“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

19 กรกฎาคม 2562 – 09:35 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สุนทร วิลาวัลย์,ดรโอ๊ะ กรกวรรณ วิลาวัลย์,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐมนตรีเกษตร,ชาดา ไทยเศรษฐ์,มนัญญา ไทยเศรษฐ์,ปราจีนบุรี,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,392 ครั้ง

“พี่โอ๊ะ-เบแหม่ม” รัฐมนตรีหญิง “บ้านใหญ่” ป้ายแดง

************************

เช้าวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพสื่อแห่ไปทำข่าว “เสนาบดี พรรค” เข้ากระทรวงวันแรก

ที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจคือ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียว ที่มาพร้อมลูกชาย ลูกสาวทั้ง คน พ่วงด้วยลูกของชาดา ที่จะมาเป็นทีมงาน

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ วันเข้ากระทรวงเกษตรฯ

เหลือสองพี่น้อง

ถ้าเข้าไปส่องในเฟซบุ๊กของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” และ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” จะเห็นภาพพี่น้องคู่นี้แสดงความรักความผูกพันกันอยู่บ่อยครั้ง 

เนื่องจากครอบครัวของชาดา มีพี่น้อง คน พี่ชายคนโตชื่อชัยยศ ตัวเขาเป็นคนกลางและน้องสาวมนัญญา ในวัยเด็กพ่อและแม่ถูกยิงเสียชีวิต พี่ชายชัยยศ ที่มารับช่วงค้าเนื้อก็ถูกยิงเสียชีวิตอีกคน จึงเหลือแค่ชาดากับมนัญญา

ลูกชาย ลูกสาว และหลานๆ (ลูกชาดา) มาส่งแม่แหม่ม ถึงกระทรวง

ปี 2550 ชาดาลาออกจากนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ไปเล่นการเมืองระดับชาติ “เบแหม่ม” หรือ มนัญญา จึงเป็นนายกเล็กเมืองอุทัย สานงานต่อ และนำกลุ่มคุณธรรมชนะเลือกตั้งในปี 2554

เลือกตั้งทั่วไป 2562 ชาดาดันหลานชาย “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ลูกชายมนัญญาเป็นส..เขต อุทัยธานีสำเร็จ แต่ก็ไม่คาดคิดหรอกว่าจะต้องให้น้องสาวลาออกจากตำแหน่งนายกเล็กสะแกกรังมาเป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ

ประสบการณ์การทำงานการเมืองท้องถิ่นมาเกือบสิบปี “เบแหม่ม” จึงไม่ใช่รัฐมนตรีนอมินีอย่างแน่นอน

พี่โอ๊ะ” ขวัญใจคนปราจีนฯ

บนถนนสายหลักช่วงปราจีนบุรีศรีมหาโพธิ มีป้ายแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีหญิงของปราจีนบุรี รวมถึงมีข้าราชการสายมัธยม ประถมและกศนเข้าไปแสดงความยินดีกับ “รัฐมนตรีพี่โอ๊ะ” ยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในเมืองปราจีนฯ

ป้ายแสดงความยินดี รัฐมนตรีใหม่

ว่ากันตามจริง “กนกวรรณ วิลาวัลย์” น่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ถูกฝาถูกตัว หลายคนอาจคิดว่าเธอไม่มีประสบการณ์ด้านการศึกษา แต่จริงๆ แล้ว “ดร.โอ๊ะ” มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนทุกระดับ รวมทั้งในด้านอาชีวศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียนมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นผู้แทนฯ ปราจีนบุรี เมื่อสิบปีก่อน

ประวัติการศึกษาส่วนตัวของ “ดร.โอ๊ะ” ถือเป็นลูกพ่อขุนตัวจริง เพราะจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี นิติศาสตร์ และปริญญาโท รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนปริญญาเอกนั้น เธอจบคณะสื่อสารการเมืองที่มหาวิทยาลัยเกริก 

ดร.โอ๊ะ” เพิ่งเข้ารับปริญญาเอกเมื่อต้นปี 2562 และได้รับดุษฎีนิพนธ์ดีเด่น เรื่องบทบาทและการสื่อสารทางการเมืองของ ส..สตรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เชื่อว่ารัฐมนตรีพี่โอ๊ะคงเป็นขวัญใจคนกระทรวงเสมาอย่างแน่นอน 

ชัยชนะของ “โกทร” 

ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ นักการเมืองรุ่นใหญ่วัย 81 ปี เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปทีมภูมิใจไทย ก็ชนะยกจังหวัด และลูกสาวคนสวย “กนกวรรณ” ได้เป็น รมช.ศึกษาธิการ

สมัยที่สระแก้วยังไม่ได้แยกออกเป็นจังหวัดสระแก้ว “สุนทร” ก็ร่วมทีมกับ “เสนาะ เทียนทอง” ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคชาติไทย 

สุนทร และ ดร.โอ๊ะ กรกวรรณ วิลาวัลย์ 

ช่วงหลังสุนทรย้ายไปอยู่หลายพรรค กระทั่งปี 2552 “โกทร” เจอใบแดง ต้องเว้นวรรคการเมือง โกทรเลยส่งหลานชาย อำนาจ วิลาวัลย์ ลงสนามในสีเสื้อภูมิใจไทย เอาชนะผู้สมัครจากเพื่อไทยได้เป็นส..สมัยแรก 

เลือกตั้ง 2554 โกทรนำทัพภูมิใจไทยกวาดเก้าอี้ ส..ปราจีนฯ มา ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ นักการเมืองท้องถิ่นแถว อ.นาดี

เลือกตั้ง 2562 โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส..ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมภูมิใจไทยสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส..ปราจีนบุรี ลงเขต แทนเพชรินทร์ พร้อมกับวางตัวลูกสาว กนกวรรณ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ในส..บัญชีรายชื่อ

เลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ยังไงก็หนีไม่พ้น “บังอร วิลาวัลย์” ที่เป็นนายก อบจ.มาแล้ว สมัย

สร้างทำนบดินไม่แจ้งเจ้าของที่-น้ำท่วมนาต้องรับผิดทางละเมิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380176?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างทำนบดินไม่แจ้งเจ้าของที่-น้ำท่วมนาต้องรับผิดทางละเมิด

19 กรกฎาคม 2562 – 07:09 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,สร้างทำนบ,เจ้าของที่,ผิดทางละเมิด,เกษตรกร
เปิดอ่าน 1,362 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ไม่ว่าน้ำท่วมหรือฝนแล้ง…ก็นับว่าเป็นความทุกข์ของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะปริมาณน้ำที่พอดีเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำเกษตรกรรม โดยกรมชลประทานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีบทบาทและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนส่วนรวมได้ใช้สอยอย่างเพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งการจัดหามาตรการป้องกันและบรรเทาเหตุอุทกภัย เช่น สร้างฝาย สร้างเขื่อน สร้างทำนบกั้นน้ำ เป็นต้น

          หากในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จนพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย กรมชลประทานจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือไม่ เพียงใด ? มาดูกรณีที่เกิดขึ้นจริงกันครับ!

เรื่องราวของคดีมีว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนในพื้นที่ และเก็บน้ำไว้ทำนาภายหลังน้ำลด โดยดำเนินการขุดลอกคลอง เพื่อช่วยระบายน้ำ ซึ่งในระหว่างการดำเนินการดังกล่าวได้มีการก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นทางน้ำไหลบริเวณเหนือจุดขุดลอกคลอง ต่อมาในช่วงฤดูฝนได้เกิดฝนตกหนักมีน้ำหลากในพื้นที่ดังกล่าว และจังหวัดมีประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ทำให้น้ำท่วมที่นาเกษตรกรเสียหายหลายราย

สำนักงานเกษตรจังหวัดได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามระเบียบกระทรวงการคลัง แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากน้ำท่วมดังกล่าว รวมถึงผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวบนพื้นที่จำนวน 57 ไร่ ซึ่งน้ำได้ท่วมต้นข้าวที่ใกล้เวลาเก็บเกี่ยวเสียหายทั้งหมด โดยได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 34,542 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า น้ำในคลองที่เอ่อล้นเข้าท่วมนาของตนเอง จนทำให้ต้นข้าวเสียหายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกิดจากการก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นทางน้ำเพื่อขุดลอกคลองของกรมชลประทาน จึงได้ร้องทุกข์ไปยังกรมชลประทานแต่ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องกรมชลประทานต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้กรมชลประทานชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามราคาที่คาดว่าจะขายผลผลิตได้

กรมชลประทานชี้แจงต่อศาลว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นฤดูฝน มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน เหตุน้ำท่วมนาข้าวของผู้ฟ้องคดีเป็นผลจากอุทกภัยอันเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงถือเป็นเหตุสุดวิสัย และสภาพพื้นที่นาของผู้ฟ้องคดีเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ อันเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดความเสียหายดังกล่าว

เรื่องนี้… กรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดี) จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ฟ้องคดีหรือไม่ มาดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองกันครับ

โดยที่ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 กำหนดให้ “นายช่างชลประทานมีอำนาจใช้พื้นที่ดินที่ปราศจากสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในเขตการชลประทานได้เป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่จำเป็นแก่การชลประทาน โดยแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน”

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ว่าขณะเกิดเหตุจะมีฝนตกหนักจนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ก็ตาม แต่ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มขุดลอกคลองจนถึงเวลาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีประกาศดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน การดำเนินโครงการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีทราบไม่น้อยกว่า 7 วัน เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีเวลามากเพียงพอที่จะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีทราบได้ แต่มิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีย่อมเล็งเห็นได้ว่าการสร้างทำนบในฤดูน้ำหลากอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกร ทั้งที่อยู่บริเวณเหนือน้ำและท้ายน้ำได้ เนื่องจากปกติน้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การสร้างทำนบย่อมส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมได้

          ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผลโดยตรงจากการดำเนินโครงการของผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีมิได้แจ้งให้เจ้าของที่ทราบถึงการดำเนินการดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ ทั้งที่มีเวลาที่สามารถกระทำได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี 

ส่วนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัย โดยนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆ มาประกอบการพิจารณา เช่น การมีฝนตกติดต่อกันหลายวันในพื้นที่พิพาท สภาพพื้นที่นาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งน้ำท่วมได้ง่าย จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าต้นทุนการผลิตให้แก่ผู้ฟ้องคดี (ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.750/2561)

คดีดังกล่าว…ศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม เช่นคดีพิพาทนี้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการบริหารจัดการน้ำที่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเฉพาะขั้นตอนที่เป็นการป้องกันบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เช่น ขั้นตอนการแจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายการชลประทานหลวงกำหนด และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

(ปรึกษาคดีปกครอง ได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380173?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร?

19 กรกฎาคม 2562 – 06:59 น.
แก้ รธน,รัฐธรรมนูญ,นักการเมือง,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,083 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2562

นโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 กรกฎาคมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้แถลงด้วยตัวเองท่ามกลางการจับตาของสังคมว่า “นโยบายครม.ลุงตู่ 2” จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่มีหลากหลายได้ครบถ้วนหรือไม่…แน่นอนว่านโยบายรัฐบาลผสม 19 พรรคนั้นต้องรวมกับสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอต่อสังคมไว้ด้วย เพราะทุกพรรคคือตัวแทนประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.ออกกติกาอื่นๆ ของบ้านเมือง รวมทั้งบริหารภารกิจให้ทุกคนในประเทศเดินไปสู่จุดหมายร่วมกัน

มาถึงตรงนี้้เราพอจะได้เห็นหน้าตานโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่บรรจุลงในร่างนโยบายของรัฐบาลกันบ้างแล้ว แต่ที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นนโยบายการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่ากันว่าได้ถูกบรรจุลงในพิมพ์เขียวนโยบายรัฐบาลเป็น 12 เรื่องด่วนที่ต้องทำใน 1 ปีแรก เนื่องจากเป็นปมร้อนที่บรรดานักการเมืองเห็นตรงกันว่า กลไกและกติกาหลักของรัฐธรรมนูญปัจจุุบันบิดเบี้ยวไม่สมเจตนารมณ์ของคนไทย

ความจริงแล้วประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมี 2 มุมให้พิจารณา มุมแรก คือ กติกาดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหามากมายจนทำให้หลายฝ่ายเกิดความแคลงใจไปทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์การนับคะแนน ส.ส. การคำนวณสูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงมีประเด็นที่มาของ ส.ว. 250 คน ซึ่งบางฝ่ายมองว่า บุคคลเหล่านี้คือร่างทรงชั้นดีของ คสช.ที่เพิ่งหมดอำนาจไปไม่กี่วันมานี้ และ ส.ว.เหล่านี้จะเข้ามาทำหน้าที่สืบทอดอำนาจผ่านกติกาของประเทศไปอีก 5 ปีเต็ม นอกจากนี้ยังอีกหลายวาระซ่อนเร้นที่แฝงอยู่ในบทบัญญัติต่างๆ เพียงแต่รอวันแสดงอิทธิฤทธิ์ และอภินิหารทางกฎหมาย โดยสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ต้องสังคายนากติกา เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่าสิ่งที่นักการเมืองกำลังดิ้นรนอยู่นั้น ต้องการทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อตนเองกันแน่…ตรงนี้สิน่าคิด ตลอดเวลานักการเมืองพยายามจะบอกว่ารัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันมีปัญหา ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ประเทศชาติไม่สามารถเดินต่อไปได้ แต่กลับกันในสายตาของประชาชนพบว่าหลายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีที่ทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “สิทธิของประชาชน” หรือแม้กระทั่งบทบัญญัติในเรื่อง “การปราบคนโกงชาติบ้านเมือง” สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง แต่ทำไมกลับไม่มีนักการเมืองคนใดหยิบยกมาอ้างถึง

ขณะเดียวกันความต้องการของ “ประชาชน” มุ่งหวังจะเห็นนักการเมืองทำอะไร โดยสะท้อนผ่านโพลล์หลายสำนักว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง การทำมาหากิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คือสิ่งแรกๆที่คนไทยต้องการเร่งด่วนจาก ครม.ชุดนี้ ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องรองลงไปในสายตาประชาชน แต่ถ้าจะอกแตกตายต้องแก้ไขให้ได้ เห็นว่า การฟังความรอบด้านถึงผลบวกและผลลบในกติกาของบ้านเมือง ต้องทำด้วยความถี่ถ้วนรอบด้าน เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย “รัฐบาลและรัฐสภา” ควรรับหน้าที่เจ้าภาพหลักที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ ในบ้านเมือง เพื่อให้เดินหน้าข้ามความขัดแย้งที่สะสมมาหลายปีหมดไป นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรเปิดใจกว้าง ลดอัตตา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ร่วมกันหาทางออกแบบสันติ และที่สำคัญการจะทำสิ่งใดๆ เกี่ยวกับกติกาบ้านเมืองนั้น ขอให้ประชาชนได้รับสิทธิอันชอบธรรมนั้นอย่างแท้จริง….?

ภัยแล้ง! มาแล้วสัญญาณอันตราย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยแล้ง! มาแล้วสัญญาณอันตราย

19 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,สัญญาณอันตราย,อุตุนิยมวิทยา,อ๊อดเทอร์ โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,167 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์ภัยแล้งให้ดีเพราะเริ่มมีสัญญาณอันตรายน่าเป็นห่วงสุดโดยเฉพาะท้องที่ภาคอีสานซึ่งจะมีฝนทิ้งช่วงนาน จนเขื่อนพิมายและแม่น้ำชีแล้งแห้งขอด

กรมอุตุนิยมวิทยาแถลงว่าจะแล้งที่สุดในรอบ 10 ปี ในบริเวณมหาสารคาม, เลย และนครราชสีมา ซึ่งสถานการณ์ภัยแล้งนี้จะต้องเป็นวาระแห่งชาติ เพราะนอกจากสะเทือนถึงชีวิตความเป็นอยู่แล้วเกษตรกรต้องเดือดร้อนหนัก

เวลานี้ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าปรากฏการณ์เอลนีโญหรืออะไรๆ ก็ตามจะส่งผลอย่างไร หวังแต่เทวดาฟ้าดินให้ช่วยส่งพายุฝนเข้ามาดลบันดาลให้เกิดฝนตกด้วยเถิด

ครม.ในรัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาเลี้ยงฉลองกันอีกต่อไปแล้ว ขอให้ช่วยเหลือประชาชนด่วน

ถึงเวลาที่ต้องแสดงฝีมือแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ขบวนการค้ายาเสพติด
 เจ้าหน้าที่ต้องไหวตัวทัน

ผมเป็นชาวบ้านเดินดินธรรมดาๆ มีเรื่องที่ค้างคาใจอยู่เกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งขบวนการยานรกพวกนี้ปรับเปลี่ยนไปรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อและขอชมเชยว่ามีตำรวจและทุกฝ่ายรู้จนจับกุมได้จำนวนมาก

ข่าวที่ผมติดตามมานั้น เช่น มีการขนส่งทางไปรษณีย์หรือพัสดุภัณฑ์ การดัดแปลงสภาพรถยนต์-จักรยานยนต์ ฯลฯ ส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งหากรู้ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถจัดการได้ตามกฎหมาย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและอยากให้เจ้าหน้าที่ต้องหูตาไว ปล่อยไว้จะเสียรู้-เสียค่าโง่ แล้วขบวนการค้ายาเสพติดต่อไปก็คงหาวิธีการแบบที่เรานึกไม่ถึง พวกนี้เลวร้ายทำลายชาติมากครับ-ขนาดดาราดังๆ ยังเข้าแก๊งค้ายาเลย ไว้ใจไม่ได้จริงๆ
ชัยวัฒน์ (หัวหิน)


 เรียน คุณ ‘ชัยวัฒน์’ หัวหิน
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับ อย่างน้อยก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเวลานี้แก๊งค้ายาปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกวัน และวิธีการส่งยาเสพติดด้วยวิธีการต่างๆ ดังปรากฏเป็นข่าว

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ด้วยคนนะครับเพราะเดี๋ยวนี้แก๊งค้ายาเหมือนว่าจะไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือตำรวจสักเท่าไร พอจับกุมก็ต่อสู้กันถึงชีวิตและพอจับได้เข้าคุกก็มีแก๊งในคุกช่วยดูแล

ดังนั้นเราจึงต้องใช้ระบบการข่าวจัดการพวกแก๊งนรกนี้ก่อนเพื่อให้มีหลักฐานหรือความชัดเจน

พวกแก๊งค้ายานี่เครือข่ายกว้างขวางมีอิทธิพล-บารมีมากมาย ปล่อยไว้อันตรายต่อประเทศชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 ลูกจ้างประจำขอความเห็นใจ
 ค่ารักษาพยาบาลถูกตัดออก
(เรียนนายกรัฐมนตรี)

พวกกระผมเป็นลูกจ้างประจำ ซึ่งรับใช้บ้านเมืองและประเทศชาติทุกหน่วยงานมาจนเกษียณอายุราชการ ซึ่งรัฐได้กำหนดให้รับเงินบำเหน็จรายเดือนหรือเงินก้อนทีเดียว

แต่สำหรับผู้รับบำเหน็จรายเดือนก็ยังพอมีเงินหมุนเวียนใช้ต่อได้อีกทุกเดือนในยามแก่ ซึ่งเสียชีวิตยังได้อีก 15 เท่าของเงินเดือนรายเดือน ซึ่งมีประโยชน์ต่อครอบครัวของแต่ละครอบครัวมาก แต่ยังขาดอยู่อีกอย่างคือ ค่ารักษาพยาบาลซึ่งหลังเกษียณแล้วตัดออก เพราะตอนที่ยังไม่เกษียณลูกจ้างประจำก็ใช้สิทธิ์รพ.ของรัฐได้ หรือแผนกแพทย์ของหน่วยงานได้ แต่ละคนก็จะมียาประจำตัวแต่ละโรคไป แต่เกษียณแล้วถูกตัดไป

ลูกจ้างประจำทั้งหมดก็มีไม่มาก หรือจะกำหนดให้เบิกได้เท่าไรต่อปี ซึ่งพวกเขาจะได้ใช้ยาประจำต่อไปอีกได้ ทั้งเป็นขวัญกำลังใจ เกียรติ ศักดิ์ศรี ของพวกลูกจ้างประจำทั้งหมด

จึงขอความเห็นใจจากท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของพวกลูกจ้างประจำของรัฐทั้งหมด บางคนลูกของเขารับราชการเขาก็เลิกต่อได้เลย แต่บางคนลูกเขาไม่ได้รับราชการก็ต้องเดือดร้อน
ลูกจ้างประจำ (ผู้เดือดร้อน)


จับตาอะไร..”เลือกตั้งท้องถิ่น”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตาอะไร..”เลือกตั้งท้องถิ่น”

18 กรกฎาคม 2562 – 13:40 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น,กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร
เปิดอ่าน 18,832 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

 เลือกตั้งระดับชาติ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณผ่านไปเรียบร้อยแล้ว  รอแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 25 กรกฎาคมนี้  และเมื่อเสร็จสิ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีก็สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วน “รัฐบาลผสม” ที่ผ่านมา ไม่เคยมีที่อยู่ได้ครบเทอม 4 ปี อายุเฉลี่ยแค่ปีครึ่ง-2 ปีเท่านั้น

จบจากการเลือกตั้งระดับชาติก็มาถึง “เลือกตั้งท้องถิ่น” กันบ้าง  ซึ่งตอนนี้เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ  ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีหนังสือส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมพร้อมในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้พร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป เพราะพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2562 พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2562 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2562 และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ทั้งหมดแล้ว
ดังนั้น กกต.จึงต้องเตรียมการ ทั้งการเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งมีการยกร่างระเบียบเพื่อรองรับ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละฉบับ และต้องมีการปรับแก้ระเบียบเดิม โดยมีการนำเอาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา มาปรับแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมในการเลือกตั้งท้องถิ่น
          ส่วนจะมีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงใดนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะกำหนดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับ “ไทม์ไลน์เลือกตั้งท้องถิ่น” คาดว่าจะมีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในรูปแบบพิเศษก่อนทั้ง กทม.และเมืองพัทยาภายในปีนี้ (2562) จากนั้นจึงจะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)   ซึ่งก็คงต้องมีการเลือกตั้งเป็นช่วงๆ มีการเว้นระยะเวลาเพื่อรอผลประกาศการเลือกตั้งในแต่ละช่วงไว้ด้วย

ในส่วนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตอนนี้เริ่มมีข่าวว่า  พรรคการเมืองต่างๆ จะส่งคนนั้นคนนี้ลงชิงเก้าอี้

อย่าง พรรคพลังประชารัฐ “นายอุดร ออลสัน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาเปิดเผยว่า พรรคได้แต่งตั้งนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นประธานคณะทำงานเพื่อพิจารณาคัดสรรตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

และสำหรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชารัฐได้ทาบทาม นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หรือผู้ว่าฯ หมูป่า มาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะผลงานเด่นชัดเจนในการบริหารจัดการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอคาเดมี แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำ  ทางพรรคจึงไปทาบทามให้มาลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. กับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  จากพรรคเพื่อไทย  เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากเลยทีเดียว

แต่เมื่อนักข่าวไปถามเรื่องนี้กับนายณรงค์ศักดิ์  เจ้าตัวกลับบอกว่าไม่ทราบเรื่อง สื่อมวลชนไปเขียนเอง
และเมื่อฟังน้ำเสียงจากผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐคนอื่นๆ ก็ได้ความทำนองว่านายณรงค์ศักดิ์เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้น โดยยังมีคนอื่นๆ อีกที่น่าสนใจเช่นกัน
สรุปว่าในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่แน่ว่าจะส่งนายณรงค์ศักดิ์  ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่
แต่ในส่วนของ พรรคเพื่อไทยนั้น คงเป็นนายชัชชาติ แน่
ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์  อาจส่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  โดยกำลังรอลุ้นว่านายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เองก็หวังที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของพรรคจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียวในสนามกทม.  แต่แม้นายอภิสิทธิ์ ไม่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ  กทม.  พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีคนอื่นอีกที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ตอนแรกก็มีข่าวว่าทางพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่จะแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกัน สนับสนุนคนที่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวกัน

โดยพรรคอนาคตใหม่จะไม่ส่งผู้สมัครหลีกทางให้พรรคเพื่อไทยส่งนายชัชชาติ

แต่มาถึงตอนนี้มีการปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวจากพรรคอนาคตใหม่ โดยบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งคนลงสมัครเอง เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่เป็นแชมป์ป๊อปปูลาร์โหวตใน กทม.
ในส่วนของอบจ. ก็เริ่มคึกคักเช่นกัน เช่น อบจ.โคราช   “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และประธานวิปรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยว่า มีโอกาสคุยกับหัวหน้าทีมจากพรรคภูมิใจไทยในการที่จะทำการเมืองท้องถิ่นร่วมกัน  จะมีการแท็กทีมกัน  ทีมงานของทั้ง 2 พรรคเป็นทีมเดียวกันสนับสนุนคนที่จะเป็นนายกอบจ.คนเดียวกัน ชนกับพรรคอนาคตใหม่ที่เตรียมเจาะพื้นที่นครราชสีมาในการเลือกตั้งท้องถิ่นเช่นกัน โดยมีข่าวว่าจะไปดึง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ มาลงสมัคร นายกฯ อบจ.โคราช
เพราะว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นการเมืองฐานรากที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเมืองระดับชาติ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างก็ต้องการยึดครองพื้นที่การเมืองท้องถิ่นกันทั้งนั้น หลังจากการเลือกตั้งท้องถิ่นห่างหายไปนานมาก  องค์กรปกครองท้องถิ่นบางแห่งตั้งแต่ปี 2555

เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่

18 กรกฎาคม 2562 – 12:55 น.
เสื้อประชาธิปไตย,คสช
เปิดอ่าน 1,434 ครั้ง

โดย…  ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

“เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มานับแต่ปฏิวัติปี 2475 นั้น ไม่พอเหมาะกับเราคนไทยเลย ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้พสกนิกรอยู่แล้ว แต่นายทหารคนหนึ่งได้ทำการปฏิวัติช่วงชิงอำนาจไปเสียก่อน ด้วยฝันว่า เมื่อนำวัฒนธรรมฝรั่งอย่างระบอบการปกครอง/การแต่งกาย/อาหารของฝรั่งเมืองหนาวมาใช้ในเมืองร้อนอย่างไทยแล้ว เราปวงชนก็จะมี “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” เหมือนฝรั่งได้อย่างง่ายดาย

87 ปีต่อมา “ประชาธิปไตยอันศิวิไลซ์” ดั่งฝัน ก็ยังหาปรากฏมีไม่ เรากลับพบแต่ความป่าเถื่อนน่าสลดใจยิ่ง ด้านสังคม เราหันหน้าเข้าทุบตีเข่นฆ่ากันทุกวันแทบทุกหย่อมหญ้า น้ำเมาขายดีอย่างกับ “เทน้ำเทท่า” ยาเสพติดเริ่มมองหาได้ง่ายไม่แพ้ยุง/แมลงวัน ด้านเศรษฐกิจ เรา “รวยกระจุก จนกระจาย” ยิ่งขึ้น ชีวิตเรามีค่าแค่ผักปลา ด้านการเมือง เราก็ยัง “น้ำเน่า” อยู่อย่างน่าสลดใจ

กระนั้นก็ตาม เรายังโชคดีที่มีนักการเมืองดีๆ และผู้ห่วงใยชาติบ้านเมืองออกมากอบกู้วิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ตลอดมา ครั้งล่าสุด เมื่อ 26 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) ได้ตัดสินใจยึดอำนาจจาก “รัฐบาลผีหัวขาด” โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองดินปืนเลย เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ราว 4 ปีต่อมา หลังจากที่ คสช.ได้ทำการเยียวยาไทยให้ฟื้นฟูจากความบอบช้ำเรื้อรังได้บ้างแล้ว ลุงตู่ก็ตัดสินใจส่งผ่านอำนาจปกครองคืนให้เราปวงชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองทั้งปวงได้พิสูจน์ “ธาตุแท้” ของตนต่อไป

ถึงอย่างนั้น นักการเมืองหุ่นเชิดของผู้เสียผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ยังออกมาโจมตี คสช.ว่า ปฏิรูปไม่สำเร็จ โดยที่ตัวเองก็ปฏิรูปตัวเองไม่สำเร็จหรือไม่ได้ปฏิรูปตัวเองด้วยซ้ำไป ทั้งที่ลุงตู่ก็ได้ประกาศเชิญชวนให้เราทุกคนทำการปฏิรูปตัวเองพร้อมกันไปกับ คสช. มาแต่แรกเริ่มแล้ว นอกจากนี้ ยังกล่าวหา คสช.ด้วยว่าได้จัดวางหมากการเมืองไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ แทนที่จะมองว่าเพื่อสอบวัด “ธาตุแท้” ของตนต่างหาก

หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ปรากฏมีนักการเมืองบางกลุ่มได้แสดงอาการร้อนวิชารัฐศาสตร์ต่างชาติ พร้อมที่จะฉีกรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ ซึ่งก็ได้ผ่านประชามติมาเป็นอย่างดี และแสดงเจตนารมณ์ที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ดังเช่นที่ชนต่างชาติได้ล้มล้างของตัวเองไปนานแล้ว แถมยังดูหมิ่น “ยิ้มสยาม” ว่าเป็นยิ้มของ “คนจนปัญญา” ทั้งๆ ที่มีวิจัยมาตลอด 50 ปี สรุปได้ว่า “การยิ้ม” คือ “ยาวิเศษ” จริงๆ สมดังพระธรรมที่เตือนใจทุกคนไว้ว่า “จงทำดี งดทำชั่ว ทำใจให้ผ่องใส(เบิกบานใจ)” (เชิญเปิดอ่านสรุปรายงานวิจัยได้ที่ลิงค์นี้: https://saveourbones.com/study-proves-smiling-leads-to-happiness-and-healthier-bones/?ck_subscriber_id=154894726)

ตกลงไทยต้องเป็น “เมืองขึ้นทางวัฒนธรรมชนชาติอื่น” เสียก่อน จึงจะ “ศิวิไลซ์” ได้งั้นหรือ ?

“เสื้อประชาธิปไตย” ที่เราสวมใส่มาตลอด 87 ปีนั้น สร้างสรรค์โดยทุนสามานย์ส่วนหนึ่งและโดยทุนคุณธรรมอีกส่วนหนึ่ง รูปทรงเสื้อจึงเป็นไปตาม “ค่านิยม” ของ “นักการเมือง” ที่มาจากทุนสามานย์บ้าง ทุนคุณธรรมบ้าง อย่าลืมว่า ทุนส่วนตัวมิใช่ทุนประชาสงเคราะห์ และเงินทองก็มิได้งอกเงยตามใบไม้ใบหญ้า ดังนั้น เมื่อมี “การลงทุน” ตั้ง “พรรคการเมือง” เพื่อชิงเก้าอี้ใน “ขุมคลังอำนาจ” อย่างในรัฐสภา/รัฐบาล “การใช้อำนาจในมือถอนทุน” คือเงาที่เกาะติดตัวนักการเมืองทุนนิยมไปทุกแห่งหน แบบ “มดใฝ่หาน้ำตาล”

อย่าลืมว่า “เสือมังสวิรัติ” นั้น หายากยิ่งกว่า “หนวดเต่า” เสียอีก

“วัฒนธรรมลงทุนถอนทุน” หรือ “ธนาธิปไตย” นี้ มีสิทธิ์ก่อให้เกิดการโกงกินเงินแผ่นดินระดับพระมหากาฬได้อีก ดังกรณีรับเหมาก่อสร้างโฮปเวลล์ที่ทำร้ายเราอย่างสาหัสสากรรจ์อยู่ และกรณีนโยบายจำนำข้าวที่ทำให้ชาวนาสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องฆ่าตัวตายไปอย่างน่าสลดใจ อีกทั้งมีสิทธิ์อำนวยให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระทั้งใน/นอกรัฐสภาระดับมาราธอน เพื่อปกป้องเกาะกินผลประโยชน์ตน ส่วนเราปวงชนเห็นจะต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” ที่นักการเมืองเหล่านี้จะจัดไว้ให้อย่างดีเช่นเคย

ภายใต้สถานการณ์อันน่ารังเกียจยิ่งนี้ กลุ่มทุนคุณธรรมที่เป็นเพียงกลุ่มย่อย ย่อมรู้สึกอึดอัดใจและตื่นจากภวังค์มารับรู้ว่า การเมืองไทยยัง “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมหรือนี่ ? แต่ก็อาจต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน เพื่อหาทางออกที่จะทำให้ชื่อเสียงตนเสื่อมเสียน้อยที่สุด

แม้ว่าเราโชคดีที่มีลุงตู่เป็นกัปตันรัฐนาวา 2562 ลำใหม่เอี่ยมที่สร้างด้วยเงินร่วมหมื่นล้านบาท แต่กัปตันลุงตู่มิใช่ผู้วิเศษมีไม้กายสิทธิ์ที่ “ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้” ยิ่งกว่านั้น ท่านกัปตันก็จะยังต้องบริหารจัดการกับนักการเมืองสามานย์ที่ขยัน “จับผิด” และ “ต่อสู้” กับฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ด้วยมุ่งหมาย “ยกตนข่มท่าน” “หาเสียงล่วงหน้า” และ “นำการเมืองลงสู่ท้องถนน” เพื่อปูทางสู่ “วินาทีวิกฤติทางการเมือง” ที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

โดยที่ไทยรับความบอบช้ำทางการเมืองมานับแต่ปี 2475 ยกเว้นเพียงระหว่างสี่ปีภายใต้รัฐบาล คสช. จึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อเราปวงชนที่จะต้องเสี่ยงตกเเป็นเหยื่อของ “ธนาธิปไตย” ต่อไปอีกเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อพิจารณาเห็นสมควร รัฐนาวา 2562 น่าจะกลับลำหันมาพิจารณาเชิงนวัตกรรม ทำการพลิกคว่ำกระดานการเมืองน้ำเน่าอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง เพื่อเปิดทางให้รัฐนาวา 2562 เป็น “เจ้าภาพ” ทำการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใหม่หมด แบบไม่มีพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก และนำรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ออกรับการหยั่งเสียงประชามติ ซึ่งเราปวงชนน่าจะพร้อมใจกันออกเสียงเห็นด้วยอย่างถล่มทลาย เพื่อจะได้ไม่ต้องชิดซ้ายไปรอ “กินน้ำใต้ศอก” อีกต่อไป

ผู้สมัครับเลือกตั้งที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง พึงมาจากทั่วแผ่นดินไทย โดยไม่จำต้องร่ำรวยหรือมีปริญญาบัตร คนยากจนก็มีสติปัญญาล้ำเลิศได้ เพียงแต่ขาดทุนทรัพย์เล่าเรียนต่อเท่านั้น น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจอิทธิพลจำนวนมากยังหลงใหลอยู่กับการใช้ “ความร่ำรวย” เป็นบันทัดฐานสำคัญในการสรรหาคัดเลือก “ผู้นำ/หัวหน้า” 1 ใน 14 ประธานาธิบดีสหรัฐที่ใช้ชีวิตแบบ “ตีนถีบปากกัด” มาก่อน ได้แก่ อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ได้รับการกล่าวขวัญกันมากที่สุด (https://www.cheatsheet.com/culture/presidents-who-came-from-poverty.html/)

ข้อสำคัญ ผู้สมัครฯ จำต้องมีบุคลิกภาพที่บรรลุ “วัยวุฒิ” คือ มีอารมณ์ที่สามารถหยั่งรู้ใน “ความทุกข์ยาก” ของผู้อื่นเป็น แสดง “เมตตาจิตแท้จริง” ต่อผู้อื่นเป็น มีความคิดอ่านที่ใช้ “เหตุผล” เป็น สามารถมองเห็น “แก่นของความเป็นจริง” ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีทัศนคติความรู้ทักษะอันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง มีวิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชน มี “ภาวะผู้นำ” กับ “ภาวะผู้ตาม” ที่มีผลดี มี “วิญญาณจิต” ในการทำงานอย่างมี “ความเป็นหมู่คณะ” ไม่ยึดติดในตัวเอง/ปัจจัยอันไม่เที่ยงแท้ ปล่อยวางเป็น มี “วิญญาณจิตที่มุ่งปรับปรุงสมรรถภาพเสริมสร้างทางเศรษฐกิจส่วนรวม” ประสบความสำเร็จทางอาชีพและครอบครัว ตลอดจนไม่ติดสารเสพติด/การพนัน/คดีความ เพราะผู้สมัครฯ จะต้องสอบผ่านการเลือกตั้งจากเราปวงชนอีกโสดหนึ่ง เมื่อสอบผ่าน ก็จะยังต้องแสดงบทบาทเยี่ยงวีรชนทำการเสริมสร้างผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน มิใช่ให้พรรคการเมืองหนึ่งใดหรือตัวเองอีกต่อไป

ตราบใดที่ “เสื้อประชาธิปไตย” ของเรายังเป็น “เสื้อของทุนนิยม โดยทุนนิยม และเพื่อทุนนิยม” เราย่อมได้รับแต่กลิ่นอายของ “ระบอบเผด็จการ” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของทุนนิยม” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองทุนนิยม” ที่มุ่งใช้ “อำนาจเผด็จการ” ตาม “วัฒนธรรมทุนนิยม” ทำการโกงกินแผ่นดินและถอนทุนเพิ่มทุนให้แก่ตัวเองมากกว่ารับใช้ทำผลประโยชน์ให้แก่เราปวงชน

ตรงกันข้าม เมื่อเราได้สวม “เสื้อประชาธิปไตย” ที่เป็น “เสื้อของปวงชน โดยปวงชน และเพื่อปวงชน” เราย่อมประจักษ์ในสีสันของ “ระบอบประชาธิปไตย” อันเป็น “วัฒนธรรมจำเพาะของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะจาก “นักการเมืองอิสระ” ที่มุ่งใช้ “อำนาจประชาธิปไตย” ตาม “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ทำการบริหารงานแผ่นดินอย่างชอบธรรมและสัมพันธ์กับ “ทศพิธราชธรรม” ทั้งนี้ ส่งผลให้เราปวงชนและทุนนิยมทั่วแดนไทยได้รับผลประโยชน์พร้อมหน้ากันหมด

ดร.อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ ยอดอัจฉริยะวิชาฟิสิกส์ กล่าวไว้ว่า “เรามิอาจแก้ปัญหาหนึ่งใดด้วยแนวความคิดเดียวกับที่เราใช้ก่อปัญหานั้นขึ้นมา” พูดง่ายๆ เรามิอาจใช้น้ำเน่าแก้น้ำเน่า แต่เราต้องใช้น้ำดีแก้น้ำเน่า คือ เราต้องสวมใส่เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่เพื่อป้องกันแก้ไขความป่าเถื่อนทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ท่านพุทธทาสภิกขุสั่งสอนไว้ว่า “ประชาธิปไตยมิได้หมายถึงปวงชนเป็นใหญ่ แต่หมายถึงผลประโยชน์ของปวงชนเป็นใหญ่”

ถึงเวลาหรือยังที่เราปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะประกาศอิสรภาพสวมใส่ “เสื้อประชาธิปไตยตัวใหม่” ที่เป็นของปวงชน โดยปวงชน เพื่อปวงชน และเริ่มเรียกร้องผลประโยชน์ของปวงชนอย่างจริงจังเสียที ?

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”

18 กรกฎาคม 2562 – 12:55 น.
เอ็มเอช370,รัฐบาลมาเลเซีย,ทะเลจีนใต้,กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์
เปิดอ่าน 1,669 ครั้ง

วิเคราะห์ 32 ชิ้นส่วน..5 ปีความลับ “เอ็มเอช370”   โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370” Good night Malaysian three seven zero

ถ้อยคำปริศนาสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาหมัด ชาห์” เที่ยวบิน MH370 ผู้ทำให้คนทั่วโลกถกเถียงกันว่า “เครื่องบินโบอิ้ง 777” หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ได้อย่างไร แม้เวลาผ่านไป 5 ปี มนุษย์ยุคไฮเทคสุดยอดก็ยังหาไม่เจอ!

ย้อนไปค่ำคืนวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบินเอ็มเอช 370  สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บรรทุกผู้โดยสาร 239 คนเดินทางออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เวลา 00.40 น. ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สามารถติดต่อเครื่องบินลำนี้ได้อีกเลย…

ภารกิจค้นหาเครื่องบินลำนี้ในช่วงวันแรกๆ เริ่มแถว ‘ทะเลจีนใต้’ โดยอ้างอิงเส้นทางบินปกติของเที่ยวบินดังกล่าวที่ต้องผ่านน่านฟ้าเวียดนาม หน่วยงานค้นหาซากเครื่องบินจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมถึงประเทศไทยระดมเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ฯลฯ ออกช่วยกันค้นหาอย่างเร่งด่วน 24 ชั่วโมง ทั้งทางบก ทางทะเลและตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ผ่านไปเกือบ 1 อาทิตย์ไม่พบเศษซากใดๆ ทั้งสิ้น

จนกระทั่งหลายฝ่ายช่วยกันกดดัน “รัฐบาลมาเลเซีย” ให้เปิดเผยข้อมูลจากจอเรดาร์ เนื่องจากมีบริษัทอินมาแซท (Inmarsat) ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารของอังกฤษตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของเอ็มเอช 370 ว่ามีการกลับลำหันหัวเครื่องบินย้อนกลับไปทางคาบสมุทรมลายูก่อนบินเข้าสู่ทะเลอันดามันและหายไปช่วงถึง “มหาสมุทรอินเดีย” 

ในที่สุดตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียออกมาแถลงข่าวยอมรับว่ามีการหันหัวเครื่องบินไปอีกทางจริง สร้างความไม่พอใจให้ทีมค้นหานานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้ามาเลเซียให้ข้อมูลถูกต้องแต่แรกคงไม่ต้องเสียพลังกายและงบประมาณในการค้นหาอย่างสูญเปล่าญาติผู้สูญหายรวมตัวกันก่นด่าประท้วงประณามรัฐบาลมาเลเซียทันที

คำถามสำคัญคือ “มาเลเซียกำลังปิดบังอะไร?
คนทั่วโลกติดตามข่าวการสืบสวนหาเครื่องบินลำนี้อย่างใกล้ชิด ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องส่งผู้เชี่ยวชาญและนักข่าวมาสืบหาข้อเท็จจริงที่มาเลเซีย

เริ่มจากหลักฐานแปลกประหลาดว่า ทำไมเครื่องบินโบอิ้งรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารไฮเทคระดับนี้หายไปจากโลกได้ แถมสภาพภูมิอากาศสุดแสนจะดี ท้องฟ้าโปร่งไม่มีพายุหรือลมมรสุมใดๆ หลายคนตั้งสมมุติฐานอธิบายปริศนาที่เกิดขึ้น เช่น เป็นการวางแผนของกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับมือพระกาฬ บางคนโยงไปถึงมนุษย์ต่างดาว หรือกองทัพทหารลึกลับฉกเครื่องบินลำนี้ไปท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามเที่ยงคืน…

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่โยงใยมาจบที่ “กัปตันซาฮารี อาหมัด ชาห์” กับนักบินผู้ช่วย เนื่องมาจากหลักฐาน “การจงใจปิดเครื่องมือสื่อสาร” ซึ่งปกติไม่มีกัปตันคนไหนกล้าทำเด็ดขาด
การขุดคุ้ยประวัติ กัปตันซาฮารี วัย 53 ปี ผู้มีประสบการณ์ขับเครื่องบินมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี เต็มไปด้วยความเข้มข้น ขณะที่ฝ่ายครอบครัวออกมาปกป้องว่าทุกอย่างปกติดี เขาเป็นเพียงเหยื่อของคนบางกลุ่ม

ล่าสุด “วิลเลียม แลงวีช” นักข่าวอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการบินออกมาเปิดเผยสมมุติฐานและหลักฐานที่วิจัยค้นคว้ามานานกว่า 5 ปี ว่า กัปตันคนนี้น่าจะบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไประดับความสูง 4 หมื่นฟุต เพื่อทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ โดยตัวเองสวมใส่หน้ากากออกซิเจนในห้องนักบินที่อยู่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่หน้ากากในห้องผู้โดยสารอยู่ได้สิบกว่านาที เมื่อผู้โดยสารหมดสติก็บังคับให้เครื่องบินลอยต่อไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงจนกระทั่งน้ำมันหมดก็ปลดล็อกให้ดิ่งลงสู่ท้องทะเลลึกแถว….จึงไม่มีใครค้นพบซากศพหรือซากเครื่องบินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาคัดค้านสมมุติฐานนี้ เนื่องจากมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.หากกัปตันต้องการฆ่าตัวตายพร้อมผู้โดยสารทำไมต้องหันหัวเครื่องบินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อผ่านน่านฟ้าใกล้มาเลเซีย 2.ทำไมรัฐบาลมาเลเซียต้องปกปิดข้อมูลจากเรดาร์ที่โชว์ชัดเจนว่าเครื่องบินย้อนกลับมา และ 3.ทำไมไม่มีใครพบเห็นเศษซากอุปกรณ์สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของผู้โดยสาร 239 คน?

          ปริศนา 3 ข้อข้างบนเกิดเป็นข้อสังเกตว่ากัปตันได้หันหัวเครื่องบินกลับมาทางมาเลเซียเพื่อ “ขอต่อรอง” อะไรบางอย่าง แต่รัฐบาลไม่ยอม พร้อมส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบแล้วสอยจนร่วงลงมา จากนั้นรีบส่งกองทัพเรือเข้าไปเก็บหลักฐานเศษซากทั้งหมด เพราะกว่าทีมค้นหานานาชาติจะไปบริเวณพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ รัฐบาลมาเลเซียมีเวลากู้ซากเครื่องบินและเก็บเศษชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลอยกลางทะเลได้เกือบหมด!?!

หลักฐานที่นำมาอ้างคือกล่องเก็บข้อมูลพิกัดเดินเรือของ “รุสลี คุสมิน” ชาวประมงอินโดนีเซีย ที่เล่าว่าเห็นเครื่องบิน ลำใหญ่ตกลงบริเวณช่องแคบมะละกาห่างจากเรือประมงไปแค่ 2 กม. ไม่ใช่แค่นายรุสลีเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวและชาวประมงบริเวณนั้นอีกหลายคนให้ข้อมูลคล้ายๆ กัน

แม้ไม่มีใครตอบได้ว่าสมมุติฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้วคือ งบประมาณค้นหา “เที่ยวบินเอ็มเอช 370” ทำลายสถิติทุกการค้นหาด้วยตัวเลข 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อกันว่าในอนาคตคงไม่มีการทุ่มเงินและเครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการค้นหาเครื่องบินพาณิชย์แบบนี้อีกต่อไป

พื้นที่ค้นหาหลักอยู่บริเวณใต้ท้องมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ รวมแล้วกว่า 1.2 แสนตารางกิโลเมตร เป็นปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินหายครั้งใหญ่สุดและสำคัญสุดในประวัติศาสตร์แต่สุดท้ายคว้าน้ำเหลว ไม่เจอเศษซากเครื่องบินหรืออุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณนั้นแม้แต่ชิ้นเดียวตัวแทนทีมค้นหาจากรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้ายก่อนยุติปฏิบัติการครั้งนี้ว่า

“เป็นเรื่องเหลือเชื่อและยอมรับไม่ได้ที่มนุษย์จะหาเครื่องบินลำนี้ไม่พบ”

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้พยายามโชว์เศษซากชิ้นส่วนต่างๆ ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้หลายร้อยชิ้น แต่มีเพียง 32 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ “น่าจะใช่” 3 ชิ้น “เกือบใช่” 7 ชิ้น “เหมือนมาก” 8 ชิ้น “เหมือน” 3 ชิ้น และ “ไม่แน่ใจ” 11 ชิ้น ส่วนใหญ่พบจากคลื่นซัดเข้ามาทิ้งไว้บนชายหาดแถวหมู่เกาะเล็กๆ แถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น เกาะเรอูนิยง หาดมาดากัสการ์ โมซัมบิก ฯลฯ

ชิ้นที่ระบุว่า คอนเฟิร์ม 3 ชิ้นนั้น มีเพียง 1 ชิ้น ส่วนปีกเรียกกันว่า “แฟล็ปเพอรอน” ที่ค่อนข้างน่าสนใจ แต่การคอนเฟิร์มนั้น คงแปลเป็นภาษาไทยได้แค่เพียงว่า “น่าจะใช่” เท่านั้น เพราะหน่วยงานที่ยืนยันเป็นแค่เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศส

          ส่วน “บริษัทโบอิ้ง” ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำนี้ขอเล่นบท “เตมีย์ใบ้” ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการยืนยันหลักฐานชิ้นส่วนใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหลักฐานที่รัฐบาลมาเลเซียมีเอกสารยืนยันมาแล้วก็ตาม

ทำให้ “เอ็มเอช 370” ยังคงเป็นสุดยอดปริศนาลึกลับของโลกต่อไป…

“ส.ส.เฮ้ง” ชื่อนี้ “ธนาธร” มีหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส.ส.เฮ้ง” ชื่อนี้ “ธนาธร” มีหนาว

18 กรกฎาคม 2562 – 12:14 น.
"ส.ส.เฮ้ง" ชื่อนี้ "ธนาธร" มีหนาว
เปิดอ่าน 35,647 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 18 ก.ค.62

************************

..หนุ่มใหญ่ไฟแรงจากเมืองชล กลายเป็นตำบลกระสุนตกในโลกโซเชียล เมื่อโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดประเด็น “ส..เฮ้ง” บินข้ามน้ำข้ามฟ้ามาตามหา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ ที่ บีบีซี ลอนดอน

จริงๆ แล้ว “สุชาติ ชมกลิ่น” ..ชลบุรี และภรรยาเดินทางไปอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 เพื่อส่งลูกชาย คน เข้าแคมป์ฟุตบอล อะคาเดมี แมนเชสเตอร์ซิตี้

จากใจ ส..เฮ้ง

เป็น ส..สมัยที่ แต่ชื่อของ “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังประชารัฐ ติดตลาดเร็วเหลือเกิน นับแต่มีชื่อติดโผ “รัฐมนตรีแรงงาน” คนแรกๆ ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของนักข่าวสายการเมือง

ส.ส.เฮ้ง

สาเหตุที่ “ส..เฮ้ง” จะได้คั่ว รมว.แรงงาน เพราะได้รวบรวม ส..ภาคกลางตะวันออก 16 ชีวิต เป็นกลุ่มก้อนเพื่อดูแลกันเอง “ผู้ใหญ่” เห็นในศักยภาพ จึงจะมอบตำแหน่งให้ แต่เกิดปัญหาเก้าอี้ รมต.ไม่พอ เลยทำให้ ส..เฮ้งต้องชวดเป็นรัฐมนตรีไป

..เฮ้งนักเลงพอ จึงให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะไม่โวยวาย ไม่ต่อรองอะไร ยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค

หลังเกิดกรณีดราม่าข้ามพรรค “ส..เฮ้ง” ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า “สิ่งที่ผมออกมาพูดถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอนาคตใหม่ เพราะว่า กระผมรักชาติบ้านเมือง รักสถาบันการเมือง รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์…”

กระผมอยากให้ทุกคนที่คิดดีต่อชาติบ้านเมือง ควรจะใช้เวทีในสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวพูดจาหารือกันภาย ในระบบสภา”

มวยหนุ่ม มวยสด อาจขาดความเก๋าแต่มีความจริงใจต่อชาวเมืองชลเป็นต้นทุน

ขาใหญ่อสังหาฯบูรพา

..เฮ้ง” เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดเรารักชลบุรี และลงสนามเลือกตั้ง ส..ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส..สมัยแรก

เมื่อ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชนหรือ ARIN ได้นำพาอรินสิริแลนด์ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นความสำเร็จของธุรกิจและความมั่นคงของเขาและครอบครัว

ส.ส.เฮ้ง กับภรรยา ในลอนดอน

ARIN ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ ภายใต้ตราสินค้าอรินสิริ มีจุดแข็งจากการเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออก

อรินสิริแลนด์  ธุรกิจของ ส.ส. เฮ้ง

นอกจากนี้ “วิมลจิต อรินทมะพงษ์” ภรรยาสุชาติ ชมกลิ่น ทายาทเจ้าของร้านทอง “99 กะรัต” บริเวณหน้าตลาดหนองมน จ.ชลบุรี ได้ช่วยเป็นแม่ทัพอีกคนหนึ่ง ดูแลบริษัท 99 กะรัตแลนด์มาร์ค จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.ชลบุรี มากว่า ปี

..เฮ้ง จัดว่าเป็นดาวรุ่งวงการอสังหาฯ ที่มาแรงมากใน พ..นี้

พลังชลนอกซุ้ม

ดูจากภายนอก “ส..เฮ้ง” เจ้าของสโลแกน “กตัญญู รู้คุณ” น่าจะเป็นนักการเมืองในสังกัดซุ้มแสนสุข แต่พิจารณาจากบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง ช่วงหลังเลือกตั้ง ส..เฮ้งน่าจะเป็น “พลังชลนอกซุ้ม” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ชมกลิ่น ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” ร่วมถึงลูกๆ ของกำนัน ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้มวิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม

อิทธิพล คุณปลื้ม และ ส.ส.เฮ้ง

ว่ากันว่า พี่เลี้ยงหรือครูการเมืองของ ส..เฮ้ง คือ “..นิ่ม” สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ อดีตแกนนำพรรคพลังชล และ ส..บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา มอบหมายให้ “ส..เฮ้ง” เป็นกัปตันทีม ดูแลเขตเลือกตั้งที่ 1-3 พร้อมคำสัญญา ถ้าชนะทั้ง เขต ก็เอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเลย

อากำนันที่รักและเคารพของ ส.ส.เฮ้ง

ปรากฏว่า เขตที่ ส..เฮ้ง รับผิดชอบชนะหมด ต่างจาก อิทธิพล คุณปลื้มปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ ลูกชาย “เสี่ยกุ๊ย” สันตศักย์ งามพิเชษฐ์ และพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สายตรงบ้านใหญ่แสนสุข สอบตกเกลี้ยง

ยังไง พลังชลก็ได้โควตา เก้าอี้ รมต.คือ “อิทธิพล คุณปลื้ม” ได้นั่งรัฐมนตรีวัฒนธรรม ตามข้อตกลงเดิมตั้งแต่สละพลังชลมาอยู่พลังประชารัฐ

..เฮ้ง จึงรวบรวม ส..ภาคกลางตะวันออก ได้สิบกว่าชีวิต และเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ จนได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีแรงงาน 

เกิดปัญหาขัดแย้งในพรรค ส..เฮ้งก็ต้องถอย ให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างรวมพลังประชาชาติไทย ได้ตำแหน่ง “จับกัง 1” ไปแทน

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!

18 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
หนี้,เกษตรกร,นโยบายพักหนี้
เปิดอ่าน 9,548 ครั้ง

หนี้เกษตร9หมื่นล้าน… ฮีโร่พลิกล็อก”รัฐบาลใหม่”!  โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

แผนการตั้ง “รัฐบาล 2562” ล่มไปหลายครั้ง เพราะ “พรรคการเมือง” แบ่งเค้กกระทรวงเกรดเอกันไม่ลงตัว โดยเฉพาะ กระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นตัวสะสมฐานคะแนนเสียงสำคัญของ ส.ส.ทุกพื้นทั่วประเทศไทย แถมมีงบประมาณมหาศาล โดยหารู้ไม่ว่า ปัญหาสะสมรอการแก้ไขของเจ้ากระทรวงเกษตรฯ คนใหม่นั้น อาจกลายเป็นได้ทั้ง “จุดพลิกล็อก” สร้างฮีโร่คนใหม่ หรือ “จุดพิฆาต” ของรัฐบาลชุดใหม่ !

ย้อนไปช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรหลายพื้นที่ระดมพลยกขบวนบุกเข้าเมืองกรุงเรียกร้องให้ “รัฐบาล คสช.” เร่งแก้ไขหนี้สินที่ทับถมมาหลายสิบปี รวมเป็นเงินกว่า 9 หมื่นล้านบาท พูดง่ายๆ คือ มาทวงสัญญาที่ “บิ๊กตู่” เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะคืนความสุขเกษตรกรทุกคน แต่รอมานานกว่า 5 ปี ยังไม่มีความสุขจากการหมดหนี้หมดสินสักที…
การกดดันเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 สหพันธ์เครือข่ายเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สกท.) พร้อมสมาชิกเกษตรกรกว่า 500 คน ไปประท้วงหน้าธนาคารขอลดภาระหนี้สิน ถัดมาเดือนกันยายน กลุ่มเกษตรกรนครสวรรค์และกำแพงเพชรไม่ต่ำกว่าพันคนนัดกันขนเสบียงข้าวปลาอาหารแห้งขึ้นรถเป็นร้อยคัน ขับเป็นขบวนยาวเข้ามาปักหลักหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เรียกร้องให้ปรับโครงสร้างหนี้อย่างเร่งด่วน เพราะเดือดร้อนจากดอกเบี้ยและเงินต้นที่ผ่อนเท่าไรก็ไม่ลดลงสักที จึงยื่นเงื่อนไขขอลดเงินต้นครึ่งหนึ่ง และหยุดพักดอกเบี้ยไว้อย่างน้อย 15 ปี ต่อลมหายใจไม่ให้ถูกฟ้องล้มละลายโดนยึดที่ไร่ที่นา

เกษตรกรผู้กำลังเดือดร้อนจากหนี้สินท่วมหัว ไม่ได้มุ่งหน้าเดินขบวนเข้าเมืองหลวงกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่มีจำนวนมากเดินทางไปอ้อนวอนหน้าธนาคารหรือศาลากลางจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค

พลังกดดันปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะตัวเลขเกษตรกร 5.2 แสนคนกำลังเป็นหนี้สินทั่วไทยนั้น คิดเป็นยอดรวมหนี้สะสมถึง 8.9 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ของธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ “ธ.ก.ส.” “ธอส.” “ธ.กรุงไทย” และ “ธ.ออมสิน” แม้รัฐบาลบิ๊กตู่เคยใช้ ม.44 สั่งปลดฟ้าผ่าหัวหน้าใหญ่ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลปัญหาหนี้สินตรงนี้โดยตรง คือ “เลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 และแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจขึ้นทำหน้าที่แทน พร้อมคำสั่งให้ปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเร่งด่วน

          แต่ผ่านมา 2 ปี ยังไม่เห็นผลงานชัดเจน ทั้งที่ “กฟก.” หรือ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นหน่วยงานที่ควรเข้าใจและรู้ดีถึงภาระหนี้สินของเกษตรกรมากสุด

ถ้า กฟก.ทำงานดูแลเจรจาหนี้สินให้เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่คงปลดหนี้หมดแล้ว ไม่ต้องเจอดอกเบี้ยทบต้นซ้ำแล้วซ้ำเพราะสถิติที่ผ่านมา “กฟก.” แก้ปัญหาหนี้เกษตรกรไปได้แค่ 3 หมื่นรายเท่านั้น ยอดหนี้ 6 พันล้านบาท

เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2562 คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ แถลงข่าวโชว์ผลงานช่วยเจรจาชำระหนี้แทนเกษตรหลายครั้ง ทำให้ทุเลาความเดือดร้อนได้ประมาณ 140 ราย มูลหนี้รวม 120 กว่าล้านบาท และยังช่วยชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี เพื่อลดปัญหาการบังคับคดีขายทอดตลาด

แต่ถ้าดูจากสมาชิก 3.6 แสนรายที่กำลังรอความช่วยเหลือจากหนี้สถาบันการเงินรวมไม่ต่ำกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท

สรุปยกแรกว่า “ผลงานไม่ผ่าน” แม้รัฐบาลทหารช่วยใช้ “ดาบอาญาสิทธิ์ ม.44” ก็ยังไม่เห็นผลมากนัก เครือข่ายเกษตรกรกลุ่มต่างๆ จึงยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องถือป้ายประท้วงไปเรื่อยๆ

“อุบล อยู่หว้า” ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน วิเคราะห์ว่า กองทุนช่วยเกษตรใหญ่ๆ ในเมืองไทยมีไม่ต่ำกว่า 5–6 กองทุน แต่อำนาจตัดสินใจอยู่ที่นายอำเภอ ซึ่งย้ายไปย้ายมาไม่เคยรู้ปัญหาแท้จริงของชาวบ้านในชุมชน ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ออกไปถือป้ายประท้วง แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับรู้ข่าวสารของเครือข่ายหรือไม่มีใครชวนไปร่วมประท้วงด้วย

“กลุ่มที่น่าสงสารคือชาวนาที่กู้เงินมาปลูกบ้านไม่กี่แสนบาท หรือกู้มาส่งลูกเรียนหนังสือ แต่จ่ายหนี้ธนาคารไม่หมดเสียที โดนยึดบ้านยึดที่นาง่ายๆ แต่คนได้รับความช่วยเหลือก่อนคนอื่น คือ กลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด กลุ่มนี้ค่อนข้างมีเส้นสายหรือมีประสบการณ์ในการประท้วงลดหนี้ อยากให้ กฟก.ทำงานเชิงรุกเข้าไปดูคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ช่วยแค่คนออกมาประท้วง”

อุบล กล่าวต่อว่า วิธีแก้หนี้เกษตรกรที่ดีสุดคือ ให้กองทุนฯ เข้ามาจับมือร่วมกับสภาเกษตรหรือกลุ่มชาวบ้านในชุมชนทุกแห่ง เน้นปลดหนี้หรือเจรจาช่วยรายย่อย ตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบายพรรคการเมืองไหนโดดเด่น คงต้องรอดูว่าใครจะอาสามาเป็นคนดูแลเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเจอพวก เกษตรกรที่ไม่มีวินัย กับเจ้าหนี้รวมหัวข้าราชการจอมฉ้อฉล

ล่าสุด กฟก.เสนอ “ร่าง พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ….” เพื่อแก้ไขข้อกฎหมายอันเป็นอุปสรรคหลายมาตรา หวังประกาศใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงแก้ไขหนี้สินคั่งค้างให้หมดสิ้นในรัฐบาลชุดใหม่ที่ “บิ๊กตู่” ยังคงเป็นนายกฯ เหมือนเดิม

          วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายข้างต้นแล้ว โดยสรุปเนื้อหาสาระสำคัญที่เปลี่ยนไป 4 ประการ ดังนี้

1.เปลี่ยนวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกรทั้งที่เป็นกลุ่มที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และกลุ่มที่มีบุคคลค้ำประกัน เพื่อให้กองทุนฯ เข้าไปช่วยชำระหนี้แทนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.เปลี่ยนขอบเขตชำระหนี้ให้ครอบคลุมเกษตรกรที่มีปัญหามากขึ้น 3.เปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเกษตรกรจากคราวละ 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อให้การทำงานตามนโยบายมีความต่อเนื่องและประหยัดงบประมาณในการจัดเลือกตั้ง และ 4.เพิ่มจำนวนสาขาของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ให้มีจำนวนมากขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน

หลักการข้างต้นจะช่วยปลดหนี้ได้หรือไม่ คงต้องรอ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ล่าสุด ที่ต้องมาทำตามนโยบาย ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะประกันราคาข้าวตันละไม่ต่ำกว่า 10,000-15,000 บาท แถมให้ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาทขึ้นไป โดยเฉพาะการทำตามคำสัญญาเรื่องนโยบายพักหนี้เกษตรกรของพรรคพลังประชารัฐ

รัฐมนตรีคนใดอยากเป็น “ฮีโร่” ต้องทำแต้มพลิกล็อกด้วยการช่วยเกษตรกรให้ได้จริงๆ โดยเริ่มจากปลดหนี้ 5 แสนรายนี้เสียก่อน จากนั้นก็ลดต้นเงินกู้เหลือครึ่งหนึ่ง และพักชำระหนี้ดอกเบี้ย 15 ปี หรือถ้าอยากเป็น “ซูเปอร์ฮีโร่” ก็สั่งปลดหนี้ให้เกษตรกรทั้งหมดไปเลย

          หากเปรียบเทียบกับงบประมาณสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หนองคาย 5 แสนล้านบาท หรืองบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ “คสช.” อนุมัติไปแล้วอย่างรวดเร็ว 4.4 หมื่นล้าน

ถือว่าตัวเงินปลดหนี้เกษตรกร 5.2 แสนคน แค่ 9 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขจิ๊บๆ

ปราบเด็กแว้น!ต้องถอนราก–ถอนโคน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปราบเด็กแว้น!ต้องถอนราก–ถอนโคน

18 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 2,446 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้เด็กแว้นหลายแห่งจับกลุ่มกวนเมืองอีกแล้ว และมีคำถามตามมาว่าทำไมตำรวจจับไม่หมดเสียที เหมือนแมวไล่จับหนู

ยกตัวอย่างล่าสุดตำรวจมหาชัยจับได้เกือบ 200 คัน ยึดจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพติดท่อไอเสียเสียงดังและจูนเครื่องให้วิ่งเร็วเอาไว้แข่งชิงเดิมพันบนถนนหลวง

ก่อนหน้านี้มีที่โคราชและอีกหลายจังหวัด หลายอำเภอ และเกรงว่าต่อไปจะทลายพันธุ์ไปตามตำบลหรือชุมนุมต่างๆ หรือที่ศรีราชาก็ยึดได้เกือบ 300 คัน

ขอแยกประเด็นให้ตรงตามเป้าหมายแบบ ‘ดับเครื่องชน’ ว่าจะทำอย่างไรจะปราบปรามเด็กแว้นให้หมดไป

คำตอบคือต้องจัดการแบบเฉียบขาดคือ ‘ถอนราก ถอนโคน’ ให้หมดไป โดยเริ่มที่ร้านปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่ทั่วไปและแอบแฝงตามแก๊งแว้นนัดหมายกันไปจูนเครื่อง-ทะลวงท่อไอเสีย

ร้านแต่งรถแว้นพวกนี้ต้องสั่งของนอกเข้ามาและบางทีก็ทำเองด้วย เป็นช่างระดับเทพ จะเอาเสียงดัง-เอาให้เร็วแหกนรกเกินกำลังเครื่องยนต์ก็ทำได้

แล้วตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองปล่อยไว้ได้อย่างไร ทำไมไม่รู้ไม่เห็นทั้งๆ ที่แก๊งแว้นไปใช้บริการแน่น

จึงขอให้จัดการร้านแต่งรถก่อนและตรวจสอบเรื่องภาษีการนำเข้าและเครือข่าย

ต่อมาคือพฤติกรรมเด็กแว้นซึ่งมีเดิมพัน ทั้งเรื่องเงินพนันและเลวร้ายสุดคือใครชนะจะได้เด็กสาว ‘สก๊อย’ เป็นรางวัลเดิมพัน

ยิ่งไปกว่านั้นใครจะเข้าแก๊งแว้น นอกจากมีรถแรงๆ ดังๆ แล้วต้องพิสูจน์กันที่ ‘หัวใจ’ ด้วย

หัวหน้าแก๊งจะให้สมาชิกใหม่พิสูจน์ตัวเอง เช่น สั่งให้ไปทำร้ายแก๊งอื่นๆ หรือก่อกวนในรูปแบบต่างๆ

จึงขอให้ปราบแบบ ‘ถอนราก ถอนโคน’ เด็กหัวขบวนหัวหน้าแก๊งและปิดร้านปรับแต่งเครื่องมอเตอร์ไซค์แว้น!
อ๊อด เทอร์โบ


 คำขอร้องถึงรัฐบาลใหม่
จดหมายจากคุณ ‘วิโรจน์’ บางแสน ต่อไปนี้เป็นการเรียกร้องในฐานะคนเมืองชลบุรี ซึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต่อเติมเส้นทาง ‘บูรพาวิถี’ ให้ออกบายพาสและเมืองชลบุรี

ขอร่วมสนับสนุนด้วย เพราะจะบรรเทาการจราจรติดขัดได้อย่างมาก และอำนวยความสะดวกสบาย ความปลอดภัยด้านการจราจร ไม่เฉพาะชาวเมืองชลเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทุกคน

อนาคตการเดินทางของประชาชนจะดีขึ้น ปี 2563 จะเปิดใช้มอเตอร์เวย์จากบางปะอินไปโคราช ซึ่งว่ากันว่าเป็นทางหลวงที่สวยที่สุดของไทยและเป็นประตูสู่อีสานที่สมบูรณ์แบบ

ต่อไปถนนมิตรภาพที่รถติดทุกฤดูกาลจะสะดวกขึ้นและประชาชนมีทางเลือกตามต้องการ

โครงการทางด่วน-มอเตอร์เวย์-รถไฟความเร็วสูงที่ทำกันมาสมัยรัฐบาล คสช. อย่าล้มเลิกหรือหายไปพร้อมกับรัฐมนตรีคนเก่า

ต้องเห็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ-ประชาชน-ไม่ใช่พรรคการเมืองละตัวเอง!
อ๊อด เทอรโบ


 ต่อยอด ‘บูรพาวิถี’
 ต้องดำเนินการด่วน

ผมเป็นคนเมืองชล วันก่อนได้อ่านข่าวเรื่องกระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้การทางพิเศษหรือทางด่วนศึกษาโครงการต่อเติมหรือขยายเส้นทางบูรพาวิถีแล้ว ดีใจมากๆ

จึงขอสนับสนุนเต็มที่ เพราะเวลานี้รถติดเหลือเกิน คือลงจากบูรพาวิถีที่หน้าอมตะซิตี้แล้วจะไปเข้าเมืองชลหรือออกทางบายพาสก็เจอปัญหารถติด ยิ่งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวเทศกาลต่างๆ แล้วไม่ต้องพูดถึง

เห็นว่าจะมี 2 ระบบคือต่อจากบูรพาวิถีเข้าเมืองชลหรือออกทางบายพาส ซึ่งควรจะต่อไปถึงมอเตอร์เวย์จะดีมาก ผมจึงรอคอยโครงการนี้เพราะเป็นการรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปถึงอีสานด้วย

ยังลุ้นอยู่ว่าเปลี่ยนรัฐมนตรีคมนาคมใหม่จะล้มเลิกโครงการนี้หรือไม่ จึงขอร้องให้ช่วยดำเนินการต่อครับ
วิโรจน์ (เมืองชล)
