เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน

22 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
ลอตโต้,ผู้สูงอายุ,การพนัน,เหงา
เปิดอ่าน 1,409 ครั้ง

เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้ผู้บริหารกองสลากฯ คึกคักเตรียมออกพนันรูปแบบใหม่ ทั้งหวยออนไลน์ ลอตโต้ สลากขูด น้ำเต้าปูปลา ฯลฯ จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงพฤติกรรมติดพนันของคนไทยจะมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เล่นพนันมากขึ้นกว่า 4 ล้านคน เป็นหนี้สินไม่ต่ำกว่าคนละหมื่นกว่าบาท ยอดหนี้รวมทะลุ 1.5 พันล้านทั่วไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน!

รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคสมัยพยายามผลักดันวิธีลัดหาเงินง่ายสุดคือเงินจากพนัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเปิดบ่อนกาสิโน ขายหวยออนไลน์ บ่อนไก่ชน สลากลอตโต้ ฯลฯ โดยเฉพาะการขาย “สลากลอตโต้” ที่สามารถสะสมยอดเงินรางวัลแบบสมทบไปเรื่อยๆ จนคนชนะแจ็กพอตอาจได้สูงถึงหลักพันล้านหมื่นล้านบาทแบบฝรั่งนั้น เป็นเสมือนความฝันของรัฐบาลทุกยุค แต่สุดท้ายมาติดขัดที่กฎหมายซึ่งใช้ตั้งแต่ปี 2517 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า สลากกินแบ่งต้องเป็น “ลักษณะการพิมพ์ขาย” เท่านั้น และไม่สามารถเอาเงินรางวัลไปสมทบกับยอดเดือนถัดไป ทำให้เลียนแบบสลากลอตโต้ของฝรั่งไม่ได้

ในที่สุดรัฐบาล คสช. ปลดล็อก ประกาศใช้กฎหมายใหม่ชื่อ “พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562” ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้ออกสลากรูปแบบอื่นได้และเงินรางวัลสมทบในงวดถัดไปได้ด้วยแต่ไม่เกิน 1 งวด

กฎหมายนี้ทำให้นโยบาย “สลากลอตโต้” ที่ผู้บริหารกองสลากฯ เคยเสนอไอเดียฝันหวานเมื่อหลายปีก่อนใกล้ความจริงเข้ามา เสนอเงินรางวัลแจ็กพอตไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท เพื่อแย่งเงินลูกค้าหวยใต้ดินหลักแสนล้านบาทมาเข้ากระเป๋ารัฐแทน รูปแบบสลากลอตโต้อาจเลียนแบบของญี่ปุ่นหรือไต้หวันที่มีหมายเลข 1-43 ให้ผู้ซื้อเลือกแทงจำนวน 6 หมายเลข หรือที่เรียกว่า “ลอตโต้ 6 บอล”

ล่าสุดวันที่24 มิถุนายน 2562 “พชร อนันตศิลป์” ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังตั้งทีมศึกษาผลิตภัณฑ์การพนันใหม่ๆ ที่มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต เช่น ออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว หรือ 4 ตัว 5 ตัว รวมถึง “การออกลอตโต้” ให้คนซื้อเลือกตัวเลขได้เอง และสลากรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเลขอาจเป็นรูปภาพหรือตัวหนังสือแทน แถมเปิดเผยไอเดียว่าจะมีรางวัลแจ็กพอตใหญ่เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคาและหวยใต้ดิน และจะศึกษาเรื่องความถี่ในการออกรางวัลด้วย เพราะปัจจุบันประเทศไทยออกสลากเดือนละ 2 ครั้ง ติดอันดับประเทศออกสลากถี่น้อยสุดในโลก น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือนข้างหน้า หวังให้ทันปีงบประมาณ 2563 พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

“การออกสลากรูปแบบใหม่จะช่วยลดปัญหาหวยใต้ดินปีละ 5 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท ช่วยไม่ให้ประชาชนถูกโกง จากผลการศึกษารอบ 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการเล่นหวยใต้ดินขยายตัวจาก 1 แสนล้านเป็น 5 แสนล้านบาทต่อปี”

ด้าน รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิจัยปัญหาการพนันในภาคอีสาน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่ารู้สึกเป็นห่วงที่กองสลากฯ เร่งรีบออกการพนันรูปแบบใหม่ๆ เพราะงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าเงินที่รัฐบาลหามาได้จากการขายสลากหรือหวยบนดิน หวยออนไลน์ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับสร้างปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และภาวะติดพนันงอมแงม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นและผู้สูงวัย

“ปัญหานี้มองได้หลายมิติ เช่น การขายสลากออนไลน์เลขท้าย 2-3ตัว จะทำให้แม่ค้ารายย่อยที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขายสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีรายได้อีกต่อไป จากที่เคยขายได้เดือนละ 2 ครั้ง ก็ต้องไปหางานอื่นทำ ส่วนอีกมิติหนึ่งคือการออกลอตโต้ หรือสลากพนันออนไลน์ต่างๆ จะกระตุ้นให้คนอยากเล่นพนันมากขึ้น เพราะถ้าเล่นแล้วได้เงินก็อยากเล่นอีก แต่ถ้าเล่นเสียก็ยิ่งเล่นมากขึ้นเพราะหวังเอาคืน นั่นคือผีพนันเริ่มเข้าสิงแล้ว”

นักวิชาการข้างต้นกล่าวถึงกลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มเด็กและกลุ่มคนสูงวัย โดยกลุ่มเด็กอาจไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์แล้วซื้อหวยได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น ก็ยิ่งหลงใหลควบคุมยาก ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุในวันนี้เริ่มมีสมาร์ทโฟน เล่นโปรแกรมไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่มีเวลาว่างและนิยมเล่นหวยใต้ดินอยู่แล้ว ถ้ามีหวยออนไลน์จะยิ่งส่งเสริมให้เล่นพนันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในชนบท หรือแม้แต่ข้าราชการที่เกษียณอายุ มีกลุ่มไลน์แลกเปลี่ยนข้อมูลเลขหวยตลอดเวลา

“ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าการออกหวยออนไลน์หรือสลากประเภทอื่นๆ จะช่วยลดปัญหาคนเล่นหวยใต้ดินได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ไปแล้วว่า การเล่นหวยใต้ดินมีหลายปัจจัยเป็นเรื่องของเครือข่ายเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง การให้สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง มีความเชื่อใจและความสัมพันธ์หลายมิติ คงไม่สามารถแย่งลูกค้าหวยใต้ดินมาได้ ส่วนเรื่องการออกสลากให้ถี่ขึ้นมากกว่า 2 เดือนครั้ง ก็ไม่น่าแก้ปัญหา เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านเล่นหวยหุ้น หวยลาว หวยเวียดนาม ที่ออกแทบทุกวัน หวยออนไลน์มาทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินมากขึ้น คนสูงอายุปกติไม่มีงานทำก็เอาเงินเก็บหรือเงินที่ได้จากลูกหลานมาเล่นพนันหมด”

นักวิชาการข้างต้นกล่าวแนะนำต่อว่า รัฐบาลควรใช้ความคิดในการหาเงินหรือรายได้เข้ารัฐ ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า ใช้ทักษะหาเงินด้วยนโยบายใหม่ๆ ที่ยั่งยืน ไม่ควรบ่มเพาะนิสัยติดพนันหรือเปิดทางให้ชาวบ้านเล่นพนันรูปแบบอื่นๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จากข้อมูลงานวิจัยหัวข้อ “การเล่นพนันในกลุ่มผู้สูงวัย : จุดเริ่มต้น สถานการณ์ และผลกระทบ” ของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุผลสำรวจปี 2560 พบตัวเลขนักพนันสูงวัยในไทยกว่า 4 ล้านคน และเกือบ 1.5 แสนคน มีหนี้สินจากการเล่นพนันเฉลี่ยต่อหัว 10,377 บาท รวมแล้วกว่า 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้เล่นพนัน 4 ล้านคนนั้นเพิ่มจาก ปี 2558 ที่มี 3.39 ล้านคน เพิ่มถึงร้อยละ 21 ภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปี พื้นที่ภาคอีสานมีนักพนันสูงวัยมากสุด 1.63 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลาง 7.93 แสนคน ภาคเหนือ 7.09 แสนคน ส่วนภาคใต้และกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไม่ต่างกันมาก คือ 4.85 แสนคน และ 4.76 แสนคน ตามลำดับ

การพนันยอดนิยมในกลุ่มผู้สูงอายุได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล 3.07 ล้านคน และหวยใต้ดิน 2.56 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 7 แสนคนยอมรับว่าตนเองติดพนันและได้รับผลกระทบ 3 อันดับแรก คือ เกิดปัญหาความเครียด ร้อยละ 48 ปัญหาขาดเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำ ร้อยละ 41 และปัญหามีปากเสียงทะเลาะกับคนในครอบครัว ร้อยละ 29

ข้อมูลวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้สูงวัยมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของการพนันได้ง่าย เพราะมีเวลาว่าง มีความเหงา และมีเงินเก็บที่สะสมไว้ตั้งแต่วัยทำงาน เมื่อติดพนันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตเกิดความเครียดจากหนี้สิน กลายเป็นปัญหาครอบครัว และเมื่อสุขภาพเสื่อมโทรมลงก็ยากที่จะฟื้นฟูรักษา สรุปว่า ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเปราะบางต่อปัญหาติดพนัน

แม้ตัวแทนกองสลากฯ พยายามยืนยันว่าก่อนออกพนันรูปแบบใหม่จะทำประชาพิจารณ์และสอบถามความเหมาะสมกับทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เครือข่ายภาคประชาชนเคลื่อนไหวต่อต้านการพนันไม่ค่อยเชื่อมากนัก

เพราะคำสั่งนี้คงไม่มีใครกล้าแตะเบรก รู้ๆ กันอยู่ว่า “รัฐบาลใหม่” ต้องการ “หาเงินง่ายๆ” มาสั่งซื้อสั่งจ่ายตามนโยบายหาเสียงที่ “สัญญากับชาวบ้าน” ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา!

ลุงตู่ 2 บริหารไม่ง่ายเมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380513?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ 2 บริหารไม่ง่ายเมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

22 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
อำนาจพิเศษ,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,209 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

รัฐบาลเก่าหมดอำนาจไป รัฐบาลใหม่มาแทนที่แต่ผู้นำรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดิม คือ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่​มีความต่าง​ตรง​ที่​การเป็น​นายกรัฐมนตรี​รอบ​สอง​ไร้​ซึ่ง​ “อำนาจ​พิเศษ” คือไม่มี​อำนาจ​ตาม ม.44 ที่สามารถ​จะ​ออก​หรือ​แก้ไข​กฎหมาย​โดย​ไม่​ผ่าน​สภา ไร้อำนาจ​พิเศษที่​จะเรียกคนซึ่ง​มี​ความ ​“เห็น​ต่าง” ไปปรับ​ทัศนคติอย่าง​เช่น​ 5 ปี​ที่ผ่านมา

เฉพาะ​การ​เรียก​บุคคล​ที่​เห็น​ต่าง​ซึ่ง​ คสช.เห็น​ว่า​อาจจะ​เป็น​ภัย​ต่อ​ความมั่นคง​ มีการเรียก​บุคคล​ไป​ปรับ​ทัศนคติ​ถึง​ 1,349 คนใน​ระยะเวลา​ 5 ปี​ มีการออกประกาศ​-คำสั่ง​ คสช. และม.44 ซึ่ง​ถือเป็น​กฎหมาย​พิเศษ​ที่​คสช.ใช้​อำนาจ​รัฏฐาธิปัตย์โดย​ไม่ต้อง​ผ่านสภา​ถึง​ 456 ฉบับ​ในช่วง​ 5 ปี​ที่ผ่านมา

แต่​นับจากนี้​ต่อไปไม่​มี​ คสช. ไม่มี​อำนาจ​ในการเรียกบุคคล​ไปปรับ​ทัศนคติ​ ไม่มี​อำนาจ​รัฏฐาธิปัตย์ในการประกาศใช้​กฎหมาย​ ทุกอย่าง​ต้อง​เข้า​สู่​ระบบ​ หาก​ใคร​เห็น​ต่าง​หรือ​เป็น​ภัย​ต่อ​ความมั่นคง​ก็จะต้อง​ดำเนินการ​ตาม​กระบวนการ​ปกติ​และ​ต้อง​เข้า​กระบวนการ​ศาล​ยุติธรรม​พลเรือน​ มิใช่​ศาล​ทหาร​ หาก​ต้องการ​ออก​หรือ​แก้ไข​กฎหมาย​ต้อง​เสนอ​ต่อ​รัฐสภา​ ยิ่ง​สภาพ​เป็น​รัฐบาล​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​เช่น​นี้​การเสนอกฎหมาย​เข้า​สภา​ไม่ใช่​เรื่อง​ง่าย​เฉกเช่น​สภา​นิติ​บัญญัติ​ดัง​ 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่​เพียง​ความ​ยากลำบาก​ในกระบวนการสภา​ที่​จะ​ผ่าน​ด่าน​ในการเสนอกฎหมาย​ หรือ​การ​เปลี่ยน​กระทู้​และ​ญัตติ​ต่าง​ๆ เพราะ​สภาเป็น​ที่​พูด​ ซึ่ง​ปัญหา​ใหญ่​ของ​ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ ​จันทร์​โอชา คือ​การ​ควบคุม​อารมณ์​ที่​จะสามารถรักษา​ภาพ​ความเป็​น “คุณ​ลุง​ใจดี” ดังเช่น​ที่​เริ่ม​ต้นใหม่​ ตั้งแต่​ 16 กรกฎาคม​ ที่ผ่านมา ​ว่า “เริ่ม​ต้น​ใหม่” ไปได้สักกี่น้ำ ​เพราะ​จะต้อง​ทนเผชิญ​กับ​แรง​ “ยั่ว​ยุ” ของ​ฝ่าย​ค้าน​ทั้ง​ใน​และ​นอก​สภา

การ​ยั่ว​ยุที่​จะเกิดขึ้น​ของ​ฝั่ง​ตรงข้าม​จะ​เป็น​ไป​ได้​ทั้ง​การ​ยั่วยุ​โดย​ข้อมูล​จริง​และ​ข้อมูล​ “ที่​สร้าง​ขึ้น” เพื่อ​ให้​ลุง​ตู่​ “ตกหลุม” แห่ง​การ​ยั่วยุ​ จะได้ระเบิด​อารมณ์​ และ​เกิด​ “เหตุ” ที่​คาด​ไม่ถึงขึ้น​ได้​ และ​เหตุ​นั่นจะเป็​น​ลบต่อ​รัฐบาล​มาก​กว่า​เป็น​บวก

ขบวนการ​ “ยั่วยุ” ที่​จะเกิดขึ้น​ทั้ง​ในและนอกสภานั้น​ สืบเนื่อง​จาก​ไม่​มี “อำนาจ​พิเศษ​” เป็น​เกราะ​ป้องกัน​ตน​หรือ​เล่น​งาน​คู่​ต่อ​สู้​ ทำให้​ไม่มี​ใคร​ “กลัว” อำนาจ​รัฐ​ปกติ​อีก​ต่อไป

จึง​ไม่​น่าแปลก​ใจที่จะ​เจอ​​คำขู่​ของ​ ร.ต.อ.เฉลิม​ อยู่​บำรุง​ ว่า​จะ​เผชิญ​กับ​ “นรก” แม้ว่า​ ร.ต.อ.เฉลิม ​จะ​ไม่​ได้มี​โอกาส​เข้า​สภา​ เพราะ​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ของ​พรรค​เพื่อ​ไทย​สอบตก​ทั้ง​พรรค​ก็​ตาม แต่ ​“ยี่ห้อเฉลิม”​ เมื่อ​ออกมา​ขู่​ขนาด​นี้​ต้อง​สร้าง​แรง​ “ยั่วยุ” ถึง​นายกรัฐมนตรี​และ​รัฐบาล​ได้​มาก​โข

การ​ออกมา​ของร.ต.อ.เฉลิม​ เป็น​เพียง​ตัวอย่าง​หนึ่ง​หลัง​ “อำนาจ​พิเศษ” ของ​ลุงตู่หมด​ไป​ ก่อน​หน้า​นี้​ 5 ปี​ที่ผ่านมา​ จะ​ไม่​เห็น​ปฏิกิริยา​และ​การ​เคลื่อนไหว​ในลักษณะ​ “ต่อต้าน​-ยั่วยุ” ของ​ “ขุนศึก​ฝั่ง​ธน​” ผู้​นี้​มา​ก่อน

หลัง​จาก​นี้​นักการเมือง​ที่​ “แกล้ง​ตาย” อีก​หลาย​คน​จะ​ลุกขึ้น​มา​ท้าทาย​อำนาจ​ลุงตู่​ และ​ต้อง​บอกว่า​ “ไม่​ง่าย” ที่​จะรับมือ​ เพราะ​สถานการณ์​ต่อจากนี้​ไม่​เหมือน​ 5 ปี​ที่ผ่านมา​อีก​ต่อไป

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

22 กรกฎาคม 2562 – 08:35 น.
ลุงตู่,อำนาจพิเศษ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,636 ครั้ง

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็นฝ่ายค้านท้ารบลุงตู่เมื่อไม่มีอำนาจพิเศษ

 “สมชาย” กล่าวว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลในไม่กี่วันข้างหน้านี้เป็นการอภิปรายของฝ่ายค้านหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณและประชุมครม.ครั้งแรกไปแล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการดีใจเพราะครั้งนี้ได้เป็นนายกฯ ที่มาจากรัฐสภา ตอนนี้หลายชาติ เช่น สหรัฐส่งหนังสือแสดงความยินดีมายัง พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากห้าปีที่แล้วไม่ส่งหนังสือแสดงความยินดีเพราะตอนนั้นยึดอำนาจและสหรัฐวางหลักไว้ว่าคว่ำบาตรวิธีแบบนี้ แต่จากนี้ทุนของสหรัฐจะเข้ามาลงทุนในไทยมากเพราะจะกลับมาชิงการนำในอาเซียนรวมทั้งชาติต่างๆ จะทยอยส่งหนังสือแสดงความยินดีกับรัฐบาลนี้

ห้าปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจพิเศษของคสช.แต่วันนี้ไม่มีแล้ว การปรับทัศนคติของคสช.โดยเรียกมา 1,349 คนเมื่อห้าปีที่แล้วก็จะไม่มีแล้ว รวมทั้งยังเคยออกกฎระเบียบพิเศษสามส่วนจำนวน 45 6ฉบับ ที่มีสถานะเป็นกฎหมาย แม้จะยกเลิกไปมากและเหลืออยู่หกสิบห้าฉบับหากจะยกเลิกหรือแก้ไขต้องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาโดยทำในรูปแบบพ.ร.บ. ตรงนี้ก็จะไม่มีอำนาจพิเศษนั้นๆ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติในตอนนั้นคือ สนช. ออกกฎหมายสี่ร้อยห้าสิบหกฉบับก็จะไม่มีอีกเช่นกัน

ดังนั้นอำนาจปกติที่ฝ่ายค้านมีในตอนนี้และท้าทายอดีต คสช.ที่วันนี้ไม่มีอำนาจพิเศษแล้ว จะทดสอบ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะฝ่ายค้านจัดทีมอภิปรายหกด้านในการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลและคุณสมบัติรัฐมนตรีไว้หลายคนในสี่กลุ่มคือ กลุ่ม 3 ป. เรื่องสืบทอดอำนาจและเรื่องส่วนตัวในอดีต, กลุ่มหกรัฐมนตรีด้านคุณสมบัติที่เคยกล่าวในรายการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, กลุ่ม กปปส. คือข้อหากบฏ, กลุ่มครม.บางคนที่ถือหุ้นสื่อและรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา โดยรัฐมนตรีบางคนนั้นอาจโดนไม่หนักเพราะน่าจะชี้แจงได้ บางคนอาจโดนหนักโดยเฉพาะในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะกลุ่ม 3 ป. คือหัวใจรัฐบาลเพราะฝ่ายค้านวาง ส.ส.ดาวสภาบางคนไว้แทนแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนที่ตอนนี้เป็นกุนซือให้ เพราะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ไม่ได้เข้าสภา

การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีการลงมติ แต่ฝ่ายค้านจะใช้วิธีนี้ทำลายความเชื่อถือของรัฐบาลไปเรื่อยๆ และเน้นกลุ่ม 3 ป. กับพรรคพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว แต่อยู่ที่วิธีการชี้แจงสวนกลับของฝ่ายรัฐบาลหากทำได้ ฝ่ายค้านก็จะเสียคะแนนไปเอง

 “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า ห้าปีที่แล้วสหรัฐบอยคอตไทยเพราะเกิดการยึดอำนาจตอนนั้นสหรัฐปล่อยให้จีนกับญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเยอะ แต่จากนี้สหรัฐและอียูจะกลับมาประสานกับไทยแบบปกติเพราะเสียโอกาสให้สองชาติดังกล่าวไป วันนี้อำนาจพิเศษที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีแล้วนั้น เชื่อว่าองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลจะมีเหมือนในอดีต งานนี้เชื่อว่าดาวสภาของพรรคร่วมรัฐบาลจะดูแลรัฐมนตรีของตัวเองและปล่อยส.ส.พรรคพลังประชารัฐไปดูแลกลุ่ม 3 ป.ในวันนั้น

  “บากบั่น” สรุปว่า งานนี้เป็นปฐมบทและบททดสอบของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะโดนฝ่ายค้านอภิปรายเป็นครั้งแรก รอดูว่า กลุ่ม 3 ป. จะชี้แจงอย่างไร

ส่วนวิธีจัดทัพของพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทยในวันนี้นั้น “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สืบมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย วันนี้มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารพรรคแล้ว แม้ก่อนการเลือกตั้งจะมีสามพรรคคือ เพื่อไทย เพื่อธรรม ไทยรักษาชาติ ลงสนามเลือกตั้ง ตอนนั้นสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ถูกส่งไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม แต่มีการเปลี่ยนใจให้ไทยรักษาชาติเป็นพรรคที่รับบทรองจากเพื่อไทย สมพงษ์ จึงย้ายกลับมาลงส.ส.เชียงใหม่ของเพื่อไทย ลดบทบาทของเพื่อธรรมลงในตอนนั้น และน่าสงสัยว่าทำไมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ไม่ลงมาเป็นหัวหน้าพรรคเองแต่ส่ง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรคแทน

ส่วนบทบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งทำงานการเมืองมาระยะหนึ่งโดยมีคนฝ่ายซ้ายซึ่งเคยระดมความคิดให้พรรคไทยรักไทยในอดีตมาช่วยวางบทบาทให้พรรคอนาคตใหม่นั้น จะมีบทบาทเช่นใด เพราะวันนี้อนาคตใหม่ใช้วิธีให้ความรู้และเปลี่ยนความคิดแก่คนรุ่นใหม่ที่เป็นวิธีฝ่ายซ้ายใหม่นำมาใช้ และเลือกยึดเมืองหลักๆ ของประเทศให้ได้โดยวางคนไปทำงานการเมืองท้องถิ่น โดยใช้อดีตสมาชิกของพรรคเพื่อไทยมาลงสมัครในนามอนาคตใหม่ ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่าปีนี้น่าจะไม่มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อนาคตใหม่จึงเน้นเลือกตั้งนายก อบจ.ก่อน

“บากบั่น” วิเคราะห์ว่า มีตัวแทนสองกลุ่มในพรรคเพื่อไทยคือกลุ่มเจ๊หน่อยกับกลุ่มเจ๊แดงและซีกของทักษิณ ชินวัตร ที่ตอนนี้แทบไม่มีบทบาทแล้ว การที่สมพงษ์กลับมาอยู่เพื่อไทยและเป็นหัวหน้าพรรคในวันนี้ เพราะคราวนี้เพื่อไทยจะเล่นบทนำในรัฐสภาโดยที่สมพงษ์กลับมาครั้งนี้เพราะใครบางคนในกลุ่มสองเจ๊ดึงกลับมา โดยสมพงษ์จะประสานบางส่วนของพรรคพลังประชารัฐได้เพราะสมพงษ์เคยเป็นแกนนำกลุ่ม 16 และน่าจะประสาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้โดยสายสัมพันธ์ในอดีต ส่วนซีกของทักษิณ เช่นภูมิธรรม เวชยชัย อาจย้ายไปทำงานพรรคอื่น

เชื่อว่าโครงสร้างพรรคเพื่อไทยที่มีกลุ่มสองเจ๊นั้นทำงานยากเพราะเป็นปลาคนละน้ำ และได้ข่าวว่าบ้านจันทร์ส่องหล้าปิดประตูบ้านและท่อน้ำเลี้ยงตัน วันนี้กลุ่มสองเจ๊จึงต้องออกทุนในการบริหารพรรค เมื่อเป็นแบบนี้มองว่าจะฝากความหวังของพรรคเพื่อไทยในบทบาทฝ่ายค้านนั้นทำงานยากเพราะส.ส.เพื่อไทยในรัฐสภาบทบาทน้อยกว่าแกนนำพรรคที่ไม่ได้เป็นส.ส.

ส่วนอนาคตใหม่ที่ทำงานนอกสภานั้น ได้ยินมาว่าแกนนำหลังบ้านของอนาคตใหม่คือคนที่เคยทำงานให้ทักษิณและคนเดือนตุลาและมีกระแสข่าวว่าจะจับมือกับเพื่อไทยในการลงสนามท้องถิ่นบางจังหวัด แต่อย่าลืมว่าเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนเลือกตั้งส.ส. เพราะต้องมีปัจจัยกระสุนดินดำไว้ใช้ด้วย

“สมชาย” สรุปว่า คุณหญิงสุดารัตน์เลือกอยู่ตรงนั้นเพราะกลัวโดนตัดสิทธิทางการเมืองหากพรรคเพื่อไทยโดนสั่งยุบพรรค ส่วนอนาคตใหม่กำลังวางฐานแบบป่าล้อมเมืองคือทำงานการเมืองท้องถิ่น

รับมือวิกฤติแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380377?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือวิกฤติแล้ง

22 กรกฎาคม 2562 – 07:25 น.
ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,522 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562

  ปัญหาแล้งปีนี้ดูน่าวิตกอย่างยิ่ง แม้ยังไม่สิ้นฤดูฝนแต่สถานการณ์น้ำน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนจะรุนแรงและส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ว่า นับแต่นี้ไปหลายพื้นที่คงจะตกอยู่ในภาวะกันดารจากฝนทิ้งช่วงมา 3 สัปดาห์ ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านอย่างมิอาจหลีกเลียง   ซึ่งล่าสุดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 14.85 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (เมตรรทก.) ซึ่งระดับที่เหมาะสมควรไม่ต่ำกว่า 15.00 เมตร รทก.  อีกทั้งน้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อน ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่มีน้ำไหลลงอ่าง มีแต่การระบายออกจากอ่างเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เป็นหลัก

 รัฐบาลได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการด่วนให้ทุกเหล่าทัพสนับสนุนอากาศยานและกำลังพล เพื่อทำฝนเทียมเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำกับฝ่ายพลเรือนแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมสรรพกำลังมาช่วยกัน เพราะปีนี้ฝนทิ้งช่วงยาวนานจึงมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติถึงร้อยละ 40  ภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือภัยแล้งในหลายจังหวัด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆ

จากการลงพื้นที่ติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ของ 3 รมช.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่ามีน้ำเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ของความจุ นับว่าน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมาและคาดการณ์ว่าจะมีน้ำใช้ได้อีก 40 วันจึงได้สั่งการให้ลดการระบายน้ำลงแล้ว พร้อมกันนี้ได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 จังหวัด เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำ และการช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้ง ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า เผยภาพถ่ายดาวเทียมแม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เปรียบเทียบระหว่างฤดูฝนปีที่แล้วกับปีนี้ น้ำน้อยลงไปมากกว่าเท่าตัว เกิดความแห้งแล้งมากในพื้นที่การเกษตรริมแม่น้ำโขง  ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าจีนลดการระบายน้ำเขื่อนจิ่งหง รวมถึงสปป.ลาวได้ทดสอบเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี ส่งผลกระทบ 8 จังหวัด ริมแม่น้ำโขงในภาคเหนือและภาคอีสาน

 แม้หน่วยงานภาครัฐจะได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้มีการปล่อยน้ำลงมา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐเช่น จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ขุดเจาะบ่อบาดาล เพิ่มความจุแหล่งน้ำ เป็นต้น จะช่วยบรรเทาความเป็นอยู่ให้ชาวบ้าน เกษตรกร ลงได้ แต่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถจัดการให้มีทรัพยากรใช้อย่างเพียงพอทั่วถึงตามศักยภาพของพื้นที่และความต้องการ มีการใช้น้ำที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้การพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลเองได้เร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นรูปธรรมเร็ววัน ขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเองรวมไปถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เช่น กักเก็บน้ำไว้ใช้ในแหล่งน้ำของตัวเอง หรืองดการเพาะปลูกหรือรวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม รวมถึงวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์แล้งอย่างเป็นระบบด้วย

รอยทางคดีดัง อย่าให้ต้องไปต่ออีก 10 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380335?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยทางคดีดัง อย่าให้ต้องไปต่ออีก 10 ปี

20 กรกฎาคม 2562 – 09:55 น.
คดีแพรวา,แพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา,สาวซีวิค,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,236 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 20-21 ก.ค.52 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

******************

ช่วงค่ำของวันที่ 27 ธันวาคม 2553 หรือเกือบ 10 ปีก่อน ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ชนรถตู้โดยสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต–อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่บรรทุกผู้โดยสาร 14 คน วิ่งไปบนทางยกระดับอุตราภิมุข

เหตุเกิดขึ้นบนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 9 คน รวมทั้งคนขับรถตู้ และมีผู้บาดเจ็บ 6 ราย ผู้ขับรถฮอนด้า คือ แพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขณะนั้น อายุ 16 ปี 6 เดือน

จากกรณีดังกล่าวในทางคดีมีการต่อสู้กันทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งทั้งสองคดีก็ถึงที่สุดแล้ว โดยจบที่ศาลฎีกาทั้งคู่ แต่เอาเข้าจริงๆ เรื่องยังไม่จบ วันนี้มาย้อนรอยดูลำดับคดีความที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจบจนอีกครั้ง

คดีอาญา

31 สิงหาคม 2555  ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินว่าจำเลยขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินเสียหาย คำให้การในชั้นการพิจารณาเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี สั่งคุมประพฤติจำเลยโดยให้มารายงานตัวทุก 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่ ที่สุดจำเลยได้อุทธรณ์ต่อ

22 เมษายน 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้แก้ระยะเวลาการรอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้คุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้น แต่จำเลยก็ยังคงยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาต่อไป

ปี 2558 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงถือเป็นที่สุด

คดีแพ่ง

26 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ ได้แก่ แพรวา บิดามารดาของแพรวา และเจ้าของรถที่แพรวานำมาขับ ชดใช้เงินแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 26,881,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุ คือ 27 ธันวาคม 2553 แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์

19 เมษายน 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลดเงินชดเชยค่าเสียหายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหลือ 19 ล้านบาทเศษ โดยระบุว่าคนขับรถตู้ใช้ความเร็วสูง มีส่วนกระทำผิด แม้ไม่ได้ก่อผลโดยตรง แต่ยังคงมีการยื่นฎีกาต่อ

8 พฤษภาคม 2562 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ตามที่โจทก์ได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้ ให้คงค่าสินไหมทดแทนตามศาลชั้นต้น คือให้จำเลยทั้งสี่จ่ายเงินให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยต้องชดใช้รวมเป็นทั้งสิ้น 24,756,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

และให้แพรวากับบิดามารดา จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1-5, 9-19, 21-22, 25-28 โดยกำหนดเป็นค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาทด้วย

ที่สุดวันนี้ ขณะที่อยู่ระหว่างส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้ง 4 เพื่อให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ หากไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดจะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี กล่าวคือ การสืบทรัพย์สินของจำเลยเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินนำออกมาขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชดใช้แก่โจทก์ต่อไป

โดยตามกฎหมายระบุว่า โจทก์สามารถร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ส่วนจะไปถึงขนาดนั้นหรือไม่ คนไทยต้องรอดู เพราะข่าวระบุว่าเรื่องที่ขอให้ทางกระทรวงยุติธรรมสำรองจ่ายเงินผู้เสียหายไปก่อนนั้น ตามระเบียบกองทุนยุติธรรมคงทำไม่ได้ ก็ต้องติดตามต่อไป

คดีใจ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย แต่ด้วยเหตุที่ว่า แม้เวลาผ่านมาจนเลยกำหนดชดเชยเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ทางจำเลยยังไม่ได้มีการจ่ายเงินให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแต่อย่างใด ที่หนักหนาคือว่ากันว่าไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยเลยสักคำ

ข่าวคราวจึงกลับมาร้อนแรงในกระแสสังคมอีกครั้ง จากการที่ วรัญญู เกตุชู อดีตนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหยื่อผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ลุกขึ้นมาแฉผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

ระบุในท่วงทำนองว่า ตลอด ปีกว่าที่ผ่านมาได้เจอแพรวาแค่ครั้งเดียว ส่วนค่าเสียหายนั้นทางฝ่ายจำเลยขอต่อรองมาตลอด แถมบอกว่าถ้าไม่ยอมก็ให้ไปฟ้องล้มละลายหรือยึดทรัพย์เอา จนถึงล่าสุดหลังศาลตัดสินแล้วก็ยังคงเงียบ

นอกจากนี้ยังอ้างแทนผู้เสียหายทุกคนว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลยตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด แต่เป็นเรื่องความใส่ใจต่างหากที่เราไม่รู้สึกเลย

ทั้งนี้ ต่อมาเมื่อญาติผู้เสียหายรวมตัวกันมาออกรายการ “ถามตรงๆ กับจอมขวัญ” และมีการเปิดเผยถึงพฤติกรรมต่างๆ ของครอบครัวแพรวา ก็ส่งผลให้คดี “แพรวา 9 ศพ” กลับมาดังในโลกโซเชียลอีกครั้งหนึ่ง

และนั่นยังหมายความว่าชาวเน็ตได้ขุดเรื่องราวของเธอขึ้นมานำเสนออีกรอบอย่างที่เห็น

“อยากจะขอวิงวอน…” จากใจผู้สูญเสีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อยากจะขอวิงวอน…” จากใจผู้สูญเสีย

20 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
คดีแพรวา,ญาติผู้ตาย,ครอบครัวผู้ตาย,สิตาพัชญ์ พงศ์รัตน์ถาวร,แม่หนิง,แม่ ดรเป็ด
เปิดอ่าน 8,090 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 20-21 ก.ค.52 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***************

เสียใจไม่พอ ยังเหนื่อยทั้งกายและใจอีกด้วยกับ ครอบครัวของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะ 9 รายที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นการลาจากโดยไม่คาดคิดและตั้งตัว

วันนี้แม้ในทางคดี พวกเขาเหลือแค่รอให้ฝ่ายจำเลยดำเนินการตามศาลสั่ง โดยมี ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประกาศจะอยู่ช่วยต่อไปให้รู้เรื่อง

แต่ในความรู้สึกแล้ว พวกเขาแทบจะมอดไหม้ไปทั้งใจตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ผู้เสียชีวิตทั้ง 9 รายคือ ภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี (อาจารย์),  ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง อายุ 33 ปี (นักวิจัย), อุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี อายุ 30 ปี (ผู้ช่วยนักวิจัย), ตรอง สุดธนกิจ อายุ 24 ปี (บัณฑิต),  นฤมล ปิดตาทะนัง อายุ 38 ปี (คนขับรถตู้), สุดาวดี นิลวรรณ อายุ 20 ปี (นักศึกษา), เกียรติมันต์ รอดอารีย์ อายุ 23 ปี (นักศึกษา), ปรัชญา คันธา อายุ 23 ปี (นักศึกษา) และ จันจิรา ซิมกระโทก อายุ 22 ปี (เสียชีวิตภายหลัง)

ทุกวันนี้ญาติๆ และครอบครัวของพวกเขาที่อยู่ข้างหลัง เป็นอย่างไรกันบ้าง น่าสนใจยิ่ง

แม่ผู้ชรา

จากหน้าข่าวสาร เราเห็นแล้วว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ล่าสุดเราเห็นได้ชัดเจนว่า พวกเขายังคงทนทุกข์

โดยเฉพาะที่คนไทยให้ความสนใจมากคือ ถวิล เช้าเที่ยง แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ “ดร.เป็ด” ที่นอกจากอายุมากแล้วถึง 71 ปี ยังต้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการร้อยมาลัยขายอยู่ที่บ้านใน จ.ราชบุรี

ถวิล เช้าเที่ยง แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง

แม้แม่หนิงระบุว่าด้วยวัยที่แก่มากแล้ว เรื่องจะเดินหน้าทางกฎหมายเห็นจะสู้ไม่ไหว แต่สิ่งที่ปวดใจคือท่าทีของอีกฝ่าย

ในรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ เธอยังเล่าว่า จริงอยู่ที่ช่วงวันที่ 1 มกราคม 2554 แม่ของแพรวาเคยโผล่ไปขอขมาศพลูกชาย โดยมีการกราบเท้าพร้อมมอบเงิน 30,000 บาทเป็นค่าปลงศพให้แก่ทุกชีวิตที่สูญเสีย

กับอีกครั้ง คือก่อนเปิดคำพิพากษาคดีอาญา แพรวาเคยแวะไปขอขมาตนที่ตัก โดยมาพร้อมพ่อแม่ แต่วันนั้นนางถวิลกล่าวว่ามาทำไมป่านนี้ตั้ง 2 ปีมาแล้ว

“ช่วงที่ลูกเรียนจบมาก็อยากให้แม่เลิกร้อยพวงมาลัย แต่แม่ยังทำไหวก็ขอทำไปก่อน ถ้าเลิกร้อยพวงมาลัยในวันที่ลูกขอให้เลิก วันนี้คงลำบากกว่านี้ เพราะวันนี้ไม่มีลูกมาคอยเลี้ยงดูแล้ว และพี่น้องก็ตายหมดแล้ว เหลือเพียงแค่หลานสาวคนเดียวที่มาช่วยกันร้อยพวงมาลัยขายแบ่งข้าวกินกันไป ก็อยากให้แพรวาได้เห็นใจบ้างเพราะเวลาก็เนิ่นนานมาแล้ว”

ทุกวันนี้ แม่ถวิลขายพวงมาลัยดอกไม้อยู่ที่ตลาดทรัพย์สิน หน้าธนาคารกรุงเทพ อ.เมืองราชบุรี แวะเวียนไปอุดหนุนได้

หัวอกแม่คนขับ

ทองพูน พานทอง แม่ของ นฤมล ปิดตาทะนัง คนขับรถตู้ผู้เสียชีวิต เธอกล่าวเสมอว่า ทุกวันนี้ยังต้องคอยบอกกล่าวไปยังลูกสาวเล่าเรื่องคดีให้ฟัง เผื่อว่าวิญญาณจะได้รับรู้ว่า ผลทางกฎหมายออกมาว่าลูกสาวของเธอไม่ผิด

ทองพูน พานทอง แม่คนขับรถตู้

ส่วนกับครอบครัวจำเลย ก็อยากจะให้เขามองพวกเราให้เป็นเหมือนมนุษย์กับเขาบ้าง ให้คิดว่าเราเป็นคนเหมือนเขา แน่นอนเรื่องเงินสำคัญ แต่ไม่เท่าจิตใจของคน

เธอกล่าวในรายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี 22 ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ไม่ได้โกรธแค้นอีกต่อไปแล้ว แต่ยังคงเหนื่อยล้า ทั้งต้องสู้ในแต่ละวันกับภาระการทำมาหาเลี้ยงชีพในชีวิต

“ถ้าจะวิงวอนได้ก็ให้เขาเมตตาเราบ้าง” เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้รับการติดต่อมาเลย

สำหรับชีวิตความเป็นหลังเสียลูกสาวไป เธอยังคงดูแลหลาน ขายขนม และรับจ้างทำงานกับเจ้านายเก่าต่อไป โดยแผงขนมของเธออยู่ที่ตลาดสยามนารา ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ ปักหลักตรงเสาไฟฟ้าหน้าเซเว่นฯ

แก้วตาดวงใจ

สำหรับ สุชาดา ปาละกูล แม่ของ ตรอง สุดธนกิจ บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นอีกคนที่นับว่าเจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะน้องตรองเป็นบุตรสาวคนเดียวของเธอ เป็นความหวังของครอบครัว

แต่ที่หนักหนาตามมา คือผ่านมาปีเดียว สามีหรือพ่อของน้องตรอง ที่กลายเป็นคนนิ่งเงียบหลังลูกสาวจากไป ก็มาตรอมใจเสียชีวิตตามไปอีกคน จากอาการหัวใจล้มเหลวทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว

สุชาดา ปาละกูล แม่ของ ตรอง สุดธนกิจ

ส่วนตนเอง ทุกวันนี้เหมือนอยู่ไปวันๆ ถ้าคิดถึงลูก ก็หยิบอัลบั้มตอนรับปริญญามาดู และยังคงร้องไห้คิดถึงทุกครั้ง

คนที่เป็นเมีย

สำหรับ สิตาพัชญ์ พงศ์รัตน์ถาวร ภรรยาของ อุกฤษฎ์ รัตนโฉมศรี ผู้ช่วยนักวิจัย รายนี้หลังเกิดเรื่อง ก็เหมือนชีวิตหยุดลง เพราะต้องลาออกจากงานไปอยู่ต่างจังหวัด เพื่อดูแลลูก และพ่อแม่ของสามีด้วย

มุมหนึ่งที่น่าสลดใจคือ สามีหรือพ่อของลูกจากไปตอนที่ลูกมีอายุแค่ 3 ขวบ เธอจึงต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ และยังต้องคอยปลอบประโลมฝ่ายพ่อแม่สามี เพราะดูเหมือนว่าพวกเขายังคงทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากจริงๆ แล้ว ในกลุ่มผู้สูญเสีย คงไม่มีใครเจ็บไปมากกว่าใคร เพราะทุกคนคือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

จริงหรือนักข่าวจะตกงาน เพราะปัญญาประดิษฐ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จริงหรือนักข่าวจะตกงาน เพราะปัญญาประดิษฐ์

19 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
ปัญญาประดิษฐ์,นักข่าว,AI
เปิดอ่าน 2,292 ครั้ง

โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร นักเทคโนโลยีสื่อสาร

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ในวงการสื่อสร้างความหวั่นไหวต่อการสูญเสียตำแหน่งงานของบรรดานักข่าวอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนข่าวที่เคยเป็นงานของมนุษย์ แต่ AI สามารถทำงานได้ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

พัฒนาการอย่างก้าวกระโดดนี้อาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรในวงการสื่อทั้งทางบวกและทางลบควบคู่กันไป

     1.จริงหรือที่นักข่าวจะตกงานเพราะปัญญาประดิษฐ์?
ไม่จริงเสมอไป-แม้ว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเสนอข่าวจะทำให้การรายงานข่าวจะมีความรวดเร็ว กว้างขวาง ปริมาณข่าวเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้ตำแหน่งงานเขียนข่าวส่วนหนึ่งหายไป แต่การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานจะถูกชดเชยด้วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ และปัญญาประดิษฐ์จะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์เฉพาะงานบางประเภทเท่านั้น

ดังนั้นการใช้โปรแกรมอัตโนมัติในงานข่าวจึงเป็นเพียงการลดภาระของนักข่าวสำหรับงานบางชิ้น ซึ่งนักข่าวอาจได้รับมอบหมายให้ทำงานอื่นที่ปัญญาประดิษฐ์ยังทำไม่ได้ หรืองานอื่นที่สร้างสรรค์กว่างานเขียนข่าวที่ซ้ำซากจำเจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสืบสวนในเชิงลึก ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยให้การขุดค้นข่าวเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันนักข่าวเองจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเพื่อทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ด้วย

          2.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์รายงานข่าวด้วยความแม่นยำและไม่ผิดพลาด?
ไม่จริงเสมอไป – ปัญญาประดิษฐ์ก็เหมือนกับเทคโนโลยีประเภทอื่นๆ ที่อาจเกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ เป็นต้นว่าสำนักข่าวที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เคยรายงานข่าวเมื่อปี 2017 ว่าเกิดแผ่นดินไหวในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ความแรง 6.8 แต่พบว่าเป็นการรายงานผิดพลาดเพราะโปรแกรมอัตโนมัติไปนำข้อมูลแผ่นดินไหวเมื่อปี 1925 มารายงาน

  3.จริงหรือข่าวจากปัญญาประดิษฐ์ไม่มีความลำเอียง ?
ไม่จริงเสมอไป – ปัญญาประดิษฐ์เป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ทำงานด้วยข้อมูล จริงอยู่แม้ว่าตัวข้อมูลเองอาจไม่มีความลำเอียง แต่ข้อมูลคือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งได้ และกระบวนการซึ่งได้มาของข้อมูลบางประเภทอยู่ภายใต้การสั่งการของมนุษย์ ข้อมูลจึงอาจถูกบิดเบือนให้เกิดผลลัพธ์ไปในทางใดทางหนึ่งได้เสมอ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะอัลกอริทึมที่ประมวลผลข้อมูล คือสมการที่เต็มไปด้วยความจริง ความเท็จ ความเห็น ความชอบ และความไม่ชอบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น

  4.จริงหรือที่ทักษะในการเขียนข่าวที่สั่งสมมาจากอดีตจะหายไปหรือด้อยค่าลง ?
จริงบางส่วน–เมื่อปัญญาประดิษฐ์สามารถเขียนข่าวโดยนำข่าวจากแหล่งต่างๆ มารายงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทักษะในการเขียนข่าวที่เรียนรู้มาตั้งแต่อดีตอาจหายไป และอาจมีผลต่อคุณค่างานหรือค่าจ้างของนักข่าวได้ แต่การเขียนข่าวของปัญญาประดิษฐ์เป็นการเขียนเฉพาะเนื้อข่าวล้วนๆ ซึ่งไม่น่าจะถูกจริตของผู้บริโภคสื่อที่ต้องการความมีสีสัน รวมทั้งผู้บริโภคสื่อยังต้องการความน่าสนใจทางอารมณ์อื่นๆ เพิ่มเติมจากเนื้อหาข่าว ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกันหากปัญญาประดิษฐ์เสนอข่าวที่มากเกินความจำเป็นจนกลายเป็นข่าวขยะ ผู้บริโภคสื่ออาจต้องไขว่คว้าหาข่าวคุณภาพจากนักข่าวในที่สุด

          5.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นจากเดิม ?
จริง–ปัญญาประดิษฐ์คือผลผลิตของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งสามารถสร้างสินค้าและบริการที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้ ผู้ผลิตสื่อจึงมีช่องทางที่จะสร้างสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสื่อได้อย่างมากมายมหาศาล นับตั้งแต่การรับจ้างผลิตสื่อไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมทั้งใช้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนหรือขายข้อมูล ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตและขยายโอกาสทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับนักข่าวและบุคลากรในวงการสื่อในการใช้ศักยภาพของตัวเองรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่จากปัญญาประดิษฐ์

          6.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถคัดกรองข่าวปลอม (Fake news) ได้ ?
จริง–แม้ว่าผู้ประกอบการสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์จะมีมาตรการหลายต่อหลายอย่างในการรับมือกับข่าวปลอม แต่ดูเหมือนว่ามาตรการต่างๆ มักไม่ได้ผล และข่าวปลอมต่างๆ ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นผู้สร้างข่าวปลอมเสียเองหากมีการทำงานผิดพลาด จากการสำรวจของสถาบันรอยเตอร์เมื่อปี 2018 พบว่าประชาชนมากถึง 58 เปอร์เซ็นต์ มีความกังวลต่อการรับข่าวปลอมจากแหล่งข่าว

   7.จริงหรือที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สร้างปัญหาทางจริยธรรมและปัญหากฎหมาย ?
ไม่จริง – ปัญญาประดิษฐ์เป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ทำงานด้วยข้อมูลซึ่งมาจากแหล่งข่าวหลากหลาย รวมทั้งข้อมูลจากมนุษย์เองด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจรายงานข่าวที่มีความล่อแหลมต่อความรู้สึกของบุคคลทั่วไป หรือการทำลายชื่อเสียงของบุคคลบางคน ซึ่งสำนักข่าวผู้นำเสนอข่าวต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

สรุป-เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาในวงการสื่อ ผู้ผลิตสื่อจำเป็นต้องสร้างงานใหม่หรือปรับเปลี่ยนงานเพื่อรองรับผลผลิตจากปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งงานบางประเภทอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการสื่อ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นในเวลาชั่วข้ามคืน แต่การสร้างความสมดุลระหว่างตำแหน่งงานที่จะหายไปกับการมอบหมายงานใหม่มีความจำเป็นและจะต้องทันต่อสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการถูกเลิกจ้าง ลดเงินเดือน หรือสถานการณ์อื่นที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน…ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชม.เป้าหมายทลายความจนก่อนเล่นการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380195?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชม.เป้าหมายทลายความจนก่อนเล่นการเมือง

19 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
รัฐบาลลุงตู่ 2,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อนุทิน ชาญวีรกุล,ยากจน
เปิดอ่าน 1,926 ครั้ง

อ่านหมากปฏิบัติการภท.24ชั่วโมงเป้าหมาย”ทลายความจนก่อนเล่นการเมือง” โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

รัฐบาลลุงตู่ 2 นั้นเรียกว่าไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หลังประชาชนเบื่อหน่ายข่าวความขัดแย้งของนักการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาร่วม 3 เดือน ผนวกกับปัญหาเดิมๆ ที่รอการแก้ไขตลอด 5 ปีเศษเช่น เศรษฐกิจแย่, เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาพืชผลตกต่ำ, คนชั้นกลางตกงาน สวนทางกับนายทุนบางรายที่แจ้งผลประกอบการเชิงบวกมาตลอด

เมื่อมองขั้วต้านลุงตู่ที่ยามนี้กำลังปั่นกระแสปัญหาการเมือง เรียกร้องอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ โดยชี้ไปยังการแก้รัฐธรรมนูญ, การล้างมรดกบาป คสช., ปฏิรูปกองทัพ  ซึ่งเป็นแผลที่รอวันราดน้ำเกลือ และขั้วต้านลุงตู่หวังจุดไฟให้ติดนั้น…

แต่คนการเมืองหลายคนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้อาจยังไม่แก้ไขกติกาหลักในตอนนี้

เพราะจากการถอดรหัสจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ขอเริ่มต้นทำงานแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเสียก่อน โดยเดินตามผลโพลล์ที่ชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลทลายความยากจนเป็นอันดับต้นๆ

ส่วนเรื่องการแก้กฎกติกาการเมืองนั้น ทราบกันดีว่าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรธ. ได้ซ้อนเงื่อนไขเอาไว้ให้อดีต คสช. สามารถครองอำนาจในช่วงนี้ และยังมองกติกาฉบับนี้ได้ว่า  เป็นยันต์กันผีสะกดคนแดนไกล รวมทั้ง ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้พ้นเส้นทาง…

ดังนั้นการแก้กติกาหลักจึงมิใช่ภารกิจอันดับต้นๆ ของลุงตู่ในยามนี้และยามหน้า

คนการเมืองหลายค่ายมองว่า ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ในการบรรจุการแก้รัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายรัฐบาลนั้น เป็นการอ้างเหตุผลแบบ “ข้าหล่อคนเดียว” เพราะหากลุงตู่เร่งทำตามสิ่งที่ ปชป.ร้องขอ มีหวัง “เรือเหล็ก” ลำนี้จะจมลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้คือ บรรจุเอาไว้ในนโยบายรัฐบาล แต่จะแก้ตอนไหนบนเงื่อนไขเวลากำหนดหนึ่งปีนั้น ความจริงอาจชะลอไว้ได้หากปัจจัยอื่นเร่งรัดกว่า…เกมนี้คนในค่ายสีฟ้าก็รู้และคงใช้เป็นข้ออ้างไปขายฝันแฟนคลับว่า “เราดำเนินการแล้วแต่อยู่กับเสียงส่วนใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร?” และ ปชป.คงไม่กล้าหาญแตกหักออกจากวงโคจรรัฐบาล แยกไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ เพราะตอนนี้ได้โอกาสกอบกู้พรรค ด้วยการนั่งบริหารกระทรวงหัวใจเก็บแต้มการเมือง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง รมช.เกรดเออีกหลายเก้าอี้

หลังจากนี้คงได้เห็น “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหา กอบกู้ภาพลักษณ์  และความเชื่อมั่นจากประชาชน เพื่อต่อยอดอนาคตทางการเมืองตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของลุงตู่ ผ่านการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นไป

เพราะล่าสุดมีนโยบาย 12 เรื่องเร่งด่วน อาทิ แก้ปัญหาความยากจน เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ รอแถลง

หนึ่งไฮไลท์สำคัญของนโยบายรัฐบาลนี้คือ “กัญชาเสรีเพื่อทางการแพทย์” ที่ประชาชนหลายคนอยากเห็นเป็นรูปธรรมเพราะมีความคาดหวังสูงจากค่ายสีน้ำเงิน

อย่าลืมว่าการเมืองวันวานและวันนี้วุ่นหลายยก จนสังคมเบื่อ แต่สตาฟฟ์ค่ายสีน้ำเงินและอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข อ่านเกมว่า ยามนี้ชาวบ้านหน่ายข่าวขัดแย้ง เมื่อ ภท.อ่านอาการนี้ออก…จึงพลิกจังหวะแจ้งสังคมให้รู้ว่า ยามนี้ ภท.คือพรรคที่ทำงาน 24 ชั่วโมง มิใช่พรรคที่เอาแต่เล่นการเมือง

แหล่งข่าวจากค่ายสีน้ำเงินแจ้งว่า “เสี่ยหนูในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเร่งที่จะฉายภาพว่าสิ่งที่พรรคหาแต้มไว้กับสังคม วันนี้จะแสดงบทบาท “พรรคปฏิบัติการ” ให้บังเกิดผลเพราะภท.คือเจ้าของเรื่องกัญชาเสรีและหลากไอเดียที่ขายให้สังคมเชื่อใจ”

แหล่งข่าวจากค่ายสีน้ำเงินขยายความว่า “นโยบายกัญชาเสรีเพื่อทางการแพทย์” เกิดขึ้นภายหลังที่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผลักดันช่วงหาเสียง และได้รับความไว้วางใจมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเสี่ยหนูขอทำงานเรื่องนี้โดยตรงผ่านตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.สาธารณสุข

ทราบมาว่าค่ายสีน้ำเงินเดินหน้าลุยเต็มสูบ เพราะ”โพลล์ลับ” ของ ภท.ที่ไปเจาะความเห็นสังคมมานั้นพบว่า “สังคมคาดหวังให้เสี่ยหนูผลักดันเรื่องนี้โดยเร็ว” เพราะเชื่อว่าจะช่วยเหลือประชาชนจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกทั้งยังเป็นความหวังที่จะเห็นกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่โดยมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ร่ำรวยจากการปลูกกัญชา อาทิ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, ประเทศอิสราเอล ฯลฯ

นอกจากเรื่องกัญชาแล้ว โพลล์ลับที่สตาฟฟ์ของ ภท.วิเคราะห์มา และเชื่อว่ายามนี้สังคมมองว่า “ภท.คือพรรคปฏิบัติการที่พูดจริง ทำจริง” โดยคีย์แมนพรรคจะจี้นโยบายอื่นๆ ตามที่หาเสียงไว้ให้มีผลออกมาเร็ววันอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค เจ้ากระทรวงหูกวาง เคยประกาศไว้ช่วงเลือกตั้งว่า “หากพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาล หากผลักดันนโยบายต่างๆ ไม่สำเร็จ จะขอลาออกทันที เพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”

จุดนี้ทำให้ “อนุทิน” กำชับรัฐมนตรี และ ส.ส.ของพรรค 51 คน ให้ทำงานทันที ทำงาน 7 วันและตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีนโยบายที่ต้องเร่งเดินเครื่อง อาทิ ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขและสุขภาพประชาชน, แก้ปัญหาลูกหนี้ กยศ., ขับรถแกร็บถูกกฎหมาย,  ยกระดับถนนหนทางให้มีมาตรฐานเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น สร้างถนนเชื่อมโยงมาเลเซีย (ถนนสตูล-เปอร์ลิส)ให้สำเร็จ, การพัฒนาจังหวัดอื่นๆ ด้วยการหาจุดเด่น สร้างกิจกรรม สร้างงาน และรายได้ ตามรูปแบบบุรีรัมย์โมเดล   ร่วมกับนโยบายกัญชา

ส่วนการทำงานฝ่ายนิติบัญญัตินั้น แกนนำค่ายสีน้ำเงินสั่งการให้ ส.ส.ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านให้ครบถ้วน และอย่าทำให้ ภท.โดนกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุสภาล่ม !

เมื่อจังหวะของ ภท.วางไว้แบบนี้…มุมมองของนักวิชาการที่ให้ความเห็นกับจังหวะก้าวของ ภท.นั้นเป็นอย่างไร? “สุขุม นวลสกุล” นักวิชาการรัฐศาสตร์ ถอดรหัสอัตลักษณ์พรรคนี้ว่า “เป็นพรรคที่ฉายภาพของคนทำงาน ที่ทำได้เร็วทำได้จริง และไม่ยุ่งการเมือง พรรคภูมิใจไทยสามารถทำงานที่ตั้งใจไว้ทันทีเพราะมีความได้เปรียบและคล่องตัวกว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่ต้องบริหารอารมณ์สังคม ทั้งโจทย์เศรษฐกิจปากท้องและเรื่องการเมืองไปควบคู่กัน”

“พรรคการเมืองมีทั้งพรรคอุดมการณ์ และพรรคปฏิบัติการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เป็นแบบหลัง ประชาชนก็รู้ พวกเขาไม่ได้มาต่อสู้ทางการเมืองแบบเข้มข้น ความอยู่รอดของพรรคนี้ ขึ้นกับความสำเร็จของนโยบาย ผมเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยอาจเป็น “ความหวังของรัฐบาลบิ๊กตู่” ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ชนิดไม่มีเวลาฮันนีมูน” อ.สุขุม ระบุ

“ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์วิทยาลัยรัฐกิจมหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์และจับตาพรรคภูมิใจไทยว่า “เป็นพรรคเดียวที่ยังพูดเรื่องนโยบาย พูดจนคนจำ ทั้งกัญชาเสรี, ขับรถแกร็บถูกกฎหมาย ที่คนจำเพราะเขารู้สึกว่ามันไม่เพ้อฝัน จับต้องได้ พรรคมีนักคิด แต่ก็ต้องเป็นพรรคปฏิบัตินิยมด้วย พรรคต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้ไว้ได้ และเชื่อว่าหากทำสำเร็จ จะเติบโตเป็นทางสายหลักในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ตรงนี้น่าจะสรุปได้ว่า คือความชัดเจนของ “พรรคปฏิบัติการภูมิใจไทย” ที่กำลังฉายภาพว่าเป็นตัวเลือกใหม่ ในสนามการเมืองไทย พร้อมความคาดหวังของคนไทย ตามที่อนุทินต้องการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ประกาศเอาไว้ให้สำเร็จ สอดรับกับผลโพลล์ต่างๆ ที่ชาวบ้านอยากเห็น “การแก้ปากท้อง ก่อนปัญหาการเมือง”

รอชมว่า”ภท.”จะทำได้ดั่งฝันหรือไม่เมื่อร่วมเรือเหล็กลำนี้แล้ว…

‘กรมการปกครอง’..ภารกิจที่ไม่ใช่แค่งานทะเบียน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรมการปกครอง’..ภารกิจที่ไม่ใช่แค่งานทะเบียน!

19 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
กรมการปกครอง,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 7,060 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการเปิดตัวหนังสั้นเรื่อง “Soulmate จิตวิญญาณนักปกครอง” ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริง เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจหน้าที่ของ “กรมการปกครอง” ได้ง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่และภารกิจของเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง อาจรู้เพียงว่าปฏิบัติหน้าที่แค่งานทะเบียน ทั้งที่ภารกิจของกรมการปกครอง คือ การปกครองดูแลให้บริการประชาชน รวมไปถึงการบำบัดทุกข์บำรุงสุขในเรื่องที่ประชาชนต้องการ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย โดยภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจที่มีขอบเขตกว้างและครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป

ทว่า กรมการปกครอง เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การบริหารการปกครองท้องที่ในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน การอาสารักษาดินแดนการดำเนินการและพัฒนาระบบงานทะเบียนราษฎร และการขออนุญาตต่างๆ ตามกฎหมายให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัย ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และให้เกิดความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะให้ห้วง 5 ปี ที่ผ่านมี สามารถสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ อาทิ ปราบค้ามนุษย์ ทลายบ่อน ตรวจผับบาร์ จับยาเสพติด เอาผิดโรงแรมเถื่อน ฯลฯ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายวชิรวิทย์ ทองธวัช ปลัดอําเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงภารกิจงานของ ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบสถานบันเทิงที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ทั้งเรื่องของการปล่อยปละละเลย ให้เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ไปใช้บริการ และมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงการเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังมีภารกิจเกี่ยวกับเรื่องของการปราบปรามการค้ามนุษย์ ร้านคาราโอเกะ อาบอบนวด ที่นำเยาวชนมาค้าบริการ รวมไปถึงการปราบปรามบ่อนการพนัน ด้วย

“ที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการปราบปรามสถานบันเทิง การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนัน อย่างต่อเนื่อง แต่ในบางครั้ง หน้างานของกรมการปกครอง ประชาชนทั่วไปอาจจะมองว่า จะต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องของงานทะเบียน รับทำบัตรประชาชน โดยที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ภารกิจของกรมการปกครองมีหลากหลาย ที่สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้” นายวชิรวิทย์ ​ระบุ

เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภารกิจงานของกรมการปกครอง อธิบายให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจและรับทราบ จึงเป็นที่มาของหนังสั้นเรื่อง “Soulmate จิตวิญญาณนักปกครอง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นายอิศรา ทองธวัช อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา บิดาของ นายวชิรวิทย์ ทองธวัช ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้บุตรชายได้นำไปปรับใช้ในการทำงานให้แก่ประชาชนจำนวนมาก และหนังสั้นเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ และเข้าใจการทำงานของกรมการปกครองมากยิ่งขึ้น

ช่วงหลังมานี้หากติดตามข่าวตามสื่อต่างๆ อาจเรียกได้ว่า เมื่อไรที่ฝ่ายปกครองขยับ ตำรวจอาจต้องขยาด เพราะการเข้าจับบ่อนการพนัน ทลายคาราโอเกะแฝงค้าประเวณี บุกผับมีนักเที่ยวฉี่ม่วงหลายท้องที่ทั่วประเทศ ก็เล่นเอา 5 เสือโรงพักแต่ละแห่งต้องถูกเด้ง แสดงให้เห็นว่า กรมการปกครอง ภารกิจที่มีไม่ใช่เพียงแค่งานทะเบียนราษฎร์..!!

“เหวง” รื้อบาดแผลประวัติศาสตร์ พคท.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เหวง” รื้อบาดแผลประวัติศาสตร์ พคท.

19 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
ธง แจ่มศรี,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย,เหวง โตจิราการ,ลุงขาบ,ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์
เปิดอ่าน 2,494 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เก็บตกจากงานฌาปนกิจ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ณ วัดพระประโทณเจดีย์ นครปฐม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 โดยมีสหายเก่ามาร่วมงานกันมากมาย และมีบรรยากาศแห่งความปรองดอง

ดังที่รู้กัน นับแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน เหล่าสหายไทยแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง จนมีคำกล่าวว่า “คอมฯ แดง-คอมฯ เหลือง”

          ภาพของ “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ คณะกรรมการบริหารพรรค ในฐานะตัวแทนอีกฝ่ายหนึ่ง มาร่วมทอดผ้าบังสุกุล เป็นการส่งสัญญาณแห่งความสามัคคีภายในหมู่ผู้อาวุโส

คล้อยหลังงานศพ “เหวง โตจิราการ” ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าประวัติลุงธงเสียยาว และตอนหนึ่ง ได้พูดถึงความขัดแย้งภายใน “อดีตผู้นำ พคท.”

“…เมื่อมีการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อกรุยทางเปิดประตูไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจของพวกเผด็จการขวาจัดอำนาจนิยม

ลุงธงยืนอย่างสง่างาม “ปฏิเสธและคัดค้าน” การเคลื่อนไหวของพวกเผด็จการขวาจัดอำนาจนิยม และได้อธิบายให้กรรมการกลางกรมการเมืองอีกกลุ่ม ให้เข้าใจเพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้กลับมาอยู่บนหนทางที่ถูกต้องของลัทธิมาร์กซ์

แต่กลุ่มตรงข้ามลุงธง กลับโจมตีลุงธง และกระโจนเข้าไปให้ความร่วมมือสนับสนุน “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) อย่างเต็มที่ เท่าที่ผมทราบ พวก “ตรงข้ามลุงธง” ถึงกับนำพาสหายจำนวนหนึ่งเข้าไปเป็นกองกำลังให้แก่ “พธม.” เสียด้วยซ้ำไป

ทั้งที่ลุงธงและคณะได้คัดค้านและให้ความช่วยเหลือทางความคิดพวกเขาอย่างเต็มที่ กลุ่มดังกล่าวพยายามต่อสู้ทำลายการนำของลุงมาโดยตลอด แต่ลุงก็อดทนไม่ตอบโต้ จนพวกเขาไม่ยอมเปิดประชุมเพื่อแก้ปัญหาหลายครั้งหลายหน ลุงจึงจำเป็นต้องออกแถลงการณ์การยุติสภาพของอดีตคณะนำพร้อมทั้งลุงธง แต่พวกเขาพยายามจัดตั้งเลขาธิการพคท.คนใหม่ด้วยซ้ำ”

ทั้งหมดเป็นความเห็นของ เหวง โตจิราการ ผู้ที่ดูแลลุงธงในช่วงหลัง โดยพุ่งเป้าไปที่ “คณะกรรมการกรมการเมืองพรรคสมัชชาฯ 4” อีกฝ่ายหนึ่ง

          จริงอยู่ มีกรรมการกลาง พคท.บางคน ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่สหายอาวุโสเหล่านั้น ก็อธิบายให้เห็นว่า “ทุนสามานย์” เป็นศัตรูของประชาชน จึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขับไล่รัฐบาลตัวแทนทุนสามานย์

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ชาวคอมมิวนิสต์ไทย แตกแยกกันหนัก ถึงขั้นประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ฝ่ายหนึ่งมี “ลุงธง” เป็นหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว อีกฝ่ายหนึ่ง ก็มีลุงชิต ลุงขาบ และอีกหลายลุง ถือว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในองค์กร พคท.ชุดสมัชชาฯ 4

ปี 2553 ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคท. ออกแถลงการณ์ “ยุบองค์การนำ แต่ไม่ยุบพรรค” ทำให้คณะกรรมการกลางชุดสมัชชา 4 ไม่พอใจ และกดดันให้ลุงธงลาออกจากเลขาธิการพรรค

เมื่อลุงธงลาออก คณะกรรมการกลางฯ ฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดยลุงขาบหรือ ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และลุงชิต หรือวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้ตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรค คนใหม่

          วิชัย ชูธรรม(นามแฝง) นิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เดินทางเข้าสู่ชนบทปี 2504 โดย พคท. ส่งเขาไปทำงานมวลชนที่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชนเผ่าม้ง จนสามารถสร้างเขตงานปฏิวัติในนาม “เขตภูหินร่องกล้า” สหายชาวม้งเรียกชื่อจัดตั้งเขาว่า “สหายเล่าเซ้ง”

เมื่อต้นปีที่แล้ว สหายวิชัย ชูธรรม เลขาธิการพรรค คนที่ 5 ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร “เอเชียวีค” (ภาษาจีน) เกี่ยวกับบทบาทของพรรคในสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน บทสัมภาษณ์ดังกล่าวนิตยสารเอเชียวีค ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ 14 มกราคม 2561

          ในวันฌาปนกิจเลขาธิการ พคท.คนที่ 4 “วิชัย ชูธรรม” ไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน เพียงแต่ส่งลุงขาบมาเป็นตัวแทนองค์การนำ เพื่อแสดงความเคารพต่ออดีตสหายนำเป็นครั้งสุดท้าย