แก้รัฐธรรมนูญหรือความขัดแย้งรอบใหม่กำลังมา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญหรือความขัดแย้งรอบใหม่กำลังมา!

8 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
รัฐธรรมนูญ,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,263 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  / หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เริ่มจากประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 นอกสภา โดยพรรคอนาคตใหม่ ที่เริ่มสร้างกระแสรณรงค์ให้ภาคประชาชนเข้ามากดดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ถูกออกแบบให้ “แก้ยาก”

ถึงแม้ว่าการเสนอแก้ ไม่ยากเกินความสามารถในการรวบรวมเสียง ส.ส. 1 ใน 5 คือเกิน 100 เสียง แต่พรรคอนาคตใหม่ 81 เสียง รวมกับพันธมิตรฝ่ายค้าน 20 เสียงขึ้นไป ก็สามารถยื่นให้สภาเริ่มกระบวนการแก้ไขได้ แต่การจะให้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก่อนลงประชามติเป็นเรื่อง “ยาก”

เพราะมีการตั้งเงื่อนไขการแก้ไขไว้ว่า ในการพิจารณา วาระแรก จะต้องผ่านความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกัน ) นั่นหมายความว่าต้องได้รับเสียงเห็นชอบ 376 เสียงขึ้นไป และเขียนผูกไปด้วยว่า ในเสียงที่ผ่านนั่นจะต้องมีเสียงของ ส.ว. สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ว.ที่มีอยู่ คือไม่น้อยกว่า 84 คน

ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ พุ่งเป้าแก้ที่มาของ ส.ว.ชุดนี้ เพราะมองว่าเป็น “มรดกแห่งการสืบทอดอำนาจ” และค้ำยันรัฐบาล ลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เงื่อนไขในวาระแรกเช่นนี้ การยื่นตามกระบวนการในสภาก็ “แท้ง” ตั้งแต่เริ่ม

นอกจากจะตั้งเงื่อนไขให้ต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสองสภา และต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบ ยังกำหนดให้มีเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของแต่ละพรรค

กรณีนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่น้อยกว่า 23 คน ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาทีหลังการแก้ปัญหา “ปากท้อง”ของประชาชน เงื่อนไขนี้ก็ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ “เดินลำบาก”เช่นกัน

ยังไม่นับว่า ก่อนจะผ่านรัฐสภาต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ขัดหรือจงใจล้มรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ซึ่งทำไม่ได้ เช่น การแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ เป็นต้น และยังต้องผ่านการลงประชามติของประชาชน

ด้วยความยากในประเด็นเหล่านี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ จึงเริ่มรณรงค์หาเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชน ตั้งแต่ก่อนการนำเสนอแก้ไขอย่างเป็นทางการ ด้วยการหวังว่าจะ “ก่อกระแส” ให้เสียงประชาชน “บีบ” สมาชิกรัฐสภาให้ผ่านการแก้ไข เหมือนการเกิด “กระแสธงเขียว” ในการรณรงค์ ผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2540 (รัฐธรรมนูญ ที่เชื่อกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดใน 20 ฉบับที่เราเคยใช้)

ความยากและการรณรงค์สภาที่ถูกเริ่มต้นเมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา จะเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมไทยหรือไม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลและขึ้นอยู่กับประชาชน ที่จะตอบรับกระแสของอนาคตใหม่ว่า “จุดติด” หรือไม่ ต้องติดตาม

หวยนักษัตรจะไปรอดหรือร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวยนักษัตรจะไปรอดหรือร่วง

8 สิงหาคม 2562 – 09:32 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หวยนักษัตร,สลากกินแบ่งรัฐบาล
เปิดอ่าน 1,286 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ข้อหา ‘มอมเมาประชาชน’ นี้กำลังโดนเข้ากับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้าแล้ว และมีคำถามว่า ‘หวยนักษัตร’ จะไปรอดหรือไม่?

โดยปกติคนไทยมักจะชอบทำอะไรง่ายๆ หรือไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แต่พอถึงเวลาแล้วจะไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร

‘หวยนักษัตร’ จึงเจอเข้า 2 กรณีคือ รัฐบาลถังแตกกับมอมเมาประชาชน ซึ่งกว่าจะแก้ข้อหานี้หลุด เผลอๆ ผู้บริหารกองสลากอาจจะเด้งไปก่อนก็เป็นได้

โปรดคอยติดตามดูว่าผลกระทบเป็นอย่างไร เพราะ ‘หวยนักษัตร’ เข้าไปขวางทางปืนของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่วงการหวยบนดิน-ใต้ดิน ซึ่งใครก็ตามที่หลุดเข้ามาวงโคจรมักจะเสร็จทุกราย

ไม่เชื่อก็คอยดู !
อ๊อด เทอร์โบ


 สนง.ประกันสังคมดูแลลูกจ้าง
 คุณภาพชีวิตและความปลอดภัย

มีข่าวดีจาก ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม มาให้ทราบเกี่ยวกับการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานลูกจ้าง

ขอได้โปรดติดต่อได้ 24 ชม.ทางโทรศัพท์และเว็บไซต์ของสนง.ได้


สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานประกอบการ ซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งโครงการคลินิกโรคจากการทำงาน เพื่อให้มีการดูแลลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้การตรวจรักษา วินิจฉัยโรค และให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน การเฝ้าระวัง/ป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและส่งเสริมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานแก่สถานประกอบการ ไปจนถึงการสนับสนุนดำเนินการด้านการแพทย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.เงินทดแทน และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

โดยกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคมได้จัดโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการคลินิกโรคจากการทำงานแล้วถึง 114 แห่ง เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 107 แห่ง โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 6 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง

โดยขอให้นายจ้างยื่นแจ้งการประสบอันตรายตามแบบ กท.16 ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดที่ประจำทำงาน เพื่อขอหนังสือส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่ให้บริการคลินิกโรคจากการทำงาน หรือติดต่อคลินิกฯ โดยตรงในกรณีของผู้ประกันตนที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ตนเองเลือกไว้และมีคลินิกโรคจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการได้โดยตรง

ให้ติดต่อที่คลินิกประกันสังคมเพื่อตรวจวินิจฉัยคัดกรองเบื้องต้น หากแพทย์ผู้ทำการตรวจวินิจฉัยสงสัยว่าเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน จะส่งลูกจ้างไปรักษาต่อที่คลินิกโรคจากการทำงาน กรณีลูกจ้างเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยไม่ได้แจ้งการประสบอันตราย หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่าลูกจ้างเจ็บป่วยจากการทำงาน ขอให้นายจ้างยื่นแบบการประสบอันตราย (กท.16) ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 15 วัน เพื่อให้โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในส่วนของกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

แต่หากผลการตรวจลูกจ้างไม่เจ็บป่วยจากการทำงาน ลูกจ้างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยเนื่องจากกองทุนเงินทดแทนให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่โรงพยาบาลแล้ว ลูกจ้างสามารถตรวจสอบรายชื่อคลินิกโรคจากการทำงานได้ด้วยตนเองที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ทุกแห่ง หรือโทร.1506 (บริการตลอด 24 ชั่วโมง)


 หัวอกข้าราชการบำนาญ
 ขอให้ยึดความชอบธรรม
(ผ่านไปยังผู้รับผิดชอบ)

เรื่องต่อไปนี้อาจจะดูเล็กน้อยหรือผ่านไปแบบไม่รู้สึกรู้สาของผู้รับผิดชอบ แต่ขอให้ทราบถึงหัวอกว่าพวกเราเป็นข้าราชการบำนาญชั้นรากหญ้าหัวอกเดียวกัน สภาวะรับบำนาญ อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ฐานการรับบำนาญอยู่ระดับล่าง ขณะนี้ได้รับความเมตตากรุณาปรับบำนาญขึ้นเป็นเดือนละหมื่นบาท ส่วนบำเหน็จดำรงชีพรัฐช่วยเหลือแต่บำนาญระดับสูงเท่านั้น

โดยระบุลงไปว่าต้องรับบำนาญเดือนละ 2 หมื่นบาทขึ้น ต้องให้พวกเรารับบำนาญระดับล่างตายไปก่อนแล้วเกิดมาใหม่เงินบำนาญ 2 หมื่นก็ยังไม่ได้รับ หลักความชอบธรรมเงินบำเหน็จดำรงชีพควรจะได้รับในทุกระดับการรับบำนาญระดับรากหญ้าน่าจะได้รับความเห็นใจมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ขรก.บำนาญระดับสูงแต่เดิมได้รับบำเหน็จดำรงชีพสี่แสนบาท ปัจจุบันจะขึ้นให้ไม่เกินห้าแสนบาท แต่ขรก.ระดับรากหญ้าไม่กำหนดวงเงินให้เลย แม้จะพูดถึงก็ไม่มี

ที่เป็นแบบนี้พวกเราไม่ทราบเหมือนกันว่าเอาความคิดส่วนใดของร่างกายคิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ดูผิดปกติไปหน่อย

ขอให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในเรื่องนี้คิดตรึกตรองทบทวนดูว่าเห็นควรจะจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ระดับรากหญ้าที่ได้รับน้อยนิด จะแบ่งเศษความเมตตามาให้สิทธิแก่ ขรก.ระดับรากหญ้าได้รับเงินหนึ่งแสนบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้รับเงิน

จึงเรียนมาเพื่อจะได้รับทราบว่าพวกเราเดือดร้อนมากเพียงใด

สมัย (ข้าราชการบำนาญ)


“ยาแรง”กระตุ้นศก.-ลดดอกเบี้ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยาแรง”กระตุ้นศก.-ลดดอกเบี้ย

8 สิงหาคม 2562 – 07:23 น.
จีดีพี,เศรษฐกิจ,ดอกเบี้ย
เปิดอ่าน 1,270 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562

จากปัจจัยหลายด้านในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่าแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจของไทยจะไม่สามารถไปถึงเป้าที่ตั้งอัตราเติบโตจีดีพีไว้ที่ 3.3% ซึ่งตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรกหดตัวไปถึง -4.1% และแนวโน้มตลอดทั้งปีอาจติดลบ ส่วนมูลค่าการนำเข้าในช่วงครึ่งปีแรกก็ติดลบเช่นกันที่ -3.1% นอกจากนี้เศรษฐกิจในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชะลอลงต่อเนื่องจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศโดยพบว่าการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงในเกือบทุกหมวดรวมทั้งตลาดรถยนต์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาปรับลดลงในรอบ 30 เดือนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งคาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในครึ่งปีหลังได้ ส่วนอุตสาหกรรมภาคการผลิตก็ได้รับผลกระทบจากยอดสั่งซื้อหดลงจะมีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย

ในประเทศผู้นำเศรษฐกิจเองก็อ่อนแรง เศรษฐกิจจีนขยายตัวร้อยละ 6.2 ในไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 27 ปี โดยชะลอลงจากร้อยละ 6.4 ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี เศรษฐกิจจีนขยายตัวที่ร้อยละ 6.3 โดยสาเหตุปัจจัยฉุดรั้งหลักมาจากอุปสงค์โลก รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศจี6นเองที่อ่อนแรงลง ท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงเผชิญปัญหาในเกาะฮ่องกงอีกด้วย และเมื่อมองในภูมิภาคเอเชียยังพบว่าอินเดียก็ออกอาการไม่สู้ดีเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทยอยปิดโรงงานเลิกจ้างพนักงานรวมไปถึงผลพวงที่กระทบไปโดนอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนซึ่งมีการปลดคนงานมากกว่าแสนคนไปแล้ว เมื่อผนวกกับภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐก็ยังไม่มีสัญญาณในทางบวกจึงเป็นเรื่องยากจะไปหวังพึ่งพิงปัจจัยค้าขายภายนอก

 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2562 คาดว่ายังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองระดับโลก และเศรษฐกิจยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัวโดยการเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้ มีการประเมินปรับลดลงมาเติบโตที่ 2.9% จากเมื่อต้นปีที่เคยประเมินว่าจะเติบโตราว 3.0-3.2% และวิเคราะห์ถึงปี 2563 เชื่อว่าตลาดประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ สวนทางกับตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่จะโตชะลอลงอีก ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นลงร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 2.00-2.25 ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 โดยเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้เกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและการกระตุ้นเงินเฟ้อพร้อมกับป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า

ขณะที่รัฐบาลได้หารือหน่วยงานเกี่ยวข้องถึงแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่ต้องเฝ้าระวังความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้นอย่างค่อนข้างชัดเจนโดยได้เตรียมการชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแพ็กเกจใหญ่ภายในเดือนนี้ โดยเน้นดูแลคนทุกกลุ่มตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ผู้ค้าขายในระดับชุมชุม รวมถึงผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้มาตรการที่ออกมาต้องแรงหวังให้ได้ผลจริงจังส่งผลเศรษฐกิจในเชิงบวก นั่นคือรัฐบาลจะใช้ “ยาแรง” กระตุ้นเศรษฐกิจ และสอดรับกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

สื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค

7 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
สายตรวจระวังภัย,นักข่าว,สคบ,ผู้บริโภค
เปิดอ่าน 1,352 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย 

ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจมากมาย ทำให้ผู้ผลิตแข่งกันผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ในทางกลับกันพบว่า มีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค หลายคนถูกเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสินค้าและบริการ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัย เป็นอันตรายต่อชีวิต จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา(เกินจริง) โดยเฉพาะปัจจุบันที่ธุรกิจบนโลกออนไลน์เติบโตและเป็นที่นิยม ซึ่งปรากฏเป็นข่าวให้เห็นเป็นประจำ

การคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ยิ่งแล้วเป็น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” นำเสนอข้อมูลให้คนในสังคมรู้เท่าทัน รู้จักป้องกันตัวไม่ตกเป็นเหยื่อถูกเอาเปรียบฉ้อโกงจากสินค้าและบริการ คือ “สื่อมวลชน” หรือ “นักข่าว” ที่ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงจับมือ สคบ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งหวังให้สื่อมวลชนมีความรู้ความเข้าใจสาระของการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภค ภายใต้ชื่อโครงการ “นักข่าวใหม่กับการคุ้มครองผู้บริโภค”

สำหรับการอบรมดังกล่าว มีทั้งการบรรยายโครงสร้างภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายที่ผู้บริโภคควรรู้ โดยมี นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วย นายพัสกร ทัพมงคล ผู้อำนวยการส่วนบังคับคดี และ นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ เป็นผู้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรม “ประตูสู่การเป็นนักข่าวเชิงข้อมูล (data journalism)” และการวางแผนข่าวแบบ Design Thinking โดย ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์ประจำสาขาวารสารศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนท์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นายพิฆเนศ บอกว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการส่งต่อความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่สื่อมวลชน โดยหวังว่าจะมีการนำไปสื่อสารต่อให้แก่ประชาชนผู้บริโภค เพื่อให้เท่าทันเหตุการณ์และป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงอยากสื่อสารมิติอื่นๆ ในงานของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นอกเหนือจากเรื่องการรับเรื่องร้องเรียน อาทิ มิติด้านสังคม การช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาตามสิทธิที่ควรได้รับ

ขณะที่ นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่า หน้าที่ของสื่อมวลชนไม่มีวันสูญหายไป ตราบเท่าที่ประชาชนยังต้องติดตามข่าวสารอยู่ แม้สภาพสังคมในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่หน้าที่ของสื่อมวลชนยังต้องดำเนินต่อไป เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม การอบรมนักข่าวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มุ่งหวังให้นักข่าวรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้ข้อมูล ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และทักษะในการทำข่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เน้นการเติมองค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่สื่อมวลชน เพื่อนำไปต่อยอดสำหรับการรายงานข่าวช่วยเหลือประชาชน

ความรู้ที่ได้ ประสบการณ์ที่มี จะทำให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ “ผู้คุ้มครอง” ช่วยป้องกันบรรเทาผลกระทบที่เกิดกับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่หน่วยงานภาครัฐ..!!

เจาะสารระเบิด “บึ้มป่วนกรุง”โยงชายแดนใต้จริงหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะสารระเบิด “บึ้มป่วนกรุง”โยงชายแดนใต้จริงหรือ

7 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
ระเบิดป่วนเมือง,ชายแดนใต้,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 2,365 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

คดีระเบิดป่วนกรุงกำลังเดินหน้ามาถึงจุดสำคัญ คือการเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 7 คน หลังจากเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยมาได้แล้ว 4-5 คน เป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด

แต่ประเด็นที่ยังพูดถึงกันน้อยก็คือ การวิเคราะห์เจาะลึกไปยังวัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ ซึ่งจะทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว การลอบวางระเบิดป่วนกรุง เป็นการกระทำของกลุ่มจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนๆ หรือคนจากสามจังหวัดเป็นแค่ “ทีมปฏิบัติการ” แต่มี “มาสเตอร์มายด์” และ “ทีมประกอบระเบิด” แยกต่างหาก

หลังจากเกิดเหตุมีภาพวัตถุพยานจากที่เกิดเหตุ เป็นภาพสารเคมีที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิด กับอุปกรณ์หน่วงเวลาระเบิด โดย “อาจารย์อ๊อด” หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ นักเคมี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า สารประกอบระเบิดที่ใช้คือ PETN และมี “วงจรหน่วงเวลา” ที่เรียกว่า IC Timer

ข้อมูลจาก อาจารย์อ๊อด ชี้ต่อว่า PETN นิยมใช้ทำระเบิดพลาสติก โดยสารระเบิดชนิดนี้ น้ำหนักแค่ 100 กรัมขึ้นไป แรงดันสามารถทำลายรถยนต์ได้ 1 คัน ส่วน IC Timer ใช้ IC558 หรือ IC555 เป็นการหน่วงเวลาข้ามคืนหลายวัน และตั้งเวลาให้ระเบิดในเวลาพร้อมกัน

นี่คือข้อมูลจากนักวิชาการ ซึ่งอาจารย์ไม่ได้สรุปต่อว่าสารระเบิด และ IC Timer แบบนี้มีใช้ก่อเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ หรือตรงกัน ก็มีโอกาสสูงที่ปฏิบัติการระเบิดป่วนกรุง จะเป็นการทำงานของทีมจากชายแดนใต้ครบวงจร แต่ถ้าไม่ใช่ ไม่ตรงกัน ก็อาจจะแปลว่า ทีมจากชายแดนใต้เป็นแค่ “มือวางระเบิด” หรือ “ทีมปฏิบัติการ” แต่จริงๆ แล้วมี “มาสเตอร์มายด์” หรือ “ผู้บงการ” และมี “ทีมสนับสนุน” ซึ่งเปฺ็นมืออาชีพร่วมด้วย

วันนี้ “คมชัดลึก” มีคำตอบมาฝาก…
เริ่มจาก IC Timer หรือ “ไอซี ตั้งเวลา” เป็นวงจรที่มีความสามารถในการกำหนด “หน่วงเวลาการทำงาน” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งวงจรระเบิด โดยสามารถหน่วงได้ตั้งแต่ระดับวินาที ไปจนถึงหลายๆ ชั่วโมง โดยอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ IC Timer 555

ภายใน IC Timer 555 ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ 23 ตัว ไดโอด 2 ตัว เรียงกันบนชิพซิลิกอนแผ่นเดียว โดยติดตั้งในตัวถัง 8 ขา นอกจากนี้ยังมี IC Timer 556 เป็นการรวมไอซี 555 จำนวน 2 ตัวในชิพซิลิกอนตัวเดียว มี 14 ขา และอีกตัวคือ IC Timer 558 เป็นตัวที่พัฒนามาจาก IC Timer 555 เป็นการรวมเอา IC Timer 555 จำนวน 4 ตัว เข้าไปใส่ในชิพซิลิกอนตัวเดียว มี 16 ขา ซึ่ง IC Timer 555 หรือ IC Timer 558 เป็นตัวเดียวกับที่ถูกพบในวงจรระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายใช้ก่อเหตุในกรุงเทพฯ

ส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมากลุ่มก่อความไม่สงบนำ IC Timer มาใช้ประกอบวงจรจุดระเบิดแบบตั้งเวลา หรือ “วงจรผสม” ร่วมกับระบบจุดระเบิดแบบอื่นๆ และที่พบบ่อยในช่วงหลังๆ คือระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้าง หรือ “ไปป์บอมบ์” มีการนำ IC Timer มาประกอบวงจรเพื่อใช้หน่วงเวลาการทำงานของระเบิด หลังจากดึงสลักหรือเปิดสวิตช์ระเบิดแล้ว เพื่อไม่ให้ระเบิดทำงานทันทีจนเป็นอันตรายต่อตัวผู้ขว้างระเบิดเอง

จากข้อมูลสถิติระเบิดของหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าระเบิดที่คนร้ายใช้ มีการนำ IC Timer มาใช้เป็นวงจรจุดระเบิดครั้งแรกเมื่อปี 2547 เพียง 1 ครั้ง จากนั้นก็เว้นว่างมาจนพบ IC Timer ถูกนำมาใช้กับวงจรจุดระเบิดอีกครั้งในปี 52 และพบมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้ไปป์บอมบ์มากขึ้น โดยอุปกรณ์ชนิดนี้หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก และเจ้าหน้าที่แกะรอยจากเศษซากระเบิดได้ยากกว่าการใช้นาฬิกาตั้งเวลา

ส่วนสารระเบิด PETN หรือ Pentaerythritol Tetranitrate เป็นวัตถุระเบิดทางทหารที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ดินระเบิดแรงสูง” คือมีอำนาจในการทำลายรุนแรงมาก สร้างความเสียหายทำให้สิ่งที่อยู่ในรัศมีขณะเกิดระเบิดให้ฉีกขาดและแหลกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ ความแรงพอๆ กับ อาร์ดีเอ็กซ์ (RDX) และ ไนโตรกลีเซอรีน และยังมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ สามารถใช้ใต้น้ำได้ โดยมากจะถูกใช้เป็นดินขยายการระเบิด ไม่ค่อยถูกใช้เป็นดินระเบิดหลัก ส่วนใหญ่พบถูกนำบรรจุใน “ชนวนฝักแคระเบิด” หรือ “เชื้อปะทุไฟฟ้า” ซึ่งใช้ในการจุดระเบิด

สำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลสถิติพบว่า มีการใช้ PETN ในการทำเป็นดินระเบิดเพียงครั้งเดียว ในปี 2554 นอกจากนั้นไม่เคยพบถูกนำมาใช้เป็นดินระเบิดหลักในการประกอบระเบิดอีกเลย มีเพียงนำมาใช้ประกอบเป็นเชื้อปะทุไฟฟ้า สาเหตุน่าจะเพราะ PETN เป็น “วัตถุระเบิดทางทหาร” หามาใช้ในปริมาณมากได้ยาก ทำให้ดินระเบิดหลักที่นิยมใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็น ANFO (แอน-โฟ) เหมือนเดิม ซึ่งก็คือ แอมโมเนียมไนเตรต ผสมน้ำมัน

พิเคราะห์จากอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่คนร้ายใช้ น่าจะยังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่างานนี้เป็นเรื่องโจรใต้ขยายพื้นที่ประกาศศักดา แต่น้ำหนักที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่าคือน่าจะมี “มาสเตอร์มายด์”

กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382703?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5

7 สิงหาคม 2562 – 13:55 น.
กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5
เปิดอ่าน 2,511 ครั้ง

รายงาน…

การไฟฟ้าเก็บค่าไฟแพงไปหรือเปล่า ชาวบ้านจึงพยายามคิดหาสารพัดวิธีลดตัวเลขในบิลเรียกเก็บเงินลง แต่ตัวเองยังคงรักที่จะมีความสุขอยู่กับการพึ่งพาเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทำงานด้วยกระแสไฟฟ้าไม่เคยเปลี่ยน

ก่อนหน้านี้มี 18 มงกุฎหลอกขายบัตรพลังงานรักษาโรค ลักษณะเป็นบัตรสมาร์ทการ์ดหน้าตาคล้ายบัตร เอทีเอ็ม อ้างว่าถ้านำไปแปะตามปลั๊กไฟในบ้านจะประหยัดค่าไฟลงได้ ใครเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดเมื่อยตามไขข้อ หรือโรคอะไรก็รักษาได้ชะงัดนัก

คนเฒ่าคนแก่ได้ยินสรรพคุณแห่ซื้อไปใช้อย่างแพร่หลาย หวังเป็นทางเลือกใหม่ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเดิม

แต่แล้วประกายความหวังหลังกินน้ำแช่บัตรสารพัดนึกผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ดับวูบ ลุง ป้า น้า อา ทั้งหลาย ถูกต้ม!

การ์ดวิเศษใช้การอะไรไม่ได้ แถมยังพาชีวิตเสี่ยงตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อผลตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ระบุอย่างน่าสะพึงกลัวว่า ในการ์ดลวงโลกใบนั้นพบสารกัมมันตภาพรังสี หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เป็น มะเร็ง!

สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบัตรพลังงานรักษาโรค พบว่าเคยถูกนำมาเข้ามาขายในประเทศไทยโดยนักธุรกิจชาวมาเลเซียหลายปีมาแล้ว คนไทยหลงซื้อไปใช้กันมากมาย เมื่อถูกกวาดล้างก็เงียบหายไปเป็นพักๆ ก่อนโผล่มาหลอกขายชาวบ้านแถบภาคอีสานอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยฝีมือของแก๊งลวงโลกชาวไทย

ในห้วงเวลาที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถูกหลอกขายบัตรพลังงานรักษาโรค ด้วยวิธีการสมัครสมาชิกขายตรง บอกต่อความเชื่อกันเป็นทอดๆ และแม้จะถูกฝ่ายปกครองและตำรวจกวาดล้างจนเงียบหายไปแล้ว

อีกด้านหนึ่งในโลกการค้าออนไลน์ ธุรกิจขาย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน กลับสร้างรายได้ให้แก่ผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

กล่องประหยัดไฟ เป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ได้รับความสนใจในหมู่คนที่หวังแต่จะประหยัดค่าไฟ แต่ไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟในชีวิตประจำวันลงเลย

ในตลาดออนไลน์ เจ้ากล่องวิเศษตัวนี้มีผู้นำเข้ามาเสนอขายหลายรุ่น สนนราคาตั้งแต่หลายร้อยบาทจนถึงหลักพัน แต่อ้างคุณสมบัติเหมือนกันคือ เมื่อนำไปเสียบตามปลั๊กไฟในบ้านจะทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลง นั่นหมายถึงค่าไฟก็จะถูกลงไปด้วย

กลยุทธ์การตลาดของผู้ค้าอุปกรณ์ประหยัดพลังงานชนิดนี้ จะใช้วิธีบรรยายคุณสมบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าสามารถลดรังสีอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากสายไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญช่วยลดค่าไฟลงได้ 30-50% บางรายให้ถึง 60%

นอกจากนี้ผู้ค้ายังการันตีว่าการลดรอบมิเตอร์ไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์สุดพิเศษตัวนี้ ไม่ผิดกฎหมาย แน่นอน

นั่นคือคำโฆษณาอวดอ้างของผู้ค้าซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ทั่วไป แต่ยังมีบางรายเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการนำสัญลักษณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตัดต่อสร้างเพจโฆษณา ให้เข้าใจผิดว่า สินค้าตัวนี้ได้รับการรับรองจาก กฟผ.แล้ว

นอกจากนี้ยังมีบางรายนำภาพพิธีกรรายการข่าวชื่อดังพร้อมโลโก้สถานีโทรทัศน์มาตัดต่อโฆษณาในลักษณะเดียวกัน ร้อนถึงเจ้าตัวต้องใช้ช่วงเวลาข่าวของตัวเองชี้แจงเป็นพัลวันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และย้ำเตือนประชาชนด้วยว่า อย่าได้หลงเชื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ไปใช้ เพราะได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากนักวิชาการ รวมทั้งวิศวกรของการไฟฟ้าแล้วว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเก็บประจุไฟฟ้า ไม่สามารถลดค่ากระแสไฟฟ้าได้จริง

จากการตรวจสอบข้อมูลสินค้าที่เรียกว่ากล่องประหยัดไฟฟ้าดังกล่าวพบว่า เคยวางขายย่านคลองถมและเว็บไซต์ต่างๆ นานหลายปีมาแล้ว แต่ไม่มีการจับกุมดำเนินคดี ทำให้ปัจจุบันมีผู้ค้าเปิดเพจขายสินค้าตัวนี้อย่างคึกคักทั้งรายเก่าและรายใหม่ไม่ต่ำกว่า 20 ราย และยังมีลูกค้าจำนวนมากซื้อไปใช้ไม่ขาดสาย ทั้งที่มีคำเตือนจากทั้งวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อยู่เป็นระยะว่าอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด จะเสียเงินฟรี!

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า มีคนถามมาเรื่อยๆว่า กล่องประหยัดไฟฟ้า ที่เห็นโฆษณาในอินเทอร์เน็ต ใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า ก็ได้ตอบไปว่าไม่จริง ไม่สามารถลดค่าไฟได้ และเคยโพสต์เตือนในเฟซบุ๊กหลายครั้งแล้ว

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2562 นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ได้เจอเข้ากับตัวเอง เมื่อเฟซบุ๊กของเขาได้รับเพจโฆษณาขายสินค้าตัวนี้เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ

“โพสต์เตือนเรื่อง กล่องประหยัดไฟฟ้า หลอกลวง เกือบทุกเดือน วันนี้มันขึ้นโฆษณาที่หน้าฟีดผมเองเลย ฮะๆๆ อย่าหลงเชื่อนะครับ”

ก่อนหน้านี้ อาจารย์เจษฎา เคยโพสต์เตือนและอธิบายว่า มีลูกค้าคนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้ามาในราคาพันกว่าบาท  พอลองแกะดู ข้างในมีแค่วงจรแปลงไฟ (สลับ-ตรง) กับหลอดไฟ LED สองดวง กับตัวต้านทาน (R) ที่ตั้งให้ลดโวลต์ลงไปเท่านั้นเอง … ชัดเจนว่าไม่ได้จะช่วยลดค่าไฟอะไร

นอกจากพวกกล่องเล็กๆ แบบนี้แล้ว ยังมีอีกหลายยี่ห้อที่เอามาหลอกขาย มีทั้งแบบที่ผิดกฎหมายชัดเจน เพราะใช้การสลับสายกราวด์ ขโมยไฟใช้ ซึ่งการไฟฟ้าเขาเช็กง่ายมาก และแบบที่อ้างว่าได้ผลจริง มีหลักฐานจากการไปติดที่โรงงานโน่นนี่มายืนยัน แต่จริงๆ แล้ว แค่ใส่ ตัวเก็บประจุ capacitor (C) มา ซึ่งพวก C นี้จะช่วยปรับค่าทางไฟฟ้าที่เรียกว่า ค่า power factor (PF) ให้ดีขึ้น เหมาะกับโรงงานที่ใช้มอเตอร์ใหญ่ๆ เพราะค่า PF มีผลต่อค่าไฟด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับไฟบ้าน เพราะค่า PF ไม่ได้ส่งผลต่อการคิดค่าไฟ แต่คิดค่าไฟตามจำนวนวัตต์ที่ใช้เท่านั้น

“สรุปย้ำชัดๆ อย่าไปเชื่อว่ากล่องประหยัดไฟฟ้าพวกนี้ใช้ได้จริง คิดง่ายๆ ถ้าดีจริง การไฟฟ้าซื้อแจกให้ติดแล้ว ไม่ต้องมารณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดไฟหรอก”

เว็บไซต์ กฟผ.เคยให้ข้อมูลตรงกับอาจารย์เจษฎาว่า  อุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่โพสต์ขายกันเอิกเกริกนี้ มีตัวคาปาซิเตอร์(C)หรือตัวเก็บประจุไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบ หากออกแบบอย่างเหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้าให้อุปกรณ์บางชนิด เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้าน ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงานและการลดค่าไฟฟ้า เพราะไม่ช่วยให้การใช้พลังงานลดลง และการคิดค่าไฟฟ้าครัวเรือนไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทางไฟฟ้าแต่อย่างใด

กฟผ.ย้ำว่า ไม่มีอุปกรณ์เสริมที่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดพลังงานได้นั้น มักมาจากการออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด อีกทั้งต้องได้รับการตรวจสอบและการรับรองตามหลักวิชาการจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพเบอร์ 5 ส่วนการดัดแปลงมิเตอร์ให้หมุนช้าลงเพื่อให้ค่าไฟฟ้าลดลง ด้วยวิธีการใดๆ นั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

ปัจจุบันตลาดอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ที่เรียกว่ากล่องประหยัดไฟฟ้า ยังมีการโฆษณาค้าขายอย่างแพร่หลายในแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยปราศจากการควบคุมใดๆ

ภาพประกอบ

ศึกในอก “บิ๊กจิ๋ว” เผชิญหน้า “หลานน้ำผึ้ง”(คุณหญิงหลุยส์)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกในอก “บิ๊กจิ๋ว” เผชิญหน้า  “หลานน้ำผึ้ง”(คุณหญิงหลุยส์)

7 สิงหาคม 2562 – 11:40 น.
การเมือง,คุณหญิงหลุยส์,บิ๊กจิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,คุณหญิงพันธุ์เครือ,น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ,ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ,อดีตผู้สมัคร สส,พรรคพลังประชารัฐ,มนพร เจริญศรี,สสนครพนม,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 36,182 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7 ส.ค.62

**********************

คอเพลงเก่าคงคุ้นหูเพลง “ศึกในอก“ ผลงานของสุนทราภรณ์ ที่มีท่อนแรกว่า ”เมื่อยามรักเลือนไกล ศึกใครหาใดแทน ศึกอื่นหมื่นแสน หรือจักแม้นศึกหัวใจ…”

วันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว “ยงใจยุทธ” เมื่อ “จิ๋ว หวานเจี๊ยบ“ ที่มีความสุขดีกับ ”อรทัย สรการ” ขอร้องให้หลานสาวเลิกใช้นามสกุล ส่วน “คุณหญิงหลุยส์” ยังยืนเคียงข้างหลานสาว “น้ำผึ้ง”

บิ๊กจิ๋ว กับ อรทัย สรการ

วอนเลิกใช้นามสกุล

ไม่คิดว่าจะได้อ่านข่าว “พล..ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี ตักเตือนหลานสาว “น้ำผึ้ง” ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส..นครพนม พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหลานสาว ให้ระมัดระวังการใช้นามสกุล “ยงใจยุทธ” ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีตาม พ...ชื่อบุคคล 2505

บิ๊กจิ๋ว” บอกผู้สื่อข่าวว่า มีคนมาเล่าให้ฟัง เรื่องหลานสาวชอบเอานามสกุลไปอ้าง ซึ่งเรื่องนี้มันเสียหายถึงตน ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ มันทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไม่ควร

บิ๊กจิ๋ว สมัยที่พาหลานสาว “น้ำผึ้ง” เล่นการเมือง

ถ้าบิ๊กจิ๋วไม่เป็นอัลไซเมอร์ คงจำได้ว่า ตัวเขานั่นแหละ เป็นคนชักนำให้ “น้ำผึ้ง” เข้าสู่วงการเมือง โดยหอบหิ้วหลานสาวไปลงสมัครชิงตำแหน่ง นายก อบจ.นครพนม ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2555 

คนดูไบก็ไฟเขียว บิ๊กจิ๋วเดินหน้าเต็มสูบ ขอร้องให้ “ส..เดือน” มนพร เจริญศรี ส..นครพนม เขต เพื่อไทยสมัยโน้น พาหลานสาวพ่อใหญ่หาเสียง แถมแกนนำ นปช.ก็ยกทีมมาเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ระดมคนเสื้อแดงเลือกน้ำผึ้ง

ผลเลือกตั้งนายก อบจ.ในปีนั้น “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม สองสมัย เอาชนะหลานสาวบิ๊กจิ๋วไป พันแต้ม

พิษศึกเลือกตั้ง

ที่บ้านพักริมโขงของ พล..ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อผู้พักอาศัยในทะเบียนราษฎร คนคือ บิ๊กจิ๋วคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ และน้ำผึ้ง แต่ช่วงหลังคุณหญิงหลุยส์ย้ายทะเบียนบ้านออกไปแล้ว

นับแต่บิ๊กจิ๋วย้ายบ้านไปอยู่กับอรทัย สรการ ก็ไม่ได้กลับมาบ้านริมโขง ตรงกันข้ามคุณหญิงหลุยส์ ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรกลับมานครพนมบ่อยมาก

การเลือกตั้ง ส..นครพนม ที่เพิ่งผ่านไป เกิดการพลิกผันแบบ 360 องศา เมื่อคุณหญิงหลุยส์พาหลานน้ำผึ้ง ลงสมัคร ส..ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยการสนับสนุนของ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม

คุณหญิงหลุยส์พาหลานน้ำผึ้ง ไหว้พระธาตุพนมช่วงหาเสียง

คนนครพนมงงเป็นไก่ตาแตก ศัตรูกลายเป็นมิตร และมิตรกลายเป็นศัตรู เมื่อน้ำผึ้งต้องสู้กับ “ส..เดือน” แชมป์เก่าที่เขต นครพนม

ตรงนี้แหละที่บิ๊กจิ๋วไม่พอใจหลานสาว แม้ว่าศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด บิ๊กจิ๋วบอกจะไม่ยุ่งกับพรรคไหน แต่ลึกๆ ก็เชียร์พรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อชาติ

เหตุที่บิ๊กจิ๋วช้ำใจคือ คุณหญิงหลุยส์พาน้ำผึ้งไปพบนายทหารใหญ่ ขอให้ช่วยผลักดันหลานสาวลงสมัคร ส..ในสีเสื้อพลังประชารัฐ 

ยืนเคียงข้างหลานสาว 

ก่อนจะมีการเลือกตั้ง “น้ำผึ้ง” ทำโครงการช่วยเหลือคนยากจนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม และพาคุณหญิงหลุยส์ไปทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมปี 2561 

น้ำผึ้งพาคุณหญิงหลุยส์มาขอคะแนนเสียง

เมื่อมีการหาเสียงเลือกตั้ง คอการเมืองแถวริมโขงก็เฝ้าจับตาดูว่า วันไหนคุณหญิงหลุยส์จะมาช่วยหาเสียงให้หลานสาว 

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง วัน น้ำผึ้งพาคุณหญิงหลุยส์ เดินหาเสียงในตลาดเทศบาลเมืองนครพนม ประกาศจุดยืนจะสานต่ออุดมการณ์ของ พล..ชวลิต เป็นตัวแทนชาวนครพนม

คุณหญิงหลุยส์บอกชาวบ้านว่า ปีนี้อายุ 81 ปีแล้ว ไปมาลำบาก แต่ยังรักและคิดถึงชาวนครพนม รวมถึง พล..ชวลิตก็ยังรักชาวนครพนม แต่มีปัญหาเจ็บป่วยเดินไม่ได้ 

วันนี้ดีใจ ที่หลานสาวมาอาสารับใช้ชาวนครพนม เป็นตัวแทนในการสานต่อการพัฒนา จ.นครพนม เป็นตัวแทนของตนและพล..ชวลิต ทั้งการทำงานการเมือง การพัฒนา สนับสนุนดูแลชาวนครพนม” 

ส.ส.เดือน มนพร เจริญศรี  ชนะหลานบิ๊กจิ๋ว

คุณหญิงหลุยส์อ้างชื่อพ่อใหญ่จิ๋ว เพราะรู้ว่าชื่อนี้ยังขายได้ในนครพนม แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากพ่อใหญ่จิ๋ว หรือว่าตอนนั้น พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้สนใจข่าวสารการเมือง

ผลการเลือกตั้งเขต นครพนม มนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย 39,534 คะแนน ชนะน้ำผึ้ง ที่ได้มา 21,984 คะแนน 

คะแนนดิบสองหมื่นกว่าจากน้ำผึ้ง สปอนเซอร์อย่างนายก อบจ.นครพนม คงพอใจแต่บิ๊กจิ๋วไม่ปลื้ม เพราะหลานสาวยังหวังที่จะได้ตำแหน่งทางการเมือง  

อุดจุดบอดด้วยการกรอง”บอร์ด”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดจุดบอดด้วยการกรอง”บอร์ด”

7 สิงหาคม 2562 – 10:55 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,จุดบอร์ด,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,303 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น      โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

มุมหนึ่งที่ขั้วตรงข้าม “ลุงตู่” หยิบมาใช้ถล่มแน่คือ “การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง” สารพัดสิ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านจะยกมาบอมบ์ลุงตู่จากนี้ไป คำชี้แจงที่โปร่งใสคือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องดำเนินการ

คนที่เชียร์ลุงตู่ก็มี คนที่มิชอบก็เยอะ ดังนั้นสองสิ่งนี้ลุงตู่พึงตระหนัก สิ่งใดดีก็ใช้ สิ่งใดไม่ใช่ก็นิ่งแล้วชึ้แจง

“เชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ยาว เพราะตั้งใจอยู่แล้ว จะมาอยู่ประเดี๋ยวประด๋าวได้อย่างไร เพิ่งเลือกตั้งมา แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือพวกเดียวกัน และรัฐบาลต้องทำให้ดี ถ้าทำดีก็อยู่ยาว” บางช่วงบางตอนที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1 ระบุไว้ในการกล่าวถึง ครม.ชุดนี้

สิ่งที่ “เสธ.อ้าย” พูดไว้นั้นน่าคิดตรงที่ว่า “สิ่งที่ต้องระวังก็คือพวกเดียวกัน” มันแปลเป็นอื่นมิได้นอกจากสนิมจะเกิดแต่เนื้อในตน

เรือเหล็กจะรอดหรือรั่วก็มาจากสนิม…ดังนั้นยากันสนิมที่ลุงตู่จะใช้พ่นเรือเหล็กต้องป้องกันสนิมได้ทั่วลำ และหนึ่งในสนิมนั้น บางส่วนมันมาจากการกระทำสิ่งมิงดงามใน “รัฐวิสาหกิจ”

คณะกรรมการหรือบอร์ดของรัฐวิสาหกิจแต่ละหน่วยงาน จึงเป็นหนึ่งในผู้ชี้เป็นชี้ตายว่า “โปรเจกต์ตัวใดจะคลอดหรือเป็นหมัน” เพราะการบริหารรัฐวิสาหกิจ หลายคนบอกว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของข้อครหา ”เข้ามารับตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือเป็นนอมินีของใครบางคน”

“หลายรัฐบาลที่ผ่านมา” บอร์ดรัฐวิสาหกิจมักจะเอื้อฝ่ายการเมือง หรือพูดง่ายๆ บอร์ดรัฐวิสาหกิจมักจะมี “ร่างทรง” ของใครบางคนไปนั่งในนั้น เพราะการทำงานระหว่างรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกับผู้บริหารต้องมีความสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงาน… “บอร์ด” จึงเป็นแขนขาที่จะช่วยเสนาบดีเคาะโครงการสำคัญๆ ที่กระทรวงนั้นๆ รับผิดชอบ

ในอดีตนั้นบอร์ดของบางรัฐวิสาหกิจมักเดินเกมตามบัญชาของคนการเมืองเพื่อแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่น่าจะได้รับจากโปรเจกต์ของรัฐวิสาหกิจ จนเป็นข่าวเชิงลบและเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่อนทำลายอายุของรัฐบาลนั้นไปในตัว

“รอยแผลเป็นหรือค่าโง่ต่างๆ นานา” ที่กองไว้และรอให้คนไทยทั้งชาติร่วมชะตากรรมแก้หนี้ด้วยภาษีที่สูญเปล่าแบบโง่ๆ จึงมิควรปรากฏอีกต่อไป

คนที่ทำผิดต้องรับทัณฑ์ที่ตัวเองก่อไว้ และคนที่มีอำนาจควรเลือก “คนดี เด่น ดัง ไร้มลทิน” มานั่งในจุดนี้เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ย่ำรอยเดิม

“รัฐบาลที่แล้ว” มองเห็นแผลนี้จึงแก้เกมด้วยการแต่งตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ” และออกกฎหมายไว้คือ พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2562 อำนาจไปอยู่ในมือ คนร. (คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

กลไกของกฎหมายได้กำหนดให้มีกรรมการกลั่นกรองบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และพิจารณารายชื่อ แล้วเสนอต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ดังนั้นรัฐมนตรีจะไม่สามารถแต่งตั้งใครได้ง่ายๆ อีกต่อไปในการนั่งในบอร์ดแต่ละแห่ง

แปลว่าคนที่จะเข้ารอบการกลั่นกรองคุณสมบัติในการทำหน้าที่ “ต้องผ่านการร่อนตะแกรงถี่ยิบ” ก่อนเข้ามานั่งทำงานในแต่ละบอร์ด และคงไม่เหมือนวันวานที่รมต.จะหยิบ จะคว้า “ใครก็ไม่รู้” แต่รู้กันว่า “เป็นคนของใคร” มานั่งเป็นร่างทรงดั่งที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น เกมนี้ “ลุงตู่” วางกลไกคัดคนไว้ล่วงหน้าเพื่อดักทางคนการเมืองมิให้ส่งนอมินีเข้ามาแบบสะดวกโยธิน…ของแบบนี้ก็ดีไปอย่าง เพราะลุงตู่นำร่องมา 5 ปีแล้วโดยจะพบว่าแทบไม่มีกระแสข่าวว่าบอร์ดนั้นบอร์ดนี้ส่อแววคดโกงบังเกิด

ดังนั้นเมื่อกรอบที่วางไว้วันวานกำลังต้องพ้นไปเพราะวันนี้ใครบางคนในหลายกระทรวงต้องการโละสต็อกเพื่อสรรหาบอร์ดใหม่ตามข้ออ้าง “เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว” …แว่วมาหลายวันว่าเสนาบดีของ ครม.ลุงตู่ 2 กำลังเทียวไล้เทียวขื่อให้ประธานบอร์ดหลายคนแสดงสปิริตโดยการลาออกจากตำแหน่ง

บางคนก็มีกระแสข่าวยินยอม…บางคนยังไม่ขยับเพราะรอดูทิศทางลมการเมือง

แต่เมื่อไล่ดูรายละเอียดในกติกาที่ลุงตู่วางไว้ในวันวาน และเหล่าเสนาบดีก็คงรับรู้กันบ้างแล้วกับกติกาการตั้งบอร์ดนั้น เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าลองดี หากขืนเลือกคนไปนั่งแล้วไปทำมิดีมิงาม กติการะบุเงื่อนไขไว้ก็จะดีดคนเหล่านั้นออกจากวง รวมทั้งคนที่กล้าชงชื่อที่มิสมควรก็อาจโดนหางเลขไปด้วย

ถ้าลุงตู่อุดจุดบอดด้วยการกรองบอร์ดที่ดีเข้าไปทำงานได้ทั่วถ้วน สนิมจากจุดนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากปล่อยให้มีจุดเล็กๆ เริ่มกัดกร่อนเรือเหล็กได้ เรือเหล็กก็จะค่อยๆ รั่วและจมก้นอ่าวแบบมิรู้เนื้อรู้ตัว

ลุงตู่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่…รอยล ?

มท.ยุค 3 พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มท.ยุค 3 พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่

7 สิงหาคม 2562 – 10:06 น.
มหาดไทย,3พรรคการเมือง,อนุพงษ์ เผ่านจินดา,นิพนธ์ บุญญามณี,ประชาธิปัตย์,ภูมิใจไทย,ทรงศักดิ์ ทองศรี,ย้ายผู้ว่าฯ,อธิบดี,คณะรัฐมนตรี,6 สค2562
เปิดอ่าน 14,654 ครั้ง

มท.ยุค3พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่ พ้นกรุ7ผวจ.-ลดชั้น3พ่อเมือง.. โดย..กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงมหาดไทย ยุค “3รมต.3พรรค” ซึ่งมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว. โควต้าพรรคพลังประชารัฐ , นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช. จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี จากพรรคภูมิใจไทย

ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2562 เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับบริหารสูง 31 ราย หากไล่เรียงตำแหน่งอธิบดี และผู้ว่าฯ ที่น่าสนใจ ดังนี้

สลับเก้าอี้คุมกรม
1.นายธนาคม จงจิระ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมการปกครอง
2.นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นอธิบดีกรมที่ดิน
3.นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมที่ดิน เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
4.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน

จากจังหวัดเล็กขึ้นจังหวัดใหญ่
5.นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
6.นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
7.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร
8.นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
9.นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถวร ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
10.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
11.นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
12.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
13.นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

                                             พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา

ออกจากกรุ-ขึ้นชั้นพ่อเมือง
14.ว่าที่ร.ต.พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
15.นายกมล เชียงวงค์ ผู้ตรวจการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา
16.นายสุธี ทองแย้ม ที่ปรึกษาด้านการปกครอง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
17.นายสนิท ขาวสะอาด ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ
18.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ตวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
19.นายสุวพงศ์ กิตติภัทย์พิบูลย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
20.นายชรัส บุญณสะ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม

สลับใกล้เคียงเดิม
21.นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน
22.นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
23.นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
24.นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
25.นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
26.นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร
27.นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว

                                                นายนิพนธ์ บุญญามณี

ย้ายดูแลจังหวัดขนาดเล็ก
28.นายจำเริญ ทิพยพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
39.นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
30.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร


                                                  นายทรงศักดิ์ ทองศรี

โยกเข้ากระทรวง
31.นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นรองปลัดกระทรวง

ระเบิดป่วนเมือง!รัฐบาลต้องเด็ดขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดป่วนเมือง!รัฐบาลต้องเด็ดขาด

7 สิงหาคม 2562 – 09:50 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ระเบิดป่วนเมือง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,305 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ไม่ว่าจะจับมือระเบิดได้หรือไม่? นาทีนี้รัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ถูกเบรกหัวทิ่มไปเรียบร้อยแล้วเพราะเรื่องที่จะไปห้ามไม่ให้คนตื่นกระหนกนั้นคงห้ามยาก

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอย้อนเวลาหาอดีตว่ามีระเบิดทีไรก็มักจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองตามมาเป็นระลอกทุกทีและมองดูแล้วคงมีแต่คนโง่สุด หรือฉลาดที่สุดถึงจะทำแบบนั้น

จึงเป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไปว่าใครเป็นมือระเบิดตัวจริง-เสียงจริงและมีวัตถุประสงค์อะไรนอกจากจะมีคำตอบอยู่ในแบบฟอร์มว่า ‘ป่วนเมือง’

เท่าที่ดูการวางระเบิดแล้วขอพูดด้วยความรู้สึกว่ามือระเบิดคงไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงกับเอาชีวิตหรือต้องการให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้

นอกเสียจากว่าจะวางให้เสียงดังข่มขวัญคนรักษากฎหมายว่าให้รู้ซะบ้างว่าอะไรเป็นอะไร?

หรือไม่ก็ต้องการสร้างสถานการณ์ให้ประเทศชาติหวาดผวาหรือไม่ก็สร้างความปั่นป่วนไปและดูแล้วจุดประสงค์หลักน่าจะเป็นการข่มขู่-ข่มขวัญ

ข่าวระเบิดนี้คนพูดกันอีกหลายวันและฟันธงล่วงหน้าเลยว่าคนถูกจับได้เป็น “แพะ”
อ๊อด เทอร์โบ


 ระวัง! ม้ามืดจะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.
จดหมายจากคุณ ‘อนุชิต’ เสาชิงช้า ต่อไปนี้สรุปข่าวผลการสำรวจ ‘บ้านสมเด็จโพลล์’ เมื่อ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้เอง น่าสนใจมากเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แต่ตอนท้ายของจดหมายโปรดระวัง ‘ม้ามืด’ ออกมาให้ดีเพราะผู้มีรายชื่อมักจะไม่สมัครและคอยจับตาดูให้ดีว่าใครจะมาแรงแซงโค้งสุดท้าย
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้ว่าฯ กทม. ‘คุณหญิงหน่อย’ มาแรง
 ‘บ้านสมเด็จโพลล์’ สำรวจปลายเดือนก.ค.

ผมมีข่าวจากบ้านสมเด็จโพลล์สำรวจออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม น่าสนใจมากครับเลยจะมาบอกว่าโพลล์นี้ออกมาตรงกับใจท่านหรือไม่?

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องนี้มาเรียนให้ทราบว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไรบ้าง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง 1,218 กลุ่มตัวอย่าง มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างอยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในปี 2562 ร้อยละ 64.5 โดยบุคคลที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.มากที่สุด อันดับหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 21.3 อันดับที่สอง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 20.8 อันดับที่สาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ร้อยละ 16.3

อันดับที่ 4 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 14.8 และอับดับที่ห้า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ร้อยละ 8.7

โดยปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุดคือตัวผู้สมัคร ร้อยละ 62.5 รองลงมาคือพรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 37.5

คุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม. อันดับ 1 การปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ร้อยละ 22.8 มากที่สุด อันดับ 2 คือ มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส ร้อยละ 18.9 อันดับ 3 คือ มีการปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ร้อยละ 15.5

ขณะที่นโยบายที่อยากให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้ความสำคัญอันดับ 1 คือ ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 30.9 อันดับ 2 คือ ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ร้อยละ 19.4 อันดับ 3 คือ ด้านความสะอาดและสิ่งแวดล้อม

แต่นี่เป็นเพียงโพลล์ที่ออกมานะครับ เพราะผลจะออกมาที่ ‘ม้ามืด’ หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้จริงๆ
อนุชิต (เสาชิงช้า)
