะไปชูป้ายประท้วงที่หน้าสถานทูตไทยในกรุงปารีส กรณีผู้ลี้ภัยถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้านถึง คน

นี่คือเกมเขย่ารัฐบาลประยุทธ์ ที่เซียนฝ่ายซ้าย “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ออกแบบให้ เพราะหลายครั้งที่จรัลเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็มีแค่ตัวเขากับอั้ม เนโกะ ไปถือป้ายโด่เด่อยู่สองคน

สมาชิกวงไฟเย็นถนัดในการเล่นดนตรีตามเวทีม็อบคนเสื้อแดง จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้จรัลและจรรยามี “เครื่องมือ” เคลื่อนไหวการเมืองในต่างแดน  

วณิพกพเนจร

การเดินทางมาถึงปารีสของกลุ่มวงดนตรีไฟเย็นได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจาก “แดงฮาร์ดคอร์” อย่างสะใภ้เสียงชาวบ้านโรส ลอนดอน และป้าวันเพ็ญ สวีเดน

สาเหตุหลักที่แดงกลุ่มนี้ไม่เอาไฟเย็นและแดงใต้ดินในลาวคือ การเที่ยวแบมือขอบริจาคเงินทองจากคนในยุโรปและสหรัฐ 

กลุ่มสะไภ้ชาวบ้านต้านไฟเย็น

สะใภ้เสียงชาวบ้าน” ได้โพสต์เฟซบุ๊กถามว่า “การเดินทางเข้ามาที่ประเทศฝรั่งเศสของวงดนตรีไฟเย็น ได้วีซ่าเดินผ่าน ตม.ฝรั่งเศสฉลุย ราวกับว่าพวกเขาได้พาสปอร์ตและวีซ่าถาวรแบบพลเมืองฝรั่งเศสแล้ว จึงทำให้พวกเขาเดินทางไปที่แห่งใดในฝรั่งเศสได้อย่างเสรี จะพักที่ใดก็ได้..จักต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เช่น วงไฟเย็นพวกเขาได้พาสปอร์ตชนิดใดจากประเทศใด มีกระบวนการจัดทำพาสปอร์ตปลอมหรือไม่ และถ้าเป็นพาสปอร์ตจริงของไทยพวกเขาเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว หรือวีซ่าทำธุรกิจกันแน่..”

กลุ่มแดงอียูตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าหากมาในฐานะผู้ลี้ภัยนั้น ทำไมไม่อยู่บ้านพักรับรองของกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส และหากเป็นวีซ่าพิเศษจากฝ่าย UNHCR ทำไมจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติติดตามปรนนิบัติรับใช้ นี่คือสิ่งที่ควรแสวงหาข้อมูลต่อไป”

สงครามโซเชียลคนกันเองดุเดือดเลือดพล่านและมีการสาวไส้ของ “จรัล” อย่างไม่ไว้หน้า

เด็กแว้น-บิ๊กไบค์ปัญหาระดับชาติ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382949?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็กแว้น-บิ๊กไบค์ปัญหาระดับชาติ?

9 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เด็กแว้น,บิ๊กไบค์
เปิดอ่าน 2,968 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้จะมองข้ามเรื่อง ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ได้เสียแล้วเพราะเกิดเรื่องราวใหญ่โตขนาด ผบ.ตร.ลงมือเล่นเองเพราะปกติจะไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้สักเท่าไร

แสดงให้เห็นว่าที่เป็น ‘ปัญหาระดับชาติ’ และมีคณะกรรมการว่ากันด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะทำให้สูญพันธุ์ไปเสียเลย

เรามองเรื่อง ‘เด็กแว้น’ ไปก่อนเพราะระยะหลังนี้มีการรวมกลุ่มปิดถนนแข่งรถกันแทบเอาเป็นเอาตายใครจะเดือดร้อนก็ช่างหัวมัน

‘เด็กแว้น’ เหล่านี้มักเป็นวัยรุ่น-วัยคะนอง ฐานะปานกลางหรือต่ำกว่า พอมีเรื่องถึงตำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองก็เดือดร้อน

หันกลับมาดู ‘บิ๊กไบค์’ บ้าง ซึ่งระยะหลังนี้พวกบิ๊กไบค์ ซึ่งส่วนใหญ่ร่ำรวย รถที่ขี่เป็นจักรยานยนต์นำเข้ามีราคาแพงและบางทีก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊งควบบิ๊กไบค์เพื่อความสุขส่วนตัว

พวก ‘บิ๊กไบค์’ นี่พอเกิดอุบัติเหตุทีก็จะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งมีแนวคิดจะทำอย่างไร

ถึงกับจะเปิดคอร์สหรือหลักสูตรพิเศษหรือมีใบอนุญาตหรือใบขับขี่เฉพาะสำหรับบิ๊กไบค์

ดูเอาเถิดปัญหา ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ


 เวนคืนมีปัญหา
 20 ปีกว่ายังค้างคา

ผมมีข้อร้องเรียนเรื่องที่ดินมาเพื่อไปช่วยเป็นสื่อกลางจัดการตามแต่เห็นสมควรว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ?

พ.ศ.2540 ที่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนคู่ขนานถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านใต้ (ทางหลวงหมายเลข 9) ตอนนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เจรจาเรื่องการเวนคืนฯ ได้บอกแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนว่าจะมีการสร้างถนนคู่ขนานทางด่วนทั้ง 2 ฟากฝั่งให้ หลังการสร้างทางด่วนเสร็จ ปัจจุบันถนนคู่ขนานฝั่งซ้าย (จากถนนพระราม 2 ไปพระประแดง) มีถนนคู่ขนานยาวไปจนถึงถนนสุขสวัสดิ์เรียบร้อยแล้ว

ด้านขวามือมีการสร้างถนนคู่ขนานแบบฟันหลอ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านที่ดินของมารดาของผม ขาดช่วงแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร เท่านั้น ที่ยังไม่สร้างถนนคู่ขนานให้ (บริเวณหลัก กม.ที่ 12-13 ของทางหลวงหมายเลข 9) ทำให้ถนนคู่ขนานฝั่งขวาจากถนนบางขุนเทียนชายทะเลไม่สามารถวิ่งตรงผ่านไปยังถนนพระราม 2 ได้

สำหรับส่วนที่ยังไม่มีการสร้างถนนคู่ขนานจุดนี้มีแปลนเพื่อการสร้างเป็นถนนคู่ขนานจากกรมทางหลวงเรียบร้อยแล้วและอยู่ห่างจากถนนพระราม 2 เพียงแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร เท่านั้น ทำให้ครอบครัวของอีกหลายคนขาดการใช้ประโยชน์ในที่ดินมานานมากกว่า 20 ปี

จึงขอให้ช่วยดำเนินการแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบได้ช่วยเหลือด้วยเถิด
สวัสดิ์ (ผู้เดือดร้อน)


ตอบ คุณ ‘สวัสดิ์’ ผู้เดือดร้อน
ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ถูกเวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะให้ค่าชดใช้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมเพราะเป็นผู้เสียสละและไม่รู้ว่าจะโดนเมื่อไร

ในกรณีของคุณนี่โดนเวนคืนมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงขอให้มีการตรวจสอบด้วย

หรือหากจะมีการก่อสร้างติดขัดอย่างไรก็กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ศูนย์ราชการสระบุรี
 มีความเป็นมาอย่างไร

มีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับศูนย์ราชการสระบุรี ซึ่งอยากจะให้ทราบว่าประวัติความเป็นมาอย่างไร

ผมไปติดต่อราชการที่ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่และขณะจะเดินกลับผ่านชั้น 1 ด้านหน้า เห็นป้ายอิงค์เจ๊ท ได้เข้าไปอ่านและถ่ายภาพไว้ก็อดที่จะตั้งข้อสังเกตในการเขียนประวัติ ดังนี้

เรื่องเดิมของศาลากลางจังหวัดหลังเก่า แต่พอเริ่มย่อหน้าที่ 2 เป็นต้นไป เห็นว่ายังขาดองค์ความรู้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ของที่มาที่ไปของการที่จะได้มาซึ่งศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่ ซึ่งอย่างน้อยควรจะรู้ว่า ใครเป็นผู้ริเริ่มให้มีการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่ ยุครัฐบาลสมัยใดเป็นผู้อนุมัติให้ความเห็นชอบให้มีการก่อสร้างศูนย์ แล้วทำไม เพราะเหตุใด จึงเป็นที่ดินราชพัสดุริมอ่างเก็บน้ำคลองเพรียวบริเวณปัจจุบัน

การประกาศจัดซื้อ-จัดจ้าง บริษัทรับเหมาก่อสร้างมาโดยวิธีใด ชื่อบริษัทอะไร ใช้เวลาก่อสร้างกี่วัน วิศวกรโยธาผู้รับผิดชอบเป็นใคร งบประมาณเท่าใด เป็นต้น และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการบริหาร-การบริการให้ประชาชนอย่างไร โดยส่วนราชการต่างๆ ได้มีการย้ายเข้าไปในศูนย์มาก-น้อยเพียงใด เพราะขณะนี้ยังไม่เกิดความสะดวกในการเข้า-ออก ถนนเก่าคับแคบ ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างถนนจากเลี่ยงเมือง 362 แยกเข้าศูนย์ และยังจะสร้างคร่อมอ่างเก็บน้ำอีก ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปยังไม่ทราบถึงความชัดเจนเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ แม้แต่พวกข้าราชการก็ยังไม่ทราบเช่นกัน

ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ ให้ถ้วนทั่วทั้งแนวรั้ว-ที่จอดรถกลางแจ้งเหล่านี้ ควรที่จะมีภาคประชาชน/ภาคสังคมได้เข้าไปมีบทบาท มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของเขาในทุกมิติ เพราะเขาเป็นผู้เสียภาษี ไม่ใช่รู้แต่เพียงที่อ้างว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจน ตลอดทั้งให้ประชาชนผู้เสียภาษีในบ้านเกิดเมืองนอนเขาได้รู้ถึงแนวทางการพัฒนาด้วย ผมจึงเขียนมาให้ทราบด้วยครับ
ประพล (สระบุรี)