ศึกแถลงนโยบาย พิสูจน์ฝีมือ “ส.ส.เฮ้ง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกแถลงนโยบาย พิสูจน์ฝีมือ “ส.ส.เฮ้ง”

26 กรกฎาคม 2562 – 10:41 น.
สสเฮ้ง,ชลบุรี,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สุชาติ ชมกลิ่น,สสชลบุรี,พปชร,พลังประชารัฐ,กลุ่มเรารักชลบุรี,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ประธาน สสพรรค
เปิดอ่าน 4,414 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 ก.ค.62

*******************

ชัดเจนแล้ว “พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562

ย้อนไปเมื่อ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “บิ๊กป้อม” เดินทางไปพบกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และให้กำลังใจ ส..ในการสัมมนาวันสุดท้ายของพรรคที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

พล.อ.ประวิตร มาปิดการสัมมนา พรรค พปชร.

วันนั้น “บิ๊กป้อม” เรียกร้องให้พรรค พปชรเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ให้เกิดขึ้นกับบุคลากร ภายในพรรคของเรา ครอบครัวของเรา ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวพลังประชารัฐ เป็นครอบครัวใหญ่

คนใจนักเลงเมืองชล

หลังสัมมนาใหญ่ที่วังน้ำเขียว วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้แจ้งต่อที่ประชุม ส..ของพรรคพลังประชารัฐว่า ผู้ใหญ่ในพรรคได้เห็นชอบตั้ง “สุชาติ ชมกลิ่น” ..ชลบุรี เป็น “ประธาน ส..พรรค”

สาเหตุที่ผู้ใหญ่เชื่อในฝีมือของ “ส..เฮ้ง” สุชาติ เพราะมีความสามารถ ใจถึง ใจนักเลง มีคอนเน็กชั่นกว้างขวาง คุยได้กับทุกคนในพรรคและนอกพรรค

คนเมืองชลทราบดีว่า ส..เฮ้ง มีคำขวัญประจำตัวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า “กตัญญู พึ่งได้” และถ้อยวลีที่เขาชอบพูดติดปาก “พรรคอะไรไม่ใหญ่ เท่าใจพรรคพวก”

สุชาติ ชมกลิ่น สมัยเป็นนักเตะโอสถสภา

ชีวิตในวัยเด็ก “ส..เฮ้ง” เติบโตมาในครอบครัวยากจน  เรียนประถมโรงเรียนวัดกลางดอน แถวหนองมน  และเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง หรือ “ชลชาย” เรียน ปวชและ ปวสที่วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก(อีเทคสมัยเป็นนักเรียน ก็ยึดอาชีพนักฟุตบอล ของสโมสรโอสถสภา มีรายได้ถึงจะไม่มากแต่ก็แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว 

สุชาติในบทบาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เรียนจบทำงานเป็นเซลส์ขายบ้านจัดสรร แล้วก็ไปรับเหมาแบกน้ำตาลที่ท่าเรือแหลมฉบังอีก 6-7 ปี มาเริ่มทำอสังหาริมทรัพย์ปี 2549 จนถึงวันนี้ เขาเป็นประธาน บริษัท อรินสิริ แลนด์ จำกัด (มหาชน)

จัดว่าเป็นนักการเมืองสู้ชีวิตคนหนึ่ง และไม่น่าแปลกใจที่เขาโตเร็วมาก ทั้งที่เป็น ส..สมัยที่ 2 

ประมุข ส..ภาคกลาง

หลังเลือกตั้ง “ส..เฮ้ง” ได้ประสานกับ ส..หน้าใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ ในภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมแล้ว 15 ชีวิต โดยอาสาผู้ใหญ่ที่จะดูแล ส..กลุ่มนี้

ตอนนั้น ส..เฮ้ง ตกเป็นข่าวใหญ่ได้นั่งเก้าอี้ รมว.แรงงาน ซึ่งมีผู้ใหญ่แถวบ้านป่ารอยต่อฯ ตกปากรับคำจะผลักดันให้ได้ตำแหน่งนี้ แต่ปัญหาเก้าอี้รัฐมนตรีในพรรค ไม่ลงตัว ส..เฮ้งเลยชวดตำแหน่ง

สมัยที่ ส.ส. เฮ้ง เป็นประธานชมรมพ่อค้าหน้าอำเภอเมืองชลบุรี

นัยว่า การที่ได้ตำแหน่งประธาน ส..พรรค นอกจากจะได้ทำหน้าที่ประสาน ส..ทั้งหมดแล้ว ยังต้องรับผิดชอบ ส..ภาคกลางทั้ง 29 คน(ยกเว้นกรุงเทพฯนับเป็นการสยายปีกของ ส..เฮ้ง

การแถลงนโยบายรัฐบาล 25-26 กรกฎาคมนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล สั่ง ส..ห้ามลา ห้ามป่วย ต้องเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

นี่จะเป็นงานแรก ในการพิสูจน์ฝีมือ ส..เฮ้ง ประธาน ส..คนแรกของพรรค

ชลบุรีโฉมใหม่

สำหรับการเมืองท้องถิ่น “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส..ชลบุรี รับบทเป็นที่ปรึกษา “กลุ่มชลบุรีโฉมใหม่” ซึ่งเป็นการรวมตัวของหัวคะแนน ในพื้นที่ อ.เมืองชลบุรี อ.พานทอง และ อ.พนัสนิคม ประมาณ 5-6 คน ที่ต้องการลงสมัครสมาชิกสภา อบจ.ชลบุรี

การสนับสนุนกลุ่มชลบุรีโฉมใหม่ ไม่ได้หมายความว่า ส..เฮ้ง แยกตัวเองออกมาจากกลุ่มบ้านใหญ่เมืองชล หากแต่กลุ่มหัวคะแนนของเขา ต้องการลงสมัคร ส.อบจ.ชลบุรี แต่ไม่มีพื้นที่ลง เพราะติดคนเก่าของ “กลุ่มเรารักชลบุรี”จึงต้องให้ตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา

ส่วนตำแหน่งนายก อบจ.ชลบุรี “ส..เฮ้ง” ยังให้การสนับสนุนกลุ่มเรารักชลบุรี เหมือนเดิม ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในอนาคต กลุ่มเรารักชลบุรี ต้องเจอคู่แข่งที่น่ากลัวคือ กลุ่มอนาคตใหม่

ส.ส.เป้า กลุ่มอนาคตใหม่เมืองชล

เวลานี้ กลุ่มอนาคตใหม่เมืองชล กำลังเกิดปัญหาแย่งชิงการเป็นผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี ระหว่างกลุ่มจิรวุฒิ  สิงห์โตทอง อดีต ส..ชลบุรี กับกลุ่มอนาคตใหม่เดิม

รับประกันว่า ศึกท้องถิ่นเมืองน้ำเค็ม ดุเดือดเลือดพล่านแน่

‘ผู้นำต้องทำได้’..ฝึกดำน้ำกู้ภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ผู้นำต้องทำได้’..ฝึกดำน้ำกู้ภัย

26 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ,ฝึกดำน้ำกู้ภัยพิบัติ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 1,519 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย หลายเหตุการณ์สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้คน โดยเฉพาะ “ภัยพิบัติทางน้ำ” เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา และไม่ง่ายนักสำหรับการเข้าไปกู้ภัยช่วยเหลือใต้น้ำ คนที่ปฏิบัติงานนี้ต้องมีความพร้อมเป็นอย่างมาก

ทว่าการกู้ภัยทางน้ำจะต้องมีทักษะในการดำน้ำลึก แบบ “สคูบา” หรือที่เรียกว่า การดำน้ำแบบใช้ถังอากาศ ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่นี้ต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะใต้น้ำ หากเกิดอะไรขึ้นนั่นหมายถึงชีวิต และในการดำน้ำแต่ละครั้งต้องมีบัดดี้เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าจะเก่งสักแค่ไหนก็จะไม่ลงดำน้ำคนเดียวเด็ดขาด เนื่องจากสภาพของพื้นที่ใต้น้ำแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องใช้ความรอบคอบอย่างยิ่ง ดังนั้นการฝึกการอบรมการกู้ภัยทางน้ำ ทางทะเล และดำน้ำกู้ภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ทฤษฎีเบื้องต้นอย่างเวชศาสตร์ใต้น้ำ เช่น อุปสรรคที่ต้องพบเมื่ออยู่ใต้น้ำ วิธีการลงน้ำ และวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำที่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) จึงได้มีการฝึกอบรมดำน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชา บก.รน. ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมี พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. เป็นประธานในการเปิดฝึกอบรมครั้งนี้ พร้อมกับ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ธนพล ศรีโสภา ผบก.รน. ร่วมในพิธี ซึ่งถือว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญของ บก.รน. ที่จะสามารถพัฒนาบุคลากรระดับผู้บังคับบัญชาให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในทะเลให้คงอยู่กับประเทศไทย

เนื่องจาก บก.รน.เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการถวายความปลอดภัย รักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดในน่านน้ำไทย ท่าเรือ และชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทย รวมทั้งในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและในทะเลหลวงเฉพาะเรือไทย ตลอดจนในน่านน้ำเขตรับผิดชอบอื่นๆ อีกทั้งปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐบาลที่ได้รับมอบหมาย อีกทั้งปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงจัดการฝึกอบรมดังกล่าวขึ้น เพื่อให้การปฏิบัติงานของ บก.รน. เป็นไปตามเป้าหมายและภารกิจที่กำหนด ยกระดับมาตรฐาน มีประสิทธิภาพและได้ผลสมตามความมุ่งหมายของทางราชการ

สำหรับการฝึกครั้งนี้มีห้วงเวลาตั้งแต่วันที่ 22-26 กรกฎาคม รวม 5 วัน โดยแบ่งระยะเวลาการฝึกอบรมเป็น ภาคในที่ตั้ง และ ภาคทะเล โดยผู้เข้ารับการฝึกในครั้งนี้ต่างเป็นผู้บังคับบัญชาภายในสังกัด บก.รน. ประกอบด้วย พ.ต.อ.โชคชัย นนท์ปฏิมากุล รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.จีระเศรษฐ์ ดาวเงินตระกูล รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.วิชชุโชติ ขวัญใจธัญญา รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.สมศักย์ บุญประเสริฐนนท์ รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.เอกพงษ์ กองนาค ผกก.ฝอ. บก.รน., พ.ต.อ.ฤทธี เผ่าพันธุ์ ผกก.1 บก.รน., พ.ต.อ.ภัทราวุธ จารุจารีต ผกก.3 บก.รน., ว่าที่ พ.ต.อ.ทรงพล สุขกลึงมี ผกก.4 บก.รน., ว่าที่ พ.ต.อ.นิคม เทียนห้าว ผกก.5 บก.รน., พ.ต.อ.วัลลพ พวงผกา ผกก.6 บก.รน., พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช ผกก.7 บก.รน., พ.ต.อ.ขวัญชาติ วงศ์ขจรไพบูลย์ ผกก.8 บก.รน., พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม ผกก.9 บก.รน., ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.10 บก.รน., พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาศ ผกก.11 บก.รน. และ พ.ต.อ.สมเกียรติ ตันติกนกพร ผกก.12 บก.รน.

ผลของการฝึกในครั้งนี้จะทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจน้ำ ได้เพิ่มขีดความสามารถ มีความเข้าใจ และศักยภาพของการทำหน้าที่ทางน้ำ สามารถช่วยเหลือคนในสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างปลอดภัย ถูกต้องตามมาตรฐานสากล หากมีเหตุการณ์ภัยพิบัติทางน้ำเกิดขึ้น..!!

ส่องจังหวะก้าว”พรรคร่วมเรือเหล็ก”ใครปฏิบัติการก่อนชิงแต้มนำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381117?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องจังหวะก้าว”พรรคร่วมเรือเหล็ก”ใครปฏิบัติการก่อนชิงแต้มนำ

26 กรกฎาคม 2562 – 10:00 น.
พรรคร่วมเรือเหล็ก,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,มนัญญา ไทยเศรษฐ์,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 3,953 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

หลังการโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ครม.ลุงตู่ 2 แล้ว “ภาพและข่าว” เสนาบดีของพรรคต่างๆ ที่ปรากฏ จะพบว่า ครม.ชุดนี้เร่งลงพื้นที่เพื่อสร้างผลงานทันที

การเมืองไทยนั้นไม่มีอะไรแน่นอน ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้หลายคราวนั้น รัฐบาลครบวาระมีน้อยมาก เมื่อบวกกับ 18 พรรคที่มาแตะมือกับพปชร.ตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ก็เป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีพรรคร่วมมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นที่คาดการณ์ของนักวิชาการว่ารัฐบาลผสมที่มีมากพรรคแต่เสียงปริ่มน้ำเช่นนี้ “ยากนักที่จะมีเสถียรภาพ”

จุดอ่อนนี้พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่มองเห็น จึงเปิดเกมหลังกินแห้วตั้งรัฐบาลโดยเดินสายและเร่งปูพรมเลือกตั้งท้องถิ่นแต่หัววันเพื่อตุนคะแนนไว้แบบไม่ให้ร่วงหาย

สังคมจะเห็นว่าหลายวันที่ผ่านๆ มา บางพรรคร่วมรัฐบาลออกตระเวนหลายพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนและรับฟังปัญหาก่อนจะบัญชาการแก้ไขสถานการณ์ซึ่งหน้า และนำข้อมูลมาสะท้อนในรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อออกกฎหมาย เร่งรัดงบประมาณ และใช้นโยบายรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

บางคนมองว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคออกตัวเก็บแต้มจากสังคมได้ไวกว่า “พลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลด้วยซ้ำ

คนวงในพปชร.บอกว่า เชื่อว่าจากนี้พรรคน่าจะมีเอกภาพ เพราะผู้ใหญ่บางคนที่หนุนพรรคหลังฉากเริ่มปรากฏตัวกับพรรคแล้ว สมาชิกและส.ส.ก็อุ่นใจขึ้นและความขัดแย้งคงจะเบาบางลงเพราะเหตุผลข้างต้น

คนวงในพปชร.กล่าวว่า “ตอนนี้บางคนในพรรคมองว่าบางพรรคร่วมรัฐบาลทำงานก่อนพลังประชารัฐนั้นเป็นการชิงแต้มนำ แต่เราถือว่าเป็นผลงานรัฐบาล และตอนนี้รัฐมนตรีของพรรคก็ขยับลงพื้นที่และติดตามการทำงานของกระทรวงตัวเองแล้วเพื่อสร้างคะแนนนิยมของพรรค”

บางพรรคที่แย็บหมัดเก็บแต้มไปก่อนตามที่คนวงในพปชร.อ่านจังหวะขยับตัวนั้น คงไม่พ้น “พรรคปฏิบัติการภูมิใจไทย” พรรคร่วมรัฐบาลอับดับสามที่มี ส.ส. 51 คน และมีเสนาบดี 8 เก้าอี้ น่าจะเป็นพรรคแรกที่ออกสตาร์ทก่อนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ตระเวนรับฟังเสียงสังคมตั้งแต่ประกาศแตะมือขั้วลุงตู่ และเมื่อรู้ว่ากระทรวงต่างๆ ที่พรรคได้รับมอบหมาย เช่น สาธารณสุข คมนาคม ท่องเที่ยวและกีฬา เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ ศึกษาธิการ มหาดไทย ไม่พลิกโผก็เดินสายเก็บแต้มในสายงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเหล่านี้

อย่าลืมว่าช่วงตั้งรัฐบาลจบใหม่ๆ “อนุทิน” ลงพื้นที่แบบเกาะติดเพื่อประมวลผลและยังมอบหมาย รมต.รวมทั้งส.ส.ค่ายสีน้ำเงินส่งการบ้านทุกสัปดาห์ว่าทำอะไรบ้าง…ในภารกิจของพรรค

ข้อมูลที่หลายสื่อเสนอไปนั้นรับรู้กันว่าหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินขอให้ทุกคนในพรรคเน้น “การทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน” สะท้อนให้เห็นว่าเป็น “พรรคทำงาน ไม่เล่นการเมือง”

สอดคล้องกับภารกิจและปัญหาของชาวบ้านที่ไม่สามารถรอได้ เช่นหัวหน้าพรรคขับเครื่องบินส่วนตัวไป จ.เลย แบบทันด่วนเพื่อแก้ปัญหาไข้เลือดออกระบาดหนัก โดยมีรายงานระบุว่าตั้งแต่ต้นปี มาถึงบัดนี้พบผู้ป่วย 832 ราย เสียชีวิต 2ราย จำนวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 8 ของประเทศ

ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศพบว่ามีผู้ป่วย 4,503 ราย และผู้ป่วยสะสม 49,174 ราย เสียชีวิต 64 ราย คาดว่าทั้งปีจะพบผู้ป่วยถึง 130,000 ราย

“อนุทิน” ได้ขอ สธ.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เข้มงวดระบบเฝ้าระวังโรคและให้สถานบริการทั้งรัฐและเอกชนต้องรายงานเมื่อต้องติดตามและแก้ไขด่วน

นอกจากนี้หัวหน้าพรรค ภท. ยังมาประชุมเรื่องปราชญ์ชาวบ้านเพื่อขึ้นทะเบียนให้เป็นหมอชาวบ้าน และเมื่อก่อนหน้านี้ก็ไปฟังเรื่องการนำกัญชามาเป็นยารักษาโรคเพื่อเดินตามนโยบายกัญชาเสรี ในมิติทางการแพทย์และพืชเศรษฐกิจตัวใหม่

ส่วน รมว.คมนาคม “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ก็เร่งงานในส่วนของกระทรวงหูกวาง เช่นถนนพระราม 2 ที่มีความล่าช้าในการก่อสร้าง การเร่งลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเที่ยวละ 15 บาทเพื่อช่วยประชาชน รวมทั้งเมกะโปรเจกท์ของกระทรวงนี้

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ลงพื้นที่ปักษ์ใต้เร่งหารายได้การท่องเที่ยวที่ซบเซาและยึดบุรีรัมย์โมเดลออกมาช่วยสร้างท่องเที่ยวเมืองรองและเมืองกีฬาด้วย

หรือแม้แต่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” ก็เกาะพื้นที่ดูแลน้ำแล้งที่กำลังเป็นปัญหาหลักของเกษตรกร

ส่วน “ครูโอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ก็ออกตระเวนต่างจังหวัดเพื่อรับข้อมูลมาเข็นนโยบายการศึกษาของพรรคให้เป็นผลโดยไว ส่วนรมต.คนอื่นๅ ในค่ายสีน้ำเงินก็พร้อมทำงานช่วยเหลือประชาชน

ในเมื่อค่ายสีน้ำเงินรุกหนักตั้งแต่ระฆังยกแรกแบบนี้ส่งผลให้ “ประชาธิปัตย์” ที่มี 53 ส.ส. และ 8 ตำแหน่งในครม.ก็เร่งความเร็วในการเก็บแต้มกับนโยบาย “ปชป..แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” เพื่อกู้ศรัทธาชาวสีฟ้าให้กลับมา เพราะทุกคนในพรรครู้ว่าการที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไขก๊อกและทิ้งบอมบ์ไว้เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาลของปชป.นั้น “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันตัองแก้โจทย์นี้ให้แตก เพราะวันนี้ปชป.ย่อยตัวจากพรรคหนึ่งร้อยเสียงขึ้นไปมาแตะระดับพรรคขนาดกลาง

“อู๊ดด้า” สั่งรมต.เก็บรายละเอียดของกระทรวงที่รับผิดชอบ คือ พาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาดไทย ศึกษาธิการ สาธารณสุข คมนาคม เร่งสปีดไม่ให้หลุดขบวน

“ชาติไทยพัฒนา” ก็มิยอมน้อยหน้าหลังมีโอกาสจัดการกรณี พปชร.ใช้รีสอร์ทที่มีปัญหาบุกรุกป่านั้น เสี่ยท็อป “วราวุธ ศิลปอาชา” ในฐานะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็สั่งลุยแก้ไขปัญหาที่ค้างคาทันทีเพราะหากไม่ทำจะถูกมองว่าช่วยเหลือพวกพ้อง

ขณะที่รวมพลังประชาชาติไทย, ชาติพัฒนา ที่มีรมต.พรรคละหนึ่งเก้าอี้ ก็ต้องดูความพยายามว่าจะเดินหมากเช่นใด…เพื่อให้ได้แต้ม เพราะขืนนั่งอยู่แบบนี้เพื่อนร่วมเรือเหล็กคว้าพุงปลาไปลิ้มแบบอิ่มหมีพีมันและสองพรรคนี้อาจไร้แต้มสะสมในสายตาชาวบ้าน

หากเร็ววันนี้โพลล์หลากสำนักสำรวจความเห็นประชาชนว่าพรรคใดมีผลงานมากสุดในช่วงแรกของครม.เรือเหล็ก…แน่นอนว่า รมต.จากค่ายสีน้ำเงินน่าจะติดอันดับต้นๆ ของการประดับโบแดง รองมาคือพรรคอื่นๆ ที่อยู่บนเรือเหล็กลำนี้

เกมการเมืองดำเนินในลักษณะแบบนี้ไปค่ายสีน้ำเงินน่าจะโกยแต้มได้มากและคงทวีดีกรีเกี่ยวกับการผลักดันแคมเปญในช่วงหาเสียงรวมทั้งเปิดวิธีเก็บแต้มใหม่ๆ เป็นระยะจากการทำงานให้เข้าตาฐานคะแนนเสียง

ดังนั้นหากคนวงในเรือเหล็กอ่านจังหวะชิงนำของภท.ได้นั้น ก็ต้องรีบจูนเครื่องตัวเองให้นิ่ง เพื่อสร้างคะแนนนิยมเช่นกัน

ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้ประโยชน์ และหลุดพ้นจากปัญหาการเมือง ส่วนจะทำได้หรือไม่ต้องติดตาม…

“ดีเจสาวฝั่งโขง” อุ่นเครื่อง ทดสอบแดงรากหญ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381115?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ดีเจสาวฝั่งโขง” อุ่นเครื่อง ทดสอบแดงรากหญ้า

26 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
ชูธงทวนกระแส,อุบลกาญจน์,ดีเจสาวฝั่งโขง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 7,239 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

เฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อบัญชี “อุบลกาญจน์ อมรสิน” ได้โพสต์ข้อความ “รวมใจเป็นหนึ่งเดียวจุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชน โดยกลุ่มพลังประชาธิปไตย ไร้พรมแดน เริ่มต้นติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย…25 ก.ค. 62 เรามีนัดกัน เวลา 09.00 น. ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราว หน้า TOT ถ.แจ้งวัฒนะ”

ไม่เหนือความคาดหมาย สำหรับกิจกรรมนำแสงสว่างสู่สภา โดยการนัดหมายผ่านสื่อโซเชียล และจรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส ได้แชร์ข้อความเชิญชวนทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

ที่น่าสนใจของกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จุดเทียน คงอยู่ที่ตัวละครชื่อ “อุบลกาญจน์ อมรสิน” สาวเมืองอุบลฯ ซึ่งคนเสื้อแดงจะรู้จักเธอเป็นอย่างดี

ช่วงก่อนวันเกิดของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปีที่แล้ว อุบลกาญจน์ อมรสิน ได้โพสต์ภาพตัวเธอเองถ่ายรูปคู่ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” พร้อมข้อความว่าไปพบกับ 2 อดีตนายกฯ ที่บ้านพักในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทักษิณได้เลี้ยงอาหารค่ำเธอด้วย

อุบลกาญจน์ยังได้รับหมวกสีขาวที่มีลายเซ็นทักษิณ เพื่อนำมาจากแจกแฟนคลับในเมืองไทย เธอไม่ใช่คนไทยธรรมดาๆ ที่บังเอิญไปช็อปปิ้งที่ดูไบแล้วเจอสองพี่น้องตระกูลชินวัตรอย่างแน่นอน

          ในอดีต “อุบลกาญจน์” ใช้ชื่อ “ดีเจสาวฝั่งโขง” จัดรายการวิทยุ และก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนซำบายใจไทยอีสาน ความถี่ 99.25 เมกะเฮิรตซ์ หมู่ 1 บ้านตำแย ต.ไร่น้อย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

“ดีเจสาวฝั่งโขง” เป็นแกนนำกลุ่มรากหญ้าประชาธิปไตย 1 ใน 6 กลุ่มเสื้อแดงเมืองอุบลฯ โดยส่วนตัวเธอนั้น รู้จัก ส.ส.เพื่อไทย อย่างเกรียง กัลป์ตินันท์, วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และสมบัติ รัตโน เป็นอย่างดี

กลุ่มรากหญ้าประชาธิปไตย ไม่ได้ขึ้นต่อ นปช.หรือกลุ่มชักธงรบ แต่ดีเจสาวฝั่งโขง ต่อสายตรงถึง “คนแดนไกล” เธอจึงทำงานปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่

หลังพฤษภาคม 2553 ดีเจสาวฝั่งโขง เจอคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ซึ่งศาลตัดสินให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน พร้อมทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นเวลา 72 ชั่วโมง

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดีเจสาวฝั่งโขงได้ขับเคลื่อนสนัับสนุนรัฐบาลเพื่อไทย และต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่อุบลฯ

ต้นปี 2556 ดีเจสาวฝั่งโขง จัดเลี้ยงปีใหม่ให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงในอุบลฯ โดยทักษิณได้โฟนอินจากอังกฤษมาพูดคุยกับคนเสื้อแดงอุบลฯ และช่วง กปปส.ชุมนุมใหญ่ ดีเจสาวฝั่งโขงได้จัดกิจกรรมปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ก่อนรัฐประหาร 2557 ดีเจสาวฝั่งโขงเข้ากรุงเทพฯ มาจัดรายการทอล์กการเมืองทางช่องโฟร์แชนแนล เป็นกระบอกเสียงของแดงอิสระกลุ่มหนึ่งอยู่แถวนนทบุรี โดยมีบริษัทขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่งเป็นสปอนเซอร์

          เมื่อคนแดนไกลสนับสนุนการจัดตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ดีเจสาวฝั่งโขง ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค และมีรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ในลำดับที่ 31

ระหว่างการหาเสียง ดีเจสาวฝั่งโขงหรืออุบลกาญจน์ ได้ลุยหาเสียงช่วยพรรคไทยรักษาชาติ และตามเปิดโปงกลุ่มนักการเมืองที่ย้ายจากเพื่อไทย ไปอยู่พลังประชารัฐ เมื่อพรรคถูกยุบ เธอก็ช่วยทีมเพื่อไทยเมืองอุบลฯ

          พักหลัง อุบลกาญจน์ทำตัวคล้าย “เซเลบแดง” มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแตกต่างจากช่วงรับบทดีเจสาวฝั่งโขง เหมือนว่า เธอเป็นสายตรง “คนดูไบ” จึงไม่สนใจแกนนำ นปช. หรือ ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่

การขยับตัวของอุบลกาญจน์ ก็คือบททดสอบแรกของนายกฯ ประยุทธ์ ในวันที่ไม่มี ม.44 อยู่ในมือ

งานเข้าจนได้ ครม.ตำบลกระสุนตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานเข้าจนได้ ครม.ตำบลกระสุนตก

26 กรกฎาคม 2562 – 08:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ครม
เปิดอ่าน 1,279 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

คิดว่าจะพ้นบ่วงกรรมหลังตั้งรัฐมนตรีแล้ว แต่รัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ กลับโดนเข้าอีกหลายดอก ซึ่งเกิดจากคนใกล้ตัวทำผิดข้อกล่าวหาที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมและคนไทยทั้งประเทศ

จริงหรือไม่จริงก็มีการปฏิเสธข่าวรายวันออกไปแล้ว แต่เล่นเอาหลายๆ คนในครม. ต้องเซ็งในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ รองนายกรัฐมนตรีที่เจอรุมกินโต๊ะไม่น้อยกว่านาฬิกาหรูที่ยืมเพื่อนมา

มีอย่างที่ไหนพรรคพลังประชารัฐดันไปประชุมในที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ อ.วังน้ำเขียว โคราช แล้วรีสอร์ทนั้นกลับเป็นว่ามีคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติ – นี่คืองานเข้าประเด็นแรก

ต่อมาคือเรื่อง ส.ส.ฝ่ายค้านหรือฝ่านแค้นไล่บี้ว่ารองนายกรัฐมนตรีนั่งฮ.หลวงไปประชุมพรรคซึ่งก็ได้มีการปฏิเสธแล้วเช่นกัน – ตามธรรมเนียม

แล้วต่อมาก็เรื่องใกล้ตัวมากๆ คือ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดคดีทุจริตโครงการสร้างโรงพัก 396 แห่งในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธร 1-9 วงเงินเกือบ 6 พันล้านบาท

เรื่องโรงพักตำรวจนี่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนใกล้ชิดกับรองนายกรัฐมนตรีพี่ใหญ่จะโดนสอบ โดนคดีแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟังและนาทีนี้มีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่จะกลายเป็นตำบลกระสุนตก – จนไม่ต้องทำงานด้วยความเป็นสุข

ใครเจาะยางใคร – ไม่แน่เสมอไปเพราะคนในรัฐบาลเองก็ใช่ว่าจะรักกันสักเท่าไร?
อ๊อด เทอร์โบ


 ส่งเสริมสุขภาพประชาชนทั่วไป
ส่งท้ายวันนี้ด้วยกิจกรรมและโครงการดีๆ จากกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประชาชน เนื่องในโอกาสวันมหามงคล

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน


 โครงการใต้ร่มพระบารมี
ใต้ร่มพระบารมี น้อมนำสุขภาพดี สู่วิถีชุมชน เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สธ.ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนจิตอาสา

โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยน้อมนำพระราโชบาย สู่การปฏิบัติส่งเสริมสุขภาพ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ป้องกันโรค รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนตามพระราชปณิธาน

โครงการ “ใต้ร่มพระบารมี น้อมนำสุขภาพดี สู่วิถีชุมชน” เฉลิมพระเกียรติ บูรณาการโครงการของ 21 หน่วยงาน รวม 30 โครงการ เป็นกิจกรรมดูแลประชาชน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสร้างเสริมสุขภาพและออกกำลังกาย อาทิ โครงการปั่นรวมใจภักดิ์ รักในหลวง

การป้องกันและควบคุมโรค อาทิ โครงการยกระดับศักยภาพจิตอาสาค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในชุมชนด้วยแอพพลิเคชันไลน์ โครงการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับและหนอนพยาธิด้วยปัญญาประดิษฐ์

ด้านพัฒนาคุณภาพและยกระดับบริการสุขภาพ อาทิ โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด ด้านมหกรรมและการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ อาทิ โครงการคืนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้แผ่นดิน โครงการจัดทำหนังสือตามรอยพระยุคลบาท ในหลวงรัชกาลที่ 10

วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมและตรวจสุขภาพแก่ผู้มาร่วมงาน นอกจากนี้มีการจัดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 3 กิจกรรม ได้แก่ 10 ล้านครอบครัวไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ พร้อมกันทั้งส่วนกลางและภูมิภาค

จึงขอเชิญร่วมโครงการดีๆ นี้โดยทั่วกัน


อย่าทำสิ่งผิดให้ถูก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าทำสิ่งผิดให้ถูก

26 กรกฎาคม 2562 – 07:27 น.
พลังประชารัฐ,รีสอร์ท,วังน้ำเขียว,รุกป่า
เปิดอ่าน 1,235 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2562

กำลังเป็นเรื่องร้อนๆ กรณีพรรค “พลังประชารัฐ” จัดการสัมมนา ส.ส. ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาล โดยใช้รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นสถานที่จัดงานเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และมีการเปิดเผยว่ารีสอร์ทแห่งนี้บุกรุกป่าสงวน อยู่ในชั้นดำเนินคดีฟ้องร้อง ขณะเดียวกันยังมีเสียงกระซิบออกมาว่า รีสอร์ทแห่งนี้เป็นของกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ จากนั้นไม่ทันข้ามคืนประเด็นการใช้รีสอร์ทรุกป่าจัดสัมมนาของพลังประชารัฐก็จุดติดขึ้นมาทันควัน และทันใดนั้นเหมือนจะมีอัศวินม้าขาวชื่อ “สมศักดิ์ พันธ์เกษม” ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ออกมาแก้ต่างเพื่อให้ปมร้อนคลี่คลาย

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น “ลิงแก้แห” เมื่อ ส.ส.นครราชสีมาผู้นี้ แถลงข่าวจนจับใจความสรุปได้ว่า “รับรู้ว่ารีสอร์ทแห่งนี้นั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้อง แต่การที่พรรคใช้รีสอร์ทแห่งนี้ เพราะอยากแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินในละแวกดังกล่าวที่ชาวบ้านครอบครองมาก่อนกฎหมายบังคับใช้ แม้บางแปลงจะบุกรุกพื้นที่ป่าจริง แต่ก็เป็นการทำเพื่อประกอบอาชีพ เนื่องจากขาดโอกาส” จากถ้อยแถลงดังกล่าวฟังดูย้อนแย้งกับหลักกฎหมายบ้านเมืองชอบกล จึงเกิดคำถามขึ้นว่าตกลงพลังประชารัฐกำลังมีแนวคิดอย่างไรในเรื่องการ “รุกป่า”

ความจริงแล้วปัญหาการบุกรุกป่าในพื้นที่วังน้ำเขียวและพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศนั้น จริงอยู่ชาวบ้านบางรายอาจกระทำไปเพราะพวกเขาไม่มีที่ดินทำกิน จึงจำเป็นตัองทำผิดด้วยการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ในทางกลับกันยังมีชาวบ้านบางกลุ่มใช้ความหัวหมอบุกรุกป่าโดยอ้างว่าไม่มีที่ดินทำกิน แต่เมื่อสบโอกาสก็ขายต่อให้นายทุนโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายคอยอำนวยความสะดวกให้ เพื่อรับค่าน้ำร้อนน้ำชาและค่าปลายปากกาเป็นค่าน้ำจิ้ม

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะยุติปัญหาการบุกรุกป่าให้เบาบางลงได้ แม้บางครั้งต้องยอมรับว่า ชาวบ้านที่ยากจนนั้นส่วนหนึ่งขาดแหล่งทุนและที่ดินทำกิน จึงต้องฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อตรวจสอบพบว่า เขากระทำความผิดก็ต้องดำเนินการทางกฎหมายทันทีไม่มีละเว้น เพราะไม่เช่นนั้นจะมีการฝ่าฝืนกบิลเมืองแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มหาผลประโยชน์จากการรุกป่าไม่รู้จบ และการที่ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ ส่วนตัวรู้สึกไม่เห็นด้วยเพราะในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่ควรแก้ปัญหาให้ชาวบ้านด้วยวิธีการแบบนี้ เพราะเสมือนการให้ท้ายชาวบ้านให้กระทำผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

สุดท้ายหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว อย่าให้การดำเนินการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาต้องเกิดขึ้นอีก นายกรัฐมนตรีในฐานะประมุขฝ่ายบริหารต้องกำชับข้าราชการกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังต้องประสานฝ่ายนิติบัญญัติช่วยศึกษาหาทางออกในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ และที่สำคัญต้องไม่ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” จากบทเรียนนี้ขอวิงวอนว่าอย่าให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนรุ่นใหม่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย และจ้องที่จะยึดครองทรัพยากรของชาติไว้เป็นสินทรัพย์ส่วนตัวโดยไม่รู้สึกละอายใจ อย่าให้ “ทรัพยากรของประเทศ” ต้องพินาศย่อยยับไปกว่านี้อีกเลย…

เป็นกก.มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทโดยไม่รู้ตัวเพิกถอนชื่อด้วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เป็นกก.มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทโดยไม่รู้ตัวเพิกถอนชื่อด้วย

26 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,กรรมการ,ผู้มีอำนาจลงนาม,บริษัท,เพิกถอน
เปิดอ่าน 10,466 ครั้ง

คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

การลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญ … ครับ !! เพราะมีผลผูกพันเจ้าของลายมือชื่อ

ดังนั้น ก่อนลงลายมือชื่อจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านเอกสารให้เข้าใจเนื้อหาสาระให้ถ่องแท้ว่าเป็นไปตามความประสงค์ของการลงลายมือชื่อหรือไม่ หรือต้องลงลายมือชื่อเพื่อกิจการงานในเรื่องใด

ดังเช่น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในศาลปกครองที่นายปกครองจะนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

มูลเหตุเกิดจาก นาย ก. ทำหน้าที่พ่อครัวในโรงแรมแห่งหนึ่ง ได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร พร้อมทั้งมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะความเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธ “เจ้านาย” โดยไม่อ่านรายละเอียดเนื้อความในเอกสารและไม่เห็นข้อความบนหัวกระดาษว่า “กรรมการเข้าใหม่”

จนกระทั่งหลายวันผ่านไป นาย ก. จึงได้ทราบว่าเอกสารที่ตนเองลงลายมือชื่อไปนั้น คือเอกสารเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทและได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจากนายหนึ่งซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทและเป็นผู้ถือหุ้น 99.99% เป็นนาย ก. เรียบร้อย !!!

นาย ก. จึงมีหนังสือขอให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เพิกถอนชื่อตนออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท เนื่องจากไม่ได้ยินยอมหรือไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท และไม่เคยเข้าร่วมประชุมหรือดำเนินกิจการของบริษัทแต่อย่างใด แต่นายทะเบียนฯ ไม่เพิกถอน … ครับ !!

เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่สามารถยืนยันได้ว่ามีการประชุมเพื่อมีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการจริงหรือไม่ … นาย ก. จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้นายทะเบียนฯ เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการฯ

ข้อกฎหมายสำคัญของเรื่องนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 บัญญัติว่า อันผู้เป็นกรรมการนั้น เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้งหรือถอนได้ ประกอบกับมาตรา 1178 บัญญัติว่า ในการประชุมใหญ่ ถ้าไม่มีผู้ถือหุ้นเข้ามาประชุมรวมกันแทนหุ้นได้ถึงจำนวนหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัทเป็นอย่างน้อยแล้ว ท่านว่าที่ประชุมอันนั้นจะปรึกษากิจการอันใดหาได้ไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จะทำให้เกิดอำนาจออกคำสั่งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทชอบด้วยกฎหมาย คือ การประชุมเพื่อมีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการ ครับ

คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อนายหนึ่งซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไม่ทราบว่ามีการบอกกล่าวนัดประชุมและมีการประชุมกันจริงหรือไม่ ประกอบกับรายงานที่ประชุมคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองคำอุทธรณ์ฯ เกี่ยวกับการจดทะเบียนธุรกิจ ก็มีความเห็นว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะสามารถยืนยันได้ว่ามีการประชุมจริงหรือไม่

จึงย่อมหมายความว่านายหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เมื่อนายหนึ่งไม่ได้มาประชุม การประชุมวิสามัญเพื่อมีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการจึงไม่อาจดำเนินการประชุมและมีมติใดๆ ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้เกิดอำนาจออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่ออกคำสั่ง ย่อมเป็นผลให้คำสั่งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้น (คำสั่งทางปกครอง) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย … (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.921/2561)

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับประชาชนทั่วไปว่า จะต้องระมัดระวังในการลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ โดยสมควรที่จะต้องอ่านรายละเอียดเนื้อความในเอกสารเสียก่อนแล้วค่อยลงลายมือชื่อเมื่อเห็นว่าเนื้อความในเอกสารเป็นไปตามความประสงค์ของตน

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดีให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะการใช้อำนาจจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทต้องปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่าได้มีการประชุมกรรมการตามที่กฎหมายกำหนดและหากข้อเท็จจริงสำคัญดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ณ เวลาที่ใช้อำนาจจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท คำสั่งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ซึ่งเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงย่อมมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการนั้นได้ (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ทำไมตำรวจช็อกเมื่อเจอทีเอทีพี”มารดาแห่งซาตาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมตำรวจช็อกเมื่อเจอทีเอทีพี”มารดาแห่งซาตาน”

25 กรกฎาคม 2562 – 13:55 น.
ทีเอทีพี,ประท้วง,ฮ่องกง,ระเบิด
เปิดอ่าน 8,550 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การประท้วง “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ในฮ่องกงยืดเยื้อมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีเหตุรุนแรงมากนัก แม้มีผู้เข้าร่วมประท้วงไม่ต่ำกว่าล้านคนตามท้องถนน จนกระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม มีกลุ่มอันธพาลเสื้อยืดขาวควงท่อนไม้รุมตีผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บสาหัสไปเกือบ 50 คน ผู้บริหารเกาะฮ่องกงถึงกับรู้สึก “ช็อก” เพราะไม่นึกว่าจะรุนแรงกันได้ขนาดนี้ และยิ่งช็อกมากกว่าเดิม หลังตำรวจสืบสวนรายงานการบุกเข้าค้นอาคารแห่งหนึ่งแล้วพบระเบิดเพชฌฆาต ทีเอทีพี หนักกว่า 2 กิโล!

ทำไมตำรวจฮ่องกงต้องตื่นเต้นตกใจช็อกขนาดนั้น ก็เพราะ “ทีเอทีพี” ถูกขนานนามเป็น “มารดาแห่งซาตาน” ของระเบิดทั้งหมด อานุภาพร้ายแรงในระดับที่เคยระเบิดกรุงปารีสกับกรุงบรัสเซลส์ทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้ทีเอทีพีกลายเป็นระเบิดตัวฉกาจ เจ้าหน้าที่สายลับทั่วโลกหวาดผวา ไม่อยากพบเจอในประเทศตัวเอง

“TATP” ย่อมาจาก ไตรอะซิโตน ไตรเปอร์ออกไซด์ เป็นระเบิดที่มีส่วนผสมสารเคมีสำคัญ 2 ชนิด คือ อะซิโตน กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลักษณะเป็นผลึกสีขาว พวกผู้ก่อการร้ายมักนำมาผสมตะปู เศษเหล็ก หรือลูกบอลเหล็ก เพื่อให้อานุภาพการทำลายล้างกระจายออกไปหรือขยายวงกว้างได้มากกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ ตำรวจไม่ค่อยรู้จัก “ทีเอทีพี” เท่าไรนัก คุ้นเคยแต่ระเบิดที่นิยมใช้กันประจำ เช่น ไดนาไมต์ ซีโฟร์ ทีเอ็นที ฯลฯ จนกระทั่งเกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสพร้อมกัน 6 จุดเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ทำให้ผู้เสียชีวิต 130 กว่าคน บาดเจ็บกว่า 400 คน จากนั้นผ่านไปไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุระเบิดสนามบินและสถานีรถไฟที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีร่องรอยบาดแผลจากการเผาไหม้รุนแรง

ทั้ง 2 เหตุการณ์ข้างต้น สร้างความแปลกประหลาดใจให้ตำรวจอย่างมาก เนื่องจากระเบิดทั่วไปหรือการใช้ระเบิดพลีชีพมักสร้างความเสียหายในวงแคบไม่กี่เมตร แต่ทำไมวัตถุระเบิดที่ใช้ในฝรั่งเศสและเบลเยียมจึงรุนแรงขนาดตึกอาคารก่อสร้างด้วยความแข็งแรงอย่างสนามบินหรือสถานีรถไฟใต้ดินแทบแหลกเป็นจุณในวงรัศมีกว้างกว่า 50 เมตร

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองหลายประเทศสนธิกำลังกันเข้าปูพรมสืบค้นพื้นที่ต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ ในที่สุดก็ค้นพบผู้ร้ายพร้อมแหล่งซุกซ่อนวัตถุระเบิดทีเอทีพีจำนวนมากถึง 15 กก. ในอาคารที่ไม่ห่างจากพื้นที่เกิดระเบิดในกรุงบรัสเซลส์

หน่วยปราบก่อการร้ายสากลช่วยกันแชร์ข้อมูล และขอให้ตำรวจแต่ละประเทศช่วยกันเฝ้าระวังสารเคมีที่ใช้ประกอบกันเป็นระเบิดตัวนี้เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ค่อยสำเร็จนัก เพราะล่าสุดผู้การก่อการร้ายระเบิดพลีชีพโจมตีโบสถ์และโรงแรมศรีลังกาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 250 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน ภายหลังสอบปากคำผู้ร้ายรายหนึ่ง จึงรู้ว่าระเบิดที่ใช้ก็ยังเป็น “ทีเอทีพี” มารดาแห่งซาตาน โดยได้รับการถ่ายทอดวิธีการประกอบระเบิดมาจากกลุ่มไอเอส ก่อนนำมาดัดแปลงเป็น “เข็มขัดระเบิดพลีชีพ” ผูกมัดไว้กับลำตัว

ข้างต้นคือเหตุผลที่ทำให้ แครี่ แลม ผู้บริหารสูงสุดของเกาะฮ่องกงถึงกับต้องอุทานคำว่า “ช็อก” เพราะนึกไม่ถึงว่า เกาะท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากอาหารอร่อยระดับโลกนั้น จะมีกลุ่มผู้ร้ายแอบซ่อนระเบิดร้ายแรง ทีเอทีพี ไว้จำนวนมากถึง 2 กก. ประกอบกับเหตุการณ์กลุ่มชายเสื้อยืดขาว ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ช่วยกันรุมกระทืบทุบตีทำร้ายผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!

หลังตำรวจฮ่องกงขอหมายศาลเข้าค้นอาคารโรงงานต้องสงสัยเขตซุนวาน จนพบผงขาวๆ ของทีเอทีพี พร้อมด้วยอาวุธมีด หน้ากากและวัตถุระเบิดอันตรายอื่นๆ มีการจับกุมวัยรุ่น 3 คนอายุแค่ 20 กว่าปี เพราะสงสัยว่าเป็นเจ้าของอาวุธระเบิดอันตรายเหล่านี้

แต่ที่น่าสนใจคือ สื่อมวลชนท้องถิ่นของฮ่องกงรายงานว่า หลังตำรวจค้นพบระเบิดทีเอทีพี ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สั่งอพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงออกจากอาคารให้หมด แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยขนย้ายทีเอทีพีขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าอย่างระมัดระวัง ก่อนช่วยกันจุดระเบิดทำลายอย่างสิ้นซากทันที อาจเป็นไปได้ที่ตำรวจไม่ต้องการเคลื่อนย้ายระเบิดอันตรายนี้ไปที่อื่น หรือว่าอยากทดลองให้เห็นกับตาว่าอานุภาพของระเบิดที่ค้นพบร้ายแรงแค่ไหนกันแน่ !

จากการวิเคราะห์เหตุการณ์ข้างต้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าระเบิดทีเอทีพีที่พบในฮ่องกงเป็นของฝ่ายไหนกันแน่ หรืออาจเป็นการวางแผนสมคบคิดกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดผู้ประท้วง รัฐบาลฮ่องกงจะได้มีข้ออ้างในการปราบปรามอย่างเฉียบขาด หรือเป็นกลุ่มไม่ประสงค์ดีจริงๆ หวังก่อเหตุต่อต้านประเทศจีน จากนี้ไปคงต้องใช้กระบวนการยุติธรรมค่อยๆ สืบหาความจริงว่า “ระเบิดทีเอทีพี” มาโผล่ที่เกาะฮ่องกงได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยมีประเด็นเกี่ยวข้องกับสงครามศาสนาของกลุ่มไอเอสมาก่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีระเบิดของประเทศไทย วิเคราะห์ให้ฟังว่า ตอนนี้ประเทศแถวเอเชียคงต้องเฝ้าระวังครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาระเบิดทีเอทีพีตัวนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในกลุ่มหัวรุนแรงแถบนี้มากนัก เพราะต้องใช้เทคนิคและกระบวนการผลิตซับซ้อน และค่อนข้างอันตรายกับผู้จุดระเบิดอาจทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือตายเองได้

“ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประเทศไทยเคยพบหรือไม่เคยพบระเบิดทีเอทีพี เพราะอยู่ที่หน่วยงานราชการที่เก็บหลักฐานจะเปิดเผยข้อมูลมากน้อยเพียงไร อย่าลืมว่าสารเคมีที่ใช้ประกอบระเบิดชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ง่าย การจะไปห้ามขายหรือจำกัดการนำเข้าหรือการผลิตคงทำได้ยาก เพราะเป็นสารเคมีใช้ในโรงงานผลิตสินค้าทั่วไป เช่น กรดกำมะถัน สารเคมีทำปุ๋ยน้ำยาล้างเล็บ น้ำยาล้างแผล ฯลฯ แต่การนำสารเคมีพวกนี้มาประกอบให้เป็นอาวุธระเบิดต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากพอสมควร น่าแปลกใจเหมือนกันที่พบในฮ่องกง” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าว

ในเมื่อสารเคมีที่ใช้ประกอบการทำระเบิดซาตาน “ทีเอทีพี” ไม่สามารถควบคุมได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยคงต้องรีบช่วยกันให้ความรู้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพราะชาวบ้านทั่วไปคือสายข่าวคนสำคัญที่จะช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการแหล่งซุกซ่อนหรือการซื้อขายสารเคมีเหล่านี้แบบผิดปกติ ควรมีช่องทางหรือวิธีการให้พลเมืองดีสามารถแจ้งข้อมูลให้ทางการได้รับรู้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ความร้ายกาจของ “ระเบิดมารดาแห่งซาตาน” ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถตรวจจับด้วยเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป ทำให้ภาระหนักอึ้งตกอยู่กับ “สุนัขตำรวจ” หลายประเทศเริ่มฝึกซ้อมสุนัขให้กลายเป็นนักดมทีเอทีพี เพื่อนำไปตระเวนดมหากลิ่นต้องสงสัยตามสถานที่สำคัญต่างๆ

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า เทคโนโลยีไม่สามารถช่วยมนุษย์ได้หมดทุกอย่าง “สุนัข” ต่างหากคือเพื่อนแท้ของประชาชน !

อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

25 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
อนาคตเมืองไทย,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,986 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

“รัฐบาลประยุทธ์ 2” เพิ่งเริ่มตั้งไข่ โดยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันนี้ (25 ก.ค.) เป็นวันแรก ด้านพรรคฝ่ายค้านตั้งป้อมค้านและซักฟอกในทุกประเด็น หวังใช้เวทีสภาปล่อยหมัดแย็บเปิดแผลไปเรื่อยๆ

ขณะสมรภูมินอกสภา อีกเวทีเป็นการต่อสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญ ในสนามกฎหมายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างมีสถานะเป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งในแต่ละคดีล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางการเมืองไทย

เมื่อไล่เรียงคดีสำคัญใน “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เรื่องแรกที่อยู่ในความสนใจสูงสุดหนีไม่พ้น ปมคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สุดๆ หากพลาดพลั้งจนเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เท่ากับว่า “เรือเหล็ก” ของรัฐบาล ต้องล่มตั้งแต่ปากอ่าวหรือไม่ เพราะรัฐบาล 19 พรรคร่วมมี “บิ๊กตู่” เป็นกล่องดวงใจ อยู่รอดปลอดภัยได้เมื่อไปกับ “ประยุทธ์”

ทั้งนี้กรณีคุณสมบัตินายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีผู้ไปยื่นร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งในชั้นกกต.และผู้ตรวจฯ มีมติตีตกไปแล้วตั้งแต่ต้นทางว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

แต่ประเด็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทาง โดย 110 ส.ส. เข้าชื่อเสนอคำร้องให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภา ซึ่งส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) จากเหตุ “เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” จากการดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15)

และถึงตอนนี้ปมคุณสมบัติ “บิ๊กตู่” กลายเป็น “หนังยาว” ไปแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ส่วนประเด็นร้อนแรงไม่น้อยหน้า “คุณสมบัติบิ๊กตู่” นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้คือ คดีความของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดนคดีแรกไปกับการถือครองหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครเป็นส.ส. และอาจเป็นเหตุให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ จนเป็นผลให้ “ธนาธร” ถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ระหว่างการพิจารณาคดี ต้องไปเดินเกมนอกสภา โดยในชั้นการต่อสู้คดี “ทีมกฎหมายพรรคส้มหวาน” หอบเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาจำนวน 200 หน้ากระดาษ ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นำประเด็นเข้าหารือภายในที่ประชุม แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน ศาลรัฐธรรมนูญจึงส่งสำเนาคำชี้แจงทั้งหมดให้กกต.ในฐานะผู้ร้องเพื่อให้พิจารณา และให้เวลา 15 วันในการทำคำชี้แจงกลับมาว่ามีข้อคัดค้านใดในคำชี้แจงของนายธนาธรหรือไม่ จากนั้นฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะสรุปประเด็นคำชี้แจงพร้อมทำความเห็นนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือต้นเดือนสิงหาคม หลังจากศาลได้รับข้อมูลทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายธนาธร ฝ่ายของกกต. และฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการกำหนดแนวทางในการพิจารณาคดี

ประเมินกันว่าศาลจะเปิดไต่สวนคดีหุ้นสื่อของธนาธร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้นำพยานเข้าชี้แจงอย่างเพียงพอ ทำให้เรื่องการโอนหุ้นต้องไปตามลุ้นกันในศาลว่าพยานหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ระหว่าง “ทีมธนาธร” ที่อ้างว่าโอนหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. โดยเป็นการโอนขายให้แม่ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ต่อมาแม่โอนหุ้นต่อไปให้หลาน 2 คน แต่แล้วหลานทั้ง 2 คนโอนหุ้นกลับมาให้แม่อีกรอบ ส่วนเช็คค่าโอนขายหุ้นยังไม่ได้นำไปขึ้นเงิน โดยเช็คเก็บไว้ที่เมีย “รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ขณะที่ฝ่ายกกต. ในฐานะผู้ร้องไม่เชื่อในคำกล่าวอ้าง แต่เชื่อตามเอกสารราชการที่ปรากฏ เชื่อว่าธนาธรถือหุ้นสื่อจริง ทำธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ปมหุ้นสื่อของธนาธรจะออกหัวหรือก้อย ว่ากันไปตามกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ผลร้ายแรงในทางลบก็คือตัดสิทธิทางการเมือง

แต่ที่หนักกว่า ร้ายแรงกว่าหุ้นสื่อ คือกรณีให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินตามที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้องมือฉมัง เข้ายื่นเรื่องและให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กรณีให้ตรวจสอบ “ธนาธร” ที่ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจำนวน 110-250 ล้านบาท โดยพฤติการณ์การให้เงินกู้ของนายธนาธร และการรับเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการกระทำที่อาจไม่ชอบด้วยพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 66 ที่ระบุว่าบุคคลจะบริจาคหรือให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทไม่ได้ ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินในระดับ 110-250 ล้านบาท น่าจะขัดต่อกฎหมาย

เรื่องเงินกู้อนาคตใหม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ “ธนาธร” ถูกการเมืองขั้วตรงข้ามตามขุดคุ้ย แต่เป็นเรื่องปลาหมอตายเพราะปาก สะท้อนถึงมือใหม่ทางการเมืองจนหลุดปากพูดในเรื่องที่นักการเมืองเขาไม่พูดกัน หลักฐานจึงปรากฏตามคำบรรยายที่ “ธนาธร” ได้พูดกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยาน แต่จะครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอให้เชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อเมื่อนำไปประมวลรวมกับบัญชีรับ-จ่ายของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อพิสูจน์ถึงที่มาของได้เงินและการใช้จ่ายเงินของพรรคอนาคตว่าผิด-ถูกอย่างไร

หากประเด็นเงินกู้เป็นความผิด วงเงินกู้ยืมในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทจะต้องตกเป็นของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง “ธนาธร” ส่อเผชิญโทษปรับ จำคุก และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ส่วนกรรมการบริหารพรรคอาจจะถูกถอดถอนยกชุด และหากหมากเกมการเมืองเดินถึงไปจุดที่ขั้วแม่เหล็กของพรรคสิ้นสภาพ … จะเป็นการเปิดตลาดให้เลือกช็อป 80 ส.ส.ของค่ายส้มหวาน

นอกจากนี้ยังมี “เซอร์ไพรส์” กรณีที่ศาลรัฐธรรรมนูญ เพิ่งมีคำสั่งไปหมาดๆ รับคำร้อง ของนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ไปยื่นคำร้องแบบเงียบๆ จนแทบไม่มีใครรู้ว่ามีเรื่องนี้ด้วย โดยร้องว่าพฤติกรรมการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรครวมถึงข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ที่มีการเขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลคดีนี้จะออกมาอย่างไร และถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด

ไม่เพียงคำร้องหวังเด็ดหัวขบวนการเมืองซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว ยังมียุทธการเตะตัดขา เอาคืนกันด้วยการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ การถือครองหุ้นสื่อของส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยคำร้องตรงที่ส่งถึงกกต.ยังค้างอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานกกต. พรรคร่วมฝ่ายค้านชิงโอกาสใช้สภาเป็นช่องทางในการยื่นเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยการถือครองหุ้นสื่อของ 32 ส.ส.ซีกรัฐบาล ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึง 21 คน โดยการต่อสู้คดีเฮือกแรกของทีมกฎหมาย พปชร. นำโดย “ทศพล เพ็งส้ม” ถือว่าโล่งไปหนึ่งเปลาะ หลังศาลไม่สั่งให้ส.ส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนส่งผลสั่นคลอนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและการทำงานในสภาเหตุเพราะฝ่ายรัฐบาลกุมเสียงส.ส.มากกว่าฝ่ายค้านไม่ถึง 10 เสียง

ทั้งนี้ ส.ส.ซีกรัฐบาล ผู้ถูกร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาส่งคำชี้แจงและเอกสารประกอบออกไปอีก 30 วันนับแต่วันครบกำหนดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งการขอคัดสำเนาเอกสารจากทางราชการยังไม่แล้วเสร็จ เอกสารบางส่วนยังไม่ได้รับจาก กสทช. และเมื่อได้รับแล้วฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังต้องทำสำเนาส่งศาลรัฐธรรมนูญ 9 ชุด ทำให้เอกสารประกอบคำชี้แจงของ ส.ส.บางคนมีมากกว่า 1,000 แผ่น

ส่วนการแก้เกมยื่นคำร้องให้ผ่านประธานสภา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการลอกสูตรเอาคืนกับ 33 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน แบ่งเป็น พรรคอนาคตใหม่ 21 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคเสรีรวมไทย 3 คน และพรรคเพื่อชาติ 4 คน

ยุทธวิธีเตะตัดขาด้วยปมหุ้นสื่อยังลามไปถึงส.ว. โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 1/2562 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำสั่งของคสช.ฉบับดังกล่าวเป็นเพียงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองเสนอรายชื่อส.ว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นการออกกฎหมายที่มีผลให้บังคับเป็นการทั่วไป

จากนั้น “เรืองไกร” ได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดขอให้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการให้การกระทำของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. เป็นอันใช้บังคับมิได้ เนื่องจากการประชุมไม่เป็นทางการ องค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่ใช่การประชุมตามขั้นตอน นอกจากนี้การไม่มีระเบียบคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ออกมาในราชกิจจาฯ จึงไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน “เรืองไกร” ได้ยื่นเรื่องถึง กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ 27 ส.ว. โดยระลอกแรกยื่นตรวจสอบสมาชิกภาพของ 21 ส.ว. อาจต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ และระลอกที่ 2 ยื่นตรวจสอบ ส.ว.อีก 6 ราย ทั้งนี้ “เรืองไกร” ตั้งเป้าที่จะตรวจสอบการถือหุ้นของส.ว.อีกกว่า 400 คน ทั้งที่อยู่ในบัญชีสำรองและผู้ได้รับการคัดเลือกในรอบแรก รวมถึงประกาศจะตรวจสอบคุณสมบัติ “ครม.ประยุทธ์ 2” อีกด้วย

นับจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป คดีที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญจะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้การเมืองไทยควบคู่ไปกับการสืบสวนสอบสวนสำนวนคำร้องต่างๆ ในชั้นกกต. ก่อนส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ เหล่ากองเชียร์และกองแช่งยังต้องเกาะติดขอบสนามการต่อสู้คดีของ 2 ขั้วการเมือง โดยผลการวินิจฉัยของศาลในทุกคดี ล้วนส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองไทย

“พ่อฟ้า” เดินสาย เขย่าฐานท้องถิ่น “พ่อมดดำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อฟ้า” เดินสาย เขย่าฐานท้องถิ่น “พ่อมดดำ”

25 กรกฎาคม 2562 – 11:16 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนาธร,ธนาธรเดินสาย,เดินสาย,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายกฯ อบจ,พื้นที่อีสาน,นครพนม,สกลนคร,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพังประชารัฐ,พ่อมดดำ,สุชาติ ตันเจริญ
เปิดอ่าน 3,963 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 ก.ค.62

******************

ก่อนทำศึกอภิปรายนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ ในช่วงวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปพบแกนนำพรรคใน จ.นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี และนครราชสีมา ทำให้คอการเมืองเฝ้าจับตา เพราะพรรคอนาคตใหม่ประกาศจะส่งผู้สมัครลงแข่งขันระดับท้องถิ่น 15-20 จังหวัด

เบื้องต้นพรรคอนาคตใหม่ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจจะลงเลือกตั้งท้องถิ่น โดยสมัครผ่านระบบออนไลน์ ระหว่าง 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2562 จังหวัดไหนซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคในการส่งเลือกตั้งท้องถิ่น จะมีกี่ทีมมาสมัครก็ได้

ลุยชายขอบชายโขง

วันที่ 23 กรกฎาคม นี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พบปะสมาชิกพรรคและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในจังหวัดภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่ จ.นครพนม

ธนาธร พบกับสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ นครพนม

เป้าหมายของเราคือการเขย่าการเมืองท้องถิ่น ต่อไปนี้การเลือกตั้งท้องถิ่นของประเทศไทยจะต้องเป็นการแข่งขันที่นโยบาย ไม่ใช่การแข่งขันที่นามสกุลอีกต่อไป เราจะทำให้การเมืองท้องถิ่นแบบเก่าสูญพันธุ์ ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะในจังหวัดที่เราส่งลง ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำให้ทุกคนต้องลงมาแข่งขันกันด้วยนโยบาย เพราะสุดท้ายผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็คือประชาชน”

สมาชิกบายศรีสู่ขวัญธนาธรที่นครพนม

ต่อจากนั้น ธนาธร เดินทางต่อไปยัง จ.มุกดาหาร จ.อุบลราชธานี และสิ้นสุดการเดินทางที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ โดยการเดินทางครั้งนี้ ธนาธรเน้นการลงมารับฟังความคิดเห็นในด้านนโยบาย และการเตรียมตัวเข้าสู่การส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น

เหตุที่ธนาธรต้องตีรถด่วนมาภาคอีสาน เพราะเริ่มมีการแอบอ้างเป็นตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ จัดทีมผู้สมัครนายก อบจหรือนายกเทศมนตรีกันแล้ว 

สมชอบ” ดับอนาคตใหม่

ธนาธร” ยึดโรงแรมพักพิงอิงโขง ใจกลางเมืองนครพนม เป็นที่นัดพบสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งในการเลือกตั้ง ส..ที่ผ่านมา ผู้สมัครของพรรค ประกอบด้วย พิศาล บุพศิริ อดีตแกนนำชมรมค่ายอาสาพัฒนารามอีสานปราณี แสนมิตร แกนนำเสื้อแดง อ.เรณูนครและพนมศิลป์ เจริญราษฎร์ อดีตคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม(สายเพื่อไทยได้คะแนนเฉลี่ย 8-9 พันคะแนน

หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คงเห็นความตั้งใจของทีมงานนครพนม จึงหวังที่จะปักธงท้องถิ่นในสนามเลือกตั้งนายก อบจนครพนม 

ด้านเจ้าถิ่น “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม ที่ได้ตำแหน่งคืนเมื่อปลายปี 2561 ก็เดินหน้าตุนคะแนนเสียง และในแฟนเพจ Somchop Nitipoj ก็มักจะแชร์ข่าวเชิงลบของพรรคอนาคตใหม่อยู่บ่อยๆ

สมชอบ นิติพจน์ นายกฯ อบจ. นครพนม

ถ้ายังจำกันได้ หลังเข้ารับตำแหน่ง สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ได้ปลด สุจินดา ศรีวรขาน รองนายก อบจคนที่ ภรรยาไพจิต ศรีวรขาน และพูนสุข โพธิ์สุ รองนายก อบจ.คนที่ ภรรยาศุภชัย โพธิ์สุ ทำเอาสภากาแฟชายโขงเม้าท์มอยสนุกปาก

สมชอบ กับ ศุภชัย” และ ไพจิต คั่นกลางด้วยนางเอกดัง

ดังที่รู้กัน ตอนเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 “สมชอบ” จับมือ “ศุภชัย” และ “ไพจิต” สู้กับทีมเพื่อไทยสาย พล..ชวลิต ยงใจยุทธ เอาชนะหลานสาวบิ๊กจิ๋วขาดลอย แต่เลือกตั้ง ส..2562 “สมชอบ” อาสาช่วยพรรคพลังประชารัฐ เลยต้องแยกทางกับเกลอเก่า 

รอดูเลือกตั้งนายก อบจ.เที่ยวหน้า “สมชอบ” จะจับมือกับใครเพราะปีกเพื่อไทยนครพนม ก็เละตุ้มเป๊ะอยู่

ท้องถิ่นสายพ่อมดดำ

เมื่อ กรกฎาคม 2562 ในงานสวดพระอภิธรรมศพ สุภา ตันเจริญ มารดาของ “สุชาติ ตันเจริญ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ ณ วัดเกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี พล..อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี

สุชาติ ตันเจริญ กับทีมงานท้องถิ่น

ปรากฏว่า “นายก อบจ.อีสาน” สายพ่อมดดำ ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมกันพร้อมหน้า ไล่มาตั้งแต่ “ครูต่าง” ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนครสมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนมยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคายมลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร และ “เสี่ยป้อม” สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร

ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทีมนายก อบจ.สายพ่อมดดำ ได้ช่วยผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ประสบชัยชนะ เพราะกระแสทักษิณ ในโซนอีสานเหนือยังแรงจัด 

พ่อมดดำ” ดูแลนักการเมืองท้องถิ่นอีสานเหนือ โดยมอบนโยบาย “ไม่มีพรรค ท้องถิ่นมีแต่เพื่อน”