คดีธรรมกายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดีธรรมกายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

1 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ธรรมกาย,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ดีเอสไอ
เปิดอ่าน 2,442 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนคำสั่งการของรัฐมนตรียุติธรรม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ที่ขอให้ ‘ดีเอสไอ’ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษให้จัดการรื้อฟื้นคดีธรรมกาย เพื่อให้ตามจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ‘พระธัมมชโย’ ผู้ต้องหาคดีตามหมายจับมาลงโทษให้ได้

นอกจากนี้ยังมีคดีฉ้อโกงประชาชนและยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพราะมีความเกี่ยวพันกันที่มีจำนวนเงินนับหมื่นล้านบาท

ปกติแล้ว ‘ดีเอสไอ’ ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่มาจากการเมืองหรือนักการเมือง บรรดาผู้บริหารระดับสูงหรืออธิบดีต่างก็เจอข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปหลายรายแล้ว คราวนี้แหละจะพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร

รัฐมนตรียุติธรรม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ นั้นเป็นรัฐมนตรีเก๋าเกม ถ้าไม่ใหญ่จริงสั่งการมาหรือได้ไฟเขียวจากใครบางคนแล้วอยู่เฉยๆ สบายกว่า

อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมนั้นใหญ่โตคับฟ้า เฉพาะ ‘ดีเอสไอ’ กับ ‘กรมราชทัณฑ์’ ก็เหลือกำลังแล้ว

การเข้ามาจัดการกับ ‘คดีธรรมกาย’ จึงเป็นที่ฮือฮาว่าจะออกหัว-ออกก้อย เพราะผู้ต้องหาระดับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้นระดับรัฐมนตรียังต้องกราบ เพราะศรัทธาบารมีสูงส่งยิ่งนัก

โปรดคอยจับตามองว่าใครจะไปก่อนกันระหว่างรัฐมนตรีกับพระผู้มากบารมี !
อ๊อด เทอร์โบ


 สมอ.จะทำได้จริงหรือ?
 ตามคำสั่งของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม

ผมติดตามเรื่องนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ แล้วอยากเป็นผู้ถ่ายทอดสดมาให้ทราบเพราะน่าสนใจมากๆ ดังนี้ครับ

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพิ่มบทบาทการดูแลผู้บริโภค ให้ได้ใช้สินค้าที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้มากขึ้น ขณะนี้มีสินค้าที่ไม่ได้ มอก.ถูกนำเข้ามาขายในท้องตลาดอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในตลาดนัดที่มีการเปิดตลาดเป็นบางวัน, ตลาดในชุมชนต่างๆ หรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ตระเวนขายสินค้าไปตามที่ต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคหลายรายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปซื้อใช้แล้วได้รับอันตรายทั้งชีวิต และสูญเสียทรัพย์สิน เช่น ถูกไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อตหรือเกิดเพลิงไหม้ โดยจะเน้นกับกลุ่มสินค้าที่ต้องได้รับตรา มอก. ภาคบังคับ 112 มาตรฐาน ที่ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

รวมทั้งให้ส่งเสริมผู้ประกอบการ ที่ได้เครื่องหมายมอก. ติดเครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเห็นเด่นชัดขึ้น

สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ ประเภท มีหลายรายการติดเครื่องหมาย มอก.ไว้แอบๆ ไม่ค่อยเห็นเด่นชัด เช่น ติดไว้ด้านหลังของตัวผลิตภัณฑ์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ พัดลม กาต้มน้ำ แทนที่จะติดให้เห็นแบบฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้ผู้บริโภคไม่เห็นถึงความสำคัญในการซื้อสินค้าที่ต้องได้ตรา มอก. ควบคู่กับตราฉลากเบอร์ 5

เรื่องนี้ สมอ.อาจขอความร่วมมือหรือไปหารือกับกฟผ.ว่า สามารถนำเครื่องหมาย มอก.ไปใส่ไว้คู่กับตรา ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ร่วมด้วยได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นเด่นชัด ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

สมอ.จะต้องเพิ่มความเข้มงวด เรื่องของการปราบปราม โรงงานผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. เพื่อ เป็นการดูแลตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้ มอก.ออกมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคและกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และยังต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้า หรือนำเข้าสินค้าที่ได้มอก.การให้ความรู้ผู้ประกอบการว่า การผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์อย่างไร, การอำนวยความสะดวก หรือลดขั้นตอนการขอตราสัญลักษณ์มาตรฐาน มอก.

ผมเกรงว่าพอรัฐมนตรีมอบนโยบายเสร็จแล้วทุกอย่างก็หายไปตามสายลม
นพพร (กทม.)


 เรียนคุณ ‘นพพร’ กทม.
จดหมายของคุณมีสารประโยชน์มากครับเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างมาก และที่ผ่านมา สมอ.ก็เหมือนกับยักษ์ที่ยืนหลับหรือไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ทั้งๆ ที่จะต้องแสดงบทบาทดูแลมาตรฐานสินค้ามากกว่านี้

บรรดารัฐมนตรีต่างก็มีนโยบายมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆที่กำกับดูแลจัดการเรื่องนั้น-เรื่องนี้เช่นเดียวกับสมอ. ซึ่งต่างก็ขานรับคำสั่งนโยบายต่างๆ

ผมเกรงว่าพอสั่งแล้วก็หายไป ประชาชนก็ต่างต้องรับกรรมเหมือนเดิม
อ๊อด เทอร์โบ


ถึงคิวเก็บภาษีความเค็ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381832?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงคิวเก็บภาษีความเค็ม

1 สิงหาคม 2562 – 07:31 น.
ภาษี,อาหาร,น้ำตาล,เครื่องดื่ม,โซเดียม,เกลือ
เปิดอ่าน 2,086 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562

มาตรการหนึ่งในการควบคุมเรื่องเครื่องดื่มและอาหารมีน้ำตาลสูงเกินมาตรฐานส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค นั่นคือการปรับขึ้นภาษีน้ำตาลขั้นที่สองที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยเพิ่มอัตราการเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น น้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร(มล.) เสียภาษี 0.50 บาทต่อลิตร และเกิน 14 กรัม เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร ส่วนขั้นที่สามเริ่มในปี 2564 น้ำตาล 8-10 กรัมต่อ 100 มล. เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร ถ้าสูงกว่านั้นก็เสียเพิ่ม น้ำตาลเกิน 14 กรัม ต่อ 100 มล. เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร และขั้นที่สี่ในปี 2566 น้ำตาล 6-8 กรัมต่อ 100 มล.เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร สูงสุดเกิน 10 กรัมต่อ 100 มล.เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากบริโภคน้ำตาลมากเกินควรจนอัตราผู้ป่วยในประเทศสูงมาก

 จากการสำรวจของกรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าปริมาณแนะนำถึงกว่า 3 เท่า ในขณะที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงการบริโภคน้ำตาลมากมีความเสี่ยงเกิดโรคประจำตัวอื่นๆ ตามมาด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือดื่มนมก็ชอบดื่มนมรสหวาน ยังไม่นับรวมขนมหวานและไอศกรีม ซึ่งพบว่ามีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันควรเป็นไปตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ ซึ่งคำนวณง่ายๆ คือในแต่ละวันไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ซึ่งเทียบน้ำตาล 1 ช้อนชา จะเท่ากับประมาณ 4 กรัม โดยให้คำนึงถึงสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละบุคคลด้วย

ขณะเดียวกันยังพบพฤติกรรมคนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมหรือเกลือในปริมาณสูงเกินมาตรฐานหรือที่เรียกกันว่าติดรสเค็ม ซึ่งมาจากการบริโภคซอสปรุงรสและอาหารแปรรูปตลอดจนกลุ่มอาหารจำพวกบะหมี่สำเร็จรูปที่มีโซเดียมปริมาณมาก ซึ่งพบว่าถ้ากินเค็มมากเกินไปบ่อยๆ จะเกิดโรคเรื้อรังตามมาอีกมากมาย อาทิ โรคความดันสูง และไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่ารสเค็มเป็นรสที่ส่งผลต่อการกินมากที่สุด และเป็นสาเหตุให้ผู้ชอบกินเค็มเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ง่าย โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ให้ข้อมูลที่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม 22.05 ล้านคน และการบริโภคโซเดียมที่เกินความต้องการทำให้เสียชีวิตถึงปีละกว่า 20,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มถึง 98,976 ล้านบาทต่อปี

ล่าสุดมีการประชุมหารือร่วมกันเรื่องการจัดเก็บภาษีเกลือหรือโซเดียมเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่ามาตรการที่ได้ผลดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีปริมาณเกลือหรือโซเดียมลดลง โดยคณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมแห่งชาติเลือกมาตรการด้านภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับสูตรอาหาร แต่ในเวทีดังกล่าวตัวแทนภาคอุตสาหกรรมยังเห็นต่างในหลายมุมมองและยังไม่สนับสนุนนโยบายขึ้นภาษีโซเดียมพร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออก อย่างไรก็ตามปัญหาการบริโภคหวาน-เค็มเกินไปเป็นสิ่งจำเป็นต้องแก้ไข และมาตรการด้านภาษีก็เป็นเครื่องมือที่ประเทศนานาสากลใช้ในการกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

31 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
ดรเจษฎ์ โทณวณิก,ประชุมสภา
เปิดอ่าน 1,505 ครั้ง

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

ผ่านไป 2 วัน 2 คืน กับการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความคุกรุ่น ขัดแย้ง ปั่นป่วน ตีรวน วุ่นวาย มุ่งเน้นแต่เรื่องคุณสมบัติและแบ่งแยกเผด็จการกับประชาธิปไตยในระดับ “เอาเป็นเอาตาย” แม้จะมีการอภิปรายดีๆ ของ ส.ส.น้ำดีสลับมาบ้าง แต่ก็น้อยจนน่าใจหาย

คำถามก็คือประชาชนได้อะไรบ้างจากการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล และนักการเมืองยกระดับการทำงานของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ?

ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวกับ “ล่าความจริง” ถึงภาพรวมการอภิปรายนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า ประชาชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เพียง 10-15% เท่านั้น เนื่องจากต้องมาเสียเวลาฟังการประท้วง เสียดสี ตำหนิติเตียนกัน

แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ ตั้งแต่แรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ควรเดินตามเกมฝ่ายค้านในเรื่องการอ่านนโยบายทั้งฉบับ ควรจะสรุปผ่านเพาเวอร์พอยต์ เพราะการแถลงนโยบายไม่จำเป็นต้องละเอียด แค่สรุปสาระสำคัญและอธิบายให้เข้าใจก็เพียงพอ เนื่องจากฝ่ายค้านเองก็มีเอกสาร แต่เมื่อต้องอ่านทุกบรรทัด ทุกย่อหน้า แทนที่ประชาชนควรเข้าใจ กลับไม่เข้าใจเกี่่ยวกับนโยบายเลย

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็พูดนอกเรื่อง ไม่ได้อยู่ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย เน้นไปที่ตัวบุคคลค่อนข้างมาก มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจริงๆ คิดเป็น 20% เท่านั้น จริงๆ แล้วฝ่ายค้านควรแนะนำหรืออธิบายกับเนื้อหานโยบายมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละนโยบาย ซึ่งรัฐบาลอธิบายไม่ชัดเลย และฝายค้านก็ไม่ได้วิพากษ์ประเด็นนี้ เพราะการนำนโยบายไปปฏิบัติ หากเสี่ยงก่อให้เกิดหนี้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

ส่วนท่าทีของนายกฯ ที่ปรากฏตลอด 2 วันในช่วงการอภิปรายนโยบาย ดร.เจษฎ์ เสนอว่า นายกฯ ควรนิ่งมากกว่านี้ เพราะเป็นเพียงการอภิปรายนโยบายเท่านั้น เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังไม่ถึงการอภิปรายงบประมาณ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเป็นช่วงนั้น นายกฯ อาจต้องเจอมากกว่านี้เป็น 2 หรือ 3 เท่า

“เมื่อนายกฯ แสดงท่าทีไม่พอใจ ทำให้สถานการณ์เสียเปรียบ ขณะที่ฝ่ายค้านก่อนหน้านี้บอกว่าจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แบบยุคใหม่ แต่ภาพที่ปรากฏทั้ง ส.ส.หน้าเก่าและใหม่ ยังคงเล่นการเมืองรูปแบบเดิมๆ และไม่ก่อประโยชน์อะไร” ดร.เจษฎ์ สรุป

ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวกับ “ล่าความจริง” เช่นกันว่า ภาพรวมของนโยบายรัฐบาลก็ถือว่าดี โดยเฉพาะถ้าทำได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติค่อนข้างมาก และไม่มีแนวปฏิบัติ ตลอดจนงบประมาณที่นำมาใช้ จึงไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องรอดู

จุดเด่นของนโยบาย ที่โดดเด่นมากก็คือ ข้อ 7.2 การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ถือว่าเขียนออกมาดี มีการส่งเสริมวัฒนธรรม แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นแบบเดิมๆ ที่ไม่เกิดผลอะไรตามมา คือทำแค่อีเวนท์ และที่ยังเขียนไม่ชัดคือ การสร้างอัตลักษณ์เรื่องวัฒนธรรม และที่เกี่ยวกับค่านิยมจริยธรรม ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก และวัฒนธรรมไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่เป็นเรื่องของจิตใจและการประพฤติด้วย โดยสิ่งที่ขาดคือ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย” ที่ไม่มีเขียนเอาไว้เลย

ส่วนจุดด้อยที่น่าเสียดายมาก คือ เรื่องความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และกระจายอำนาจ เขียนเอาไว้น้อยมาก สะท้อนถึงการให้ความสำคัญ โดยคำว่า “สตรี” มีคำเดียวในนโยบาย 30 กว่าหน้า อยู่ในข้อ 5.9.3 ส่งเสริมเยาวชนและบทบาทสตรีในการเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ แต่ขาดการเสริมสร้างบทบาททางการเมือง

ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงความกังวลการทำหน้าที่ของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เพราะไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยได้ แม้จะเคยทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมานานถึง 5 ปี แต่เป็นคนละเรื่องกับสภาเลือกตั้งที่นักการเมืองมีความเก๋า มีลูกล่อลูกชน และมีลูกเล่นทางกฎหมายรวมถึงข้อบังคับอย่างแพรวพราว

รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมินว่า การแถลงนโยบายที่ผ่านมา ไม่มีใครได้ใครเสีย เพราะยังมุ่งถกเถียงกันแต่เรื่องเดิมๆ คือ การเอาหรือไม่เอา คสช. ไม่ค่อยได้แตะเนื้อหานโยบายเท่าที่ควร ส่วนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ว. และ ส.ส. แม้จะยกระดับขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังมีปัญหาการประท้วงและโต้เถียงกันในประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ จึงยังไม่สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้

สุดท้าย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดัง ยังฝากเตือนไปถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนว่า ไม่ควรพูดสนับสนุนการรัฐประหารในสภา แต่ควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการพูดผิดเวที

รู้จัก”กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ”เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก”กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ”เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

31 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ,วาทะ,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 6,422 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว    โดย…  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์

มีควันหลงการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเพิ่งจะปิดประชุมกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

การอภิปรายของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ต้องบอกว่าร้อนแรงอยู่หลายช่วง และเกิด “คู่กัด” คู่ใหม่ในแวดวงสภาไทย

“คู่กัด” คู่ล่าสุด ถ้ายังจำกันได้ คือ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. กับ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย

ต้นเหตุสืบเนื่องจาก นายยุทธพงศ์อภิปรายตรวจสอบโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. กระทรวงมหาดไทย ในความดูแลของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จนถูกประท้วงขัดจังหวะบ่อยครั้ง ก็เลยหลุดคำพูดทำนองว่า “พวกตัวประกอบ 5 บาท” เป็นเชิงตำหนิ ส.ส. และ ส.ว.ที่ลุกขึ้นประท้วง ทำให้บรรยากาศร้อนระอุ

นายกิตติศักดิ์ยกมือประท้วง และขอให้ถอนคำพูด เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมถอน นายกิตติศักดิ์จึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเรียก ส.ส.ผู้อภิปรายว่า ส.ส.ขี้ข้าโจร” ทำเอานายยุทธพงศ์สวนกลับทันควันว่า “ท่านก็เลียรองเท้าทหาร” จนสุดท้ายมีการท้าทายแลกกำปั้นกันกลางสภา

“ล่าความจริง” ได้ขอสัมภาษณ์เรื่องนี้กับ ส.ว.กิตติศักดิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่วัดบางคลาน หรือวัดหลวงพ่อเงิน อ.โพทะเล จ.พิจิตร

นายกิตติศักดิ์ ชี้แจงว่า ตลอดช่วงที่มีการประชุมสภา มีการด่าทอสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม ส.ส.บางรายถึงได้ชอบว่ากล่าวสมาชิกวุฒิสภาอย่างไม่มีความเกรงใจ แถมยังมีคำพูดที่ว่า เป็นพวกตัวประกอบ 5 บาท 10 บาท และด่าอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จึงทนไม่ไหว

“ผมนั่งฟังมานานจนรู้สึกทนไม่ไหว ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ก็เลยตอกกลับไปว่า ‘ส.ส.ขี้ข้าโจร’ ผมก็ไม่เข้าใจว่าแค่พูดไปประโยคเดียวจะดิ้นออกอาการอะไรนักหนา ส่วนประเด็นเรื่องการกวักมือให้ ส.ส.รายนี้มาดวลกันสักเพลงมวยจะดีไหม ก็เนื่องจากว่าหลังจากที่ผมพูดว่า ‘ส.ส.ขี้ข้าโจร’ ทางฝั่งตรงข้ามก็ยังไม่เลิกพูด แถมยังบอกว่างั้นเพิ่มราคาให้จาก 5 บาท เปลี่ยนเป็น 500 บาทให้ก็ได้ ผมจึงบอกว่า เอาแบบนี้แล้วกัน ผมไม่อยากให้เสียเวลาของประชาชนที่ดูการถ่ายทอดสด งั้นเราออกไปดวลกันสักหนึ่งเพลง เอาแบบไทยไฟท์เลยก็ได้” ส.ว.กิตติศักดิ์ กล่าว

ส.ว.คนดังยอมรับว่า หลังจากเหตุการณ์ในสภาผ่านพ้นไป ก็มีกระแสทั้งด้านลบและด้านบวก ก็ต้องยอมรับกันไป และตนก็ไม่ได้ทำอะไรนอกกรอบ ไม่มีการถึงเนื้อถึงตัว ส.ส.คนนั้น และตนไม่ได้ติดใจอะไร ส่วนเรื่องของการขอโทษกลับไปยัง ส.ส.รายนั้น พูดได้เพียงแค่ว่า “อย่าหวัง”

“เขาก็ด่าผมว่าเลียบู๊ททหารแล้วนี่ จะเอาอะไรอีก” ส.ว.กิตติศักดิ์ กล่าว

สำหรับประวัติ ส.ว.กิตติศักดิ์ พื้นเพเป็นคนพิจิตร เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น และยังเคยเป็นประธานชาวนาภาคเหนือ และอุปนายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย เคยพาชาวนาภาคเหนือตอนล่างชุมนุมประท้วงเพื่อทวงเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้ว

ต่อมาหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ก็มีชื่อ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ด้วย เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย และช่วงที่เป็น สนช.นี้เอง ที่เขาได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำหน้าที่ “กาวใจ” จัดการปัญหาขัดแย้งที่วัดบางคลาน หรือวัดหลวงพ่อเงิน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งมีการปลดเจ้าอาวาสรูปเก่า และตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่เข้าไปจัดการทรัพย์สินและวัตถุมงคล แต่มีชาวบ้านตำบลท่านั่ง ซึ่งศรัทธาอดีตเจ้าอาวาส ล้อมกุฏิ ปิดวัด ไม่ให้เจ้าอาวาสรูปใหม่เข้าไปทำงาน จนเกิดการเผชิญหน้า

ปีที่แล้ว ส.ว.กิตติศักดิ์ สมัยที่ยังเป็น สนช. ก็ลงพื้นที่ไปอีกรอบ และไปร่วมเคลื่อนไหวในฝั่งชาวบ้านที่ล้อมวัดอยู่ จนสุดท้ายต้องมีการเจรจาพูดคุย และหยุดความรุนแรงเอาไว้ได้

สำหรับแผนงานต่อไปที่เจ้าตัวจะเดินหน้าในฐาน ส.ว. ก็คือโครงการพัฒนาบึงสีไฟ สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองของพิจิตร

“ตลอดเวลากว่า 5 ปีที่ผมได้รับเลือกเป็น สนช. ได้มีโอกาสทำหน้าที่ประธานอนุกรรมาธิการกระจายการผลิตสินค้าเกษตร จึงตามไปดูต้นทางการผลิตทั่วประเทศ ทำให้มีความผูกพันกับเกษตรกรหลายพื้นที่ รวมถึง จ.พิจิตรด้วย จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง ส.ว. จึงเดินหน้าสานต่อภารกิจเดิม คือช่วยเหลือชาวบ้าน โดยได้รับความร่วมมือจาก ส.ส. โดยในส่วนของจังหวัดพิจิตร เตรียมโครงการพัฒนาบึงสีไฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองพิจิตร ปัจจุบันบึงสีไฟตื้นเขินจนมีไฟไหม้แทบทุกปี แต่กลับไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องถึง 8 กรม ฉะนั้นผมจึงเข้ามาทำหน้าที่ประสานงานเรื่องนี้ และหวังว่าจะฟื้นฟูบึงสีไฟให้กลับมาเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ของพิจิตรได้เหมือนเดิม”

นี่คือตัวตนและผลงานของ ส.ว.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

ทำดีดุจเกลือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำดีดุจเกลือ

31 กรกฎาคม 2562 – 11:20 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
เปิดอ่าน 2,098 ครั้ง

คอลัมน์…   จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

เสร็จการอภิปรายและการแถลงนโยบายรัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้เรือเหล็กที่มีกัปตันลุงตู่ได้ฤกษ์ลงน่านน้ำอย่างเป็นทางการเพื่อเก็บแต้มในการทำงานและตอบโจทย์สังคม

ไม่กี่วันก่อนโพลล์หลายสำนักให้คะแนน ครม.ประยุทธ์ 2 และคะแนนการทำหน้าที่ในรัฐสภากันมาบ้างแล้ว ใครได้กี่แต้มไปไล่ดูกันเอง…

จากนี้ไปเชื่อว่าโพลล์จะทยอยออกสำรวจความเห็นชาวบ้านเกี่ยวกับการทำงานของรมต.แต่ละคน ว่าใครเป็นรมต.โลกลืม…ใครเป็นรมต.สังคมจดจำ และจะเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่จะบอกอายุของรมต.คนนั้นๆ ว่าจะได้สิทธิอยู่ต่อหรือไปก่อนในยามที่เรือเหล็กถึงคราวต้องซ่อมบำรุงและเปลี่ยนกำลังพล

แน่นอนว่ารัฐบาลผสม 19 พรรคที่มีพปชร.เป็นแกนนำนั้น เสนาบดีแต่ละค่ายย่อมต้องทำหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล แต่วิธีขับเคลื่อนนั้นอยู่ที่เจ้าตัวว่าจะดำเนินภารกิจในกระทรวงออกมาเป็นรูปธรรมที่สังคมจับต้องได้เช่นใด

ภาพหนึ่งที่มิค่อยปรากฏในอดีต แต่ห้วงเวลานี้เผยออกมาหลายครั้งแล้วสำหรับการทำงานเป็นทีมเวิร์กคือ ภาพของสามรมต.กระทรวงหูกวาง ลงพื้นที่ร่วมกันเสมอในการตรวจราชการ

ราชรถ 1 คือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากภท. ราชรถ 2 คือ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ จากพปชร. และราชรถ 3 คือ ถาวร เสนเนียม จากปชป. ลงแก้ปัญหาของกระทรวงคมนาคมร่วมกันแบบไม่แบ่งขั้วไม่แบ่งค่าย

ปัญหาถนนเจ็ดชั่วโคตรคือถนนพระราม 2 มีการเกาะติดพื้นที่เช็กที่มาของปัญหามาสองสัปดาห์ จนการติดขัดของถนนสายนี้เบาบางลง, การเสนอและศึกษาค่าใช้จ่ายนำรถบรรทุกจากภาคใต้ไปยังภาคตะวันออกด้วยเรือข้ามอ่าวไทย, การเตรียมศึกษาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสิบห้าบาทตลอดสายเพื่อช่วยปัญหาค่าครองชีพของชาวบ้านให้เบาบางลง

พูดง่ายๆ เจ้ากระทรวงหูกวาง นำ รมช.ทั้งสองลุยงานเจ็ดวัน พร้อมให้ข้าราชการ คนการเมือง ชาวบ้านและสื่อเข้าพบได้ทุกเวลา ซึ่งแตกต่างกับห้าปีที่แล้วยิ่งนัก เพราะภาพแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น

และเป็นไปได้หรือไม่ว่าเสี่ยโอ๋ซึ่งเป็นเป้าสายตาหนึ่งของสังคมที่มาดูแลกระทรวงคมนาคมที่มีงบมหาศาลต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์และผลงานเชิงประจักษ์ออกมาโดยเร็ว เพราะบางภาพและบางข้อมูลที่สังคมรับรู้ล่วงหน้าว่า ภท.หมายมั่นกระทรวงนี้มากำกับดูแล อาจมีข่าวคราวผลประโยชน์ทับซ้อนให้บางคนบางกลุ่ม และงบลงทุนของกระทรวงหูกวางเกี่ยวกับระบบคมนาคมของไทยตามโรดแม็พที่ลุงตู่วางไว้นั้นมีมาก

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่เสี่ยโอ๋จะลบคำครหาข้างต้นและเร่งสร้างแต้มให้ตัวเองและครม. ด้วยการดึงสองรมช.ร่วมคณะไปในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่ากระทรวงนี้จับมือกันทำงานแบบไม่แบ่งพรรค รวมทั้งมิให้เกิดข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเงินทอนที่อาจจะตามมา

หาก รมต.ในกระทรวงอื่นๆ และพรรคอื่นๆ จะนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ก็มิแปลก แถมจะเป็นการเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเองรวมทั้งลุงตู่ได้เรื่อยๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเมือง

ตรงนี้ขอชื่นชมและให้กำลังใจสำหรับรมต.ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง และหวังว่าจะทำดีได้ตลอดศก อย่าให้บังเกิดมลทินที่หลายคนจ้องจับตา

หากครม.ทั้งหมดทำแบบนี้ได้ สังคมก็พอมีหวังในใจให้เกิดขึ้นว่าพอฝากผีฝากไข้ได้บ้าง

ดังนั้น รมต.ของลุงตู่ชุดนี้ควรรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็มไว้ให้นานเท่านาน

แต่หากใครประกอบมิชอบก็เสมือนปลาเน่าในข้อง…ลุงตู่อย่าไว้ไมตรีต้องเช็กบิลทันทีโดยไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม

หากปล่อยปลาเน่าตัวนั้นไว้เนิ่นนาน ลุงตู่จะต้องรับกรรมเพียงลำพังเพราะเป็นคนเลือกบุคคลนั้นๆ ขึ้นเรือเหล็กเอง !

ย้อนรอย “บุกบ้านป๋า” ไม่ได้มีแค่ “นปก.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย “บุกบ้านป๋า” ไม่ได้มีแค่ “นปก.”

31 กรกฎาคม 2562 – 11:04 น.
ป๋าเปรม,จักรภพ เพ็ญแข,วีระกานต์ มุสิกพงษ์,นปก,นปช,พีทีวี,คนเสื้อแดง,ม็อบ,บุกบ้านป๋าเปรม,พลอเปรม,พลอเปรมติณสูลานนท์,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,938 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 31 ก.ค.62

สองสามวันมานี้สื่อหลายสำนักได้รื้อฟื้นคดีบุกบ้านป๋าเปรมในหลายแง่มุม เนื่องจากวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล..เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” (นปก.) และกลุ่มพิราบขาว 2006

เหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เกิดขึ้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2550 โดยแกนนำกลุ่ม นปกได้นำผู้ชุมนุมนับหมื่นคนเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปปิดล้อมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนเกิดเรื่องตอนค่ำมืด

ม็อบ นปก. บุกบ้านป๋า 22 ก.ค. 50 

จะว่าไปแล้วการชุมนุมต้าน คมช.ในปี 2550 เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน และมีเป้าหมายคือบ้านป๋าเปรม เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร  

มิตรสหาย“ธนาธร”

10 กว่าปีที่ผ่านมานี้คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นกับคำว่า “ม็อบเสื้อแดง” ที่มีอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการ แต่จริงๆ แล้ว ช่วงปลายปี 2549-2550 ม็อบไล่เผด็จการทหารยังไม่มีสัญลักษณ์สีแดง หากแต่เป็นกลุ่มหลากสี และไม่มีเพียงกลุ่ม นปก.เท่านั้น

เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา นักกิจกรรม กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่มีการประชุมและจัดตั้งเครือข่ายขึ้นทันที หลังจากการรัฐประหารเพียง วัน

เครือข่าย 19 กันยาฯ บุกบ้านป๋าปี 50

ตัวละครสำคัญของเครือข่าย 19 กันยาฯ คือ “วารสารฟ้าเดียวกัน” ที่มีทีมงานคนรุ่นใหม่ อาทิ “ชัยธวัช ตุลาธน”, “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ธนาพล อิ๋วสกุล” รวมถึงเครือข่ายของผู้อ่านและนักวิชาการต่างๆ

ธนาธรชัยธวัช” ยังต่อสายไปหาผู้นำแรงงานอย่าง “สุนทร บุญยอด” จึงได้กลุ่มองค์กรแรงงานเข้ามาร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กองทัพถอยกลับกรมกอง

18 มีนาคม 2550 เครือข่าย 19 กันยาฯ ระดมมวลชนได้ประมาณ 2,000 คน จัดการชุมนุมและเดินขบวนในโอกาสครบรอบ เดือนการรัฐประหาร โดยเดินขบวนไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล..เปรม ติณสูลานนท์

เพราะแกนนำเครือข่าย 19 กันยาฯ เชื่อว่า “ป๋าอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจล้มรัฐบาลทักษิณ” และในวันที่เดินขบวนไปบ้านป๋าเปรม ทั้ง ธนาธร และชัยธวัช ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งสำคัญของเครือข่ายด้วย

นี่คือม็อบต้านเผด็จการกลุ่มแรกที่บุกไปทำกิจกรรมหน้าบ้านป๋าอย่างเป็นทางการ

เหวง”กับ นปตร.

ดังที่ทราบกัน “คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” และอีกหลายกลุ่มย่อย เป็นมวลชนที่ปักหลักชุมนุมที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่ต้นปี 2550 จนกระทั่ง 18 พฤษภาคม 2550 จึงมี “คนเดือนตุลา” กลุ่มหนึ่งสุมหัวคิดออกแบบองค์กรร่วมชื่อ“แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร” (นปตร.) พร้อมกับนัด 22 กลุ่ม มาประชุมกันที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นการเปิดตัวองค์กรต้านรัฐประหาร

เหวง โตจิราการ

นพ.เหวง โตจิราการ” ได้อ่านคำประกาศก่อตั้งแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) โดยมียุทธศาสตร์ในการต่อสู้ คือ “คว่ำ ล้ม โค่น”

องค์กร นปตร.ตั้งได้ไม่กี่วันก็เกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่ผู้ประสานงานและผู้ปฏิบัติงานเนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการที่จะเข้าไปร่วมกับกลุ่มนักการเมืองสายทักษิณ เพราะเห็นว่ามีพลังมากพอในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการได้ 

เหวง” นำกลุ่มองค์กรมวลชนส่วนใหญ่ไปผนึกกำลังเครือข่ายสายตรงทักษิณ

จักรภพ”มาแล้วจ้า

ก่อนหน้าจะเกิดองค์กร นปกต้องกล่าวถึงสถานีโทรทัศน์ “พีทีวี” ของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ที่มี “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” เป็นเจ้าของ และประกาศจะแพร่ภาพออกอากาศในวันที่ มีนาคม 2550

พีทีวี จุดเริ่มต้น นปก.

มิตรสหายในบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ประกอบด้วย วีระกานต์ มุสิกพงศ์จักรภพ เพ็ญแขจตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,  อุสมาน ลูกหยี และก่อแก้ว พิกุลทอง

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

ต่อมา คมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ มีคำสั่งห้าม “พีทีวี” ออกอากาศ จึงเป็นเงื่อนไขให้ “จักรภพ” จัดการชุมนุมเรียกร้องให้พีทีวีได้ออกอากาศเหมือนเอเอสทีวี 

จักรภพ เพ็ญแข สมัยเป็นแกนนำม็อบพีทีวี

ในที่สุดกลุ่มพีทีวีกับแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) จึงรวมตัวกันเป็นองค์กรใหม่ที่เรียกกันย่อๆ ว่า “นปก.” มีแกนนำชุดแรกได้แก่ วีระกานต์ มุสิกพงศ์จตุพร พรหมพันธุ์จักรภพ เพ็ญแขณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนพ.เหวง โตจิราการวิภูแถลง พัฒนภูมิไท..อภิวันท์ วิริยะชัยจรัล ดิษฐาอภิชัย และมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

ภารกิจแรกของ นปกคือ การนำมวลชนปิดล้อมบ้านป๋าจนเกิดเป็นคดีความถึงวันนี้

เตือนนักช็อปมือสองระวังรับซื้อของโจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือนนักช็อปมือสองระวังรับซื้อของโจร

31 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
สายตรวจระวังภัย,นักช้อปมือสอง,รับซื้อของโจร,แบรนด์เนม
เปิดอ่าน 2,666 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

สังคมออนไลน์ยุคสมัยนี้ทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด โดยเฉพาะการค้าขาย แม้กระทั่งของ “แบรนด์เนม” ราคาสูงยังสามารถเอามาขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทว่าก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงที่จะถูกฉ้อโกง หรือได้สินค้าไม่ตรงปก ยิ่งไปกว่านั้นอาจตกเป็นผู้ต้องหาเพราะ “รับซื้อของโจร” ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

ล่าสุดตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) สามารถติดตามจับกุม น.ส.นัชชา อายุ 24 ปี “แม่ค้าออนไลน์” ที่รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากเหล่าหัวขโมยมาปล่อยขายต่อในราคาถูกกว่าท้องตลาด เป็นสินค้าแบรนด์เนม “มือสอง” และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจต้องเตือนบรรดา “นักช็อปมือสอง” ระวังมีความผิดรับซื้อของโจร!

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อปี 2560 มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ว่า ขอให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นัชชา เจ้าของร้านค้าขายกระเป๋าแบรนด์เนมออนไลน์ชื่อเว็บไซต์ “Shopkondoodee” เนื่องจาก น.ส.นัชชา ได้รับซื้อกระเป๋าชาเนลรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของผู้เสียหายจำนวน 2 ใบ มีมูลค่าใบละประมาณ 2 แสนบาท จากคนขับรถที่ติดการพนัน ซึ่งเป็นผู้ขโมยกระเป๋าแบรนด์เนมใบดังกล่าวมาขายต่อให้ โดย น.ส.นัชชา ได้นัดคนขับรถที่ขโมยกระเป๋ามาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านรัชดา เพื่อทำการซื้อขาย เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการซื้อในราคาถูกเพียงใบละ 2 หมื่นบาทเท่านั้น และต่อมาเมื่อผู้เสียหายทราบว่ากระเป๋าที่ถูกขโมยไปได้นำมาประกาศขายจึงติดต่อไปเพื่อแจ้งว่ากระเป๋าทั้ง 2 ใบนี้ถูกขโมยมา ต้องการขอซื้อคืนในราคาที่ผู้ต้องหาซื้อมา โดยจะไม่เรียกร้องใดๆ เนื่องจากกระเป๋าเป็นรุ่นที่หายากและมีคุณค่าทางจิตใจ แต่กลับถูกผู้ต้องปฏิเสธ จากนั้นผู้ต้องหาได้เปลี่ยนเว็บไซต์ในการซื้อขายของแบรนด์เนม มาเป็น “Brandnamethailand” และทำการรับซื้อขาย จำนำกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนมทั่วไป จนมาถูกจับกุมในที่สุด

สำหรับการรับซื้อของโจรเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระ ทำความผิดถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีด เอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกหรือ เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินและไม่อาจยอมความกันได้

ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไรหรือได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (10) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 พันบาท ถึง 2 หมื่นบาท แต่หากการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 ทวิ การชิงทรัพย์ตาม มาตรา 339 ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตาม มาตรา 340 ทวิ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 3 หมื่นบาท

เกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นทางตำรวจฝากเตือนไปยังผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะกระเป๋าหรือนาฬิกายี่ห้อหรูแบรนด์ดังแบบสินค้ามือสองควรเพิ่มความระมัดระวังการซื้อขาย เพราะอาจจะซื้อสินค้าที่ถูกขโมยมาโดยไม่ตั้งใจ ทางที่ดีควรสั่งซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือว่าเป็นสินค้าที่ได้มาอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังเตือนไปถึงผู้รับซื้อสินค้า (พ่อค้า-แม่ค้า) หากจะตัดสินใจซื้อกระเป๋าหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อหรูที่เป็นสินค้ามือสองควรจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เป็นของที่ถูกนำมาขายอย่างถูกต้องหรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหารับซื้อของโจรได้

ไม่ว่าของที่ซื้อขายในโลกออนไลน์จะแบรนด์เนมหรือไก่กา แม้จะมีความสะดวกมากมาย แต่อย่าลืมว่าโทษที่ตามมาก็มหันต์เช่นกัน ถ้าของสิ่งนั้นเป็นของโจร..!!

‘ภัยแล้ง’ ยิ่งมาแรง-เร็วเป็นวาระแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ภัยแล้ง’ ยิ่งมาแรง-เร็วเป็นวาระแห่งชาติ

31 กรกฎาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ถึงเวลานี้ชาวบ้านไม่รู้จะพึ่งใครนอกจากเอาไสยศาสตร์เข้าข่มแล้วละครับ เพราะมัวแต่รอรัฐบาลเห็นมีแต่ข่าวรัฐมนตรีลงพื้นที่แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป

อย่างวันก่อนเห็นภาพช้างป่าออกมากินน้ำที่บุรีรัมย์อย่างไม่เกรงกลัวอันตรายจากผู้คนที่คอยดักยิง เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเอาชีวิตรอดไปตายเอาดาบหน้าจะดีกว่า

สรุปว่าวิกฤติภัยแล้งนี่ไม่ธรรมดาเพราะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จากอีสานไปถึงภาคกลางและทำท่าไปถึงภาคเหนือเพราะฝนทิ้งช่วง

ที่พึ่งพาได้ก็คือ ‘ฝนหลวง’ ซึ่งไม่รู้ว่าจะรับมือไหวหรือไม่ เพราะพื้นที่ภัยแล้งนั้นมากมายจริงๆ

ถึงเวลาที่ ‘ภัยแล้ง’ ต้องเป็นวาระแห่งชาติไม่ใช่ปล่อยให้ระดับรัฐมนตรีลงไปดูแลแก้ไข ต้องนายกรัฐมนตรีถึงจะเอาอยู่

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เสร็จจากการแถลงนโยบายทำงานแล้วหันมาสนในเรื่องภัยแล้งโดยด่วน
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอสะพานลอยข้ามถนน
 มีอันตรายและต้องระวังโจร

ข้าพเจ้ามีลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ถนนสาย 345 ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ใคร่ขอความกรุณาไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาจัดสร้างสะพานลอยคนข้ามถนนให้นักเรียนและประชาชนที่อาศัย

สภาพถนนที่มีหลายช่องจราจรและการข้ามถนนตรงจุดนี้ นักเรียนและผู้ปกครองต้องใช้วิธีเดินลัดเลาะรอดใต้สะพานกลับรถเสี่ยงต่อการถูกรถเฉี่ยวชนและถูกดักจี้ปล้นเนื่องจากเวลากลางคืนไม่มีไฟส่องสว่าง

นอกจากจะมีโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์แล้วยังมีโรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้าฯ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและได้รับผลกระทบจากการไม่มีสะพานลอยข้ามถนนใช้เช่นกัน ในอดีตเคยมีการรวบรวมรายชื่อเสนอถึงหน่วยงานระดับเทศบาลและกรมทางหลวงเพื่อให้พิจารณาจัดสร้างสะพานลอยให้ แต่เรื่องก็เงียบหายไป

จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ช่วยประสานทางจดหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาจัดสร้างสะพานลอยคนข้ามถนนและขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย
มาลิน (นนทบุรี)


 ประชาชนต้องการอะไร ?
 จ่ายภาษีแล้วหายไปไหน ?

ผมมีเรื่องจะนำมาปรึกษาหารือว่าทุกวันนี้เราอยู่ไปเพื่ออะไรและรัฐบาลจะต้องมองถึงประชาชนบ้างว่าต้องการอะไร

ในการที่ประชาชนจะต้องจ่ายภาษีทุกประเภทให้แก่รัฐบาลก็เพื่อให้รัฐบาลนำเงินส่วนหนึ่งที่มาจากภาษีนั้นไปพัฒนาประเทศ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภค

การปฏิบัติก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริการแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศในการบริหารประเทศของรัฐบาล อย่างน้อยจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ เป็นการตอบสนองอย่างคุ้มค่าต่อเงินภาษีที่ประชาชนได้จ่ายให้แก่รัฐบาล ส่วนที่จะไปสร้างอาคารกระทรวง-ทบวง-กรม (กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น)

หรือแม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์แก่เหล่าทัพทั้งหลาย เช่น รถหุ้มเกราะ-เรือดำน้ำ-เครื่องบิน-เรือเหาะ-ชุดตรวจวัตถุระเบิด หรือแม้แต่ตำรวจซื้อเครื่องบินเจ็ทและอื่นๆ ซึ่งไม่จำเป็น

แต่ปัญหาความเดือดร้อนและความจำเป็นของประชาชนที่ส่วนใหญ่ยังยากจน-ยากจนมากถึงขนาดไร้ที่อยู่อาศัย เงินจากการซื้อของเหล่าทัพและตำรวจสามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมากมาย อีกทั้งในการจัดทำงบประมาณประจำปีก็เป็นงบขาดดุลมาหลายปีแล้ว

อยากจะฝากถึงแนวความคิดของรัฐบาลว่าควรจะปรับทัศนคติและมุมมองให้เห็นถึงความยากลำบากของประชาชนด้วยว่าเป็นอย่างไร ?
วิเชียร (ชัยนาท)


ตอบคุณ ‘วิเชียร’ ชัยนาท
จดหมายของคุณเป็นความต้องการของประชาชนทุกระดับ เพราะที่เสียภาษีไปมากมายนั้นจะได้ทราบว่ารัฐบาลเอาไปใช้อย่างไรบ้าง และคุ้มกับค่าเงินงบประมาณที่ใช้ไปหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงนึกถึงให้มากที่สุดคือจะต้องใช้เงินที่มาจากความเหนื่อยของประชาชน ไม่ใช่นึกจะใช้ก็ใช้อย่างไม่สนใจ

รัฐบาลต้องมีความคิด มีความเข้าใจถึงความยากลำบากที่ประชาชนต้องเสียภาษีทุกอย่างมาให้รัฐบาล
อ๊อด เทอร์โบ


ไม่ควรอยู่เฉย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ควรอยู่เฉย

31 กรกฎาคม 2562 – 07:45 น.
ไม่ควรอยู่เฉย,รัฐบาลใหม่,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 1,340 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงท่าทีต่อข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส เพื่อกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชเอาไว้ว่า “เหรียญมีสองด้าน วันนี้ต้องขอความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และมีคณะทำงานที่กำลังดำเนินการอยู่ ยืนยันว่าจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน” แปลความได้ว่า การใช้สารเคมี มีทั้งด้านดีและด้านลบ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือจะยังไม่ชี้ชัดอะไรลงไปจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ดีที่สุดจากคณะทำงาน ซึ่งก็นับเป็นแนวทางเดียวกับรัฐมนตรีเกษตรหรือรัฐบาลชุดก่อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมให้ยกเลิก แต่จนแล้วจนรอด คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็มีมติเพียงแค่ให้ “จำกัดการใช้” โดยเข้มงวดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มคือ ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมี

ท่าทีล่าสุดจากกระทรวงเกษตรฯ คงจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ เปิดให้เกษตรกรทั่วประเทศลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้สารเคมี 3 ชนิด ผ่านออนไลน์ “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ทั้งนี้เป็นผลจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการ “จำกัดการใช้” สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืช พร้อมมาตรการบังคับให้ผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มเข้ารับการอบรมจาก 4 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยกรมวิชาการเกษตรจะอบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรอบรมอีกทอดหนึ่ง

การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกเคมีเกษตรมีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องมากที่สุดในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยแรก ซึ่งเป็นรัฐบาลอำนาจพิเศษ สามารถสั่งการใดๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ข้อเรียกร้องนั้นก็ไม่เป็นผล เพราะรัฐบาลเองก็มองเช่นเดียวกันว่าเคมีเกษตรเป็นเหรียญสองด้าน คณะกรรมการชุดต่างๆ จึงถือกำเนิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งถูกฝ่ายที่ต่อต้านการใช้สารพิษออกมากล่าวหาอยู่เสมอว่าเอนเอียงไปกับกลุ่มธุรกิจนำเข้าสารเคมีและกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งต้องพึ่งพิงสารเคมีเกษตร แต่ถึงอย่างไรเมื่อมีมติออกมาแล้วการบังคับใช้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามกลไกและกระบวนการ “จำกัดการใช้” ที่เริ่มมาแล้วเดือนกว่า

จึงน่าสนใจติดตาม และทวงถามกันว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ได้รัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรฯ แล้วจะทบทวนและสร้างกระบวนการให้เกิดความโปร่งใสได้อย่างไร ในเมื่อยังมีคำครหา ยังมีเรื่องคาใจ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ก็พึงต้องพิจารณาว่าจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ได้หรือไม่ ที่สำคัญก็คือจะต้องเร่งมือดำเนินการให้แนวทางหรือนโยบายที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ เพราะขณะนี้กระบวนการ “จำกัดการใช้” กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว หากจะต้องยกเลิกกลางคันจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ขณะที่การอบรมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 กลุ่ม ก็สูญเปล่า หรือในทางตรงกันข้ามหากกระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนมาตรการนี้ต่อไปก็จะต้องประกาศออกมาให้ชัดเพราะการแสดงท่าที “ย่ำรอยเดิม” ก็เท่ากับสนับสนุนให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้าต่อไปตามมติคณะกรรมการชุดเก่านั่นเอง

ใช้’AI’ช่วยตำรวจดูแลความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช้’AI’ช่วยตำรวจดูแลความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

30 กรกฎาคม 2562 – 13:41 น.
สายตรวจระวังภัย,ระบบปัญญาประดิษฐ์,AI,ความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ
เปิดอ่าน 1,579 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  เจษฎา จันทรรักษ์

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตตลอดจนธุรกิจการค้า และการขับเคลื่อนงานของทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว มีความแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงและทุ่นแรงทรัพยากรมนุษย์ ขณะเดียวกันงานของตำรวจก็พึ่งระบบเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งงานป้องการปราบปรามและสืบสวนสอบสวน

ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) โดย พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ภูริส จินตรานันท์ ผกก.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย น.ส.บราลี ชุติมา กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเตอร์สเต็ปส์ จำกัด ดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ กรุงเทพฯ (กต.ตร.กทม.) ภาคประชาชน จึงได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) โครงการ ทดลองติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อการวิเคราะห์ตรวจตราความปลอดภัยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณะ (Artificial Intelligent System for Surveillance and Criminal Analysis in Public Area) ถือเป็นการยกระดับความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พ.ต.อ.ภูริส อธิบายว่า ได้มีการทำงานร่วมกับบริษัทอินเตอร์สเต็ปส์ จำกัด มาแล้ว 4-5 เดือน โดยมอบหมายให้หน่วยงานป้องกันและปราบปรามของสน.ห้วยขวาง รับผิดชอบระบบดังกล่าวประสานงานกับวิทยุสื่อสารในการควบคุมพื้นที่ มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ตรวจจับอะไรได้ค่อนข้างมาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นชั้นความลับ สามารถตรวจสอบข้อมูลภาพของผู้ต้องสงสัยได้ทันที โดยเฉพาะข้อมูลหมายจับ จึงต้องมีตำรวจที่มีความรู้คอยตรวจสอบ หลังจากที่ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากในการเฝ้าระวังในพื้นที่ ซึ่งสถานทูตจีนให้ความสนใจพื้นที่รัชดาภิเษกเป็นอย่างมาก และในอนาคตมีความคิดจะทำเมืองให้กลายเป็นไซน่าทาวน์ 2 ด้วย เมื่ออยู่ในระบบคัดแยกหากเป็นฐานของมูลที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบก็จะทำให้ระบบมีเสถียรภาพ ช่วยคัดกรองกลุ่มเฝ้าระวังได้มากและรวดเร็ว รวมถึง สามารถนำมาใช้กับงานสืบสวนได้ด้วย เช่น บริเวณตลาดห้วยขวาง รอบสถานีตำรวจ จะมีการนำข้อมูลมาใช้ในการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

ขณะที่ น.ส.บราลี กล่าวว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสอดส่องดูแลความปลอดภัยถือเป็นระบบพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนา Smart City เนื่องจากจะทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สินอันเป็นรากฐานที่สำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีและยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจกิจในพื้นที่นั้นๆ ในส่วนของระบบ AI ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ มีการเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดในจุดที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจมีเหตุร้าย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร นอกจากฟังก์ชัน Facial Recognition หรือการวิเคราะห์เปรียบเทียบใบหน้ากับฐานข้อมูลหมายจับแล้ว ยังมีระบบวิเคราะห์ พฤติกรรม (behavior analysis) ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการก่ออาชญากรรม เช่น การวิ่งราว การทะเลาะวิวาท เป็นต้น อีกทั้งยังมีระบบวิเคราะห์รูปพรรณสัณฐานซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการสืบหาเบาะแสของคนร้ายได้ ขณะเดียวกันระบบยังสามารถนำมาใช้เพื่อการช่วยสืบหาบุคคล เช่น เด็กหรือผู้สูงอายุที่หลงทางได้อีกด้วย

พล.ต.ต.เสนิต บอกว่า ยุคสมัยนี้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งที่ต้องนำมาใช้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสัมฤทธิ์ผลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยจะนำร่องในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อโครงการนำร่องนี้สามารถดำเนินการได้ตรงวัตถุประสงค์ของทางราชการและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภาพรวมก็จะนำเสนอถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาขยายผลไปสู่สถานีตำรวจนครบาลอื่นต่อไป

เมื่อตำรวจปรับตัวให้ทันยุค นำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจดูแลความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทำงานก็จะถูกยกระดับ สร้างความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือมากขึ้น..!!