ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย7จว.ได้เวลาปฏิวัติรปภ.เขตเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย7จว.ได้เวลาปฏิวัติรปภ.เขตเมือง

9 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
ระเบิดเพลิง,มาตรการ รปภเขตเมือง
เปิดอ่าน 1,797 ครั้ง

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย 7 จังหวัดได้เวลาปฏิวัติมาตรการ รปภ.เขตเมือง โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบระเบิดเพลิงเพิ่มเติมที่ร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า แต่ยังใช้ชื่อเดิมที่เคยเป็นร้านขายขนม ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนราชปรารภ ใกล้สี่แยกประตูน้ำ แขวงทุุ่งพญาไท เขตพญาไท แต่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี จึงเข้าไปเก็บกู้เอาไว้ได้ และเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากระเบิดเพลิงที่พบเพิ่มเติม ทำให้จนถึงขณะนี้สรุปได้ว่ามีการวางระเบิดเพลิงเอาไว้ถึง 7 จุดระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม ได้แก่ แผงค้าย่านประตูน้ำ 3 จุด, ห้างแพลทตินัมประตูน้ำ 1 จุด, ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นโซนจำหน่ายตุ๊กตา 1 จุด, ร้านจำหน่ายตุ๊กตาบนห้างสยามสแควร์วัน 1 จุด และล่าสุดคือร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการวางระเบิดป่วนเมืองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

รูปแบบของระเบิดคล้ายคลึงกันแทบทุกจุด คือ ใช้เพาเวอร์แบงก์สีขาวเป็นภาชนะระเบิดเพื่อพรางตา แต่ไส้ในถูกแกะออก แล้วใส่แผงวงจรระเบิด และไอซีไทม์เมอร์ เข้าไปแทน เชื่อมสายไฟกับแบตเตอรี่ หน่วงเวลาไว้ให้ระเบิดทำงานช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม โดยวัตถุระเบิดลักษณะนี้เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดหนึ่ง มีสภาพเป็น “ระเบิดเพลิง” คนร้ายเลือกวางตามร้านขายเสื้อผ้าและตุ๊กตาผ้าซึ่งติดไฟง่าย หวังให้เกิดเพลิงไหม้หลายๆ จุดพร้อมกัน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสยามสแควร์ และประตูน้ำ ซึ่งเป็นย่านการค้า

ทั้งนี้ รูปแบบของระเบิดเพลิงที่ประกอบใส่เพาเวอร์แบงก์ เคยถูกใช้แล้วเมื่อครั้งเหตุการณ์ระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 10-12 สิงหาคม 2559 ทำให้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าในหลายจังหวัด โดยมีบางจุดที่ระเบิดไม่ทำงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นยังมีการย้อนไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ซึ่งเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ปรากฏว่าในคืนเดียวกันนั้นมีเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าและร้านค้าอีกหลายแห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี และใกล้เคียง คาดว่าเป็นการลอบวางระเบิดเพลิงลักษณะเดียวกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยยุทธวิธีซ้ำเดิมหลายครั้ง ทำให้ล่าสุดหน่วยงานความมั่นคงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการแจ้งเตือนร้านค้า โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเสื้อผ้า ตุ๊กตาผ้า และโกดังเก็บสินค้าที่ติดไฟง่าย ให้ตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้าน เพราะอาจมีบุคคลต้องสงสัยเข้ามาวางระเบิดเอาไว้แต่ไม่ระเบิด เบื้องต้นเน้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน

ส่วนมาตรการหลังจากนี้ จะรณรงค์และสนับสนุนร้านค้าเป้าหมายที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด และตรวจสอบคนเข้าออก รวมทั้งตรวจชั้นวางสินค้าอย่างสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการลอบก่อเหตุร้ายในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่คนร้ายนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างสถานการณ์วินาศกรรมในเขตเมือง

“โดยมากบริษัท ห้างร้าน หรือห้างสรรพสินค้า ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลที่มีลักษณะแปลกๆ แต่งกายแปลกๆ ที่เข้า-ออกร้าน ฉะนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เพิ่มความเข้มงวดเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุ

ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องปรับแผนของตนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น กองทัพ ทำเนียบรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาเน้นการป้องกันภายใน เช่น ควบคุมการเข้าออก แต่ไม่ได้วางมาตรการป้องกันนอกอาคาร นอกรั้วโดยรอบ และยังไม่มีการฝึกทักษะเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าตรวจซีซีทีวี หรือโทรทัศน์วงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนและกระตุ้นให้เกิดการยกระดับมาตรการในภาพใหญ่

อนึ่ง ในจุลสารความมั่นคงศึกษา ในโครงการความมั่นคงศึกษา สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ฉบับที่ 51 เรื่อง “ความมั่นคงเมือง” หรือ urban security ที่เขียนโดย ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุตอนหนึ่งว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า “เขตเมือง” เป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด อาจไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะในทางตรงข้าม “เขตเมือง” จะกลายเป็นพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของรัฐบาลทุกประเทศในการระวังป้องกัน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่อย่างหนาแน่น เป็นศูนย์รวมของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มก่อการร้ายต้องการโจมตี เพื่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “เมือง” เป็น “เป้าหมายอ่อน” หรือ soft target ของการก่อการร้ายนั่นเอง

เนื้อหาในจุลสาร ยังได้เสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยเมือง ซึ่งนอกจากจะมีการเพิ่มอุปกรณ์เฝ้าตรวจแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ตระหนักถึงความอ่อนไหวและความล่อแหลมในเรื่องนี้ด้วย

เพราะการป้องกันการก่อวินาศกรรม ก่อความไม่สงบ หรือก่อการร้าย ไม่สามารถใช้มาตรการของหน่วยงานภาครัฐได้เพียงลำพังอีกต่อไป !

อบรม’วัยคะนอง’..ป้องกันภัย’แว้นป่วนเมือง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อบรม’วัยคะนอง’..ป้องกันภัย’แว้นป่วนเมือง’

9 สิงหาคม 2562 – 09:17 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 1,498 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

ปัญหาเด็กแว้นป่วนเมืองยึดถนนหลวงเป็นสนามประลองความเร็วแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในทางสาธารณะสะสมมายาวนาน ทำให้ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับสั่งเป็นนโยบายเข้มงวด ให้แต่ละโรงพักดำเนินการป้องกันปราบปรามให้หมดสิ้น หากพื้นที่ไหนปล่อยปละละเลยหัวหน้าสถานี ตั้งแต่ ผู้กำกับการ (ผกก.) ถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) ต้องรับผิดชอบถูกคาดโทษ

หลังนโยบายเด็ดขาดที่ ผบ.ตร.สั่งการออกมา สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ก็รับลูกสนองนโยบายทันที ด้วยการจัดโครงการ “อบรมป้องกันภัยจากการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ” โดยมี พ.ต.อ.ถาวร ดุลยวิทย์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อม พ.ต.อ.วีระยุทธ์ ประสานนามผกก.สภ.ไทรน้อย ที่วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี ต.ราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เพื่อให้ความรู้สร้างความเข้าใจด้านกฎหมาย บทลงโทษ ผลกระทบ พิษภัย ที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชน

พ.ต.อ.วีระยุทธ์ บอกว่า ทาง สภ.ไทรน้อย ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่ออบรมให้ความรู้แก่เยาวชนและนักศึกษาในกลุ่มเสี่ยง ปรับทัศนคติให้เยาวชนและนักศึกษาตระหนักถึงอันตรายและอัตราโทษของการแข่งรถในทางสาธารณะ ถือเป็นการป้องปรามกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางให้มีความรู้ความเข้าใจ เกรงกลัวต่อการทำผิดกฏหมาย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงไปถึงผู้ปกครองด้วย หากปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนในความปกครองออกไปรวมกลุ่มแว้นป่วนเมือง ที่ผ่านมาหากถูกจับถูกดำเนินคดีแล้ว ศาลจะสั่งลงโทษด้วยการริบรถและเสียค่าปรับทุกคดี เพื่อไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนหรืออันตรายให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ อีก จึงขอเตือนไปยังกลุ่มเยาวชนที่คิดจะใช้ถนนหนทางเป็นสนามประลองความเร็วด้วยว่า ผลจากความคึกคะนองชั่วคราวจะไม่คุ้มเลยถ้าถูกจับดำเนินคดีขึ้นมา เพราะไม่ใช่แต่ตัวเองที่จะเดือดร้อน แต่โทษยังมีไปถึงผู้ปกครองอีกด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ถาวร กล่าวเสริมว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่ของ ภ.จว.นนทบุรี เฝ้าระวังติดตามกลุ่มที่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มหรือนัดหมายมารวมตัวเพื่อไปแข่งขันรถบนทางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นแอดมินจากเพจต่างๆ รวมไปถึงร้านที่ขายอุปกรณ์หรืออะไหล่ดัดแปลง ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตาและเข้าไปขอความร่วมมือเป็นการป้องปรามก่อนในชั้นแรก แต่หากพบว่ายังมีลักลอบหรือไม่เคารพกฎหมายก็จะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ฝ่ายสนับสนุนเหล่านี้ไปยุยงส่งเสริมสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมหรือผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง

ขณะที่ นายธำรงค์ สว่างเดือน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี กล่าวว่า โครงการมีประโยชน์ที่จะทำความรู้ความเข้าใจกับเยาวชนและนักศึกษา ให้ตระหนักถึงสิทธิของการใช้รถใช้ถนนในทางสาธารณะ อัตราโทษตามกฎหมายที่จะทำให้ตัวเอง ครอบครัวหรือผู้ปกครองได้รับผลกระทบอย่างไร รวมไปถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากความประมาทและคึกคะนอง ซึ่งที่ผ่านมาทางวิทยาลัยก็มีมาตรการเข้มงวดกวดขันกับนักศึกษาที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางมาเรียนอยู่แล้ว หากพบว่ามีนักศึกษาขับขี่รถจักรยานยนต์ที่แต่งซิ่ง ท่อดัง อุปกรณ์ไม่ครบ จะมีฝ่ายปกครองเรียกมาอบรมตักเตือนให้แก้ไข หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่อนุญาตให้นำรถเข้ามาในวิทยาลัยโดยเด็ดขาด

การแก้ไขปัญหาเด็กแว้นลำพังตำรวจกวดขันอย่างเดียวคงเห็นผลได้ยาก แต่หากได้ทั้งครอบครัวและโรงเรียนเอาใจใส่ก็คงเห็นผลได้ไม่ยากนัก..!!

กรรมการสอบคัดเลือกมอบบุคคลอื่นทำหน้าที่แทน..ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมการสอบคัดเลือกมอบบุคคลอื่นทำหน้าที่แทน..ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9 สิงหาคม 2562 – 08:32 น.
กรรมการ,สอบคัดเลือก,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,กฎหมาย
เปิดอ่าน 1,317 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

พูดถึงเรื่องการสอบ… ผู้ที่มีอาชีพรับราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออาชีพอื่นๆ ที่อยู่ในองค์กรประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วล้วนต้องผ่านขั้นตอนของการสอบคัดเลือกมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพียงแต่กระบวนการ ขั้นตอน หรือหลักเกณฑ์การคัดเลือกอาจจะแตกต่างกันไปตามประเภทขององค์กรนั้นๆ

และแน่นอนว่า…ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องมีหลักเกณฑ์

การคัดเลือกที่ชัดเจนและต้องดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจ หรือจะทำอย่างไรก็ได้ ทั้งนี้เพราะหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นย่อมมีเหตุผลและเป็นไป เพื่อประสิทธิภาพในการสอบคัดเลือกบุคคล เพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆ

คดีนี้…ผู้ฟ้องคดีได้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอาจารย์ ตามประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ซึ่งมีผู้มาสมัคร 2 ราย โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครรายเดียวที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติและเป็นผู้มีสิทธิเข้าสอบ แต่ผลปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีสอบไม่ผ่าน !!

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ ได้ดำเนินการกระบวนการสอบโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศผลการสอบดังกล่าว และขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการดำเนินการสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยประเด็นพิจารณาในส่วนประกาศชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 392/2555 ว่าการจัดสอบดังกล่าวมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ ดังนี้

1.อธิการบดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ สอบสัมภาษณ์ ประเมินผลและสรุปผลการคัดเลือกเพื่อนำเสนอต่อมหาวิทยาลัย จำนวน 5 ราย แต่คณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับมีมติแต่งตั้งบุคคลอื่นจำนวน 2 ราย ทำหน้าที่ในการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบด้วย โดยที่คำสั่งของอธิการบดีมุ่งหมายให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง โดยไม่ได้ให้อำนาจในการที่จะมอบหมายบุคคลอื่นทำหน้าที่แทนได้ ทั้งนี้เพราะเจตนาในการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการนั้น ต้องเป็นผู้มีความรู้สามารถในระดับสูงหรือทรงคุณวุฒิไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ที่สมัครสอบคัดเลือก รวมทั้งต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นการเฉพาะตัวในการใช้ดุลพินิจออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบและสัมภาษณ์ การดำเนินการของคณะกรรมการดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่

2.ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มอบหมายให้กรรมการอื่นทำหน้าที่รับผิดชอบการสอบแทนตนเองทั้งหมด ถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ขัดคำสั่งของอธิการบดีและขัดต่อเจตนารมณ์ของการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการดำเนินการสอบคัดเลือกดังกล่าว

3.ผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการทดสอบข้อเขียนในช่วงเช้าและในช่วงบ่ายเป็นขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์ คณะกรรมการได้มอบหมายกรรมการบางรายให้ทำการสอบสัมภาษณ์ โดยกรรมการผู้สอบสัมภาษณ์ไม่ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าห้องสอบตามที่กำหนดในประกาศ แต่กลับให้มาพูดคุยในสถานที่อื่น โดยนั่งคุยที่โต๊ะม้าหินอ่อน และไม่ได้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์การทำงาน ประสบการณ์หรือข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการนำมาพิจารณาคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งดังกล่าว และยังใช้คำพูดในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ฟ้องคดีอย่างรุนแรง ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ในการสัมภาษณ์ที่ต้องการให้กรรมการทุกคนร่วมกันใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคัดเลือกบุคคล กรณีจึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิการบดีและเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในการสอบคัดเลือกดังกล่าว

เมื่อการดำเนินการสอบคัดเลือกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกาศผลการสอบคัดเลือกที่ประกาศให้ผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านการสอบจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการสอบคัดเลือกใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด อันเป็นการคืนสิทธิการสอบคัดเลือกใหม่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ประเด็นดังกล่าวยุติในศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยในส่วนของค่าเสียหายโดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความเสียหายแก่สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด เนื่องจากมิได้แน่นอนว่าหากการดำเนินการสอบคัดเลือกเป็นไปโดยชอบผู้ฟ้องคดีจะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ จึงไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.658/2561)

คดีนี้ศาลปกครองได้วางแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดี…สำหรับกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือกบุคคล ซึ่งต้องดำเนินการด้วยตนเองเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะตัวในการใช้ดุลพินิจร่วมกัน อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่กำหนดไว้ให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งในการสอบสัมภาษณ์ต้องมีเกณฑ์การวัดและการให้คะแนนที่ชัดเจนและดำเนินการในห้องสอบตามที่กำหนดในประกาศ มิอาจใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นใดก็ได้นะครับ !

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่… สายด่วนศาลปกครอง 1355 หรือสนใจอ่านบทความเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

p34

“จรัล”คนตุลาอารมณ์ค้าง ฝังใจจำ “ปฏิวัติฝรั่งเศส”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จรัล”คนตุลาอารมณ์ค้าง ฝังใจจำ “ปฏิวัติฝรั่งเศส”

9 สิงหาคม 2562 – 07:52 น.
จรัล ดิษฐาอภิชัย,ชูธงทวนกระแส,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,ปฏิวัติฝรั่งเศส,คนตุลา
เปิดอ่าน 1,781 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว 

 พักนี้ ในกลุ่มผู้ลี้ภัยคดี 112 ในยุโรป มีการเปิดศึกวิวาทะระหว่างกลุ่มของจรัล ดิษฐาอภิชัย กับกลุ่มโรส ลอนดอน โดยจรัลเองตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มโรสอย่างรุนแรง ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และล่วงล้ำเรื่องส่วนตัวของเขา

          ดังที่ทราบกัน “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2561 เขาจึงทำหน้าที่ประสานงานช่วยเหลือ “คนเสื้อแดง” ที่ลี้ภัยอยู่ในลาว และกัมพูชา 

ด้วยความเป็นนักคิด นักจัดตั้ง จรัลจึงพยายามสร้างองค์กร “แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นสช.) และยังสวมหมวกผู้ประสานงาน “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ประจำยุโรป ช่วงปี 2557-2558

แม้องค์กรดังกล่าวข้างต้น จะไม่มีอยู่แล้ว แต่จรัลยังไม่ยอมถอย พยายามรวบรวมคนลี้ภัยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านการสืบทอดอำนาจของกลุ่มประยุทธ์

“จรัล” เป็นคนพัทลุง เรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นใกล้เคียงกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มอิสระที่ชื่อ “สภาหน้าโดม” ซึ่งโด่งดังมากในยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

ระหว่างปี 2517-2519 จรัลได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รับผิดชอบการจัดตั้งเยาวชน นิสิตนักศึกษาในเมือง จรัลเป็นคนที่สัตย์ซื่อต่อลัทธิมาร์กซ์เลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง

กลุ่มไฟเย็นและจรัล

หลัง 6 ตุลาคม 2519 จรัลเข้าป่าทางเขตงานฐานที่มั่นเขาค้อ-หินร่องกล้าไปได้สัก 1 ปี ในปี 2521 ก็ถูกพรรคส่งไปนำเพื่อนฝูงโดยมีตำแหน่งเป็นถึงหัวสำนัก 61 แห่งฐานที่มั่น ภูพยัคฆ์ จ.น่าน

สำนัก 61 ภูพยัคฆ์ เป็นศูนย์รวมปัญญาชนปฏิวัติไทย การที่จรัลได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนัก ย่อมบ่งชี้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของคณะกรรมการกลาง พคท.

ปี 2527 จรัลหอบความผิดหวังต่อการปฏิวัติไทย กลับลงมาจากภูพยัคฆ์ น่านเหนือ และไปเรียนต่อปริญญาโทประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ช่วงนั้น จรัลอยู่ฝรั่งเศสพร้อมเมีย-ลูก โดยหาทุนเรียนปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ความพ่ายแพ้ของการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย” โดยมีที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นอดีตคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส

จากนั้นเขาพยายามเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปารีส 1 ซอร์บอน เพราะอยากอยู่ฝรั่งเศสต่อ แต่สอบไม่ผ่าน ลึกๆ แล้ว จรัลต้องการเรียนปรัชญาการเมือง และเรียน D.E.A. ทางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปารีส โดยมีวัตถุประสงค์เรียนวิชาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส เขาใช้เวลา 2 ปี ศึกษาค้นคว้าอยู่ในห้องสมุดของสถาบันศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จรัลในนามปากกา “อภิชัย ภราดร” ลงมือเขียนเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ได้จัดพิมพ์ “การปฏิวัติฝรั่งเศส..จากวันยึดคุกบาสตีล ถึงวันสถาปนาสาธารณรัฐ” ออกมา 2 เล่ม

ซากคุกที่เหลือแค่อิฐสองแถว

ฉะนั้น เมื่อกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น เดินทางจากลาวถึงปารีส จรัลจึงพาไปชมคุกบาสตีล โดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ ได้บันทึกไว้ในเฟซบุ๊กว่า “มาปารีสทีไร แล้วชอบให้พี่จรัลพามาที่นี่ ซึ่งเป็นแถวอิฐไม่กี่ก้อน ที่เป็นร่องรอยของคุกบาสตีล ที่เก็บไว้ให้เป็นสัญลักษณ์หลังจากสร้างรถไฟ”

คุกบาสตีลถูกสร้างในปี ค.ศ.1370 และเป็นคุกที่พระเจ้าหลุยส์สร้างไว้เพื่อกักขังคนที่เป็นปฏิปักษ์หรือเป็นศัตรูกับราชวงศ์ วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 กองกำลังประชาชนติดอาวุธที่โกรธแค้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนตต์ ได้พากันบุกคุกบาสตีล และทุบทำลายคุกบาสตีลทิ้ง

          อิฐสองแถวเป็นร่องรอยเดียวที่เหลือเอาไว้รำลึกการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งวันนี้ จรัลยังฝันถึงการปฏิวัติ…ฝันนั้นตกค้างมาจากภูพยัคฆ์ ฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 

ยุติข่าวปลอม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382939?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุติข่าวปลอม

9 สิงหาคม 2562 – 07:21 น.
ยุติข่าวปลอม,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรรคการเมือง
เปิดอ่าน 1,275 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2562

  ปมข่าวปลอมที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์จนเกิดความสับสนในหลายกรณีนั้น แม้รัฐบาลที่แล้วจะมีกฎหมายและมาตรการจัดการผู้ที่ดำเนินการปล่อยข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด และมีการลงโทษไปแล้วหลายกรณี แต่วันนี้ข่าวปลอมยังดำเนินอยู่ และบางกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงขนาดต้องแจ้งความเอาผิดกันแล้ว ขณะเดียวกัน ส.ส.เหล่านั้นยังให้ข่าวแก่สื่อมวชนตอบโต้ท้าทายกันไปมาจนหลายฝ่ายไม่สบายใจกับการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

 มาถึงตรงนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสาดโคลนใส่กันของบรรดา ส.ส.ดังกล่าวเปรียบสมือนการ “ขว้างงูไม่พ้นคอ” เพราะต้องไม่ลืมว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” คือผู้เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและเสนอปัญหาไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไข แต่เมื่อ ส.ส.บางคนดันมากระทำการฝ่าฝืนตัวบทกฎหมายเสียเอง จึงดูเป็นเรื่องไม่งามนัก

ภาพ ส.ส.หญิงจากพรรคฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองฟากรัฐบาล วิ่งแจ้นขึ้นโรงพักฟ้องร้องเอาผิดกันไปมาอย่างดุเดือด ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการทำงานของพรรคการเมืองต้นสังกัดโดยตรง และที่สำคัญประชาชนจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามด้วยความเอือมระอาว่า พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ เพราะในสภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยข่าวปลอม และการสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองไม่เว้นแต่ละวันเช่นนี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลประเทศชาติให้ปราศจากสิ่งเลวร้ายด้านต่างๆ ไม่ใช่พาตนเองลงสนามกลายเป็นต้นตอของข่าวเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสียเอง

 แม้ความผิดที่เกิดขึ้น จะเป็นการกระทำและจิตสำนึกส่วนบุคคล แต่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือผู้ใหญ่ของพรรคที่ ส.ส.สังกัดอยู่ ควรอบรมมารยาทและพฤติกรรมของสมาชิกพรรคตัวเองให้อยู่ในกรอบจริยธรรมที่ถูกต้อง อย่าประพฤติตนในเชิงสร้างความเสื่อมเสีย ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพเสียงที่ประชาชนไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ในและนอกห้องประชุมรัฐสภา เพราะเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ ส.ส.ได้รับนั้นคือภาษีที่คนไทยจ่ายให้

ส.ส.ควรเป็นแบบอย่าง ด้วยการยุติการสร้าง การกระพือ การแสดงความเห็น การส่งต่อหรือการปล่อยข่าวปลอมออกมาสู่สังคม และที่สำคัญต้องไม่จงใจพาตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการให้ได้รับการกล่าวถึงในสังคม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจส่งผลร้ายต่อคนรอบข้าง และประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง เพราะข่าวปลอมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและวันนี้สร้างรอยแผลมากมายให้สังคมมาแล้ว…หยุดเถอะ อย่าใช้วิธี “ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า” สุดท้ายเมื่อตกลงมามันก็เปรอะเปื้อนเลอะหน้าตนเอง…!

ทุบ’ความมั่นคง’เขย่าขา “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุบ’ความมั่นคง’เขย่าขา “บิ๊กตู่”

8 สิงหาคม 2562 – 13:20 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,วางระเบิด,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ความมั่นคง,ชายแดนใต้
เปิดอ่าน 1,760 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง โดย… พลสุ่มยิง

ไม่ว่ามูลเหตุจูงใจการลอบวางระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม จะมีปัจจัยมาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเมือง หรือเชื่อมโยงกันทั้งสองส่วนและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคงต้องรอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สอบสวนหาข้อเท็จจริงกันต่อไป

แต่ที่น่าสนใจการก่อเหตุครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่สัญลักษณ์แห่ง ‘ความมั่นคง’

ต้องยอมรับว่าตลอด 5 ปี ‘ความมั่นคง’ คือผลงานที่โดดเด่นและเห็นเป็นรูปธรรมจนกลายเป็น ‘จุดแข็ง’ ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เปรียบเสมือน ‘เสาหลัก’ ในการบริหารประเทศและน่าจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกสมัย

‘งานความมั่นคง’ ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับงานด้านการทหารและการรักษาอธิปไตยแล้วยังครอบคลุมถึงมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และด้านต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กระทรวงกลาโหม กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สมช.) และอื่นๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญผลักดันให้การบริหารงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1 เดินหน้าไปด้วยดีเช่นเดียวกับในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเมื่อ ‘เสาหลัก’ สำคัญนี้ถูกสั่นคลอนด้วยระเบิดหลายจุดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว สังคม การเมือง แม้แต่เสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถูกสั่นคลอน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของคนภายในประเทศและต่างชาติ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และเป็นปีที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน

โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สมัยที่ยังควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้เรียกประชุมส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยและการจราจรเพื่อรองรับการประชุมระดับนานาชาติที่จะมีขึ้นในประเทศไทยตลอดปี 2562 โดยกำชับให้นำบทเรียนกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเคยบุกล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ จ.ชลบุรี เมื่อปี 2552 มาเป็นกรณีศึกษา

“เชื่อมโยงกันได้หมด หากไปไล่ดูรายละเอียดจะเห็นว่านักการเมืองหลายคนมีบทบาทในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่มที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคนหน้าเก่า หน้าใหม่ ก็พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นใคร แต่การเอาผิด ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานจะสาวไปถึงคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะเขาก็รู้ขั้นตอนกระบวนการสืบสวนสอบสวนดี เรามีทีมเป็นทหารและตำรวจ ในขณะที่เขาก็มีเหมือนกัน ส่วนมูลเหตุยังไม่รู้จุดประสงค์แน่ชัด แต่เป้าหมายคือหน่วยงานความมั่นคงทั้งปวง” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

หลังการเข้าถวายสัตย์รัฐบาลชุดใหม่ ‘คสช.’ ก็สลายตัวไปพร้อมๆ กับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กลับเข้ากรม กอง ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา การดูแลพื้นที่ทั้งหมดจึงตกไปอยู่ ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ และใช้กฎหมายปกติในการบังคับใช้ แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ‘พล.อ.ประยุทธ์’ และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุลอบวางระเบิด

‘กระทรวงกลาโหม’ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการก่อเหตุครั้งนี้ แต่เนื่องจากมีที่ตั้งบนพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและบริเวณรอบๆ ติดต่อกับสถานที่สำคัญหลายแห่งการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด ระเบิดจึงไปตกที่เป้าหมายรองอย่าง ‘สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม’ ถนนศรีสมาน ตำบล บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่มีมาตรการดูแลไม่เข้มงวดเท่า

เช่นเดียวกับ ‘กองบัญชาการกองทัพบก’ ถนนราชดำเนิน ก็อยู่ในแผนการก่อเหตุ แต่ด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีการลาดตระเวนทั้งชุดจักรยานและชุดเดินเท้ารอบๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งผลให้ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ มีที่ตั้งติดต่อกับศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดเข้าออกได้หลายเส้นทางได้รับผลกระทบ

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยทหารทั่วประเทศให้เข้มงวดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยที่ตั้งหน่วยทหารการจัดชุดลาดตระเวน การตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลเข้าออกภายในหน่วยทุกคันและเน้นย้ำกำลังพลให้ตื่นตัว ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

สอดคล้องกับ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ สั่งยกระดับการดูแลที่ตั้งหน่วยจัดชุดเคลื่อนที่ลาดตระเวนทั้ง 24 ชั่วโมงพร้อมประสานหน่วยราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการทั้งหมดในเรื่องรักษาความปลอดภัยร่วมกันเฝ้าระวังบุคคลที่น่าสงสัยรวมไปถึง กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เน้นย้ำกำลังพลปฏิบัติตามระเบียบรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

การบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลทหารจนมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ ของ พล.อ.ประยุทธ์  เป้าหมายคือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยในทุกด้าน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดินโดย ‘ความมั่นคง’ เป็นปัจจัยหลักทำให้ทุกอย่างก้าวไปข้างหน้า

แต่ในวันนี้ ‘ความมั่นคง’ กำลังถูกท้าทายจากคนบางกลุ่ม ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ในฐานะกำกับดูแลทั้งตำรวจ-ทหาร จะสามารถกู้ศรัทธาความเชื่อมั่นด้วยการกระชาก ‘ไอ้โม่ง’ อยู่เบื้องหลังมารับโทษได้หรือไม่? เป็นเรื่องต้องติดตาม

ระเบิดกลางกรุง ท้าทาย”บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ระเบิดกลางกรุง ท้าทาย”บิ๊กตู่”

8 สิงหาคม 2562 – 12:20 น.
บิ๊กตู่,ระเบิดกลางกรุง,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 1,450 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… ร่มเย็น 

ระเบิดที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดกลางเมืองและสถานที่สำคัญๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหมดถึง 14 จุด ถึงตอนนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า  คนร้ายมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า กลุ่มที่เข้ามาก่อเหตุมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าว ที่ว่า ตัวการสำคัญคือ นายอาแบ เป็นหัวหน้าคนร้ายที่วางระเบิด ถูกจับได้บริเวณตะเข็บชายแดนภาคใต้ ก่อนหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายอาแบ เป็นคนที่นำระเบิดไปให้สองคนร้ายวางที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ส่วนสาเหตุในการวางระเบิดครั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่ โดยทางการมีการตั้งไว้หลายประเด็นด้วยกัน

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่า สาเหตุเพราะต้องการทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล เนื่องจากเกิดเหตุในช่วงที่บ้านเมืองมีผู้นำต่างประเทศมาประชุมงานด้านการต่างประเทศ และ ผบ.ทบ.ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า เหตุการณ์ระเบิดแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนที่ประเทศเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ที่พัทยา, ที่ จ.ภูเก็ต และที่หัวหิน

อย่างไรก็ตาม มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับช่วงนี้ที่ทางการรุกหนักที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่มีการบุกไปจับกุมตัวคนถึงในบ้าน จึงมีการตอบโต้กลับ เพื่อให้เห็นว่า “คุณเล่นผม ผมก็เล่นคุณได้”

และที่ผ่านมา ก็มักเกิดเหตุในลักษณะนี้ว่า เวลาใดที่ทางบ้านเมืองเข้ม เคร่งครัด กวดขัน ในการดูแลจังหวัดชายแดนใต้ ก็จะมีระเบิดเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

การลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ยะลา เมื่อวานนี้ (7 ส.ค.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ถูกจับตามองว่า อาจเป็นผลมาจากเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เพราะว่าที่จริง นายกฯ ไม่ต้องลงไปด้วยตัวเองก็ได้

ซึ่งนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการไป จ.ยะลา ว่า เป็นพื้นที่สำคัญที่ชาวบ้านวิตกกังวลในเรื่องของวันฮารีรายอ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ซึ่งปกติก็มีการเข้มงวดอยู่ตลอดเวลา แต่ช่วงวันดังกล่าวก็จะต้องเข้มงวดมากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่น่าจะมี “นักการเมือง” เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะทุกวันนี้ “นักการเมือง” ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะอย่างที่เป็นอยู่ คือ มีการเลือกตั้ง กลับคืนสู่ประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ก็มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้วิธีการรุนแรงอย่างเช่นระเบิด เพราะวิธีการดังกล่าว มีแต่จะทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะไม่ปกติอีกครั้ง และ “อำนาจพิเศษ” ก็จะกลับมา

“ในอดีตทุกครั้งที่ใกล้ปีงบประมาณ จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะรูปแบบนี้ เพื่อให้ได้งบเกี่ยวกับความมั่นคง แต่วันนี้คงไม่ใช่แล้ว”

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจว่า อาจเกี่ยวข้องกับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ควบอำนาจความมั่นคงอย่างชนิดเบ็ดเสร็จ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดูทหาร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงมีการ “ลองของ” ท้าทายอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างการวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เกิดขึ้นก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ  (ก.ตร.) ที่ สตช. เพียงวันเดียว

อีกทั้งหากมองย้อนไปในช่วง “รัฐบาล คสช.” สิ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากที่สุด ก็คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แทบไม่มีม็อบ หรือเหตุระเบิดทำนองนี้ห่างหายไปนาน

แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เกิดเหตุระเบิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ก็จะถูกมองว่า ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้เหมือนเดิม ความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยที่เคยมีมาแต่เดิม ก็ถูกสั่นคลอน

และเมื่อใดที่ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ถูกมองว่า ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ก็แทบไม่มีค่าเหลืออยู่เลย เพราะจุดเด่น จุดแข็งที่สุดถูกทำลายลงเสียแล้ว เพราะแม้ว่าปัจจุบัน คสช.จะหมดอำนาจไป และไม่มีมาตรา 44 แล้ว แต่ความสงบเรียบร้อยก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้คนอยู่

ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ดึงอำนาจทั้งทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ มาดูเอง และเป็นหัวหน้าดูเศรษฐกิจเองด้วย แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์อยากนั่งกลางใจและเป็นความหวังของผู้คน แต่ถ้าวันนี้ความสงบเรียบร้อยที่เคยควบคุมได้หายไป เกิดเหตุความไม่สงบขึ้น ก็จะทำให้่เศรษฐกิจแย่ลงอีก แล้วถ้ารัฐบาลกู้ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐบาลชุดนี้ก็หมดเครดิต

ดังนั้นไม่ว่าระเบิดจะเกิดจากสาเหตุใด แต่เสียงระเบิดก็ได้ดิสเครดิตผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยสร้างในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ไปแทบหมดแล้ว

หนทางที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ก็คือ การติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุให้ได้ อย่าให้เรื่องนี้หายเงียบไป ซึ่งตามข่าวคนร้ายมีทั้งสิ้น 15 คน ตอนนี้ก็ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายคนแล้ว ถือว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทางแล้ว

แต่ที่สำคัญ คนร้ายที่จับได้จะต้องไม่ใช่ “แพะ” แต่ต้องเป็นคนร้ายตัวจริง

เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ

8 สิงหาคม 2562 – 12:15 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,096 ครั้ง

โดย…  ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

บรรยากาศแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อ 25-26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีทั้งความเคร่งเครียดสลับเสียงฮาแบบไทยๆ แทรกอยู่ด้วย หาดูได้ยากในรัฐสภาชาติอื่น ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมอภิปรายเรื่องเคร่งขรึมเกี่ยวกับอนาคตของชาติบ้านเมือง แต่โดยที่คนไทยมีจิตใจเบิกบานอยู่เป็นปกติวิสัยมาช้านาน ในขณะยอมรับอนิจจังเป็นสัจธรรมแห่งชีวิต เราจึงมีอุปนิสัยใจคอแบบ “คนขี้เล่น” (Playfulness) และมี “ยิ้มสยาม” (Siamese Smiles) ติดอยู่ที่ริมฝีปาก รวมทั้งมีสมองฉับไวพร้อมแสดงมุกตลกคลายเครียดและเฉลยคำตอบของโจทย์ยาก/ง่ายได้ตามแบบฉบับไทยแท้

ตลอดสองวัน ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงเรื่องการครองชีพแร้นแค้นของปวงชน โดยสรุปว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายผิดพลาดของ “รัฐบาลประยุทธ์ 1” ที่ทำให้ เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ? จริงๆ แล้ว “เศรษฐกิจ” ทำร้ายใครไม่เป็น แต่ที่ “เศรษฐกิจไม่ดี” ก็เพราะ “เศรษฐกิจ” ถูกคนทำปู้ยี่ปู้ยำ โดยทำกับ “ปัจจัยทุน” ในวิถีทางทำลายมากกว่าเสริมสร้างเศรษฐกิจ

สมัย “ยุคหิน” ราวสี่หมื่นถึงหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อบรรพชนเรายังเป็น “มนุษย์ถ้ำ” อยู่ “ก้อนหิน” ในครอบครองคือ “ปัจจัยทุน” ที่ใช้ทำประโยชน์ได้ ยิ่งมี “ก้อนหิน” มากก็ยิ่งมี “ปัจจัยทุน” มาก หากชาวมนุษย์ถ้ำใช้ก้อนหินเหล่านี้เป็นอาวุธก้าวร้าวผู้อื่น ก็เป็นการใช้ “ปัจจัยทุนแบบสามานย์” แต่หากใช้ก้อนหินเหล่านี้เป็นวัตถุช่วยเหลือผู้อื่น อาทิ แบ่งปันให้ใช้ล่าสัตว์หาเลี้ยงชีพ ก็เป็นการใช้ “ปัจจัยทุนแบบยั่งยืน”

“ทุนนิยม” (Capitalism) ที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ คือ “ปัจจัยทุน” ที่เราใช้แบบก้าวร้าวเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น จน “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “เศษกระดาษ” หรือ “เศรษฐกิจไม่ดี” ส่งผลให้เราสามัญชนทั้งหลายต้องไล่ล่าหาเงินเลี้ยงชีพกันหัวหกก้นขวิด หันหน้าทะเลาะวิวาทเข่นฆ่ากันด้วยเรื่องเงินทองแบบไม่เลือกเฟ้นใบหน้า เป็นทุกข์หนักหน่วงกับปัญหาสุขภาพ มีหนี้สินแบบ “ดินพอกหางหมู” ตลอดจนเงินในมือที่หดหายไปกับ “เศรษฐกิจรีดเลือดปู”

นอกจากนี้ “ทุนนิยม” (Capitalism) ยังเป็น “ปัจจัยทุน” ที่กฎหมายบ้านเมืองรองรับให้ผู้เป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ถือครองที่ดินและใช้ทรัพยากรต่างๆ เป็นเงินทุนทำกำไรได้โดยเสรี คือ โดยปราศจากเงื่อนไขให้ทำกำไรเฉพาะในวิถีทางที่ธำรงรักษาไว้ซึ่งศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม และระบบนิเวศ ดังนั้น “ทุนนิยม” (Capitalism) จึงมีธาตุแท้ของ “ทุนนิยมสามานย์” อยู่เต็มตัว

ทว่า จักรวาลเราก็มี “กฎแห่งความสมดุลชอบธรรม” อยู่เต็มตัวมาราว 13.8 พันล้านปีแล้ว

บนพื้นพิภพนี้ เรามีนักเศรษฐศาสตร์โด่งดังท่านหนึ่ง ชื่อ ดร.อี เอฟ ชูมาร์เชอร์ ท่านเขียนไว้ในหนังสืออมตะชื่อ “จิ๋วคือแจ๋ว” (Small is Beautiful, 2516) ว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) เทิดทูนแต่ “รายได้มวลรวมประชาชาติ” (Gross National Product) ซึ่งบ่งบอกแต่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจชาติ โดยไม่ยี่หระกับปัจจัยสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ อาทิ จริยธรรม ระบบนิเวศ หรือสุขภาพจิต อีกทั้งไม่ยี่หระกับความจริงที่ว่า “ปัจจัยธรรมชาติ” ที่ถูกปัจจัยทุนนี้ตักตวงจากระบบนิเวศอย่างไม่จำกัดนั้น มีอยู่จำกัดตายตัว ท่านย้อนถามว่า “เมื่อปัจจัยธรรมชาติหาไม่ได้อีกแล้ว เรากับบุตรหลานจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?”

ดร.ชูมาร์เชอร์ชี้ชัดไว้ด้วยว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) เติบโตได้ด้วยพลังจาก “ความโลภ ความตะกละ และความอิจฉาริษยา” ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมวลชีวิตได้อย่างฉมัง ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็มิได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการดำรงชีพเลย ท่านถามอีกว่า “แล้วทำไมเราถึงต้องมุ่งใช้วัตถุสิ่งของใหม่ๆ ที่เป็นผลการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในเมื่อเราก็สามารถใช้เพียงด้านหลังของซองจดหมายที่ใช้แล้ว ทำบันทึกคำนวณชั่วคราวตามจำเป็น?” นี่คือข้อคิดริเริ่มให้ใช้ปัจจัยที่มีอยู่แล้ว…ซ้ำอีก (Reuse Repurpose Restore) เพื่อประหยัด “ปัจจัยธรรมชาติ” ที่มีอยู่จำกัด ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็น “หลักการประหยัดปัจจัยธรรมชาติ” มิใช่ขี้เหนียวแล้งน้ำใจ และ “แนวปฏิบัติชีวิตสมถะ” ซึ่งล้วนคู่ขนานกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา

ต่อมา ดร.จอนห์ อี ไอเคิร์ต นักเศรษฐศาสตร์การเกษตร นักการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์กับวิชาจิตวิทยา ได้เขียนไว้ในหนังสือแนวบุกเบิกชื่อ “ทุนนิยมแบบยั่งยืน: เรื่องของสามัญสำนึก” (Sustainable Capitalism: A Matter of Common Sense, 2548) ว่า “ปัญหาการครองชีพ” มักมีรากเหง้ามาจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไร้ขอบเขต การคำนึงเพียงน้อยนิดในสวัสดิภาพยั่งยืนของมนุษย์กับระบบนิเวศ การมุ่งตักตวงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ตลอดจนการขูดรีดเลือดเนื้อผู้อื่น (เอารัดเอาเปรียบแรงงาน/ดอกเบี้ยหฤโหด) โดยอ้างลอยๆ ว่า เศรษฐกิจจะได้เติบโตไปช่วยการครองชีพ

ดร.ไอเคิร์ตเผยด้วยว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) แต่เดิมเกิดจากวิถีทางการเมืองที่มุ่งหมายเสริมสร้างสังคม แต่ลงเอยแปรเปลี่ยนเป็น “ปัจจัยทุน” ที่ใฝ่หาแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่ยี่หระต่อข้อเสียใดๆ หากไม่ยับยั้งการเติบโตแบบนี้ไว้ โลกใบนี้จะถึงจุดอวสานก่อนเวลาอันควร ทางออกได้แก่ “การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ขึ้นมา เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจโลกไว้ รวมทั้ง “การบริหารปัจจัยทุน” ในวิถีทางใหม่ที่เสริมสร้างความยั่งยืน มิใช่ทำลายความยั่งยืน

“ปัจจัยทุน” ที่เสริมสร้างความยั่งยืนก็คือ “ทุนนิยมยั่งยืน” (Sustainable Capitalism) หรือ “ทุนคุณธรรม” ซึ่งจะเป็น “ห่วงชูชีพ” ของมนุษยชาติต่อไป

แนวคิด “ทุนนิยมยั่งยืน” นี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจากนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และนายเดวิด บลัด อดีตนักบริหารกิจการการเงินยักษ์ใหญ่โกลด์แมนแซคส์ สหรัฐ ซึ่งชี้ชัดไว้ว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) ได้ก้าวไกลขนาดทำให้รัฐบาลถูกบีบรัด (มัดมือชก) ให้ปล่อยเงินกู้จากคลัง (เงินปวงชน) ออกไปกอบกู้เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นกิจการ เพื่อมิให้กิจการเอกชนล่มสลายไปกับความผันผวนทางการเงินที่เจ้าของเงินเอกชนควบคุมไว้ไม่อยู่ และเตือนว่า เราจะต้องหันมาเอาใจใส่อย่างเร่งด่วนกับปัญหาต่างๆ จาก “ทุนนิยม” (Capitalism) อาทิ โลกร้อน การขาดแคลนน้ำบริโภค มลภาวะ สภาวะรวยกระจุกจนกระจาย ตลอดจนวิวัฒนาการของโรคภัยร้ายแรงใหม่ๆ ที่ยังไม่มียาป้องกันรักษาคนป่วยได้

ทั้งสองท่านเชื่อว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจของธุรกิจ” จึงเสนอแนะให้ผนวก “แนวคิดยั่งยืน” เข้าในยุทธศาสตร์บริหารจัดการของภาครัฐ/ภาคเอกชน คือ เราจะใช้ “ปัจจัยทุน” แบบชุ่ยๆ ไร้คุณภาพที่ชินชาเป็นประเพณีนิยมมาช้านาน ไม่ได้อีกแล้ว โดยย้ำว่าวิกฤติการณ์ทางการเงินระดับโลกที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีรากเหง้ามาจากการมุ่งหวังผลดี/ผลกำไรระยะสั้น การบริหารงานแบบไม่ประหยัดและไร้ผลดี ระบบตอบแทนทดแทนลูกจ้างแบบไม่สมจริง การขาดความโปร่งใส นักบริหารที่เก่งแต่ทำให้องค์กร/กิจการหายนะ ตลอดจนวัฒนธรรมทำงานที่ไม่อำนวยผลดีต่อผู้ใดเลย อีกทั้งยังโจมตีผู้เทิดทูนอย่างบ้าคลั่งใน “รายได้มวลรวมประชาชาติ” อีกด้วย https://www.mckinsey.com/business-functions/sustainability/our-insights/investing-in-sustainability-an-interview-with-al-gore-and-david-blood

ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศแรกที่เลิกใช้ “รายได้มวลรวมประชาชาติ” โดยหันมาใช้ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness) แทน ในการสอบวัดสภาวะความเป็นอยู่ของประชากร นอกจากนี้ ยังจัดงานฉลอง “วันความสุขสากล” (International Day of Happiness) เป็นประจำ

นอกจากนี้ ยังมีผู้นำ/อภิชนอีกสี่ท่านที่สนับสนุน “ทุนนิยมยั่งยืน” คือ นายโรเบิรต์ เอฟ เคนเนดี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม สหรัฐ ได้กล่าวเตือนเมื่อ 2511 ว่า “รายได้มวลรวมประชาชาติ” ของ “ทุนนิยม” (Capitalism) มิได้เติมพลังให้แก่วิญญาณจิต ความสมหวัง สุขภาพครอบครัว คุณภาพการศึกษา ความชาญฉลาด จิตอุทิศเยี่ยงวีรชน สติปัญญา การเรียนรู้ สมรรถนะหยั่งรู้ถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนจิตอาสาเพื่อชาติบ้านเมือง แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทั้งปวงที่มิได้เสริมสร้างคุณค่าให้กับชีวิตมนุษย์เลย https://www.commondreams.org/views/2008/01/15/robert-kennedy-warned-us-about-environment

นายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ มองว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) มิได้อำนวยประโยชน์ต่อผู้ใดเลย รังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ยากกับความไม่เป็นธรรมต่อปวงชน และกล่าวโจมตีนักบริหารระดับสูงของประกันภัยยักษ์ใหญ่เอไอจี สหรัฐ ซึ่งยักยอกเงินกู้จากคลังสหรัฐสำหรับกอบกู้เอไอจีมิให้ล้มละลาย โดยนำไปจัดสรรอย่างไร้จริยธรรมเป็นเงินรางวัลโบนัสงามๆ ให้กับนักบริหารใหญ่ๆ ด้วยกัน ว่า “น่าอับอายขายหน้านัก” https://www.huffpost.com/entry/aig-giving-out-165-millio_b_175067

นายชอง-โดมินิค เซนาร์ด ประธานสูงสุดกิจการยักษ์ใหญ่ผลิตยางล้อรถยนต์มิชลิน ฝรั่งเศส กล่าวเมื่อ 2 ตุลาคม 2561 ไว้ว่า นักธุรกิจทั้งหลายพึงหันมาอุทิศทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นสำหรับใช้รักษาความยั่งยืนของระบบนิเวศกับจริยธรรม มุ่งหวังผลระยะยาวมากกว่าระยะสั้น หมั่นสู้ศึกเอาชนะอำนาจเงิน (ธนาธิปไตย) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ และเอาใจใส่กับผลกระทบของธุรกิจต่อสังคมและระบบนิเวศอยู่เสมอ โดยเรียกชื่อปัจจัยทุนที่บริหารในวิถีทางดังกล่าวว่า “ทุนนิยมยั่งยืน” https://www.cnbc.com/2018/10/02/sustainable-capitalism-can-stem-the-tide-of-populism-michelin-ceo.html

ล่าสุด นายเรย์ ดาลิโอ อภิมหาเศรษฐีอเมริกัน ผู้มีมูลค่าสินทรัพย์รวมราวหนึ่งหมื่นแปดพันล้านเหรียญ เจ้าของกองทุนทางเลือกที่มีความเสี่ยงมากและมีขนาดใหญ่ถึงหนึ่งแสนหกหมื่นพันล้านเหรียญ ($1=30.8671 บาท) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อ 28 กรกฎาคม 2562 ทางโทรทัศน์ซีบีเอส รายการโด่งดัง “60 นาที” สหรัฐ ว่า เราต้องหันมาทำการปฏิรูป “ทุนนิยม” (Capitalism) ใหม่หมด ผู้มีรายได้ระดับสุดยอดมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้ในอัตราที่สมสัดส่วน และต้องไม่ยอมให้สภาวะรวยกระจุกจนกระจายถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เพราะรังแต่จะก่อให้เกิดการแตกแยกและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย https://www.cbsnews.com/news/ray-dalio-explains-his-principles-60-minutes-2019-07-28/

ดร.ชูมาร์เชอร์อ่านพระไตรปิฎกแล้ว พบว่า มี “พุทธเศรษฐศาสตร์” แทรกซ้อนซ่อนเร้นอยู่ทั่ว โดยมี “พระธรรม” หล่อหลอมเราให้มี “วิญญาณจิตเศรษฐศาสตร์” ที่ตื่นรู้ อาทิ ในโลภโกรธหลง (ไล่ล่าปัจจัยนอกกายที่เกินจำเป็น) ไตรลักษณ์ (อนิจจังนำพาทุกข์) มรรคมีองค์แปด (ทางสายกลางพอควร) สัมมาอาชีพ (มีเศรษฐกิจยั่งยืน) อิทธิบาทสี่ (สี่ขุมพลังขับเคลื่อนงานสู่สำเร็จ) พรหมวิหารสี่ (มุทิตาจิตลบล้างอิจฉาริษยา) แผนบริหารปัจจัยทุนส่วนตัวที่แบ่งเป็นสี่ส่วน คือ “อุ อา กะ สะ” อุ ใช้หนี้เก่าให้พ่อแม่ด้วยกตัญญูกตเวที อา ใช้หนี้ใหม่ให้การเลี้ยงดูศึกษาแก่ลูก กะ ฝังเก็บไว้โดยทำบุญสร้างกุศลในขณะใช้ชีวิตอยู่ในสังสารวัฏ สะ ทิ้งลงเหวให้กับผัสสะที่ไม่มีวันอิ่ม (ใช้ชีวิตชอบธรรมตามวงจรอดีตปัจจุบันอนาคต) ตลอดจนภมรผึ้งที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ โดยไม่ทำลายดอกไม้ (อนุรักษ์ระบบนิเวศ) ซึ่งล้วนแต่เสริมสร้าง “ความยั่งยืน” ให้แก่ตัวเราและระบบนิเวศ ในทำนอง “ทุนนิยมยั่งยืน” ที่ผู้นำ/อภิชนดังกล่าวได้เรียกร้องไว้

บัดนี้ เรามีรัฐบาลและรัฐสภาใหม่เอี่ยมพร้อมรับใช้ปวงชนผู้ได้มอบอำนาจอธิปไตยไว้ให้แล้ว ท่านนักการเมืองผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจึงน่าจะถือโอกาสนี้แสดง “กตัญญูกตเวที” ต่อบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งอุดมด้วยปัจจัยทุนทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติอันน่าภาคภูมิใจยิ่ง ด้วยการร่วมมือร่วมใจกันเสริมสร้างปฏิบัติตาม “พุทธเศรษฐศาสตร์” และ “ทุนนิยมยั่งยืน” (Sustainable Capitalism) ทั้งทางมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม โดยเลิกทำตนแบบ “ใกล้เกลือกินด่าง” ออกไปสรรหา “ทุนนิยมสามานย์” (Capitalism) จากต่างชาติมาใช้ให้เป็นพิษภัยต่อปวงชนและระบบนิเวศ อีกทั้งร่วมกันเสริมสร้างชาติบ้านเมืองให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามนโยบายรัฐบาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ ปวงชนไทยจะได้รอดพ้นจาก “บ่วงทุกข์ทุนนิยมสามานย์” และได้รับ “ห่วงชูชีพทุนนิยมยั่งยืน” นำพาสู่ความเจริญรุ่งเรืองสงบสุขอย่างแท้จริงเสียที

ระเบิดจากข้างใน ไฟใต้ยืดเยื้อ เอื้อเกมการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382828?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดจากข้างใน ไฟใต้ยืดเยื้อ เอื้อเกมการเมือง

8 สิงหาคม 2562 – 11:05 น.
ไฟใต้,3 จังหวัดชายแดนใต้,ระเบิด,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมวกลาโหม,รมวกลาโหม,นายกฯ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,527 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 ส.ค.62

******************

ระเบิดสะท้านกรุง จะเชื่อมโยงกับ “ขบวนการใหม่” ใน จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ ต้องรอฟังคำแถลงของ พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ สิงหาคม 2562

ในสถานการณ์ระเบิดป่วนเมือง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา และติดตามความคืบหน้าโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ยะลา

15 ปีไฟใต้ลุกโชน มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย แต่ “ขบวนการใหม่” ก็ไม่สามารถยึดพื้นที่ประกาศสถาปนาอำนาจรัฐของตนเองได้ จึงมีคำถามขบวนการใหม่ขยายพื้นที่ปฏิบัติการจริงหรือ ?

ทางสายไหน?

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ..ยะลา เขต พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ให้ความช่วยเหลือในคดีด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับไฟใต้ไว้น่าสนใจ 

ทนายอดิลันเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดความอ่านก้าวหน้า จึงตั้งคำถามว่า “การต่อสู้ทางการเมืองวิธีการหรือเป้าหมาย เราเลือกอะไรได้บ้าง”

เนื่องจากทนายอาดิลัน เป็น ส..พรรคแกนนำรัฐบาล และสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเจอปฏิกิริยาคนกันเองมากกว่าเพื่อนทนายคนอื่นที่ลงสมัคร ส..ในครั้งนี้ 

ทนายอาดิลันในสีเสื้อพลังประชารัฐ

ตลอดระยะเวลา 15 ปีกว่าที่ผ่านมา ในพื้นที่แห่งนี้มีนักต่อสู้หลากหลายแนวคิดที่ใช้วิธีการตามความเชื่อของตนเองในการต่อสู้เรียกร้อง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยการใช้ความรุนแรง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยหลักการสันติวิธี และมีบางกลุ่มที่บอกว่า ต้องต่อสู้ตามระบอบของประชาธิปไตยที่ถูกต้อง(การต่อสู้ทางการเมืองและมีแนวทางการต่อสู้อีกหลากหลายวิธีการของนักต่อสู้อีกหลากหลายกลุ่มในพื้นที่”

ทนายอาดิลัน กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ “นักการเมืองชายแดนใต้” อดีตผู้นำนักศึกษาจากรามคำแหง ที่ได้เป็น ส.เพราะมวลชนฝ่ายก้าวหน้า สนับสนุนเขาให้ไปสู้ในเวทีสภา 

ก่อนหน้านั้น นักการเมืองชายแดนใต้รวมตัวเป็นหนึ่ง และอธิบายให้มิตรสหาย “ขบวนการเก่า” ว่า เราต่อสู้แนวทางชนบทล้อมเมืองมานาน ไม่ได้อำนาจรัฐ เราจึงใช้หนทางสภาเพื่อเข้าสู่ใจกลางแห่งรัฐ 

ครั้นนักการเมืองคนนั้น และเพื่อนพ้องน้องพี่ มีอำนาจ มีหัวโขนรัฐมนตรี กลับเสวยสุขและทอดทิ้งคนรากหญ้า 

ขบวนการใหม่จึงอุบัติขึ้น ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมแห่งมลายูมุสลิม  

ทนายฝ่ายตรงข้าม

ช่วงเลือกตั้ง 2562 เขต .เมืองยะลา เป็นเขตของไทยพุทธไทยเชื้อสายจีน ที่ชื่นชอบและศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่น ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ“ เป็น ส..แทบจะผูกขาด แต่ปีนี้ ลงสนามไม่ได้ จึงส่งลูกชาย “ภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ” ลงสมัคร ส..แทน

ส่วน “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” อดีตสมาชิกสภาเทศบาล(..)นครยะลา มีผลงานเป็นทนายความรับสู้คดีให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนาม 

ทนายอาดิลัน ปากเสียงของผู้ตกเป็นจำเลยคดีไฟใต้

ทนายอาดิลัน ถูกตั้งคำถามและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เหตุใดคนที่เคยทำงานภาคประชาสังคมช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน จึงมาร่วมทางกับพรรคทหาร

เราสู้คดี เราทำหน้าที่แก้ต่างให้แก่คนที่ถูกกล่าวหา ปัญหาก็ยังคงเดิม จะไม่ดีกว่าหรือถ้าได้เข้าไปอยู่ข้างใน จะได้บอกกับเขาว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”

เหตุผลที่ทนายอาดิลันเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเชื่อว่าจะเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

แทบไม่น่าเชื่อ การเลือกอยู่พลังประชารัฐ ทำให้ไทยพุทธเลือกทนายอาดิลัน จนเอาชนะทายาท ส..เก่าไปได้

ทนายแวยูแฮ

ยังมีทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่เป็นเพื่อนของทนายอาดิลัน ที่ลงสมัคร ส..คือ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนาม “ทนายแวยูแฮ”

ทนายแวยูแฮ พรรประชาชาติ

ทนายแวยูแฮ เลือกสวมเสื้อพรรคประชาชาติ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค และ พ...ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บตเป็นเลขาธิการพรรค โดยลงสนามเขต นราธิวาส

ทวี สอดส่อง จุดขายของประชาชาติ

ทุกเวทีหาเสียง ทนายแวยูแฮบอกจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงควบคู่กันไป โดยปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม จะผลักดันให้มีการยกเลิก พ...ฉุกเฉิน

ผลเลือกตั้งพลิกความคาดหมาย ทนายแวยูแฮได้คะแนนเกือบ หมื่น ทิ้งห่างเจ๊ะอีลย๊าส โตะตาหยง ลูกชายของเจะอามิง โตะตาหยง อดีต ส..นราธิวาส สมัย

สองทนายมุสลิม ต่างพรรค อุมการณ์เดียวกัน

ทั้งทนายแวยูแฮกับทนายอาดิลัน ต่างมีเป้าหมายเหมือนกันคือ เลือกเดินหนทางสภา เพื่อความสันติสุขของปลายด้ามขวาน 

ธรรมกายกับการเมืองในยุค”รัฐบาลประยุทธ์ 2″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธรรมกายกับการเมืองในยุค”รัฐบาลประยุทธ์ 2″

8 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
ธรรมกาย,ธัมมชโย,รัฐบาลประยุทธ์ 2,สมศักดิ์ เทพสุทิน
เปิดอ่าน 3,272 ครั้ง

โดย…  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

เมื่อผลบุญธรรมกายไหลบ่าท่วมล้นมาถึงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งถูกขุดคุ้ยภาพถ่ายในอดีตครั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวฯ ร่วมงานบุญถวายที่ดิน ลากโยง “สมศักดิ์” ให้เป็นศิษย์ธรรมกาย

แม้ “เจ้าตัว” จะออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่าไม่ได้เป็นสาวกธรรมกาย ส่วนตัวเคยพบพระธัมมชโยเพียงครั้งเดียว ขณะที่งานบุญถวายที่ดินก็เป็นการมอบที่ดินให้วัดถึง 5 แห่ง ไม่ได้เจาะจงทำบุญให้วัดธรรมกายเพียงแห่งเดียว ภาพที่ถูกนำมาแชร์ว่อนในโซเชียลมีเดียเข้าใจว่ามีเจตนาเพื่อโจมตี แต่ไม่ทำให้นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการต้องหวั่นไหว

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคดีฉ้อโกงประชาชน ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มีความเสียหายสูงกว่าหมื่นล้านบาท ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียเงินออมหลังเกษียณ หรือถูกสหกรณ์คลองจั่นเนรมิตความยากจนแบบพริบตา..มาให้

และเพื่อปลุกความเชื่อมั่นในตำแหน่งเจ้ากระทรวงตาชั่ง ซึ่งคดีฟอกเงินและสมคบฟอกเงินของ “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะภารกิจติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา สมศักดิ์ จึงสั่งการให้ดีเอสไอเร่งรัดติดตามสำนวนคดีที่ค้างการสอบสวนอยู่อีก 10 สำนวน นำไปสู่การเชิญประชุมเพื่อติดตามคดีในวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

หลังข้อสั่งการของ “สมศักดิ์” ถูกเผยแพร่ออกไปไม่ถึงครึ่งวันบรรดาสาวกธรรมกายออกมาถล่มภารกิจรีวิวคดีฟอกเงินธรรมกายสนั่นโลกโซเชียล จนต้องเร่งชี้แจงว่าเจ้ากระทรวงไม่ได้มีข้อสั่งการหรือนโยบายให้ดีเอสไอเปิดปฏิบัติการไล่ล่าจับกุมตัวกลุ่มพระที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจภายในวัดธรรมกายได้ตามปกติ พร้อมรับรองว่ายังไม่มีแผนปิดล้อมตรวจค้นวัดเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสแหล่งกบดานของ “ธัมมชโย”

ว่าไปแล้วหากจะย้อนมองจากอดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่าธรรมกายได้แทรกซึมเข้าไปเกือบจะทุกวงการในสังคมไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตร หรือกลุ่มศิษยานุศิษย์ที่มีต่อการเมืองไทย
เด่นชัดสุดๆ ในยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งปรากฏภาพ ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เคยร่วมงานบุญภายในวัดพระธรรมกาย โดย “ธัมมชโย” เจ้าอาวาส ผู้ตกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีการดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 2542 จนการสืบพยานในศาลเหลืออีกเพียง 2 นัด กระบวนการพิจารณาก็จะเสร็จสิ้นลงภายในเดือนสิงหาคม 2549

แต่แล้ว “พชร ยุติธรรมดำรง” อัยการสูงสุดในยุครัฐบาลทักษิณ ก็มีคำสั่งให้อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ถอนฟ้อง “ธัมมชโย” ในวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โดยอ้างเหตุในการถอนฟ้องคดีต่อศาลอาญาว่า ธัมมชโย ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของสงฆ์แล้ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ “ธัมมชโย” ยังได้มอบทรัพย์สินทั้งที่ดินและเงินกว่า 959 ล้านบาท คืนแก่วัดพระธรรมกายแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ครบถ้วนทุกประการ ประกอบกับขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับ “ธัมมชโย” ต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยก

ต่อมาในปี 2556 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ธรรมกายและธัมมชโย มีเรื่องฉาวควบคู่ไปกับ “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” ซึ่งถูกจับได้ว่าทุจริตยักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่นกว่า 16,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินพบการจ่ายเช็คบริจาคนับพันล้านบาทให้แก่ ธัมมชโย และเงินถูกถ่ายโอนไปยังมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง และเครือข่ายพระ แต่คดีในส่วนของธรรมกายถูกพับเก็บไว้ใต้หีบ ตีความเป็นเงินบริจาค

จนกระทั่งเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. เงินบริจาคจากการยักยอกฉ้อโกงถูกปัดฝุ่นขึ้นมาตีความว่าเป็นลาภไม่ควรได้ สมควรคืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่นเพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้สมาชิกผู้เสียหาย ครั้งนั้นวัดธรรมกายเจรจาขอคืนเงิน 684 ล้านบาทแบบแบ่งจ่ายให้สแก่หกรณ์คลองจั่น จากยอดเงินที่ถูกยื่นฟ้อง 814 ล้านบาท แลกเปลี่ยนกับการถอนฟ้องธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ขณะที่ข้อมูลในการสอบสวนพบว่าเงินของสหกรณ์คลองจั่นถูกผ่องถ่ายผ่านการบริจาคไปยังวัดและเครือข่ายพระมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 และพบพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์ไปมา เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน จึงมีมติให้ออกหมายเรียก “ธัมมชโย” มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาอ้างเหตุติดภารกิจและอาพาธไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนรวม 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีอาการอาพาธจริง นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559

การดำเนินคดีกับโครงข่ายธรรมกายเดินหน้าคู่ขนานมากับข้อสงสัยว่า ธรรมกายเปิดพื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ซ่องสุมเพื่อใช้สนับสนุนให้แก่การชุมนุมก่อความไม่สงบทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ปฏิบัติการตรวจค้นตามหมายค้นของศาล กลุ่มศิษยานุศิษย์ได้ระดมโล่มนุษย์ออกมาขัดขวางการเข้าจับกุมตัว “ธัมมชโย” จนดีเอสไอต้องถอยร่น ถอนกำลัง ยุติปฏิบัติการ ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 กำหนดให้บริเวณวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เปิดทางให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น แต่ก็ไม่พบตัว “ธัมมชโย” แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของ “ธัมมชโย” ก็ไม่เหลือทิ้งไว้

แม้ไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” แต่การเข้ามาจัดระเบียบ ริดปีกโครงข่ายธรรมกายของคสช.ได้ตีเข้าไปถึงพื้นที่ชั้นในของวัดธรรมกายเป็นครั้งแรก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานใดทะลุทะลวงเข้าไปได้

กล่าวได้ว่า “ธรรมกาย” โดนรุกหนักที่สุดแม้ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นวัดจะไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” มาดำเนินคดีตามหมายจับ แต่ส่งผลให้ความยิ่งใหญ่ของวัดพระธรรมกายลดน้อยถอยลง สาเหตุเพราะธรรมกายขาด “ธัมมชโย” ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดศิษยานุศิษย์ พร้อมเปิดทางให้คณะสงฆ์เข้ามาชำระสะสางการเผยแพร่คำสอนที่ผิดไปจากหลักพุทธศาสนา

ขณะที่ผลลัพธ์ในทางการเมืองการตรวจค้นเครือข่ายธรรมกาย ยังส่งผลสะท้านสะเทือนไปถึงฐานที่มั่นของ “แดงปทุม” ซึ่งถูกมองเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ของมวลชนเสื้อแดง แม้แต่ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ดีเจสถานีวิทยุประชาชน เรดการ์ดเรดิโอ ก็หนีหน้าและหายตัวไปจากแวดวงการเมืองไทยด้วย

เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนผ่านจากคสช. สู่การเลือกตั้ง และเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยอีกครั้งจึงมีคำถามผ่านไปถึงเครือข่ายธรรมกายเพราะเคยประกาศว่า “ธัมมชโย” จะเข้ามอบตัวสู้คดี เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ “เผือกร้อน” จึงถูกโยนเข้าใส่ “สมศักดิ์” แกนนำกลุ่มสามมิตร รัฐมนตรียุติธรรม ที่ถูกมองว่าเป็นลูกศิษย์ธรรมกาย ว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ “ธัมมชโย” ออกมามอบตัว เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ และคดีความที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายจะลงเอยอย่างไรเพราะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จนถึงปัจจุบัน “ธัมมชโย” ไม่เคยออกมาปรากฏตัวหรือสื่อสารไปยังกลุ่มศิษย์ผ่านช่องทางสาธารณะอีกเลย

ในส่วนของเม็ดเงินจากการทุจริตสหกรณ์คลองจั่นที่ส่งผ่านมายัง “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,458 ล้านบาท ล่าสุดกลุ่มศิษย์ได้รวบรวมเงินส่งคืนให้สหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1,055 ล้านบาท คงเหลืออีก 403 ล้านบาท ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่นับรวมกับยอดเงินบริจาคที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายพระและอดีตพระ อีกประมาณ 600 ล้านบาท

ในส่วนของโครงข่ายภาคธุรกิจซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มศิษย์ใกล้ชิดของ “ธรรมกาย” ที่มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลตระกูลชินวัตร ก็ถูกดำเนินคดีอาญาไปตามลำดับ รวมถึง อนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งเข้าไปรับซื้อที่ดินจากธรรมกายโดยดีเอสไอได้สรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว แต่สั่งไม่ฟ้องบุตรสาว อลิสา อัศวโภคิน ผู้รับซื้อที่ดินแปลงอาคารบุญรักษา เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะมีส่วนรู้เห็น คาดว่าพ่อนำชื่อลูกสาวไปใช้ ในส่วนของตัวอาคารบุญรักษา อาคารลูกโลก และอาคารวิหารคต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ทั้งหมดแล้ว

สำหรับข้อเสนอที่ให้กวาดล้างโครงข่ายธรรมกายไปในคราวเดียว ด้วยการยุบเลิกมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินของอาณาจักรธรรมกายเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ พบว่าวัดพระธรรมกายมีที่ดินเป็นธรณีสงฆ์อยู่เพียง 196 ไร่ ส่วนตัวอาคารและอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ล้วนถือครองในชื่อของมูลนิธิและบุคคลอื่น โดยดีเอสไอตรวจสอบพบว่า “ศุภชัย” นำเงินจากสหกรณ์คลองจั่นมามอบให้ “ธัมมชโย” แล้วเงินได้ถูกส่งต่อไปให้มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ ใช้สร้างอาคารลูกโลก 700 ล้านบาท และสร้างวิหารคตอีก 700 ล้านบาท และยังมีเงินบริจาคตรงเข้ามูลนิธิอีก 325 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคที่อยู่ในชื่อของพระสงฆ์เครือข่ายอีก 30 รูป ซึ่งนำไปซื้อที่ดินและเล่นหุ้น มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ จึงมีส่วนกระทำความผิดในคดีฟอกเงิน

แม้ว่าดีเอสไอจะได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวกรรมการมูลนิธิไปส่งฟ้องแล้ว แต่เพื่อให้เป็นที่สิ้นสุดดีเอสไอจึงส่งคำร้องถึงอัยการขอให้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิและให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 134 แต่อัยการภาค 1 มองว่าควรรอฟังผลคดีอาญาให้เป็นที่สิ้นสุดก่อนแล้วค่อยเริ่มกระบวนการในทางแพ่ง ความเสียหายนับหมื่นล้านบาทของสหกรณ์คลองจั่นจึงยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์สาหัสให้สมาชิกนับหมื่นรายที่ทุ่มเงินบำเหน็จ บำนาญก้อนสุดท้ายไปฝากไว้ที่สหกรณ์แห่งนี้

คงต้องเกาะติดกันต่อไปว่าการปัดฝุ่นคดีรอบนี้จะส่งผลในทางใดต่อสนามการเมืองท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยผลจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส.ส.ปทุมธานีทั้ง 6 เขต ไม่มีที่นั่งแชร์ให้พรรคพลังประชารัฐเลย ฐานเสียงและมวลชนยังยึดติดอยู่กับขั้วการเมืองพรรคเพื่อไทย มีเพียงพื้นที่เขต 6 เท่านั้นที่พรรคภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 1 ที่นั่ง หลังการรีวิวคดีจึงต้องติดตามว่า ขั้วการเมืองอื่นๆ จะเจาะทะลุกำแพงฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นได้หรือไม่

และเที่ยวนี้ยังต้องจับตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เข้ามากำกับดูแลดีเอสไอด้วยตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับธรรมกายและธัมมชโย ที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หลังจาก “ธรรมกาย” เคยถูกบี้อย่างหนักมาแล้วในยุค “รัฐบาล คสช.”