70 ปีทักษิณ ปล่อยข่าว “วางมือ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

70 ปีทักษิณ  ปล่อยข่าว “วางมือ”

25 กรกฎาคม 2562 – 10:45 น.
รักแผ่นดิน,ทักษิณ,ชินวัตร
เปิดอ่าน 4,290 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ก่อนวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 70 ของ ทักษิณ ชินวัตร เขาโพสต์ IG ไม่จัดงานวันเกิดในปีนี้ พร้อมๆ กับข่าวที่ปล่อยผ่านคนใกล้ชิดอย่าง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในทำนองว่า “นาย”จะวางมือทางการเมือง โดยทุกอย่างมีบรรยากาศ “เจือสม”ต่อข่าวการยุติการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ “หนีคดี”

ทั้งการปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทย ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค เป็นการตกลงกันของ “2 เจ๊” โดยไม่เข้าไป “กดปุ่ม” ดังเช่นอดีตที่ผ่านมา การเลิกจัดงาน ครบรอบวันเกิดดังเช่นทุกปี และการ หยุดการเคลื่อนไหวปั่นป่วนการเมืองในประเทศ พร้อมๆ กับการให้คนใกล้ชิดในแวดวงการเมืองและธุรกิจ บอกปล่อยข่าวว่า “ทักษิณ ในวัย 70 หยุดเคลื่อนไหวแล้ว”

ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่า ทักษิณจะ “วางมือ”สนิท เพราะ เคยประกาศด้วยตัวเองมาแล้ว 6 หน ตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อ 1 มกราคม 2551 ที่ว่า “ผมจะวางมือทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น” และอีก 5 ครั้งต่อมา รวมทั้งผ่านคนสนิทอีก 2 ครั้ง คือผ่าน นพดล ปัทมะ และ พานทองแท้ ชินวัตร

แต่ทั้งหมด ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยวางมือจริง และยังคงคิด “เอาชนะ”เพื่อให้กลับเข้ามาสู่อำนาจไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนกว่า “ชีวิตจะหาไม่”

ดังนั้นข่าวการ “วางมือ” ของทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นสิ่งที่เชื่อและวางใจ “ไม่ได้” แต่อาจจะเป็นการ “แกล้งตาย” รอจังหวะ โอกาสและเวลา ที่จะลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วง “หลบเลียแผล” จากการเดินเกมพลาด ทั้งยุทธศาสตร์แตกแบงก์พัน การกระทำที่ไม่บังควร และการพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ไม่มีประโยชน์ ที่จะต่อสู้อยู่อย่างเดิม ความนิยม ของทักษิณ ชินวัตร ถูกลดลง ด้วยการแทนที่โดยคนใหม่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงต้องปล่อยให้ ธนาธร ทำหน้าที่แทน

ขณะที่ในแง่พรรค “มันสมองซีกซ้าย”ได้ถอนยวงออกจากพรรคเพื่อไทย คงเหลือแต่นักการเมืองอาชีพล้วน ก็ต้องปล่อยให้เดินเกมในสภา ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในขณะนี้

รอสถานการณ์ทั้งในและนอกสภา“สุกงอม”พอที่จะล้มรัฐบาล เมื่อนั้น ถึงจังหวะ เวลาที่จะออกโรงอีกครั้ง การนิ่งเงียบขณะนี้ทำให้ไม่ต้อง“จ่าย”ค่าท่อน้ำเลี้ยง และสามารถเปิดทางในการเจรจา“ต่อรอง”บางเรื่อง จึงเลือกทาง“นิ่งเสียตำลึงทอง

‘จอมพล ป.-ทักษิณ’ส่วนผสม “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘จอมพล ป.-ทักษิณ’ส่วนผสม “บิ๊กตู่”

25 กรกฎาคม 2562 – 08:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,จอมพล ปพิบูลสงคราม,นายกรัฐมนตรี,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 25,276 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลสุ่มยิง

ถึงจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม บริหารประเทศได้ครบวาระ 4 ปี อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศกลางวงสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

แม้ทั้งคู่เตรียมสลัดภาพทหาร ลุยงานการเมืองเต็มตัวในฐานะหัวหน้าพรรค และประธานที่ปรึกษาพรรค หวังเข้ามาบริหารจัดการเรื่องภายในแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาลให้มั่นคงยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องประสานกับนักการเมือง

ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1 จะเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมกลยุทธ์และวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิม แต่รูปแบบยังยึดจากประสบการณ์การทำงาน 5 ปี นำมาต่อยอดให้ก้าวแต่ละก้าวของรัฐบาลเดินไปด้วยความมั่นคง แม้อำนาจพิเศษมาตรา 44 จะสลายไปพร้อมๆ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะมี กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เป็นมือเป็นไม้ในการบริหารจัดการประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้เล็งเห็นล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงออกคำสั่ง คสช.51/2560 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรี แม้จะมีเนื้อหากว้างๆ ไม่ได้ระบุเจาะจง แต่อำนาจหน้าที่ไปครอบคลุม คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเตรียมการมาดีอย่างไร แต่ยังมีจุดเสี่ยงทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม คือเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ที่แก้ไม่ตรงจุดมายาวนานและส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน ที่สำคัญตัวเลขทางเศรษฐกิจระดับมหภาคแม้ว่าจะดีแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องกลุ่มทุนมากกว่าในระดับพื้นที่

ในขณะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล ที่กำลังจะแถลงต่อรัฐสภาแต่การดำเนินการแก้ไขน่าจะทำเท่าที่ทำได้ เช่น การแก้กฎหมายเลือกตั้ง หรือข้อติดขัดที่เป็นปัญหาในห้วงที่ผ่าน โอกาสจะรื้อทั้งฉบับเป็นศูนย์ซึ่งจะไม่ตอบโจทย์ของบางกลุ่ม โดยเฉพาะฝ่ายค้านนำขยายผลต่อ อาจสร้างปัญหาในอนาคตได้

ในอดีต รัฐบาลสามารถบริหารประเทศครบ 4 ปี ยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ทำรัฐประหารตัวเอง โดยอ้างเหตุรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 ไม่สะดวกต่อการบริหารประเทศชาติ และไปใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 โดยได้แก้ไขเพิ่มเติม ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติกลับมามีสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภา 2 ประเภท โดยคณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลในคณะและข้าราชการทหารพลเรือนเป็นสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกสภาประเภทที่ 1 ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

แต่หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ คือบุคคลสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สามารถบริหารประเทศครบ 4 ปี ภายหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และยังทำสถิติเป็นพรรคการเมืองแรกที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จเมื่อปี 2548 แม้สุดท้ายถูกรัฐประหารในปี 2549 ก็ตาม

นายกรัฐมนตรี 3 ท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและวิธีการบริหารประเทศที่ความแตกต่างกัน ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือต้องการสร้างชาตินิยม และความมีระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นกับคนไทย แต่ ‘จอมพล ป.พิบูลสงคราม’ เป็นผู้นำเด็ดขาดและใช้ความรุนแรงมากกว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ในขณะที่ ‘ทักษิณ’ ใช้วิธีบริหารจัดการแบบเผด็จการ

แต่ปัจจัยทำให้ ‘ทักษิณ’ ประสบความสำเร็จทางการเมือง บริหารประเทศครบวาระ 4 ปี เนื่องจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไทยรักไทย ยึดประชาชนเป็นฐาน โดยเฉพาะการสร้างการยอมรับผ่านโครงการประชานิยมที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และบ้านเอื้ออาทร แม้หลายโครงการมีปัญหาในการดำเนินการ และความโปร่งใสก็ตาม

ส่วน ‘พล.อ.ประยุทธ์’ น่าจะเป็นส่วนผสมระหว่าง ‘จอมพล ป.พิบูลสงคราม’ กับ ‘ทักษิณ’ ที่ผ่านสนามเลือกตั้ง โดยมีต้นกำเนิดจากรัฐประหาร และความพยายามทำให้ประชาชนยอมรับโดยใช้โครงการประชานิยม ในรูปแบบ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ เช่น ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านถุงเงินประชารัฐ ร้านก๊าซหุงต้ม ค่าขึ้นรถ บขส.-รถไฟ-รถไฟฟ้า หรือนโยบายมอบเงิน 500 บาทเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

ต้องยอมรับว่าตลอด 5 ปีผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ทำโครงสร้างพื้นฐานไว้มาก หากผลิดอกออกผล เชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะคมนาคม เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ ถนนหลายเส้น รวมถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม แต่ที่ขาดไปและเป็นสิ่งที่ ‘ทักษิณ’ มีในห้วง 4 ปีการบริหารประเทศ คือโครงสร้างพื้นฐานเกษตรกรรม  จึงทำให้ได้รับความนิยมจากคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน

ต้องรอดูกันต่อไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ รัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์’ จะสามารถยืนระยะได้นานแค่ไหนในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน กับปัญหาที่ถาโถมกันเข้ามาทั้งเรื่องปากท้องประชาชน การควบคุม ส.ส.ทั้งในส่วนของพรรคร่วมและฝั่ง พปชร.ไม่ให้แตกแถว  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยทำให้ ‘รัฐบาลประยุทธ์ 2/1’ อยู่ไม่ครบเทอม

ป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์

25 กรกฎาคม 2562 – 07:06 น.
ไลน์,ค่าบริการ
เปิดอ่าน 2,728 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562

ปัจจุบันกฎหมายด้านคอมพิวเตอร์หรือสื่อออนไลน์ของไทยได้ปรับปรุงพัฒนาเพื่อตามให้ทันเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นช่องทางในการกระทำผิดก่ออาชญากรรมมากมาย ซึ่งจะเห็นได้จากคดีที่มีการหลอกลวงเหยื่อทั้งทรัพย์สินเงินทองและการกระทำผิดต่อร่างกาย อาทิ หลอกลวงไปขืนใจ มีเกิดขึ้นมากมายและสูงขึ้นทุกปี ยังไม่นับรวมการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งประกอบอาชญากรรม เป็นแหล่งขายสิ่งผิดกฎหมายทั้งอาวุธปืนเถื่อนและยาเสพติด และที่เป็นปัญหาไม่แพ้กันคือกรณีการเผยแพร่รูปภาพหรือคลิปอนาจารลามกในสื่อออนไลน์ที่ระบาดอย่างมากจนน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อเยาวชนเด็กนักเรียน และล่าสุดก็ยังมีกรณีเปิดห้องลับให้สมัครสมาชิกได้ชมโชว์วาบหวิวจากเน็ตไอดอลจนเกิดกระแสจากสังคมตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ลดน้อยลงหรือหมดไปได้

ไม่เพียงเท่านั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถไลฟ์สดทางออนไลน์ได้ตลอดเวลาและสามารถให้มีผู้เข้าชมรวมถึงแสดงความคิดเห็นได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีการส่งของขวัญที่ตีเป็นมูลค่าเงินหรือเรียกง่ายๆ ว่าจ่ายเงินเรียลไทม์นั่นเองได้ด้วย ยิ่งกลายเป็นช่องทางสำหรับคนบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมส่อลามกอนาจาร ซึ่งบ่อยครั้งที่เรารับทราบถึงเยาวชนไลฟ์สดโชว์เรือนร่างเพื่อแลกยอดไลค์หรือความนิยมและแลกของขวัญเงินทองจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องว่าให้มีการป้องปรามหรือต้องมีการตรวจสอบเซ็นเซอร์ แต่ดูเสมือนว่ายังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวกลับทวีมากขึ้นเช่นกรณีจับกุมเน็ตไอดอล 2 รายทำการไลฟ์สดลักษณะลามกอนาจารเชิญชวนเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายแล้วยังเป็นการบ่อนทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคมไปด้วย

 พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายกระทำผิดในโลกออนไลน์ตามกฎหมายอาจพอสรุปได้เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ที่คนทั่วไปควรจะทำความเข้าใจและไม่กระทำเรื่องเหล่านี้ เช่น 1.เผยแพร่สร้างข่าวลือให้เกิดความแตกตื่นสับสน 2.เผยแพร่รูปหรือคลิปเปลือยกายลามก แม้จะเป็นแอคเคาน์ท์ส่วนตัวก็มีความผิดทางกฎหมาย 3.หมิ่นประมาทให้ร้ายผู้อื่น 4.ตัดต่อภาพหรือคลิปทำให้คนอื่นเสียหาย 5.ล้วงข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น 6.แก้ไขหรือดัดแปลงข้อความผู้อื่นทำให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหาย 7.แชร์ข้อมูลเท็จอันก่อผลเสียต่อส่วนรวมและทำลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น แม้จะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังมีความผิด 8.ความผิดฐานแชร์ข้อความลูกโซ่ที่ไม่เป็นความจริงหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งอาจทำให้คนรับสารเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ

ต้องยอมรับว่าสื่อลามกในโลกออนไลน์ทั้งเว็บโป๊ ไลน์ลับ และแอพพลิเคชั่นเฉพาะกลุ่มยังมีอยู่กลาดเกลื่อน โดยสถิติเมื่อปี 2561 ได้มีการปิดเว็บไซต์เผยแพร่ภาพลามกเด็กไป 1,500 เว็บ ยังไม่รวมกับสื่อลามกในอินเทอร์เน็ตอื่นๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นจากต่างประเทศที่มีการควบคุมและตรวจสอบได้ยาก จึงสะท้อนว่าสื่อลามกในโลกโซเชียลมีเดียยังต้องการการทำงานที่เข้มข้นและต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึงครอบครัวที่ต้องช่วยสอดส่องดูแลเยาวชนให้รู้จักใช้สื่อโซเชียลฯ ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสม รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ด้วย เพราะเมืองไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ที่ทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้หมดแล้วยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์ อย่าให้ผุดเกลื่อนเมืองบั่นทอนรากฐานของสังคม

เปิดข้อมูลลับ “ยูเอฟโอ” ตรวจจับด้วย “เรดาร์ทหาร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380844?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดข้อมูลลับ “ยูเอฟโอ” ตรวจจับด้วย “เรดาร์ทหาร”

24 กรกฎาคม 2562 – 12:40 น.
เรดาร์ทหาร,ยูเอฟโอ,มนุษย์ต่างดาว
เปิดอ่าน 10,488 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

จนถึงวินาทีนี้มนุษย์ทั่วโลกยังคงโต้แย้งกันไม่เลิกราว่า “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “ยูเอฟโอ” มีจริงหรือไม่? ปริศนาลึกลับนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทุกครั้งที่มีใครเอาหลักฐานน่าเชื่อถือมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน…โดยเฉพาะหลักฐานล่าสุดที่กองทัพอากาศเกาหลีใต้สั่ง “เครื่องบินขับไล่” หลายลำขึ้นไปลาดตระเวนแถวชายแดนเกาหลีเหนือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จองอึน กำลังพบปะเจรจาครั้งประวัติศาสตร์…

ทำเอาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทบหยุดหายใจ โดยอ้างว่าตรวจพบจานบินต้องสงสัย “ยูเอฟโอ” บินอยู่น่านฟ้าบริเวณนั้นพอดี…..

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ขณะที่ผู้นำ 2 ประเทศนัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์ที่หมู่บ้านพันมุนจอม เพื่อเจรจาปัญหาปลดอาวุธนิวเคลียร์เหนือคาบสมุทรเกาหลีหลังผู้นำเดินทางกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก็มีฝูงเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้บินเข้ามาลาดตระเวนส่งเสียงกึกก้องไปทั่วชายแดน

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานข่าวว่า เป็นเพราะเรดาร์ทหารตรวจเจอ “วัตถุบินได้ลักษณะน่าสงสัย” ลอยผ่านข้ามเส้นเขตแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ จึงต้องส่งเครื่องบินไปลาดตระเวนดูว่าพบอะไรผิดปกติหรือไม่ ขณะที่สื่อยักษ์ใหญ่จากจีน “เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์” เปิดเผยบทสัมภาษณ์แหล่งข่าววงในว่า กองทัพเกาหลีใต้กล้าส่งฝูงบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์หลายลำเข้าไปเพราะในจอเรดาร์ตรวจพบ “จานบินลึกลับ (UFO)” แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงร่องรอยจานบินลึกลับอีก มีเพียงคำตอบสั้นๆ จากกองทัพว่าวัตถุที่เห็นเป็นเพียง “ฝูงนก” เท่านั้น
คำตอบข้างต้นสำหรับคนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเรื่องน่าตลกขบขัน แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการบินและวิศวกรรมการบินแล้ว การวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจาก “เรดาร์ไฮเทคของกองทัพทหาร” ไม่น่าเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะช่วงนั้นเป็นการประชุมระดับสุดยอดที่ต้องตรวจเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นทุกอณูขุมขนจากประเทศใกล้เคียงเกาหลีเหนือทั้งหมด ประมาณว่าต้องระดมเทคโนโลยีสุดยอดของกองทัพเกาหลีใต้ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เข้ามาประชิดติดชายแดนทั้งหมู่เกาะเกาหลีเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนแรกที่มาเยือนแถวนี้ในรอบ 60 ปี

ระดับการเตรียมพร้อมเพื่ออารักขาท่านผู้นำสูงสุดของโลก ต้องไม่มีความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ “สัญญาณเรดาร์ไฮเทค” จะวิเคราะห์ฝูงนกเป็น “จานบินยูเอฟโอ” ยิ่งไปกว่านั้นก่อนท่านนายพลกองทัพอากาศเกาหลีใต้จะกล้าสั่งฝูงบินรบออกไปลาดตระเวนฉุกเฉิน คงสั่งให้ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกและอาจตรวจยืนยันกับหน่วยเรดาร์อากาศของประเทศอื่นด้วย

หากตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยรายงานข้อมูลลับสุดยอดจากหน่วยข่าวกรองของอเมริกาที่ชื่อว่า “รายงานการตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุได้” จำนวนหลายฉบับ เป็นการอ้างถึง ยูเอฟโอ เข้ามาขัดขวางการฝึกซ้อมรบของนักบินสหรัฐ

ทั้งนี้คำว่า “ยูเอฟโอ” ย่อมาจาก UFO : Unidentified Flying Object หมายถึง วัตถุบินได้ที่มีอยู่จริง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นคำจำกัดความโดยกองทัพอากาศสหรัฐ แปลเป็นภาษาชาวบ้านเรียกกันง่ายๆ แบบไทยๆ ว่า “จานบินลึกลับ” หรือ จานบินยูเอฟโอ

ย้อนไปเดือนที่แล้ววันที่ 20 มิถุนายน 2562 “มาร์ก วอร์เนอร์” ตัวแทนคณะกรรมการด้านข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ออกมาให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นเกี่ยวกับการแจ้งเตือนจานบินลึกลับจากกองทัพมาหลายครั้งแล้ว ทำเป็นสรุปรายงานได้หลายฉบับ หลังจากนักบินกองทัพเรือสังเกตเห็นหลักฐานทางเรดาร์ว่ามีวัตถุบินได้เคลื่อนไหวรวดเร็วมาก แต่ไม่สามารถระบุว่าเป็นอากาศยานประเภทอะไร จึงใช้คำว่า “ยูเอฟโอ” เข้ามาในเขตหวงห้ามขณะมีการฝึกซ้อมรบทางอากาศ ทำให้นักบินเสี่ยงตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็น และถือเป็นการคุกคามความมั่นคงประเทศด้วย มีการพบเห็นบ่อยครั้งบริเวณน่านฟ้าของรัฐฟลอริดาและรัฐเวอร์จิเนีย

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวรีบไปดักเอาไมโครโฟนจ่อปากท่านประธานาธิบดีทรัมป์ทันที คำตอบคือ “หลายคนรายงานว่าเห็นยูเอฟโอ ถามว่าผมเชื่อเปล่า ผมตอบได้เลยว่าไม่เชื่อแน่นอน”

แม้ว่าท่านประธานาธิบดี “ไม่เชื่อ” แต่ผู้เชี่ยญชาญหลายฝ่ายพร้อมใจกันขุดค้นหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “สิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก”
โดยตั้งต้นจากหลักฐาน 2 ชิ้นที่น่าสนใจ คือ 1.หลักฐานจาก “จอเรดาร์ไฮเทคป้องกันภัยทางอากาศ” ที่พัฒนาเทคโนโลยีคลื่นวิทยุตรวจจับวัตถุในท้องฟ้าไปในระดับไฮเทคนานหลายปีแล้ว และไม่ใช่แค่ตรวจจับได้ในชั้นบรรยากาศทั่วไปเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาถึงขั้นตรวจจับนอกชั้นบรรยากาศหรือท้องฟ้าไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ด้วยการใช้คลื่นสะท้อนวัตถุที่พบเห็นกลับมายังพื้นดินได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้างหลายร้อยกิโลเมตรภายในชั่วพริบตาเดียว เพราะฉะนั้นระบบเรดาร์ของกองทัพสหรัฐที่พบเจอและส่งเสียงยืนยันการตรวจพบ “จานบินหรือวัตถุลึกลับ” ที่ไม่สามารถระบุรูปร่างได้นั้น มีโอกาสผิดพลาดแทบจะเป็นศูนย์

หลักฐานชิ้นที่ 2 ได้แก่การปิดบังข้อมูล โครงการเอเอทีไอพี (Advanced Aviation Threat Identification Program) หรือ โครงการพิสูจน์ภัยคุกคามทางอากาศระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐที่ต้องการศึกษาวิจัยและสืบสวนว่าวัตถุลึกลับที่บินได้เหล่านี้เป็นภัยความมั่นคงต่อมนุษย์โลกหรือไม่ มีการจัดสรรงบประมาณให้นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ตั้งแต่ปี 2007 จำนวนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ เมื่อถูกซักถามมากๆ ก็สั่งปิดโครงการไปหลังจากเปิดตัวได้ไม่กี่ปี แต่หลายคนสงสัยว่า “ปิดโครงการ” จริงหรือไม่ หรือเอาไปแอบซ่อนไว้ในโครงการอื่นของกองทัพสหรัฐแทนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น

ความลับของโครงการเอเอทีไอพี ถูกเปิดเผยจากอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนหลังจากลาออกว่า มีหลักฐานการค้นพบอากาศยานที่สมรรถนะล้ำเลิศเกินฝีมือมนุษย์จะสร้างได้จริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดหรือหลักฐานอื่นๆ ได้ เพราะเป็นความลับสุดยอดของประเทศ
ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ผู้สนใจศึกษาเรื่องยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวของประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า ขณะนี้ในต่างประเทศสนใจศึกษาเรื่องนี้มากเพราะเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นการตรวจพบวัตถุประหลาดเหล่านี้ก็มีมากขึ้นในหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย อเมริกา จีน
“ในจักรวาลมีดาวเป็นล้านๆ ดวง นาซาเองตรวจพบดาวที่มีบรรยากาศคล้ายโลกเราไม่ต่ำกว่า 3 พันดวง ทำไมถึงคิดว่ามีแค่โลกเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตได้ ดาวอื่นก็มีสิ่งมีชีวิตได้เหมือนกัน แต่เมืองไทยเป็นประเทศยากจน คนมีการศึกษาน้อย ผมจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนที่เรียนก็มีนักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาเรื่องนี้กันเยอะแยะ วันนี้ผมอายุ 83 ปีแล้ว เทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาคงก้าวหน้าไปเยอะมาก มีโครงการวิจัยติดต่อมนุษย์ต่างดาวหลายโครงการ โดยเฉพาะของกองทัพอากาศ ถ่ายภาพหลักฐานเอามาเปิดเผยกันทั่วไป แต่ในเมืองไทยถ้าใครศึกษาหรือพูดถึงเรื่องนี้จะถูกหาว่าเป็นคนบ้า ทำให้คนไม่กล้าพูด”
นพ.เทพนม เคยใช้เวลานานกว่า 4 ปี ในการตั้งสติและเพ่งสมาธิไปยังท้องฟ้าเพื่อส่งกระแสจิตติดต่อพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาว พร้อมถ่ายรูปจานบินยูเอฟโอเก็บไว้หลายภาพด้วยกัน โดยกล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า
“มีมนุษย์ต่างดาวมาเตือนว่าน้ำจะท่วมโลก ท่วมประเทศไทย อาจเป็นอุกกาบาตพุ่งชนก็ได้ คนไทยที่มีสตางค์หลายคนไปซื้อที่ดินบนภูเขาเตรียมย้ายบ้านไปอยู่แถวกาญจนบุรีและเพชรบูรณ์ เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีคงได้พิสูจน์กันว่าคำเตือนจากเพื่อนมนุษย์ต่างดาวนี้เป็นจริงหรือไม่”

ใครที่สนใจศึกษาเรื่อง ยูเอฟโอ หรือจานบินลึกลับ มนุษย์ต่างดาว สิ่งมีชีวิตนอกโลกสามารถค้นหาในเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ได้หลายแห่งด้วยกัน มีการแลกเปลี่ยนเรื่องราวและรูปภาพน่าสนใจเกี่ยวกับยูเอฟโอในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

วินาทีนี้ยังไม่มีองค์การนานาชาติใดที่กล้าระบุว่า “ยูเอฟโอมีจริง” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีหน่วยงานใดรวมถึงนาซากล้าออกมายืนยันปฏิเสธว่า “ยูเอฟโอไม่มีจริง”!?!

ศึกวังน้ำเขียว “ดำรงค์” รู้จักมั้ย “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกวังน้ำเขียว “ดำรงค์” รู้จักมั้ย “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก”

24 กรกฎาคม 2562 – 11:17 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,รีสอร์ทวังน้ำเขียว,สปก,สปก4-01,พรรค​พลังประชารัฐ,การ์มองเต้​ รีสอร์ท,วังน้ำเขียว,อุทยานแห่งชาติทับลาน,กลุ่มสามมิตร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,แรมโบ้อีสาน,ปากช่อง
เปิดอ่าน 12,159 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดน “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 ก.ค.62

******************** 

อันเนื่องจากพรรค​พลังประชารัฐได้ยกขบวนไปจัดงานสัมมนาที่​ 88​ การ์มองเต้​ รีสอร์ท​ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว​ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

ดำรงค์ พิเดช” ..บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และอดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงรีสอร์ทแห่งนี้ เคยถูกกรมอุทยานฯ ดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติทับลานมาก่อน จึงตั้งคำถามว่า ตามมารยาทแล้วควรหรือไม่ที่ฝ่ายการเมืองจะไปใช้สถานที่อย่างนี้

เสี่ยเบี้ยว” แห่งสามมิตร

บ่ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐ​ “สมศักดิ์ พันธ์เกษม” ส..นครราชสีมา​ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีงานสัมมนาที่​ 88​ การ์มองเต้​ รีสอร์ท​ อ.วังน้ำเขียว​ ซึ่งตัวเขาก็ทราบว่ามีปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ก็มีความตั้งใจที่จะไป ส..ไปประชุมรีสอร์ทดังกล่าว 

เสี่ยเบี้ยวแถลงข่าวกรณี 88 การ์มองเต้ วังน้ำเขียว

จะว่าไปแล้วปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับราษฎร ที่ อ.วังน้ำเขียว นับว่าเป็นมหากาพย์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อปี 2555 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ดำเนินคดีจับกุม ตรวจยึด โดยอ้างว่าบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งที่ชาวบ้านได้อยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเรื่องไปถึงชั้นอัยการ ก็ไม่มีการสั่งฟ้อง 

เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก หรือ สมศักดิ์ พันธ์เกษม

สำหรับ “สมศักดิ์ พันธ์เกษม” หรือ “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก” เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่ใน อ.ปักธงชัย และเป็น ส..นครราชสีมา มาตั้งแต่ปี 2538 สังกัดพรรคชาติพัฒนา

เพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐและอยู่ในมุ้งสามมิตร ศิษย์สุริยะ 

สุริยะ อนุชา และ สมศักดิ์ พันธ์เกษม

กำนันประนอม” หายไปไหน?

เดิมที อ.ปักธงชัย และ อ.วังน้ำเขียว อยู่เขตเลือกตั้งเดียวกัน ในการเลือกตั้งปี 2554 “เสี่ยเบี้ยว” สมศักดิ์ สวมเสื้อชาติพัฒนา สู้กับ “ประนอม โพธิ์คำ” หรือ “กำนันประนอม” ผู้ยิ่งใหญ่วังน้ำเขียว สวมเสื้อภูมิใจไทย ปรากฏว่า เสี่ยเบี้ยวพ่ายกำนันประนอม โดยจุดชี้ขาดคือ ต.ไทยสามัคคี และ ต.วังน้ำเขียว 

เลือกตั้ง 2562 กกต.โคราชแบ่งเขตใหม่ โดยเขตเลือกตั้งที่ 10 .ครบุรี อ.เสิงสาง และเพิ่ม อ.วังน้ำเขียว (เฉพาะ ต.วังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี)

กำนันประนอม โพธิ์คำ

ส่วนเขต 11 .ปักธงชัย อ.เมืองนครราชสีมา (บางตำบล.วังน้ำเขียว (ยกเว้นสองตำบลที่โยกไปเขต 10) และ อ.ปากช่อง (เฉพาะ ต.วังกะทะ)

การแบ่งเขตเช่นนี้เอื้อให้ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ค่าย พปชรที่จะลงเขต 10 แถมได้ตัวช่วยคือ กำนันประนอม อดีต ส..หลายสมัย ได้ย้ายมาสังกัดค่าย พปชร.

สมศักดิ์ พันธ์เกษม กำนันประนอม และสุภรณ์

หาเสียงแก้ปัญหาที่ดินวังน้ำเขียว ด้วยนโยบาย สปก.4.0

สมศักดิ์ พันธุ์เกษม” ที่ย้ายจากชาติพัฒนามาอยู่ค่าย พปชรก็ได้รับอานิสงส์จากการแบ่งเขต เสี่ยเบี้ยวชนะเลือกตั้งเขต 11 สบายๆ เนื่องจากคู่แข่งกำนันประนอม ขยับไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ แต่กำนันคนดังโชคร้ายไม่ติดอันดับ ส..ปาร์ตี้ลิสต์

จึงไม่เห็นหน้ากำนันประนอมในวันสัมมนาพรรคที่รีสอร์ทดังวังน้ำเขียว

แรมโบ้อีสาน” อกหัก

ทุกฤดูกาลเลือกตั้งคนแถววังน้ำเขียวจะได้ยินนักการเมืองมาหาเสียงเรื่องนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หรือแจก ส..เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนมีสิทธิครอบครองพื้นที่และใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมากยิ่งขึ้น 

กำนันประนอม” ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะหาเสียงว่าจะแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้คนวังน้ำเขียว โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ไทยสามัคคี และ ต.วังน้ำเขียว

เลือกตั้งคราวที่แล้ว กำนันประนอม จับมือ ชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ส..เขต อ.วังน้ำเขียว หนุน “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ โดยขายฝันนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ “ส...4.0” ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเอกสารสิทธิ ตรวจสิทธิได้ เพิ่มมูลค่าให้เอกสารสิทธิ ไม่ต้องถูกดำเนินคดี

แต่แรมโบ้อีสานเจอคู่แข่งระดับแป้งมันพันล้าน วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (ปัจจุบัน วีรศักดิ์เป็น รมช.พาณิชย์ที่ส่ง พรชัย อำนวยทรัพย์ อดีต ส..เขต อ.เสิงสาง ลงสู้กับแรมโบ้อีสาน และฝ่ายค่ายแป้งมันเอาชนะแรมโบ้ไปขาดลอย

สุภรณ์ อัตถาวงศ์

แรมโบ้อีสานและกำนันประนอม กลายเป็นคนอกหัก และหายหน้าไปจากพรรคพลังประชารัฐ ต้องรอดูศึกเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งคู่จะขยับเล่นการเมืองท้องถิ่นหรือไม่?

อันที่จริงทั้งเสี่ยเบี้ยว แรมโบ้อีสาน และกำนันประนอม ก็สังกัดกลุ่มสามมิตรเหมือนกัน

’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

24 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,มาตรการป้องกันเชิงรุก,18 ต้องห้าม,ปคม
เปิดอ่าน 1,434 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย     โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะ “โซเชียลมีเดีย” จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสม อาทิ การบริโภควัตถุนิยม การใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินตัว การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่การขายบริการทางเพศ การค้าประเวณี รวมทั้งถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในรูปแบบการค้ามนุษย์ ยิ่งแล้วในกลุ่มเด็กหญิงและชายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีการใช้สื่อออนไลน์แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายและมีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอย่าง กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) จึงมีโครงการ “18 ต้องห้าม” ซึ่งเป็นมาตรการด้านการป้องกันเชิงรุกของบก.ปคม. ที่ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหน่วยมาแล้วหลายหน โดยปีนี้สานต่อโครงการมาถึงรุ่น 6/2562 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รองผบก.ปคม. และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบก.ปคม. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 กองกำกับการ ใน บก.ปคม. ด้วยการจัดอบรมนักเรียนนักศึกษาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพราะตำรวจ ปคม. อยากให้สังคมดีขึ้น อยากเห็นเด็กและเยาวชนห่างไกลปัญหาค้ามนุษย์ รู้เท่าทันการถูกล่อลวงหรือคุกคามทางเพศ และภัยจากโลกโซเชียลมีเดียในยุคสมัยนี้ ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ

พล.ต.ต.วรวัฒน์ อธิบายว่า ปัจจุบันมีเยาวชนที่ติดตามสื่อทางโซเชียลตกเป็นเหยื่อกลายเป็นผู้เสียหายจากสื่อลามกอนาจาร เนื่องจากทุกวันนี้สื่อโซเชียลกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดคดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ และคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในกลุ่มเยาวชน เพราะปัจจุบันเยาวชนสามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย และมีเยาวชนชายหญิงจำนวนมากตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกล่อลวงให้ถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอโชว์อนาจารจนเป็นต้นเหตุให้เกิดคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ คดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเยาวชนจึงมีความจำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อโซเชียลเพื่อป้องกันการถูกชักจูงจนตกเป็นผู้เสียหาย ทำให้ตำรวจ ปคม. มีโครงการลงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการนี้ คือ 1.เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ส่งเสริมทัศนคติ เพื่อกำจัดและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ 2.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมรู้เรื่องกฎหมายการค้ามนุษย์ ทราบถึงวิธีการป้องกันการถูกหลอกลวง มิให้ตกเป็นเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ และ 3.เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส และข้อมูลของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และมีวิธีล่อลวงเหยื่อที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้สื่อออนไลน์ อาจตกเป็นเหยื่อได้ หากไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี เพราะเยาวชนจำนวนไม่น้อยเขาไม่เคยรู้เลยว่าการเล่นโทรศัพท์มือถือ การเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสื่อออนไลน์ จะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นการอบรมถือเป็นความรู้ใหม่ที่จะได้รับ สามารถนำความรู้ไปต่อยอด บอกต่อกลุ่มเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์ให้มากขึ้น” ผบก.ปคม. ระบุ

หากจริงจังในการป้องกัน ปราบปราม กวาดล้าง ช่วยเหลือ และการมีส่วนร่วมภาคสังคม เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์และการค้าประเวณีลดลง..!!

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

24 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน,ถนนพระราม2,ถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 2,026 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอสนับสนุนโครงการเหยียบคันเร่งถนนพระราม 2 ที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร

ถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 เป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ ประกอบกับมีระยะทางสั้นกว่าถนนหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ทำให้การใช้รถมีปริมาณสูงมาก การจราจรติดขัด จำเป็นต้องขยายเส้นทางพิเศษเพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ลดระยะเวลาการจราจรที่ติดขัด ลดระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

โดยจัดทำโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย รวมเป็นเงินค่าก่อสร้าง 2,300 ล้านบาท

การปรับปรุงถนนพระราม 2 กม.16 ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการก่อสร้างเป็นอย่างมากจนทนไม่ไหวร้องเรียนหลายหน่วยงาน

ทำให้การจราจรติดขัดมาก ฝุ่นละอองจำนวนมากจนร้านค้าข้างทางต้องปิดกิจการหนี ก่อสร้างมา 2 ปีแล้วยังไม่เสร็จจนชาวบ้านตั้งฉายา ‘ถนนเจ็ดชั่วโคตร’

จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และรมช.จากพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยจัดการปัญหาถนนนี้ด้วย

ถนนพระราม 2 นับเป็นเส้นเลือดใหญ่สู่ภาคใต้อย่างแท้จริง
อ๊อด เทอร์โบ


 อีสานแล้งในรอบ 30 ปี
 ลองของรัฐบาลทันที

ผมเป็นชาวนาอยู่เมืองขอนแก่นครับ อยากจะบอกมายังรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังมีโครงการมากมายหลายๆ กระทรวงว่าผมไม่สนใจสักเท่าไรหรอกครับ เพราะพวกผมกำลังเดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างมากมายเหลือเกิน

อย่างขอนแก่น 12 อำเภอแล้งหนักเพราะฝนทิ้งช่วงหรือหลายๆจังหวัดก็เจอแบบเดียวกัน อย่าง จ.ศรีสะเกษ ฝนไม่ตกมา 2 เดือนแล้ว หรือชัยภูมิหนักที่สุดในรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผมยกมาเรียนให้ทราบ

แม่น้ำหลายสายและเขื่อนหลายแห่งก็แล้งจนน่าตกใจมากครับผมจึงหวั่นใจว่าภัยแล้งวิกฤติหนักกว่าทุกปี

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาไม่ใช่เป็นการร้องทุกข์หรือขอให้ฝนตกหรอกครับ แต่แจ้งมาเพื่อให้ทราบว่าจากนี้ต่อไปเราจะอยู่กันได้อย่างไร?
บุญเหลือ (ขอนแก่น)


เรียนคุณ ‘บุญเหลือ’ ขอนแก่น
ผมอ่านจดหมายของคุณด้วยความทุกข์ระทมใจเพราะภัยแล้งนี่เกิดขึ้นทุกจังหวัดในภาคอีสาน จะหนักบ้าง-เบาบ้าง ก็ตามสถานการณ์ที่แจ้งมา ซึ่งรัฐบาลต้องหาทางช่วยเหลือโดยเร็ว ที่มองเห็นทางก็คือ ‘ฝนหลวง’ ที่จะบรรเทาทุกข์ได้ลงในระดับหนึ่ง

เวลานี้บรรดารัฐมนตรีในกระทรวงเกษตรฯ ต่างก็เต้นตามเพลงมีแผนการจัดการรับมือภัยแล้งตามสูตรสำเร็จที่ทราบๆ กันอยู่

แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นต้องรอดูกันต่อไป และภัยแล้งนี้จะลามไปถึงภาคเหนือ-กลางต่อไปอีกอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 จีนปิดสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ
ส่งท้ายวันนี้ด้วยข่าวนี้ จีนสั่งระงับการก่อสร้างและปิดสนามกอล์ฟรวม 127 แห่งทั่วประเทศด้วยเหตุผลเพื่ออนุรักษ์ดิน-น้ำ

สรุปว่าจีนในยุคประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ จะเป็นปฏิปักษ์กับกีฬากอล์ฟอย่างแน่นอน


 จีนปิดสนามกอล์ฟและระงับการก่อสร้าง
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ว่า ความทุ่มเทของจีนในการสั่งระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และการปิดสนามกอล์ฟ 127 แห่ง

ปีที่ผ่านมาคณะกรรมการและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลกลางเดินหน้าปราบปรามสนามกอล์ฟที่สร้างอย่างผิดกฎหมายและสั่งยุติโครงการสนามกอล์ฟ 14 แห่ง ในมณฑลซานซี จี๋หลิน ฝูเจี้ยน ซานตง เหอหนาน หูเป่ย ไห่หนาน เสฉวน อวิ๋นหนาน และส่านซี

รัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ‘ความอดทนเป็นศูนย์’ โดยระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และจะยกระดับการตรวจสอบติดตามผลด้วยการตรวจสอบผ่านดาวเทียมการตรวจสอบเป็นประจำ และการตรวจสอบผ่านสื่อ

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ประเทศจีนเริ่มปราบปรามการสร้างสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เนื่องจากการก่อสร้างและการดูแลรักษาสนามกอล์ฟต้องใช้ทรัพยากรมากเป็นพิเศษ และขณะเดียวกันหลายเมืองในประเทศจีนต่างก็ประสบปัญหาขาดแคลนดินและน้ำรวมถึงปัญหาราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380838?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

24 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
ผู้กองตุ๋ย,รอธรรมมนัส พรหมเผ่า,ครมประยุทธ์ 2
เปิดอ่าน 3,728 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

การฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2 นั้น หลายคนรับรู้ว่าเริ่มต้นแบบตะกุกตะกัก….

กาวใจและการเดินเกมแบบบนดินและใต้ดินนั้นเพื่อให้รัฐนาวาชุดนี้ขยับหลายคนรู้ว่า “ผู้กองตุ๋ย” จากเมืองพะเยาเป็นคนประสานสิบทิศเพื่อผลักดันให้รัฐนาวาลำนี้ลงปากอ่าวและเริ่มฝ่ามรสุมออกไปได้

แม้หลายคนจะประเมินว่าสนิมจะเกิดแต่เนื้อในตนของเรือเหล็กลำนี้ แต่ยาป้องกันสนิมขนานเอกจากเมืองพะเยานั้น ลุงตู่และคณะพอจะมั่นใจว่าจะป้องกันบางสิ่งที่จะทำให้เรืออับปางกลางทางได้

เพราะยาป้องกันสนิมขนานนี้จะต้องประสานคนในพปชร.หลากขั้วและพรรคร่วมรัฐบาลหลากหลาย แม้แต่ขั้วตรงข้ามก็ยังตัองอาศัยยาจากสำนักเมืองเหนือเยียวยา…

นโยบายรัฐบาลผสมสิบเก้าพรรคที่มี 254 เสียงนั้น หลายฝ่ายประเมินว่า “ทำงานลำบาก” และรอลุ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร.1 และสนามไชย 1 จะบัญชาการเกมการเมืองในวันที่ไร้ม.44 อย่างไร แม้วันนี้จะมีผู้กองตุ๋ยมาช่วยงานแล้วหลายด้าน

เครือเนชั่นสัมภาษณ์ “ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า “ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ว่า

วางแนวทางทำงานในหน้าที่เสนาบดีเพื่อแก้ปัญหาชาวบ้านอย่างไร และความวุ่นๆ ยุ่งๆ ในพปชร.นั้น จะเป็นเช่นใดต่อ?…

หนึ่ง รมต.ที่สังคมจับตาว่าบทบาทจากนี้ในการทำหน้าที่จะไปรอด…คำตอบอยู่จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

การทำงานช่วงนี้เป็นอย่างไร?
“ตอนนี้เดินสายตรวจงานของกระทรวงในต่างจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือภัยแล้ง เกษตรกรอยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผมต้องลงไปฟังเก็บข้อมูลและสั่งแก้ปัญหาทันที

ทุกข์สุขของชาวบ้านคือการบ้านของรัฐบาล ดังนั้นสิ่งใดทำได้ ทำเลย เช่น จ.พะเยา ที่เจอภัยแล้ง ผมพบว่าการทำฝนหลวงทิ้งช่วง ผมสั่งให้ดำเนินการต่อเนื่องปรากฏว่าฝนตกแล้ว”

     กระแสตอบรับครม.ชุดนี้ช่วงลงพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร?
“หากเราตอบโจทย์ได้ทัน เมื่อเข้มงวดกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การช่วยชาวบ้านก็ได้ผล ผมอยากให้ทุกจังหวัดมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำที่มีตัวแทนของทุกภาคส่วนมาช่วยกันวางแผนทั้งน้ำแล้งน้ำท่วม และต้องวางแผนสิบสองเดือน ทำงานทั้งปีต่อเนื่อง บริหารจัดการแบบนี้จะได้ผล

ภัยแล้งข้างต้นที่ผมระบุเมื่อเข้มงวดการทำฝนหลวงมันก็ช่วยแก้ปัญหาได้ทันที พะเยาโมเดลที่ผมใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ผมจะเสนอกระทรวงใช้แนวทางนี้แก้ไขแบบถาวร

ภัยแล้งนั้นสั่งการให้สำรวจความเสียหายหากพบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยต้องประกาศพื้นที่ภัยแล้งและเยียวยาเกษตรกรทันที

ส่วนนโยบายพรรคนั้น พรรคของผมหาเสียงเอาไว้นโยบายเกษตรที่สัญญาก็ต้องผลักดันและทำให้ได้ตามที่รับปากชาวบ้าน”

วางมาตรการการไม่ชดเชยหากสินค้าเกษตรเสียหายหรือตกต่ำอย่างไร?
“หากบริหารจัดการน้ำสิบสองเดือนต่อเนื่องได้ การครบวงจร สิ่งที่ถามมาจะไม่มีต่อไป สินค้าเกษตรจะไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ การโซนนิ่งเกษตรกรรมนั้น ต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมเร็วที่สุดและครอบคลุมทุกด้านในประเทศเพื่อดูแลคุณภาพสินค้าและราคา หากทำได้เร็ว เกษตรกรก็จะสบาย”

 ความขัดแย้งช่วงตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาจบแล้วหรือไม่?
“ไม่มีแล้วตอนนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งเดียว และพรรคร่วมรัฐบาลก็เช่นกัน ศัตรูภายในวันนี้ไม่มีเพราะมีแต่ศัตรูภายนอก คือปัญหาของประเทศและการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน พวกเราต้องทำงานให้ดี ไม่เป็นเป้าให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีได้ การที่พรรคจัดสัมมนาและประชุมส.ส.ของพรรคเพื่อติวให้ทุกคนมีคุณภาพในการทำงานให้ดี”

ตอนนี้แสดงว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารพร้อมทำงานแล้ว แต่ขั้วตรงข้ามก็แสดงความพร้อมในการทำงานการเมืองท้องถิ่นล่วงหน้าไปแล้ว?

“ยืนยันพรรคพร้อมด้านนี้และเดินไปไกลแล้ว เราคัดสรรนักการเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักไว้ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นทุกเวที
รายชื่อคนที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนพรรคที่ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นนั้นกรรมการบริหารพรรคจะช่วยกันคัดเลือก

ผมดูแลภาคเหนือและภาคใต้ทั้งหมด ภาคอีสานนั้น เอกราช ช่างเหลา, สุพล ฟองงาม, วิรัช รัตนเศรษฐ ช่วยกันดูแล ภาคกลางมีการแบ่งพื้นที่กันของแกนนำพรรคในการคัดเลือก รวมทั้งภาคกทม.ด้วย ย้ำว่าพรรคพร้อมทำงานทุกด้าน

  “มั่นใจว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าและไปรอด?
“ไปได้ดี ไปได้สวย ผมไม่ได้โม้นะ เพราะพรรคทำได้จริง”

รอยปริปิดสนิท?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยปริปิดสนิท?

24 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,รอยปริปิดสนิท,พปชร
เปิดอ่าน 1,472 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

ภาพและข่าว “ซูเปอร์บิ๊กแห่ง พปชร.” แวะเวียนไปพบมวล ส.ส.ที่สังคมรับรู้กันนั้น ยามนี้ทุกฝ่ายพึงทราบแล้วว่าใครคือคนที่กุมสภาพพรรคนี้?

ข่าวที่ออกหลังซูเปอร์บิ๊กไปปรากฏตัวนั้น …เชิงลบเพียบ ของแบบนี้ต้องรับสภาพกันตรงๆ และขั้วฝ่ายค้านนำไปกระตุ้นต่อมอารมณ์คนบนบัลลังก์ให้ชี้แจงเป็นแน่แท้ว่าท่านไปและกลับด้วยวิธีใด?

แน่นอนว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้รออยูว่ารอยยิ้มและต่อมหัวเราะของครม.เป้าหมายจะทำงานเต็มสูบหรือไม่เพราะขั้วฝ่ายค้านพร้อมกระชากต่อมโมโหให้ดำเนินการทุกชั่วขณะ

แต่ตอนนี้ย่านรัชดาภิเษก ซอย 54 หลายคนอมยิ้มเพราะเบื้องต้นนั้น….รอยปริใน พปชร.น่าจะเชื่อมได้เพราะ “ซูเปอร์บิ๊กตัวจริง เสียงจริง” ออกมาแสดงบทบาทให้เห็นแล้ว หลังกระแสข่าวลือมาพักใหญ่…ดังนั้นความเชื่อมั่นจากทุกขั้วใน พปชร.ทวีกลับมาเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กเผยกายที่ทำให้ทุกขั้วเข้าถึงโดยไม่ผ่านเอเย่นต์และอาจโดนตัดตอนความต้องการ…..

“เศษกรวดเศษทราย” ที่มาจากหลายมุมทั่วไทยแต่ผ่านการหลอมการแย่งเก้าอี้จบลงแล้วและทุกอย่างล่วงมาจนตกผลึกเป็น “แก้ว” ยี่ห้อ พปชร.และพรรคนี้หวังมีอายุ 4-12 ปี ในการทำหน้าที่รัฐบาลนั้น

ใครหลายคนรอดูว่าแก้วยี่ห้อนี้จะทนทานนานปีได้ดั่งที่แกนนำ พปชร.บางมุ้งฟุ้งไว้หรือไม่…

แน่นอนว่ายามนี้คนใน พปขร.บางมุ้งย่อมดีใจเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กแบไต๋ออกมาโต้งๆ แบบนี้ว่าอยู่ที่นี่แบบเกือบเป็นทางการนั้น ชาว พปชร.ไม่อุ่นใจได้หรือ….

แต่มุมกระจกทางตรงข้ามเมื่อแบไพ่ออกมาแบบนี้ …ภาพและข่าวออกมาแบบนี้ …ข่าวลือก่อนหน้านี้…. ทำให้บางคำทางการเมืองที่ว่าไว้ว่า “ตำบลกระสุนตก” นั้น ยามนี้ตำบลนี้จะมีทั้งตั้งอยู่ที่ค่าย พปชร.แบบช่วยไม่ได้

จากนี้ไปอะไรๆ ก็จะบอมบ์มา ณ ตำบลนี้ทุกระยะแบบเท่าทวีคูณ

ดังนั้นไม่ว่าภาพและข่าวจากนี้ไปจะออกมาบวกหรือลบมันมาจากสิ่งที่สังคมวินิจฉัยนั้น คนใน พปชร.อย่ามองว่าสังคมเลือกข้างที่จะตำหนิเพียงมุมเดียว เพราะอย่าลืมกระแสข่าวที่ผ่านมาทุกสื่อเสนอข่าวแนวไม่บวกแทบทั้งนั้น

ดังนั้นรอยปริที่คุยว่าปิดสนิทแล้วอาจจะปิดได้เพียงผิวชั้นต้นเพราะชั้นกลางและชั้นในยังมิอาจสมานกายได้ทั่วถ้วน?

และรอยปรินั้นอาจแยกขยายได้เพิ่มเพราะในเมื่อไม่กี่นาทีข้างหน้าการเปิดม่านแถลงและอภิปรายนโยบายรัฐบาลจะบังเกิด การบอมบ์เป้าหลักของขั้วต้านลุงตู่มันคือสิ่งปกติทางการเมือง ดังนั้นคนใน พปชร.ที่มีกระแสกลิ่นการเมืองอย่าเพิ่งเต้นตามจังหวะว่าฝ่ายค้านจองเล่นเกมการเมืองแบบมิควรเสียแต้มจนเกินไป

อย่าลืมว่าบทของฝ่ายค้านคือตีจุดอ่อนเพื่อชิงแต้ม แม้จะชกใต้เข็มขัดในบางเวลาที่กรรมการเผลอ…แต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเล่นนอกบทเองแล้วกัน

เพราะแว่วว่าขุนพลป้องรัฐบาลของ พปชร. จะเล่นบทฉายเดี่ยวเนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือนั้น ทีมสายสืบไม่มีกระแสข่าวเตรียมทีมป้องกันเป้าหลัก เพราะรู้มาเพียงว่าหากมิพาดพิงเจ้านายของตัวเอง คนในพรรคร่วมก็มิขยับกาย…

และเมื่อมองรายชื่อขุนพลข้างต้นของ พปชร.ที่จะสวมบทองครักษ์ครม.นั้น บางคนเห็นรายชื่อและดีกรีทางการเมืองแล้วอดกังวลแทนลุงตู่ว่าองครักษ์บางรายอาจพาลงเรือเหล็กไหลลงห้วงน้ำลึกจนกู่ไม่กลับ เพราะแว่วว่าการเตรียมทีมมีคนหน้าใหม่และหน้าเก่าที่จะมาปกป้อง 3 ป. และรมต.ของ พปชร.กันราว 20 คน

…แต่การวางคนไว้ในการทำงานนี้ขอถามแกนนำ พปชร.ว่าคำนึงพอควรแล้วใช่หรือไม่ว่า “มวยใหม่จะไม่นำพาคนบนบัลลังก์ร่วงเพราะอ่อนเชิง….รวมทั้งบรรดามวยใหญ่ที่จะออกหน้าสกัดทัพนั้นจะกู้เรือเหล็กพ้นวังน้ำวนได้?”

ตรงนี้แหละที่บางคนใน ครม.และ พปชร.หัวใจอมทุกข์เพราะรู้ดีว่าเชิงมวยขององครักษ์หลายคนขนปีกเพิ่งประดับและเชิงมวยรองหลายขุม

แบบนี้มองแล้วเกมนี้มวยใหญ่ของ พปชร.ต้องอย่าเผลอเพราะบางคราวมวยใหม่และมวยเจนสังเวียนบางคนใน พชปร.เล่นการเมืองเสมือนนกเพิ่งหัดบินและหวังบินไกล

แบบนั้นจะโดนกระแสลมสอยร่วงจนเสียกระบวนทัพและอาจสร้างรอยปริเพิ่มในอาคารปานศรีได้

รอชมว่าเกมการเมืองที่ลุงตู่จะบัญชาจากนี้จะเอาอยู่กับรอยปริที่เพิ่งปิดแผลไปไหวไหม? และขั้วตรงข้ามจะกระชากแผลให้ฉีกแยกได้เพื่มเติมหรือไม่?

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

24 กรกฎาคม 2562 – 09:55 น.
คดีแพรวา,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 4,529 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

บทเรียนสำคัญจาก “คดีแพรวา” มีอยู่ 2 อย่าง คือ ในคดีแพ่ง การได้คำพิพากษาว่าเราชนะ ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เงิน ภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่ทนายก็คือ “ได้คำพิพากษา แต่ไม่ได้เงิน” เพราะกระบวนการบังคับตามคำพิพากษาเป็นขั้นตอนที่แยกต่างหากอีกส่วนหนึ่งกับการต่อสู้คดี และเป็นขั้นตอนที่ไม่ง่าย

อีกหนึ่งบทเรียนที่ได้เรียนรู้ก็คือกระบวนการยุติธรรมไทยมีช่องโหว่ และมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เหยื่อที่เป็นคนยากจน หรือคนหาเช้ากินค่ำ เข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก

เรามาดูขั้นตอนของการบังคับคดีแพ่ง โดยยึดโยงจากคดีแพรวา จะสรุปเป็นขั้นตอนได้แบบนี้

1.เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้แพ้คดีจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” (ผู้ชนะคดีเป็นเจ้าหนี้) ถ้าผู้แพ้คดีไม่มาศาล และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ศาลจะออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตาม โดย “คำบังคับ” นั้น ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วย กฎหมายกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยทั่วไปจะราวๆ 30 วัน นี่เป็นกรณีปกติแบบที่ผ่านๆ มา

แต่ปัญหาก็คือจะมีกระบวนการส่งหมาย “คำบังคับ” ไปยังแหล่งที่อยู่ของผู้แพ้คดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลายาวที่สุดราวๆ 45 วัน ทำให้เสียเวลาและทำให้ผู้เสียหายที่ชนะคดีเสียโอกาส เพราะหลังได้รับ “คำบังคับ” แล้ว ก็ยังมีเวลาอีกราวๆ 30 วันในการปฏิบัติตาม รวมแล้วก็ 75 วัน

ภายหลังจึงมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการบังคับคดี กรณีผู้แพ้คดีไม่มาศาล ให้ถือว่ารับทราบคำพิพากษาแล้ว ศาลจะออก “คำบังคับ” หรือไม่ก็ได้ แต่ถือว่าระยะเวลาที่ศาลให้ผู้แพ้คดีปฏิบัติตามคำพิพากษาจะเดินหน้าทันที เมื่อพ้นกำหนด หากผู้แพ้คดียังไม่ปฏิบัติตามก็จะถึงขั้นตอนที่ฝ่ายผู้เสียหายที่ชนะคดี ซึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออก “หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี” เพื่อบังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา (หลังจากแก้กฎหมายแล้ว กระบวนการนี้ก็รวดเร็วขึ้นระดับหนึ่ง)

2.เมื่อศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก็จะต้องมีกระบวนการสืบทรัพย์ของ “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ว่ามีอยูที่ไหนบ้าง เพื่อยึดอายัดมาขายทอดตลาด โดยฝ่ายผู้เสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองถือเป็นภาระของฝ่ายผู้เสียหาย บาดเจ็บล้มตายแล้วยังต้องจ่ายเงินจ้างทนายสืบทรัพย์

3.อายุความของการบังคับคดีคือ 10 ปี นี่คือขั้นตอนปกติตามกระบวนการ จะเห็นได้ว่าแม้ศาลจะพิพากษาให้เป็นฝ่ายชนะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินชดเชยเยียวยาทันที แต่ยังมีกระบวนการขั้นตอนอีกมาก ยิ่งถ้าไปเจอพวกหัวหมอ ตั้งใจจะไม่จ่ายอยู่แล้ว จะทำให้การเรียกร้องยิ่งยากขึ้นไปอีก

เทคนิคของพวกหัวหมอจะเริ่มที่…
1.การไม่ยอมไปศาล ไม่ไปฟังคำพิพากษา เพื่อหวังยืดเวลาการบังคับตามคำพิพากษา (ฉะนั้นพวกที่ไม่ไปฟังคำพิพากษาทั้งตระกูล ทนายยังชิ่ง ไม่ยอมไป แบบนี้บอกได้เลยว่าส่อเบี้ยว)

2.เมื่อผ่านกระบวนการที่ศาลออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตามแล้ว ฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะอ้างว่าไม่มีเงิน ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งการฟ้องก็เท่ากับเปิดคดีใหม่ ต้องสู้กันอีกรอบ

3.ผู้แพ้คดีบางรายเตรียมการไว้ล่วงหน้า ยักย้ายถ่ายโอนและขายทรัพย์สินไปหมดก่อนแล้ว เหลือแต่ตัวเปล่าๆ แบบนี้ฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร สุดท้ายต้องฟ้องล้มละลาย ซึ่งก็จะไม่ได้อะไรอีกเช่นเดิม (เดี๋ยวนี้ถูกศาลสั่งล้มละลาย แค่ 3 ปีก็หลุดได้แล้ว)

ที่ผ่านมาในวงการศาล วงการทนาย รับรู้กันดีว่า คดีแบบนี้มีเยอะมาก และกลายเป็นช่องทางให้พวกหัวหมอเบี้ยวจ่าย หรืออย่างน้อยก็ยืดเวลาจ่ายออกไปเรื่อยๆ หนีไม่พ้นก็เจรจาลดยอดจ่ายชดใช้ลงมาอีก ฝ่ายที่ชนะคดีต้องการเงิน ต่อสู้มานาน ขอลดลงเท่าไหร่ก็มักจะยอม

ผู้รู้บางคนเสนอว่า ถ้ามีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ให้ยื่นฟ้องเพิ่มฐาน “ฉ้อโกงเจ้าหนี้” ฟังดูก็ขึงขังดี แต่การฟ้องจริงๆ ก็ยังมีเงื่อนไขอีกหลายประการ เช่น ต้องดูว่าเป็นการยักย้ายถ่ายโอนโดยทุจริต หรือเจตนาหนีหนี้หรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินราคาสูงๆ อยู่ไม่มาก แล้วโอนให้ญาติพี่น้องโดยเสน่หา แบบนี้น่าจะเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้ หรือมีการขายอย่างเร่งรีบในราคาถูกให้ญาติ แบบนี้ก็เข้าข่าย แต่ถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากและขายออกไปบางส่วนอาจเป็นการขายตามปกติ หรือหาเงินมาสู้คดี และผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ ก็ซื้อโดยสุจริต อย่างนี้ก็ฟ้องเพื่อบังคับเอาคืนมาชำระหนี้ได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้นทั้งกระบวนการสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดี เพื่อยึดอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงการฟ้องเพิ่ม เช่น ฟ้องฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทั้งหมดนี้ถ้าเราจ้างทนายก็ต้องจ้างเพิ่ม เพราะทนายที่สู้คดีมาแต่ต้นจะรับผิดชอบแค่มีคำพิพากษาเท่านั้น ส่วนกระบวนการหลังจากนั้นถ้าจะใช้ทนายอีกต้องจ้างเพิ่ม แยกเป็นอีก 1 สัญญา หลายคดีผู้เสียหายหรือคู่ความไม่เข้าใจ ทะเลาะผิดใจกันก็เยอะ กลายเป็นเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นไปอีก

ที่สำคัญการสืบทรัพย์เป็น “ศาสตร์พิเศษ” อย่างหนึ่ง ต้องใช้ทนายที่เก่งและมีประสบการณ์ เวลาเขาคิดค่าจ้าง เขาจะให้ตกลงขอส่วนแบ่งทรัพย์ที่ยึดได้มากถึง 20-30% เลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้คือ “กรรม” ของคนที่ต้องมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยมีค่าใช้จ่ายสูง และหลายๆ คดีก็บังคับตามคำพิพากษาไม่ได้ ทำให้คนจน ผู้ด้อยโอกาส หรือแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วๆ ไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้…เสียเปรียบอยู่ร่ำไป