ถึงเวลาติวเข้ม”ข้าราชการไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382022?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาติวเข้ม”ข้าราชการไทย”

2 สิงหาคม 2562 – 10:14 น.
ข้าราชการ
เปิดอ่าน 12,122 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2562

ปิดจ็อบไปเรียบร้อยสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ล่าสุดได้ข่าวว่าปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเล่นใหญ่ด้วยการปิด “อิมแพ็ค เมืองทองธานี” เพื่อใช้เป็นสถานที่มอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในวันที่ 8 สิงหาคม โดยการมอบนโยบายครั้งนี้นายกฯ และรองนายกฯ ที่เกี่ยวข้อง จะติวเข้มด้วยการสรุปรายละเอียดของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25-27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า ข้าราชการกระทรวงใดจะต้องทำอะไรกันบ้าง โดยรูปแบบการประชุม จะเปิดโอกาสให้แต่ละกระทรวงซักถามข้อสงสัยในภารกิจต่างๆ ที่ต้องนำไปปฏิบัติ

น่าสนใจยิ่งนักกับการมอบนโยบายครั้งนี้ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ “นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี” จะได้ปิดห้องมอบหมายงานให้ข้าราชการทุกกระทรวงนำไปปฏิบัติตามข้อสั่งการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวว่า ใครต้องทำอะไร ที่ไหน อย่างไร  โดยแต่ละนโยบายถือเป็นสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดอายุของรัฐบาลก็ว่าได้ เพราะในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำที่ล่อแหลมเหมือนต้นอ้อลู่ลมโอนเอนไปมา สิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้นานที่สุดคือ “ทำงาน ทำงาน และก็ทำงาน” เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดี ร่มเย็น พูนสุข

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ “ข้าราชการ” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการนำพารัฐบาลประยุทธ์ 2 ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะถือเป็นผู้รับนโยบายโดยตรงเพื่อนำไปปฏิบัติ ดังนั้นในวันที่ 8 สิงหาคม รัฐบาลจะต้องจัดบทเรียนชุดใหญ่เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการรับรู้และเข้าใจถึงแก่นแท้ของนโยบายสำคัญด้านต่างๆ แบบไม่มีคลาดเคลื่อน โดยทุกนโยบายต้องนำไปใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ว่าราชการทั่วประเทศจดจำไปปฏิบัติต้องไม่ใช่เพียงแค่ข้อความบน “เปเปอร์” ที่ร่างไว้สวยหรู แต่สุดท้ายเมื่อนำไปใช้จริงกลับกลายเป็นนโยบาย “หัวมังกุท้ายมังกร” ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้แม้สักกระผีก

 คงไม่เว่อร์ไปนะที่จะบอกว่า การมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการที่เมืองทองธานี ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญสุดๆ ในการจะทำให้รัฐบาลชุดนี้แทรกเข้าไปในใจประชาชน เพราะหากทุกนโยบายที่บรรดาข้าราชการนำไปปฏิบัติสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คนไทยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยชนิดครอบคลุมทุกชนชั้นจนทุกฝ่ายต้องร้อง “ว้าว” ดีดนิ้วดังเป๊าะ …รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ต้องไปกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะ “ประชาชน” จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด

ท้ายที่สุดการปฏิบัติงานของบรรดาข้าราชการจะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้ได้หรือไม่คงต้องมาดูกัน เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ระบบข้าราชการไทยยังค่อนข้างอืดอาด โดยเฉพาะการสั่งงาน รับงานยังเป็นรูปแบบส่งผ่านกันไปเป็นทอดๆ จากหัวไปสู่ท้าย จนทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ค่อนข้างเชื่องช้า และที่สำคัญข้าราชการไทยไม่เคยหลุดจากระบบ “อุปถัมภ์” ที่เต็มไปด้วยเส้นสายโยงใยยั้วเยี้ย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ…ถึงเวลาแล้วข้าราชการไทยต้องก้าวข้ามความเลวร้ายเหล่านี้ไปให้ได้…อย่าให้ประชาชนต้องสิ้นหวังกับปัญหาเดิมๆ อีกต่อไป…

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

2 สิงหาคม 2562 – 09:58 น.
พิพัฒน์ รัชกิจประการ,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 1,706 ครั้ง

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จากพรรคภูมิใจไทย มีการบ้านข้อใหญ่ที่ต้องดำเนินการให้ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในฐานะเจ้ากระทรวง

เจ้าของรหัส “ทัศนะ1” ต้องมาผลักดันหนึ่งในสี่เครื่องยนต์สร้างรายได้เข้าประเทศให้เดินได้เต็มสูบอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องของผู้ประกอบการว่ารายได้ลดและนักท่องเที่ยวหดตัว เพราะจีดีพีของประเทศกว่าร้อยละ 20 มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หากดูจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนไทย ปีนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งเป้ารายได้ข้างต้นไว้ 2.2 ล้านล้านบาท และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติไว้ 3.38 ล้านล้านบาท ในปี 2562 และปีหน้าจะขยับไปที่ 3.72 ล้านล้านบาท

เครื่องยนต์ตัวนี้จะดันหรือดับอยู่ที่ทัศนะและมุมมองในการทำงานของเจ้ากระทรวงและความร่วมมือของทุกฝ่าย…รวมทั้งแผนพัฒนากีฬาและการก้าวสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ รวมทั้งทีมชาติที่ต้องดูแลทั้งระบบ

“พิพัฒน์” กล่าวถึงแนวทางการทำงานในการหน้าที่บริหารกระทรวงนี้กับเครือเนชั่นไว้ดังนี้…

  0 หลายฝ่ายบอกว่าตอนนึ้นักท่องเที่ยวลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
ยอดนักท่องเที่ยวตอนนี้ไม่ตกลงมาก อย่าลืมว่าตอนนี้คือช่วงโลว์ซีซั่นนะ ส่วนที่บางฝ่ายบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ขอเรียนว่า นักท่องเที่ยวจีนที่แต่เดิมนั้นมาเที่ยวไทยด้วยกรุ๊ปทัวร์ แต่ตอนนี้มากันแบบครอบครัว ตัวเลขที่บอกว่าตกลงร้อยละ 30 แต่เมื่อหักกับการมาท่องเที่ยวเอง สรุปแล้วตกลงไปราวร้อยละ 10 และน่าจะดีขึ้นช่วงปลายปี หรือที่ จ.ภูเก็ต นั้นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวปีที่แล้วร้อยละ 90 ตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 70 เพราะอะไร ตอนนี้ในพื้นที่มีการก่อสร้างที่พักเพิ่มร้อยละ 18 แต่นักท่องเที่ยวเท่าเดิมนะ แสดงว่ากระจายไปพักในที่พักที่เกิดขึ้นใหม่

อีกประการหนึ่ง รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง นักท่องเที่ยวจากอียูจะกลับมาไทยอีกครั้งหลังจากไทยโดนแบนวีซ่าท่องเที่ยวจากอียูใน 5 ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กำลังซื้อสูงและมักพักในไทยหลายสัปดาห์เพราะหนีความหนาวในบ้านเกิด ตรงนี้ก็จะกลับมาและสร้างรายได้ให้ดีขึ้น แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่ลดลงนั้น ตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้าไทย เช่น คนอินเดียที่มาจัดงานแต่งงานในไทยโดยมีญาติพี่น้องมาฉลองและอยู่เที่ยวต่อหลายวัน ตรงนี้เป็นตลาดที่ขยายตัว

ดังนั้น 5 ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง แต่เมื่อเรามีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าต่างชาติที่เคยคว่ำบาตรไทยจะยกเลิกการไม่ออกวีซ่านักท่องเที่ยวให้คนในชาตินั้นๆ นักท่องเที่ยวก็จะกลับมา ตอนนี้ ททท.มีแผนโรดโชว์ต่างประเทศ เพราะการบ้านที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกกับผมคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวกลับมาไทยให้มากที่สุด

  0 การบ้านที่รับมา มีแนวทางตอบโจทย์แบบใด
ตอนนี้กำลังวางมาตรการเกี่ยวกับ visa on arrival และบางชาติไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าไทย เพื่อเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวทั้งช่วงโลว์และไฮซีซั่น และจะพิจารณาเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองของ ตม.กับนักท่องเที่ยวบางชาติเพื่อลดขั้นตอนการขอวีซ่า

ผมมีแนวคิดที่จะหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนของเมืองท่องเที่ยวหลัก จะหารือภาคส่วนต่างๆ ในการขยายเวลาปิดบริการจาก 24.00 น. เป็น 04.00 น. เพราะนักท่องเที่ยวบางชาติโดยเฉพาะตะวันตกนั้นจะใช้เวลาอาหารค่ำดึกนิด แล้วไปท่องเที่ยวช่วงกลางคืนต่อ หากสถานบริการปิดในเวลาเดิม มันเหมือนขาดช่วงขาดจังหวะในความรู้สึกของนักท่องเท่ี่ยว เมื่อได้ข้อสรุปจะแจ้งนายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ

   0 แหล่งท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป
ท่องเที่ยวเมืองหลักและท่องเที่ยวเมืองรอง ผมจะปรับปรุงให้เป็น “ท่องเที่ยวเมืองชุมชน” เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ให้เพิ่มขีดความสามารถในการเป็นจุดขายใหม่ๆ ของการท่องเที่ยว เช่น ท่องเที่ยววัฒนธรรม ท่องเที่ยวธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น จ.สตูล มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ไปถึงสมัยอยุธยา มีต้นประดู่อายุ 300 กว่าปี และมีธรรมชาติที่ยังค่อนข้างบริสุทธิ์เยอะ หรือ จ.ปัตตานี ที่มีหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ และเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่มีประเพณีลุยไฟหลังวันตรุษจีนก็เป็นจุดขายของชาวสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมทั้งโบราณสถานและบ้านเรือนศิลปะมลายูก็เป็นจุดขายได้อีก ดังนั้นการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวต้องเชื่อมโยงกันในจังหวัดติดหรือใกล้กันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆหลังจากท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายเสร็จสิ้นลง

          0 พรรคใช้ “บุรีรัมย์โมเดล” หาเสียงในการสร้างเมืองรองให้เป็นเมืองหลักด้านกีฬาและท่องเที่ยวจะเดินงานอย่างไรต่อในการพัฒนาจังหวัดอื่นๆ
บุรีรัมย์โมเดลที่พรรคหาเสียงไว้ ผมจะผลักดันเพราะนโยบายนี้คือใช้ช่วยคนไทยทั้งประเทศแต่จะเริ่มในจังหวัดที่พร้อมก่อน

บุรีรัมย์คือเมืองกีฬาและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ที่ได้รับผลดีจากการเป็นเมืองกีฬา เพราะคนไทยและคนต่างชาติไปชมกีฬาในจังหวัดนี้ ชาวบ้านก็ได้อานิสงส์จากคนที่มาชมกีฬา เพราะเมื่อชมกีฬาเสร็จก็ไปพัก ไปเที่ยว ไปหาของกิน ไปซื้อของฝาก แต่ปัญหาก็ยังมีเพราะระบบคมนาคมและสถานที่พักรวมทั้งขนาดโรงแรมไม่เพียงพอในช่วงที่มีมหกรรม ใครจะลงทุนสร้างโรงแรมใหม่เพิ่มกว่าจะคืนทุนก็นาน

สิ่งที่พรรคหาเสียงไว้คือสนับสนุนปลดล็อกกฎหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว อาทิ การขับแกร็บถูกกฎหมาย, การปลดล็อกโฮมสเตย์ ดังนั้นโฮมสเตย์ของชาวบ้านที่มาขึ้นทะเบียนกับระบบของเราที่จะวางไว้ รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลที่จะมาให้บริการสาธารณะเพื่อหารายได้ที่ต้องขึ้นทะเบียน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมตัองทำให้เกิดผลในสามเดือนในจังหวัดที่จะเลือกนำร่องตามบุรีรัมย์โมเดลก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคและจังหวัดอื่นที่มีความพร้อมต่อไป

0 กีฬาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้จากเมืองกีฬาและท่องเที่ยวจะทำให้เป็นรูปธรรมเช่นใด
การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศและสร้างนักกีฬาอาชีพหลายแขนงให้ยั่งยืน โรงเรียนกีฬาต่างๆ ทั่วประเทศ ควรมุ่งเน้นความเป็นเลิศในด้านนั้นๆ ไปเลย เช่น จ.สุพรรณบุรี เน้นฟุตบอล, จ.ชลบุรี เน้นว่ายน้ำ เป็นต้น นักเรียนที่เข้าโรงเรียนกีฬาจะได้ตั้งเป้าหมายได้ถูกไม่ใช่ไปเรียนแบบจับฉ่าย ส่วนวิทยาลัยพลศึกษาก็จะผลิตบุคลากรคุณภาพมาสอนนักเรียนกีฬา หากนักเรียนกีฬาคนใดมีแววก็ส่งไปเรียนต่อกีฬาด้านนั้นๆ ในต่างประเทศเพื่อความเป็นเลิศในกีฬานั้นๆ

ส่วนระบบนักกีฬาอาชีพจะวางมาตรการให้มั่นคง นักกีฬาไทยมีชื่อเสียงระดับโลกหลายรายการ เช่น วอลเลย์บอล กอลฟ์ แบดมินตัน ฟุตบอลลีกก็มีนักฟุตบอลไปเล่นลีกต่างชาติแล้ว แสดงว่ามีการยอมรับนักกีฬาไทยมากขึ้นว่ามีความสามารถ แต่เราต้องสร้างระบบให้ยั่งยืนทั้งระบบแข่งขันระบบดูแเลนักกีฬาเพื่อมีความมั่นใจและมีรายได้มั่นคง สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และวางแนวทางสนับสนุนสมาคมกีฬาต่างๆ ให้มั่นคง ดูแลนักกีฬาของสมาคมตัวเองได้ตลอดเวลา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาต่อยอดเพราะวันนี้เทคโนโลยีไปไกลมากที่จะมารองรับตรงนี้ได้

แม้แต่ “อี-สปอร์ต” ก็เช่นกัน ค่าตัวและเงินเดือนนักกีฬาประเภทนี้ไม่แพ้นักกีฬาอาชีพอื่นๆ เลยนะ เราต้องสร้างความเข้าใจและยอมรับในสังคม เพราะคนไทยที่มีความสามารถตรงนี้ก็มีนะ เราควรเร่งผลักดัน หรือมวยไทยที่วันนี้หนึ่งร้อยกว่าชาติมาแข่งขันมวยไทยสากลสมัครเล่น แสดงว่าคนต่างชาติชอบและมาเรียนมวยไทยเยอะ หลายคนกลับไปเปิดหลักสูตรมวยไทยในบ้านเกิดตัวเอง ตรงนี้หากเรามีสถาบันและหลักสูตรสอนมวยไทยให้คนต่างชาติมาเรียนในบ้านเรา เมื่อจบหลักสูตรเราออกใบอนุญาตฝึกสอน มันก็ทำให้เรามีรายได้และมีชื่อเสียง มวยไทยตอนนี้ต่างชาติยอมรับและเชื่อว่าเร็วๆ นี้การแข่งขันกีฬาระดับทวีปจะบรรจุเป็นกีฬาสาธิตก่อนที่จะบรรจุเป็นกีฬาสากล ตรงนี้ผมก็จะดำเนินการให้เป็นผลโดยเร็ว

ส่วนการฝึกและดูแลนักกีฬาทีมชาติ ผมวางเป้าหมายว่าในอาเซียนกีฬาสากลที่ยอมรับนั้นเราต้องรักษาแชมป์ให้ได้และทวงกลับมา เริ่มจากซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์ รวมทั้งโอลิมปิกเกมส์ ซีเกมส์ปีนี้ที่ฟิลิปปินส์เราต้องเป็นเจ้าเหรียญทองและต้องมีเหรียญในโอลิมปิกเกมส์ที่ญี่ปุ่นในกีฬาที่เรามีลุ้นและควรขยายประเภทกีฬาออกไป

ต้องมีมาตรการดูแลนักกีฬาทีมชาติที่เลิกรับใช้ชาติให้มีอาชีพและความมั่นคง ตรงนี้จะประสานส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อจ้างงานให้พวกเขามีอาชีพ เพราะพวกเขารับใช้ชาติและสร้างชื่อเสียงให้บ้านเมืองมาแล้ว ทุกคนในประเทศต้องให้เกียรติและดูแลพวกเขา ระบบเหล่านี้ผมต้องหาแนวทางที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับหน้าที่นี้ให้บรรลุผล

ที่ดินคงถูกรุกล้ำต่อเนื่องฟ้องละเมิดศาลปกครองในอายุความใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่ดินคงถูกรุกล้ำต่อเนื่องฟ้องละเมิดศาลปกครองในอายุความใด

2 สิงหาคม 2562 – 08:47 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ที่ดิน,รุกล้ำ,ศาลปกครอง
เปิดอ่าน 1,358 ครั้ง

คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

นับจากนี้ต่อไป “นายปกครอง” ในนามของสำนักงานศาลปกครอง จะนำสาระน่ารู้จากข้อพิพาทในคดีปกครองมาให้ผู้อ่านได้ศึกษาทุกสัปดาห์นะครับ…

แต่เดิมนายปกครองได้เผยแพร่สาระความรู้นี้ในเว็บไซต์ของ “คม ชัด ลึก” ครับ จึงหวังว่าท่านผู้อ่านที่เคยติดตามมาบ้างแล้ว จะติดตามนายปกครองต่อไปในพื้นที่นี้นะครับ

อุทาหรณ์จากคดีปกครองเรื่องแรกในฉบับนี้ครับ… เป็นกรณีที่กรมทางหลวงชนบทดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ แต่รุกล้ำที่ดินของเจ้าของที่ดินซึ่งไม่ได้อุทิศให้แก่ทางราชการ

ปัญหาว่า เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำจะฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ทางราชการชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ ? และจะต้องฟ้องภายในอายุความใด ?

คดีนี้มีมูลเหตุเกิดจากกรมทางหลวงชนบทดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ

ระหว่างการก่อสร้างได้ขอให้ อบต.ประสานงานกับนายสมควร (ผู้ฟ้องคดี) เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่ออุทิศที่ดินแก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างถนนต่อเชื่อมกับสะพาน นายสมควร ไม่ได้คัดค้านครับ… แต่ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงที่ได้รับผลกระทบ ผลปรากฏว่าที่ดินถูกรุกล้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบางส่วน

โดยถูกถมทำเป็นถนนเชื่อมต่อคอสะพานข้ามแม่น้ำ นายสมควรทราบผลการรังวัดในปี พ.ศ.2551 (ส่วนวันที่ใดไม่แน่ชัด) และได้นำคดีมาฟ้องศาลปกครองเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 เพื่อขอให้กรมทางหลวงชนบท (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน…

ซึ่งหากยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลปกครองมีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาและจะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ…ครับ

คดีนี้ เมื่อผู้ฟ้องคดีรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีอย่างช้าที่สุดในวันที่ทราบผลการรังวัดในปี พ.ศ.2551 แต่ยื่นฟ้องในวันที่ 21 มิถุนายน 2554 จึงเกินกว่ากำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

แต่ทว่า…ศาลปกครองสูงสุด ท่านเห็นว่า ที่ดินยังคงถูกรุกล้ำอยู่ตลอดเวลา จึงถือเป็นการกระทำละเมิดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้อง จึงยังไม่ขาดอายุความครับ…ศาลปกครองจึงรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

ประเด็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ระหว่างการก่อสร้าง อบต. ได้มีหนังสือขอให้ผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินที่ถูกกระทบจากการก่อสร้าง ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนบริเวณพิพาทไปก่อนโดยจะขอให้มีการอุทิศในภายหลัง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินให้เป็นถนนต่อเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำ หรือได้อุทิศด้วยวาจาโดยมีพยานบุคคลรู้เห็นเหตุการณ์ แม้มีการก่อสร้างไปก่อนโดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในขณะนั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินโดยปริยายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้วได้ การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอม

จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1268/2560)

จากคำพิพากษาในคดีนี้ครับ เป็นการวางหลักเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดี “ละเมิดจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ต่อศาลปกครองว่า หากฟ้องเพื่อให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันฟ้องคดี

แม้ว่าจะพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ก็ถือว่ายังไม่ขาดอายุความครับ (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

การจราจรพัทยาต้องจัดระเบียบโดยด่วน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การจราจรพัทยาต้องจัดระเบียบโดยด่วน

2 สิงหาคม 2562 – 00:00 น.
สนธยา คุณปลื้ม,การจราจร,พัทยา,จัดระเบียบ
เปิดอ่าน 5,310 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้วันศุกร์ต้นเดือนและต่อไปนี้จะถึงวันหยุดปกติเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งหลายเวลาที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ไปพัทยาทั้งพักผ่อน ท่องเที่ยวและทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องการจราจรติดขัด

กรณีนี้ขอให้เป็นภาระหน้าที่ของนายกเมืองพัทยา ‘สนธยา คุณปลื้ม’ ได้ทำงานหรือเป็นที่จดจำของประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นที่จดจำกันสืบไป

เมืองพัทยานั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬารผู้คนมากมายและมีหลากหลายอาชีพ-เชื้อชาติ ร้อยพ่อพันแม่ ต่างก็อาศัยความสามารถพิเศษเอาตัวรอดไปแบบไม่ต้องพึ่งพาใคร

จากการเดินทางไปพัทยาบ่อยๆ จะพบเห็นว่าผู้ขับขี่ยวดยานต่างๆ ไม่ค่อยเคารพกฎจราจรมากนัก นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว นึกจะจอดก็จอดไปตามอำเภอใจโดยไม่ใช้สัญญาณ

เหล่านี้เป็นต้นเหตุของการจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ หากไม่ระมัดระวัง สมควรรณรงค์จัดระเบียบโดยด่วน ก่อนทุกอย่างจะสายไปกว่านี้

มีความเชื่อมั่นว่าต่อไป ‘เมืองพัทยา’ จะโตมากกว่านี้ และต้องวางแผนรับมือโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผังเมืองการจราจร-การรักษาความสะอาดและปัญหาต่างๆ ที่จะมาพร้อมๆ กัน เช่น อาชญากรรม, สภาพแวดล้อม ฯลฯ

‘พัทยาโมเดล’ ทำโดยเร่งด่วน อย่าปล่อยให้เติบโตไปอย่างไร้ทิศทาง !
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอเชิญไปทดลองรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน
จดหมายจากคุณ ‘กมลศักดิ์’ มหาไชย ต่อไปนี้น่าสนใจมากๆ ครับ เพราะต่อไปจะเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารมากสายหนึ่ง เนื่องจากแต่ละสถานีของสายสีน้ำเงินนี้น่าไปสัมผัสเช็กอินมาก

ปกติผมเองชอบไปหาของอร่อยประเภทสตรีทฟู้ดแถวเยาวราชกินอยู่แล้ว ก็อยากไปพบความสุขง่ายๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ลองมาแล้วชอบใจ
 รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

ผมเป็นคนชอบลองของใหม่ครับ วันก่อนได้ลองใช้บริการและบอกตามตะรางว่าชอบมาก จึงอยากเชิญชวนให้ไปลองกันดูครับ และผมได้รวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งมาแจ้งให้ทราบดังนี้ครับ เพื่อจะได้ไม่หลงทางคือ

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ ระยะทาง 5.4 กม.มีสถานีใต้ดิน 4 สถานี และลอยฟ้า 1 สถานี เริ่มต้นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพงเป็นเส้นทางใต้ดินลอดใต้ถนนพระราม 4 ถนนเจริญกรุง ถนนบูรพา ถนนสนามไชย ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ ถนนอิสรภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นเส้นทางยกระดับเข้าสู่สถานีท่าพระ

สถานีแรก ได้แก่ สถานีวัดมังกร ตัวสถานีตั้งอยู่บริเวณบนถนนเจริญกรุงใกล้วัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ มีทางขึ้นลง 3 จุด จุดที่ 1 อยู่ใกล้แยกแปลงนาม จุดที่ 2 ใกล้ปากซอยทางเข้าศาลเจ้าเล่งบ๊วย จุดที่ 3 อยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้กับวัดมังกร

ต่อไปเป็นสถานีสามยอด เดิมชื่อสถานีวังบูรพา ตั้งอยู่บริเวณถนนเจริญกรุง ที่แยกสามยอดเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ มีทางขึ้นลง 3 จุด อยู่ฝั่งเดียวกันทั้งหมด จุดที่ 1 อยู่แยกสามยอด ใกล้ตลาดสะพานเหล็ก จุดที่ 2 อยู่ระหว่างกลาง เป็นลิฟต์สำหรับผู้พิการ จุดที่ 3 อยู่แยกอุณากรรณ ใกล้ห้างดิโอลด์สยามตลาดบ้านหม้อ

สถานีสนามไชยตั้งอยู่บริเวณหน้า ร.ร.วัดราชบพิธและมิวเซียมสยาม ถนนมหาไชย มีทางขึ้นลง 5 จุด จุดที่ 1 ติดกับมิวเซียมสยาม สน.พระราชวัง จุดที่ 2 หน้าโรงเรียนวัดราชบพิธ จุดที่ 3 เป็นลิฟต์ทางขึ้นลงสำหรับผู้พิการ โดยเฉพาะจุดที่ 4 ถนนราชินี ไปสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนจุดที่ 5 อยู่ใกล้โรงเรียนราชินี และท่าเรือราชินี

สถานีต่อไปจะลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามไปฝั่งธนบุรี คือสถานีอิสรภาพ (BL32) ตั้งอยู่บนถนนอิสรภาพ บริเวณซอยอิสรภาพ 23 มีทางขึ้นลง 2 จุด จุดแรก บริเวณซอยอิสรภาพ 34 ติดกับทางเข้าวัดสิทธาราม จุดที่ 2 จะอยู่บริเวณซอยอิสรภาพ 23

จากสถานีอิสรภาพคือ สถานีท่าพระ เป็นสถานียกระดับ ตัวสถานีตั้งอยู่คร่อมกลางแยกท่าพระ มีทั้งขึ้นลงรอบทางแยก สถานีท่าพระจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-หลักสอง โดยชานชาลาชั้นที่ 3 จะเป็นเส้นทางจากบางซื่อ-หลักสอง

ว่างๆ ลองไปใช้บริการดูนะครับ หาเวลาไว้มากๆ เพราะแต่ละสถานีสวยงามเหลือเกิน
กมลศักดิ์ (มหาไชย)


ไม่เอา ’66/23’ยึดโมเดล’ไอซ์แลนด์เหนือ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381848?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่เอา ’66/23’ยึดโมเดล’ไอซ์แลนด์เหนือ’

1 สิงหาคม 2562 – 13:30 น.
ถอดรหัส ลายพราง,พลอเปรม ตินสูลานนท์,ไอซ์แลนด์เหนือ,โมเดล
เปิดอ่าน 1,887 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

หากจะพูดถึง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 ของ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ยกเป็นตัวอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ต้องหาหนีคดีไปต่างประเทศในห้วงรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยรัฐบาลต้องมีหลักประกันให้ทุกคดีเป็นคดีการเมือง เพื่อสร้างความปรองดอง

การประกาศคำสั่ง 66/23 ทั่วประเทศโดยไม่กำหนดกรอบเวลาของ ‘พล.อ.เปรม’ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยใช้การเมืองนำการทหาร หวังยุติสงครามประชาชน พร้อมเปิดทางให้แนวร่วมที่จับอาวุธต่อสู้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองและหนีการกวาดล้างจากรัฐบาลในสมัยนั้น ภายหลังเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6.ตุลาคม 2519 ให้กลับออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติไทยโดยไม่ต้องรับโทษใดๆ

ทั้งสองเหตุการณ์แม้จะเกิดคนละยุคแต่มีความเหมือนและแตกต่างกันอยู่ ตรงที่เป็นการเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ในสมัยรัฐบาลทหารเรืองอำนาจ แต่เปลี่ยนจากหนีเข้าป่าไปเคลื่อนไหวนอกประเทศ แต่แนวร่วม พคท.ไม่เคยถูกกล่าวหาหรือพบการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เหมือนกับ นักการเมือง และนักกิจกรรม ในห้วง คสช.

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลคสช. พบว่ามีนักการเมือง นักกิจกรรม นักวิชาการ หลบหนีออกไปเคลื่อนไหวนอกประเทศหลายคน มีทั้งจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กร หรือส่วนบุคคล ผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ  อดีต รมว.มหาดไทยและแกนนำพรรคเพื่อไทยในฐานะหัวหน้าองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ถูกแจ้งข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หมิ่นประมาทผ่านสื่อ และขัดคำสั่งคสช. รวม 3 ข้อหา

หรือบุคคลที่ผิดตามมาตรา 112 เช่น นายนิธิวัต วรรณศิริ หรือ ‘ป๋าจอม’ นักกิจกรรมคนเสื้อแดง  นายศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ ‘อั้ม เนโกะ’ อดีตนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์  นางสุดา รังกุพันธ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในห้วงคสช.มีความพยายามสร้างความปรองดอง ตั้งแต่คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

(ศปป.กอ.รมน.) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

โดยแต่ละคณะกรรมการได้เสนอแนวทางหลากหลายในการช่วยเหลือผู้ต้องคดี ไม่เพียงแต่ในห้วงคสช.เท่านั้น รวมถึงเหตุการณ์วิกฤติการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ในรูปแบบ ‘นิรโทษกรรม’ โดยงดเว้นบุคคลต้องคดี 3 ประเภท คือ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ความผิดอาญา, การทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ทุกอย่างยังอยู่ในแผ่นกระดาษ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาไม่เป็นรูปธรรมได้

แต่ในรัฐบาลปัจจุบันของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะผลักดันเรื่องสร้างความปรองดองอีกครั้ง โดยไม่ใช้แนวทางคำสั่ง 66/23 ของพล.อ.เปรม หรือการนิรโทษกรรม แบบเดียวกับสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำเกิดวิฤติการเมืองนำไปสู่รัฐประหาร แต่จะใช้โมเดล ไอร์แลนด์เหนือ ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาแล้ว

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนัก สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นที่น่าสนใจ ไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่ต้องคดีในห้วงวิกฤติการเมืองแต่ละยุคจะเปลี่ยนวิธีคิด หากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ

แต่มองว่าหากคู่ขัดแย้งได้มีโอกาสปรับทัศนคติก็จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และที่เห็นได้ชัดพฤติกรรมของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แกนนำกลุ่ม นปช.และแกนนำกลุ่ม กปปส.

“หลังที่นายจตุพร ติดคุก ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองและหาทางออกให้แก่ประเทศ  ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พระพุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. นำไปสู่การขออโหสิกรรม และให้อภัยซึ่งกันและกัน”

หลังลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจึงเป็นไปได้สูงนโยบายสร้างความปรองดองของพล.อ.ประยุทธ์ น่าจบลงที่โมเดล ไอร์แลนด์เหนือ โดยจะเริ่มต้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2454 ไปจนถึงปัจจุบัน คือทุกฝ่ายจะต้องติดคุกทั้งหมดเพื่อให้ไปคุยทำความเข้าใจกัน เมื่อถึงห้วงเวลาหนึ่งจะได้รับการอภัยโทษ เช่นเดียวกับแกนนำกลุ่ม พธม. หรือ นายพันทิวา ภูมิประเทศ หรือ นายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ ทอม ดันดี อดีตนักร้องเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง แกนนำนปช.ผู้ต้องหาคดี ม.112

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

1 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,908 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาซักฟอก แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง ก็คือการพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นเรื่อง “ซีเรียส” อยู่เหมือนกัน สำหรับกรณีคุณสมบัตินายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณากรณี ส.ส.จำนวน 110 ราย ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98(15) กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่

โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวส่งมาถูกต้องตามช่องทางคือ ส.ส. 110 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่โชคยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

         อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมืองเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ แต่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต้องล้มครืน พ้นสภาพตามไปด้วย

ในการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.ฝ่ายค้านได้หยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย จากการที่ได้มีประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้นายสมบัติต้องไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.00 น. แต่นายสมบัติ ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง นายสมบัติจึงถูกดำเนินคดี และยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งข้อหาหนึ่งที่ศาลชั้นต้นนำมาลงโทษจำเลยในคดีนี้ก็คือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และให้ลงโทษปรับนายสมบัติ จำเลย 500 บาท

ฝ่ายค้านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ฉบับนี้ยังได้มีการนำไปอ้างประกอบคำร้องที่ ส.ส. 110 รายยื่นสอย พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน โดย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า คำพิพากษาที่ยื่นฟ้องนายสมบัติ บก.ลายจุด ที่ขัดประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ให้นายสมบัติมารายงานตัวนั้น ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในคดีนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน

ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คงเหมือนกัน ซึ่ง “วิษณุ” อธิบายว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ เจ้าพนักงานก็คือเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐคือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คุณสมบัติต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน”

แค่นั้นไม่พอ “วิษณุ” ยังไปหยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งคือ ฎีกาที่ 7540/2554 มาชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างกัน โดยคดีนี้ เป็นคดีที่มีการฟ้องเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเป็นจำเลย ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัด ขณะที่เจ้าอาวาสได้สู้คดีว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน และถ้ากฎหมายประสงค์เอาผิดบุคคลใดในฐานะอะไร ก็จะระบุชัดว่า เป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่ผ่านมาในเรื่องที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงขาดคุณสมบัตินายกฯ เคยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่ากกต.ได้มีมติไปแล้วว่าการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

และยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเพราะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ทั้งนี้เหตุผลทีี่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมายกคำร้องคือ อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ที่วางหลัก “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ  คือ
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงมีมติว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าองค์ประกอบเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ และข้อ 4 มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

แต่ไม่เข้าข้อ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง จึงไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และไม่เข้าข้อ 3 เนื่องจากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” จึงไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งหัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และมีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่ง จึงน่าจะอยู่ในฐานะ “ผู้กำกับ” มากกว่า “ผู้ถูกกำกับ”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองด้วย

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมรับคำตัดสินทุกประการของศาล (ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว)

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560

แต่กระนั้นหากพลิกไปดูมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (11) ที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะพบว่าเขียนเหมือนมาตรา 98(15) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส., และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 170(4) ที่มีการยื่นสอย พล.อ. ประยุทธ์

          เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหมือนกันเป๊ะ ผลคดีจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตามชม

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

1 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
ไมโครพลาสติก,ขยะจิ๋ว
เปิดอ่าน 2,995 ครั้ง

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม! โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยแลนด์มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักเรื่อง “ขยะพลาสติก” โดยเฉพาะหลังจากพบวาฬตายที่สงขลา แล้วผ่าซากออกมาเจอถุงพลาสติกดำหนัก 8 กก. เต็มกระเพาะอาหาร ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จะส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับคนไทยก็พูดไม่เต็มปาก เพราะเราถูกจัดอันดับเป็นประเทศทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล อันดับ 6 ของโลก !

ข้อมูลเว็บไซต์ http://www.statista.com อ้างถึงกลุ่มประเทศปล่อยขยะลงทะเลอย่างไร้ความรับผิดชอบมากสุดคือ “กลุ่มอาเซียน” เรียงจากอันดับ 1–6 ได้ดังนี้ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และ ไทย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2562 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 30 (30th ASEAN Senior Officials Meeting on the Environment : 30th ASOEN)

แต่จบการประชุมไปแล้ว ยังไม่เห็นแผนทำงานที่เป็นรูปธรรมว่า จะแก้ปัญหาขยะในทะเลทั่วอาเซียนอย่างไร !?!

โดยเฉพาะการกล่าวถึงขยะที่มีความอันตรายต่อท้องทะเลมากกว่าขยะพลาสติกทั่วไป นั่นคือ “พลาสติกจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นพลาสติกที่มองแทบไม่เห็น จึงปนเปื้อนไปกับน้ำหรืออาหารจากธรรมชาติที่พวกเราดื่มกินเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดทิ้งโดยวิธีใด

ที่ผ่านมาเวลาพูดถึง ปัญหาขยะพลาสติก ส่วนใหญ่มักนึกถึง ถุงพลาสติก ถุงดำใส่ขยะ กล่องโฟม ช้อน ขวด ของเล่นเด็ก ฯลฯ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า พีวีซี (polyvinylchloride: PVC) เพ็ท (polyethylene terephthalate : PET) ฯลฯ พลาสติกขนาดใหญ่เหล่านี้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้น่ากลัวแต่ไม่น่าสยองเท่าพลาสติกจิ๋วที่นักวิทยาศาสตร์และกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังกลัวว่าในอนาคตพวกมันอาจเป็นสาเหตุสำคัญในการคร่าชีวิตมนุษย์โลกเลยทีเดียว

“ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.เม็ดพลาสติกตั้งต้น (Primary microplastics) หมายถึงเม็ดพลาสติกที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตสินค้าพลาสติกต่างๆ โดยเฉพาะในผงซักฝอก สบู่ถูตัว สบู่ล้างหน้า ฯลฯ ที่โฆษณาว่ามีส่วนผสมของ “เม็ดสครับ” (scrub) หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) พวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ในโฆษณาขายสินค้าว่า เป็นผงซักฟอกผสมคริสตัล บีดส์ ช่วยสลายคราบฝังลึกไม่ย้อนกลับติดเสื้อผ้า ล้างออกง่าย ทำให้เสื้อขาวเด่น ขจัดความหมองเหลืองสะสมบนเสื้อผ้าตั้งแต่ซักครั้งแรก หรือในคำอวดอ้างของผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าว่ามีส่วนผสมของเม็ดสครับ ช่วยขัดและผลัดเซลล์ผิว เร่งการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวนุ่มใส หรือผิวสว่างกระจ่างใสยิ่งกว่าเดิม รวมถึงในสินค้ายาสีฟันที่ชอบโฆษณาว่าช่วยให้ฟันขาว ขจัดคราบชา กาแฟ ฯลฯ

ทั้งนี้ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” เหล่านี้ถูกผลิตมาใช้ในสินค้าต่างๆ นานกว่า 40 ปีแล้ว “ไอยูซีเอ็น” องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources : IUCN) เปิดเผยรายงานวิจัยเมื่อปี 2560 เกี่ยวกับปริมาณปนเปื้อนของ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ในทะเลและแม่น้ำทั่วโลก ปรากฏว่าพบในรูปแบบของขยะประมาณ 0.8-2.5 ล้านตันต่อปี นี่คือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้มนุษย์ทั่วโลกผลิตและใช้จำนวนมากๆ และปล่อยให้ทิ้งปนเปื้อนในแม่น้ำและทะเลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมนุษย์นำน้ำจากธรรมชาติมาดื่มกินหรือใช้ในครัวเรือน เม็ดสครับหรือไมโครบีดส์ก็ผสมปนเปเข้าไปในร่างกายของพวกเรา หากร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะต่างๆ​

โดยเฉพาะการเข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และกลายเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์

พลาสติกจิ๋วกลุ่มที่ 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก (Secondary microplastics) คือ ส่วนของโครงสร้างพลาสติกที่หลุดแตกหักออกมาจากสินค้าพลาสติกต่างๆ หรือเสื่อมสลายแตกตัวจนมีขนาดเล็กลงด้วยกระบวนการทางกายภาพหรือทางเคมี จนกลายเป็นสารแขวนลอยปะปนอยู่ในแม่น้ำและทะเล ซึ่งพลาสติกจิ๋วกลุ่มนี้ปลาหรือสัตว์น้ำมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารแล้วกินเข้าไป

ข้อมูลจาก “นิตยสารฉลาดซื้อ” (https://chaladsue.com) ฉบับที่ 218 กล่าวถึงปัญหาจากขยะไมโครพลาสติก ว่าเป็นปัญหาใหญ่และใกล้ตัวกว่าที่คิดไว้มาก เนื่องจากพลาสติกจิ๋วที่มองไม่เห็นกำลังกลายเป็นวิกฤติขยะพลาสติก จากรายงานของ Eunomia ระบุว่า “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ขณะพบในท้องทะเลเกือบ 1 ล้านตันนั้น แยกขยะที่พบได้อันดับ 1 คือเม็ดพลาสติก 2.เส้นใยยางรถยนต์ที่สึกหรอ และ 3.เส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าอื่นๆ โดยไหลลงไปทะเลด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย การชะล้างถนนหรือการพัดพาของลม

นอกจากนี้ยังมีพลาสติกจิ๋วกลุ่มที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Degradable Plastic เป็นพลาสติกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ จนกลายเป็นไมโครพลาสติกคนไทย รู้จักกันสั้นๆ ในชื่อ “ถุงออกโซ” (Oxo-degradable) มีใช้ตามห้างสรรพสินค้าและประกาศว่าเป็นถุงพลาสติกที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นอีกหนึ่งต้นตอของปัญหาไมโครพลาสติก เนื่องจากยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในสภาวะธรรมชาติจริง โดยกระบวนการของถุงนี้คือการเติมสารเติมแต่งประเภทแป้งลงไปในเนื้อพลาสติก มีราคาแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 20 เมื่อทุกคนมาซื้อใช้ ยิ่งเร่งให้เกิดไมโครพลาสติกมากขึ้น เพราะถุงนี้แตกสลายเร็วกว่าพลาสติกทั่วไป

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า “การทิ้งไมโครพลาสติกลงไปในแหล่งน้ำหรือทะเลจะไม่สามารถบำบัดได้ เพราะมีขนาดเล็กมากล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก วิธีการเก็บขึ้นมาต้องหาตะแกรงรูเล็กมากๆ มาตัก ซึ่งสัตว์ทะเลต่างๆ จะถูกตักขึ้นมาพร้อมกันด้วย จึงหาวิธีกำจัดไมโครพลาสติกในทะเลได้ยากมาก” ที่ผ่านมา นักวิจัยจากต่างประเทศเคยเก็บตัวอย่างอุจจาระของกลุ่มตัวอย่างไปทำการตรวจสอบและพบว่าตัวอย่างอุจจาระมีพลาสติกแตกต่างกันถึง 9 ชนิด ขนาดตั้งแต่ 50-500 ไมโครเมตร โดยพบ “พีพี” โพลิโพรไพลีน (Polypropylene : PP) และ “เพ็ท” (PET) มากที่สุด และยังพบด้วยว่า 3 ใน 4 ของปลาทะเลชนิดต่างๆ รวมทั้งปลาหมึกและปลากระโทงดาบที่ขายในตลาดทั่วโลกพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในตัวสัตว์น้ำเหล่านี้

นั่นคือปัญหาที่นักวิจัยและนักวิชาการรู้สึกเป็นกังวลว่า “ห่วงโซ่อาหาร” ของมนุษย์เริ่มปนเปื้อนพลาสติกมากขึ้น หมายความว่าแพลงตอนหรือสัตว์ทะเลที่กินไมโครพลาสติกเข้าไปและถูกกินต่อมาเรื่อยๆ ตามห่วงโซ่อาหารเมื่อถูกจับขึ้นมาเป็นอาหารของมนุษย์ พวกเรากินปลาหมึก กินปลา ก็คือกินไมโครพลาสติกเข้าไปทางอ้อมด้วย

องค์การอนามัยโลกกำลังทำงานวิจัยสำรวจว่าสารประกอบพลาสติกจิ๋วที่กินเข้าไปนั้น ทำให้เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ปริมาณอันตรายคือเท่าไร ฯลฯ และพลาสติกเหล่านี้สามารถดูดซับมวลสารอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น โลหะหนัก สารมลพิษที่ตกค้างอื่นๆ มาผสมเข้าด้วยกันหรือไม่

หลายประเทศเริ่มประกาศยกเลิกการใช้อย่างเร่งด่วน เช่น อังกฤษ สั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิดตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เกาหลีใต้ยกเลิกการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติก ตั้งแต่ปี 2560

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลชัดเจนเรื่องปริมาณการทิ้งขยะหรือนโยบายกำจัด “พลาสติกจิ๋ว”

หวังว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงคงจะมีความเข้าใจ และจะมีทิศทางชัดเจนในการจัดการปัญหานี้ให้คนไทยได้เห็นในเร็ววัน !

สั่งถอย! นโยบาย?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั่งถอย! นโยบาย?

1 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
ซักฟอก,รัฐบาล,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 27,390 ครั้ง

คอลัมน์… ลึกกว่าข่าว  โดย… นิภาวรรณ ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ศึกซักฟอกนโยบายรัฐบาล มีประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์หนักว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลแถลง ไม่กำหนดกรอบเวลา และนายกฯ ลุงตู่ ก็อธิบายว่า เหตุที่เขียนเป็นกรอบกว้างๆ เพื่อให้ยืดหยุ่น เรื่องไหนติดขัด ก็ดันเรื่องที่ทำได้ขึ้นมาก่อน

ถึงหัวหน้ารัฐบาลจะว่าอย่างนั้น แต่การรับเอาทุกนโยบายหาเสียงของ “19 พรรค” ร่วมรัฐบาล มายำรวมกัน ก็ไม่รับประกันว่า ถ้า(หวัง)อยู่ครบเทอม 4 ปี จะทำได้ครบถ้วนทุกกระบวนพรรคหรือไม่

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวใน“วอร์รูมการเมือง” ที่กำลังจัดลำดับนโยบาย “ด่วน-ไม่ด่วน” เรื่องไหนจะดัน เรื่องไหนจะถอย เพราะแรงกดดันมีทั้งข้างนอก ข้างใน

แน่นอนว่า นโยบายที่โกยคะแนนเข้าพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐ โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” แม้จะถูกฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์หนัก ว่าจะหาเงินจากไหนมาแจกต่อ

แต่นโยบายนี้ พลังประชารัฐเข้าเกียร์เดินหน้า ไม่มีถอยให้เสียเครดิต เสียหน้า เสียคะแนน แถมจะ “ทุ่มหนัก”กว่าเดิม ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขณะเดียวกันก็กำลังหาทางรอด ด้วยการปรับแผนใหม่ โดยกระชับพื้นที่ สแกนกลุ่ม“จนไม่จริง”ออก เพื่อลดจำนวนคนที่ไม่เข้าเกณฑ์

นั่นก็ นโยบายในส่วนรากหญ้า ขณะที่รากแก้ว ด้านเศรษฐกิจ อย่างนโยบาย “อีอีซี” รัฐบาลเดินหน้าทุ่มสุดตัว และยังเร่งขยายพื้นที่จากตะวันออก ไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศ

ส่วนนโยบาย “ประกันรายได้” พืชการเมือง พลังประชารัฐโยนเผือกร้อนไปให้ประชาธิปัตย์ งานหินนี้ ถ้าทำได้ก็ได้กัน“ทั้งรัฐบาล” แต่ถ้าถูกด่า ค่ายสะตอก็(ต้อง)รับ(ผิด)แต่เพียงพรรคเดียว!

ส่วนนโยบายเชิงรุก ใครจะไปเชื่อว่าคือ “งานด่วน”ของกระทรวงน้องใหม่อย่าง “ดีอี” ที่เอาไว้สกัด “เฟกนิวส์” จากฝ่ายตรงข้าม เพราะเรื่อง“กระแส” ประมาทไม่ได้ เกิดได้ก็ดับได้ง่ายๆ

ขณะที่นโยบาย “เพิ่มค่าแรง” ประเด็นร้อน แทบทุกพรรคมีสัญญาประชาคม ทำท่าจะถูกขยับออกไปจากกลุ่มนโยบายเร่งด่วน ดึงจังหวะยื้อออกไปให้ยาวที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบทุกสรรพสิ่ง
ส่วนนโยบายที่ “เข้าคิวถอย” กระสุนไปตกที่พรรค “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะเรื่องแรงๆ อย่าง “กัญชาเสรี” และ “แกรบถูกกฎหมาย” ทำได้ยาก  โดยเฉพาะกัญชาเสรี ว่ากันว่า มีสัญญาณ “ให้ถอยภายใน 1 เดือน” คงไว้แต่เฉพาะทางการแพทย์ ไม่มีโอกาสไปถึงขั้นให้ชาวบ้านปลูกขายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างที่ฝัน
ขณะที่นโยบายทุบหม้อข้าวตัวเอง เรื่อง “ลดภาษี” รัฐบาลก็ทำท่าจะงึมๆ งำๆ ทำเป็นจำไม่ได้ (ไม่ด่วน) ไปก่อน

เมื่อ“นโยบาย” กลายเป็นความหวัง หากจำเป็นต้องถอย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถึงเวลา ชาวบ้านที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ ออกมาทวงเมื่อไหร่ นายกฯลุงตู่และรัฐบาล ก็ตั้งหลัก“หลบก้อนอิฐ”กันให้ดี ๆ

กกต.มิตรแท้พรรคการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กกต.มิตรแท้พรรคการเมือง

1 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
กระดานความคิด,กกต
เปิดอ่าน 1,469 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… ร่มเย็น

หลังเคาะจ่ายเงินอุดหนุนวงเงิน 112,413,603.74 บาท จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2562 ไปเรียบร้อยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2562 ณ ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ให้แก่ทั้ง 77 พรรคการเมือง เมื่อวันที่  26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติตามกฎหมาย

เนื่องจาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีรายละเอียดและสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม ไม่ว่าจะเป็นการรายงาน การตรวจสอบ การเรียกคืน การลด และการงดเงินอุดหนุนของพรรคการเมือง รวมถึงการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน

ในส่วนการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ได้รับคำชี้แจงจาก นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ว่า ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นเรื่องความผิดพลาดของเอกสาร เช่น เรื่องการเงิน การระดมทุน หรือการรับบริจาค ที่กรอกหลักฐานการรายงานไม่ครบ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิด ขณะที่ตัวเลขการร้องเรียนพรรคการเมืองมีเข้ามาเป็นจำนวนมาก และทุกคำร้องขอให้ยุบพรรคทั้งที่ความผิดไม่ถึงขั้นต้องยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ขอทำความเข้าใจไปยังพรรคการเมืองและผู้สมัครด้วยว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนมีหน้าที่ต้องส่งบัญชีค่าใช้จ่ายต่อ กกต. ที่ผ่านมาพบว่าการจัดส่งเอกสารไม่เรียบร้อย บางคนรายงานมาเป็นข้อมูลดิบไม่เป็นไปตามหลักการทางบัญชี บางรายก็ตามตัวยากเพราะคิดว่าลงสมัครแล้วไม่ต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่าย

ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักของชาติ อาจเปรียบได้กับกระดูกสันหลัง นอกจากจะมีหน้าที่เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว พรรคการเมืองยังต้องร่วมกันจัดระเบียบประชาชน หน้าที่ของ กกต.คือ สนับสนุนช่วยเหลือให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง หรือเรียกได้ว่า “กกต.เป็นเพื่อนกับทุกพรรค” ส่วนหน้าที่ในการทำการเมืองให้ดีนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองต้องสร้างและทำกันเอง โดยขอแนะนำให้ยึด พ.ร.ป.พรรคเมืองเป็นคัมภีร์ ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองเป๊ะๆ โดยเฉพาะการรับบริจาคเงินและการใช้จ่ายเงินรายได้ เพื่อไม่ให้เข้าข่ายการนำพรรคการเมืองไปแสวงหาผลกำไร และจะทำให้เงินรายได้ของพรรคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอีกด้วย

กรณีโต๊ะจีนระดมทุน ซึ่งถูกค่อนแคะว่านำโต๊ะจีนราคาหลักหมื่นมาเปิดขายราคาหลักล้าน เป็นการนำพรรคไปเป็นเครื่องมือทำมาหากิน–แสวงหากำไรหรือไม่ ซึ่งในทางกฎหมายไม่เป็นเช่นนั้น ราคาถูกหรือแพงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความเต็มใจของผู้บริจาค โดยประเด็นหลักที่ กกต.ต้องตรวจสอบคือรับบริจาคเงินจากต่างชาติและองค์กรของรัฐหรือไม่ ตัวย่อต่างๆ ในการจัดวางผังโต๊ะจีน ใช่หน่วยงานของรัฐซึ่งต้องห้ามบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองหรือไม่

นอกจากนี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. และนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต. ย้ำต่อหน้าพรรคการเมืองทั้ง 77 พรรค หลายครั้งว่า หลังการเลือกตั้งเราได้รัฐสภาและรัฐบาลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด พรรคการเมืองต้องเตรียมตัว เมื่อใดที่เสียงนกหวีดดังต้องพร้อมส่งสมัคร ที่ผ่านมาเรามีคำสั่ง คสช.เป็นตัวช่วย โดยเฉพาะการทำ “มินิไพรมารีโหวต” เพื่อให้ทันการเลือกตั้ง

แต่หลังจากนี้กฎหมายใช้บังคับเต็มรูปแบบ หากมองยาวว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเต็มเทอม การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นภายในอีก 3 ปี 8 เดือน ก่อนถึงวันนั้นทุกพรรคการเมืองที่วางแผนจะส่งสมัครครบทุกเขตทั่วประเทศ ต้องมีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมือง 350 สาขา โดยขั้นตอนการตั้งสาขาพรรคการเมือง รวมถึงการทำไพรมารีโหวต ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 เดือน หากทอดเวลารอจนถึงเฮือกสุดท้าย ส่งสมัครไม่ทันแน่นอน ระหว่างนี้ กกต.จึงมีข้อแนะนำเดียวให้ทยอยจัดตั้งสาขาและตัวแทนพรรคการเมือง เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พรรคที่จะส่งสมัครทั่วประเทศต้องแย่งกันหาสมาชิกให้ได้ 4-15 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของตัวเลขประชากรของประเทศ

นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังมีภาระที่ต้องรวบรวมสมาชิกไม่ให้รายชื่อซ้ำซ้อนกัน ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กกต.อนุโลมให้แก่พรรคการเมืองที่คีย์ข้อมูลสมาชิกเข้าระบบไม่ทันให้แนบเอกสารประกอบการสมัคร แต่เมื่อเข้าสู่โหมดของการบังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ กฎหมายให้ถือฐานข้อมูลในระบบเป็นหลัก ข้ออ้างระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง คีย์ข้อมูลไม่ทัน กกต.ไม่รับสมัครแน่นอน

หลังรับเงินอุดหนุนแล้วขอให้แต่ละพรรคแยกย้ายกันไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ปีนี้เงินอุดหนุนอาจจะน้อยไปสักนิด เหตุเพราะตัวเลขพรรคการเมืองยังไม่นิ่ง ในปีหน้า กกต.ขอรับประกันว่าจะผลักดันให้ได้วงเงินเพิ่มขึ้น ก่อนจากกันไป อย่าลืมว่า กกต.เป็นเพื่อนกับพรรคการเมือง

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

1 สิงหาคม 2562 – 11:07 น.
เสี่ยโต้ง,ไทบ้าน,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาล,ร่วมรัฐบาล,รัฐบาลลุงตู่,พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ,เสี่ยลาว,สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 15,581 ครั้ง

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

******************

ในที่สุด “เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ อดีต ส..ศรีสะเกษ ก็ไปเปิดตัวที่พรรคพลังประชารัฐ โดยบอกกับนักข่าวสั้นๆ ว่า “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส..ชลบุรี ชักชวนมา และที่มาก็ไม่ได้ต่อรองเรียกร้องตำแหน่งใดๆ

คนแถวศรีสะเกษพูดลั่น “เสี่ยลาว” ไม่ย้ายค่าย ก็อยู่ยาก เนื่องจากการเมืองในศรีนครลำดวน ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ ตกอยู่ในมือ ตระกูลใหญ่คือ “อังคสกุลเกียรติ” กับ “ไตรสรณกุล” 

ย้ายเพื่อมีที่ยืน

เบื้องหลังการย้ายค่ายจากเพื่อไทยสู่พลังประชารัฐของ “เสี่ยลาว” เกี่ยวกับผลเลือกตั้ง ส..ปี 2562 โดยสนามเลือกตั้งเขตที่ 7 (.เมืองจันทร์.อุทุมพรพิสัย.ห้วยทับทัน และบางตำบลใน อ.ปรางค์กู่เป็นการต่อสู้ของ “เจ้าพ่อโรงสีอุทุมพรฯ” สองกลุ่ม

เสี่ยลาว” ทำธุรกิจโรงสีข้าวสินทวีมาเก่าแก่ ก่อนจะเล่นการเมืองท้องถิ่น และเป็น ส..ศรีสะเกษ สมัยแรกปี 2539 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ “เสี่ยก๋อ” มงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ เจ้าของโรงสีข้าว ต.ไทยเจริญ โดยเสี่ยก๋อเคยลงสมัคร ส..มารอบหนึ่งแล้ว แต่สอบตก

สุชาติ ชมกลิ่น ชักชวนเสี่ยลาวเข้า พปชร.

การเลือกตั้งเที่ยวนี้ “เสี่ยลาว” อยู่ใบระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วน “มานพ จรัสดำรงนิตย์” อดีต ส..ศรีสะเกษ หลายสมัยนั้น ลงสมัคร ส..เขต 

คู่แข่งของสองอดีต ส.คือ “เลขาฯ แนน” อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ อดีตเลขานุการนายก อบจ.ศรีสะเกษ วิชิต ไตรสรณกุล และลูกชายของเสี่ยก๋อ ที่สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย 

ผลเลือกตั้ง ส..เขต ลูกชายเสี่ยก๋อโค่นแชมป์เก่า และมีคะแนนทิ้งห่าง “มานพ” ค่ายเพื่อไทย หมื่นคะแนน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้สมัคร ส..โนเนมจากพรรคพลังประชารัฐ มาตัดคะแนนของค่ายเพื่อไทย 

เสี่ยลาวคงประเมินว่า ถ้ายังอยู่เพื่อไทยก็คงอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับเกินหลักสิบอีก โอกาสไม่ได้เป็น ส..ก็มีสูง จึงขอย้ายมาวัดดวงที่ ส..เขต คงได้ลุ้นมากกว่า

 เฉพาะหน้า อาจได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมือง กรุยทางสร้างฐานเสียง ดีกว่าเป็นฝ่ายค้านรอวันตาย 

กวาง” ลูกสาวนายก อบจ.

มีข่าวช่วงต้นสัปดาห์นี้ พรรคภูมิใจไทย จะเสนอชื่อ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส..บัญชีรายชื่อลำดับที่ 30 ของพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนภราดร ปริศนานันทกุล ส..อ่างทอง ที่เคยมีชื่อก่อนหน้านี้

กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นลูกสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ ซึ่งสร้างเครือข่ายการเมืองไว้หลายพรรค ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย 

วิชิต ไตรสรณกุล

วิชิต ไตรสรณกุล เป็นชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จึงมีฐานธุรกิจการเกษตรและการเมืองท้องถิ่น มาแต่สมัยรุ่นเตี่ย “ฮวด ไตรสรณกุล” อดีต ส..ศรีสะเกษ ปี 2518 

เมื่อเตี่ยฮวดติดปัญหาคนต่างด้าว เล่นการเมืองไม่ได้ ภารกิจของเตี่ย จึงตกมาที่พี่ชาย วีระ ไตรสรณกุล เป็น ส..ศรีสะเกษ จนมาถึงรุ่นของวิชิต โดยได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.ศรีสะเกษ สมัยแรกเมื่อปี 2543

ไตรศุลี ไตรสรณกุล

กลยุทธ์ของวิชิต ชูประเด็นความเป็นท้องถิ่นนิยมภายใต้ชื่อ “กลุ่มคนท้องถิ่น” โดยดึงตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ มาเป็นรองนายก อบจ

ไล่มาตั้งแต่ มานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ น้องชายของ ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเล็กเมืองศรีสะเกษวิเชียร ถิระเลิศพานิชย์ ที่มีฐานการเมืองอยู่ชายแดนกันทรลักษ์ และอภิศักดิ์ แซ่จึง หลานชายของปวีณ แซ่จึง อดีต ส..ศรีสะเกษ (ปัจจุบัน ผ่องศรี แซ่จึง ภรรยาปวีณ เป็น ส..แทน

หากมีการแต่งตั้ง “ไตรศุลี” เป็นรองโฆษกรัฐบาลจริง นั่นหมายถึงลูกหลานเตี่ยฮวดสยายปีก “ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน” 

สองตระกูล”ผูกขาด

ตระกูล “ไตรสรณกุล” มิได้ผูกขาดแค่สนามการเมืองท้องถิ่น สำหรับการเมืองระดับชาติ “ธีระ ไตรสรณกุล” ลูกชายคนที่ ของเตี่ยฮวด และพี่ชายของวิชิต ก็เป็น ส..ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย

ธีระ ไตรสรณกุล

ส่วนลูกสาวคนเล็กของเตี่ยฮวดคือ “อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์” ภรรยาของ “นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์” เลือกตั้งที่ผ่านมา อุดมลักษณ์เปลี่ยนแผนดันสามี “จาตุรงค์” สวมเสื้อเพื่อไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส..เขต เช่นเดียวกับธีระ ไตรสรณกุล ยังเป็น ส..เขต อีกสมัย

อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ (ไตรสรณกุล)

อีกด้านหนึ่ง ได้เห็นภาพการยกระดับของ “อังคสกุลเกียรติ” กับ “ไตรสรณกุล” จากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ ในสีเสื้อภูมิใจไทย เมื่อเลือกตั้งคราวที่แล้ว

นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์

เมื่อ “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ลงสมัคร ส..เขต ศรีสะเกษ และ ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลงสมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ค่ายเดียวกัน

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ส่วน “ธนา กิจไพบูลย์ชัย” ลูกชายของประจวบ กิจไพบูลย์ชัย ส.อบจ.ศรีสะเกษ และหลานชายของวิชิต ไตรสรณกุล สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสมัคร ส..ศรีสะเกษ เขต แต่สอบตก 

การเมืองศรีสะเกษ นับวันจะไม่ใช่เรื่องของขั้วสี หากแต่เป็น “เกมการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง”  ของคนไม่กี่ตระกูล