ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน-ไทยสูสี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน-ไทยสูสี

30 กรกฎาคม 2562 – 12:30 น.
องค์การอนามัยโลก,ยุง
เปิดอ่าน 2,081 ครั้ง

ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน- ไทยสูสี โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

องค์การอนามัยโลกประกาศว่าสัตว์ตัวเล็กแต่ร้ายกาจที่สุดคือ “ยุง” แต่ละปีมีมนุษย์ติดโรคจากยุงกว่า 300 ล้านคน เสียชีวิตไปด้วยโรคมาลาเรีย 8 แสนคน และเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน เฉพาะในไทย ปี 2562 ขณะนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 5.3 หมื่นคน มากกว่าปีที่แล้ว 2 เท่า เสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60 คน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามคิดค้นวิธีกำจัดยุงร้ายเหล่านี้ !

ล่าสุดนักวิจัยจีนประกาศความสำเร็จการทดลอง “ทำหมันยุง” กับยุงลายสวน ซึ่งนักวิจัยไทยก็ได้เคยทดลองกับยุงลายบ้านและประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกันเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ !

ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2562 สื่อมวลชนจีนประโคมข่าวทดลองปล่อย “ยุงลายสวน” (Aedes albopictus) ตัวผู้ที่ทำหมันแล้วจากห้องปฏิบัติการประมาณ 200 ล้านตัว ในพื้นที่เกาะ 2 แห่งที่ชื่อว่า เกาะ Shazai และเกาะ Dadaosha ตั้งอยู่ตอนใต้ของเมืองกวางโจวหรือที่คนไทยเรียกว่า “กวางเจา” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมากที่สุดในจีน

ทีมนักวิจัยจีนประกาศว่า “การทดลองประสบความสำเร็จอย่างดี” สามารถลดปริมาณยุงที่เป็นพาหะนำโรคได้

ทั้งนี้ วิธีการที่ใช้คือการควบคุมประชากรยุงลายสวนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการปล่อยยุงลายสวนตัวผู้ที่เป็นหมันออกไปผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ โดยการทำหมันยุงผู้ตัวจะใช้วิธีการ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนายุงลายสวนให้มีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “โวลบาเกีย” (Wolbachia) 3 ชนิด ซึ่งตามปกติยุงลายสวนมีเชื้อโวลบาเกียอาศัยอยู่ในตัวเพียง 2 ชนิดเท่านั้น เชื้อโวลบาเกียเป็นแบคทีเรียพบได้ทั่วไปในแมลงชนิดต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เมื่อยุงตัวผู้มีชนิดเชื้อแบคทีเรียโวลบาเกีย 3 ชนิด จะทำให้แตกต่างจากยุงตัวเมียที่มีเชื้อนี้เพียง 2 ชนิด เมื่อผสมพันธุ์กัน “ไข่ยุง” จะไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ และเพื่อให้มั่นใจว่ายุงเหล่านี้เป็นหมัน 100 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยจึงได้ทำหมันซ้ำอีกในขั้นตอนที่ 2 ด้วยการ “ฉายรังสีแกมมา” ในปริมาณที่เหมาะสมช่วงที่ยุงตัวผู้เหล่านี้ยังเป็นดักแด้

เมื่อ “ยุงหมัน” เหล่านี้ลอกคราบโตเต็มวัย จะถูกนำไปปล่อยให้ผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ ตามหลักการเมื่อยุงตัวผู้เป็นหมัน ไข่ของยุงตัวเมียที่ถูกผสมพันธุ์ก็จะไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ ถือเป็นการคุมกำเนิดยุงนั่นเอง ทำให้ประชากรยุงในรุ่นต่อไปลดลง ความน่าสนใจคือ แม้ว่ายุงตัวเมียจะผสมพันธุ์ได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่พวกมันสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง โดยอาศัยน้ำเชื้อของยุงตัวผู้ที่ถูกเก็บไว้ในถุงเก็บน้ำเชื้อเพื่อใช้ผสมกับไข่ได้ตลอดอายุขัยของมัน

เนื่องจากยุงตัวผู้มีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 7-14 วัน จึงจำเป็นต้องปล่อยยุงตัวผู้ที่เป็นหมันหลายครั้ง เพื่อให้ผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียที่เพิ่งเกิดใหม่ได้อย่างทั่วถึงทุกตัว หลังการทดลองเสร็จสิ้น พบว่าเกาะทั้งสองของจีน แทบไม่มียุงลายสวนหลงเหลืออยู่เลย จีนจึงประกาศให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มียุงพาหะนำโรค สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปเป็นตัวอย่างกำจัดยุงร้ายเหล่านั้น เพราะโรคที่เกิดจากยุงไม่ได้มีแค่โรคไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย แต่ยังมีโรคไข้เหลือง ไข้สมองอักเสบ และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในหลายประเทศขณะนี้

ดร.ปิติ มงคลางกูร นักวิชาการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การทดลอง “ทำหมันยุง”นั้น ประเทศไทยเคยทำมาก่อนด้วยวิธีเดียวกันนี้ โดยความร่วมมือของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลกับหลายหน่วยงาน และในปี 2559 มีการทดลองปล่อยยุงตัวผู้เป็นหมันลงไปในพื้นที่จริง มีผู้แทนจาก 15 ประเทศเข้ามาร่วมชมด้วย ที่หมู่บ้านหนองสทิต ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

“ความแตกต่างคือ จีนทดลองกับ ยุงลายสวน แต่ไทยทดลองกับ ยุงลายบ้าน เพราะยุงชนิดนี้พบในบ้านคนไทยและเป็นพาหะหลักนำโรคไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อไวรัสซิกามาสู่คนทั่วโลกโดยมีวิธีการเบื้องต้นเหมือนกันคือ ผลิตยุงตัวผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียโวลบาเกีย ยุงลายบ้านในธรรมชาติไม่มีแบคทีเรียโวลบาเกีย ไทยจึงพัฒนาสายพันธุ์ยุงลายบ้านที่มีแบคทีเรียโวลบาเกียก่อน จากนั้นนำไปฉายรังสีแกมมาให้เป็นหมัน แล้วจึงปล่อยออกไปสู่ธรรมชาติในพื้นที่ทดลอง จำนวนยุงตัวผู้ที่ปล่อยใช้วิธีการคำนวณโดยยึดหลักการว่าต้องปล่อยยุงตัวผู้เป็นหมันให้มากกว่ายุงตัวผู้ที่มีอยู่ในธรรมชาติหลายเท่า เพื่อให้ไปแข่งขันผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติให้ได้ ถ้าตัวผู้ฝ่ายไหนมีมากกว่าก็จะมีโอกาสชนะได้ผสมพันธุ์มากกว่า”

ดร.ปิติเล่าให้ฟังต่อว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบบ้านคนไทยมียุงอาศัยอยู่เฉลี่ยประมาณ 10 คู่ หรือตัวเมีย 10 ตัว ตัวผู้ 10 ตัว นักวิจัยจึงเลือกปล่อยยุงหมันไปบ้านละประมาณ 100 ตัว เพื่อให้มีจำนวนมากกว่ายุงตัวผู้ในธรรมชาติ 10 เท่า จะได้แย่งผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ จนไม่สามารถผลิตลูกหลานได้อีกต่อไป จากการทดลองในไทยพบว่าเมื่อปล่อยยุงลายบ้านต่อเนื่องทุกอาทิตย์ประมาณ 6 เดือน ประชากรยุงในพื้นที่ทดลองลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเปรียบเทียบกับจีนแล้ว การเลือกพื้นที่ทดลองเป็นเกาะที่มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้เห็นจำนวนยุงลดจำนวนลงได้ชัดเจน เนื่องจากพื้นที่เกาะสามารถป้องกันไม่ให้ยุงจากที่อื่นบินเข้ามาทดแทนประชากรยุงเดิมได้

สำหรับคำถามว่า วิธีการแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือส่งผลอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ ?

ดร.ปิติ ตอบว่า วิธีนี้ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะแบคทีเรียโวลบาเกียมีอยู่ในยุงและแมลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยุงรำคาญที่อยู่ล้อมรอบตัวเราในชีวิตประจำวันนั้น ล้วนมีโวลบาเกียอาศัยอยู่ในตัวทั้งสิ้น นอกจากนั้นยุงตัวผู้ยังไม่กินเลือดและมีอายุสั้น อย่างไรก็ตามถึงเมื่อทำหมันยุงในพื้นที่เป้าหมายไปแล้ว ประชากรยุงที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ที่ห่างไกลออกไปจะไม่ได้รับผลกระทบ ทั่วโลกมียุงมากกว่า 4,000 ชนิด เฉพาะในประเทศไทยก็มีมากมายถึง 436 ชนิด ถ้ายุงลายลดลงในพื้นที่หนึ่งก็จะยังมียุงชนิดอื่นๆ เหลืออยู่ ไม่ได้ไปกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศอย่างแน่นอน

“ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคชิคุนกุนยา เช่น ออสเตรเลีย บราซิล มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ ได้พยายามทดลองใช้วิธีนี้แล้ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยก็มีแผนการที่จะนำวิธีทำหมันยุงลายมาใช้เป็นมาตรการเสริมในการควบคุมโรคติดต่อที่ยุงลายเป็นพาหะ” ดร.ปิติ กล่าวทิ้งท้าย

คำถามต่อไปคือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทดลองมีความรู้สึกอย่างไร ?
จากการสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านใน 2 เกาะของจีนที่ทดลองกำจัดยุงลายสวนจนราบคาบนั้น ส่วนใหญ่ตอนแรกรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกลัวว่า “ยุงหมัน” หลายร้อยล้านตัวอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ แต่หลังการทดลองเสร็จสิ้น สื่อมวลชนจีนรายงานว่า ชาวบ้านกว่าร้อยละ 96 ให้การสนับสนุนหรือไม่ได้แสดงความรู้สึกต่อต้านเหมือนช่วงแรก เพราะจำนวนยุงในหมู่บ้านลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ายุงทำหมันจากห้องปฏิบัติการนี้เป็นการใช้วิธีทางชีวภาพ ไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือตกแต่งสารพันธุกรรมในตัวยุง จึงไม่ใช่ “ยุงจีเอ็มโอ” และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อยุงตัวผู้ที่เป็นหมันเหล่านี้ตาย เชื้อโวลบาเกียก็ตายตามไปด้วยไม่เหลือตกค้างในธรรมชาติ

ขณะนี้ หลายหน่วยงานในไทยกำลังช่วยกันคิดวิธีขยายผลการทดลอง “ปล่อยยุงทำหมัน” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการระบาดของ “โรคไข้เลือดออก” อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการทดลองในระดับที่สูสีกับจีนเลยทีเดียว

“ยุงหมันจากห้องทดลอง” จะช่วยพิชิต “ยุงตัวผู้ในธรรมชาติ” ได้สำเร็จมากน้อยเพียงไร ทีมข่าวคมชัดลึก จะนำมารายงานให้ทราบต่อไป !

‘บิ๊กไบค์’ตายถี่กับข้อเสนอควบคุมความเร็ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กไบค์’ตายถี่กับข้อเสนอควบคุมความเร็ว

30 กรกฎาคม 2562 – 12:25 น.
บิ๊กไบค์,ระย้า รถไฟดนตรี,ไบเกอร์,รถจักรยานยนต์
เปิดอ่าน 1,998 ครั้ง

โดย… วิลาสินี แววคุ้ม

อุบัติเหตุสยองที่เกิดกับ “ไบเกอร์” ที่ใช้รถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง ที่เรียกว่า “บิ๊กไบค์” นั้น กลายเป็นความเสี่ยงใหม่บนท้องถนนบ้านเรา เพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถี่ยิบ

อุบัติเหตุสยองรอบล่าสุดเริ่มที่เหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร หรือ “โน้ต” ผู้บริหารค่ายเพลง “รถไฟดนตรี” ลูกชายคนเล็กของ “ระย้า” ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร เจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เสียหลักชนราวสะพานข้ามแยกคลองตัน จบชีวิตลงอย่างสยดสยอง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนที่เห็นเหตุการณ์

ถัดมาอีกหนึ่งวัน เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 28 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุ “บิ๊กไบค์” ชนกับเสาป้ายสัญญาณเตือนให้ระวังโค้งอันตราย ถนนฉลองกรุง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 2 ราย คือผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย

ต่อมาช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เกิดเหตุบิ๊กไบค์แหกโค้ง ทำให้ผู้ขับขี่กระเด็นตกลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คาดว่าผู้ขับขี่น่าจะไม่ชำนาญเส้นทาง ทำให้รถเกิดเสียหลักและร่างพุ่งตกลงไปในลำคลอง

ระยะเวลาเพียง 2 วัน เกิดเหตุแล้วถึง 3 ครั้ง เสียชีวิต 4 ราย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือ ศวปถ. บอกว่า การเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจากหลายปัจจัย เริ่มจากสมรรถนะรถส่วนใหญ่นิยมมากกว่า 400 ซีซี บางรุ่นสูงถึง 1,000 ซีซี เมื่อเครื่องแรง ก็ทำให้ขับเร็ว และเสี่ยงอันตราย

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยด้านกายภาพของเส้นทาง อย่างกรณีบุตรชายของระย้า ที่เกิดอุบัติเหตุบนสะพานข้ามแยกคลองตัน ลักษณะสะพานเป็นรูปตัว S โดยปกติถนนในเขตเมืองจะไม่มีการยกสโลป เพื่อลดแรงเหวี่ยง เพราะในเมืองนั้นไม่ใช่เขตใช้ความเร็ว ปกติบนสะพานจะใช้ความเร็วอยู่ที่ 40 ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพาน ก็ควบคุมได้ลำบาก เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน (ฟ้องศาลปกครองกันอยู่)

นอกจากนั้นยังมีลักษณะของ “ราวกันตก” บนสะพาน ซึ่งสังเกตให้ดีจะมีเสาเหล็กโผล่ขึ้นมา ฉะนั้นต่อให้สวมหมวกกันน็อกหรือไม่ก็เป็นอันตรายอยู่ดี ดังนั้นจึงอยากให้ทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมความเร็ว ลักษณะทางกายภาพบนท้องถนน และราวกันตก โดยให้น้ำหนักไปที่การควบคุมความเร็วในการขับขี่มากที่สุด

นพ.ธนะพงศ์ ยังให้ข้อสังเกตถึงสถานการณ์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ว่า ตั้งแต่ปี 2557-2559 รถที่มีขนาด 250 ซีซี ขึ้นไป มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุ มากขึ้นเป็น 2 เท่า โดยในปี 2557 มีผู้เสียชีวิต 145 ราย ขณะที่ในปี 2559 ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 285 ราย พร้อมกับความนิยมของบิ๊กไบค์ที่เพิ่มมากขึ้นมาก โดยยอดขายสูงขึ้น 4-5% มีการจดทะเบียนอยู่ที่ 2-3 แสนคัน

เรื่องลึก-ลึก “วีรบุรุษนาแก” ถาม “ครูแก้ว-หมอสงค์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลึก-ลึก “วีรบุรุษนาแก” ถาม “ครูแก้ว-หมอสงค์”

30 กรกฎาคม 2562 – 12:07 น.
เสรีพิศุทธ์,เสรีพิศุทธ์ เตมียาเว,พลตอเสรีพิศุทธ์,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส,สสบัญชีรายชื่อ,พรรคเสรีรวมไทย,สารวัตรใหญ่นาแก,วีรบุรุษนาแก,นพประสงค์ บูรณ์พงศ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 39,577 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 30 ก.ค.62

*********************

หากทำโพลล์เฉพาะกลุ่มกองเชียร์ฝ่ายค้าน ถามว่าใครคือ ดาวสภาโพลล์อันดับหนึ่งต้องเป็น “พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม กองเชียร์ฝ่ายรัฐบาล ก็วิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยอย่างรุนแรง แถมบางเพจยังลามไปขุดคุ้ยเรื่องในอดีต สมัยเป็น “สารวัตรใหญ่นาแก”

ช่างบังเอิญว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ระหว่างปี 2519-2522 มาอยู่ในสภาผู้แทนฯ ชุดนี้ด้วยกันถึง คน

สารวัตรใหญ่นาแก

พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” เดิมชื่อ “เสรี เตมียเวส” จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 (ตท.8) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 24 (นรต.24)

เสรีพิศุทธ์” เดินทางไปรับราชการเป็น ผบ.หมวด สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.นครพนม และทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมในช่วงปี 2515-2516

พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สมัยอยู่ภาคอีสาน

ปี 2519 สถานการณ์สู้รบในพื้นที่สีแดงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น “เสรีพิศุทธ์” จึงอาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน ชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ ส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์

สมัยโน้น ตำรวจจะรับผิดชอบลาดตระเวนหาข่าวตามหมู่บ้านเขตสีแดง แต่การปราบปราม “ทหารดาวแดง” ในเขตป่าเขา เป็นหน้าที่ทหาร โดยกรมทหารราบที่ กองทัพภาคที่ ได้มาตั้งหน่วย ฉก.อยู่ที่ภูพานน้อย อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ปี 2522 “เสรีพิศุทธ์” ได้เป็นสารวัตรใหญ่ สภ..นาแก จ.นครพนม และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1

“เสรีพิศุทธ์” สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก

สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก ไม่ได้มีภารกิจรบกับคอมมิวนิสต์อย่างเดียว หากแต่ยังมีงานพัฒนา ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่ง “เสรีพิศุทธ์” ได้จัดระเบียบตำรวจใหม่ ทำให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

ด้วยงานผลงานโดดเด่น ทั้งงานปราบปรามและงานพัฒนา จึงได้รับการขนานนามเป็น “ขุนพลของประชาชน” หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า “วีรบุรุษนาแก”

สารวัตรใหญ่นาแกดูแลลูกน้องใกล้ชิด

ครูแก้วหรือสหายแสง

ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ อ.นาแก อีกรายหนึ่งคือ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ และ ส..นครพนม สมัยที่ “ศุภชัย”เรียน ป.กศ.ต้น วิทยาลัยครูสกลนคร ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นดาวไฮปาร์คของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาสกลนคร

เมื่อเกิดการสังหารหมู่ ตุลา 2519 ศุภชัย หลบหนีการปราบปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสมัยนั้น เข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท.ที่ภูพาน โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายแสง”

ครูแก้ว หรือ สหายแสง

ช่วงปี 2519-2523 เนื่องจากสหายแสงเป็นคนพื้นถิ่น จัดตั้งจึงส่งสหายแสง มาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ “เสรีพิศุทธ์”

ปี 2524 สหายแสงคืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครูที่บ้านเกิด อ.ศรีสงคราม ชาวบ้านจึงรู้จักในนาม “ครูแก้ว”

จากนั้น ครูแก้วเล่นการเมืองเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และลงสมัคร ส..หลายหน แต่สอบตก จนกระทั่งปี 2544 ครูแก้วชนะการเลือกตั้ง เป็น ส.เขต นครพนม พรรคความหวังใหม่ ก่อนพรรคความหวังใหม่จะยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครูแก้วเป็น รมช.เกษตรฯ โควต้ากลุ่มเพื่อนเนวิน หลังจากนั้น ครูแก้วก็สังกัดค่ายภูมิใจไทยมาตลอด

ครูแก้วเป็นผู้แทนติดดิน สำหรับชาวเรณูนคร และนาแก บางส่วนยังจดจำวีรกรรมในอดีตของ “สหายแสง” ได้เป็นอย่างดี

หมอสงค์”ขวัญใจไทบ้าน

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าเสรีรวมไทย ได้ชักชวน “นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ” วัย 83 ปี มาเป็นรองหัวหน้าพรรค และเป็นแม่ทัพอีสาน

หมอสงค์” เป็น ส..นครพนมหลายสมัย และรู้จัก “เสรีพิศุทธ์” มาแต่สมัยที่หมอสงค์ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม เนื่องจากสถานการณ์สงคราม ข้าราชการทุกฝ่ายในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกัน

นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์  พาเสรีพิศุทธ์ ไปหาเสียงที่นครพนม

หมอสงค์รับตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลนครพนม ตั้งแต่ปี 2517 และได้จัดตั้ง “หน่วยหมอเคลื่อนที่” ออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งเขตสีแดง และสีชมพู

เป้าหมายลึกๆ ก็คือการทำสงครามแย่งชิงมวลชน เพราะฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ “หมอฝังเข็ม” มาดูแลชาวบ้าน อีกด้านหนึ่ง โครงการหมอเคลื่อนที่ ทำให้ชาวบ้านรู้จักหมอสงค์

เมื่อหมอสงค์ลาออกจากราชการมาสมัคร ส..ปี 2526 ก็ชนะเลือกตั้ง อานิสงส์จากหน่วยหมอเคลื่อนที่สมัยทำสงครามแย่งชิงมวลชน ทำให้หมอสงค์หาเสียงไม่ยาก 

เลือกตั้ง 2562 หมอสงค์ลุยหาเสียงเคียงคู่หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และฉายา “วีรบุรุษนาแก” ยังขายได้ในสมรภูมิเลือกตั้งอีสาน 

ไฟใต้ที่ปัตตานีเราจะตั้งรับตลอดไปหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ที่ปัตตานีเราจะตั้งรับตลอดไปหรือ?

30 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟใต้,ปัตตานี
เปิดอ่าน 1,770 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีผู้ส่งคลิปภาพระเบิดและการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่ประสงค์หรือผู้ก่อความไม่สงบมาให้ชมอย่างจุใจ และมีคำถามว่าเราจะตั้งรับรอการโจมตีอยู่แบบนี้ตลอดไปหรือ ?

ขอสรุปเหตุการณ์ว่ามีผู้บาดเจ็บ-ล้มตายเป็นจำนวนหนึ่ง แล้วก็มีการขอกำลังเสริมเพื่อป้องกันซ้ำเดิมระลอกสอง

‘ดับเครื่องชน’ ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้รักษาประเทศชาติของเราให้คงอยู่ตลอดไป และอยากถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เหตุเกิดขึ้นซ้ำซากเช่นนี้หรือ ?

ถึงเวลาที่เราต้องใช้วิธีการรุนแรงเฉียบขาดดีกว่าตั้งรับเป็นเป้านิ่งให้ผู้ก่อความไม่สงบโจมตีอยู่ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 รับน้องลุกลามไปอีก
 เด็กมัธยมก็เอาด้วย

ผมขอเป็นสื่อกลางนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อพ่อ แม่ ผู้ปกครองและครู อาจารย์ว่าการรับน้องปัจจุบันลุกลามไปใหญ่โตขึ้นถึงเด็กมัธยมแล้ว และจะต้องมีการดำเนินการต่อไปนี้คือ

1.จะปรับรูปแบบการรับเพื่อนใหม่ให้เป็นกิจกรรมเชิงบวกและสร้างสรรค์ให้มากขึ้น
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและวาจาลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และละเมิดสิทธิ
3.จะแสวงหาแนวทาง รูปแบบ กิจกรรมการรับเพื่อนใหม่ที่สื่อให้เห็นถึงคุณค่าในตนเอง เคารพตนเอง เห็นคุณค่าของผู้อื่นและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
4.จะไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน ยาเสพติด อบายมุขทุกชนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง
5.ไม่เพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้อง และการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น

กิจกรรมรับน้องไม่ได้จบเฉพาะช่วงแรกเข้า แต่บางที่มีจนจบการศึกษา ก่อและสะสมความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจ เท่าที่ติดตามช่วง 7 ปีที่ผ่านมาอาจดูเหมือนมีสถานการณ์น้อยลง แต่เพราะกลายเป็นกิจกรรมใต้ดินที่ควบคุมยากมากขึ้น

มีการส่งต่อเหมือนไวรัสกลายพันธุ์ที่เกิดในสถาบันใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนมากขึ้น โดยเฉพาะลามไปในโรงเรียนมัธยม ทั้งนี้ความรุนแรงในการรับน้องและกระบวนการยุติธรรมที่สาวไปไม่ถึงตัวผู้กระทำความผิด เป็นเรื่องที่สถาบันมักปิดข่าว

เรื่องนี้เกิดจากการเชื่อมโยงของ 5 ภาคส่วน ได้แก่ 1.ตัวมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน 2.บุคลากรในสถาบัน 3.นักศึกษาทั่วไปหรือรุ่นพี่ 4.ผู้นำนักศึกษา 5.นักศึกษา ที่เป็นสาเหตุ

จึงขอให้ช่วยกันกำจัดเชื้อความรุนแรงออกไปให้หมดในกิจกรรมรับน้องใหม่ด้วย
‘ผู้ปกครอง’ กทม.


เรียน ‘ผู้ปกครอง’ กทม.
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วเป็นเรื่องน่าสนใจมากๆ ครับ เพราะเวลานี้การรับน้องใหม่ที่มีเฉพาะในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาบางแห่งที่เรียกว่าอุดมศึกษาแพร่ขยายไปถึงระดับมัธยมแล้ว

เด็กพวกนี้มีความรับผิดชอบไม่พอถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันถึงบาดเจ็บล้มตายดังเป็นข่าวที่ทราบกันอยู่และผมเองไม่สนใจว่าหลักวิชาการจะเป็นอย่างไรเพียงแต่ขอให้เลิกไป

เรามีทางออกที่จะทำกิจกรรมดีๆ มากมายหลายอย่างแทนที่จะใช้ความรุนแรงก็ใช้วิธีอื่นๆ ที่สร้างความสมานฉันท์ดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


“สมศักดิ์-เยาวภา”กับธรรมกายฝั่งโขง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมศักดิ์-เยาวภา”กับธรรมกายฝั่งโขง

30 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์,สมศักดิ์ เทพสุทิน,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,ธรรมกายฝั่งโขง
เปิดอ่าน 25,825 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

เรื่องราวของ “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” พุทธอุทยานริมโขง ไม่ใช่ปิดลับอะไร ข้อมูลข่าวสารเก่าๆ ของชาวธรรมกาย ยังหาอ่านกันได้

หลังเลือกตั้งปี 2548 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ประมุขวังน้ำยม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐบาลทักษิณ 2 ระหว่างนั้น มี ส.ส.หนองคายคนหนึ่ง ได้เสนอให้ปลุกกระแสท่องเที่ยว “ตำนานบั้งไฟพญานาค” ที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

“สมศักดิิ์” ในนามมูลนิธิพุทธอุทยานนานาชาติ จึงซื้อที่ดิน 300 ไร่ ในพื้นที่ อ.โพนพิสัย ซึ่งที่ดินผืนดังกล่าวอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงและถนนทางหลวงแผ่นดินสายหนองคาย-บึงกาฬ เพื่อสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ เป็นที่ประดิษฐานปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ และอาคารอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นอาคารประชุมทางพระพุทธศาสนา

ที่สำคัญ ทำเลที่ตั้งพุทธอุทยานแห่งนี้ ติดฝั่งโขง จึงหวังจะสร้างเป็นพุทธานุสรณียสถานสืบสานตำนานบั้งไฟพญานาคให้ชาวโลกได้รับรู้ความจริง

ตามข้อมูลในข่าวสารของธรรมกาย สมศักดิ์และครอบครัว ได้ถวายที่ดินผืนนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงการมอบให้ทางวัดพระธรรมกายดำเนินการนั่นเอง

          หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ก็ไม่ได้ลงมือก่อสร้างปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ ปล่อยให้ที่ดินผืนนั้นรกร้างว่างเปล่า กระทั่งปี 2551 อนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์

ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ สมศักดิ์นำกลุ่มมัชฌิมา จับมือกลุ่มเพื่อนเนวิน ตั้งพรรคภูมิใจไทย เมื่อมีการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นฝ่ายค้าน

          วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ร้านอาหารโฮคิตเช่น ย่านเหม่งจ๋าย “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” พร้อมด้วย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นัดรับประทานอาหารกับกลุ่มมัชฌิมาของสมศักดิ์ เทพสุทิน โดยวันนั้นมี ส.ส.และอดีต ส.ส.สายมัชฌิมา ประมาณ 15 คน มาแนะนำตัวกับเจ๊แดง 

ก่อนหน้านั้น มีข่าวเจ๊แดงไปรับประทานอาหารที่ร้านกินเส้นของสมศักดิ์มาแล้ว ซึ่งการพบปะกันครั้งนั้น เป็นสัญญาณบอกว่า กลุ่มมัชฌิมาจะย้ายกลับพรรคเพื่อไทย โดยรอเวลาที่จะมีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

          วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 “สมศักดิ์-อนงค์วรรณ” พร้อมด้วยชาวธรรมกาย ได้ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นแรก สถาปนา “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ศูนย์รวมใจชาวพุทธบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำโขง

ในพิธีตอกเสาเข็มวันนั้น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานด้วย ซึ่งสมศักดิ์ได้กล่าวด้วยความปลื้มปีติว่า “ผมได้รวบรวมซื้อไว้โดยใช้เวลานานกว่า 6-7 ปี เพื่อจะได้นำมาสร้างเป็นปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ โดยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาริมฝั่งโขง ซึ่งผมก็ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงสุด ที่ท่านมีต่อชาวพุทธ ที่ท่านได้ลงมาเป็นแม่งานในการดำเนินการทั้งหมด ผมปลื้มและดีใจเป็นอย่างมากครับ”

วันที่ 17 ธันวาคม 2556 หลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจยุบสภา สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ได้นำสมาชิกจำนวน 10 กว่าคน สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) กลุ่มของสมศักดิ์ลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคเพื่อไทยหลายจังหวัด

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 โครงการสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ ยังเดินหน้าต่อไป โดยวันที่ 8 ตุลาคม 2557 “สมศักดิ์-อนงค์วรรณ” ยังจัดงานทอดผ้าป่าสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย โดยมี บรรพต-บุษบา ดามาพงศ์ เป็นประธานนำถวายผ้าป่า

หลังปี 2558 ก็ไม่มีข่าวสารของครอบครัว “เทพสุทิน” กับพุทธอุทยานนานาชาติ แต่ชาวธรรมกายก็ยังพัฒนาพุทธอุทยานนานาชาติให้เป็นสะพานบุญข้ามโขงไปยังสำนักสาขาธรรมกายที่ภูเขาควาย สปป.ลาว

          ทุกวันนี้ พุทธอุทยานนานาชาติ อ.โพนพิสัย ได้กลายเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาค ที่มีประชาชนหลั่งไหลไปเที่ยวชมในทุกปี

ต้องฟังชาวบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องฟังชาวบ้าน

30 กรกฎาคม 2562 – 08:23 น.
ประชาชน,รัฐมนตรี
เปิดอ่าน 1,192 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2562

คำร้องเรียนของชาวบ้านย่านถนนพระราม 2 ถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมก็คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้างเพิ่มเติมพระราม 2 ระยะทาง 11 กิโลเมตร แต่ใช้บริษัทรับเหมามากราย อีกทั้งบางบริษัทเคยรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่เเต่ทำงานล่าช้า แต่ยังได้ร่วมก่อสร้างอีกนั้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็รับปากว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ ส่วนที่ว่าจ้างถึง 3 บริษัทก็เป็นไปเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม กรณีถนนพระราม 2 ที่รู้จักกันว่า มีการก่อสร้างนานเจ็ดชั่วโคตรนั้น ถือเป็นบทเรียนหนึ่งของการปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานราชการ ซึ่งถ้าหากสำรวจพื้นที่ก่อสร้างถนนทั่วประเทศ ก็คงจะพบปัญหาลักษณะคล้ายๆ กัน คือชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อย่างถนนกาญจนาภิเษกฝั่งตะวันตก ก็กำลังจะตกอยู่ในสภาพเจ็ดชั่วโคตรเช่นกัน ยังไม่นับถนนสายรองลงไปอีกมากมาย

  คำร้องเรียนของชาวบ้านย่านถนนพระราม 2 ยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการทุกภาคส่วนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อบูรณาการแผนงาน สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานราชการละเลยที่จะสำรวจหรือสอบถามความเห็นจากชุมชนอย่างเอาจริงเอาจัง กล่าวสำหรับถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 มีสภาพปัญหาการจราจรติดขัดแต่เดิมอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางสายหลักลงสู่ภาคใต้ แบ่งเบาการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษมแล้ว บริเวณรายรอบถนนสายนี้ ยังมีสถานที่ในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งสถานพยาบาล โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว แต่สภาพพื้นที่มีจำกัดไม่สามารถขยายถนนได้ ทางออกในอนาคตอันใกล้คือสร้างทางยกระดับ แต่ถึงอย่างนั้น กิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับถนนหนทาง ก็ต้องอาศัยการฟังความจากประชาชนและวางแผนงานอย่างละเอียดรอบคอบ

นอกจากเรื่องการก่อสร้าง ซ่อมแซมต่อเติมที่ต้องดำเนินการอยู่เป็นประจำแล้ว ปมปัญหาหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมควรกวดขันเป็นพิเศษก็คือ ลักษณะของสัญญาการจ้างงาน ซึ่งนอกจากความโปร่งใสเป็นธรรมแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านสภาพแวดล้อมทั่่วไป และความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งจะต้องมีแผนงานรองรับที่ดี เช่น แผนงานด้านการจราจรที่ต้องบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ระยะเวลาของการทำงานที่ไม่ควรจะนานเกินไป แต่ที่ผ่านมา แผนงานลักษณะนี้มักจะทำกันเฉพาะโครงการใหญ่ๆ เช่น การก่อสร้างงานโยธาของโครงการรถไฟฟ้า ที่แม้จะเตรียมแผนมาแล้วก็ยังมีปัญหาหน้างานอีกมากมาย แต่ในส่วนของโครงการที่มีขนาดรองลงไป ผู้รับเหมารายเล็กๆ แต่สร้างปัญหาจราจรได้อย่างใหญ่หลวง ต้องสอดส่องดูแลกันอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นเชื้อโรคร้าย ระบาดไปแทบทุกอณูของสังคม สภาพลูบหน้าปะจมูกระหว่างหน่วยราชการซึ่งเป็นผู้จ้างงาน กับนักธุรกิจก่อสร้างที่เป็นผู้รับเหมาก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับหลายๆโครงการ  จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมจะต้องสงสัยว่า เหตุใด ผู้รับเหมาบางรายจึงสามารถทำงานได้ตามสะดวก จะหยุดงานวันไหนก็หยุด จะปิดถนน ปิดการจราจรอย่างไรก็ได้ ก็แค่ให้คนงานยกเอากรวยสีส้มมากั้นทาง ดูง่ายดายไปหมด เหมือนกับผู้รับเหมา “เส้นใหญ่” ลักษณะเช่นนี้เป็นการทำร้ายประชาชนอย่างแสนสาหัส โดยผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทุกฝ่าย ไม่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

“ผู้ลี้ภัย 112” สอนมวย “ปิยบุตร” อย่าไร้เดียงสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผู้ลี้ภัย 112” สอนมวย “ปิยบุตร” อย่าไร้เดียงสา

29 กรกฎาคม 2562 – 11:05 น.
112,สุรชัย แซ่ด่าน,ชูชีพ ชีวสุทธิ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,วงไฟเย็น
เปิดอ่าน 54,690 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 29 ก.ค.62

**************************

ควันหลงจากศึกอภิปรายนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2 เมื่อ ปิยบุตร แสงกนกกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นการสร้างความปรองดอง ตามนโยบายของรัฐบาล โดยอ้างถึงว่า มีผู้คิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาลยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หลายคนลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ซึ่งคนเหล่านั้น ล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

ปิยบุตร แสงกนกกุล

“อาจารย์ป๊อก” ยกตัวอย่างนโยบาย 66/2523 ว่าเป็นนโยบายที่ชาญฉลาดของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนสามารถนำไปสู่ความปรองดองได้สำเร็จ ฉะนั้นจึงขอฝากนายกรัฐมนตรี ให้พานักโทษทางการเมืองกลับคืนสู่ประเทศ

การกลับคืนสู่มาตุภูมินั้น รัฐบาลจะต้องมีหลักประกันในเรื่องของ “คดี 112” ต้องทำให้เป็นคดีการเมือง หรือทำให้พวกเขาเป็นนักโทษการเมือง

จอม ไฟเย็น

“จอม ไฟเย็น” แห่งกลุ่มไฟเย็น ที่อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สวนกลับปิยบุตรทันที จำไว้ปิยบุตร ผู้ลี้ภัย คือผู้ลี้ภัย ไม่ใช่นักโทษการเมือง คุณไม่มีหน้าที่พิพากษา เปลี่ยนเราเป็นนักโทษ”

ป๊อก” หลงประเด็น

ข้อเสนอ “ปรองดอง” เพื่อนำคนลี้ภัยการเมืองกลับบ้านของ “ปิยบุตร” ได้ถูกโต้กลับจาก “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยคดี 112 ที่พำนักอยู่ในประเทศฟินแลนด์

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

“จรรยา” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นยาวเหยียด สื่อสารส่งความถึงคนในเมืองไทยส่วนใหญ่ มักจะเลือกพูดในเรื่อง “พาผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน”​ โดยไม่พูดที่ต้นตอปัญหาของการลี้ภัย นี่คือการหลงประเด็น

พวกเขามาอยู่ในต่างประเทศ เพื่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่ลี้ภัยการเมือง

“แน่นอนชีวิตของผู้เลือกสู้อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และไม่ได้เลือกอยู่ต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตโดยตั้งหลักปักฐานที่ต่างแดน มันลำบากกันมาก และก็ไม่อาจหลีกพ้นจากการข่มขู่คุกคาม และก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว…”

ดูเหมือน “ปิยบุตร” และนักประชาธิปไตยจ๋าในเมืองไทยทั้งหลาย มองว่า คนเสื้อแดงที่หลบอยู่ในลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, สหรัฐ และบางประเทศในยุโรป เป็น “คนคิดต่างทางการเมืิอง”

อาจารย์ป๊อก คงไม่เคยฟังวิทยุใต้ดินทางยูทูบ นักสู้ในต่างแดนเหล่านี้ ประกาศอุดมการณ์ชัดเจนคือ ปลดแอกระบอบ “เหยียบหัวคน” ในประเทศไทยให้ได้

อย่าไร้เดียงสา

สมัยที่ ชูชีพ ชีวสุทธิ์” หรือ “ลุงสนามหลวง” ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินทางช่องยูทูบ ก็แสดงจุดยืนไม่กลับเมืองไทย ตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

แม้แต่ จอม เพชรประดับ” และ สุนัย จุลพงศธร” ยังเลือกที่จะสู้อยู่ในต่างแดน เพราะโลกไร้พรมแดน อยู่ที่ไหนก็สู้ได้

วงไฟเย็น

“จรรยา” จึงเตือนสติ “ปิยบุตร” จะให้ผู้ลี้ภัยกลับไปอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว พูดอะไรไม่ได้ พูดอ้อมเขาสามลูก โดยไม่ยอมพูดถึงยอดเขา

ผู้ลี้ภัยระดับฮาร์ดคอร์ ยังวิจารณ์นักประชาธิปไตยในเมืองไทย อย่าคิดแค่สงสารคนอยู่ในต่างประเทศ คิดจะพาเรากลับบ้าน

ไม่แตะโครงสร้างและต้นตอปัญหาการเมืองไทย ไม่เคยเอ่ยถึงสาเหตุของการเลือกสู้ของพวกเราที่ต่างแดน คือการหลงประเด็น และเลือกที่จะหลงประเด็น”

สรุปว่า คนลี้ภัยการเมืองไทยที่เลือกสู้ที่ต่างแดน ยอมเสี่ยง ยอมเสียสละ และใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองไทย

ผู้ลี้ภัยอย่าง “จรรยา” พยายามจะบอกนักประชาธิปไตยในไทย “เลิกไร้เดียงสา” ได้แล้ว

พาใครกลับบ้าน?

จะว่าไปแล้ว ผู้ลี้ภัยในลาว ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ฝันว่าจะได้กลับเมืองไทย คือ สุรชัย แซ่ด่าน” แกนนำกลุ่มแดงสยาม

สุรชัย แซ่ด่าน

เนื่องจาก “สุรชัย” ได้รับข้อมูลมาจากแหล่งข่าวที่ไว้ใจได้ว่า หลังการเลือกตั้ง 2562 ตัวเขาและคนใกล้ชิดจะได้กลับคืนบ้าน โดยคดีความเกี่ยวกับ ม.112 นั้น จะกลายเป็นคดีการเมือง และจะได้รับนิรโทษกรรม

กลุ่มลุงสนามหลวง และกลุ่มไฟเย็น ไม่เชื่อข้อมูลดังกล่าว จึงพยายามหาทางออกจากเมืองลาวเอง จนกลุ่มลุงสนามหลวงปลอมพาสปอร์ต และไปถูกจับที่เวียดนาม ยังไม่รู้ชะตากรรม

ปลายปี 2561 สุรชัยและคนใกล้ชิดก็ไม่ได้กลับเมืองไทย แต่กลายเป็น “ศพ” ลอยน้ำโขง (เฉพาะคนสนิทสองคน แต่สุรชัยไม่มีใครพบเขา)

วัฒน์ วรรลยางกูร

จากเหตุการณ์กลุ่มสุรชัยถูกอุ้มฆ่า ทำให้ วัฒน์ วรรลยางกูร” ทำเรื่องขอลี้ภัย และได้เดินทางจากลาวไปฝรั่งเศส เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มไฟเย็น 6 คน ทำเรื่องลี้ภัยแล้ว แต่ยังไม่มีประเทศไหนยอมรับ และเฝ้าลุ้นคำตอบอยู่ในลาว พวกเขาขอไปตายดาบหน้า

นาทีนี้ สมาชิกไฟเย็นก็ไม่พร้อมจะกลับเมืองไทย ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีชื่อลุงตู่

“องค์กรเสรีไทย” จบเห่ เปิดฉาก “โลกล้อมไทย 2”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“องค์กรเสรีไทย” จบเห่ เปิดฉาก “โลกล้อมไทย 2”

27 กรกฎาคม 2562 – 09:22 น.
แดงต่างแดน,RED USA,จรัล ดิษฐาอภิชัย,อั้ม เนโกะ,เจาะประเด็นร้อน,อุบลกาญจน์ อมรสิน,เชาว์ ซื่อแท้,ทักษิณ,แดงทักษิณ,องค์กรเสรีไทย,องค์กรเสรีไทยเพื่อสิ
เปิดอ่าน 31,621 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 27-28 ก.ค.62

*************************

อันที่จริงบทบาทในการรวมพลคนเสื้อแดงเมืองลุงแซมเพื่ออวยพรวันเกิด “ทักษิณ ชินวัตร” ในช่วงเช้า (เวลาท้องถิ่น) วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 น่าจะเป็นกิจกรรมของ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” โดยการนำของจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการเสรีไทย

กลายเป็นว่าผู้จัดงานตัวจริงคือกลุ่ม RED USA นำโดย “เชาว์ ซื่อแท้” เจ้าของกิจการนวดแผนไทยย่านเบลฟลาวเวอร์ ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

พร้อมกับ “จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนอิสระ และ “สุนัย จุลพงศธร” อดีตส.ส.นครสวรรค์ ที่ไปใช้ชีวิตเร่ร่อนลี้ภัยอยู่ในสหรัฐมา 5 ปีแล้ว

สุนัย จุลพงศธร- เชาว์ ซื่อแท้

จารุพงศ์และองค์กรเสรีไทยหายไปไหน? อาการแปลกๆ ขององค์กรเสรีไทยเริ่มจาก “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ได้ก่อตั้ง “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน” ที่ปารีส ทั้งที่ตัวจรัลเอง ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดตั้งองค์กรเสรีไทยร่วมกับจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จักรภพ เพ็ญแข และสุนัย จุลพงศธร

กิจกรรมครั้งหลังสุดขององค์กรเสรีไทย คือการรวมพลคนเสื้อแดงในสหรัฐมารวมตัวในร้านอาหารที่แอลเอ เมื่อต้นปี 2561 แต่ปรากฏว่ามีคนมาร่วมชุมนุมหรอมแหรม งานกร่อยไปเลย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai “จรัล” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักทฤษฎีและนักจัดตั้งมวลชน ได้โพสต์เชิงชี้แนะว่า “ผมขอเสนอปัญหาง่ายๆ ขบคิดกัน 1.เราจะเรียกรัฐบาลประยุทธ์​ 2 อย่างไร รัฐบาลเผด็จการ หรือรัฐบาลอำนาจนิยมหรืออะไร นี่เป็นปัญหาทางยุทธวิธี ​2.คำขวัญ​ทางยุทธศาสตร์ขับไล่ หรือต่อต้านรัฐบาล หรืออะไร 3.จุดอ่อน-จุดแข็งของรัฐบาล​ประยุทธ์​ 2 ขอเพิ่มอีกข้อ วันที่รัฐบาลนี้แถลงนโยบาย​ ประชาชนผู้รัก​ประ​ชาธิปไตยควรไปชุมนุมประกาศ​จุดยืนหรือไม่”

จึงไม่แปลกที่เกิดองค์กร “กลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดน” โดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้จัดกิจกรรมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชนเมื่อตอนสายวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราวหน้าทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

กิจกรรมจุดเทียนดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณการขับเคลื่อนของมวลชนคนรักทักษิณและเป็นการอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้คนแดนไกล

แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนคือ อุบลกาญจน์ อมรสิน” หรือ “สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” แกนนำแดงเมืองอุบลฯ ผู้ผ่านสมรภูมิราชประสงค์มาอย่างโชกโชน

จรัล ดิษฐาอภิชัย-อั้ม เนโกะ

“สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” ไม่ใช่แกนนำแดงบ้านบ้าน เธอจัดอยู่ในกลุ่มเซเลบแดง และใกล้ชิดตระกูลชินวัตร เข้านอกออกในบ้านพักของทักษิณที่ดูไบได้ตลอดเวลา

ดีเจสาวฝั่งโขงประกาศชัดจะต้องมีกิจกรรมเสวนาการเมืองต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.

ด้านกรุงปารีส จรัล ดิษฐาอภิชัย และอั้ม เนโกะ ได้ออกไปชูป้ายประท้วงประสานกับกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนที่หน้าสภาชั่วคราว

สรุปว่าองค์กรเสรีไทยน่าจะขยับยากขึ้น จึงต้องปั้นองค์กรใหม่มาเคลื่อนไหวต่อสู้เอาชนะฝ่ายทหาร ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทยของคนแดนไกล

p37

มหากาพย์”วังน้ำเขียว” อช.ทับลาน..ไล่รื้อไม่รู้จบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มหากาพย์”วังน้ำเขียว” อช.ทับลาน..ไล่รื้อไม่รู้จบ

27 กรกฎาคม 2562 – 08:38 น.
วังน้ำเขียว,อวังน้ำเขียว,88 Garmonte resort
เปิดอ่าน 3,912 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27-28 ก.ค.62

*************************

“88” เห็นตัวเลขสวยๆ แบบนี้ แต่ทางเลขศาสตร์ให้ความหมายทั้งทางบวกทางลบแล้วแต่บริบท

ส่วน “88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว” คือที่ซึ่งคนชอบเที่ยวใฝ่หา เพราะได้ยินว่าบรรยากาศดี พื้นที่กว้างขวางที่พักสะดวกสบาย คือสวรรค์ของวันหยุดแท้จริง

ไม่เชื่อไปส่องดูข่าวที่พลพรรค “พลังประชารัฐ” เพิ่งไปเยือนมาช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ ไม่มีใครไม่ยิ้มสักคน!

จะมีก็แต่เจ้าของรีสอร์ทเลขเบิ้ลแห่งนี้แหละ ที่วันนี้อาจหลอนหูประโยคเด็ดที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ซ้ำแล้วซ้ำอีก

เพราะหลังจากการไปเยือนของคนใหญ่ๆ โตๆ ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ถูกขุดขึ้นมาเป็นที่พูดคุยของสังคมไทย จนงานนี้ถึงขั้นที่อาจโดนเจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน (อช.ทับลาน) ปิดป้ายรื้อถอน และฟ้องแพ่งเข้าจนได้

เปิดหน้าสวรรค์บนดิน

ว่ากันว่า ที่นี่คนชอบเที่ยวที่ยังไม่เคยไปอาจพอจะได้ยินชื่อเสียงของ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และปักหมุดไว้ในโปรแกรมหน้า แต่คนเคยไปต่างยืนยันว่าสุดยอด!

เข้าไปส่องภาพในเฟซบุ๊ก 88 Garmonte resort @วังน้ำเขียว..^^ (เวลานี้ปิดเฟซบุ๊กไปแล้ว) จะพบภาพสวยๆ ลักษณะเหมือนรีสอร์ทห้องพักมากมายหลายแบบ จะมาคู่ มาครอบครัว หรือหมู่คณะ ราคาตั้งแต่พันต้นๆ ถึงราวหลายพันบาทต่อคืน

ขณะที่สื่อผู้จัดการอ้างจากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าของเจ้าของธุรกิจ รีสอร์ท “88 การ์มองเต้” แห่งนี้ มีบริษัท 88 การ์มองเต้ จำกัด เป็นเจ้าของ

จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2554 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อให้บริการที่พักและจัดเลี้ยง มีคนทายาทนามสกุล “เจนธนากุล” เป็นกรรมการบริษัท

แม้จะไม่มีข้อมูลวันเวลาแน่ชัดว่า 88 การ์มองเต้ ปักหลักที่พื้นที่ตรงนั้น ณ วันเดือนปีไหน แต่วันนี้เบื้องหลังคือปมพิพาทของการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ และกรมอุทยานทับลานเคยเปิดฉากลุยมาก่อนแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรก 9 พฤษภาคม 2555 คณะเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจยึดจับกุมในพื้นที่การ์มองเต้ รีสอร์ท

วันนั้นไม่พบใคร แต่พบว่ามีสิ่งก่อสร้างเป็นที่พัก หลัง มีต้นมะม่วงเกือบเต็มพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ จึงมีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรวังน้ำเขียว เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และสืบหาผู้กระทำผิดไว้

จากนั้นเรื่องนี้ก็เงียบไป แต่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท ไม่เคยเงียบเหงา ที่นั่นยังคงดำเนินการ เห็นได้จากการเข้ามาเช็กอินคอมเมนต์ของผู้มาเที่ยวที่ปรากฏในหน้าเฟซบุ๊กมากมาย

กระทั่งผ่านไปถึง 7 ปี วันที่ 31 มีนาคม 2560 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ชุดพญาเสือ และอุทยานแห่งชาติทับลานได้เข้าดำเนินการตรวจยึดจับกุมอีกครั้งในคดีเดิม

คราวนี้ไม่เพียงพบอาคารสิ่งปลูกสร้างผุดขึ้น 18 รายการ ทั้ง สระน้ำ บ้านไม้ในลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2504 แต่ยังพบว่าพื้นที่จริงรวมแล้ว 50 ไร่!!

ทางกรมอุทยานจึงทำเหมือนเดิมคือแจ้งตำรวจวังน้ำเขียวแล้วก็…รอ!

งัดข้อไม่จบ

ตามที่รู้กันว่าพื้นที่วังน้ำเขียว ต.ไทยสามัคคี มีปัญหาเรื่องธรณีนี่นี้ใครจองมาตลอด และน่าจะเริ่มช่วงปี 2518 ที่ไส้ในอาจเป็นการเมือง แต่หน้าเค้กคือการมีพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

จากนั้นปี 2520 ภาครัฐก็ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เข้ามาดำเนินการในป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมโทรม ตามที่ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้เห็นชอบ จำนวน 29 ป่า รวมพื้นที่วังน้ำเขียวด้วย

ต่อมาปี 2521 ส.ป.ก. ออก พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินให้พื้นที่ อ.วังน้ำเขียว อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน กระทั่งมีการดำเนินการต่างๆ จากภาครัฐเรื่อยมา

ขณะที่ที่ดินบริเวณนั้นทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ของเจ้าของเดิมเก่าก่อน มีการขายเปลี่ยนมือกันมาตลอด และกลุ่มเจ้าของ 88 การ์มองเต้ ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เห็นศักยภาพของพื้นที่

หลายคนถามว่าจากปี 2555-2560 ที่กรมอุทยานตรวจพบแล้วแจ้งความไว้ ทำไม 88 การ์มองเต้ ถึงอยู่ได้มาตั้ง 7 ปี แถมยังบวกเพิ่มอีก 2 ปี คือมาถึงปีนี้ 2562

จนล่าสุดที่เรื่องเป็นข่าวขึ้นมาเพราะกลุ่มการเมืองซีกรัฐบาลไปใช้สถานที่จัดกิจกรรมจนเป็นเหตุให้กรมอุทยานเข้าไปตามงานกับตำรวจวังน้ำเขียวอีกครั้ง

แล้วได้พบว่าคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติของ 88 การ์มองเต้ ไปถึงชั้นอัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้วตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2561

มุมหนึ่งคนคิดเยอะอาจสงสัยว่าเหตุใดกรมอุทยานเองก็เพิ่งตามเรื่องหลังผ่านไป 7 ปี แต่มันไม่สำคัญเท่ากับข้อมูลที่กรมอุทยาน ระบุว่าพนักงานสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลต่ออัยการว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521

และที่แปลกคือ สภ.วังน้ำเขียว กลับไม่นำเรื่องมาแจ้งกับทางกรมอุทยาน เพราะถ้าอุทยานรู้แต่เนิ่นๆ คงเดินเรื่องไปอีกไกล คือมีการรายงานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พิจารณาในการเดินหน้าฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้กระทำผิดต่อไปได้

หยุดที่กฎหมาย?

ข้อมูลยืนยันจากกรมอุทยานฯ คือ 88 การ์มองเต้ อยูในพื้นที่อุทยานทับลานทั้งแปลง และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน

และกรมป่าไม้ “ไม่เคย” มอบพื้นที่ดังกล่าวให้ส.ป.ก.เข้าไปดำเนินการปฏิรูป แถมยัง “มิได้” อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน ตามประกาศพ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 แต่อย่างใด

ดังนั้นเวลานี้คนไทยจึงเหมือนมี 3 ข้อสังสัย 1.เหตุใด สภ.วังน้ำเขียวจึงเงียบ ไม่แจ้งทางอุทยานที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องลงมาแล้วตั้งแต่ปี 2561

2.เหตุใด ส.ป.ก.นครราชสีมา จึงระบุว่าที่ดิน 88 การ์มองเต้ เป็นที่ดิน ส.ป.ก. (ไม่ถือว่าเป็นการบุกรุกป่าสงวน)

และ 3.แม้จะเป็นที่ดิน ส.ป.ก. แต่การที่สวนต้นมะม่วง กลายมาเป็นที่พักหลากสไตล์ เหตุใด ส.ป.ก.ยังไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพราะไม่มีใครมีสิทธิ์ใช้ที่ ส.ป.ก. ไปทำรีสอร์ทที่พัก ที่ดินนี้มีไว้ให้ทำการเกษตรเลี้ยงชีพแบบที่ใครเคยกล่าวไว้ว่า “เศรษฐีก็เป็นเกษตรกรได้!!”

ถามว่าแล้วจะเคลียร์โจทย์ ข้อนี้ยังไง คนไทยปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันดูเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ในเมื่อข่าวเปิดมาแล้วแบบนี้ เรื่องนี้จึงต้องไม่จบ

โดยในคดีอาญาตอนนี้อุทยานแห่งชาติทับลาน (อช.ทับลาน) จะต้องได้รับเอกสารสรุปความเห็นและเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องเป็นลายลักษณ์อักษรจากพนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเขียว และพนักงานอัยการเจ้าของคดีก่อน

ส่วนที่รอไมได้ซึ่ง วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป้ายเแดง ออกมาย้ำว่านอกจากทางกรมอุทยาน จัดส่งทีมกฎหมายเข้าไปปักป้ายรื้อถอนรีสอร์ท 88 การ์มองเต้ ภายในวันที่ 26 กรกฎาคมแล้ว ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 สามารถรื้อถอนภายใน 30 วัน

และยังสั่งการให้อธิบดีกรมอุทยานนำคำสั่งไม่ฟ้องรีสอร์ท 88 การ์มองเต ของอัยการ มาพิจารณาอย่างละเอียดดูเหตุผลให้รอบด้าน

ส่วนกระแสที่ว่ารีสอร์ทนี้มีบริษัทใหญ่เป็นเจ้าของ รมว.ทรัพย์ฯ ยืนยันว่าไม่ว่าใครบุกรุกพื้นที่รัฐ…ต้องดำเนินการด้วยกฎหมายทั้งหมด!

เราคนไทยก็ช่วยกัน “กดติดตาม” และ “สับตะไคร้” เรื่องนี้กันไว้แล้วกัน เดี๋ยวลืมยาวอีก

70 ปี สู้ไม่ถอย “ทักษิณ” เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ชนะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381257?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

70 ปี สู้ไม่ถอย “ทักษิณ” เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ชนะ

27 กรกฎาคม 2562 – 08:09 น.
ทักษิณ,วันเกิดทักษิณ,ทักษิณ 70 ปี,กลุ่มแดงแอลเอ,RED USA,ทักษิณโฟนอิน,เจาะประเด็นร้อน,เนชั่นสุดสัปดาห์,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 11,770 ครั้ง

ข่าว เนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27-28 ก.ค. 62

************************

“70 นะ ไหวเหรอ?” ไหวอยู่ เพราะจับความจากโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ทักษิณ ชินวัตร เรดาร์ทำงานว่าไปได้อีก!

ครบรอบวันเกิด 26 กรกฎาคมปีนี้ เจ้าตัวเปรยว่าไม่ได้จัดงานอะไรใหญ่โตและไม่ได้เดินทางไปฮ่องกง แต่จะทำกันเองเล็กๆ ในครอบครัวเท่านั้น

แต่ที่ดูใหญ่โตเอิกเกริกกว่าเห็นจะเป็นโฟนอินร้อนๆ ในวันเดียวกันช่วงสายตามเวลาไทย ที่บรรดาแฟนคลับในต่างแดนได้จัดปาร์ตี้คล้ายวันเกิดและอวยพรให้

งานนี้แม้จะเป็นการคุยไกลของสองฝั่งแดนดิน คือจาก “ดูไบ” ถึง “แอลเอ” แต่ก็ยังสะเทือนมาถึงแดนดินไทยแลนด์เราด้วยราวกับตั้งใจ

โดยประเด็นที่เสี่ยแม้วพูดล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์ได้ถูกใจคนฟังทั้งสิ้น โดยเฉพาะคำถามคาใจร้อนๆ คือการเตรียมวางมือทางการเมือง? เสี่ยแม้วตอบมาแล้วเสร็จสรรพ!

โฟนอินสุดอิน

ในไลฟ์สดดังกล่าวต้นฉบับปล่อยมาทางเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ของ จอม เพชรประดับ อดีตพิธีกรข่าวที่เป็นหนึ่งในผู้ลี้หนีรัฐประหาร

วันนั้นนอกจากจอมแล้วยังมีผู้มาร่วมงาน ที่มีทั้งที่ลี้ภัยและที่ปักหลักทำมาหากินที่ลอสแองเจลิสหลายคน จะเรียกว่า “แดงแอลเอ” หรือ “Red USA” ก็ได้

หลังอวยพรวันเกิดเรียกรอยยิ้มกันพอชุ่มชื่นใจ เสี่ยแม้วก็กล่าวขอบคุณ โดยชื่นชมว่ามีการซักซ้อมมาอย่างดี สร้างความน่าประทับใจให้เขาได้มาก

“คำอวยพรมีคุณค่ามากที่สุด 13 ปีแล้วที่ออกมา ท่านทั้งหลายยังไม่ลืม ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับผมทำให้มีกำลังใจและต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง”

ทั่วไปแล้วทักษิณแม้จะกล่าวถึงตัวเลขอายุว่า “70 แล้วใจหาย” แต่พอบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้นแหละ คนรู้จักกันดีจับทางถูกทันทีว่ากำลังจะ “เข้าเรื่อง”

เพราะประโยคต่อมาเขาพูดว่า “สุขภาพดีเงินซื้อไม่ได้ต้องหาเอาเอง สุขภาพจิตผมต้องมองสองด้าน ฝั่งหนึ่งก็เล่นงานแบบไม่มีหลัก ว่ากันไปเรื่อยเปื่อย อีกฝั่งหนึ่งให้กำลังใจตลอดเวลา เราก็ต้องเอาฝั่งกำลังใจ ไม่งั้นจะอยู่ยาก”

“กำลังใจเหล่านี้ครับที่ทำให้ผมยังอยู่ได้ ถูกพยายามทำลายตลอดเวลา วันนี้ผมเลยซึ้งใจท่านทั้งหลายได้มาอวยพร ขอเป็นกำลังใจให้พวกท่าน แล้วพบกันที่แอลเอนะครับ”

ทำเอาทุกคนเฮลั่น ยิ้มแก้มปริ อินน้ำตาไหล เสมือนหนึ่งญาติในครอบครัวที่จากกันไกลสุดฟ้า เพิ่งได้พบเจอหน้ากัน แต่ที่ทุกคนรอฟังไม่ได้มีแค่นี้นะสิ!

คำตอบที่รอคอย

ไม่ว่ากันนาน เพราะฝ่ายคนจัดงานก็ออกเกรงใจคนแดนไกลที่สละเวลามาโฟนอินให้ ว่าแล้วจึงเข้าเรื่องเกี่ยวกับข่าวลือสำคัญทันที

ไม่รู้เพราะกลุ่มแดงแอลเอ ถามเพื่อเอาคำตอบจริงๆ กับกระแสข่าวที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือน “แพแตก” หรือจริงๆ แล้ว เจ้าของวันเกิดอยากจะฝากถึงคนฝั่งไทย จึงเลือกใช้วิธีนี้ คือยืมปากแฟนคลับถามให้ตอบ

แต่ที่แน่ๆ เสี่ยแม้วก็ยังมีตอบอย่างกวนโอ๊ยว่า “มือมันต้องวางตลอดอยู่แล้ว นั่งก็ต้องวางบนหน้าขาตัวเอง มันต้องวางไม่งั้นจะหัก”

อย่างไรก็ดีที่สุดเมื่อฝ่ายผู้รอคอยคำตอบถามย้ำเรื่อยๆ เสี่ยแม้วแม้พูดไม่ชัดว่า “วางไม่วาง” แต่สิ่งที่เขาตอบมาคนไทยฟังแล้วซึ้งเลยว่า “ยังไปต่อแน่ๆ”

“ผมเป็นคนไทย เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการแสดงความคิดเห็นมันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์”

หรือตอนท้ายที่กล่าวว่า “เอาชัดๆ นะ ผมยังเป็นคนไทย ถึงแม้จะโดนยึดพาสปอร์ตก็ตาม ผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย ผมยังคิดตลอดว่าผมจะต้องทำหน้าที่ช่วยประเทศไทยและคนไทย” ก็ทำเอาคนที่ร่วมงานตบมือเฮพร้อมกันกิ๊วก๊าว

ส่วนคำถามอีกข้อที่ไม่เล่าไม่ได้ เพราะทำเอาเสี่ยแม้วเกือบไปไม่เป็นเหมือนกันว่า “จะมีโอกาสกลับเมืองไทยไหม” แต่สุดท้ายก็ตอบออกมาได้อย่างฮาครืนว่า

“อันนี้ผมไม่ทราบ ผมต้องจุดธูป” (ฮา)

ฝันยังสด

คนไทยรู้จักคนชื่อทักษิณดีว่าลองได้พูดเมื่อไหร่ก็จะเต็มไปด้วยลูกหยอด ลูกอ้อน ลูกแซะ ทำนอง “กรรมการเฮงซวย ดูบอลไม่สนุก” ตามสไตล์เป๊ะ

แต่ถ้าเอาสาระที่เกี่ยวกับการเมืองไทยและพรรคเพื่อไทยในมุมมองของเสี่ยแม้ว ต้องบอกว่าเจ้าตัวยืนยันว่ายังสดใสและมีอนาคต!

เช่นว่า “เมืองไทยวันนี้มีคนทำหน้าที่แล้ว คุณสมพงษ์ก็เป็นหัวหน้าพรรค คุณสุดารัตน์ก็เป็นประธานยุทธศาสตร์ในการบริหารพรรคกันอยู่ เราก็คงไม่ต้องเป็นกังวลพรรคก็ถือว่าไปได้ดี” ก็แปลว่าพรรคยังมีทีมที่แข็งแกร่ง ไม่น่าห่วง

หรือที่ว่า “ผมเป็นหนี้บุญคุณประชาชน เพราะประชาชนรักและห่วงใยผม เลือกตั้งทีไรก็ชนะตลอด ถึงวันนี้จะทั้งถูกโกง ถูกอะไรก็ยังถือว่าทำได้ดีมาก แต้มสูงสุดแล้ว” ก็แปลว่าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในใจประชาชน

หรือที่ระบุว่า “ผมเชื่อว่าประชาชนมีตัวตายตัวแทน หมดเจเนอเรชั่นหนึ่งก็มีเจเนอเรชั่นขึ้นมา รุ่นหลังๆ จะใฝ่ประชาธิปไตย ใฝ่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้นกว่าเดิม” ก็แปลว่าคนรุ่นใหม่หลอกไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีในตอนท้ายที่ทำเอากองเชียร์เฮลั่น ที่เขากล่าวว่า “ใครจะไปคิดว่าประยุทธ์จะอยู่ ปี แต่ใครจะไปคิดว่า ปี ยังถอนรากถอนโคนความเป็นประชาธิปไตยจากหัวใจประชาชนไม่ได้”

เหล่านี้ล้วนแล้วเป็นคำอธิบายที่ว่าทำไมทักษิณจะยังไม่ทิ้งการเมืองไปง่ายๆ และความฝันของเขาจะยังไม่เอนดิ้งลงที่วัย 70 แน่นอน

ส่วนมุมอื่นที่พูดถ้าโยนลงตะกร้าแล้วกรองเอาในส่วนที่กล่าวถึงสภาพที่เป็นอยู่ของการเมืองไทยตอนนี้ ต้องบอกว่าก็น่าคิดเหมือนกัน

บทเรียนสอนใคร?

ประเด็นสำคัญที่ต้องฟังแม้จะเหมือนเอาฮาที่ว่า “ผมที่ต้องไปอยู่ประเทศอื่นก็เพราะว่าความซื่อบื้อ..ที่ไม่เข้าใจการเมืองของอีลิทในกรุงเทพฯ”

แต่มุมนี้นอกจากทักษิณเหมือนสอนตัวเองแล้ว ก็ยังบอกอะไรเราและคนบางคนได้อยู่ โดยเฉพาะที่เขามักพูดเสมอเวลาให้สัมภาษณ์สื่อ คือภาพการเมืองไทย 3 ระดับ นอกจาก “ประเทศกับประชาชน” ที่สำคัญสูงสุดแล้วยังมีกลุ่มที่เรียกว่า รีจีม” (Regime) คือชนชั้นบริหารประเทศ สำหรับบ้านเราตอนนี้เป็นกลุ่มไหนไม่ต้องทวนซ้ำ

และจะว่าไปกลุ่มรีจิมของเมืองไทยในวันนี้ก็คงเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันกับกลุ่มชนชั้นนำ อีลิท-Elite” ของไทยเราในตอนนี้เช่นกัน ทักษิณถามทำนองว่าเวลานี้กลุ่มรีจีมกำลังทำการเมืองเพื่อกลุ่มก้อนของตนเองหรือไม่? เพราะมันได้ทำความเสียหายแก่ประเทศอย่างมาก

บรรยากาศอันชื่นมื่น

“สุดท้ายก็คือความยากจนของประชาชน ความขัดแย้งของสังคม ความทุกข์ ดัชนีความสุขตกต่ำลงทุกวัน วันนี้ฝากผู้มีอำนาจทั้งหลาย ถ้าไม่รักประชาชน มันอยู่ยาก วันนี้ได้ข่าวว่าจะให้คนจนเสียภาษีด้วย” (ฮา)

และที่สุดของที่สุดที่ทักษิณเน้นคือโดยเฉพาะ “ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง” ที่เขาได้ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บปวดว่า ถ้าอยากรู้ว่าจะแก้ยังไง “ให้ถามมายินดีสอน” เพราะสูตรเศรษฐกิจของไทยรักไทย ตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว!!

มันเหมือนยารักษาโรคเพราะว่าช่วงเวลาไม่เหมือนกัน สมมุติฐานโรคไม่เหมือนกัน ไวรัสก็กลายพันธุ์ จะใช้ยาเม็ดเดิมมันรักษาไม่หาย ถ้าอยากได้ยาเม็ดใหม่ ถามผมได้ ผมยินดี” (เฮลั่น)

แน่นอนแม้ว่าสิ่งนี้อาจเป็นแค่ลมปากของคนแดนไกลที่คนไทยก็แค่ฟังผ่าน แต่ที่แน่ๆ มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจคนต่างแดนด้วยกันอย่างมาก

ที่สุดแล้ว “ปาร์ตี้แดงเพื่อวันเกิดนายใหญ่” จึงกลายเป็นปาร์ตี้สัญญาใจว่าอย่าท้อ และให้สู้ต่อ…ก็คงได้เหมือนกัน!