น้ำมันกัญชาเดินหน้าเพื่อประชาชน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำมันกัญชาเดินหน้าเพื่อประชาชน?

5 สิงหาคม 2562 – 14:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กัญชา,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 2,401 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

แล้วในที่สุด ‘กัญชา’ ก็ลงเอยด้วยดี สรุปได้ว่ารัฐมนตรีสาธารณสุข ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีใส่เกียร์เดินหน้าลุยแบบที่เคยให้สัญญาไว้เมื่อตอนหาเสียง

เวลาหาเสียงนั้นรัฐมนตรีสาธารณสุขซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศแล้วว่าจะเอากัญชามาสกัดเป็นน้ำมันหรือเรียกให้หรูหราว่า ‘น้ำมันกัญชา’ มารักษาสารพัดโรคได้

ถึงตอนนี้อะไรๆ ก็มาหยุดไม่อยู่แล้ว เพราะทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขไฟเขียวแบบไม่มีไฟแดง ปล่อยให้ดำเนินการได้เต็มที่ ซึ่งทีแรกนั้นก็จะมีคนต้านบ้างพอหอมปากหอมคอ

แต่มาถึงตอนนี้ทุกอย่างก็สะดวกโยธินตามแบบฉบับของประเทศไทย ซึ่งพอเอาเข้าจริงนักการเมืองก็จะอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ในฐานะของประชาชนคนหนึ่งขอกระตุกขาว่าอย่าได้หลงประเด็นไปตามกระแสเป็นอันขาด เพราะประชาชนคนไทยสามารถปลูกกัญชาเพื่อการรักษาได้ 6 ต้นและใช้เพื่อการรักษาเท่านั้น

‘น้ำมันกัญชา’ จึงต้องคอยดูกันอีกพอสมควรและหวังว่าต่อไปจะมีผลดีต่อคนไทยซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างแน่ชัด อย่าได้ออกนอกแถว

ขอให้ศึกษาหาความรู้และทำกัญชาให้เป็นประโยชน์ อย่ามัวเมาลุ่มหลงจนไม่เห็นผลลบหรืออาการข้างเคียงเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 จุดแข็ง–จุดอ่อนประเทศไทย
 ต้องยอมรับความจริง

หลายวันก่อนผมได้รับข้อความจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งได้สรุปจุดแข็งจุดอ่อนประเทศไทยของเรามา น่ารับฟังมากเพราะผู้วิเคราะห์เรื่องจริงปวดใจนี้เป็นระดับทูตใหญ่ที่เคยมาประจำการอยู่เมืองไทยที่มาจากนอร์เวย์ ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ

ผมจะขอสรุปจุดแข็งให้พอเป็นสังเขปว่าประเทศไทยเหมือนใจกลางของโลก เพราะรายล้อมด้วยจีน 1,400 ล้านคน อินเดีย 1,200 ล้านคน ญี่ปุ่น 100 ล้านกว่าคน อินโดนีเซีย 400 ล้านกว่าคน ฯลฯ ซึ่งนั่นคือเรามีตลาดการค้าที่มีมูลค่าสูงมากๆ

นอกจากนั้นเรายังมีสภาพภูมิประเทศมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบและทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว ไม่มีภัยธรรมชาติ ฯลฯ

เหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข แต่กลับกลายไม่เป็นเช่นนั้น เพราะชนชั้นผู้นำมุ่งทำลายคนไทยด้วยกันเองและไร้ความรับผิดชอบซึ่งเป็นจุดอ่อนอย่างมาก

มีคำพูดว่าคนไทยอยู่ที่ไหนบรรลัยที่นั่น ขออย่าให้เป็นความจริงเลย แค่นี้ก็เจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว
อนันต์ (ราชวัตร)


 ต้องกำจัด ‘จุดอ่อน’ ให้หมดไป
 เรียนคุณ ‘อนันต์’ ราชวัตร

อบคุณสำหรับจดหมายของคุณ ซึ่งได้ข้อสรุปที่ดีมาเล่าสู่กันฟังและเป็นความจริงที่เกิดขึ้นและขอเรียนให้ทราบว่าข้อความฉบับเต็มๆ ที่ได้อ่านมาทำให้เกิดความเจ็บปวดและต้องหันมาดูตัวเองอย่างยิ่ง

จึงขอพวกเราคนไทยทุกคนต้องสำนึกอยู่เสมอว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรและทำไมประเทศชาติของเราจึงไม่เจริญพัฒนาสถาพรให้ทัดเทียมต่างประเทศเขา และทำไมกงล้อแห่งประวัติศาสตร์อันบอบช้ำจึงหมุนเวียนกลับมาย่ำยีเราอยู่เสมอ

อยากจะบอกว่าคนไทยขาดความรับผิดชอบ ไม่มีระเบียบวินัยและจิตสำนึกที่ดี จะขอให้ยกเลิกคำพูดที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ออกไปเสีย เพราะนั่นคือทุกอย่างผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ขอให้คนไทยรุ่นใหม่จงทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองสมกับที่ไทยเป็นศูนย์กลางทุกอย่างและมี ‘จุดแข็ง’ มากที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ระเบิดกรุง หนาวสะท้าน การเมืองชายแดนใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดกรุง หนาวสะท้าน การเมืองชายแดนใต้

5 สิงหาคม 2562 – 12:53 น.
ระเบิดกทม,ระเบิดป่วนกรุง,มือวางระเบิดป่วนกรุง,กลุ่มวาดะห์,พรรคประชาชาติ,พรรคอนาคตใหม่,PerMAS,สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี,จังหวัดชายแดนใต้
เปิดอ่าน 4,300 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” คมชัดลึก 5 ส.ค.62

**************************

เหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งล่าสุด มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ คนเป็นชาวนราธิวาส จึงทำให้นักวิเคราะห์ข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ปฏิบัติการและแสดงศักยภาพของกลุ่มจาก จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่?

กรณีผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์ทำนองว่า เหตุระเบิดระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2562 เชื่อมโยงกับกลุ่มเดิมๆ ทำให้นักการเมืองพรรคฝ่ายค้านดาหน้าออกมาตอบโต้

การเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้นั้นจะบั่นทอนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังสร้างบรรยากาศของความชิงชัง ซึ่งผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองจะสามารถนำไปขยายผลต่อและทำให้เหตุการณ์บานปลายได้” 

ข้อความข้างต้นเป็นความห่วงใยของ สุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งได้ส..มากที่สุดจากชายแดนใต้ 

ขั้วขัดแย้งไม่เปลี่ยน 

นับแต่การเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนใน จังหวัดภาคใต้ ยังเป็นความขัดแย้งทางความคิดการเมืองเดิม ประชาชนที่ชื่นชอบทักษิณ และต้องการลดบทบาททหาร ก็จะเลือกพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนที่ไม่เอาทักษิณและต้องการให้ทหารคงอยู่ในพื้นที่ก็จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในการเลือกตั้ง 2554 นักการเมืองกลุ่มวาดะห์บางส่วนจะย้ายมาสังกัดพรรคมาตุภูมิ ชาวบ้านก็ไม่เลือก

สำหรับเลือกตั้ง 2562 พรรคประชาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ ชูคำขวัญเลือกฝ่ายประชาธิปไตย และให้ทหารออกจากพื้นที่ชายแดนใต้

ผลคะแนนเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรค ก็ยังสะท้อนความคิดการเมืองชุดเดิมคือฝ่ายชอบทักษิณและไม่เอาทหาร อย่างประชาชาติได้ 321,747 คะแนน และอนาคตใหม่ 89,023 คะแนน

ฝ่ายไม่เอาทักษิณ พลังประชารัฐได้ 160,444 คะแนน และรวมพลังประชาชาติไทย 100,043 คะแนน อาจรวมถึงประชาธิปัตย์ 143,727 คะแนน (แม้จะชูแคมเปญโค้งสุดท้าย ไม่สนับสนุน พล..ประยุทธ์ แต่ก็ไม่เอาทักษิณ)

 พิจารณาจากคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต ขั้ว จะเห็นว่า คะแนนรวมไม่ต่างกันมาก ประมาณฝ่ายละ ล้านคะแนน ย่อมหมายถึงพลังต่อรองในพื้นที่ยังก้ำกึ่งกันอยู่

สถานการณ์การเมืองชายแดนใต้คงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน ตราบใดที่นักการเมืองยังได้ประโยชน์จากไฟใต้

วาดะห์” ลอกคราบ

การเลือกตั้งครั้งนี้กลุ่มวาดะห์ที่นำโดย “วันมูหะหมัดนอร์ มะทา” รวบรวมอดีตส..ที่กระจายอยู่สองพรรค คือ เพื่อไทยและมาตุภูมิ ให้มารวมตัวที่พรรคประชาชาติ 

วันมูหะหมัดนอร์ มะทา

วันนอร์” ต้องการสร้างแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่นอมินีทักษิณ โดยเน้นความเป็นพรรคของ “มลายูมุสลิม” แม้ในการหาเสียงทั่วไปจะบอกว่า พหุวัฒนธรรม แต่การปราศรัยใน จังหวัดชายแดนใต้ ก็พูดว่า “เลือกพรรคประชาชาติ ได้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า” 

คีย์แมนคนสำคัญอย่าง “...ทวี สอดส่อง” อดีตเลขาธิการ ศอ.บตที่มารับบทเลขาธิการพรรค ก็มีผล อย่างยิ่งต่อการได้เก้าอี้ส..เขตในชายแดนใต้ ด้วยการขายฝันเรื่องการพูดคุยสันติสุข

...ทวี สอดส่อง

ผลการเลือกตั้ง ส..เขตในจังหวัดชายแดนใต้ ปรากฏว่าประชาชาติ ที่นั่ง พลังประชารัฐ ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ ที่นั่ง และภูมิใจไทย ที่นั่ง

ชัยชนะของประชาชาติมาจากการจุดกระแสมลายูมุสลิม และความแตกแยกภายใน ปชป.(มีอดีต ส..แยกไปสังกัด รปช.) 

ส้มด้ามขวาน” รุ่นใหม่

ช่วงหาเสียงกระแสคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยของอนาคตใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมคะแนนเสียงในฐานะผู้เล่นที่เปลี่ยนเกมการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

ช่อ พรรณิการ์ วานิช เข้าเยี่ยมครอบครัวของผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ที่หมดสติในค่ายทหาร

และรักษาตัวอยู่ที่  รพ.สงขลานครินทร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ลึกๆ แล้ว คนรุ่นลูกหลานของกลุ่มวาดะห์นั่นแหละ ที่เข้ามาให้การสนับสนุนอนาคตใหม่ แม้โดยภาพรวมคะแนนอาจจะแพ้พรรคลุงกำนัน แต่ผลคะแนนในเขตเมืองปัตตานีก็เฉลี่ยเขตละหมื่นคะแนน รวมถึงเขตพื้นที่สีแดงก็มีคะแนนตีตื้นประชาชาติ

กลุ่ม PerMAS

PerMAS  หรือสหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี ย่อมตกเป็นเป้าหมายของอนาคตใหม่ที่จะเจาะเข้ามาเป็นพันธมิตร แต่องค์กรนี้ก็มีแนวคิดแนวทางเป็นของตัวเอง

วัตถุประสงค์การก่อตั้ง PerMAS  ก็เพื่อเชื่อมตัวแทนนักศึกษาปาตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดทั้งในและนอกประเทศ 

PerMAS  ยื่นหนังสือให้ UN เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชายแดนใต้

สิ่งที่ PerMAS  ทำในพื้นที่คือ ขจัดความกลัวของชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้พูด ไม่ว่าจะเชียร์รัฐ เชียร์บีอาร์เอ็น หรือต้องการเอกราช สามารถพูดได้ผ่านเวทีของ PerMAS  ที่เรียกว่า “เสวนาปาตานี”

PerMAS  จึงถูกนักการเมืองบางคนลากโยงเข้าหาอนาคตใหม่ และเหตุระเบิดในเมืองหลวง 

ป่วนเมือง! ท้าทายลุงตู่รวบอำนาจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382376?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วนเมือง! ท้าทายลุงตู่รวบอำนาจ

5 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ป่วนเมือง,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 4,177 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

เริ่มต้นเดือนสิงหาคม 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 และ 2 ต่อเนื่องกันได้เกิดเหตุทั้งระเบิดและสร้างสถาณการณ์ข่มขู่ รวมทั้งการก่อเหตุไฟไหม้ในหลายจุดของกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องท้าทายอำนาจรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องหาเหตุผลอื่น

เพราะพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรอบสอง คุมทั้งทหาร-ตำรวจ-ดีเอสไอ จึงถือเป็นการรวมศูนย์อำนาจงานด้านความมั่งคงของประเทศไว้ที่ผู้นำคนเดียว แต่กลับมีเหตุป่วนเมืองเกิดขึ้น “ต้อนรับ” การคุมอำนาจครั้งนี้

ต้องขอประณามคนเลวที่ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุป่วนเมืองครั้งนี้ เพราะนอกจากสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหวัง “ดิสเครดิต” หรือแย่งชิงอำนาจแล้ว เหตุป่วนครั้งนี้สร้างความวิตก กังวลต่อประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่กลัวว่าไปไหน “ไม่ปลอดภัย”

ความกังวลเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่แล้ว ทำให้มีปัญหามากขึ้นไปอีก จึงต้องประณามทั้งผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังว่าเป็น “คนเลว”

ส่วนใครอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุอยู่ในระหว่างการ “ป้ายความผิด” ให้กันและกัน ระหว่างฝ่ายอำนาจเก่าและผู้ชิงอำนาจใหม่ที่ว่ารัฐบาลต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อจะต้องการใช้กฎหมาย “พิเศษ” ที่เพิ่งหมดไปเพราะการสลายตัวตามกฎหมายของคสช.และฝ่ายรัฐบาลก็โทษว่าเป็นกลุ่ม “อำนาจเก่า” ที่ต้องการกลับเข้ามามีอำนาจ จึงกระทำการเพื่อดิสเครดิต

สิ่งที่ต้องกระทำคือการ “จับกุม” ผู้กระทำและผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินการ โดยไม่ใช่การ “จับแพะ” เพื่อหวังปิดคดีให้จบๆ เหมือนที่นิยมปฏิบัติกันมาในอดีต ต้องดำเนินการให้ประชาชนชาวไทยและต่างชาติมีความมั่นใจว่าแม้จะมีเหตุมาแล้ว “อำนาจรัฐ” สามารถจับกุมดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างถูกต้องและ “ไม่ล่าช้า” ความเชื่อมั่นต่างๆ จึงจะกลับมา

ย้อนไปดูภายในรัฐบาลซึ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับการเกิดเหตุป่วนเมือง ว่าด้วยการเปลี่ยนถ่ายอำนาจบังคับบัญชางานด้านความมั่นคงจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ บิ๊กป้อม มาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

5 ปีในรัฐบาล “ตู่ 1” ภายใต้เงาคณะรัฐประหาร คสช. การกุมบังเหียนอำนาจด้านความมั่นคงอยู่ในอำนาจ “กึ่งเบ็ดเสร็จ” ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่คุมทั้ง ทหารและตำรวจ ถนนแห่งอำนาจของกองทัพทหารและตำรวจจึงวิ่งไปที่ศูนย์กลางเดียวคือบ้าน พล.อ.ประวิตร

แต่วันนี้ต่างกันแม้จะติดโผเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล “ลุงตู่ 2” แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มอบงานเก่าให้พี่ใหญ่แห่งค่าย “บูรพาพยัคฆ์” ดูแลอีกต่อไป โดยลุงตู่เลือกรวบงานทั้งทหาร ตำรวจและ ดีเอสไอ มาดูแลเองอย่างเบ็ดเสร็จ แถมไม่ยอมทำตามความประสงค์ของพี่ใหญ่ที่อยากจะให้กระทรวงพลังงานมาอยู่ในสายบังคับบัญชาของพล.อ.ประวิตร ด้วยข้ออ้างเป็นกระทรวง “ความมั่นคง” และเลือกที่จะโยนงานพลังงานให้ขึ้นอยู่กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ระยะหลังมีความ “ระหองระแหง” ในความคิดทางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่าง “บิ๊กป้อม” กับ “อาจารย์กวง” อยู่สม่ำเสมอ

จะเรียกว่า พล.อ.ประวิตร ตกอยู่ในสภาพ “รองนายกฯ ลอย” ก็ว่าได้ แม้ว่าจะ “ร่ำลือ” กันว่าเป็นผู้มี “บารมี” นอกพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนหลักรัฐบาล ก็ตาม ซึ่งต้องจับตาดูว่าเมื่อสภาพเป็นเช่นดั่งนี้จะมีผลต่อ “ความมั่นคง” ทั้งในพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลหรือไม่

หรือว่านี่คือกระบวนการถ่ายโอนอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะโอนทั้งหมดมาอยู่ในการกำกับของตนเองเพื่อความมั่นคงทั้งทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศ

คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

5 สิงหาคม 2562 – 07:48 น.
คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,677 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ผ่านพ้นไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี เรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พ่วงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ต้องพบกับบททดสอบจากพวกผู้ไม่หวังดี ก่อเหตุป่วนบ้านป่วนเมืองหลายแห่งกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 2 สิงหาคม โดยเริ่มจากเพลิงไหม้ในเขตชุมชนย่านถนนเพชรบุรี แขวงพญาไท ซึ่งเจ้าหน้าที่พบสาเหตุมาจากระเบิดเพลิง มีการตั้งเวลาจากแผงวงจรต่อเนื่องกันถึง 4 แห่ง  ในเวลาไล่เลี่ยกันเกิดเหตุวางระเบิด 3 ครั้ง หน้าศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ย่านช่องนนทรี บริเวณหน้าอาคารมหานคร และพงหญ้าใต้บันไดบีทีเอส มีผู้บาดเจ็บ 2 คน รวมทั้งซอยพระรามเก้า 57/1 ซึ่งพนักงานทำความสะอาดของกทม.ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ท่ามกลางความระทึกขวัญของคนกทม.ที่สัญจรไปมาช่วงเช้ายันสาย

 แม้จะเป็นความโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสและความเสียหายไม่รุนแรงมากนัก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในช่วงที่เราเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ อีกทั้งยังเป็นการประเดิมการทำหน้าที่กำกัับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี ศูนย์กลางของเหล่าสีกากีซึ่งทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กลับถูกลูบคมด้วยการวางระเบิดในช่วงเย็นก่อนหน้า 1 วันในลักษณะเดียวกัน โชคดีที่มีผู้พบเห็นและทำลายวงจรไปก่อน และจากการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวนราธิวาสได้ 2 คน ขณะกำลังขึ้นรถทัวร์หลบหนีลงภาคใต้ และเมื่อตรวจสอบประวัติพบเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนใต้

ในขณะที่ประเทศชาติกำลังเดินไปด้วยดี แต่กลับมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงได้เพิ่มเติมมาตรการความปลอดภัย และฝากความเป็นห่วงมายังประชาชนว่าให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้แก่รัฐบาล ขณะที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ตั้งข้อสังเกตรูปแบบของการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 ที่เป็นกลุ่มคนเดิมๆ มีแนวคิดเดิมๆ และมาจากสำนักเดิมๆ เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด สิ่งที่เป็นห่วงก็คือจะมีฝ่ายการเมืองหรือพวกที่ไม่หวังดีต่อประเทศใส่ความว่าฝ่ายความมั่นคงทำเรื่องแบบนี้เอง เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากกลุ่มเดิมๆ ความคิดเดิมๆ มีคนสั่งการคนเดิม แต่คนลงมืออาจเป็นคนหน้าใหม่ นี่คือสิ่งบอกเหตุทางการเมือง

บ้านเมืองเราจมปลักอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่า 10 ปี มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทำร้ายกันจนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เกิดเหตุเผาบ้านเผาเมือง ประเทศชาติเสียหายเศรษฐกิจหยุดชะงัก จนมาถึงวันนี้ที่เพิ่งจะได้ประชาธิปไตยกลับมา ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันชัดเจนว่า “จะจัดการอย่างเด็ดขาดกับคนที่สร้างไม่สงบให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเราร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็จะช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยได้ หลายๆ เหตุการณ์ที่เราผ่านไปได้ด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือของประชาชนคนไทย วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อไม่ให้คนที่คิดร้ายกับประเทศมีที่ยืน”  เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความปรารถนาที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างมีเกียรติ มีศักดิิ์ศรี ความคิดเห็นที่แตกต่างต้องไม่นำมาซึ่งความแตกแยก มีรัฐบาลที่ใช้ธรรมาภิบาลปกครองชาติบ้านเมืองให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย คนในชาติอยู่กันอย่างสงบภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

ทำร้าย “ปวิน” เกมการเมือง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำร้าย “ปวิน” เกมการเมือง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปม

4 สิงหาคม 2562 – 15:00 น.
ปวิน,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,Andrew MacGregor Marshall,จอม เพชรประดับ,นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต,ม112
เปิดอ่าน 3,784 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***********************

“ผมถูกทำร้ายร่างกายที่บ้านพักที่เกียวโตครับ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตามข่าวที่ปรากฏใน Washington Post…”

นี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต บนเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ส.ค.2562

“ปวิน” หยุดความเคลื่อนไหวมาแต่วันที่ 8 ก.ค.2562 มิตรสหาย และเอฟซีปวิน ต่างสงสัยว่า หายไปไหน?

เมื่อ 31 ก.ค.นี้ จึงมีความชัดเจนจากการแพร่คลิปที่ “ปวิน” ออกมาแถลงผ่านงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ว่า สาเหตุที่ต้องเร้นกายหายไปจากโซเชียล เพราะมีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายถึงห้องพักในอพาร์ตเมนท์ กลางกรุงโตเกียว

คลิปที่ปวินบอกเล่าเหตุการณ์นั้น “เลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์” หรือโจ กอร์ดอน (Joe Wichai Commart Gordon) สัญชาติไทย-อเมริกัน ผู้ต้องหาคดี 112 ที่อยู่ในสหรัฐฯ นำมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค Joe Gordon

“ตอนประมาณตี 4.45 นาที ของวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ มีคนร้ายใส่ชุดดำสวมหน้ากาก ได้บุกเข้าไปในห้องนอนที่อพาร์ตเมนต์ในกรุงโตเกียว และเปิดผ้าห่มฉีดสเปรย์สารเคมีบางอย่างใส่ แล้ววิ่งหนีไป ต่อจากนั้นได้แจ้งให้ตำรวจญี่ปุ่นได้ทราบและดำเนินการสอบสวนต่อไป”

ปวินอ้างว่าตำรวจญี่ปุ่นมาที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยพิสูจน์หลักฐาน พร้อมกับแนะนำให้เขาย้ายไปพักในสถานที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของตำรวจญี่ปุ่น

กลุ่มแดงอิสระในนาม “เสียงชาวบ้าน” ที่จัดรายการทอล์คการเมืองผ่านยูทูบ จากประเทศอังกฤษ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนทำร้ายปวินจริง เหตุใดจึงไม่แจ้งมิตรสหายให้ช่วยกระจายข่าวแต่วันแรกๆ

ผิดวิสัย คนปากกล้าแบบปวิน ที่จะไม่ยอมนิ่งเฉย ยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการเมือง เขาจะไม่หยุดนิ่ง แต่ปวินเลือกที่จะลากความสงสัยในการหายตัวไปของเขา ไปจนถึงปลายเดือน ก.ค.

ยกตัวอย่าง “จอม เพชรประดับ” สื่ออิสระในสหรัฐได้พยายามสืบข่าวว่า ปวินหายไปไหน? เพราะมีคนถามหามากมาย

เมื่อ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา จอมจึงแจ้งเบาะแสของปวินผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ว่า หลังจากสืบหาข้อมูลจากคนใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งในและต่างประเทศ ทุกคนต่างก็อ้างข้อมูลของ Andrew MacGregor Marshall ที่บอกว่า อาจารย์ปวิน สบายดี

“เพียงแต่อยากจะดึงตัวเองจากโลกโซเชียลไปสักพักเท่านั้นเอง (แหล่งข่าวจากขอบเตียงแอบกระซิบมาว่า ก็คงไม่พ้นเรื่องผู้ชง ผู้ชายนั่นแหละค้า…ที่เป็นเหตุหลัก)…”

กระทั่ง ปวินฉวยจังหวะมางานสัมมนาวิชาการที่สหรัฐ จึงบอกเล่าเรื่องราว และมีการตัดคลิปเผยแพร่ จึงกลายเป็นข่าวในวอชิงตันโพสต์ และสืื่อต่างประเทศอีกหลายสำนัก

ขณะที่ต้นสังกัดของปวิน คือ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยเกียวโต ยังไม่มีข่าวสารใดๆ ทั้งที่ปวินพยายามจะชี้เป้าว่า ต้นเหตุการทำร้ายเขานั้น มาจากการเมืองไทย

ระเบิดการเมือง ลายเซ็น “คนหน้าเดิม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดการเมือง ลายเซ็น “คนหน้าเดิม”

3 สิงหาคม 2562 – 10:05 น.
ระเบิดการเมือง  ลายเซ็น
เปิดอ่าน 6,051 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค.62

พลันสิ้นเสียงระเบิด ควันข่าวลือกระพือโหม ขบวนการปั่นกระแส ตามความเชื่อทางการเมืองทำงานเต็มที่ สังคมอลหม่าน รัฐบาลประยุทธ์ 2 เจอการท้าทาย จากคนกลุ่มเดิม

เสียงระเบิดสนั่นเมืองหลวงประเทศไทย ในวันที่ไทยเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2562 ย่อมมิใช่เหตุป่วนเมืองธรรมดาสามัญ

โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ที่ จ.ชุมพร 2 ราย ทำเอาคนไทยพออุ่นใจ โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังจากปากของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแถลงช่วงบ่ายวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ท่วงทำนองว่า นี่คือการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับทหารที่เข้มแข็ง จึงสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

ระเบิด…ใครได้-ใครเสีย

แต่จะไม่ให้ถามว่าใครทำ ก็คงไม่ได้ บางคนถามโซเชียล อาจได้คำตอบที่ส่วนใหญ่ออกไปในทางหนึ่ง แต่อะไรจะน่าเชื่อถือเท่ากับความคิดเห็นจากบุคคลภาครัฐ

อย่างที่บอกว่าหลายคนมีมุมมองเดียวกัน แต่ที่แซบคือ บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาซัดเลยว่า งานนี้หนีไม่พ้น “กลุ่มเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ”

“ลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 เป็นกลุ่มคนเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ มาจากสำนักเดิมๆ ที่เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด”

หันไปข้างนักวิชาการ แม้จะเคยเป็นที่ปรึกษา รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรือเคยทำงานให้แก่ภาครัฐมาก่อนอย่าง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

แต่วันนี้ในฐานะนักวิชาการ เขาวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์นี้ชัดเจนว่ามีเป้าหมาย ดิสเครดิตรัฐบาล” และอาจใช้มือก่อการบางส่วนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนอีกเป้าหมายหนึ่งคือ การวางระเบิดใกล้เคียงกับระบบคมนาคมขนส่ง มุ่งสร้างความปั่นป่วนให้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้ตื่นตระหนก

อาจารย์ปณิธานชี้ว่า ทั้ง 2 เป้าหมายนี้จะเป็นแรงสะท้อนไปยังรัฐบาล ซึ่งอยู่ในสภาพที่ยังไม่ได้ตั้งตัว 100% เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลทันที

มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ มุมที่ อ.ปณิธานระบุว่า คนที่วางแผน สั่งการ อาจจะเรียกว่า “คนวงใน” ก็ได้ เพราะน่าจะรู้กลไกบางอย่าง เช่น การส่งมอบพื้นที่และภารกิจของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ กกล.รส. ให้แก่ตำรวจ

พูดง่ายๆ ว่า รู้จุดอ่อน รู้จุดแข็งของงานความมั่นคง จึงสามารถก่อเหตุอย่างแม่นยำ ป่วนกรุงระเบิดหลายจุด

 

ปลุกขวัญกำลังใจ

ที่สุดช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 2 สิงหาคม หลังคนไทยตกใจและสับสนในข่าวสาร ปรากฏว่าเราก็ได้พบกับการแถลงข่าวที่น่าสนใจของบุคคลสองคน

คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ครั้งที่ 7/2562

ช่วงของบิ๊กตู่ จะว่าไปก็ทำเอากระจอกข่าวผิดหวังพอสมควร ที่ไม่ได้เห็นบิ๊กตู่ฮึ่มฮั่มควันออกหูกับสถานการณ์ระเบิดมากนัก เพราะมาในฐานะประธานการประชุม ก.ตร.ครั้งแรก

หลังประชุมเสร็จ บิ๊กตู่แถลงแจ้งผลว่าได้เสนอการแก้กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 และมีการเพิ่มโครงสร้างศูนย์ตำรวจขึ้นจาก 9 เป็น 10 ศูนย์ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่ที่เน้นเลยคือ บิ๊กตู่ระบุว่าจะไม่ยอมให้มีการซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด !

ส่วนสถานการณ์ระเบิด บิ๊กตู่ระบุโดยสรุป ขอว่าประชาชนและสื่อ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นการกระทำของฝ่ายไหน และด้วยเหตุผลอันใด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่ก็ได้ทิ้งคำถามไว้ว่า

อยากให้คิดว่า ทำไม ปีที่ผ่านมาเรื่องแบบนี้มันลดน้อยลงไป หรือแทบจะไม่มีเลย แล้วทำไมมามีในช่วงนี้ ที่มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอยู่”

“ใครก็ตามที่ทำ มันต้องไม่มีที่ยืน ทุกคนกำลังดีใจที่ได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง การแถลงนโยบายเพิ่งจบ ก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น”

พอหันไปข้างตำรวจ หลังบิ๊กตู่แถลงเสร็จ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. ก็ได้ออกมาแถลงบ้าง โดยมุมหนึ่งระบุถึงสถานการณ์ว่ามีความเชื่อมโยงกัน 2-3 จุด เพราะเป็นระเบิดชนิดเดียวกัน

พร้อมระบุ ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมคล้ายกับกลุ่มที่เคยลอบวางระเบิดใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2558 แต่เป็นกลุ่มคนหน้าใหม่จึงไม่มีข้อมูลในสารบบ

แต่อีกมุมหนึ่ง บิ๊กแป๊ะก็ได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ที่ว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

โดยแจงว่างานนี้ทางตำรวจทหารได้ทำงานร่วมกันตลอด เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวให้เห็น ในวันนี้จึงต้องแถลงข่าวเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

อย่างการปฏิบัติงานในสถานการณ์ระเบิดครั้งนี้ ก็บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เรียบร้อยภายใน 24 ชั่วโมง ฉะนั้นขอให้เชื่อมือ

ปลุกไฟท้องถิ่น “พ่อฟ้า” ล้าง “บ้านใหญ่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกไฟท้องถิ่น “พ่อฟ้า” ล้าง “บ้านใหญ่”

3 สิงหาคม 2562 – 09:41 น.
ปลุกไฟท้องถิ่น
เปิดอ่าน 9,990 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค. 62

*************************

“ถ้าไม่ให้เข้าสภา ก็จะอยู่กับประชาชน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลั่นวาจาไว้อย่างถูกใจกองเชียร์ไม่นานมานี้ แต่ประเด็นคือไม่ได้แค่พูด

เพราะนับจากวันนั้น เสี่ยส้มหวานลงลุยเกือบทั่วไทย เพื่อทำตามโจทย์ 3 ข้อที่พรรคอนาคตใหม่วางไว้ในวาระครบรอบ 1 ปี 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังชัดเจนว่าพรรคของเขาฤดูกาลนี้ คือพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีเป็นอื่น

ถ้าจำได้ในงาน “1 ปี​ พรรคอนาคตใหม่​ เดินไปด้วยกัน​ Walk with me Talk​ with me” ที่ธรรมศาสตร์ ธนาธรลั่นว่าโจทย์ที่ต้องทำข้อหนึ่งคือจะลุยเขย่าการเมืองท้องถิ่น ให้หมดยุค บ้านใหญ่” ไม่เอาแล้วที่มากันทั้งสาแหรก !

ยุทธศาสตร์ไร้ข้อจำกัด ?

หลายคนวิเคราะห์ว่า พรรคอนาคตใหม่มียุทธศาสตร์การรุกเข้าการเมืองท้องถิ่น ที่เน้นพื้นที่ทาง “ยุทธศาสตร์” คือไม่ต้องปักหมุดเช็กอินมันหมดทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย แต่ที่จะไปต้องมีอิมแพ็ค โดยต้องมี ส.ส.เขตของพรรคอยู่แล้ว

มุมหนึ่งมีการวิเคราะห์ว่า ธนาธรไม่ต้องการชนกับพรรคฝ่ายเดียวกันโดยตรงอย่างเพื่อไทย ที่ครอบครองอยู่หลายพื้นที่ ด้วยการทำการเมืองท้องถิ่นแบบเดิม คือเรื่องของหัวคะแนน

แต่ปรากฏว่าวันที่ 11-12 มิถุนายน ธนาธรเปิดฉากด้วยการเทกระจาดนักวิเคราะห์ลงน้ำ เพราะเขาลงไปพังงาและภูเก็ต ที่เป็นถิ่นของพรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์มายาวนานเหนียวแน่น หรือที่ภูเก็ตต่อให้งวดนี้ เก้าอี้จะย้ายไปเป็นของ ส.ส.พลังประชารัฐ แต่มันก็ไม่ใช่พื้นที่ของอนาคตใหม่อยู่ดี

มุมนี้ ถ้าไม่เพราะเป็นหมายเดิมที่ต้องทำให้ครบ ก็แปลว่าอนาคตใหม่กำลังลงไปเปิดตลาด คือต่อให้ยังไม่มีคนซื้อ ก็ขอให้ไปติดแบรนด์ไว้ก่อน

ว่าแล้วที่พังงา ภูเก็ต ธนาธรลุยกิจกรรมครบเครื่อง ทั้งรับฟังปัญหาประมงพื้นบ้าน พบปะสมาชิกพรรค และพูดคุยในกิจกรรม “ฟังเสียงบ่นคนภูเก็ต” ปัญหาการท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม

จากนั้นช่วงค่ำก็ขึ้นปราศรัยอนาคตใหม่กับการเมืองท้องถิ่น แถวลานหลังห้างจังซีลอน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นประหนึ่งว่าไม่มีอะไรหยุดเขาได้อีก

อีสานออนทัวร์

พอถึงคิวอีสาน 24 กรกฎาคม นครพนม, 25 กรกฎาคม มุกดาหาร และ อุบลราชธานี และไปจบที่นครราชสีมา ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

นาทีนี้วิเคราะห์ไปทำไมมี เพราะนครพนม คือพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย อุบลราชธานีก็ไม่ใช่พื้นที่ของอนาคตใหม่ ยิ่งโคราชยิ่งไมใช่เลยสักเขต แต่ธนาธรพุ่งไปที่ตรงนี้อย่างไม่ยี่หระ

โดยสรุปแล้วเนื้อหาของการไป ธนาธรระบุว่าพรรคอนาคตใหม่ จะยังคงผลักดันการแก้กฎหมายหลายเรื่องที่่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนต่อไป แต่ที่เร่งด่วนที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แถมยังไปร่วมงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้วัยโจ๋ได้กรี๊ดกร๊าด ขอเซลฟี่และลายเซ็น แล้วไปจบที่โคราชกับกิจกรรม งาน “โคราชคุยเดิ้งธนาธรดา” ที่สีมา อารีน่า สนามฟุตบอลหญ้าเทียม

ฉากหน้า นี่เรียกว่าเป็นการเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในจังหวัดภาคอีสาน

ฉากหลัง นี่คือการบุกถึงกลางบ้านคู่แข่ง หรือศัตรูทางการเมือง ฉกฉวยจังหวะหาเสียงล่วงหน้าของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะถึง หรือล่วงหน้าของล่วงหน้าเผื่อไว้สำหรับวันที่เกมเปลี่ยนก็ได้เหมือนกัน

เอกต๊ะต่อนยอน

ไม่ต้องถูกหาว่าใช้งบประมาณรัฐหาเสียงเนียนๆ เหมือนกับรัฐไทยทุกสมัยโดนมา เพราะนี่ไม่ใช่ทัวร์นกขมิ้นของรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง และไมใช่ ครม.สัญจรของอีกรัฐบาลหนึ่ง

แต่นี่คือการลงพื้นที่ของ นายกฯ ในใจฟ้า” ที่ชื่อ “ธนาธร” เพื่อเก็บให้หมด ทั้งชาวบ้าน ชาวเมือง และคนรุ่นใหม่ และเก็บให้ได้ถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ฐานเสียง

ล่าสุดร้อนๆ นี่้เอง ธนาธรบุกขึ้นเหนือวันที่ 1 สิงหาคม ปักหมุดนครสวรรค์ พื้นที่ของพลังประชารัฐส่วนใหญ่ ที่เหลือคือ เพื่อไทย และภูมิใจไทยอีกพรรคละ 1 เขต

แต่งานพบปะสมาชิกพรรค และจัดเสวนาย่อยที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ธนาธรได้ภาพประทับใจมาฝาก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้พอสมควร

เขาระบุว่า อยากเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์ ผลักดันนโยบาย เพื่อให้ประชาชนและชาวบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในสังคม และ “เราไปไกลกว่านี้ไม่ได้ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

ไม่ต้องพวกเดียวกัน ไม่ต้องรักกันมาแต่ต้น ไม่ต้องบอกว่ามาเลือกผม แต่เสี่ยเอกขอซึมลึกไปก่อน ว่าแล้วก็วกเข้าพิษณุโลกวันที่ 2 สิงหาคม แล้วตบท้ายที่เชียงใหม่ บ้านเกิดภรรยาคนสวยในวันที่ 4 สิงหาคม

สองจังหวัดหลังพรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส.จังหวัดละ 1 เก้าอี้เท่านั้น !

ยุทธวิธีย้ำซ้ำ?

ที่เชียงใหม่ ธนาธรเปิดฉากรณรงค์แคมเปญ จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” ราวกับจะประกาศหมุดหมายสำคัญ

เพราะที่นั่น คือพื้นที่ที่เคยแดงเถือกไปด้วยเพื่อไทย มีเลือกตั้งหนนี้ที่เพิ่งเป็นสีส้มไปหนึ่งเขต ส่วนที่อื่น ก็เป็นพื้นที่ของพรรคอื่นทั้งสิ้นเหมือนกัน

มุมนี้ หากล้อไปกับการประกาศลุยท้องถิ่นเพื่อล้างบาง “บ้านใหญ่” หรือหัวคะแนนในพื้นที่ ก็คงเข้าใจได้ว่าทำไมธนาธรต้องกล้าลุย

จะห่วงก็แต่คนที่จะยุส่ง ว่านี่อาจเป็นการเปิดฉากต่อสู้กับพันธมิตรซึ่งแนบแน่นอย่างพรรคเพื่อไทย ที่ครั้งหนึ่งมีหัวหอกประกาศทำการเมืองท้องถิ่นแบบลงฐานราก จนสำเร็จในแบบฉบับของเมืองไทยยุค 2544

วันนี้ ถามว่าถ้าธนาธรจะทะลวงลงไปถึงราก ตามแบบฉบับของส้มหวานในฉากเมืองไทยยุค 2562 บ้าง คงไม่เกินไป

เพราะคะแนนรวมทั้งประเทศหกล้านกว่าเสียง เป็นอันดับสามในการเลือกตั้งใหญ่ แถมหากวิเคราะห์ดีๆ หลายจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ส้มหวานแม้ไม่ได้เก้าอี้ ส.ส. แต่ก็มีคะแนนเป็นพรรคไม่ตกจากลำดับที่ 3

นี่แปลว่า ธนาธรกำลังลงไปเน้น ไปย้ำ ในพื้นที่ที่มีโอกาส ไปในที่ที่ติดแบรนด์ไว้ระดับหนึ่งแล้วนั่นแหละ

อย่างที่เกริ่นว่า “ถ้าไม่ให้เข้าสภา ก็จะอยู่กับประชาชน” แต่การไปหาประชาชนหนนี้ จะทำให้ธนาธรได้กลับเข้าสภาหรือไม่ (ภายในวงเล็บว่าถ้ารอดจากคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเกมยุบพรรคและตัดสิทธิ์การเมือง) น่าติดตามจริงๆ

“ปารีส”ชุมทางแดง ทิ้งที่มั่นลาวเข้ายุโรป ตั้งสมาคมผู้ลี้ภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382180?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปารีส”ชุมทางแดง ทิ้งที่มั่นลาวเข้ายุโรป ตั้งสมาคมผู้ลี้ภัย

3 สิงหาคม 2562 – 08:47 น.
เปิดอ่าน 9,731 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค. 62

********************

เป็นเวลา 4 ปี ที่สถานีวิทยุใต้ดิน(ยูทูบ)จากฝั่งลาว ส่งกระจายเสียงข้ามโขงปลุกระดมคนไทยลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหาร บางกลุ่มฝันถึงสหพันธรัฐ บางกลุ่มก็เพ้อหาสาธารณรัฐ

ทันทีที่ “กลุ่มไฟเย็น” 5 ชีวิต เดินทางออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ มุ่งสู่ปารีส ฝรั่งเศส ก็หมายถึงกาลอวสานของวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย และบทเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่

กลุ่มไฟเย็นไปถึงปารีส เมื่อ ส.ค.2562 ประกอบด้วย “รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล“ (แยม ไฟเย็น) และ ”ไตรรงค์ สินสืบผล“ (ขุนทอง ไฟเย็น), ”นิธิวัต วรรณศิริ” (จอม ไฟเย็น) ,ปริญญา ชีวินกุลปฐม (พอร์ท ไฟเย็น) และ “วรวุฒิ เทือกชัยภูมิ” (ดีเจตีโต้)

จอม ไฟเย็น ดีเจตีโต้ ขุนทอง ไฟเย็น และแยม ไฟเย็น ถึง ปารีส 2 ส.ค.

ด้าน “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานในต่างแดนที่อาสาช่วยกลุ่มไฟเย็น ก็บินมาจากฟินแลนด์มาสมทบกับ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ที่ปารีส เพื่อวางดูแลกลุ่มไฟเย็น ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2562

สิ้นเสรีไทย..แดงกระเจิง

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจ เมื่อ 22 พ.ค.2557 นักการเมืองค่ายเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ, สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร, โกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์ ฯลฯ

วัฒน์ จรัล และ จรรยา ประชุมเตรียมการรอรับกลุ่มไฟเย็น

“จารุพงศ์” ได้แจ้งว่า จะมีการจัดตั้ง องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” เป็นแกนหลักในการนำพาประชาชนไทยต่อสู้อำนาจเผด็จการทหาร

ดังนั้น กลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และโกตี๋ ที่หลบหนีมาอยู่ในลาว จึงได้รับการช่วยเหลือด้านการเงินจากองค์กรเสรีไทย โดยสองปีแรก “เสรีไทย” ยังแข็งขัน

ชีวิตใหม่ผู้ลี้ภัย 112

ย่างเข้าสู่ปี 2559 จารุพงศ์ และคณะนำองค์กรเสรีไทย กลับไม่มีการชี้นำแดงใต้ดินในลาว เงินทองที่อุดหนุนจุนเจือก็ร่อยหรอ ยิ่งสู้เหมือนยิ่งสิ้นหวัง

ปี 2560-2561 กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในลาว จึงจัดรายการวิทยุใต้ดินทางช่องยูทูบ หารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่แตกออกเป็น 3 ก๊ก แย่งแม่ยกกันเอง และทะเลาะเบาะแว้งออกอากาศ

บ้านใหม่ฝรั่งเศส

ตามมาด้วยการถูก “อุ้มหาย” โดยฝีมือ “มือสังหารนิรนาม” เริ่มจาก “ดีเจซุนโฮ” อิทธิพล สุขแป้น และ “โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ

ปลายปี 2561 สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และ “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ต้นปี 2562 “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ

กลุ่มไฟเย็น หิ้วทุเรียนไปฝากจรรยา

ด้วยเหตุนี้ “วัฒน์ วรรลยางกูร” จึงเผ่นออกจากไปตั้งหลักที่ปารีส และกลุ่มไฟเย็นก็ปั่นกระแสข่าวถูกไล่ล่ารายวัน จนได้ไปลี้ภัยในฝรั่งเศส

ทำนองเดียวกัน กลุ่มไฟเย็นรู้สึกผิดหวังองค์กรเสรีไทย ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ไปไม่รอด แถมคนใกล้ตัวกลับถูกไล่ล่า ถูกฆ่าทิ้ง

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล จึงกระโจนออกมาช่วยกลุ่มไฟเย็น เธอพยายามส่งข่าวกลุ่มไฟเย็นถูกไล่ล่าไปให้สำนักข่าวในยุโรปตีข่าว หวังให้นานาชาติได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในลาว

สมาคมผู้ลี้ภัย 112 

เมื่อทราบชัดว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ไปไม่รอด “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตผู้ประสานงานเสรีไทย จึงสร้างองค์กรใหม่ในนาม สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน”

องค์กรใหม่ของจรัล ไม่ต่างจาก “สมาคมผู้ลี้ภัย 112” เพราะเวลานี้ มีผู้หลบหนีคดี ม.112 มาอยู่ฝรั่งเศสถึง 8 คน

เริ่มจาก “ศรัณย์ ฉุยฉาย” หรือ อั้ม เนโกะ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งเรียนจบปริญญาเอกแล้ว ตามมาด้วย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” อดีตอาจารย์ประจาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่อยู่ระหว่างพักฟื้นร่างกาย

สำหรับสมาชิกใหม่ ได้แก่ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และสมาชิกวงไฟเย็นอีก 5 คน โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การประสานงานของ จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่หวังจะใช้ปารีส เป็นฐานการต่อสู้ครั้งใหม่

จรัลเพิ่งนัดวางยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อสถาปนาประชาธิปไตยประชาชน โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยในยุโรป เมื่อได้กลุ่มไฟเย็นมาเป็นนักรบวัฒนธรรม คงได้มีการจัดกิจกรรมฉลองชัยในปารีสเร็วๆนี้

ทวงคืนทางม้าลายให้ประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทวงคืนทางม้าลายให้ประชาชน

2 สิงหาคม 2562 – 10:49 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตทอำพล บัวรับพร,ทางเท้า,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 2,719 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสำคัญของโลกปัจจุบัน โดยในแต่ละปีมีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการสัญจรทางบกที่มี “คนเดินเท้า” และต้องข้ามถนน หรือทางข้าม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุทางถนน

ด้วยเหตุนี้คนเดินเท้าจึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับอันตรายอย่างสูงในสภาพการจราจรที่คับคั่ง เพราะจากสถิติรายงานระบุว่าในปี 2558 ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือ 36.2 คนต่อจำนวนประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งคนเดินเท้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนคิดเป็นร้อยละ 8 รองลงมาจากอุบัติเหตุจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ดังนั้นตามนโยบายรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันทำ “ทางม้าลาย” ให้ปลอดภัยแก่ประชาชนอย่างแท้จริง และให้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนรณรงค์สร้างวินัยจราจรแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะทางข้าม ทางม้าลาย ต้องหยุดรถให้คนข้ามถนน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ ผบก.อก.ภ.1 พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.กิตติ สกุณี รองผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี และนายตำรวจระดับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทั้ง 10 สถานี หัวหน้าหน่วยราชการ กต.ตร.จว.นนทบุรี นักเรียนโรงเรียนรัตนาธิเบศร์ โรงเรียนโยธินบูรณะ และประชาชน จึงได้ร่วมเดินรณรงค์ “โครงการข้ามถนนในทางข้าม ตำรวจภูธรภาค 1” ซึ่งจัดโครงการโดยตำรวจภูธรนนทบุรี เพื่อส่งเสริมให้คนเดินเท้า ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ปฏิบัติตามกฎหมายทั้งการข้ามถนนในทางข้ามและการหยุดรถให้คนข้ามถนนในทางข้าม เป็นการลดการสูญเสียชีวิต ลดการบาดเจ็บ และลดความรุนแรงอันเกิดจากอุบัติเหตุทางถนน มุ่งหวังให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนได้ตระหนักถึงความปลอดภัย มีวินัยในการขับรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร จึงได้จัดโครงการรณรงค์เป็นต้นแบบในการข้ามถนนในทางข้ามนี้ขึ้น

สำหรับการจัดโครงการรณรงค์ดังกล่าวมีการตั้งริ้วขบวนรณรงค์บริเวณถนนประชาราษฎร์ ท่าน้ำนนทบุรี โดยใช้พื้นผิวจราจร 1 ช่องทาง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สัญจรและจับจ่ายสินค้าในบริเวณใกล้เคียงได้รับรู้ถึงผลเสียของการไม่ข้ามถนนในทางข้าม ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้เคารพกฎจราจร รวมทั้งมีการแนะนำข้อกฎหมาย ตลอดจนพูดคุยกับผู้ใช้ทางม้าลาย อาทิ คนชรา คนพิการ และ เด็ก ที่ส่วนใหญ่จะใช้ทางม้าลายในการข้ามถนนแทนการข้ามสะพานลอยเนื่องจากปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำทางม้าลายสามมิติ เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้ทั้งคนขับรถและผู้ข้ามถนน

พล.ต.ท.อำพล บอกว่า รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เล็งเห็นความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างระเบียบสินัยของผู้ขับขี่กับผู้ที่ข้ามถนน โดยตำรวจภูธรภาค 1 ทั้ง 9 จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ และทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ไปพร้อมๆ กัน

“สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนไม่หยุดให้คนข้ามจะมีโทษตามกฎหมาย อยากให้ประชาชนและผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจร และมีน้ำใจให้กัน ช่วยกันสร้างวินัยเพื่อลดอุบัติเหตุ ถ้าผู้ใดพบเห็นผู้ฝ่าฝืนสามารถโทรแจ้ง 191 หรือถ่ายคลิปส่งไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดได้เลย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเชิญตัวมาปรับตามกฎหมาย” ผบช.ภ.1 ระบุ

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว ถ้าทุกคนเคารพกฎไม่ฝ่าฝืน จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลงได้ ทางม้าลายต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง..!!

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

2 สิงหาคม 2562 – 10:37 น.
พรีออเดอร์,สจ๊วต,แอร์,ศุลกากร
เปิดอ่าน 5,017 ครั้ง

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

จากกรณีที่ “คม ชัด ลึก” เปิดเผยเรื่องอื้อฉาวที่สจ๊วตการบินไทยลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่นเข้าไทย แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดได้เพียงของกลาง ส่วนผู้กระทำผิดบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทราบแล้วว่าเป็นใคร และอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนขยายผล เนื่องจากเชื่อว่าทำในรูปแบบขบวนการ ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดมากกว่า 1 คน แต่ต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้กระทำผิดยอมจำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมาก

ทว่าหลังจากเผยแพร่ข่าวดังกล่าวแแกไปได้มีคนในสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่า บรรดาสจ๊วตและแอร์โฮสเตสบางรายของแต่ละสายการบินรวมถึงผู้โดยสารทั่วไป “รับหิ้ว” ของแบรนด์เนม พรีออเดอร์ ต่างๆ นานา รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งทำกันมานานจนกลายเป็นธุรกิจหรือ “อาชีพรับจ้างหิ้ว” ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ โดยบุหรี่ไฟฟ้าไอคอส (IQOS) กว่า 100 ชุด ที่ลักลอบขนมาจากญี่ปุ่นตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีการประกาศขายในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ราคาชุดละ (ตัวเครื่องกับไส้บุหรี่) 6,000 บาท แสดงให้เห็นว่าทำกำไรจากการนำเข้ามาเป็นเท่าตัว เพราะที่ญี่ปุ่นขายในราคาชุดละประมาณ 3,000 บาท

สอดคล้องกับเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 กฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร ได้เปิดเผยสถิติการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในช่วง 7 เดือน ว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำความผิด 18,989 คดี มูลค่า 1,448 ล้านบาท มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทั้งปีจับได้ 23,559 คดี โดยยอดการจับกุมของปีนี้แบ่งตามประเภทฐานคดีลักลอบ 3,778 คดี ความเสียหายมูลค่า 1,023 ล้านบาท และคดีหลีกเลี่ยงอีก 15,211 คดี มูลค่าเสียหาย 425 ล้านบาท แยกเป็นความผิดหลีกเลี่ยงราคาต่ำ 7,760 คดี ความผิดหลีกเลี่ยงตรวจสอบเอกสาร 28 คดี ความผิดหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด 1,293 คดี ความผิดหลีกเลี่ยง สำแดงเท็จ 6,130 คดี

จากการตรวจสอบพบการหิ้วสินค้าแบรนด์เนม และพรีออเดอร์ต่างๆ เข้ามาขายในไทยมีมานานแล้ว แถมยังเป็นที่ต้องการของลูกค้าจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าที่แอบหิ้วเข้ามานั้นไม่ต้องเสียภาษี จึงมีราคาถูกกว่าที่ขายในช็อปทั่วไป โดยที่ผ่านมาคนที่แอบหิ้วแบรนด์เนมส่วนใหญ่จะเป็นลูกเรือของสายการบินต่างๆ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำอยู่แล้ว มีทั้งแบบหิ้วมาขายเองและรับจ้างหิ้วไปส่งให้ร้านขายของแบรนด์เนม แต่ในช่วงหลังที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท จึงทำให้ธุรกิจหิ้วของแบรนด์เนม และพรีออเดอร์ขยายตัวมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้ามีโอกาสพบเห็นและสั่งซื้อ-สั่งจองสินค้าได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ไลน์ ส่งผลทำให้ผู้ค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะจ้างสจ๊วตหรือแอร์โฮสเตสหิ้วสินค้าเข้ามา ก็เริ่มขยายวงไปจ้างกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะ “ไกด์” ซึ่งพาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ หรือจัดกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยว แต่คนในกรุ๊ปส่วนใหญ่ล้วนไปรับจ้างหิ้วของเข้ามา กลายเป็นอาชีพใหม่ที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน โกยเงินเป็นกอบเป็นกำ

รายงานข่าวยังบอกว่า เส้นทางการหิ้วของแบรนด์เนมและพรีออเดอร์นั้น คนที่หิ้วจะรู้แหล่งสินค้าแต่ละอย่างว่าต้องไปเอาที่ไหน โดยหลักๆ ส่วนมากมักจะเป็น ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่เป็นแหล่งเอาท์เล็ตของสินค้าแบรนด์เนม ตามด้วย เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าแบรนด์เนม เช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังนิยมมีขายมากมายในญี่ปุ่นกับเกาหลี บางคนถึงขั้นมีเจ้าประจำ และดิวตี้พรีในสนามบินของแต่ละประเทศก็เป็นอีกแหล่งที่ไปหาของกัน แน่นอนว่าของเหล่านี้เป็นของที่เมื่อนำเข้ามาในประเทศต้องเสียภาษีอากร หรือบางอย่างอาจจะเป็นของต้องห้าม แต่ก็ยังมี “เทคนิค” ไม่ต้องเสียภาษี หรือถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับได้ ถ้าหากเอามาน้อยก็ยัดลงกระเป๋า สะพายเข้ามา ซึ่งพวกไกด์ แอร์โฮสเตสหรือสจ๊วตมักจะใช้วิธีนี้ บางครั้งลูกเรือที่รู้จักศุลกากรก็ปล่อยผ่าน

รายงานข่าวยังระบุว่า เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ศุลกากรจึงเข้มงวดมากขึ้น ทำการสุ่มตรวจถี่ขึ้น การหิ้วจึงทำได้ยากขึ้น ลูกเรือบางคนที่รับหิ้วของมาก็เก็บในเครื่อง แล้วให้แม่บ้านมาขนทีหลังตอนทำความสะอาดเครื่อง ส่วนไกด์ที่รับหิ้วบางครั้งก็ฝากลูกทัวร์ถือเข้ามา ซึ่งบางคนหิ้วกระเป๋ามา 10 กว่าใบโดยอ้าง “บารมีท่านทูต” ส่วนคนที่หิ้วเข้ามาลอตใหญ่จำเป็นต้องรู้จักเจ้าหน้าที่ รู้ช่องทางว่าจะจ่ายใต้โต๊ะตรงไหน ส่วนใหญ่จะโหลดมาในคาร์โก้ แล้วให้คนมีสีไปรับถึงหน้าเกตงวงช้าง แล้วพาออก ไม่ต้องผ่านด่าน ไม่ต้องสแกนกระเป๋า ส่วนอัตราการจ่ายใต้โต๊ะก็แล้วแต่มูลค่าของ

มาตรการการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะพิธีการศุลกากรที่ปฏิบัติกับบรรดาลูกเรืออาจเป็น “ช่องโหว่” ให้ลูกเรือสายการบินต่างๆ อาศัยตรงนี้เสี่ยงดวงหิ้วของตามออเดอร์ ซึ่งสอดรับกับข้อมูลจากนายตำรวจระดับ รองผู้กำกับการ ยศ พ.ต.ท. ที่เคยปฏิบัติหน้าที่สืบสวนในหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยว และคลุกคลีกับคนในแวดวงสายการบิน บอกว่า ลูกเรือและทูตต่างประเทศเมื่อลงจากเครื่องจะผ่านช่อง เอกสิทธิ์ทูตต่างประเทศและลูกเรือ (Foreign Diplomats and Crew) ซึ่งศุลกากรจะทำการสุ่มตรวจสัมภาระ หรือไม่ตรวจเลย เว้นแต่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือมีข้อมูลการลักลอบกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกเรือคนไทยก็มีความไว้ใจปล่อยผ่าน เพราะความสนิทคุ้นหน้า รู้จักกัน หรือบางครั้งอาจจะทำเป็นปิดตาข้างเดียว เพราะเรื่องลูกเรือหรือผู้โดยสารรับหิ้วของไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มีมานานแล้ว อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะจริงจังและเข้มงวดแค่ไหน

เกี่ยวกับประเด็นนี้สจ๊วตสายการบินดังคนหนึ่ง บอกว่า ส่วนใหญ่ศุลกากรจะตรวจลูกเรือ แต่บางครั้งก็แล้วแต่อารมณ์ แต่ถ้าจะทำจริงๆ มันก็มีวิธี ซึ่งสจ๊วตหรือแอร์ทำเพียงลำพังไม่ได้ ถ้ามีการหิ้วเข้ามาเยอะๆ ยิ่งไม่ใช่ของหนีภาษี แต่เป็นของผิดกฎหมาย ของต้องห้ามบ้านเรา เพราะฉะนั้นจะต้องทำเป็นขบวนการ มีผู้สมรู้ร่วมคิดคอยอำนวยความสะดวกให้เอาเข้ามาแล้วสามารถผ่านไปได้ รายได้จาก “ธุรกิจสีเทา” แบบนี้ บินแค่ไฟลท์เดียวอาจได้รับมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือน หากสินค้านั้นเป็นของดีมีราคา ขนมาเยอะๆ และเป็นที่นิยม เป็นที่ต้องการ ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าทำกัน ถามว่าทำเช่นนี้ผิดกฎระเบียบของบริษัทไหม บอกเลยว่าผิดเต็มๆ ถ้าจับได้โทษคือไล่ออกสถานเดียว

รายงานข่าวยังบอกด้วยว่า สายการบินชั้นนำที่ราคาตั๋วแพงส่วนใหญ่จะได้รับความไว้วางใจ ไม่ค่อยถูกจับตาเพ่งเล็งในการตรวจสัมภาระเข้มเท่าไรนัก แต่สายการบินราคาถูกมักจะถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เนื่องจากมีไกด์รับจ้างหิ้ว จัดกรุ๊ปทัวร์รับจ้างหิ้วไปเอาของตามออเดอร์มา เนื่องจากเมื่อเทียบเงินจากขายสินค้าแล้วมีความคุ้มค่ากับการจ่ายค่าจ้างกับค่าตั๋วราคาถูกให้นักหิ้วแบบเนื้อๆ

ขณะเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสัมภาระดังกล่าว ได้มีประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 เรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ซึ่งเนื้อหาบางส่วนในประกาศดังกล่าว ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 51, 53, 157, 161 และ 172 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยข้อ 1 ให้บริษัทสายการบินหรือตัวแทนแจ้งผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทราบก่อนที่อากาศยานจะเดินทางเข้ามาถึง กรณีของต้องเสียอากร หรือของต้องกำกัด (ของที่มีกฎหมายกำหนด หากจะมีการนำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักรจะต้องได้รับอนุญาต หรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย) เข้ามาพร้อมกับตน หรือไม่แน่ใจว่าของที่มาพร้อมกับตนเป็นของต้องเสียอากร หรือของต้องกำกัด จะต้องนำของที่ติดตัวดังกล่าวผ่านการตรวจที่ช่อง “แดง” (Goods to Declare) ภาษาไทยว่า “มีของต้องสำแดง” สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีของต้องเสียอากร ของต้องห้าม (ของที่กฎหมายกำหนดห้ามมิให้นำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักร) หรือของต้องกำกัดมาพร้อมกับตน ให้ผ่านการตรวจที่ช่อง “เขียว” (Nothing to Declare) ภาษาไทยมีว่า “ไม่มีของต้องสำแดง”​

การตรวจที่ช่องเขียวนั้น พนักงานศุลกากรจะตรวจสอบหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารที่เข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้พนักงานศุลกากรอาจใช้หลักบริหารความเสี่ยงในการสุ่มตรวจหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารที่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือสุ่มตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ เมื่อผู้โดยสารนำสัมภาระผ่านเครื่องเอกซเรย์แล้ว กรณีมีเหตุอันควรสงสัย พนักงานศุลกากรจะเปิดหีบห่อสัมภาระเพื่อตรวจสอบโดยละเอียด หรือตรวจค้นตัวผู้โดยสาร หากตรวจพบของต้องเสียอากร ของต้องห้าม หรือของต้องกำกัดในการนำเข้า ถือเป็นความผิดทางศุลกากร พนักงานศุลกากรจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตามในประกาศยังพบ ข้อ 2.3 ระบุว่า กรณีที่สนามบินมีช่องทางออกสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในห้องผู้โดยสาร ให้ผ่านการตรวจผ่านช่อง “ผู้ติดบัตรอนุญาต” (Authorized Personnel) สำหรับทูตต่างประเทศและลูกเรือ ให้ผ่านการตรวจที่ช่อง “เอกสิทธิทูตต่างประเทศและลูกเรือ (Foreign Diplomats and Crew)” โดยใช้การสุ่มตรวจมาตรฐานเดียวกับช่องเขียว นอกจากนี้ยังมีข้อ 2.4 ที่บอกว่า กรณีที่ผู้โดยสารและลูกเรือที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ทราบว่าของที่ติดตัวมาพร้อมกับตนเป็นของต้องเสียอากร ของต้องห้าม หรือของต้องกำกัดหรือไม่ ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดงเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (รอง ผบก.ตม.2) ในฐานะโฆษก บก.ตม.2 บอกว่า จากการรายงานของสื่อต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับมีผู้ลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนม-พรีออเดอร์หลบเลี่ยงภาษี หรือของต้องห้าม หรือของต้องกำกัด ที่มีเพิ่มมากขึ้นนั้น ในส่วนของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการเข้า-ออกประเทศของบุคคลต่างๆ ตามที่ศุลกากรประสานมา เพราะ ตม.มีหน้าที่ตรวจคนที่อาจจะมีความเสี่ยงก่ออาชญากรรม กระทบความมั่นคง ใบหน้าบุคคลตรงกันถูกต้อง หรือเป็นบุคคลที่มีหมายจับหรือไม่ ส่วนการตรวจสัมภาระหาสิ่งผิดกฎหมาย ของหลบเสี่ยงภาษี ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารหรือลูกเรือเป็นอำนาจหน้าที่ของศุลกากร แม้จะทำงานร่วมกันอยู่จุดเดียวกันแต่แบ่งหน้าที่ปฏิบัติกันชัดเจน และคอยสนับสนุนข้อมูลบุคคลเมื่อได้รับการร้องขอ

ท้ายที่สุดอาชีพรับหิ้วพรีออเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือผู้โดยสารทั่วไป คงไม่ขยายวงกว้างและเติบโตสร้างความเสียหายให้ภาครัฐไปมากกว่านี้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดจริงจัง ไม่ปิดตาข้างเดียว..!!