เวทีสภาควรสร้างสรรค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เวทีสภาควรสร้างสรรค์

24 กรกฎาคม 2562 – 07:18 น.
เวทีสภาควรสร้างสรรค์,ชวน หลีกภัย,ประชาธิปไตย,เพื่อไทย,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,312 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2562

การเมืองชั่วโมงนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม เพราะถือเป็นปฐมบททดสอบคณะรัฐมนตรีโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในยามต้องบริหารประเทศไทยโดยปราศจากอำนาจพิเศษใดๆ เหมือนที่เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนับได้ว่าเป็นก้าวย่างแรกๆ ของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหารเมื่อกว่า 5 ปีก่อน สู่เวทีประชาธิปไตย ซึ่งถูกตีตราว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ บททดสอบนี้คือการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็อยู่ภายใต้กติกา ข้อบังคับการประชุม และเป็นที่คาดหมายกันว่าการประชุมครั้งสำคัญนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะอภิปรายหักล้างกันราวกับญัตติซักฟอกเลยทีเดียว

พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน 7 พรรค โดยการนำของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย เพราะเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายบริหารกลุ่มอำนาจพิเศษและคสช. ที่เป็นฝ่ายเผด็จการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนมานานพอสมควรว่าจะไม่ลดราวาศอกให้รัฐบาลชุดนี้อย่างเด็ดขาด นั่นหมายถึงการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่เว้นแม้แต่การประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายซึ่งไม่ใช่ญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ และจะไม่มีการลงติแต่อย่างใด นั่นหมายถึงว่าการอภิปรายขุดคุ้ย โจมตี จึงเป็นการมุ่งลดความน่าเชื่อถือ ของรัฐบาลชุดนี้เพื่อปูทางสู่กิจกรรมอันมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้นเสียมากกว่า ถ้าขาดไร้ซึ่งหลักฐานหรือการกล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย

 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ได้บอกถึงข้อสรุปการจัดสรรเวลาสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า เวลาที่จะใช้ในการอภิปรายยังเป็นไปตามข้อตกลงเดิม คือรวม 28 ชั่วโมง โดยเป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมเวลาอภิปรายนำของผู้นำฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง 30 นาที พรรคร่วมรัฐบาล 5 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี 5 ชั่วโมง และส.ว. 5 ชั่วโมง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เวลานำเสนอนโยบายประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นอกเหนือจาก 28 ชั่วโมงที่แบ่งสรรแล้ว อย่างไรก็ตามหากในระหว่างการอภิปรายพบการประท้วงของแต่ละฝ่าย จะหักเวลาที่จัดสรรให้แต่ละฝ่ายได้อภิปราย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้สมาชิกอภิปรายเนื้อหาไม่ใช่เล่นเกมในสภา

การแสดงบทบาทของส.ส.หลายคนในการประชุมสภาที่ผ่านมา เป็นที่วิจารณ์กันมากว่า “ไร้สาระ” อย่างที่ประธานรัฐสภาเองก็เตือนไว้แล้วว่า ต่อไปถ้าประท้วงระหว่างการอภิปรายก็จะหักเวลา เท่ากับส่งสัญญาณถึงสองฝ่ายให้อยู่ใน “สาระ” มากกว่าการเดินเกมเพื่อชักใบให้เรือเสีย โดยเฉพาะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ข้อคิดเห็นและข้อมูลต่างๆ ถ้าหากฝ่ายค้าน วุฒิสมาชิก และรวมถึงฝ่ายรัฐบาลเอง ได้นำเสนออย่างสร้างสรรค์ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นเหมือนเข็มทิศสำหรับการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเห็นพ้องกันว่าเวทีรัฐสภาคือเวทีรังสรรค์ตามระบอบประชาธิปไตยก็ขออย่าได้ทำให้เวทีแห่งนี้ตกอยู่ในวังวนของพฤติกรรมแบบเดิมๆ

p38

“จรัล” โหมโรง จุดไฟไล่ “ประยุทธ์ 2”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380667?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จรัล” โหมโรง จุดไฟไล่ “ประยุทธ์ 2”

23 กรกฎาคม 2562 – 11:47 น.
ไล่รัฐบาล,ประท้วง,ชุมนุมขับไล่รัฐบาล,กลุ่มพลังมด,พลังมด,ไผ่ ดาวดิน,โบว์ ณัฎฐา มหัทธนา,โบว์ ณัฏฐา,จรัล ดิษฐาอภิชัย,ขบวนการประชาธิปไตย,ขบวนการประชาธิปไตยใหม่,อานนท์ นำภา,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 13,757 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 23 ก.ค.62

********************

คสช.สิ้นสภาพลงไปแล้ว รวมระยะเวลาที่เข้ามาบริหารประเทศทั้งสิ้น ปี เดือน 24 วัน การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาตามกติการัฐธรรมนูญ พ..2560 ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

พล..ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรีรอบที่สอง จะไม่มีอำนาจพิเศษ “มาตรา 44” ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการประชาธิปไตย จึงประกาศจองกฐิน “ล้างมรดกบาป คสช.” ในสังคมไทย

โบว์” พลังมด

เมื่อ 20-21 กรกฎาคม 2562 สำนักข่าวพลังมด ได้จัดกิจกรรมของ “เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดติดต่อกันสองวันที่มิวเซียมสยาม กทม.

นี่คือกิจกรรมเล็กๆ แต่ไม่หยุดนิ่งของ “กลุ่มพลังมด” นำโดย “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ซึ่งกลุ่มนี้ เธอก่อตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการชุมนุมต้าน คสช.

สองปีก่อน “โบว์” ปรากฏตัวบนท้องถนน ในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ร่วมกับ “รังสิมันต์ โรม”, “อานนท์ นำภา” และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

เมื่อ “โรม” กลายเป็น ส..บัญชีรายชืื่อ พรรคอนาคตใหม่ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็สลายตัวไป ดังนั้น “โบว์” จึงกลับไปเคลื่อนไหวในนามกลุ่มพลังมด เช่นเดียวกับ “จ่านิว” ที่กลับไปที่กลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล

ไผ่ ดาวดิน ร่วมกิจกรรมกลุ่มพลังมด

ว่ากันตามจริง การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในอดีต ก็คือ ยุทธศาสตร์สู่ถนนสายรัฐสภา ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้คนหนุ่มสาวออกมารณรงค์ต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร ไม่ได้หวังที่จะหักโค่น แต่ใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นเอง

กลุ่มพลังมดของโบว์ จึงถูกฝ่ายความมั่นคงจับตามองทุกฝีก้าว 

จรัล” พลังเก๋า

การเดินทางไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ไม่ธรรมดาแน่นอน 

เมื่อผู้เชิญ “โบว์” ไปพูดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งคือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ผู้ก่อตั้งสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ซึ่งจรัลบอกชัดเจนว่า เป็นการประชุมขยายวง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับรัฐบาลประยุทธ์ โดยผู้ลี้ภัยการเมืองไทย และผู้รักประชาธิปไตยไทยในยุโรป

โบว์ และจรัล วันไปสำนักงานอียู เบลเยี่ยม

ในวันนั้น “โบว์” ณัฏฐา ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย และหลังจากนั้น เธอเดินทางต่อไปที่ประเทศเบลเยียม 

เมื่อ 17 กรกฎาคม 2562 เฟซบุ๊ก “Jaran Ditapichai “จรัล” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักทฤษฎี และนักจัดตั้งมวลชน ผู้ผ่านสมรภูมิ 14 ตุลา 2516 และพฤษภาคม 2535 ได้โพสต์เชิงชี้แนะว่า ”คณะรัฐมนตรี​ประยุทธ์ เป็นรัฐบาล และ คสชพ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ​แล้ว ผมขอเสนอปัญหาง่ายๆ ขบคิดกัน

จรัล วางยุทธศาสตร์ไล่รัฐบาลประยุทธ์

1.เราจะเรียกรัฐบาลประยุทธ์​ อย่างไร รัฐบาลเผด็จการ หรือรัฐบาลอำนาจนิยม หรืออะไร นี่เป็นปัญหาทางยุทธวิธี​

2.คำขวัญ​ทางยุทธศาสตร์ขับไล่ หรือต่อต้านรัฐบาล หรืออะไร?

3.จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐบาล​ประยุทธ์​ ขอเพิ่มอีกข้อ วันที่รัฐบาลนี้แถลงนโยบาย​ ประชาชนผู้รัก​ประ​ชาธิปไตย​ ควรไปชุมนุมประกาศ​จุดยืน หรือไม่?”

เชื่อว่า กลุ่มพลังมดและแนวร่วม คงได้ไปแสดงจุดยืนต้านรัฐบาลประยุทธ์แน่นอน

อานนท์” คนหน้าเดิม

จริงๆ แล้ว ในขบวนการประชาธิปไตยที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คสชมาในรูปแบบต่างๆ นอกจากตัวละครอย่าง โรมจ่านิว และโบว์ ก็ยังอีกคนหนึ่งคือ “อานนท์ นำภา” ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีสลายการชุมนุมปี 2553 และผู้ก่อตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

อานนท์ นำภา

ไม่ว่าโรม และเพื่อน จะเคลื่อนไหวในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มองค์กรที่เป็นเสมือน “แนวหลังที่ไว้วางใจได้” ของพวกเขา ก็คือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง และเครือข่ายนักปฏิบัติการเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

เมื่อ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายที่เอ่ยชื่อมาข้างต้น ได้จัดงาน De-Talk ล้างพิษ รัฐประหารทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน ที่ห้องริมน้ำ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เครือข่ายฝ่ายประชาธิปไตย จัดงานนี้เพื่อสื่อสารให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงมรดกพิษของการรัฐประหารที่จะยังอยู่ต่อไป รวมทั้งเสนอแนวทาง “ล้างพิษ” เพื่อการปกครองของประเทศเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

ทั้งหมดนี้ เป็นรายการอุ่นเครื่อง และรอจังหวะก้าวการเคลื่อนไหวมวลชนครั้งใหญ่ในวันข้างหน้า 

“สภาสันหลังยาว”? กับงาน “วุฒิสภา” ที่ใกล้จะเริ่ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สภาสันหลังยาว”? กับงาน “วุฒิสภา” ที่ใกล้จะเริ่ม

23 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
วุฒิสภา,สว,วันชัย สอนสิริ
เปิดอ่าน 2,118 ครั้ง

โดย…   ขนิษฐา เทพจร

 เริ่มประชุมไปไม่ทันไร “วุฒิสภา” ชุดแรกหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ ถูกชาวโซเชียลจับผิดกันเสียแล้ว โดยตั้งประเด็นการเข้าทำหน้าที่ในห้องประชุม ที่ห้องประชุมรัฐสภาชั่วคราว บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ด้วยจำนวนไม่ถึง 30 คน จาก ส.ว.ที่มีทั้งหมด 250 คน ในวันประชุมวาระปกติของ “วุฒิสภา” ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ มีสมาชิกร่วมประชุมอย่างแน่นขนัด

สิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่า การถูกสังคมตรวจสอบกรณีดังกล่าว กระทบต่อภาพลักษณ์ของ “สภาสูง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนำภาพไปวิจารณ์ ว่าเป็น “สภาสันหลังยาว” หลังผ่านงานสำคัญ เช่น “ลงมติเลือกผู้นำประเทศ” ซึ่งเปรียบเสมือนการทำงานเพื่อรับใช้ผู้แต่งตั้ง ก็หายจ้อยจากการทำหน้าที่ ทั้งที่ได้รับเงินเดือนหลายแสนบาท

          คำครหาที่เกิดขึ้นนั้น “วุฒิสมาชิก” หลายคนบอกเลยว่า รับไม่ได้ เพราะการวิจารณ์แบบสนุกปาก โดยขาดความเข้าใจในหน้าที่และการทำงานนั้น คือการ “ดิสเครดิต” หรือ การหยามเกียรติ ครั้งสำคัญ

ดังนั้นในการประชุมวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกจึงยกประเด็นหารือ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางป้องกัน รวมถึงใช้โอกาสชี้แจงกลางเวทีวุฒิสภา ซึ่งถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา และ วิทยุรัฐสภา

เริ่มจาก “วันชัย สอนศิริ” ส.ว. ที่ยกประเด็นหารือ พร้อมชี้แจงด้วยว่าการทำงานของวุฒิสมาชิกไม่ใช่แค่การนั่งในห้องประชุมเพื่อฟังการอภิปราย หรือพิจารณาเท่านั้น เพราะยังมีบทบาท และงานของกรรมาธิการ ที่ ส.ว.ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย อีกทั้งการประชุมวุฒิสภา ไม่กำหนดเวลาให้พักเที่ยง หรือพักรับประทานอาหาร ดังนั้นภาพที่สื่อมวลชนนำเสนอ และถูกโซเชียลดึงไปเผยแพร่ต่อนั้น อาจเป็นช่วงที่สมาชิกพักรับประทานอาหารหรือทำงานในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายนอกห้องประชุมใหญ่

ยังมี ส.ว.อีกหลายคนลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน โดยต้องการให้ “วุฒิสภา” สื่อสารไปยัง “ประชาชน” ให้เห็นถึงภาพการทำงาน ทั้งให้ถ่ายทอดภาพการประชุมในห้องกรรมาธิการ สลับกับการประชุมในห้องประชุมใหญ่ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทางบ้านว่า ส.ว.กำลังทำงานอย่างอื่น หรือให้ดูผลงานที่การอภิปราย เสนอความเห็น มากกว่าการนับยอดในห้องประชุม

 สิ่งสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจในบทบาท และการทำงานของ “วุฒิสภา”

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจของ “วุฒิสมาชิก” ไว้ในหลายประเด็น และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ หน้าที่การพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก., ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งรวมถึง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ, ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ

หน้าที่ที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่ง ทั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

หน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ผ่านการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในงานที่เกี่ยวกับหน้าที่, การขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติ รวมถึงให้ความเห็นต่อกรณีปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่นายกรัฐมนตรีร้องขอให้รับฟังความเห็น โดยไม่มีการลงมติในเรื่องที่อภิปราย และตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, กรรมการองค์กรอิสระ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านการเข้าชื่อเพื่อยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ หากพบว่าบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ “ส.ว.” ตรวจสอบได้มีประเด็นดังต่อไปนี้ 1.ร่ำรวยผิดปกติ 2.ทุจริตต่อหน้าที่ 3.จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

หน้าที่ติตตามและเสนอแนะการปฏิรูปประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดการปฏิรูปประเทศกำหนดไว้ และหน้าที่ตามบทบาทสำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่วางบทบาทให้ “วุฒิสมาชิก” เป็นเสียงร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นเสียงที่ต้องให้ความเห็นชอบว่าจะรับหลักการของญัตติที่เสนอหรือไม่ และในวาระสาม ว่าด้วยการเห็นชอบประเด็นที่แก้ไขไป โดยบังคับให้ใช้เสียง ส.ว.เห็นชอบร่วมด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ที่มีอยู่ ของทั้ง 2 กรณี และยังให้สิทธิ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกที่มีอยู่ ยื่นยับยั้ง “นายกฯ” นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพบเนื้อหาที่เข้าเกณฑ์ยับยั้ง อาทิ เกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์, คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ, อำนาจหรือหน้าที่ของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเป็นเรื่องที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระนั้นไม่เป็นไปตามกรอบปฏิบัติ หรือเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

ขณะที่หน้าที่ที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญกำหนด ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ก่อนบังคับใช้ ยังให้บทบาท ส.ว.ในการรับฟังปัญหาและแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ รวมถึงข้อร้องเรียนจากประชาชน ผ่าน “คณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.)” และ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” ซึ่งกรอบของการทำงาน ประกอบด้วย พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ก่อนเข้าสู่วาระประชุม หรือหลังรับหลักการของร่างกฎหมาย, กระทำกิจการ, ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านที่เกี่ยวข้อง

โดยปัจจุบันจำนวนของกรรมาธิการสามัญ ที่กำหนดไว้ในร่างข้อบังคับการประชุม มีทั้งหมด 26 คณะ อาทิ กมธ.แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ, กมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง, กมธ.การต่างประเทศ, กมธ.การทหารและความมั่นคงแบบองค์รวม, กมธ.การท่องเที่ยว, กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน, กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน, กมธ.ตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล เป็นต้น

และด้วยบทบาทของ “ส.ว.” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เกาะติดและเร่งรัด งานปฏิรูป ตามร่างข้อบังคับการประชุม ยังกำหนดให้มี “กมธ.ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นคณะเฉพาะที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเทียบกับ การทำงานของวุฒิสภาในสมัยก่อน

          ดังนั้นเชื่อว่าหลังจากที่ “ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา” ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ คำว่า “งานเยอะ” จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

          ขณะที่บทบาทของ “ส.ว.” ในตอนนี้ นอกจากประเด็นการพิจารณารายงานของหน่วยงานตามหน้าที่แล้ว ยังไม่มีวาระร่างกฎหมายหรืองานตามบทบาทหน้าที่เข้าสู่ระเบียบวาระ

กับประเด็น “งานเยอะ” และสิ่งที่ “สังคมคาดหวัง” ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเชื่อมโยงกันด้วย เพราะแม้งานเยอะ แต่ด้อยคุณภาพในสายตาประชาชน เหมือนอย่างที่สภาบางยุคใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อประชุมหรือเดินทางศึกษาดูงาน แต่สุดท้ายผลการศึกษาไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง

เช่นเดียวกับบทบาทของ “วุฒิสภา” ที่ถูกคาดหวังต่อการเป็นสภาเติมเต็ม ทั้งการตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันให้การแก้ปัญหาประชาชนหลายเรื่องนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม ไม่ใช่เป็นสภาที่ทำหน้าที่องครักษ์ พิทักษ์ “ลุงตู่” อย่างที่สังคมปรามาสไว้

          เมื่อ “ส.ว.” ทำงานตอบโจทย์ที่ประชาชนคาดหวัง เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นการกู้ภาพลักษณ์ และลบคำวิจารณ์ได้มากกว่า การเสนอแนวทางที่ว่า เน้นประชาสัมพันธ์งานที่ทำให้มากกว่านี้ หรือกำหนดกฎระเบียบที่รักษาภาพลักษณ์ มากกว่าการถ่ายทอดข้อเท็จจริงไปสู่ประชาชน

รุ่นพี่โหดซ้อมจนตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380527?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รุ่นพี่โหดซ้อมจนตาย

23 กรกฎาคม 2562 – 10:40 น.
รุ่นพี่,ซ้อม,รุ่นน้อง,รุ่นพี่โหด
เปิดอ่าน 954 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายครั้งหลายหนแล้วที่ ‘ดับเครื่องชน’ ได้เรียกร้องให้รุ่นพี่มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ระมัดระวังการต้อนรับน้องใหม่

ล่าสุดมีเรื่องน่าเศร้าสลดใจเกิดขึ้นจนได้ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม กับโรงเรียนแห่งหนึ่งจับรุ่นน้อง ม.3 เท่านั้นเอง โดยถูกเตะจนหายใจไม่ออกถึงแก่ความตาย

ที่โหดร้ายมากๆ คือรุ่นพี่นำระบบโซตัสรับเลสข้อมือให้รุ่นน้องซึ่งทำกันอยู่ทุกปีและโรงเรียนไม่ทราบเรื่อง

ถามว่าโรงเรียนไม่ทราบเรื่องได้อย่างไรและขอเรียกร้องให้ลงโทษสถานหนักพวกรุ่นพี่ที่กระทำผิด ซึ่งแพทย์ได้ผ่าศพชันสูตรแล้วว่าบริเวณหน้าอกได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงและสมองขาดออกซิเจน

ผู้กระทำผิดสมควรได้รับโทษตามกฎหมายและครูตลอดจนรุ่นพี่ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย

อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเหมือนทุกปีทุกรายที่ผ่านมา!
อ๊อด เทอร์โบ


 ตู้คีบตุ๊กตามีปัญหา
 ผิดกฎหมายหรือไม่

ผมมีเรื่องร้องเรียนมายังผู้เกี่ยวข้องเรื่องการจับกุมตู้คีบตุ๊กตาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

มีการกวาดล้างจับกุมตู้คีบตุ๊กตาช่วงที่ผ่านมาอ้างว่าผิดกฎหมาย เลยสงสัยว่าผิดตรงไหน เพราะทำธุรกิจนี้อยู่ โดยเปิดตู้คีบตุ๊กตาไม่กี่ตู้ในห้างสรรพสินค้า ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานมานี้ถูกเตือนว่าจะมีการตรวจค้น

อย่างที่ญี่ปุ่นยังงงกับทางการไทยที่ออกจับกุมตู้คีบตุ๊กตา เพราะในประเทศญี่ปุ่นเปิดกันทั่วไปเป็นที่นิยมมาก และในประเทศไทยเองก็มีตู้ลักษณะนี้ในห้างสรรพสินค้ามาแต่ไหนแต่ไร ทำไมถึงต้องมาจับกุม

เครื่องเล่นแบบอื่นๆ ตู้เกมที่เด็กๆ เล่นไม่รู้ว่าถูกกฎหมายหรือเปล่า เพราะยังเห็นเปิดให้เล่นกันอยู่ตามปกติในหลายสถานที่ แตกต่างจากตู้คีบตุ๊กตาที่จริงเป็นการฝึกทักษะ

รัฐบาลช่วยแก้ไขเรื่องนี้ด้วยเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างความเสียหายอะไรต่อสังคม เด็กๆ เยาวชนมาเล่นเพื่อสนุกสนานกันเท่านั้นไม่ใช่ตู้ม้าหรือตู้สล็อต จึงไม่น่าเข้าข่ายผิดกฎหมายการพนัน

จึงขอความถูกต้องชัดเจนเรื่องนี้มาจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกวันนี้มีความสับสนอย่างมาก
ศรชัย (ศรีย่าน)


เรียนคุณ ‘ศรชัย’ ศรีย่าน
จดหมายของคุณสร้างความงุนงงให้อย่างมากเพราะดูจากลักษณะการเล่นแล้วไม่น่าจะผิดกฎหมายอะไร แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการประกาศชัดเจนในเรื่องนี้

ตู้คีบตุ๊กตานี้มีมากมายตามห้างสรรพสินค้า บางคนก็มองว่าเป็นการฝึกความสามารถส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก และบ้างก็ว่าผิดกฎหมายจนสับสนไปหมด

จึงขอให้หน่วยงานรับผิดชอบให้ความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ด้วย เพราะเจ้าของตู้คีบตุ๊กตาบอกว่าไม่เข้าข่าวพนันแบบตู้ม้า-ตู้สล็อต!
อ๊อด เทอร์โบ


 สำรวจพื้นที่เชียงราย
 เตรียมความพร้อมเกษตรกร

ขอเป็นสื่อกลางแนะนำให้รู้จักกับการดำเนินการของ บจธ. ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน รายละเอียดต่างๆ สามารถสอบถามได้

นี่เป็นอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกรเพื่อการกระจายการถือครองที่ดิน

นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ลงสำรวจพื้นที่เป้าหมายโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ณ แปลงที่ดินใน อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรรวมตัวแจ้งความประสงค์ขอเข้าโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

โดยผู้อำนวยการ บจธ. ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการนี้ ว่าพื้นที่เป้าหมายที่เกษตรกรนำเสนอโครงการมานั้น เดิมเป็นพื้นที่รกร้างที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ และเกษตรกรต้องการให้ บจธ. เข้ามาเจรจาซื้อที่ดิน และนำเข้าโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องต้นแบบเพื่อการกระจายการถือครองที่ดิน

โดยในเบื้องต้น บจธ.จะต้องเข้าไปสำรวจพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมที่จะทำการเกษตรตามที่เกษตรกรได้วางแผนจะใช้ประโยชน์ที่ดินหรือไม่ หากประเมินแล้วมีแนวโน้มที่จะสามารถทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ บจธ.จึงจะเข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อซื้อที่ดิน และนำมาจัดสรรด้วยวิธีเช่าซื้อให้เกษตรกรได้นำใช้ประโยชน์ต่อไปตามเงื่อนไข

หากพบว่ามีความเหมาะสมที่จะทำโครงการ ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องให้เกษตรกรทำแผนเสนอขึ้นมาว่าเมื่อได้รับที่ดินไปแล้วจะมีแผนการทำเกษตรอย่างไร จะปลูกพืชอะไร มีแผนการตลาดอย่างไร และจะมีการรวมกลุ่มกันในรูปแบบไหน เพื่อให้ บจธ. พิจารณาว่าจะมีการจัดแปลงรายย่อยให้แต่ละรายอย่างไร และจะจัดสรรลงแปลงรูปแบบไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าและสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้ก็เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้วยการกระจายการถือครองที่ดินให้มีความเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน

การลงสำรวจพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงราย บจธ.ยังได้นำตัวแทนเกษตรกรและผู้นำกลุ่มเกษตรกรไปเยี่ยมชมและเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการที่ดินของกลุ่มเกษตรบ้านเมืองรวง หมู่ 5 ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย ที่แต่เดิมเคยทำเกษตรแบบใช้สารเคมี แต่ภายหลังเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน และหันมาทำเกษตรอินทรีย์จนประสบความสำเร็จ สามารถประหยัดรายจ่ายและสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัวได้อย่างมั่นคง

นับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ประสงค์ใช้ประโยชน์ที่ดินของบจธ. ได้เรียนรู้เป็นแนวทางเพื่อนำกลับไปเขียนเป็นแผนหรือโครงการเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและชัดเจนต่อไป ทั้งนี้การดำเนินโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร บจธ. จะติดตามดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดินของเกษตรกรให้เป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าจะได้รับความเป็นธรรมและได้รับประโยชน์สูงสุด

ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าวสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610, 09-2659-1689


น้ำท่วมปาก “นักการเมือง” สองฝั่งโขง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วมปาก “นักการเมือง” สองฝั่งโขง

23 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
เขื่อนไซยะบุรี,เขื่อน,ผลิตไฟฟ้า
เปิดอ่าน 7,369 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2562 บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เชิญสื่อมวลชนไทยไปเยี่ยมชมโครงการเขื่อนไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ปราศจากการกักเก็บน้ำ เพราะเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจและการผลิตไฟฟ้าสะอาดเพื่อเป็นมาตรฐานในการพัฒนาประเทศแถบลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

อันที่จริง ทางซีเค พาวเวอร์ หรือ ช.การช่าง เชิญสื่อไทย สื่อลาวไปชมเขื่อนไซยะบุรีหลายรอบแล้ว แต่คิวนี้น่าจะเป็นหมายข่าวเร่งด่วน เพราะเขื่อนไซยะบุรี กำลังตกเป็นจำเลยกรณี “แม่น้ำโขงแห้ง”

บังเอิญปีนี้ มรสุมยังไม่พัดผ่าน แถมเขื่อนของจีนเก็บกักน้ำไว้ เลยส่งผลให้แม่น้ำโขงตอนล่างแห้งขอด องค์กรแม่น้ำนานาชาติ รายงานสถานการณ์ปัญหาความผันผวนของระดับแม่น้ำโขง ที่กำลังเกิดขึ้นที่ภาคเหนือและอีสานของไทย นอกจากภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาคโดยรวม และการลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหงในยูนนานระหว่างวันที่ 5-17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานของไทย โดยเฉพาะ จ.เลย จ.หนองคาย คือ เรื่องการทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 ของเขื่อนไซยะบุรี เป็นเวลา 72 ชั่วโมง

ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทย ได้ทำหนังสือด่วนผ่านคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติลาว และเร่งประสานอย่างไม่เป็นทางการกับเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ให้พิจารณาชะลอการทดลองใช้งานเขื่อนไซยะบุรี เพื่อรอให้น้ำที่ระบายเพิ่มขึ้น

พลิกแฟ้มข่าวเมื่อต้นเดือนเมษายน 2562 ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขณะนั้น พร้อมด้วย ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ได้ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 นับเป็น 1 ใน 8 ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ผู้บริหารงานในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับซื้อไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 ของโครงการ ภายหลังจากที่ กฟผ.อนุมัติการทดสอบระบบการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในช่วง Unit Operation Period หรือ UOP

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายน้ำล้น ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว มีความยาวข้ามลำน้ำ 820 เมตร กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,285 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 7,600 ล้านหน่วยต่อปี เริ่มก่อสร้างในปี 2555 โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 7 เครื่อง แต่ละเครื่องมีกำลังการผลิต 175 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าส่งผ่านระบบส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบสายส่งของ กฟผ. และส่งกลับมายังประเทศไทยทาง อ.ท่าลี่ จ.เลย

ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 8 มีกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ ซึ่งจะผลิตและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบส่งไฟฟ้าขนาด 115 กิโลโวลต์ใน สปป.ลาว

ปัจจุบันโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มีความก้าวหน้ากว่า 98% และจะทยอยเปิดเดินเครื่องเพื่อขายไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบระบบแล้ว ให้แก่ กฟผ. ได้ครบทั้ง 8 เครื่อง ภายในไตรมาส 4 ของปี 2562

กรณีทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 แผนกพลังงาน และบ่อแร่ แขวงไซยะบุรี แจ้งให้ทราบว่า นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โครงการเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี จะเริ่มทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 ซึ่งการทดสอบนี้ จะใช้เวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันนับจากนี้ไป

เจ้าเมืองปากลาย ได้ออกหนังสือเตือนประชาชนที่อยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง ให้ระมัดระวังการขึ้นลงของน้ำอย่างฉับพลัน เมื่อเขื่อนไซยะบุรี จะทำการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ด้าน กิจพจน์ สระสมทรัพย์ ผู้ประสานงานโครงการเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี ได้กล่าวกับ นสพ.เวียงจันทน์ไทม์ ว่า การทดสอบดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบต่อบ้านเรือน พืชผักสวนครัว และสัตว์เลี้ยงของประชาชน เพียงแต่แจ้งให้รู้ว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อน และใต้เขื่อน จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

จริงๆ แล้ว ภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงของไทย ได้เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี มาตั้งแต่เริ่มลงมือสำรวจเตรียมการก่อสร้าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งโครงการดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐบาล สปป.ลาว ยืนยันว่า เป็นโครงการพลังงานไฟฟ้าที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแม่น้ำโขง

อนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลลาวจะอนุมัติให้กลุ่มทุนไทย สร้างเขื่อนบนน้ำโขงอีกแห่งที่บริเวณเมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง ประชาชนไทยคงได้เฝ้ามองตาปริบๆ เหมือนเดิม

ใส่เกียร์แก้ปัญหาจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใส่เกียร์แก้ปัญหาจราจร

23 กรกฎาคม 2562 – 07:21 น.
ปัญหาจราจร
เปิดอ่าน 877 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562

แม้ขณะนี้ รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดส่งเอกสารคำแถลงนโยบายเร่งด่วนจำนวน 80 หน้า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีเตรียมแถลงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ไปให้นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาแล้ว เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการภายในเวลา 1 ปี 12 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชน และปัญหาเฉพาะหน้าเช่น ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการจราจร ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีบางกระทรวงก็เริ่มลงพื้นที่เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนบ้างแล้ว เช่น รัฐมนตรีเกษตรฯ ลงตรวจภัยแล้งในจังหวัดที่กำลังแล้งวิกฤติ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ตรวจพื้นที่ก่อสร้างบริเวณถนนพระราม 2 ซึ่งทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก และถนนสายนี้ก็ได้รับฉายาว่าเป็นถนนเจ็ดชั่วโคตร เพราะซ่อมสร้างไม่จบสิ้น

ว่าด้วยเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดช่วงรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” จะมีก็เพียงพล.อ.ประยุทธ์เองเท่านั้น ที่ลงพื้นที่ตรวจการจราจรพร้อมให้นโยบายการเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางทางถนน ทางเรือ และรถไฟฟ้าหรือการขนส่งมวลชน ทั้งๆ ที่การแก้ไขปัญหาควรเป็นนโยบายรัฐบาลซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกหน่วยงาน โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นแกนหลัก แต่กลับเน้นหนักไปในเรื่องการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางพิเศษระหว่างเมือง รถไฟฟ้า ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หากแต่ปัญหาการจราจรก็เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเยียวยาแก้ไข ลำพัง พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียวนั้น ก็ไม่อาจจะเสกเป่าการจราจรที่คับคั่งทั้งกรุงเทพฯ และเมืองบริวาร ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ซ้ำร้ายยามฝนตก สิ่งที่ตามมาก็คือรถก็ติดหนักติดนานมากขึ้นทุกวันให้ทุเลาลงได้

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หลังว่างเว้นมานานหลายปี เพื่อตรวจตราถนนหนทางที่รถติดหนักเพราะการก่อสร้าง ยังพบข้อบกพร่องบางอย่างของสัญญา ซึ่งก็รับปากว่าจะไปตรวจสอบ ซึ่งนั่นก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการทำงานหลังจากเกียร์ว่างมาเป็นเวลานาน เพราะจะว่าไปแล้ว จำเป็นต้องดูแลอีกหลายโครงการทั้งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างแสนสาหัส ทั้งที่อาจมีวาระซ่อนเร้นไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่ นอกจากนี้ ยังต้องเร่งสานต่อโครงข่ายคมนาคมเพื่อสามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเดินทางของประชาชน ซึ่งศตวรรษข้างหน้านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสู่ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งแนวทางหนึ่งที่มีข่าวจากกระทรวงคมนาคมก็คือการลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า แม้โดยหลักการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ผลพวงที่จะตามมาคือ ทำให้ระบบรางเป็นการขนส่งที่ทุกคนเข้าถึงได้

ตามนโยบายหลักข้อหนึ่งของกระทรวงคมนาคม การลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยการลดค่าโดยสารในการเดินทางทุกระบบ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็ควรดูทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในความดูแลของ กทม. รถร่วมเอกชน เรือโดยสารของเอกชน ไม่ใช่เพียงแค่ให้บริการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีอย่างที่ผ่านมา แต่ที่ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนระบบขนส่งมวลชนทางรางก็คือ เรื่องราคาค่าโดยสารที่แพงเกินไป ยิ่งตั้งแต่ก่อนสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รฟม.จะให้เปิดบริการรถไฟฟ้าเพิ่มเติม ก็ควรจะมี “ราคาถูก” เป็นแม่เหล็กจูงใจให้ประชาชนมาใช้บริการกันมากขึ้น ทำให้คนที่เคยใช้รถส่วนตัวจอดรถไว้ที่บ้าน และคนจนสามารถเข้าถึงได้ ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระประชาชน แก้ปัญหาจราจร และส่งเสริมโครงข่ายการขนส่งระบบรางให้มั่นคง ยั่งยืน ไปพร้อมกัน

ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐกับความเป็นอิสระในการตรวจสอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐกับความเป็นอิสระในการตรวจสอบ

22 กรกฎาคม 2562 – 14:10 น.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,รู้ลึกกับจุฬาฯ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐ
เปิดอ่าน 1,828 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวน่าสนใจสำหรับวงการสื่อสารสนเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ ที่เปิดตัวพร้อมนโยบายเข้ากับยุคสมัยคือการจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอม (เฟคนิวส์ เซ็นเตอร์)

นายพุทธิพงษ์ ระบุว่า จะหารือกับหน่วยงานในสังกัดเรื่องการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเพื่อหาแนวทางดำเนินการกับข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เช่น การแชร์ข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกเรื่องภัยธรรมชาติ โรคติดต่อ และรวมไปถึงข่าวที่ยั่วยุและสร้างความแตกแยกในสังคม เสียหายต่อบ้านเมือง หรือเสื่อมเสียต่อองค์กรอันเป็นที่เคารพของคนไทย

อาจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง จากภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า สถานการณ์ข่าวปลอม หรือ เฟคนิวส์ ในประเทศไทยเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากแพร่กระจายได้ไวและมักได้รับความสนใจจากประชาชน

ผู้ที่มักจะตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงหรือข่าวปลอมก็มักจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัยซึ่งมักไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีหรือสื่อชนิดใหม่ ไม่เท่าทันสื่อว่าข่าวใดเป็นข่าวจริงไม่จริง รูปใดเป็นรูปตัดต่อหรือรูปจริง ประกอบกับสังคมปัจจุบันเป็นสังคมสูงวัยที่มีคนสูงอายุจำนวนมากเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้ปัญหาข่าวปลอมระบาดไปทั่วโลกออนไลน์ได้โดยเร็ว

“ผมได้ไปเก็บข้อมูลที่เวียดนามก็พบว่าเป็นเทรนด์เช่นเดียวกับประเทศไทย เด็กรุ่นใหม่ปัจจุบันมีความรู้เท่าทันสื่อ ตรงกันข้ามกับผู้สูงอายุซึ่งเป็น Digital Migrants เพิ่งอพยพมาเล่น ขณะที่เด็กเขาโตมาก็เล่นเป็นแล้ว”

อาจารย์เจษฎาระบุว่าเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมนั้นเป็นเจตนาดี เพราะแสดงให้เห็นว่าภาครัฐตระหนักถึงปัญหาข่าวปลอมและไม่ได้นิ่งดูดาย อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการศูนย์ดังกล่าวควรจะต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาคสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมที่มีความเป็นอิสระสูง

หากการจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมเป็นหน้าที่เพียงแต่ภาครัฐเป็นผู้ดูแลเพียงผู้เดียวย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาการปิดกั้นข่าวสาร และการตีความของความหมายคำว่า “ข่าวปลอม” ที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐและประชาชน

“เฟคนิวส์ที่ภาครัฐให้นิยามกับประชาชนให้นิยามใช้ตัวเดียวกันไหม ในสหรัฐประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าข่าวที่เขียนโจมตีตัวเขาคือ เฟคนิวส์มันก็ไม่ถูกต้อง และถูกมองว่าเอาข้ออ้างเฟคนิวส์มาปิดปากประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนมองไปทางนั้นได้ว่าตนเองห้ามตั้งคำถามกับภาครัฐ”

อาจารย์เจษฎาชี้ว่า ยิ่งหากเป็นรัฐบาลที่มีความอำนาจนิยมสูงย่อมถูกมองได้ว่าศูนย์สกัดกั้นข่าวสารจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือรัฐบาลในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ทั้งนี้ อาจารย์เจษฎากล่าวว่า ศูนย์สกัดกั้นข่าวสารปลอมในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มีรูปแบบการทำงานในลักษณะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หรือที่เรียกว่า เฟคเช็ก  ซึ่งเป็นองค์กรอิสระออกมาตรวจสอบข้อมูลของรัฐบาล นักการเมือง ฯลฯ โดยตรวจสอบจากการพูด หรือแถลงการณ์ขององค์กรหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้นๆ ว่ามีความจริงเท็จแค่ไหน

“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลตั้งหน่วยงานสกัดกั้นข่าวปลอมขึ้นมาแล้วรัฐบาลจะสามารถตรวจสอบข้อมูลฝั่งตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนว่าจริงหรือไม่จริง หากเป็นอิสระไม่มีคนควบคุมจะต้องตั้งคำถามและตรวจสอบได้ มิฉะนั้นจะเป็นที่ครหาของประชาชน”

อย่างไรก็ตามขณะนี้การจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมยังเป็นเพียงแนวคิดที่จะเริ่มปฏิบัติ และยังไม่มีทิศทางชัดเจน ซึ่งอาจารย์เจษฎาชี้ว่ายังมองไม่เห็นถึงลักษณะการทำงานและหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้ไม่ทราบว่าบทบาทหน้าที่จะซ้ำซ้อนกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มากน้อยแค่ไหน

“ผมเชื่อว่าหากจะสร้างหน่วยงานที่คนยอมรับต้องทำลายความเป็นอำนาจนิยมและการรวมศูนย์ของภาครัฐ เพราะว่าเมื่อมันออกมาจากความคิดของภาครัฐฝ่ายเดียวคนก็จะมองว่าหน่วยงานนี้เป็นเพียงกระบอกเสียงของภาครัฐไม่มีความน่าเชื่อถือ คนไม่ฟัง”

ขณะเดียวกันประชาชนคนไทยเองก็ควรมีความตระหนักและหยุดคิดก่อนเมื่ออ่านข่าว แม้จะมีความปรารถนาดีต้องการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ก็ควรคิดให้ดีก่อนว่าข่าวนี้จริง ไม่จริง มีที่มาชัดเจนไหม อย่างไร รวมถึงตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ

“พึ่งตัวเองก่อนดีกว่าจะไปหวังคนอื่นมาจัดการให้ พลังเล็กๆ ของประชาชนทุกคนรวมกัน ช่วยกันตรวจสอบ ย่อมดีกว่าการพึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์เจษฎาทิ้งท้าย

‘แก๊สหัวเราะ’หวนกลับมาระบาดอีกครั้ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แก๊สหัวเราะ’หวนกลับมาระบาดอีกครั้ง!

22 กรกฎาคม 2562 – 14:05 น.
แก๊สหัวเราะ
เปิดอ่าน 1,177 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

แหล่งท่องเที่ยวยามราตรีทั้งหลาย โดยเฉพาะ “แลนด์มาร์คกลางกรุง” อย่าง “ถนนข้าวสาร” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเบอร์หนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หากสังเกตจะเห็นการติดแผ่นป้ายกันอย่างมากมาย บ้างก็ติดลูกโป่งเอาไว้ที่หน้าร้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าร้านนี้มี “ลูกโป่งแก๊สหัวเราะ” จำหน่าย

ทว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาและก่อนหน้านั้นได้มีการกวาดล้างจนหายไปสักใหญ่ แต่ก็ยังหวนกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง โดยลูกโป่งแก๊สหัวเราะนั้น ถูกนำเข้ามาโดยชาวต่างชาติ ก่อนที่คนไทยจะเล็งเห็นถึงกำไรทางการค้า เลยนำมาทำเป็นธุรกิจ เนื่องจากอุปกรณ์ในการใช้ทำลูกโป่งแก๊สหัวเราะมีความง่ายดาย เพราะเพียงแค่มีตัวบีบและลูกโป่งมัดยางเอาไว้ ซึ่งราคาที่ขายก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ขนาดลูกโป่งใหญ่หรือเล็ก

กระทั่งล่าสุดกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.ดส.บช.น. และ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 คนพร้อมของกลางแก๊สหัวเราะจำนวนมากในพื้นที่ท่องราตรีถนนข้าวสาร เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.ดส.บช.น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบจำหน่าย “แก๊สไนตรัสออกไซด์” หรือ “แก๊สหัวเราะ” ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการตามสถานบันเทิงต่างๆ เป็นจำนวนมาก

พล.ต.ต.สุคุณ บอกว่า หลังมีข้อมูลจึงวางแผนและนำกำลังเข้าตรวจสอบผู้ลักลอบจำหน่ายแก๊สดังกล่าว กระทั่งพบผู้จำหน่ายตลอดทั้งถนนข้าวสารจำนวน 9 คน กำลังนั่งขายลูกโป่งซึ่งบรรจุแก๊สหัวเราะให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมและควบคุมตัวมาสอบปากคำต่อยัง สน.ชนะสงคราม และดำเนินคดีในข้อหา “จำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “จำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ใด ผลิตหรือนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ขณะที่ นพ.ธเรศ อธิบายว่า สำหรับแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือแก๊สหัวเราะ ในทางการแพทย์ใช้เป็นแก๊สดมสลบก่อนการผ่าตัด หรือถอนฟัน ลดอาการปวดได้ดี ออกฤทธิ์รวดเร็ว และหมดฤทธิ์เร็วเช่นกัน ตามกฎหมายถือว่าเป็นยาที่ใช้ตามโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยใช้บรรจุในถุงลมนิรภัย ในรถยนต์ แต่ปัจจุบันพบการลักลอบมาจำหน่ายแก๊สไนตรัสออกไซด์เพื่อมาใช้ในทางที่ผิด นำมาสูดดมตามแหล่งสถานบริการต่างๆ เพื่อให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและเพลิดเพลิน นั่งหัวเราะ

“หากสูดดมเข้าไปมาก จะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ร่างกายไม่สามารถประสานการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ อาจทำให้หกล้ม บาดเจ็บ หรือหมดสติได้ และเมื่อสูดดมบ่อยครั้งเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม มึน ชา กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เหน็บชาบริเวณนิ้วมือนิ้วเท้า รับความรู้สึกไม่ได้ เนื่องจากภาวะขาดวิตามินบี 12 ร้ายแรงสุดอาจเสียชีวิตได้ เพราะแก๊สดังกล่าวจะเข้าไปแย่งออกซิเจนในเลือด เนื่องจากปริมาณแก๊สไนตรัสออกไซด์ที่มาก และเข้าไปแทนที่ออกชิเจนในปอด และในระบบประสาทส่วนกลางจนหมดร่างกายไม่สามารถควบคุมระบบหายใจ ทำให้แขนขาอ่อนแรง สมองเสื่อม ปัญญาอ่อน ถ้าหากสูดดมเข้าไปจนสลบและไม่ถูกเยียวยาแก้ไขในทันที สมองก็จะตาย อาจะมีโอกาสเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทราได้ และถ้าฟื้นกลับมา ร่างกายก็จะไม่เป็นปกติเหมือนเดิม” นพ.ธเรศ ระบุ

สาเหตุที่ยังไม่มีการจับกุมอย่างเข้มงวด เป็นเพราะไม่มีกฎหมายมารองรับ เนื่องจากแก๊สดังกล่าวทางการแพทย์นำมาใช้ผสมเพื่อเป็นยาสลบ ยาชา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว เพราะพบว่ามีอันตราย แต่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของยาบางชนิดเท่านั้น ห้ามครอบครอง เพราะเป็นสารต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 “ฐานผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

แม้จะเป็นสารต้องห้าม แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ยังสามารถจำหน่ายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นช่องโหว่นำแก๊สที่ว่ามาใช้ในทางที่ผิด ทำให้ “แก๊สหัวเราะ” พร้อมจะย้อนกลับมาระบาดได้ทุกเมื่อ..!!

‘ไฟใต้’ โหมกระหน่ำใครจะดับลงได้!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ไฟใต้’ โหมกระหน่ำใครจะดับลงได้!

22 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
ไฟ ใต้,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,884 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอต้อนรับรัฐบาลใหม่และครม.ใหม่ทุกคน ซึ่ง ณ เวลานี้ต่างก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และต่อจากนี้ไปก็จะเริ่มทำงานอย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว

ขณะที่รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงของการเริ่มงานแต่มีปัญหาที่อยากจะบอกว่า ‘ไฟใต้’ หรือความรุนแรงทางภาคใต้ไม่ได้ลดลงเลยและในทางตรงกันข้ามกลับโหมกระหน่ำอย่างหนักมีการลอบยิง  วางระเบิด จนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บไม่เว้นวัน

นี่คือไฟใต้ที่เราต้องทำการดับโดยด่วนปล่อยไว้จะมีผลกระทบรุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึงโดยเฉพาะชาวไทยพุทธต้องอพยพหนีตาย

ชาวบ้านไทยพุทธกลุ่มสุดท้ายไม่ถึง 20 คนที่ ต.สากอ อ.รามัน จ.ยะลา เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุสะท้อนว่าเหตุความรุนแรงทำให้ชาวไทยพุทธกลุ่มใหญ่ที่เคยมีมากกว่า 120 ครอบครัว ได้ย้ายถิ่นไปเกือบหมด

ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20 คน ทั้งที่อยู่ห่างจากวัดเพียง 10 กม. เป็นพื้นที่เขตรอยต่อ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงบ่อยครั้งระหว่างทางจากชุมชนไปวัด จึงไม่มีการยืนบิณฑบาตของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

มีการเรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงนิมนต์พระสงฆ์มายืนบิณฑบาตและสวดมนต์เพื่อเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้าน สร้างความเชื่อมั่นเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบครั้งก่อน ให้ชาวไทยพุทธที่อาจเป็นกลุ่มสุดท้ายได้มีพระและวัดเป็นที่พึ่งทางใจ

นี่คือตัวอย่างว่าทำไมคนที่รักสงบจึงต้องอพยพหนีตาย!
อ๊อด เทอร์โบ


 เชิญร่วมบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์
มูลนิธิรามาธิบดี ร่วมกับริษัทไบรท์สกาย แพลนบี มีดีย เชิญชวนร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ผ่านช่องทางสื่อใหม่คือ ‘จอดิจิทัล เน็ตเวิร์ก’ บริเวณห้องผู้โดยสารขาออก สนามบินดอนเมืองที่จัดไว้ถึง 90 จอ

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.การท่าอากาศยานดอนเมือง อำนวยความสะดวกเต็มที่

การเปิดตัวมีผู้บริหารของไบรท์สกาย แพลนบี มีเดีย คือ วีรวัฒน์ สิงหมณี พร้อมด้วยพิธีกร-นักแสดงจิตอาสา อาทิ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ, พุทธชาด พงศ์สุชาติ ฯลฯ

จึงขอเชิญชวนร่มทำบุญกุศลครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน


 ปัญหาหาบเร่แผงลอย
 ต้องแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ผมมีเรื่องนำมาแจ้งให้ทราบถึงสิ่งที่เห็นมาบ่อยๆ จนชาชินคือการควบคุมหาบเร่แผงลอยที่เห็นกันมาทุกวี่วัน

ปัญหาเรื่องหาบเร่แผงลอยที่มีการตั้งร้านค้ารุกล้ำลงมาบนถนนกีดขวางช่องทางจราจร สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แถวเยาวราช, ราชวงศ์, ทรงวาด มีร้านค้า ร้านอาหารมากมายเรียงรายอยู่บนฟุตบาท บางส่วนก็ล้ำมาบนถนน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะตั้งรกรากอยู่กันมานับสิบปี กลายเป็นวิถีชีวิตที่คนคุ้นเคยไปแล้ว

มีการจัดระเบียบร้านค้า ขอความร่วมมือจากพ่อค้าแม่ค้า ไม่ให้ตั้งร้านรุกล้ำลงมาบนถนนแต่บางครั้งไม่สามารถควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อย

แม้จะทำยากเพราะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่กทม.ควรพิจารณาทำให้ดีกว่านี้นะครับ
อมรพล (ทรงวาด)

ตอบคุณ ‘อมรพล’ ทรงวาด
บริเวณที่แจ้งมานั้นผมเคยไปบ่อยครับและเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้วเพราะมีมานานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของย่านเยาวราชไปแล้ว เรื่องจะไปจัดระเบียบคงยากมาก สิ่งที่ทำได้คงได้แค่ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ต้องขอให้ ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯ กทม. ช่วยดำเนินการด้วยครับ เพราะไชน่าทาวน์หรือแถวเยาวราชนี่ต้องใช้แบบนุ่มนวล คือขอความร่วมมือให้เห็นแก่ส่วนรวม

บางทีเราก็ต้องใช้วิธีการนี้แหละ สังคมไทยจะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความเข้าใจกันและเอื้ออาทรต่อกัน
อ๊อด เทอร์โบ


เก็บตก “วังน้ำเขียว” สามมิตรโชว์เหนือเจ้าบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เก็บตก “วังน้ำเขียว” สามมิตรโชว์เหนือเจ้าบ้าน

22 กรกฎาคม 2562 – 11:53 น.
พปชร,พลังประชารัฐ,สานพลังประชารัฐ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,กลุ่มสามมิตร,วิรัช รัตนเศรษฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองก,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อุตตม-สนธิรัตน์
เปิดอ่าน 8,951 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 22 ก.ค.62

***************

บรรดา ส.ส.หน้าใหม่หน้าเก่า ฝ่าแดดแล้งมุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว เพราะมีนัดหมายสัมมนาใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ในหัวข้อ “เสริมศักยภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ที่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค.2562 เพื่อซักซ้อมเตรียมความพร้อมการทำงานในสภา ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. เป็นต้นไป

ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่กองทัพสื่อ เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาให้กำลังใจ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่เช้าวันที่ 22 ก.ค.นี้

พล.อ.ประวิตร มาให้กำลังใจ ส.ส.พลังประชารัฐ

รัตนเศรษฐ” เจ้าภาพ

ในฐานะประธานวิปรัฐบาล “วิรัช รัตนเศรษฐ” ส..บัญชีรายชื่อ จึงเลือก 88 การ์มองเต้ รีสอร์ทวังน้ำเขียว โคราช เป็นสถานที่สัมมนาใหญ่ของพรรค พปชร.

วิรัช รัตนเศรษฐ แม่ทัพใหญ่โคราช

อันที่จริง โกลด์เมาท์เทน วังน้ำเขียว รีสอร์ตขนาดใหญ่ของลูกสาว “กำนันประนอม โพธิ์คำ” ผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ พปชรก็น่าจะรองรับได้ อาจเป็นเพราะกำนันประนอม สังกัดค่ายสามมิตร เลยต้องใช้รีสอร์ทอื่นแทน

ในจำนวน ส..เขตของนครราชสีมา มี ส..พลังประชารัฐ คน แยกเป็นกลุ่มบ้านรัตนเศรษฐ คน ส่วน เกษม ศุภรานนท์ (เขต 1) และสมศักดิ์ พันธ์เกษม (เขต 11) ที่มีกำนันประนอม โพธิ์คำ และแรมโบ้สุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นแนวร่วมนั้น สังกัดกลุ่มสามมิตร

ต้องรอดูศึกเลือกตั้งนายก อบจ.โคราช กลุ่มบ้านรัตนเศรษฐ จะงัดข้อกับกลุ่มสามมิตรหรือไม่?

กลุ่มสามมิตรเหนียวแน่น

การสัมมนาใหญ่ของพลังประชารัฐเที่ยวนี้ ด้านหนึ่งก็ต้องการลบภาพรอยร้าวของแต่ละก๊ก แต่ละมุ้งในช่วงจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี อย่าง สิระ เจนจาคะ” ..กทมกลุ่มสามมิตร ได้เดินเข้ามาขอกอด “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ต่อหน้ากองทัพสื่อที่รีสอร์ตวังน้ำเขียว

สิระ เจนจาคะ ขอกอด สนธิรัตน์ เลขาธิการพรรค

ถ้ายังจำกันได้ “เสี่ยบ้านทรงไทย” สิระ รับอาสาแถลงข่าวไล่สนธิรัตน์พ้น ตำแหน่งเลขาฯ บอกเป็นภัยความมั่นคงของพรรค ทำหน้าที่บกพร่อง ไม่ควรรับตำแหน่ง รมว.พลังงาน

บรรยากาศงานภาคกลางวัน

ตกค่ำวันนั้น แม่ทัพวิรัช จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญเอาฤกษ์เอาชัย และกำหนดให้เป็นธีมคาวบอย รัฐมนตรี ส..ทั้งชายหญิง แต่งกายในชุดคาวบอย คาวเกิร์ล ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน

ทีม ส.ส. ร้องรำทำเพลง

..ก็แยกกันตามมุ้งตามกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นั่งหัวโต๊ะ โดยมี ส..กลุ่มสามมิตรมาร่วมแจมกันมากกว่าโต๊ะอื่น

สุริยะ สมศักดิ์ นั่งหัวโต๊ะกลุ่มสามมิตร

ขณะที่ กุมาร อุตตม สาวนายน รมว.คลังสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และกอบศักดิ์ ภูตระกูล มาประชุมช่วงบ่าย เสร็จแล้วกลับกรุงเทพฯเลย

รายการภาคค่ำ จึงเป็นคิวโชว์พลังของสามมิตรนั่นเอง 

สามมิตร”เดินสายสร้างภาพ?

ย้อนไปเมื่อวันที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าทำงานในกระทรวงวันแรกเมื่อ 19 ..2562 ได้มี ส..พลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตร ยกขบวนไปให้กำลังใจหลายสิบคน

ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์

ที่เห็นชัดคือ “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ส..ราชบุรี และกำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา ที่เป็นคนสนิทสมศักดิ์ เหมือนกับเสี่ยแฮงก์ “อนุชา นาคาศัย” ส..ชัยนาท ที่พักหลังเก็บเนื้อเก็บตัว

วันเดียวกัน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม ยังพากลุ่ม ส..สายสามมิตร และกลุ่ม ส..อีสาน ยกขบวนไปให้กำลังใจ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.คลัง

กลุ่มสามมิตร ไชโยลั่นวังน้ำเขียว

การเดินเกมให้กำลังใจหัวหน้าพรรคของ สุริยะ ก็เหมือนการขอโทษคณะผู้บริหารพรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีการเคลื่อนไหวเชิงข่มขู่กร้าวร้าว จนทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มเสียหาย

มีข้อน่าสังเกตว่า “สุริยะ” ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้ากับ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง ที่จะยกขบวนมาให้กำลังใจ บังเอิญสันติเข้ากระทรวงมาเจอพอดี “ภิญโญ นิโรจน์” ส..นครสวรรค์ กลุ่มสามมิตรเลยมอบช่อดอกไม้ให้แทน

นี่ก็กลุ่มสามมิตร

เดิมทีกลุ่มเพชรบูรณ์ ก็เป็นแนวร่วมกับสุริยะสมศักดิ์ แต่ตอนหลังแยกตัวออกไป ทำให้สันติได้ รมช.คลัง ส่วนเสี่ยแฮงก์กลับชวด รมช.คลัง

ดูขุมกำลังวันที่ ส.สุริยะ ยกขบวนไปกระทรวงการคลัง ถือว่า สามมิตรยังมีพลังอยู่