6คำตอบของ”อาจารย์แหม่ม”กับภารกิจกระบอกเสียง”เรือเหล็กตู่2″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6คำตอบของ”อาจารย์แหม่ม”กับภารกิจกระบอกเสียง”เรือเหล็กตู่2″

7 สิงหาคม 2562 – 09:13 น.
ศดรนฤมล ภิญโญสินวัฒน์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เรือเหล็กตู่2,โฆษกรัฐบาล,อาจารย์แหม่ม
เปิดอ่าน 1,461 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือที่สังคมรู้จักว่า “โฆษกรัฐบาล” นั้น ทำหน้าที่กระบอกเสียงชี้แจงผลงานรัฐบาลและตอบคำถามบางเรื่องแทนสร.1

“ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์”  อดีตนักวิชาการนิด้าที่ลาออกจากหน้าที่เพื่อมาสานต่อสิ่งที่หวังว่าจะพัฒนาบ้านเมืองได้ด้วยระบบการเมืองโดยวิถีประชาธิปไตยนั้น การสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และร่วมทีมความคิดกรองนโยบายพรรคที่คิดว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยในองค์รวมนั้น

วันนี้ พปชร.และ 18 พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันนำเรือเหล็กที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นกัปตันเรือลงน่านน้ำได้แล้ว …..

ภาระหน้าที่ของผู้ควบคุมเรือนั้น “ลุงตู่” แจกการบ้านให้หลายคนไปช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในหลายภารกิจและ ”อาจารย์แหม่ม” รับการบ้านด้านกระบอกเสียงของรัฐนาวาลำนี้

ภารกิจดังกล่าวของผู้หญิงคนนี้เป็นเช่นใด ที่นี่มีคำตอบ

 ทำไมลงมาทำงานการเมือง
“หารือกับครอบครัวก่อนที่จะตัดสินใจในครั้งนี้แล้วว่าจะมาทำงานการเมือง ก่อนหน้านี้เคยช่วยงานรองนายกรัฐมนตรี (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ที่นิด้า จากนั้นก็ไปช่วยงานและร่วมก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ รวมทั้งสถาบันอนาคตไทยศึกษา ช่วงรัฐบาลที่แล้วก็ไปช่วยงาน รมว.แรงงาน (พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล) ก่อนมาทำหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์) เมื่อหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐตั้งพรรคนี้ขึ้นมาก็ได้รับคำเชิญให้มาช่วยทุกฝ่ายยกร่างนโยบายพรรค”

แนวทางการทำงานที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอะไรบ้าง
“นายกฯ บอกว่าหน้าที่นี้ต้องดูแลการให้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อประชาชนด้วยภาษาง่ายๆ และสร้างภาพลักษณ์ของครม.รวมทั้งตัวนายกฯ ด้วย และต้องประสานทุกกระทรวงรวมทั้งหน่วยงานของรัฐในการทำงาน และประสานพรรคร่วมรัฐบาลให้การทำงานดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน

เพราะทุกอย่างคือผลงานของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โฆษกกระทรวงอื่นๆ ก็จะประสานในการให้ข้อมูลต่อสังคมในแนวเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการด้วย”

รัฐบาลนี้จะทำงานต่อจากรัฐบาลที่แล้วอย่างไรเพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีมาก
“ปัญหาบ้านเมือง 5 ปีที่แล้วก็ดำเนินการแก้ไขไปมาก แต่บางอย่างต้องสานต่อ นโยบายรัฐบาลชุดนี้ตกผลึกจากการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วสิ่งที่แถลงต่อรัฐสภาก็จะดำเนินการยืนยันนโยบายรัฐบาลจะตอบโจทย์สังคมทุกภาคส่วนและปรับตามข้อเท็จจริงของสถานการณ์บ้านเมืองรวมทั้งเดินตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้”

จุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลนี้คืออะไร
ส่วนตัวมองว่าจุดอ่อนคือรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรคมาร่วมงานกันแต่จุดอ่อนก็มีจุดแข็งเพราะทุกพรรคตัดสินใจมาร่วมงานกันต้องประนีประนอมกัน เวลาตัดสินใจอะไรไปมันคือภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในอนาคต

ในอดีตรัฐบาลผสมที่มีน้อยพรรคหรือรัฐบาลพรรคเดียวแม้จะเข้มแข็งแต่ก็มีจุดอ่อนคือไม่รับฟังความเห็นคนอื่นและสร้างผลเสียให้บ้านเมืองมาแล้ว ดังนั้นจุดอ่อนข้างต้นในมุมมองส่วนตัวนั้นคือการบ้านหนักแต่จะไม่กังวลล่วงหน้าเพราะเราเข้ามาทำหน้าที่ต้องพร้อมเผชิญปัญหา”

นโยบายพรรคที่ตอนนี้เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลนั้น ช่วงหาเสียงหลายพรรคระบุว่าพลังประชารัฐลอกการบ้านเพื่อนเพราะประกาศนโยบายหลังพรรคอื่นและมีความละม้ายคล้ายคลึง

“ยืนยันว่าไม่ใช่เลย ไฟล์งานในคอมพิวเตอร์ช่วงยกร่างนโยบายพรรคนั้น ระบุวันเวลาชัดเจนว่าพวกเราคิดและศึกษามาล่วงหน้า พวกเราระดมความคิดกันจากทุกฝ่ายจนตกผลึกว่านโยบายที่ประกาศไปดำเนินการได้จริงเพราะปัญหาของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่คนที่รู้ดีที่สุดคือ ส.ส. ความเห็นของผู้สมัครส.ส.ทุกภาคจึงระดมกันออกมาแล้วสรุปเป็นนโยบายพรรค นโยบายต่างๆมีการวิจัยและศึกษามาแล้วทั้งในและต่างประเทศ และหลายประเทศก็บังคับใช้แล้วทั้งนั้น เช่นการดูแลเด็ก การดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ ดังนั้นหลายพรรคประกาศนโยบายออกมาก็เห็นว่าคล้ายกัน แตกต่างแค่ชื่อกับรายละเอียดบางส่วน

นโยบายพรรคนั้นต่อยอดสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วดำเนินการไว้หลายเรื่องเพราะมันมีประโยชน์ และหากนโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์สังคมได้จริงก็คือผลดีต่อประเทศโดยภาพรวม ย้ำว่าพรรคไม่ได้ลอกการบ้านใคร”

          หน้าที่หนึ่งของโฆษกรัฐบาลคือชี้แจงแทนนายกฯ ในบางกรณี แต่สังคมมองว่านายกฯ ในบางครั้งมีอารมณ์หงุดหงิดเวลาตอบคำถามสื่อในบางคำถาม ตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนของนายกฯ หรือไม่
“นายกฯ คือมนุษย์คนหนึ่งที่อาจมีบางอารมณ์ไม่พอใจบ้างเพราะนายกฯ ตั้งใจทำงาน บางคราวเจอคำถามที่เหมือนว่านายกฯ ทำงานไม่ตรงจุด หรือโดนบางฝ่ายสอบถามแบบกวนๆ (ยิ้ม)

วันแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อยู่ในห้องประชุมเกือบทั้งวันเว้นแต่ช่วงไปปฏิบัติภารกิจ สองวันกว่าๆ นายกฯ นั่งฟังสมาชิกรัฐสภาอภิปราย นายกฯ จดและหยิบเอกสารมาดูพร้อมชี้แจงเองเลย แบบนี้นายกฯ ยังไม่ตั้งใจทำงานอีกหรือ? (ยิ้ม)

นายกฯ พยายามคุมอารมณ์นะ และตอนหลังก็บอกว่าจะแก้ไขตัวเอง แบบนี้แปลว่านายกฯ แสดงออกถึงความตั้งใจและจริงใจในการทำงานนะ จึงขอสังคมให้โอกาสนายกฯ ด้วยเพราะปัญหาต่างๆ ที่มีมา นายกฯ และครม.พยายามแก้ไข บางรัฐบาล นายกฯ บางคนแถลงเสร็จก็ออกไปเลยแล้วกลับมาอีกครั้งตอนปิดประชุม แบบนี้นายกฯ รับฟังเสียงของสมาชิกไหม?

ดังนั้นอย่ามองในบางช่วงที่นายกฯ อารมณ์เสีย เพราะคนเราหากตั้งใจทำสิ่งใดบางครั้งมันไม่ได้ดังที่คาดก็ต้องมีอารมณ์กันบ้าง เหมือนกับว่าต้องแบกความหวังของคนในประเทศเอาไว้ จึงตั้งใจที่จะแก้ไขให้ลุล่วง บางครั้งเครึยดบ้างเพราะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

อันนี้เจอกับตัวเอง หลายครั้งเวลาที่นายกฯ ลงพื้นที่พบชาวบ้านที่มาสะท้อนปัญหา นายกฯ น้ำตาซึมนะเมื่อรับรู้เรื่องราวของชาวบ้าน และสั่งการแก้ไขในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเลยนะ

ส่วนตัวเคยร่วมงานกับนายกฯ ในรัฐบาลที่แล้ว พบว่านายกฯ ตั้งใจมากที่จะช่วยชาวบ้าน และจริงๆ แล้วนายกฯ เป็นคนอารมณ์ดีนะ (ยิ้ม)”

เท่าทันข่าวลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เท่าทันข่าวลวง

7 สิงหาคม 2562 – 07:38 น.
โซเชียล,เท่าทันข่าวลวง
เปิดอ่าน 1,130 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 7 สิงหาคม 2562

มีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือ ปอท. ว่า กลุ่มบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือ Fake News มากที่สุดคือกลุ่มผู้สูงวัย หรือที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นั่นหมายถึงว่า วุฒิภาวะ ไม่อาจจะเป็นเกราะกำบังหรือภูมิคุ้มกันสกัดกั้นข่าวลวงได้ ในเมื่อกลุ่มคนสูงวัยซึ่งพ้นจากวัยทำงาน มีเวลาว่าง และมักจดจ่ออยู่กับโลกโซเชียลมีเดียอันเป็นช่องทางให้ข่าวลวงเข้าถึงได้มาก ขณะเดียวกัน เพราะความไม่ช่ำชองที่จะหาข้อมูลประกอบอย่างรอบด้านเหมือนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็ทำให้กลายเป็นเหยื่อที่หลงเชื่อได้ง่าย ซ้ำร้ายยังส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลไปยังหมู่มิตร ญาติพี่น้องอีกทอดหนึ่งด้วย นี่เป็นปัญหาในรายละเอียดหนึ่ง ในยุคที่สังคมของเรากำลังสับสนอลหม่านกับปรากฏการณ์ข่าวลวงที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ร้ายๆ

ขณะที่มีข้อมูลจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุกรณีศึกษาการใช้โซเชียลมีเดีย ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยโทรศัพท์มือถือสูงถึง 180%ของประชากร และมีการใช้สื่อโซเชียลจำนวนมาก จำแนกเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก มีจำนวนสูงสุด 54 ล้านคน ไลน์ 42 ล้านคน และทวิตเตอร์ 12 ล้านคน รมว.ดิจิทัลฯ บอกว่า การใช้สื่อโซเชียลมีเดียของประชาชน ทำให้เกิดความท้าทายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี และมีความขัดแย้งต่อกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายด้านการจัดเก็บภาษี กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ข่าวลวงมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นผลในวงกว้างที่พบบ่อยก็คือ การสร้างหรือแชร์ข่าวที่สร้างความเสียหายให้แก่คนอื่น ข่าวลวงที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้คนเกิดความตื่นตระหนก ทั้งสองกรณีนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักการเมืองใช้เครื่องมือโซเชียลห้ำหั่นกันและกัน ขณะที่เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายจุดในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กระทรวงดิจิทัลฯ และปอท.ก็ได้ออกคำเตือนมาหลายครั้งให้ระมัดระวังข่าวลวง แต่สุดท้ายก็ยังมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้น ทั้งยังเอาการเมืองกับสถานการณ์มาผูกโยงกันด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า คำขอร้อง คำเตือนเรื่องความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโทษถึงจำคุก รวมทั้งข้อเสนอแนะใดๆ จากส่วนราชการไม่ได้ส่งผลในทางป้องปรามแต่อย่างใดเลยกระนั้นหรือ

ระหว่างนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังหาแนวทางในการจัดตั้งศูนย์สกัดข่าวลวง เพื่อคัดกรอง กลั่นกรอง ป้องกัน เน้นการสื่อสาร ข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงด้านความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในการติดตาม แก้ไข และให้ข้อมูลที่เป็นจริงก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อยับยั้งความเสียหาย ความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ก็มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องอาศัยทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการทำงานแบบตาสับปะรดสอดส่องในโลกโซเชียล ซึ่งต้องออกแบบโครงสร้างให้รวดเร็ว ว่องไว และสามารถตัดสินใจให้ข้อมูลได้ทันการณ์ ขณะที่ประชาชนเองก็จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณอย่างยิ่ง หากตรวจสอบไม่ได้ก็ต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่รีบแชร์จนตกเป็นเหยื่อและเครื่องมือของขบวนการข่าวลวง

ปลุกไทยอียู ต้าน “ไฟเย็น” ก๊วนแดงพเนจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกไทยอียู ต้าน “ไฟเย็น” ก๊วนแดงพเนจร

6 สิงหาคม 2562 – 11:58 น.
ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,แดงลี้ภัย,กลุ่มไฟเย็น,โรส 112,สหพันธรัฐไท,แดงฮาร์ดคอร์,โครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ IRAP
เปิดอ่าน 16,571 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 6 ส.ค.62

*************************

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อกลุ่มไฟเย็น ที่ต้องหนีตายออกจากลาวไปปักหลักที่ปารีส ฝรั่งเศส แต่กลับเจอกระแสต้านจากคนกันเอง นำโดย “โรส 112”, ป้าวันเพ็ญ และสะใภ้เสียงชาวบ้าน ที่ปักหลักอยู่กรุงลอนดอน อังกฤษ

ทีมงาน “แดงอียู” ปลุกระดมคนไทยในแดนน้ำหอมไปแจ้งกระทรวงมหาดไทย(ฝรั่งเศสไม่ให้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยแก่กลุ่มไฟเย็น เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกไล่ล่าหรือถูกขู่ฆ่า ควรกลับเมืองไทยได้แล้ว

สหายเผด็จอยู่ไหน?

ชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสของกลุ่มไฟเย็น มีกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในไทยร่วมแสดงความยินดีเป็นอย่างมาก ซึ่ง “แยม ไฟเย็น” ได้โพสต์ขอบคุณยาวเหยียด

ถึงแยมไม่สามารถที่จะแจงออกมาเป็นรายชื่อโดยละเอียดว่ามีใครบ้าง หน่วยงานไหน องค์กรไหนที่ยื่นมือเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ”

ที่เปิดเผยได้คือ จรรยา ยิ้มประเสริฐ ประสานสื่อต่างประเทศแอน นอร์แมน ช่วยแปลเอกสาร และโครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ (IRAP) ที่อนุเคราะห์ในการซื้อตั๋วเครื่องบินให้พวกเขาทั้ง คน

กลุ่มไฟเย็น ต้องแยกย้ายไปอยู่ตามบ้านโฮสต์

วันนี้ ยังมีคนเสื้อแดงหลงเหลืออยู่ใน สปป.ลาว อีกนับร้อยคน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ แตกต่างจากกลุ่มสุรชัย แซ่ด่านกลุ่มลุงสนามหลวง และกลุ่มไฟเย็น

น่ากังขาว่า “สหายเผด็จ” หรือ “สหายสน” หายไปไหนนี่คือตัวละครคนสำคัญ ไม่แพ้ จักรภพ เพ็ญแข

ช่วงที่มีการก่อตั้งสหพันธรัฐไท โดยลุงสนามหลวงและโกตี๋ ก็ยังมีชื่อสหายเผด็จ เป็น ใน กลุ่มแกนนำสหพันธรัฐไท คืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ชายชุดดำบุกเข้าจับตัวโกตี๋ ที่บ้านพัก พร้อมกับนำตัวไปสังหารทิ้ง สหายเผด็จ(สหายสนก็อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นด้วย แต่ไม่ถูกอุ้มไปฆ่า

ว่ากันว่า สหายเผด็จยังใช้ชีวิตอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ทำไมอดีตหัวหน้าแดงฮาร์ดคอร์คนนี้ ไม่หลบหนีไปยุโรป ?

ฮาร์ดคอร์ยูเอสเอ ช่วยไฟเย็น

สำหรับ “แอน นอร์แมน” ประธานบริหารภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นกำลังสำคัญในการช่วยกลุ่มไฟเย็นออกจากลาวไปอยู่ฝรั่งเศส

แอน นอร์แมน ผู้ที่ช่วยไฟเย็นลี้ภัย

แอน นอร์แมน ไม่ใช่คนแปลกหน้าของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ทั้งไทยและสหรัฐ เพราะเธอเคลื่อนไหวเสนอยกเลิก ม.112 และปล่อยนักโทษการเมืองไทยมาตลอด

ถ้ายังจำกันได้ กลุ่มภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น ก่อตั้งโดย เอนก ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว king of noodle ในซานฟรานซิสโก โดยเอนกร่วมกับเสน่ห์ ถิ่นแสน(เพียงดิน รักไทยและแอน นอร์แมน ก่อร่างสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา เมื่อปี 2555

ก่อนแยกกันอยู่ ไฟเย็นทัวร์ปารีส

เอนกมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองไทยหลายคน รวมถึงเป็นหัวคะแนนพรรคเดโมแครตในกลุ่มคนเอเชีย แต่พักหลัง เอนกมีปัญหา จึงมีการเปลี่ยนตัวประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จากเอนกเป็นแอน นอร์แมน ซึ่งอาศัยอยู่ที่พิตต์สเบิร์ก

แอน นอร์แมน มีสามีเป็นนักข่าวท้องถิ่นเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน จึงทำให้เธอมีความใกล้ชิดกับกลุ่มสมาคมสื่อมวลชนในสหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่ข่าว “ไฟเย็นถูกไล่ล่า” จึงมีการตีข่าวอย่างเป็นกระบวนการ

แดงฮาร์ดคอร์ในสหรัฐ รู้ดีว่า เดโมแครตไม่ได้มีอำนาจรัฐ จึงต้องส่งไฟเย็นไปฝรั่งเศส 

แดงอียู” หัก “แดงพเนจร”

ระหว่างที่กลุ่มไฟเย็นเดินทางออกจากลาวสู่ฝรั่งเศส ทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือต่างปิดเป็นความลับสุดยอด เพราะเกรงจะถูกสกัดกลางทาง แต่ “โรส 112” กลับแฉออกยูทูบว่า ไฟเย็นมาถึงปารีสแล้ว

โรส 112 ออกโรงไล่ไฟเย็น

โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองท้องถิ่น

กลุ่มสะไภ้เสียงชาวบ้านจุดกระแสด้านไฟเย็น

สองสามปีมานี้ “โรส 112” จับมือ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ จัดรายการทอล์กทางยูทูบ ตอบโต้กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว เนื่องจากพวกเธอไม่ชอบพฤติกรรม “ขอทานออนไลน์” ของพวกแดงฝั่งซ้าย 

ล่าสุด เพจ “เสียงชาวบ้าน วิชาการของชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน” ได้โพสต์ข้อความ “พี่น้องชาวยุโรป ฝรั่งเศส EU โปรดรีบช่วยกันแจ้งกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ให้ช่วยส่งสมาชิกวงไฟเย็นกลับบ้าน”

โรส 112 จัดรายการทางยูทูบทุกวัน

กลุ่มโรส มองว่า เมืองไทยมีเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากระบบการเลือกตั้ง สมาชิกวงไฟเย็นจึงไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะไม่ยอมกลับไปประเทศไทยอีก

สำหรับการอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งหากมีการรับเป็นผู้ลี้ภัยสมบูรณ์แล้ว จะทำให้เกิดภาระทางภาษีแก่พี่น้องคนไทยที่ทำงานเสียภาษีในอียู ในการถูกเพิ่มหรือดึงภาษีเข้าเลี้ยงดูต่อบุคคลที่มิได้ร่วมทำประโยชน์ใดๆ แก่ชาวอียู”

แคมเปญไล่ไฟเย็นกลับไทย

สะใภ้ชาวบ้าน ยังแฉว่า “ขบวนการลี้ภัยของวงไฟเย็น เป็นขบวนการที่ออกแบบร่วมกันสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัย ที่สร้างจากไลน์หลังไมค์”

เกมแดงลากไส้แดงนั้น ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะโรส ลอนดอน ได้ชำแหละนักทฤษฎีฝ่ายซ้ายไทย ที่มีพฤติกรรมไม่สวยงามนักในปารีส  

เจ้ามือหวยไม่หวั่น ! เตรียมดัดแปลง “สลาก12นักษัตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้ามือหวยไม่หวั่น ! เตรียมดัดแปลง “สลาก12นักษัตร”

6 สิงหาคม 2562 – 10:25 น.
กองสลากกินแบ่งรัฐบาล,12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,444 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังกองสลากเปิดแถลงข่าว โชว์ไอเดีย “สลากภาพ 12 นักษัตร” หวังหาเงินกับคอพนันเพิ่มจากการขายลอตเตอรี่แบบเดิมๆ แต่หลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่าเป็นการมอมเมาประชาชนให้ติดพนันเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายเจ้ามือหวยวิเคราะห์ว่า เป็นของเด็กเล่นรูปแบบใหม่ แต่ถ้าฮิตติดตลาดจริง ก็มีวิธีดัดแปลงขายใต้ดินเช่นกัน !ย้อนไปวันที่ 22 พฤษภาคม รัฐบาล คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายเก่าที่ค้ำคอสำนักงานกินแบ่งฯ มานานกว่า 40 ปี ด้วยการประกาศใช้ “พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่2) พ.ศ.2562” เปิดช่องทางให้ออกสลากพนันรูปแบบอื่นได้ จากนั้นไม่นานก็มีการตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาเพื่อศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์การพนันใหม่ ให้เหมาะสมกับคนไทยและเหมาะสมกับเทคโนโลยีในอนาคต

ในที่สุด วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 “พชร อนันตศิลป์” ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดแถลงข่าวผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า “สลากภาพ 12 นักษัตร” ตั้งเป้าว่าจะขายผ่านระบบออนไลน์หรือให้โควตาขายเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แถมโชว์ว่านี่คือสลากที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครในโลกใบนี้ !

โดยสลากออกแบบเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์สัตว์ 12 ราศี ชวด ฉลู ขาล เถาะ ฯลฯ เรียกเป็นทางการว่ารูปภาพ 12 นักษัตร ขายใบละ 50 บาท ซื้อผ่านออนไลน์ได้ไม่จำกัดจำนวน สำหรับวิธีการเล่นสลาก คนซื้อต้องเลือกรูปภาพราศี 12 แบบ ที่มีอยู่ในช่องยาว 4 ช่อง โดยเลือกใส่รูปภาพได้ช่องละ 1 รูปหรือเลือกกดภาพ 1 ภาพต่อ 1 ช่อง สำหรับกฎกติกาการเล่นสลากใหม่นั้น มีการคิดไว้เบื้องต้นดังนี้

(1) รูปภาพที่ชนะจะประกาศเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน (2) ผู้ซื้อสลากอาจทำได้โดยซื้อผ่านออนไลน์ด้วยแอพพลิเคชั่นมือถือ หรืออาจผ่านตัวแทนขายที่เป็นผู้พิการและคนด้อยโอกาส (3) เงินรางวัลสลาก 12 นักษัตร จะเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 60 ของยอดขาย แบ่งจ่ายตามจำนวนของผู้ถูกรางวัล

หมายความว่า ถ้ามีคนซื้อเยอะก็ได้รางวัลเยอะ เพราะเงินที่ขายสลากได้นั้น จะนำมาผันแปรตามจำนวนผู้ถูกรางวัล เช่น ถูกรางวัลแบบ “รูปภาพ 4 ตัวเต็ง หรือตัวตรง” หมายถึงซื้อภาพได้ถูกตรงกับภาพที่ออกสลากทั้ง 4 หลัก และ 4 รูปภาพ จะได้เงินร้อยละ 50 ของเงินรางวัลทั้งหมด โดยนำมาหารเฉลี่ยกับผู้ถูกรางวัลคนอื่นอีก ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือ “รูปภาพ 4 ตัวโต๊ด หรือตัวสลับ” หรือ หมายถึงซื้อภาพถูก 4 ภาพที่ออกสลาก ไม่ว่าจะวางอยู่ในช่องใดก็ตาม จะได้เงินรางวัลร้อยละ 50 ของเงินรางวัลทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดไว้ว่า หากสลาก 1 ใบ ถูกทั้งตัวตรงและตัวโต๊ด จะต้องเลือกรับรางวัลที่สูงสุดได้เพียงรางวัลเดียว

แต่หลังจากแถลงข่าวโชว์ไอเดียสลากใหม่ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง ฝ่ายคัดค้านรีบออกสื่อสังคมออนไลน์เช่นเดียวกัน นำโดย “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า การออกสลาก 12 นักษัตร ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญและเป็นบ่อนทำลายศาสนา เพราะส่งเสริมมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข แทนที่รัฐบาลจะเข้มงวดการเล่นพนัน กลับมาส่งเสริมเสียเอง ขัดต่อทั้งหลักนิติธรรมและหลักศาสนา รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2560 ด้วย เช่น มาตรา 31 ที่ระบุไว้ว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ยิ่งไปกว่านั้น “ศรีสุวรรณ จรรยา” ยังอ้างอีกว่า รัฐบาลไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสลาก 12 นักษัตร โดยเฉพาะโอกาสที่จะถูกรางวัลทั้งแบบตรงและแบบสลับภาพ เพราะการถูกรางวัลจะมีเพียง 24 รูปแบบ จากทั้งหมด 20,736 รูปแบบ หมายความว่าอัตราการถูกรางวัลจะมีเพียงประมาณร้อยละ 0.115 เท่านั้น ทำให้ไม่ว่าจะซื้อมากหรือซื้อน้อย เงินรางวัลที่ได้รับน่าจะไม่เกิน 1 หมื่นบาท

สำหรับข้ออ้างการออกสลากรูปแบบใหม่ ที่หวังลดปัญหาเงินชาวบ้านที่หลั่งไหลไปยังเจ้ามือหวยใต้ดิน ประมาณปีละ 5 หมื่น -1 แสนล้านบาท และในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีผลการศึกษาประเมินไว้ว่า มูลค่าหวยใต้ดินอาจขยายตัวจากปีละ 1 แสนล้าน เป็น 5 แสนล้านบาทในอนาคตนั้น

คำกล่าวอ้างนี้ทำให้ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ อดีตฉายา เสี่ยวอลโว่แห่งวงการมวย ออกมาประกาศเตือนผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลถึงการออกสลากใหม่แบบนี้ ไม่สามารถบรรเทาปัญหาสลากเกินราคาหรือสกัดปัญหาเล่นหวยใต้ดิน เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าอยากลดความร่ำรวยของเจ้ามือหวยใต้ดิน ก็ต้องใช้วิธีการ “ล้างบางมาเฟียหวยใต้ดิน” อย่างจริงจัง ไม่ใช่การเปิดขายสลากรูปแบบใหม่เพื่อมอมเมาประชาชน พร้อมเสนอให้มีการถอดถอน หรือปลดบอร์ดกรรมการสลากฯ ให้เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่านี้

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามความคิดเห็นไปยังตัวแทนอดีตเจ้ามือขายหวยใต้ดินรายใหญ่ในภาคอีสาน ซึ่งวิเคราะห์ให้ฟังว่า จากรายละเอียดของ สลาก 12 นักษัตร เท่าที่เห็นเบื้องต้นนั้น ไม่น่าจะต่างไปจากการเล่นพวกน้ำเต้าปูปลา ที่ใช้รูปภาพแทนตัวเลข แต่เงินรางวัลที่ได้นั้นค่อนข้างน้อยกว่าซื้อสลากกินแบ่งแบบเดิมเสียอีก

“เท่าที่ดูข้อดีมีอย่างเดียวคือราคาถูก แค่ใบละ 50 บาท คนไทยอาจซื้อทดลองเล่นๆ ในช่วงแรก แต่ไม่นานก็จะเบื่อ เพราะลุ้นรางวัลยาก มีรูปสัตว์ตั้ง 12 ตัวไม่เหมือนตัวเลขที่มีแค่ 0-9 จำง่ายกว่า และการให้เลือกใส่ 4 ช่องสลับไปมายิ่งทำให้คนซื้่อสับสน จำไม่ได้ว่าซื้อตัวไหนในช่องไหน ตัวไหนก่อน ตัวไหนหลัง จำยากมาก พวกมะเมีย มะแม เถาะ ฯลฯ”

ตัวแทนเจ้ามือหวยข้างต้นกล่าวต่อว่า ข้อเสียเปรียบอีกอันหนึ่งที่ไม่น่าจะสู้การซื้อเลขหวยใต้ดินแบบเดิมคือ จำนวนเงินรางวัล เพราะตอนนี้หวยใต้ดินขาย 3 ตัวเต็งหรือ 3 ตัวตรง ซื้อ 1 บาท ได้ 500 บาท แต่ถ้าเป็น 3 ตัวโต๊ด หรือตัวสลับ 1 บาท ได้ 90 บาท แต่ถ้าซื้อสลากรูปสัตว์ต้องเพิ่มเป็น 4 ตัวเลข และเงินรางวัลต้องขึ้นกับจำนวนคนซื้อ และเอามาหารกับคนที่ถูกรางวัล ทำให้ตัวเลขที่ได้เงินจะไม่แน่นอน พร้อมกล่าวว่า

“คนซื้อหวยใต้ดินคือคนที่ต้องการความแน่นอนว่า ถูกรางวัลแล้วได้เงินเท่าไรกันแน่ ถ้าไม่แน่นอนแบบนี้อาจได้ลูกค้ากลุ่มอื่นไม่น่าจะใช่กลุ่มที่นิยมเล่นหวยใต้ดิน ถ้าถามว่าหากในอนาคตคนนิยมเล่นมากขึ้น ก็ไม่แน่ว่า เจ้ามือหวยอาจดัดแปลงมาขายแบบใต้ดินด้วยก็ได้ เช่น เปลี่ยนสัญลักษณ์จากรูปภาพสัตว์ให้เป็นตัวเลข เพื่อคนซื้อจำได้ง่ายๆ เช่น กุนหรือหมู เท่ากับเลข 1 เถาะหรือกระต่ายเท่ากับเลข 2 ส่วนวิธีขายก็ไม่ยาก เพราะมีฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้ว ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หวยออกได้เงินทันที ไม่วุ่นวายซับซ้อน”

การวิเคราะห์ของผู้ที่คร่ำหวอดในวงการหวยใต้ดินมานานกว่า 30 ปีข้างต้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งฯ เพราะช่วงนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด จากนั้นก็นำเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ ก่อนเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่จะซื้อ “สลาก 12 นักษัตร” นั่นคือ “ห้ามเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หมายความว่า คนไทย 14.5 ล้านคนที่ไปลงทะเบียนหมดสิทธิ์ซื้อสลากรูปภาพ 4 เต็ง 4 โต๊ด

เงื่อนไขนี้อาจเปิดช่องให้เจ้ามือหวยใต้ดิน “รวยกว่าเดิม” หากรู้วิธีดัดแปลงเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้รายได้น้อย แต่ถูกกีดกันไม่ให้ซื้อ สลาก 12 นักษัตร !

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปการศึกษาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปการศึกษาไทย

6 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ปฏิรูปการศึกษา
เปิดอ่าน 1,573 ครั้ง

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปศึกษาไทย โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รับหน้าที่ “เสมา 1” ในครั้งนี้ โดยภารกิจที่ ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบให้ “ครูตั้น” ไปดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาของไทยทั้งระบบนั้น ครูตั้นบอกกับเครือเนชั่นว่า ”ต้องขอความร่วมมือจากทุกองค์กรเพื่อร่วมกันผลักดันวาระของชาติที่หลายคนสะท้อนว่าไม่ได้รับการแก้ไขจริงจังมานานปี และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลให้การพัฒนาประเทศไม่คืบหน้า”

ยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีที่ลุงตู่วางโรดแม็พไว้นั้น การศึกษาคือบันไดขั้นหนึ่งที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์แบบยั่งยืน ฉะนั้นครูตั้นจะทำหน้าที่นี้ให้ผลบังเกิดอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ…

รมว.ศึกษาธิการกล่าวว่า “ผมรับหน้าที่นี้ โดยมองว่าการศึกษาไทยทั้งระบบต้องเปลี่ยนแปลงให้มีคุณภาพ หลักสูตรการเรียนการสอนต้องทันสมัยต่อโลกในวันนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามาไวและสังคมเปลี่ยนแปลงเร็ว หากยังใช้หลักสูตรเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยน นักเรียนของเราจะสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งที่ความจริงนักเรียนไทยมีความสามารถไม่แพ้นักเรียนชาติอื่นๆ นะ รางวัลระดับโลกที่คนของเราได้มาก็มีมาก สะท้อนว่าคนของเรามีความรู้ดีแต่เราจะต้องเสริมความแกร่งเข้าเพิ่ม แม้จะเสริมให้ทุกคนไม่ได้ แต่อย่างน้อยจะต้องไม่ทิ้งห่างกัน

ดังนั้นสามปัจจัยที่สำคัญคือ โรงเรียนที่ต้องใช้งบบางส่วนเพิ่มให้มีศักยภาพเท่าเทียมกันทุกแห่ง ครูที่ต้องต่อยอดทางคุณภาพการสอนและการเรียนรู้สิ่งใหม่ รวมทั้งการดูแลสวัสดิการ นักเรียนที่ต้องเริ่มความพร้อมตั้งแต่ขั้นอนุบาลและปฐมวัย เป้าหมายนี้คือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เราต้องสร้างคนให้ตรงความต้องการของโลก ผมหารือผู้ประกอบการเอกชนหลายรายว่าต้องการให้เราผลิตนักเรียนแบบใดที่ตลาดต้องการ เราได้รับฟังเสียงสะท้อนและแนวคิด รวมทั้งการมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการพร้อมที่จะมาช่วยยกร่างหลักสูตรและมาช่วยสอนให้ ตรงนี้ผมยินดี เพราะเราจะได้สิ่งที่ดีที่ทุกฝ่ายยอมรับและต้องการ

นักเรียนของเรานั้น ผมมองว่า ช่วงรอยต่อ เช่น ม.3 ขึ้น ม.4 ควรจะตั้งเป้าชีวิตว่า จะเรียนต่อสายใดและอยากทำงานอะไรเมื่อเรียนจบ ตรงนี้จะประสานกระทรวงต่างๆ ในการกำหนดทิศทางการสร้างคนของเราว่า แต่ละปีนั้น สายงานใด ต้องการบุคลากรเข้าทำงานเท่าใด และต้องการเน้นทักษะใด ต้องวางแผนล่วงหน้า เช่น ตอนนี้คนต่างชาตินิยมมาใช้บริการโรงพยาบาลในไทยและเพิ่มขึ้นทุกปี เราก็ต้องหารือส่วนงานที่เกี่ยวข้องว่า ในห้าปีข้างหน้าจะขาดแคลนบุคลากรด้านใดหรือจะเน้นทักษะของคนที่จะรับเข้าทำงานแบบไหน เราจะได้สร้างคนด้วยการศึกษาให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ และยังสามารถส่งออกบุคลากรของเราไปทำงานในต่างประเทศได้ มันต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน เช่น ภาษา การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างชาติ เพราะองค์ประกอบพวกนี้มันสอดรับกันหมด หรือนักเรียนอาชีวะ เราก็ต้องสร้างคนให้พร้อมรองรับงานที่ต้องใช้ทักษะใหม่ เช่น อีอีซีที่เรากำลังดำเนินการ นักเรียนอาชีวะคือแรงงานคุณภาพที่เราต้องผลิตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่”

ส่วนการดูแลแม่พิมพ์ของชาตินั้น ครูตั้นบอกว่า “สิ่งที่สอบถามมานั้น คือสิ่งสำคัญ นักเรียนคือผ้าสีขาว หากมีเบ้าพิมพ์ที่ดีก็จะสร้างผลผลิตที่ดีออกมาให้สังคมทุกด้าน การพัฒนาครูนั้นแน่นอนว่าต้องมีงบประมาณบางส่วนมาเสริมทักษะครู และผมกำลังพิจารณา รวมทั้งคุณภาพชีวิตครูที่ผมกำลังหาวิธีดูแลแบบยั่งยืน หากครูมีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำหน้าที่เบ้าพิมพ์ที่จะสอนคนในชาติก็จะมีผลดี เพราะครูนั้นเสมือนจิตรกร หากมีอุปกรณ์ที่ดี กำลังใจที่ดี จะมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมา สังคมก็ได้ประโยชน์ตรงนี้ทุกภาคส่วน คือหากครูเข้มแข็ง นักเรียนก็จะเข้มแข็ง สังคมไทยก็จะเติบโตแบบมีคุณภาพ ผมจะเน้นให้สังคมไทยมีครูที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และประสานไปยังกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในฐานะที่จะผลิตเบ้าหลอมนี้ออกมาเพื่อสอนคนรุ่นใหม่ในโรงเรียนว่า เราอยากได้ครูคุณภาพแบบใด การประสานทุกองค์กรเพื่อให้เรื่องนี้เดินหน้า ต้องดำเนินการ ผมคนเดียวคงไม่สามารถทำได้”

ส่วนกรอบเวลาที่วาดฝันไว้นั้นจะเริ่มเมื่อใดที่จะเห็นผล ครูตั้นกล่าวว่า “การศึกษานั้นต้องมีระยะเวลาดำเนินการ แต่ผมตั้งเป้าเบื้องต้นว่าปีการศึกษา 2563 ในภาคเรียนแรกนั้นจะต้องเริ่มขับเคลื่อนเพื่อให้ผลงานออกมา จะเริ่มต้นที่ชั้นอนุบาลและประถมเพราะเป็นต้นทางของการเรียนรู้ เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่นี่เป็นขั้นต้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลเยาวชนที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนรู้ ผมมั่นใจว่าปีการศึกษาหน้าเราจะเริ่มเห็นผลบวกของการเปลี่ยนแปลงการศึกษา

ทุกวันนี้ผมรับฟังทุกหน่วยงานแม้แต่นักเรียนที่ผมไปตรวจเยี่ยมสะท้อนทัศนคติด้านการศึกษาเสมอๆ ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ทุกฝ่ายนำเสนอมานั้นจะช่วยให้เราก้าวเดินในรูปแบบใหม่ได้แน่นอน”

เสมา 1 บอกว่า คุณภาพของบุคลากรในกระทรวงนี้มีหลากหลายด้านและเชื่อในความตั้งใจในการทำหน้าที่ แต่บางส่วนที่ภารกิจด้านการศึกษาไม่ก้าวหน้านักคือกติกา ฉะนั้นกฎหมายใดที่ใช้มาแล้วห้าปีต้องมาพิจารณาใหม่เพื่อให้สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในตอนนั้นๆ เพราะหลายคนสะท้อนว่าอยากเปลี่ยนแต่ติดขัดตรงกติกา ดังนั้นจะร่วมกันกับทุกภาคส่วนแก้กติกาบางอย่างที่ทำให้การขับเคลื่อนการศึกษาสะดุดให้ลุล่วง หากแก้ไขตรงนี้ได้การพลิกโฉมการศึกษาไทยจะไปได้ดีแน่นอน

“เราคุยกัน ทำงานร่วมกัน เพราะทุกอย่างต้องทำเพื่อประเทศ การศึกษาคือหัวใจการเดินหน้าของประเทศ มันคือวาระแห่งชาติที่ผมจะไปขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายขับเคลื่อน” ณัฏฐพลกล่าว

แน่นอนว่าการเดินหน้านโยบายรัฐบาลจะไปได้หรือไม่…อยู่ที่ความพร้อมของฝ่ายนิติบัญญัติที่เสมือนเป็นฐานเสียงที่หนุนฝ่ายบริหาร “พลังประชารัฐ” คือพรรคหลักของรัฐบาลผสมชุดนี้ ความพร้อมดังกล่าวจะไปได้รอดหรือไม่ ครูตั้นในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. และทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคด้วยนั้นกล่าวว่า “มั่นใจศักยภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่มาทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาล ที่เข้าใจการบริหารประเทศและงานของรัฐสภา นายกฯ มีความพร้อมที่จะตอบคำถามของ ส.ส.และส.ว. เพราะเตรียมตัวมาแล้ว”

“ยอมรับว่ากระบวนการในรัฐสภาจะเป็นส่วนหนึ่งของการล้มรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้มีความพร้อม ทุกพรรคร่วมรัฐบาลให้ความร่วมมือดีมากในการประชุม แม้พวกเราจะมีเสียงปริ่มน้ำ แต่ความร่วมมือบังเกิดนะ ครม.มีหน้าที่ขับเคลื่อนผลงานให้ออกมาตามที่แถลงนโยบายรัฐบาลไว้ให้เกิดผลเร็วที่สุด ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลจะไปขับเคลื่อนในพื้นที่และฟังเสียงชาวบ้านมาสะท้อน และร่วมประชุมรัฐสภา

นายกฯ บอกกับครม.ว่า ตั้งใจร่วมมือทำงานและอย่าสร้างปัญหา ตรงนี้ก็ชัดแล้วเพราะหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมันอาจเป็นจุดจบของครม.ก็ได้ ผมเชื่อมั่นว่าครม.จะตั้งใจทำงานเต็มที่” แกนนำพปชร.คนนี้ระบุ

ส่วนปัญหาขัดขากันในพรรคระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้น แกนนำพปชร.กล่าวว่า “เมื่อแกนนำพรรคบางคนไปทำหน้าที่ในครม. แรงกดดันในช่วงก่อนหน้านี้ที่เคยมีมันก็คลายตัวแล้ว คงไม่มีอะไรอีก วันที่พวกเรามาร่วมตั้งพรรคนี้ขึ้นมาไม่คาดว่าพรรคจะเติบโตได้ขนาดนี้ เมื่อร่วมงานกันก็อาจมีสิ่งขลุกขลักบ้างในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเข้าใจกันดีและมีทิศทางที่ชัดเจนกันแล้ว และหนึ่งเดือนข้างหน้านี้สังคมจะเห็นการพัฒนาของพรรคที่จะตอบโจทย์สังคมได้มาก คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคที่จะมีตัวแทนคนหลากกลุ่มและส.ส.ในภูมิภาคต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจข้างต้น พปชร.จะสร้างทิศทางการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางการเมืองให้สังคมรับรู้และสัมผัสได้จริง เพราะจะยึดประชาชนกับผลประโยชน์ชาติที่มาจากนโยบายรัฐบาลเป็นที่ตั้ง”

รอดูว่าความฝันที่ครูตั้นวาดไว้ทั้งการเมืองและการศึกษาจะบังเกิดผลหรือไม่…

เทิดพระเกียรติ 12 สิงหาพระพันปีหลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทิดพระเกียรติ 12 สิงหาพระพันปีหลวง

6 สิงหาคม 2562 – 09:14 น.
พระพันปีหลวง,12 สิงหาคม,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 2,234 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เนื่องในโอกาสมหามงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างสมพระเกียรติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันที่ 12 สิงหาคม เวลา 19.30 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จะถ่ายทอดสดเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมถวายพระพรชัยมงคล

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเทิดพระเกียรติอีกมากมายซึ่งจะนำมาแจ้งให้ทราบต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอเชิญร่วมโครงการ
 ที่ดินไม่ได้ทำประโยชน์

นายสมชาย นุชธานี ผู้อำนวยการกองการตลาด สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ.แถลงว่า

ปัจจุบันมีที่ดินที่ว่างเปล่าและเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำประโยชน์จากผืนที่ดินที่ว่างเปล่าดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ ขณะนี้ประมาณ 1.3 ล้านไร่ ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินและต้องการหาที่ดินที่เหมาะสมทำการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

บจธ.จึงขอเชิญชวนเจ้าของที่ดินที่ยังมีที่ดินว่างเปล่าและไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกเป็นจำนวนมากเหล่านี้ ได้มาเข้าร่วมโครงการแมชชิ่งกับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยเฉพาะการกระจายที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำมาหากิน หรือผู้ที่ต้องการใช้ที่ดินเพื่อการทำมาหากินประกอบอาชีพในด้านเกษตร

บจธ.จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับเจ้าของที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ภายใต้ชื่อ “โครงการตลาดกลางที่ดิน” โดย บจธ.มีระบบเว็บไซต์ตลาดกลางที่ดินทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้สนใจรับบริการ อีกทั้ง บจธ.ยังมีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และมีส่วนงานที่ทำหน้าที่คัดกรองที่ดินและกลุ่มเกษตรที่มีคุณภาพให้ตรงตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย พร้อมติดตามดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคารที่ดินและดำเนินการผลักดันโครงการกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา บจธ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

บจธ.พยายามผลักดันภายในหนึ่งปีจากนี้ไปจะต้องเห็นรูปแบบของธนาคารที่ดินที่ชัดเจน ภายใต้การจัดทำโมเดลรูปแบบกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อนำไปใช้ดำเนินการกับธนาคารที่ดิน โดยภายในหนึ่งปีนับจากนี้ บจธ.จะต้องจัดทำข้อเสนอไปการจัดตั้งธนาคารที่ดินเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและดำเนินการให้ได้โมเดลการกระจายการถือครองที่ดินที่เหมาะสมจะนำไปใช้กับธนาคารที่ดินในอนาคต

ปัจจุบัน บจธ.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการใน 4 รูปแบบคือ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ครองคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่และลำพูน 2.โครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร 3.โครงการแก้ปัญหาสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรและผู้ยากจน และ 4.โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ

เกษตรกรต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labia@labai.or.th หรือติดต่อได้ที่ โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610 มือถือ 09-2659-1689
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง ราวกั้นสะพานข้ามแยกวงเวียนใหญ่ชำรุด
 เรืยน คุณอ๊อด เทอร์โบ ที่นับถือ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ขับรถข้ามแยกวงเวียนใหญ่ขึ้นสะพานสาทรเข้าเมือง ผมเห็นราวกั้นถนนอลูมิเนียมก่อนทางข้ามแยกจากฝั่งถนนราชพฤกษ์ขาเข้าโค้งงอเข้ามากินเลนถนนด้านใน คาดว่าน่าจะเกิดจากอุบัติเหตุรถชน

แต่จนกระทั่งบัดนี้เวลาผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ก็ไม่เห็นหน่วยงานไหนเข้ามาซ่อมแซมแก้ไขทำให้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อรถที่วิ่งมากโดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์เวลากลางคืน เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูปภาพส่งมาให้ดู ยิ่งไม่กี่วันก่อนอ่านข่าวบิ๊กไบค์ชนราวสะพานจนคอขาดแล้วยิ่งหวั่นใจแทน

รบกวนคุณอ๊อด เทอร์โบ เป็นสื่อกลางแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซ่อมแซมดูแลก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุด้วยครับ
วิทย์ (วงเวียนใหญ่)

ตอบ คุณ ‘วิทย์’ วงเวียนใหญ่
อ่านจดหมายของคุณแล้วหวาดเสียว นึกถึงภาพเลยทีเดียวครับ ซึ่งสมควรให้หน่วยงานที่รับผิดชอบซ่อมแซมเป็นการด่วน

เรื่องนี้อย่าให้ต้องขยายความให้มากกว่านี้เลย เพราะบางทีเห็นมีหลายจุดที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมาแล้วปล่อยทิ้งไว้

ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กไบค์หรือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กถึงอันตรายมากๆ เลยทีเดียว ขอเตือนอีกครั้งว่าอย่าให้เกิดเรื่องราวก่อนค่อยขยับตัวเลย
อ๊อด เทอร์โบ


คำเตือนจากคนกันเอง “ทักษิณตามโลกไม่ทัน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำเตือนจากคนกันเอง “ทักษิณตามโลกไม่ทัน”

6 สิงหาคม 2562 – 09:04 น.
สุนัย จุลพงศธร,ทักษิณ ชินวัตร,กระดานความคิด,เพื่อไทย,พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 61,438 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนาบางปะกง 

อันเนื่องมาจากงานวันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีการโฟนอินข้ามทวีปจากดูไบไปลอสแองเจลิส โดยการประสานของ “เดอะขวด” สุนัย จุลพงศธร ซึ่งตอนหนึ่ง ทักษิณพูดถึงพรรคเพื่อไทย

“ที่เมืองไทยวันนี้มีคนทำหน้าที่แล้ว คุณสมพงษ์ก็เป็นหัวหน้าพรรค คุณสุดารัตน์ก็เป็นประธานยุทธศาสตร์ในการบริหารพรรคกันอยู่ เราก็คงไม่ต้องเป็นกังวล พรรคก็ถือว่าไปได้ดี”

“ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชน เพราะประชาชนรักและห่วงใยผม เลือกตั้งทีไรก็ชนะตลอด ถึงวันนี้จะทั้งถูกโกง ถูกอะไรก็ยังถือว่าทำได้ดีมาก แต้มสูงสุดแล้ว”

คำพูดของทักษิณที่ว่า “เลือกตั้งทีไร ก็ชนะตลอด” นั้น ทำให้ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการอิสระ และคนเดือนตุลา ต้องอัพข้อความ “เหตุใดพรรคเพื่อไทย จึงเพลี่ยงพล้ำในการเลือกตั้งที่ผ่านมา?” ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา เมื่อ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

“พิชิต” เป็นนักวิชาการคนหนึ่งที่เอาใจช่วยพรรคเพื่อไทย และขบวนการคนเสื้อแดงมาโดยตลอด แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็วิพากษ์วิจารณ์ในฐานะกัลยาณมิตรอยู่เป็นประจำ

“ทำไมคะแนน 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 54 จึงเหลือ 7 ล้านในวันนี้? การอ้าง “ถูกโกง” ก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมด”

พิชิตบอกว่า สาเหตุหลักของพรรคเพื่อไทย ยังเป็น “พรรคเถ้าแก่” ที่ใช้เครือข่าย ส.ส.เป็นโครงสร้างหลัก

“ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยน แต่เถ้าแก่ยังทำซ้ำๆ แบบเดิม ทษช.ถูกยุบ เสียไป 150 เขต ราว 3 ล้านเสียงจากปี 54 ส.ส.ไหลออก แต่บางส่วนยังสอบได้ เพราะประชาชนในพื้นที่ยังเลือกแม้ย้ายพรรค”

พรรคเพื่อไทยหลงตัวเอง “หาเสียงสไตล์เดิมๆ ชูธงเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่วันนี้พรรคอื่นๆ ก็ทำเหมือนกัน โค้งสุดท้ายหวังใช้หวยบำเหน็จ เป็นกระสุนวิเศษเรียกคะแนน แต่กระสุนด้าน”

“พิชิต” ยังวิจารณ์แฟนคลับทักษิณ ที่โทษแต่คนอื่น โทษรัฐธรรมนูญ โทษ กกต. โทษ คสช. ไม่ยอมสรุปบทเรียน และเชื่อว่า เลือกตั้งคราวหน้า เพื่อไทย ส่ง ส.ส.ครบทุกเขต ก็จะชนะกลับมายิ่งใหญู่พรรคเดียวเหมือนเดิมอีก

          “เถ้าแก่ตามโลกไม่ทัน เครือข่าย ส.ส.กับฐานเสียงถูกบ่อนเซาะ แกนนำต้องฟังเถ้าแก่ ไม่มีบทบาทนำจริง ริเริ่มเองไม่ได้ เพื่อไทยวันนี้ มีแต่บุญเก่า ทั้งตัวเถ้าแก่ แนวคิด แกนนำ ส.ส. มีแต่จะหมดไปไม่ได้เพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ พิชิตยังพูดถึง “ประชานิยมทักษิณ” ที่เริ่มเสื่อม เพราะบัตรคนจน โดยยกตัวอย่าง “เสียงบางส่วนในภาคเหนือและอีสานเปลี่ยนไปเลือก พปชร. เพราะ “บัตรคนจน” ประชานิยมทักษิณเริ่มเสื่อม ประชานิยมกลับกลายเป็นจุดแข็งของ พปชร. แทนเพราะเขามีอำนาจรัฐ”

การเป็นฝ่ายค้าน ไม่สามารถทำนโยบายประชานิยมได้ ฐานเสียงประชานิยมจะไหลไป พปชร. ส่วนฐานเสียงประชาธิปไตย จะไหลไปบรรดาพรรคอนาคตใหม่

“ส.ส.จะไหลออกอีกเพราะไม่อยากเป็นฝ่ายค้านอีกต่อไป และเห็นชัดว่า “โปรย้ายค่าย-แถมเงินก้นถุง” ของเขาดีจริง”

กรณีของ “เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นตัวอย่างล่าสุด และไม่ใช่คนสุดท้ายที่จะย้ายออกจากเพื่อไทย

ปิดท้าย พิชิตมองว่า เพื่อไทยเป็นที่รักและความหวังของคนรากหญ้า-ชั้นกลางนับล้าน หลายคนเห็นแล้วว่า ต้องปฏิรูปพรรค

          “ปัญหาอันดับแรกคือ เถ้าแก่ต้องยอมรับว่า เพื่อไทยเป็นของประชาชน ไม่ใช่ทรัพย์สินประจำตระกูล แกนนำไม่ใช่เด็กในบ้าน ไม่ใช่เครื่องมือใช้ต่อรองเพื่อประโยชน์ตัวเอง ให้มีประชาธิปไตยในพรรค ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดจริงจัง”

การตัดสินใจเลือก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ชัดเจนว่าเป็นใบสั่งใคร? แม้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะพยายามแสดงบทบาทการนำ ด้วยการสัญจรไปภาคอีสาน แต่ก็เหมือนการตามไปกินบุญเก่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่

          ที่สำคัญ “เถ้าแก่ตามโลกไม่ทัน” และยังหลงในบุญเก่า ไม่เข้าใจว่าฝ่ายผู้มีอำนาจในปัจจุบัน อ่านเกมขาดและกำลังตอกย้ำคำว่า “รัฐผู้ให้” ด้วยสารพัดนโยบายประชารัฐ

เงินกับความสงบสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เงินกับความสงบสุข

6 สิงหาคม 2562 – 07:42 น.
เงินกับความสงบสุข,กองสลากกินแบ่งรัฐบาล,12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,097 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562

หลังจากที่คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกข่าวว่า จะมีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “สลากภาพ 12 นักษัตร” โดยตั้งเป้าว่าจะขายผ่านระบบออนไลน์หรือให้โควตาขายเฉพาะกลุ่ม โดยสลากออกแบบเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ 12 ราศี เช่น ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง ฯลฯ ขายใบละ 50 บาท กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถขายหวยรูปแบบใหม่ได้ถึงงวดละ 1 พันล้านบาท ได้มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านทั้งนักวิชาการ กลุ่มองค์กรต่อต้านการพนัน รวมไปถึงคนขายหวยเองด้วย นอกจากนี้ ผลการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 70 เห็นว่าหวย 12 ราศีเป็นการมอมเมาประชาชน ทำให้คนบ้าหวย เป็นหนี้มากขึ้น คนจนมากขึ้น ไม่ทำมาหากิน ก่ออาชญากรรม ห่างไกลศีลธรรมและสังคมเสื่อม

จากการสำรวจประชาชนทุกสาขาอาชีพ พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนเล่นหวยทั้งสิ้นประมาณ 25,436,465 คน ค่าเฉลี่ยความบ่อยในการเล่นหวยที่ผ่านมาของประชาชนอยู่ที่ 9.67 ครั้ง และเมื่อนำมาคำนวณค่าเฉลี่ย พบค่าเฉลี่ยความบ่อยที่ถูกรางวัลมีอยู่ที่เพียง 0.0033 ครั้งเท่านั้น ซึ่งในทางสถิติเท่ากับไม่มีโอกาสถูกหวยได้เลย ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสลาก 12 นักษัตร โดยเฉพาะโอกาสที่จะถูกรางวัลทั้งแบบตรงและแบบสลับภาพ เพราะการถูกรางวัลจะมีเพียง 24 รูปแบบ จากทั้งหมด 20,736 รูปแบบ หมายความว่าอัตราการถูกรางวัลจะมีเพียงประมาณร้อยละ 0.115 เท่านั้น หลายเสียงที่ออกมาคัดค้านเห็นว่าเป็นนโยบายสร้างคนรวยกระจุก จนกระจายอย่างแท้จริง คือสูบเอาเงินจากคนที่ไม่ถูกรางวัลซึ่งมีเป็นจำนวนมากไปให้แก่คนที่ถูกรางวัลเพียงไม่กี่คน

ขณะที่ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงยืนยันว่า ที่ต้องคิดค้นสลากรูปภาพ 12 นักษัตรขึ้นก็เพราะว่า ทุกวันนี้ ยังมีปัญหาสลากเกินราคา พนันออนไลน์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมา ศึกษาการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบโครงสร้างสลากแบบเดิม ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ค้าสลากรายย่อย และสมาคมผู้พิการ ซึ่งก็จะเดินหน้าศึกษาต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะออกหวย 12 นักษัตรเมื่อใด เพราะต้องทำอย่างรอบคอบที่สุด โดยระหว่างการพิจารณา คณะกรรมการจะรับข้อเสนอไว้ทั้งหมด ทั้งในประเด็นผลกระทบทางสังคม และการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ

คำว่า อบายมุข คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ย่อมทราบกันดีว่า มันคือ ทางแห่งความฉิบหาย ซึ่งพจนานุกรมบัญญัติเอาไว้ว่า เหตุแห่งความฉิบหาย มี 2 หมวด คือ อบายมุข 4 ได้แก่ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร กับ อบายมุข 6 ได้แก่ ดื่มนํ้าเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทําการงาน จะเห็นได้ว่า การพนันเป็นทั้งอบายมุข 4 และอบายมุข 6 ทั้งยังอาจนำไปสู่ทางแห่งความเสื่อมถอยด้านอื่นๆ อีกเช่น เกียจคร้านทำการงาน และอาจลงเอยที่อาชญากรรม สังคมไทยขณะนี้กำลังเคร่งครัดกับการลดอบายมุขด้านต่างๆ อย่างเช่น สุรา หรือการดื่มน้ำเมา ซึ่งแม้จะสร้างรายได้ให้แก่รัฐ แต่ก็ทำลายสุขภาพและความสงบสุขของสังคม การพนันก็เป็นประตูสู่ความฉิบหายด้วยเฉกเช่นกัน ภาครัฐจึงพึงพิจารณาให้รอบคอบว่าระหว่างรายได้จำนวนไม่มากมายอะไร กับความสงบสุขในสังคมจะเลือกอะไร

p35

ประเทศริมโขงต้องกำหนดกติการ่วมกันเพื่อป้องกันหายนะภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382378?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประเทศริมโขงต้องกำหนดกติการ่วมกันเพื่อป้องกันหายนะภัยแล้ง

5 สิงหาคม 2562 – 15:20 น.
ริมโขง,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 2,700 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ภัยแล้งรุนแรงที่เกษตรกรและชาวประมงแถบลุ่มแม่น้ำโขงเผชิญอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2559 และสาเหตุสำคัญก็คล้ายคลึงกันคือการบริหารและจัดสรรน้ำของประเทศที่อยู่ต้นน้ำ

จากข้อมูลของ ผศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน โดยปกติแม่น้ำโขงจะเริ่มเต็มตลิ่งด้วยน้ำฝนจากมรสุมทางตะวันตกเฉียงใต้ ทว่าระดับน้ำในปีนี้กลับแล้งราวกับเป็นฤดูแล้ง เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกษตรกร ต่อข้าวที่ปลูก และพืชผลต่างๆ ที่แห้งเหี่ยวบนผืนดินที่ขาดน้ำ และมีผลกระทบต่อชาวประมงที่พึ่งพาอาศัยระบบนิเวศในแม่น้ำ

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของประเทศที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำโขง รายงานเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม MRC อธิบายว่าเป็นผลจากสองสาเหตุหลักคือ การขาดแคลนน้ำฝนในพื้นที่รับน้ำต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมกราคม ประกอบกับการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งอยู่ในบริเวณแม่น้ำโขงตอนบนซึ่งรู้จักกันในชื่อแม่น้ำลานซาง

ทั้งนี้ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อแจ้งให้ทราบว่าระหว่างวันที่ 5 ถึง 19 กรกฎาคม การระบายน้ำออกจากทางตอนล่างของเขื่อนใหญ่ 11 เขื่อนที่รู้จักกันในนามจิ่งหง จะมีความผันผวนไม่คงที่ เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำที่ผ่านลงมายังแม่น้ำโขงตอนล่างมีความไม่แน่นอนตามไปด้วย

ผศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน วิเคราะห์ว่า การจัดการน้ำดังกล่าวส่งผลกระทบในสองระดับด้วยกันคือเป็นการกันน้ำไว้ไม่ให้ไปสู่ประเทศที่อยู่เบื้องล่างของแม่น้ำซึ่งจำเป็นต้องอาศัยน้ำเพื่อดำรงชีพและกิจกรรมต่างๆ ขณะเดียวกันการปล่อยน้ำแบบเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ก็ส่งผลต่อนิเวศวิทยาของแม่น้ำและสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงนิเวศวิทยานั้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผักริมแม่น้ำ การเก็บวัชพืชริมแม่น้ำ การจับปลา อย่างไรก็ดีการจัดการน้ำในลักษณะนี้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแล้ว

นอกเหนือจากการจัดการน้ำของทางจีนแล้ว นักวิชาการและนักกิจกรรมที่ศึกษาเรื่องนี้ในภาคประชาสังคมยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาจากการดำเนินงานของโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มใช้งานในเดือนตุลาคมปีนี้

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโครงการได้มีการทดสอบกังหันน้ำขนาดใหญ่ในเขื่อนส่งผลทำให้เกิดการผันผวนของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่าง บริษัทที่ทำโครงการนี้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนให้เกิดภัยแล้ง แถมยังอ้างอีกว่าโครงการของตนเองก็ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นน้ำของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตามสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทยก็ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลของสปป.ลาว เพื่อขอให้หยุดการทดสอบนี้ไว้ชั่วคราว

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกรณีที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนักของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำโดยเฉพาะในสปป.ลาว ที่มุ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ลาวกลายเป็น “แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงานไฟฟ้าแห่งอุษาคเนย์” (Battery of Southeast Asia) ตามแผนนี้เขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 60 แห่งได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมา

“คำถามคือโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเหล่านี้จะต้องเก็บกักน้ำไว้ให้อ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีน้ำเต็มเพียงพออยู่เสมอเพื่อใช้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์หรือไม่ อย่างไรก็ดี ข้อมูลอัพเดทในเวลาจริงที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้เกี่ยวกับปริมาณและระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลานซางและแม่น้ำโขงก็มีน้อยเต็มที” อาจารย์คาร์ล กล่าว

อาจารย์คาร์ลย้ำด้วยว่าทั้งสามกรณีนี้สะท้อนความจำเป็นของการสร้างความร่วมมือกันระดับข้ามชาติเพื่อป้องกันหายนะทางสิ่งแวดล้อมต่อประเทศที่อยู่ช่วงตอนล่างลงมาของแม่น้ำ โดยเฉพาะภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกกำลังประสบอยู่” อาจารย์คาร์ลกล่าว

สรุปบทเรียนและมาตรการเร่งด่วนในการจัดการภัยแล้งริมโขง

มาตรการเร่งด่วนที่สุดในทัศนะของอาจารย์คาร์ล คือการช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนชนบทริมแม่น้ำ ทั้งการจัดหาและลำเลียงส่งน้ำให้เพียงพอ และการสนับสนุนทางการเงินในกรณีที่จำเป็น เมื่อฝนมาถึงตามที่คาดไว้ผู้ประกอบการโครงการเขื่อนไฟไฟฟ้าพลังน้ำควรเลี่ยงที่จะเริ่มเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนในทันทีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าควรเป็นการแจกจ่ายน้ำให้เกษตรกรและฟื้นฟูระบบนิเวศในแม่น้ำสำหรับชาวประมงและสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ

ในระยะยาวการวางแผนจัดการปัญหาภัยแล้งควรไปไกลกว่าการมุ่งรักษาปริมาณน้ำในเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โดยควรจะต้องมีการเตรียมตัวในรูปแบบอื่น อาทิ การคาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งล่วงหน้าได้ดีขึ้น แผนการจัดการที่ดีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยแล้งทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับข้ามพรมแดน และควรมีการทบทวนอีกครั้งเรื่องแหล่งเก็บน้ำ โดยคำนึงถึงน้ำใต้ดินมากขึ้นและแหล่งน้ำขนาดเล็กกว่ามากกว่าการมุ่งความสนใจไปที่เขื่อนขนาดใหญ่เท่านั้น

อย่างที่ทราบว่าแม่น้ำโขงนั้นมีการใช้ร่วมกันระหว่าง 6 ประเทศ ความร่วมมือในเบื้องลึกระหว่างรัฐบาลของประเทศเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นตั้งแต่ภัยแล้งรุนแรงครั้งล่าสุดในปี 2559 มีการกล่าวถึงกันมากเกี่ยวกับความร่วมมือใหม่ระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำลานซาง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและหลายประเทศทางตอนล่าง และว่าจะเชื่อมโยงกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อย่างไร

ในเดือนมีนาคม 2559 ก่อนที่ผู้นำของภูมิภาคจะตกลงทำความร่วมมือ LMC สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนลานซางเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ดีในการบรรเทาความรุนแรงของภัยแล้ง ณ เวลานั้น แม้จะโชคร้ายเพราะน้ำที่ปล่อยออกมาไหลกลับไหลทะลักเข้าสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนล่างโดยไม่ทันระวัง

อาจารย์คาร์ลมองว่าแม้จะอาศัยกรอบของ MRC และ LMC เป็นพื้นฐาน แต่ก็จำเป็นต้องมีการพัฒนากฎกติกา/มาตรการที่ชัดเจน มากกว่าการพึ่งพาการจัดการอย่างไม่เป็นทางการในการแบ่งปันน้ำระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและหลายประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

อาจารย์คาร์ลย้ำว่าขอบเขตความร่วมมือข้ามชาติของประเทศลุ่มน้ำโขงต้องรวมถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ การแชร์ข้อมูลอย่างครอบคลุมและเป็นระบบระหว่างรัฐบาลกับสาธารณชน การทำวิจัยร่วมกัน การวางกฎระเบียบและกระบวนการที่ชัดเจนในการปล่อยน้ำในกรณีฉุกเฉิน การดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบขั้นบันไดที่เลียนแบบกระแสการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ และการพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่เปราะบางซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดในช่วงเวลาที่เกิดภัยแล้ง แผนการแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุดในขณะนี้ อาจารย์คาร์ลทิ้งท้าย

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382384?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

5 สิงหาคม 2562 – 14:35 น.
รัฐบาล,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,890 ครั้ง

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 รายการที่วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองในประเด็นร้อนโดย “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ในประเด็น “เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?”

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า ครม.ชุดนี้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาและแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบแล้ว เสาค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมนั้นจำเป็นอย่างไร มองว่าเสาเศรษฐกิจและเสาความมั่นคงคือสิ่งสำคัญ ตอนนี้มีการวางระเบิดป่วนเมืองที่จะกระเทือนความเชื่อมั่นของหลายฝ่ายที่มีต่อรัฐบาลนี้

 “บากบั่น” กล่าวว่า” สี่เสาความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีคือ ความมั่นคง กฎหมาย เศรษฐกิจ และกระทรวงมหาดไทย ภาพที่ไม่ค่อยเห็นในรัฐสภาคือนายกฯ ตอบฝ่ายค้านที่สอบถามในทุกกรณีด้วยตัวเอง แต่ความจริงนายกฯ ยืนเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีสี่เสาค้ำยัน ล่าสุดการป่วนเมืองหลวงและมีสองจุดที่น่าคิดคือจุดแรกด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพไทยคือสัญลักษณ์ความมั่นคง จุดที่สองคือด้านหน้าบีทีเอสศาลาแดงคือแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ มันสะท้อนอะไร

ดังนั้นการตั้งครม.และการแบ่งงานครั้งนี้ นายกฯ คุมงานความมั่นคงและเศรษฐกิจเอง นายกฯ ดึงงานที่เคยมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ดูแลในรัฐบาลที่แล้วมาดูแลเองเกือบหมด ภารกิจที่ พล.อ.ประวิตร ดูแลความมั่นคงในหน่วยงานที่นายกฯ มอบให้ดูแล ยกเว้นกระทรวงกลาโหมและสตช.นั้น มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร งอนนายกฯ ในเรื่องข้างต้น แม้นายกฯ บอกว่าตนดูแล สตช. เพราะแบ่งภาระจาก พล.อ.ประวิตร

และยังมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร ขอดูแลกระทรวงพลังงานโดยอ้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติเพราะมันคือขุมทรัพย์ของประเทศ แต่นายกฯ มอบให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแล แต่หนึ่งเสาที่เสริมบารมี พล.อ.ประวิตร คือกระทรวงมหาดไทยที่มีเรื่อง กฟภ., กฟน., การประปาภูมิภาคและการประปานครหลวงที่มีความสำคัญทางพลังงานเช่นกันและเสาต้นนี้อยู่ข้างหลังที่เสริม พล.อ.ประวิตร และนายกฯ อีกชั้นหนึ่ง ส่วนเสาหลักทางกฎหมายคือ นายวิษณุ เครืองาม ขณะที่รองนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงที่พรรคได้รับผิดชอบไป”

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะดูแลเรื่องทรัพยากรน้ำที่มีโครงการใหญ่ในการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาไทยที่ใช้งบมหาศาล คือ 1.8 ล้านล้านบาท เรื่องนี้ค้างคาไว้จากรัฐบาลที่แล้วที่บริหารจัดการมีปัญหาบางส่วน เชื่อว่าครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร น่าจะหารือกับนายสมคิดในเรื่องนี้ได้สะดวก พล.อ.ประวิตร ยังดูแลเรื่องปัญหาที่ดินที่จะช่วยคนจนที่ต้องดำเนินการต่อจากรัฐบาลที่แล้ว

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า หลายคนมองว่าการแบ่งงานครั้งนี้เป็นการกระชับหรือตัดตอนบารมี พล.อ.ประวิตร หรือไม่ เพราะ สตช. ที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้กำกับดูแลนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจและทหารนั้น ควรมีกันชนป้องกันนายกฯ กรองชั้นหนึ่งก่อน แต่หากปล่อยไว้ให้เกิดเหตุแบบห้าปีที่แล้วจะมีข้อครหา วันนี้การปฏิรูปตำรวจยังไม่คืบหน้าเพราะต้นทางของกระบวนการยุติธรรมคือปฏิรูปตำรวจไม่คืบหน้า ตรงนี้คือสิ่งที่นายกฯ ต้องตอบให้ได้ในครั้งนี้

 “บากบั่น” สรุปว่า “นายกฯ มอบการบ้าน สตช. ว่าแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจรอบนี้ต้องไม่มีข้อครหาและต้องไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชา วันนี้การปฏิรูปตำรวจขึ้นอยู่กับนายกฯ โดยตรง เพราะนายกฯ รับไม้มาจาก พล.อ.ประวิตร และสตช.วันนี้ขาดแคลนพนักงานสอบสวนคือสิ่งที่นายกฯ ต้องแก้ไข”

ส่วนเสาเศรษฐกิจนั้น “วีระศักดิ์” กล่าวว่า เสาหลักทางเศรษฐกิจที่ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มองแล้วนายสมคิดดูแลต้นน้ำ แต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นปลายน้ำอยู่กับพรรคอื่น เหมือนตัดตอนไปบางอย่าง ดังนั้นต้องรอดูการตั้งองค์กรใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาที่เคยใช้สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และสมัยรัฐบาลไทยรักไทย คือ ครม.เศรษฐกิจ ที่ตอนนี้นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ เพราะรัฐบาลผสมมีหลายพรรค ต้องหารือเรื่องเศรษฐกิจให้จบในวาระนี้ก่อนเสนอเรื่องสู่ที่ประชุมครม.

หากนายกฯ ไม่ว่าง เชื่อว่านายสมคิดต้องนั่งหัวโต๊ะแทน เสมือนว่านายกฯ เป็นแบ็กอัพให้นายสมคิด เศรษฐกิจวันนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา มีแต่ถดถอย หากรัฐบาลขับเคลื่อนไม่ได้ หอกจะทิ่มตัวเองว่าอายุรัฐบาลจะสั้นหรือยาว ครม.ทุกพรรคต้องทำงานเหมือนวงดนตรีที่เล่นคีย์เดียวกัน การทุ่มงบให้เศรษฐกิจโตในบางอย่างเหมือนเทน้ำลงบ่อทรายมันหายไป วันนี้ต้องสร้างทีมให้แข็ง มีประสิทธิภาพ

“บากบั่น” แสดงความเห็นว่าเคยหารือกับรองนายกฯเศรษฐกิจหลายคนบอกว่าหากมีครม.เศรษฐกิจเกิดขึ้น มีแกนนำพรรคเข้าประชุมบางคนจะไม่มาประชุมหากไม่มีนายกฯ ร่วมประชุม หัวใจครม.เศรษฐกิจคือนายกฯ และนายสมคิด คือเสาค้ำยันเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์

สำหรับประเด็นการแบ่งงานจะเกิดความขัดแย้งระหว่างรองนายกฯ บางคนหรือไม่ และต้องใช้กาวใจยี่ห้อตู่หรือไม่

บากบั่นและวีระศักดิ์วิเคราะห์ร่วมกันว่า “วันนี้ ส.ส.270 เสียงคือเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ ช่วงตั้งพรรคพลังประชารัฐมีสองแนวคิดคือใช้คนรุ่นใหม่และไม่ต้องการนักการเมืองรุ่นเก่า แนวคิดนี้ได้ยินว่า พล.อ.ประวิตร หนุน แต่นายสมคิดมองว่าทำแบบนี้พรรคไม่เกิด ต้องมีฐานเสียงของนักการเมือง จึงไปทาบกลุ่มสามมิตรที่คุ้นเคยกับนายสมคิดมาร่วมพรรคพลังประชารัฐ แต่ พล.อ.ประวิตร ไม่ค่อยชอบกลุ่มสามมิตรเพราะต่อรองเยอะ เก้าอี้ที่เจรจากับพรรคอื่นๆ กลุ่มสามมิตรก็เคลื่อนไหว ตรงนี้ พล.อ.ประวิตร อาจไม่พอใจนายสมคิดไปด้วย”

“รองนายกฯ ประวิตร และรองนายกฯ สมคิด แต่เดิมสนิทกันตอนนี้ไม่รู้ว่ากระแสข่าวหมางใจนั้นจริงหรือไม่ แต่ประเด็นกลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐนั้น กลุ่มสามมิตรนี้นายสมคิดดึงมาในพรรค และเคลื่อนไหวต่อรองเก้าอี้ครม. รวมทั้งมีการลองวิชาในรัฐสภา ได้ยินนายทหารบางคนไม่พอใจนักการเมืองบางคนที่บอกว่าไม่ใช่ลูกน้องทหาร จะได้สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

วันนี้ พล.อ.ประวิตร มีกระแสข่าวว่าจะไปจัดการในพรรคพลังประชารัฐ โดยการลดหน้าที่ในครม.นั้น ทราบว่าเพื่อให้ พล.อ.ประวิตร ไปทำภารกิจค้ำยันพรรคพลังประชารัฐ แก้ไขเสียงปริ่มน้ำ และเร็วๆ นี้ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ผ่านมาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐยุติได้เพราะ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า และนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่ตอนนี้เป็นมือขวาของ พล.อ.ประวิตร ดำเนินการ และตอนนี้มีการดึงอดีตส.ส.จากพรรคตรงข้ามมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เสมือนปฏิบัติการไดโว่ที่จะมีขึ้นอีก”