ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท

ส้มโอขาวแตงกวา เป็นไม้ผลท้องถิ่นที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดชัยนาท ขนาดผลกลมโตปานกลาง เนื้อกุ้งใหญ่สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย เป็นไม้ผลที่ปลูกสืบต่อกันมานานกว่า 100 ปี ถึงปัจจุบัน ในด้านการปลูกและผลิตมีการพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง กระทั่งได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกษตรกรมีรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และการปลูกส้มโอขาวแตงกวาในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท มาบอกเล่าสู่กัน

คุณไพฑูรย์ รื่นสุข เกษตรจังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดชัยนาทเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชได้คุณภาพ โดยเฉพาะส้มโอขาวแตงกวาที่มีการปลูกมานานกว่า 100 ปี มีต้นแม่พันธุ์ต้นแรกอยู่ที่อำเภอมโนรมย์ มีการปลูกและพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพ มีเนื้อกุ้งใหญ่ขาว หวานฉ่ำ รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร เป็นหนึ่งไม้ผลที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดชัยนาท

สำหรับ ปี 2557/58 มีพื้นที่ปลูกไม้ผล ได้แก่ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน มะนาว ส้มโอขาวแตงกวา มะละกอ พุทรา กระท้อน มะกรูด และมะปรางหวาน จำนวน 10 ชนิด รวมพื้นที่ 12,891 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 3,615 ไร่ สำหรับพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวามี 1,191 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว 358 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 950,200 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 1,327 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาซื้อขายส่ง 35-40 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับในปี 2559 คาดว่าผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพจะมีราคาซื้อขาย 60-80 บาท ต่อกิโลกรัม

การปลูกให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพได้ส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและผลิต ให้จัดการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีหรือเหลือใช้แบบผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ตลาดต้องการ แล้วเกษตรกรจะสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

ลุงทวาย มั่นอ่วม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วเปลี่ยนมาทำนา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในปี 2538 สำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ ได้เสนอโครงการปรับระบบเพื่อพัฒนาระบบการผลิต (คปร.) เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลที่ต้องการ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้พื้นที่ดำเนินการ 5 ไร่ และได้รับการสนับสนุนกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวามาปลูก 120 กิ่ง

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ยกร่องแปลงปลูก กว้าง 8 เมตร 8 ร่อง ขุดร่องน้ำระหว่างแปลงปลูก กว้าง 2 เมตร ได้ยกคันดินสูงรอบพื้นที่แปลงปลูก เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำท่วม ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก ตากแดด 7 วัน เพื่อกำจัดเชื้อราหรือศัตรูพืช จากนั้นใส่ปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินบนรองก้นหลุม วางกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม จัดหลุมปลูกระหว่างต้นและแถวห่างกัน 6×8 เมตร หลังการปลูกต้องให้ได้รับน้ำพอเพียงไปกระทั่งต้นส้มโอเจริญเติบโตสมบูรณ์ จึงเปลี่ยนให้น้ำเป็นครั้งคราวหรือตามความเหมาะสม

หลังจากปลูก การปฏิบัติดูแลต้นส้มโอในช่วงอายุ 3 ปีแรก ได้บำรุงต้นด้วยการหว่านปุ๋ยหมัก แล้วใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตรา 300-500 กรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ต่อปี และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วได้ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง กำจัดแหล่งที่อยู่และลดการระบาดของศัตรูพืช ใบได้รับแสงแดดทั่วถึง ทำให้ปรุงอาหารได้มากขึ้นและพอเพียงต่อการเจริญเติบโต ได้ผลส้มโอขาวแตงกวามีขนาดโตสม่ำเสมอกันและได้คุณภาพ

การปฏิบัติให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ได้ใส่ปุ๋ย 4 ครั้ง ต่อปี ครั้งแรกเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และใส่ปุ๋ย สูตร 13-0-46 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สองเดือนมกราคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สามเดือนมีนาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และครั้งที่สี่เดือนกรกฎาคมใส่ปุ๋ย สูตร 13-21-21 ในอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังการใส่ปุ๋ยได้จัดการให้น้ำทุกครั้งแต่พอชุ่ม จะทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพที่มีเนื้อกุ้งใหญ่ สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย ที่ทำให้ผู้กินชื่นชอบ

ลุงทวาย เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ช่วงการตัดเก็บผลส้มโอคุณภาพ ได้เน้นตัดเก็บผลส้มโอที่แก่สุกตามระยะเวลาที่เหมาะสมคือ นับตั้งแต่ระยะติดดอกไปกระทั่งติดผลแก่ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ละปีได้ตัดเก็บผลส้มโอ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และช่วงที่สองเดือนมกราคม-เมษายน โดยเฉลี่ยจะได้ผลผลิตส้มโอ 20-25 ตัน ต่อครั้ง วิธีการตัดเก็บผลส้มโอที่อยู่สูงได้ใช้กรรไกรต่อด้ามมีเชือกกระตุกตัดและหนีบที่ขั้วผลนำลงมาวางใส่ในภาชนะ รวบรวม ทำความสะอาด คัดขนาดของผลคุณภาพเตรียมนำไปขาย สำหรับราคาขายส่งที่หน้าสวนในช่วงนี้ อยู่ที่ 45-60 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาซื้อขายถูกหรือแพงจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและตลาดด้วย

เส้นทางสู่ความสำเร็จคือ ได้วางแผนการปลูกและผลิต มีการจัดการที่ดี ใช้ปัจจัยที่มีในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสม รู้ขยัน อดทน จึงได้รับการรับรองเป็นแหล่งผลิตพืชในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP โครงการความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ด้านพืช ชนิดส้มโอ จากกรมวิชาการเกษตร และได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน อันดับที่ 1 ระดับจังหวัด และอันดับที่ 2 ระดับเขต ปี 2555 จากการปลูกและผลิตได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพเป็นความสำเร็จที่ทำให้มีรายได้พอเพียง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

จากเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท ที่กล่าวถึงการปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา พัฒนาการผลิตด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม จึงได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพ รสอร่อย ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงทวาย มั่นอ่วม เลขที่ 172 หมู่ที่ 4 ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โทร. (088) 427-9683 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ โทร. (056) 461-314 หรือ คุณชมพูนุช หน่อทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท โทร. (056) 476-720 ก็ได้เช่นกันครับ

ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ ในสวนปาล์ม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ที่กระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการเกษตร

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ ในสวนปาล์ม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ที่กระบี่

เมื่อเร็วๆ นี้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” พาสื่อมวลชนบุกพิสูจน์ผลการดำเนินงาน “ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร” (ศพก.) ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตสวนปาล์ม

คุณสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล่าว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีพันธกิจสำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ซึ่งจังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการดำเนินงาน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในระดับโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผ่านโครงการต่างๆ อย่างหลากหลาย และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการตลาด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้เพิ่มเติมประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นการเผยแพร่กิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่

คุณสมหวิง หนูศิริ เกษตรกรต้นแบบเจ้าของศูนย์ ตั้งอยู่ที่ 261 หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งทับควาย ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ของชุมชนในการจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินการในลักษณะการทำเกษตรแบบผสมผสานมีกิจกรรมหลากหลาย ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชหลัก ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ เพาะเห็ด การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์และเศษวัสดุเหลือใช้จากในแปลงทำปุ๋ยหมัก ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี

คุณสมหวิง กล่าวว่า การปลูกปาล์มน้ำมันที่ดีต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ และทำความเข้าใจในการปลูก เกษตรกรจะปลูกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะในปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน ต้นทุนการผลิตสูง ทีนี้เกษตรกรจะปลูกต้องคำนึงถึงพื้นที่ การปลูกปาล์มน้ำมันไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ แต่ทางภาคใต้แล้วถือว่าเหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน

วิธีการปลูก

หลังจากการเตรียมดิน แนะให้ปลูกแบบใหม่ ก่อนหน้านี้ จะปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 9×9 เมตร หรือ 8×8 เมตร ซึ่งจะได้จำนวนต้นเยอะ แต่ผลผลิตน้อย ปัจจุบัน แนะให้ปลูกระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 10×10 เมตร วางแนวให้ได้รับแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้ปาล์มออกลูกได้มาก วิธีนี้ได้ทะลายน้อยก็จริง แต่ได้ผลผลิตมาก ลูกดก ช่วยประหยัดแรงงาน เกษตรกรเจ้าของสวนปาล์มก็สามารถทำเองได้

ปลูกปาล์ม

ต้องยึดหลักพันธุ์ปาล์ม

เป็นหัวใจสำคัญ

คุณสมหวิง บอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกรนิยมปลูกปาล์มพันธุ์ไต้หวัน ไปเก็บใต้โคนต้นมาปลูก ด้วยความไม่เข้าใจของเกษตรกรจึงส่งผลทำให้ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร จึงทำความเข้าใจใหม่ว่าการปลูกปาล์มให้ได้ผลดีต้องมีพันธุ์ปาล์มที่ดี บุคคลที่จะขยายพันธุ์ปาล์มต้องมีหนังสือรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ทีนี้เกษตรกรได้ปาล์มที่ดีมาปลูก เมื่อเกษตรกรเข้าใจเรื่องพันธุ์ปาล์มแล้ว เข้าใจเกี่ยวกับการดูแล ทางศูนย์เราก็พยายามแนะนำให้ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมก่อนปลูก นี่คือ ตัวหลักคือเราต้องป้องกันตั้งแต่ ที่ดิน 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 22 ต้น ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

ปลูกปาล์มแบบลดต้นทุนการผลิต

สวนของคุณสมหวิงมีวิธีลดต้นทุน ดังนี้

1. เน้นที่การเลี้ยงสัตว์ในสวนปาล์ม เพราะสัตว์ช่วยถางสวนให้ ลดสารเคมี ใช้มูลเป็นปุ๋ย

2. ทำปุ๋ยหมักมาใส่ต้นปาล์ม ทำค่าวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมัน เพื่อใส่ปุ๋ยชีวภาพตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดปุ๋ยเคมีลง ต้นทุนการผลิตก็ลดลงด้วย

ปลูกพืชแซมในสวนปาล์ม

ช่วงแรกเกษตรกรก็ไม่เข้าใจในการปลูกพืชแซมในสวนยาง โดยเฉพาะภาครัฐเมื่อก่อนไม่ให้ปลูก ให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ให้ปลูกพืชแซม เพราะเป็นนโยบายของภาครัฐให้ทำลายพืชชนิดอื่นเหลือพื้นที่เปล่าๆ แต่เมื่อโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ามาสู่ชุมชนจะเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะโยงถึงชาวสวน ทำให้ชาวสวนเกิดแนวคิดว่า จะมานั่งทำสวนเชิงเดี่ยวไม่ได้แล้ว ต้องหารายได้เสริมเพื่อแก้ปัญหายามปาล์มน้ำมันราคาตกในช่วงฤดูแล้ง ต้องหาอาชีพเสริมเข้ามาใส่ คราวนี้ก็มาคิดว่าในสวนปาล์มสามารถปลูกอะไรได้บ้าง จึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จึงได้รู้ว่าในสวนปาล์มสามารถเลี้ยงสัตว์ ทำประมง ปลูกพืชผักก็ได้ ซึ่งทุกวันนี้รายได้หลักน้อยกว่ารายได้เสริม

สำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดการทำสวนปาล์มเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เบอร์ติดต่อ (087) 279-3557

ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการเกษตร

ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ฤดูกาลแห่งลำไยเริ่มขึ้น ผลไม้หลายชนิดออกสู่ตลาด ปริมาณผลผลิตที่ตลาดต้องการก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวสวนต้องมีเทคนิคเฉพาะสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ตลาดต้องการ และควรให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาด

ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ คุณมานพ กาวิลุน เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64/1 หมู่ที่ 6 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า พื้นที่รอบสวนตนเองส่วนใหญ่เขาจะปลูกข้าวกัน แต่ตนเองเห็นว่าการปลูกข้าวมักมีปัญหาทั้งในเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม ราคาข้าวไม่แน่นอน ตนเองจึงเลือกที่ทำสวนลำไย ในพื้นที่ 13 ไร่ โดยยึดหลักว่า “คนอื่นปลูกข้าว ผมทำสวนลำไย”

สวนลำไยมีอยู่ 2 แห่ง อายุ 5-12 ปี ได้ทดลองใช้และให้ความไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ทุกผลิตภัณฑ์ เรียกว่าเชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดแต่งทรงพุ่ม ทางดิน ใช้ ฮิวโม่-เอฟ 65 ละลายน้ำราดทั่วทรงพุ่ม เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ดินชุ่มชื้นตลอดแม้จะอยู่ในช่วงฤดูแล้ง ทางใบ จะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพต้น เมื่อถึงระยะที่ต้นลำไยมีความพร้อม จะใช้สารราดลำไย ลองก้า-เอ็น ทางดิน ประมาณ 3 ขีด ตามขนาดของต้น ใช้ละลายน้ำราดพื้นรอบทรงพุ่ม จากนั้นจะใช้ อิมเพล เปิดตาดอก คุณมานพ กล่าวว่า ช่อดอกแตกออกมาเป็นพุ่ม แขนงตาดอกที่อยู่ก้านใบก็ออกดอกเต็ม ชอบมาก และจะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ ฉีดพ่นทางใบ ห่างกัน 7-10 วัน ต่อครั้ง ทำให้ใบลำไยสีเขียวเข้ม ติดผลดก ผลลำไยเรียงตัวกันอย่างสม่ำเสมอ และช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าขนาด AA เมื่อระยะใกล้จะเก็บเกี่ยวหรือในช่วงที่เมล็ดในดำ จะใช้เคลียร์ ร่วมด้วยเพื่อช่วยขัดสีผิวผลลำไย ให้ผิวของผลลำไยมีสีเหลืองทอง

“เมื่อปีที่แล้วสามารถขายผลผลิตลำไยได้ประมาณ เกือบ 300,000 บาท แต่ในปีนี้คาดว่าจะได้รับเงินมากกว่าปีที่แล้วโดยประมาณ 700,000 บาท แม้ว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดพายุฤดูร้อนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่าพายุงวงช้าง ชาวสวนลำไยที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าแห่ง เสียหายจากลมพายุ ประมาณ 70 แห่ง บางรายทั้งใบและผลหล่นร่วงหมดเหลือแต่ต้น แต่ที่สวนของตนเองเสียหายบางส่วนเท่านั้นในช่วงที่ผลลำไยยังเล็กอยู่ เมื่อผ่านพ้นระยะนั้นแล้ว ที่สวนยังมีผลลำไยติดอยู่จำนวนมาก กิ่งก้านใบ และช่อดอกแข็งแรง เป็นเพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด”

ส่วนที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คุณประสิทธิ์ บุญเรือง หรือ ลุงแก้ว ชาวสวน วัย 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 8 บ้านแม่อ้อใน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรประเภทหัวไวใจสู้ ที่ทำสวนลำไยที่เขตบ้านแม่อ้อใน มีสมาชิก จำนวน 30 กว่าคน แต่ละคนปลูกลำไยมากกว่าคนละ 10 ไร่ เช่น คุณเจริญ แดงหม่อง คุณสงัด ศิริ คุณอุทัย คำแก้ว เป็นต้น โดยมี คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท เป็นผู้ให้คำแนะนำและติดตามผลการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

ลุงแก้ว เล่าว่า พื้นที่ปลูกลำไยที่บ้านแม่อ้อในจะแตกต่างกว่าสวนลำไยที่เป็นพื้นราบทั่วไป ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำชลประทาน มีระบบน้ำที่สมบูรณ์แบบ แต่ที่บริเวณบ้านแม่อ้อในนี้เป็นการปลูกลำไยบนพื้นที่สูงไหล่เขา อาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ได้รับคำแนะนำจาก คุณสงัด ศิริ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยใช้ผลิตภัณฑ์ สามสหาย ประกอบด้วย โปร-ซีบีเอ็น พรีคัส และ แซมวิก้า ฉีดพ่นที่ใบลำไย เมื่อต้นมีความสมบูรณ์พร้อมแล้วจึงราดลองก้า-เอ็น ตามคำแนะนำของนักวิชาการ

ลุงแก้ว เล่าอีกว่า แต่เมื่อได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครบทุกตัวแล้ว ได้รับผลผลิตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ต้นลำไยโตมากขึ้น ตามอายุและขนาดของต้นลำไย ปีนี้ลำไย 14 ไร่ ขายได้ 680,000 บาท

ลุงแก้ว บอกด้วยว่า นอกจาก ลองก้า-เอ็น และ ฮอร์โมนสามสหาย แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ชอบมาก คือ เคลียร์ ทำให้ผิวลำไยสีเหลืองนวลสวยมาก โดยรวมปีนี้อากาศแล้งและร้อนมาก แต่ผลลำไยก็ยังคงอยู่ในเกรด AA มากถึง ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ และเกรด A ประมาณ ร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ส่วน คุณสงัด ศิริ เกษตรกร วัย 58 ปี บ้านเลขที่ 133 บ้านแม่อ้อใน กลุ่มผู้ปลูกลำไยบ้านแม่อ้อใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาเป็นเวลา 3 ปี ต่อเนื่องทุกปี แล้วประสบผลสำเร็จทุกปี ตนจึงแนะนำให้เพื่อนบ้านในพื้นที่บ้านแม่อ้อในและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ตาม ส่วนใหญ่แล้วประสบความสำเร็จทุกรายที่ใช้ตาม และในปีนี้ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาใช้ ชื่อ อิมเพล ทำให้รู้สึกว่าช่อดอกสมบูรณ์กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา และทนต่อสภาพความแห้งแล้งเมื่อต้นปี ดอกไม่หลุดร่วงง่าย

พื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ คุณไพฑูรย์ ชัยวรรณา เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 61 ปี บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 4 บ้านทา ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ปลูกลำไยอย่างใส่ใจ และประณีตการปฏิบัติงานในสวนของตนเอง อายุลำไย ประมาณ 10 ปี พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาเป็นเวลาประมาณ 6 ปีแล้ว ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ใช้ ลองก้า-เอ็น ฉีดพ่นทางใบและราดบริเวณทรงพุ่มสลับกัน สภาพดินดีขึ้นมาก มีรากฝอยแตกออกมาใหม่ปริมาณมาก ทำให้ลำต้นสมบูรณ์

คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท รับผิดชอบการให้คำแนะนำแก่ชาวสวนลำไยในพื้นที่ ได้ให้คำแนะนำว่า ทางบริษัทได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน 8 ขั้นตอนง่ายๆ กับเทคนิคการทำลำไยในฤดู-นอกฤดู สำหรับเกษตรกรชาวสวนลำไย ได้แก่ 1. ระยะฟื้นสภาพต้นหลังเก็บเกี่ยว 2. ระยะสะสมอาหารก่อนราดสาร 1 เดือน 3. ระยะราดสาร 4. ระยะเปิดตาดอก 5. ระยะดึงช่อดอก-ระยะดอกบาน 6. ระยะติดผลอ่อน 7. ระยะมะเขือพวง 8. ระยะเมล็ดในดำ

ถ้าท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 1010/16 ถนนพระราม 4 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทร. (02) 633-8071 หรือ E-mail : krisna.mkt@gmail.com

อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

คุณจเร ชีวะธรรม วัย 69 ปี หรือ ลุงโจ้ ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม “บ้านสวนลุงโจ้” อยู่ที่ เลขที่ 290 หมู่ที่ 6 บ้านนาดอกไม้ ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมก็เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีคู่ชีวิตคือ คุณศรีนิล รับราชการครู ปัจจุบันเกษียณแล้ว และหลังจากเกษียณตั้งใจว่าจะอยู่แบบเงียบๆ กับธรรมชาติ เพราะมีความชื่นชอบกับธรรมชาติเป็นทุน มีทุนส่วนหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินไว้ 8 ไร่เศษๆ ปลูกบ้านและหวังจะปลูกต้นไม้ใบหญ้า ตามแนวคิดของคนรักธรรมชาติ

ช่วงที่ทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชอบค้นคว้าหาตำรามาอ่านเกี่ยวกับการเกษตร ทดลองปลูกไปตามแนวคิดที่เข้าใจ และตั้งใจว่า หากจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ จะเริ่มต้นการทำเกษตรแบบใด พร้อมคิดว่าบนเนื้อที่สามารถปลูกอะไรได้บ้าง และก่อนที่จะเกษียณได้ไปพบเห็นการปลูกอินทผลัมกินผลที่จังหวัดเชียงใหม่ ลองศึกษาว่าสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่ของสกลนคร

ประกอบกับอินทผลัมกินผล เป็นพืชที่ตนเองจับตามองมานานและมีความชอบ เพราะเป็นได้ทั้งไม้ประดับและสามารถกินผลได้ สิ่งที่สำคัญตนเองก็ชอบกินผลไม้ชนิดนี้ด้วย กินได้ทั้งผลสดและสุก หวานฉ่ำชุมคอ เรียกว่าเป็นผลไม้ประจำตัวที่ชื่นชอบที่สุด

บ่อยครั้งที่ญาติหรือเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มาเยี่ยม จะซื้ออินทผลัมมาฝาก ก็จะเก็บเมล็ดไว้เพื่อนำมาศึกษาและปลูก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ช่วงทำงานได้มีโอกาสหรือเป็นความโชคดี ที่สายงานของตนที่ทำอยู่ มีโครงการที่ทำและสนับสนุนเกษตรพอเพียง ประกอบกับได้ศึกษาและมีความรู้ในส่วนนี้อยู่พอสมควร จากการได้เข้าฝึกอบรมหลายครั้งหลายโครงการ ส่งเสริมการปลูกพืชให้กับพี่น้องเกษตรกร ปลูกพืชทุกชนิดที่มีและที่กิน จึงทำให้หันกลับมามองที่ตนเองว่า น่าจะทำสวนที่บ้านของตนเองด้วย เพื่อให้เกิดความชำนาญและมีความเข้าใจ ซึ่งในช่วงนั้นก็ยังไม่เจาะจงว่าจะปลูกอะไรเป็นหลัก

จากการติดตามข่าวสารทางการเกษตร ทราบข่าวว่า มีการปลูกอินทผลัมกินผลได้แล้วในประเทศไทย จึงเกิดความสนใจ และสอบถามหาที่ปลูก และสุดท้ายทราบว่า ที่สวนโกหลัก จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้เดินทางขอไปเยี่ยมชม หลายครั้ง พบกับ คุณศักดิ์ ลำจวน เจ้าของสวน และพูดคุย ศึกษาการปลูก

ครั้งแรกก็หวั่นใจว่าอินทผลัมจะปลูกได้หรือไม่ แต่พอมาดูตำราหาหนังสืออ่านพบว่า แม้ในทะเลทรายยังปลูกได้ จึงตัดสินใจใช้เนื้อที่มีอยู่ลองทำดู

ลงมือปลูก ปี 51

อินทผลัม น่าจะปลูกได้ เพราะใกล้เคียงกับทางภาคเหนือ จึงได้ตัดสินใจซื้อต้นกล้าอินทผลัมจากสวนโกหลัก ที่จังหวัดเชียงใหม่มาปลูก เมื่อปี 2551 เป็นพันธุ์ KL1 (แม่โจ้ 36) เป็นชนิดแบบกินผลสด จำนวน 50 ต้น

ในช่วงปีแรก อินทผลัม ปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแลมาก แต่ต้องคอยตรวจสอบเอาใจใส่ทุกวัน เพราะสิ่งที่จะทำให้ อินทผลัมมีโอกาสเสียหายหรือตายได้คือ ด้วง เพราะหากผิดสังเกตต้องจัดการทันที เมื่อเริ่มปีที่ 2 อินทผลัมจะออกดอกและให้ผลผลิต สามารถตัดขายได้ เพราะกินผลสด

ต่อมาในปีที่สองได้เพิ่มอีกจาก 50 ต้น เป็น 100 ต้น บนเนื้อที่ 8 ไร่

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม ปลูกได้ทุกที่ในประเทศไทย ที่สำคัญปลูกและดูแลง่ายกว่าพืชชนิดอื่นๆ

สำหรับแนวการปลูกของตนเอง ใช้ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 8×8 เมตร ความกว้างของหลุม 50×50 เซนติเมตร และที่สำคัญอีกประการคือ อินทผลัม มีความต้องการน้ำพอสมควร และขาดไม่ได้

ในช่วงที่เริ่มปลูกนั้นอินทผลัมยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก เรียกได้ว่าได้รับความนิยมน้อย เพราะจากการสอบถามหลายคนก็บอกว่าหรือคิดว่ายังไงก็ปลูกไม่ได้ดีแน่นอน

ช่วงที่ตนเองคิดปลูกมีแต่คนหัวเราะเยาะเย้ยว่า เสียเวลาเปล่าแน่นอน และยังถามอีกว่า เมื่อไหร่จะได้กิน

“จำได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต้นปาล์มต้นแรกได้ฤกษ์ลงปลูก และ 1 ปีผ่านมา ก็เริ่มให้ผลผลิตออกมาให้เห็นแล้ว ในจำนวนนั้น มีทั้งตัวผู้และตัวเมียปนอยู่ ด้วยความที่มีการดูแลอย่างดี จนเกินไปหรือไม่ ไม่สามารถได้ลิ้มลองผลผลิตชุดแรกแต่อย่างใด” ลุงบอก

สาเหตุมาจากการห่อผลที่มิดชิดเกินไป ทำให้อินทผลัมร่วงก่อนเวลาอันควร

เมื่อเป็นอย่างนั้น ได้โทร.ปรึกษาทางสวนโกหลักที่เชียงใหม่ตลอดเวลา ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ผลร่วง ทำให้รู้และเข้าใจอินทผลัมมากขึ้น และหลังจากนั้นต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกออกมาเป็นตัวเมียกว่า 30 ต้น ทำให้เรียนรู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้นกับกระบวนการว่าจะดูแลอย่างใด ให้อินทผลัมได้ผล 100% และทำให้ได้กินผลสด

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม มีระบบรากที่แกร่ง ซึ่งระบบรากเหมือนหญ้าแฝก มีความยาวและชอนไชลงได้ลึก หาอาหารเก่ง หากปลูกบนพื้นที่ดินร่วนปนทราย ทำให้อินทผลัมหาอาหารได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังพบว่า ปลูกได้ในพื้นที่มีดินเค็ม จากประสบการณ์ที่พบเอง เมื่ออินทผลัมมีศัตรูเข้ากัดกิน ทำให้ใบเสียหายทั้งหมด เมื่อเข้าไปฟื้นฟูดีขึ้น กลับมีโรคเข้าโจมตีอีก ทำให้เฉาแห้ง จึงได้ทดลองดึงต้นขึ้นมาทั้งหมด พบว่ารากของอินทผลัมมีความยาวหลายเมตร เจาะลึกลงไป แสดงว่าปลูกได้ง่าย ตายยาก

การเตรียมพื้นที่ปลูก

สำหรับเกษตรกรรายใหม่

ลุงโจ้ แนะนำเกษตรกรที่ต้องการปลูกว่า ความจริงไม่ได้เชี่ยวชาญในการปลูก แต่จากการที่คลุกคลีอยู่กับอินทผลัมนั้น ทำให้มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ การเตรียมพื้นที่ปลูกก็เหมือนการเตรียมการปลูกพืชอื่นๆ ทั่วไป แต่จะแตกต่างเฉพาะบางพื้นที่อาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากสภาพอากาศ ทำเล ที่ตั้ง และแหล่งน้ำที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็มีผลเช่นกัน

แต่สำหรับพื้นที่ในจังหวัดสกลนคร ในสายตาตนเองมองว่าเป็นแหล่งปลูกอินทผลัมชั้นยอดทีเดียว สังเกตจากที่เห็นว่าเมื่อนำอินทผลัมมาปลูกไม่นานก็ให้ผลผลิตไวมาก บางช่วงใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ก็ออกผลผลิตมาให้ได้ชื่นใจแล้ว

ส่วนการปลูกจะมีการเตรียมร่องปลูกแบบยกโคกสูง (รูปกะละมังคว่ำ) เพราะเป็นการป้องกันน้ำท่วมขังโคน ทำให้รากเน่าได้หากน้ำมากเกินไปและขังนาน

หลังจากทำโคกสูงแล้วขุดพรวนดินผสมปุ๋ยคอก 1 ส่วน ยกให้สูงขึ้นอีกราว 25-30 เซนติเมตร ก้นหลุมรองด้วยฟางข้าวแห้ง ส่วนปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอกจากมูลโคเท่านั้น ส่วนความห่างระยะระหว่างต้นอยู่ที่ 8-9 เมตร หรือขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่นั้น

เมื่อเตรียมหลุมและนำต้นอินทผลัมลงปลูกแล้ว วิธีปลูกให้ดึงถุงแกะออกเล็กน้อย ดึงรากที่ขึ้นขดในถุงให้เหยียดตรง และให้ตัดรากออกเล็กน้อย นำลงปลูกในหลุม กลบให้แน่น รดน้ำตามไปพอดินยุบตัวลง ให้เติมดินที่เตรียมคลุกไว้ใส่ให้เต็ม สูงประมาณ 20 เซนติเมตร และทิ้งไว้อีกประมาณ 2 วัน จึงรดน้ำ การรดน้ำในสูตรของตนคือ ควรเว้นระยะ รด 3 วัน แล้วเว้นอีก 3 วัน แต่ต้องดูสภาพอากาศประกอบด้วย หากในช่วงระยะนั้นอากาศร้อน ควรเว้น 2 วัน

ส่วนการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยคอก 4 เดือนครั้ง และปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะใส่น้อยมาก หากจำเป็นใส่ จะให้สูตร 15-15-15 การใส่เท่ากับความกว้างของทรงพุ่ม แบ่งใส่ 2-4 ครั้ง ต่อปี

เมื่อยามที่อินทผลัมออกผล สิ่งที่แนะนำคือ ต้องการใช้ถุงพลาสติกคลุมช่อผล เพราะเป็นการป้องกันฝน เพราะเมื่อไรก็ตามที่อินทผลัมถูกฝนหรือน้ำ จะทำให้ผลไม่สวยและแตกเสียหายได้ เพราะอินทผลัมเป็นพืชชอบน้ำ แต่ทนแล้งได้ดี

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่อยากปลูกอินทผลัมคือ การต้องมาคอยผสมเกสรระหว่างที่ออกผลผลิต เพราะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย การที่จะทำให้ติดลูกดก บางทีจะรอวิธีธรรมชาติก็ยาก เพราะต้องมีการเลี้ยงผึ้ง นำผึ้งเข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องที่ลำบาก หากเกษตรกรที่ชอบและชำนาญก็ทำได้ แต่ผลผลิตจะไม่เท่ากับเราจัดผสมให้ เพราะได้ทดลองมาแล้ว หากเราผสมเองไม่รอธรรมชาติจะทำให้อินทผลัมมีผลผลิต ต้นหนึ่งตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป หรือที่ออกเป็นพวงอย่างน้อยอยู่ที่พวงละ 7 กิโลกรัม ส่วนการผสม จะนำมากล่าวจะทำให้ไม่ละเอียดมากนัก แต่ไม่ยุ่งยาก เรียนรู้ได้เร็ว เนื่องจากอินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์

ลุงโจ้ บอกว่า สายพันธุ์ที่ปลูกคือ KL1 เป็นพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทย และพัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทย เนื่องจากสายพันธุ์อินทผลัมยังไม่นิ่งมากนัก จึงทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ เกสรตัวผู้ได้ ว่าเกิดจากสายพันธุ์ใด ผลผลิตที่เกิดขึ้นใหม่จึงถูกตั้งชื่อใหม่ทุกครั้ง เมื่อมีการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งเมื่อออกมาจะไม่เหมือนต้นสายพันธุ์ เพราะเป็นรุ่นลูกแล้ว

ในประเทศไทยมีการปลูกมานานนับ 10 ปีแล้ว ผลผลิตก็ไม่น่าจะแพ้ที่ปลูกในต่างประเทศได้ เท่าที่ปลูกมา

ยืนยัน สุดอร่อย

แต่ในเรื่องรสชาติ บอกได้เลยว่า อินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทย อร่อยกว่าของต่างประเทศแน่นอน

เนื่องจากอินทผลัมของต่างประเทศรสไม่หวานเท่าเรา ไม่เหมือนอินทผลัมไทยรสหวานมากและฝาดน้อย ถูกใจคนไทยมากกว่า

สำหรับศัตรู ก็เป็นประเภทแมลง เพราะระยะหลังพบว่า เป็นเชื้อรา ทำลายใบ และต้นเหี่ยว ส่วนที่ร้ายกาจหนักเป็นที่ชอบของด้วง ด้วงแรด ด้วงงวงมะพร้าว จะเข้าทำลาย สังเกตดูต้น เพราะด้วงพวกนี้จะเจาะเข้าไปวางไข่แล้วแพร่ขยายทำลายต้นตายได้ง่าย ต้องตรวจทุกวัน ผิดสังเกตมีรอยเจาะ รีบทำลายทันที

สำหรับในเรื่องตลาดจำหน่าย ปัจจุบัน ผลผลิตมีไม่พอขาย มีการเข้าแย่งกันซื้อถึงในสวน แม้ปัจจุบันจะมีการหันมาสนใจปลูกกันมาก ความสำเร็จได้ผลผลิตที่ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้นจะยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญ

ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา มีการโหมประชาสัมพันธ์กันมาก และขายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรไปปลูก ในส่วนของที่นี่ก็มีการจำหน่ายต้นพันธุ์เหมือนกัน โดยทุกวันนี้ผลผลิตที่ออกมา จะอยู่ที่ 2,000-2,500 กิโลกรัม ต่อปี โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 500 บาท เป็นอินทผลัมกินผลสด

สำหรับท่านใดสนใจ อยากศึกษาเรียนรู้หรือปลูก ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณจเร ชีวะธรรม หรือ ลุงโจ้ โทร. (081) 873-3073, (085) 164-9098 ลุงโจ้ยินดีให้คำแนะนำ หรือศึกษาดูงานได้ ขณะนี้ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต จะมีผลผลิตอินทผลัมออกมาให้ได้ชิมกันมาก เป็นอีกผลไม้ชนิดหนึ่งของไทย

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

เนื่องจากบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี มักจะมีปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและประสบความแห้งแล้งในฤดูแล้งทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ละทิ้งถิ่นฐานออกไปทำงานรับจ้างนอกภาคการเกษตรมากขึ้น และนับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

แต่ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นใน ปี พ.ศ. 2540 จึงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดเก็บน้ำและการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ดังนี้

“ให้จังหวัดขอนแก่นหาวิธีการเก็บน้ำในพื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนหลากและนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่เกษตรกรจังหวัดขอนแก่น”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรในเขตพื้นที่ดังกล่าว จึงทรงมีพระราชดำริ…

ในปี 2545 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ด้วยความร่วมมือของส่วนราชการในจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้จัดทำ โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ขึ้น

โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่นมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้การเกษตรเชิงระบบสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ พัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี พัฒนาการผลิตพืชในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำชีให้มีความเหมาะสมและมีความยั่งยืนในการผลิต

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ขอนแก่นและศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ได้ดำเนินการในพื้นที่แห่งนี้

ด้วยถั่วลิสงสามารถปลูกทั้งในสภาพไร่และสภาพหลังนาได้เกือบทุกจังหวัด ในฤดูฝนเกษตรกรจะปลูกในสภาพไร่ ส่วนในฤดูแล้งจะปลูกในพื้นที่สภาพนา แต่ในการปลูกของเกษตรกรพบว่ามีปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ พันธุ์ที่ใช้ปนหรือเมล็ดพันธุ์ไม่บริสุทธิ์ ปัญหาเมล็ดลีบ ไม่เคยใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ไม่มีการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันโรค และใส่ปุ๋ยเคมีไม่เหมาะสม ไม่มีการใส่ยิปซัมระยะออกดอก

นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรเน้นการขายถั่วลิสงแบบฝักสดเนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ง่าย ตลาดมีความต้องการสูง ส่วนการขายถั่วลิสงแบบฝักแห้งจะมีปริมาณที่น้อยเนื่องจากเกษตรกรต้องนำไปตากเพื่อลดความชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์

ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตรเข้าไปดำเนินการส่งเสริมนับเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงเรื่องการขาดเมล็ดพันธุ์ในการผลิตถั่วลิสงในฤดูกาลถัดไป โดยเฉพาะการผลิตถั่วลิสงฝักแห้งเพื่อสามารถเก็บได้นาน และจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆที่มีความต้องการปลูกได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของถั่วลิสงได้

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจในการปลูกถั่วลิสงมาร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มและสร้างอาชีพเสริมแก่สมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน และมีเป้าหมายในการจัดหาเมล็ดพันธุ์และปัจจัยในการผลิตถั่วลิสงให้ครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมปัจจัยการผลิต การปลูก การดูแลรักษา การจำหน่ายและการแปรรูปเพื่อจำหน่าย รูปแบบการดำเนินงานเน้นการผลิตเพื่อจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของสมาชิก และการลดต้นทุนการผลิตด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้แรงงานภายในครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและลงทุนเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น

สำหรับการดำเนินการของโครงการ มีขั้นตอนการปฏิบัติ โดยหนึ่งการเลือกพื้นที่และเกษตรกรในการดำเนินงาน สองดำเนินการทดสอบสามจัดทำการฝึกอบรมเกษตรกร และจัดเวทีเสวนาเกษตรกรเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานสี่คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในการผลิตและกระจายพันธุ์ถั่วลิสง และ ห้าติดตามผลการดำเนินงานของเกษตรกร

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ได้สนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆให้เกษตรกรต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย ปลูกถั่วลิสงรายละ 1 ไร่ โดยปลูกถั่วลิสงสายพันธุ์ขอนแก่น 6 เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงมีการคลุกสารคาร์บอกซินเพื่อป้องกันโรคโคนเน่าและเชื้อไรโซเบียมเพื่อช่วยในการตรึงธาตุไนโตรเจน ส่วนการเตรียมดินได้หว่านปูนโดโลไมท์เพื่อบำรุงฝักและใช้เมล็ดถั่วลิสง อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกในเดือนมิถุนายน และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังปลูก 10-15วัน และ 30-45 วัน

ผลการดำเนินโครงการสามารถพัฒนาระบบการผลิตถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ของกรมวิชาการเกษตร ได้ครบวงจรและยั่งยืน โดยยกระดับผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ยของถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ได้ถึง 546 กิโลกรัมต่อไร่ และจากเดิมที่ผลิตได้ 393 กิโลกรัมต่อไร่

อีกทั้งยังสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ในฤดูฝน และกระจายพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่มีความต้องการได้อย่างเพียงพอ ต่อการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้งได้ เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกถั่วลิสง ประมาณไร่ละ 10,000 บาท และเกษตรกรบางส่วนนำถั่วลิสงแห้งทำการแปรรูปผลผลิตถั่วลิสง

จากการขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวไปยังเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง อำเภอแวงน้อย อำเภอมัญจาคีรีและอำเภอชนบท โดยเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ในปี 2555/2556 มีเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี ทั้ง 3 อำเภอ เพิ่มขึ้นเป็น 180 ราย

อย่างไรก็ตามการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูแล้งยังเป็นปัญหาหลัก ในการผลิตถั่วลิสงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งยังต้องการการถ่ายทอดและทดสอบเทคโนโลยี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ในฤดูฝน

ในส่วนการขยายผลเกษตรกรภายใต้โครงการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ได้เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงแบบต่างๆ จากแปลงทดสอบ แปลงต้นแบบ แปลงกระจายพันธุ์และการฝึกอบรม และสามารถนำเอาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงที่ได้รับการถ่ายทอดไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้งแรงงานและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลผลิตถั่วลิสงออกสู่ตลาดและจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อยร้อยละ 15

ส่งผลทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคงของรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรหรือผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ระบบการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการมีความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกถั่วลิสงแบบครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ คุณสรรเสริญ เสียงใส นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่น ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (034) 261-504 และ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 203-500, (043) 203-504

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

สุ่ยมี่(??:ShuiMi)ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่จากไต้หวันที่เกษตรกรไทยหัวก้าวหน้าชอบการเปลี่ยนแปลงและร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ผลกำลังให้ความสนใจกันอยู่ เริ่มมีการแสวงหากิ่งพันธุ์เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างต่อเนื่องด้วยคุณสมบัติหลายอย่างที่มีดีกว่าฝรั่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันอย่างเช่นฝรั่งกิมจูหรือเจินจูกลมสาลี่แป้นสีทองหรือแม้กระทั่งหวานพิรุณ

ผู้เขียนได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่มาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 ในราคาหลักพันจากลุงเล็ก(นายเสน่ห์ ลมสถิตย์)ลุงเล็กนำกิ่งพันธุ์เข้ามาเมื่อต้นปีพ.ศ.2556 จำนวนไม่ถึง 20 ต้นและได้กระจายไปตามคนที่ลุงเล็กสนิทไม่กี่คนคนละกิ่งสองกิ่งดังนั้นกิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่ที่สวนลุงเล็กจึงเหลืออยู่ไม่กี่กิ่งซึ่งตอนนั้นแกยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาใจใส่มันมากนักเพราะมีมะม่วงพันธุ์ใหม่ๆต้องคอยประคบประหงมอีกหลายพันธุ์ได้ละเลยพวกมัน ไม่นานกิ่งพันธุ์สุ่ยมี่ในกระถางที่ขาดการดูแลจึงตายหมด พอลุงเล็กเริ่มรู้จุดเด่นข้อดีของมันจึงต้องซื้อกิ่งพันธุ์กลับจากคนที่เคยขายให้ไปคืนมาถึงวันนี้ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปลูกเป็นแปลงใหญ่เพื่อจำหน่ายผลที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานีและอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ราคากิ่งพันธุ์ลดเหลือหลักร้อย แต่รสชาติของมันไม่ได้ลดตามไปด้วยคงโดดเด่นท้าทายให้หลายคนอยากลองลิ้มชิมรสอยู่

ฝรั่งไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย ไต้หวันจึงไม่ใช่แหล่งกำเนิดของฝรั่งเช่นกัน แต่ไต้หวันมีฝรั่งดีๆหลายสายพันธุ์ ฝรั่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบโซนร้อนของอเมริกากลางอเมริกาใต้จัดเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ ครั้งเมื่อไต้หวันยังอยู่กับจีนผืนแผ่นดินใหญ่ฝรั่งถูกนำมาในจีนราวปีพ.ศ.2437ไม่ต่างจากพืชป่าชนิดหนึ่งเรียกมันว่า ป๋าจื่อต่อมาถูกนำไปที่นานยางจึงได้เรียกว่า ฟานสือหลิ่วเพราะมีรูปพรรณสัณฐานและเมล็ดมากคล้ายกับทับทิม(สือหลิ่วหมายถึงทับทิม)ส่วนชาวไต้หวันจะเรียกฝรั่งว่า ป๋าล่า พันธุ์ฝรั่งไทยถูกนำเข้าไปยังจีนเนื่องจากฝรั่งไทยมีผลใหญ่ยาวรี เนื้อหนาแน่นและกรอบแต่ความหวานต่ำอยู่ระหว่าง 6-9 องศาบริกซ์ ช่วงปี พ.ศ. 2472-2480 เป็นช่วงฟื้นฟูอย่างมากในการปลูกฝรั่งที่ไต้หวัน หลังจากนั้นพื้นที่การปลูกฝรั่งในไต้หวันก็ลดลงเรื่อยมา เกษตรกรมาเริ่มปลูกใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2495 พื้นที่ปลูกหลักอยู่ที่ไทเป จางฮั้วและชินจู๋ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญของไต้หวันอยู่บริเวณภาคกลางมาถึงตอนใต้และมีที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกฝรั่งกระจายทั่วไปปลูกมากในเขตจางฮั้วอี๋หลานหนานโถเจียอี้ไถหนานเกาสงผิงตง ถือได้ว่าไต้หวันเป็นแหล่งพัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องฝรั่งแดงของไทยได้ถูกไต้หวันซื้อสิทธิบัตรไปเช่นกัน

ระหว่างปีพ.ศ.2519 ถึง พ.ศ.2529ไต้หวันได้นำเข้าพันธุ์ฝรั่งจากประเทศไทยหลายพันธุ์เพราะฝรั่งมีผลใหญ่ เนื้อแน่นและกรอบไปปลูกผลผลิตออกมาเป็นที่ชื่นชอบของคนไต้หวัน เมื่อเวลาผ่านไปไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งขึ้นมาเรื่อยๆโดยใช้พันธุ์ฝรั่งไทยเป็นต้นพ่อพันธุ์ต้นแม่พันธุ์ด้วยเสมอ การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เน้นความอร่อยเมล็ดมีน้อยหรือไม่มีเนื้อหนาและเนื้อกรอบฝรั่งพันธุ์เจินจู (?? :Zhenzhuหรือ Pearl guava แปลว่าไข่มุก) ได้รับการคัดเลือกพันธุ์ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ. 2533ที่เกาสง ที่พัฒนาปรับปรุงพันธุ์มาจากฝรั่งไทย ลักษณะผลกลมรีทรงไข่ไก่คล้ายลูกแพร์ มีความหวาน 10-18 องศาบริกซ์ ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ 1จัดเป็นฝรั่งที่มีความหวานสูง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 ฝรั่งเจินจูถูกนำเข้ามาในประเทศไทย มีนักวิชาการด้านไม้ผลของไทยท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ฝรั่งพันธุ์กิมจู น่าจะมีชื่อมาจาก พันธุ์ “เจินจู” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน และที่สำคัญฝรั่งพันธุ์กิมจู หรือ เจินจู นี้น่าจะเป็นคนละสายพันธุ์กับพันธุ์เจินจูที่ปลูกในไต้หวัน ดูจากลักษณะผลและรสชาติของพันธุ์กิมจูหรือเจินจูที่ปลูกในไทย น่าจะเป็นพันธุ์สุ่ยจิงหรือ ส๋วยจินจึงเป็นการสับสนเป็นความเข้าใจผิดของผู้ขายกิ่งพันธุ์หรืออาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดก็ได้และได้เรียกผิดเพี้ยนต่อกันมา

พันธุ์สุ่ยจิง(??:Shuijing หมายถึง Crystal)ปีพ.ศ. 2534 ได้คัดเลือกมาจากฝรั่งพันธุ์ไทยที่เมือง Yanchao Townshipเมล็ดน้อยผลแป้นคล้ายฟักทอง มีความหวาน 7-12 องศาบริกซ์ เป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาปลูกเป็นการค้าในไทยอย่างแพร่หลายกว้างขวาง แต่มีการเรียกชื่อฝรั่งพันธุ์สุ่ยจิงผิดไปเป็นพันธุ์เจินจูเชินจูกิมจู สุ่ยจิงรูปทรงผลแป้นค่อนข้างแบนมีการออกดอกและติดผลง่ายในบ้านเรา ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ3

ในปีพ.ศ. 2549 สถานีทดลองพืชสวน Fengshan Tropical Horticulture Experiment Branch ได้ปรับพันธุ์ใหม่ขึ้นมาชื่อ ตี้หวาง(??:หมายถึงจักรพรรดิหรือฮ่องเต้)หรือพันธุ์ไทนงเบอร์1(Tainong No.1)ผลใหญ่ค่อนข้างกลมรูปไข่ผิวสีเขียวอ่อน เนื้อสีขาว กรอบสามารถเก็บไว้ได้นาน ความหวาน 9.5-11 องศาบริกซ์ ขนาดผลมีน้ำหนัก 380-450 กรัม

ปีพ.ศ.2553ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปรากฏ ยังไม่ทราบแหล่งข้อมูลว่าเกิดจากการพัฒนาพันธุ์จากฝรั่งสายพันธุ์อะไร และหน่วยงานใดหรือใครพัฒนามันขึ้นมา เกษตรกรชาวไต้หวันได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งสุ่ยมี่กันมากขึ้นที่เกาสงผิงตงจางฮั้วไถหนาน

ฝรั่งสุ่ยมี่มีผู้ให้ชื่อไทยว่า “ฝรั่งสายน้ำผึ้ง” หรือ “ฝรั่งแป้นไต้หวัน”มีชื่อผลไม้อีกหลายชื่อที่ผู้ขายกิ่งพันธุ์มักตั้งชื่อใหม่โดยไม่มีรากศัพท์มาจากชื่อเดิม ซึ่งควรจะเรียกชื่อพันธุ์ทับศัพท์ชื่อเดิม เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในภายหน้า หรือบางรายนำกิ่งพันธุ์จากไต้หวันมาแอบอ้างว่าปรับปรุงพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเอง และอ้างสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์มาผสมกันโดยแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันอย่างมากไม่น่าจะได้ลูกผสมใหม่ที่แตกต่างจากพ่อแม่อย่างมาก หรืออ้างสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีกว่าอยู่แล้วเป็นต้นพันธุ์พ่อแม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ไม่ควรไปฉวยโอกาสไปเอาของเขามาเป็นของตน ผู้ขายกิ่งพันธุ์น่าละอายใจบ้างว่าได้กระทำอะไรลงไป จิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรมของผู้ขายกิ่งพันธุ์ไทยบางรายขาดหายไปไหนหมด บางรายเป็นนักต้มตุ๋นพันธุ์ไม้ที่สื่อบางสื่อยังยอมรับโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ยกตัวอย่าง มะม่วงโบราณ เขาบอกว่าที่สวนเขามีอยู่หลายสายพันธุ์ เขาเป็นผู้มีความรอบรู้เรื่องไม้แปลกไม้โบราณร้านขายพันธุ์ไม้ได้สั่งมะม่วงจากสวนของเขาเพื่อส่งให้ลูกค้าอีกที เมื่อลูกค้าซื้อมาปลูกได้2ปีออกผลมาไม่ใช่พันธุ์ดังที่สั่งซื้อ กลายเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้เกือบทั้งหมด จึงได้โทร.กลับยังร้านขายพันธุ์ไม้ทางร้านขายพันธุ์ยอมรับว่าถูกเขาหลอกและยินดีคืนเงินให้

ลักษณะใบของฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นๆยอดอ่อนเป็นสีขาวเป็นนวล ใบอ่อนสีเขียวอ่อนไม่ขลิบหรือขอบสีแดงที่ใบและก้านแต่ใบค่อนจะเล็ก ใบห่อขึ้นเล็กน้อย ใบมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนกว้างสุดประมาณ 5 เซนติเมตร ความแตกต่างของทรงพุ่ม ฝรั่งสุ่ยมี่มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ทรงพุ่มเป็นสีนวลเงิน ใบไม่เขียวเข้มและแน่นทึบต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นถ้าอยู่ใกล้เคียงกันจะเห็นชัดเจน

สุ่ยมี่มีผลทรงแป้นจะคล้ายกับสุ่ยจิง(เจินจูในไทย)ไม่กลมและไม่ค่อยเรียบ ผลนูนเป็นพูโดยรอบจำนวนพูไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผลจะนูนเป็นสันเด่นบริเวณใกล้ขั้วปกติพบจำนวนพูมี 4-5 พู น้ำหนักผล 500-700 กรัมดูแลรักษาบำรุงดีๆจะได้น้ำหนักมากกว่านี้ ผลมีขนาดกำลังดีมีเนื้อหนา เนื้อสีขาวฟู ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดน้อยมากเนื้อกรอบ รสหวานและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อเริ่มสัมผัสลิ้นก่อนเคี้ยวจะได้รสเปรี้ยวจางๆเป็นรสเปรี้ยวนำจากนั้นรสจึงตามมา เคี้ยวง่ายเพราะเนื้อกรอบนุ่มฟู จะเห็นได้ว่าฝรั่งสุ่ยมี่มีคุณสมบัติครบถ้วนซึ่งฝรั่งพันธุ์อื่นๆมีคุณสมบัติไม่ครบขาดหายบางอย่าง เช่น กรอบแต่ไม่หวาน หรือหวานแต่ไม่กรอบ หรือหวานกรอบแต่ไม่หอม สุ่ยมี่จึงเป็นฝรั่งที่มีคุณสมบัติเด่นๆครบ

การปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ได้ต่างจากฝรั่งทั่วไปที่ปฏิบัติกัน ควรใช้กิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งทาบมีข้อสังเกตระหว่างการปลูกด้วยกิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งพันธุ์จากการทาบ กิ่งจากการตอนเจริญเติบโตได้เร็วกว่ากิ่งทาบ ทรงพุ่มขึ้นสูง ส่วนกิ่งทาบโตช้ากว่าแต่แข็งแรง กิ่งก้านแตกมากทรงพุ่มแผ่กว้าง

การดูแลและการบำรุงรักษาไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นหลังจากปลูกได้5เดือนเริ่มออกดอกควรปลิดทิ้งเนื่องจากลำต้นยังเล็กสะสมอาหารได้น้อยทำให้ต้นโทรมได้ถ้าติดผล อายุได้อย่างน้อย 1 ปีจึงปล่อยให้ติดผลได้ดอกมีสีขาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตรให้ดอกดีมากจึงติดผลดก ติดดอกแทบทุกกิ่ง ให้ปลิดผลอ่อนทิ้งบ้าง การปลิดผลให้เหลือกิ่งละ1-2 ผล เพื่อให้ผลใหญ่สมบูรณ์ ซึ่งการปลิดผลอ่อนจะเริ่มปลิดผลเมื่อผลติดแล้วโตขนาดประมาณเท่าลูกมะนาวเลือกผลที่มีรูปทรงบูดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงหรือมีตำหนิเด็ดทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มห่อผล จะห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน การห่อผลจัดเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้ฝรั่งได้คุณภาพผลออกมาดีรูปทรงผลดีผิวมีสีเขียวอ่อนสวยงามและเพื่อป้องกันศัตรูสำคัญที่ทำให้ผลฝรั่งเสียหายไม่สามารถนำมารับประทานได้ อันเกิดจากการทำลายของแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก(หรือระยะที่ผิวอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเน่าเละการห่อผลเกษตรกรไต้หวันสวมด้วยตะข่ายโฟม(ตาข่ายสวมผลไม้ป้องกันผลไม้ช้ำ)แล้วใช้ถุงพลาสติกห่อทับอีกชั้น ตาข่ายโฟมช่วยป้องกันไม่ให้ผิวผลฝรั่งติดสัมผัสกับพลาสติกจนเกิดเป็นรอยกร้านเกรียมแดดหรือรอยไหม้ชาวสวนไทยนิยมใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่งถุงพลาสติกที่ใช้เพื่อการห่อฝรั่งโดยเฉพาะ ถุงห่อดังกล่าวมีรูระบายในตัว เกษตรกรไม่ต้องกรีดหรือเจาะรูระบายน้ำ หรือห่อด้วยถุงห่อผลไม้ถ้าใช้ถุงห่อมะม่วงห่อบางทีผลจะใหญ่คับถุง ใช้ถุงสีขาวห่อฝรั่งจะได้ผิวสีเขียวอ่อนสวย ถ้าใช้ถุงดำภายในบุด้วยแผ่นคาร์บอนได้ฝรั่งมีผิวสีเหลืองนวลวาวสวยงามมาก แต่การห่อด้วยถุงห่อนี้มักมีมดดำเข้าไปทำรัง การห่อฝรั่งผลยังเล็กหรือเล็กกว่าหัวนิ้วโป้งจะทำให้ผลฝรั่งแห้งร่วง โดยเฉพาะถ้าใช้ถุงดำผลอ่อนจะแห้งอย่างรวดเร็วเพราะถุงดำสะสมความร้อนไว้ภายในมากหลังจากการห่อผลฝรั่งแล้วนับไปอีก 2เดือนหรือ3 เดือนฝรั่งก็จะเริ่มแก่ใกล้เก็บผลได้เลือกผลที่แก่

การเก็บผลควรเก็บผลที่แก่หรือกำลังห่าม อายุประมาณ 4-5 เดือน ผลที่ควรเก็บสังเกตได้จากสีและผิวของผล ระยะเก็บผลมีสีเขียวอ่อนออกเหลืองเป็นประกายวาวผิวเต่งตึง ขั้วผลเรียวเล็กสีเขียวอ่อนตัดด้วยกรรไกรตัดชิดขั้วผล ไม่ควรดึงออกด้วยมือจะทำให้กิ่งก้านฉีกขาดได้

โรคผลเน่าของฝรั่งสุ่ยมี่มักพบบริเวณส่วนของผิวฝรั่งที่สัมผัสกับกระดาษห่อ ทำให้ผลเน่าช้ำ พบระบาดในฤดูฝน

ผู้ที่ต้องการปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ คงต้องประสบปัญหาเรื่องกิ่งพันธุ์ เพราะขณะนี้กิ่งพันธุ์ยังมีจำนวนน้อยและต้องสั่งจองไว้ราคากิ่งพันธุ์ยังค่อนข้างสูงเชื่อแน่ว่าอีกไม่นานฝรั่งสุ่ยมี่จะต้องเข้ามาแทนพื้นที่ปลูกฝรั่งเจินจูหรือสุ่ยจิงและแป้นสีทองอย่างแน่นอน…

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

วันนี้ได้รับคำแนะนำจากคุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนครว่า มีเกษตรกรที่บ้านคำประมง ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีชีวิตแนวคิดที่อยากให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ยึดอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ที่บรรพบุรุษยึดทำกินเลี้ยงปากท้องคนบนโลกนี้มานานแสนนาน น่าสนใจนำมาบอกเล่าเปิดเผยให้ทราบทั่วไป

จึงขับรถยนต์ออกจากจังหวัดสกลนคร เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านคำประมง ตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี เมื่อพ้นเขตเทศบาลนครสกลนคร ราว 5 กิโลเมตร ก็จะพบเพิงไม้ร้านขายมันสำเภา(มันแกว)มาวางขายเรียงรายตั้งแต่ แยกหน้าราชภัฏสกลนคร เรื่อยมาถึงบ้านพังขว้างใต้หลายกิโลเมตรมองเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ที่มีผลผลิตออกมาวางขาย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ถิ่นนี้ “แอ่งสกลนคร”

พอเข้าเขตบ้านพาน ผ่านเทศบาลดงมะไฟ มองเห็นน้ำเจิ่งนองตามสองฟากข้างถนน ชาวนากำลังบังคับควายเหล็กเสียงคำรามดังสนั่นลั่นทุ่ง บางที่มีชาวบ้านดำนาและหว่านข้าว บางแห่งเริ่มเขียวขจีมองแล้วเพลินตาสบายใจ

เลยเทศบาลตำบลดงมะไฟ ราว 2 กิโลเมตรก็เข้าเขตพื้นที่อำเภอพรรณานิคม ถึงสามแยกไฟแดง ชาวบ้านเรียกว่า “สามแยกสูงเนิน” เลี้ยวขวาไปตามถนนสูงเนิน-เซกา ผ่านบ้านพอกใหญ่ ที่มีลำน้ำอูนพาดผ่าน น้ำอูนเริ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากสีของน้ำที่ขุ่นมัวบางแห่งเริ่มใส มองเห็นกระชังปลาเลี้ยงของชาวบ้านในลำน้ำอูนที่คดเคี้ยวยาวสุดตา แม้ยามนี้ข่าวว่า “เขื่อนน้ำอูน” ยังไม่สามารถปล่อยน้ำลงมาให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ก็ตาม

วิ่งมาอีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็เข้าเขตตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม ก่อนเข้าหมู่บ้านจะพบป้ายบอกเลี้ยวขวา ไปวัดคำประมง หรืออโรคยาศาลา บ้านคำประมง เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท อีกราว 5 กิโลเมตรก็ถึงบ้านคำประมง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

เมื่อเข้าเขตหมู่บ้านจะพบกับความชุ่มชื่นเขียวชอุ่มของแมกไม้นานาพรรณที่ชาวบ้านปลูกตามรั้วรอบขอบบ้าน ล้วนแต่เป็นไม้ผลที่กินได้ เช่นมะม่วง มะขาม เป็นต้น

ที่นี่ได้พบกับคุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยาคุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ หลังจากทักทายแนะนำตัวแล้ว

คุณลุงทองปานเล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวนมาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่างต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนาทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว

ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆทุกคนประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่าเพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา

การเปลี่ยนแปลง

เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2540

คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำบางคนบอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และต้องมีความขยันอดทน ประหยัดจะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้เมื่อวันหนึ่งเข้าไปในตัวเมือง ในตลาดพบว่าราคาพริกสูงมากจึงเกิดแนวคิดว่า เมื่อเรามีที่ดินมากจำนวนกว่า 32 ไร่ หากปลูกพริกสักไร่คงทำเงินได้ ลูกๆก็ไม่ต้องไปหาทำงานรับจ้างที่อื่น จึงตัดสินใจปลูกพริก ตอนนั้นราคาพริกสูงมาก ขายปีแรกได้เงิน 70,000 บาท จึงปลูกอีก จนถึงปี 2543 ราคาพริกตก เพราะมีคนปลูกกันมาก และในช่วงที่ปลูกพริก ส่วนหนึ่งก็ปลูกมะม่วงอกร่อง มะม่วงแก้วไว้ด้วย

ต่อมาได้มีหลานชาย ที่ทำงานในห้างแห่งหนึ่งได้ซื้อมะม่วงลูกโตๆมาฝาก กินแล้วอร่อย จึงได้สอบถามว่าเขาปลูกที่ไหน ซึ่งหลานชายบอกว่าจะติดต่อให้เพราะเขาต้องการพื้นที่มาปลูกแถวอีสานเช่นกัน ด้วยความคิดที่ว่า ต้องปลูกหลายชนิด ดังที่เคยฟังวิทยุ เกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และไม่ต้องซื้อ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียวเพราะทำให้เสี่ยง

จึงตัดสินใจเดินทางไปขอซื้อพันธุ์มะม่วงดังกล่าวที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 ต้น ต้นละ30 บาท นำมาปลูก 300 ต้น เรียกว่า มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” ในช่วง 2 ปี มะม่วงให้ผลผลิตออกลูกมาจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจอยากปลูก จึงได้ต่อกิ่งพันธุ์ขาย ในปีแรกสามารถขายทั้งผลและกิ่งพันธุ์ได้เงิน 200,000 บาท

จากนั้นได้หันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ว่าทำอย่างไร ซึ่งก็ทำให้เข้าใจ จึงชักชวนลูกทั้ง 6 คน ที่แต่งงานแล้วมาปลูกพุทรา มะละกอ สับปะรด อ้อยปั่นน้ำสด อินทผลัม มะขามเปรี้ยวฝักโตแก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำหว้า พืชผักสวนครัวทุกชนิด สัตว์เลี้ยง กระบือ หมู เป็ด ไก่ กบ ปลา

พร้อมทั้งการขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลา และทำเป็นแหล่งน้ำ จำนวน 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่เศษ เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันจะมีรายได้จากการขายผลผลิตในสวนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000-3,500 บาท หรือปีที่ผ่านมา ได้ 700,000 บาท(เจ็ดแสนบาท)รวมทั้งขายมะม่วงด้วย โดยมะม่วงจะให้ผลผลิตช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทุกปี จากนั้นจะเป็นการขายต้นพันธุ์ซึ่งมีการต่อกิ่งพันธุ์ขายตลอดปี

คุณลุงทองปานบอกว่าผลจากการลองผิดลองถูก และได้หันมายึดหลักแนวทางพระราชดำริของในหลวง ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้ตนสามารถบอกได้ไม่อายปากว่า แม้อาชีพทำการเกษตรก็สามารถทำให้มีเงินแสนเงินล้านได้ และที่สำคัญมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ในทางของตนคือทำเศรษฐกิจพอเพียง แบบเงินมาหา เพราะทุกอย่างผู้ที่ต้องการจะมาซื้อเอง ไม่ได้เอาไปจำหน่าย

ดังนั้นในพื้นที่ 32 ไร่ ที่มีอยู่จึงพอเพียงกับครอบครัว ลูกๆทั้ง 6 คน ได้ทำกิน เพราะการทำการเกษตรนี้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก

“กินได้ที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อ”

“เมื่อเราพออยู่พอกินในครอบครัวก็นำมาจำหน่าย สร้างรายได้”

หากกลุ่มเกษตรกร หรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงานหรือรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือที่ คุณลุงทองปาน พิมพานิช โทร. (080) 196-9410 ทุกวัน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของทุกคนที่สนใจ

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ หรือคุณหรั่ง อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกษตรกรสู้ชีวิตพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจ้าของสวนมะนาวลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่กว่า 120 ไร่

คุณหรั่ง เล่าว่า เดิมทำสวนกล้วยไม้ แต่ประสบปัญหามหาอุทกภัยเมื่อ ปี 2554 ทำให้สวนกล้วยไม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งยังสูญเงินในการทำคันดินกั้นน้ำเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงนั้นเครียดมาก สุขภาพก็ทรุดโทรม แต่ได้กำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัว จึงกลับมาทำใหม่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม จึงคิดที่จะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ในที่สุดก็เลือกที่จะปลูกมะนาว เหตุที่เลือกปลูกมะนาวเนื่องจากมะนาวให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เฉลี่ยทั้งปีลูกละประมาณ 2-3 บาท ในช่วงฤดูแล้ง มีนาคม-เมษายน ของทุกปีก็จะได้ราคาที่สูงประมาณ 10 บาท/ลูก โดยมะนาวที่เลือกนำมาปลูกคือ “มะนาวแป้นแม่ลูกดก”เป็นมะนาวพันธุ์ลูกผสมด้วยวิธีเขี่ยเกสรระหว่าง “มะนาวแม่ไก่ไข่ดก” กับ “มะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง” โดยฝีมืออาจารย์วัง สุขประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ อดีตข้าราชการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร

ซึ่งลักษณะพันธุ์ของมะนาวแม่ไก่ไข่ดกจะมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ มีดอกและติดผลดกมาก แต่ผลจะมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ส่วนมะนาวแป้นเอี่ยมเซ้งจะมีดอกและติดผลไม่ดกนัก แต่ผลมีขนาดใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่เป็นปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาว โดยมะนาวแป้นแม่ลูกดกที่ได้จะมีลักษณะเด่นคือ เป็นมะนาวพันธุ์เบา ให้ผลผลิตทะวายทั้งปีต้านทานโรคแคงเกอร์ โตไว ให้ผลผลิตเร็ว มีดอกและติดผลง่ายลูกดก มะนาวลูกใหญ่ เปลือกบาง ลำต้นเป็นพุ่มไม่ใหญ่มาก คั้นน้ำได้น้ำเยอะ น้ำเป็นสีขาวใส แตกต่างจากน้ำมะนาวทั่วไป และมีกลิ่นหอม

คุณหรั่งเล่าต่อว่า ส่วนที่มาของมะนาวลอยฟ้า มาจากการพลิกสวนกล้วยไม้มาปลูกมะนาวในภาชนะต่างๆ เช่น เข่ง ถุง ตะกร้า วงบ่อซีเมนต์ โดยนำไปวางไว้ในโรงเรือนเพาะชำกล้วยไม้เดิม ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะการปลูกแบบลอยฟ้าไม่ได้สัมผัสดินที่พื้นโดยตรง ช่วยป้องกันโรคแมลงต่างๆ ที่มาจากดิน โรงเรือนสามารถควบคุมปริมาณแสงแดดไม่ให้แสงมากเกินไป และภาชนะที่ปลูกยังมีช่องระบายอากาศทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีอีกด้วย ปัจจุบันปลูกมะนาวกว่า 120 ไร่ ต้นมะนาวจำนวนมากกว่า 100,000 ต้น ผลผลิตมะนาวที่ได้จะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “เลมอนมี” (Lemon Me) ใช้ผลมะนาวที่เก็บสดๆจากสวน พิเศษด้วยมะนาวพันธุ์เฉพาะ “พันธุ์แป้นแม่ลูกดก” ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ลอยฟ้า ซึ่งน้ำมะนาวมีประโยชน์ มีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ดอกเกลือช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ช่วยระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหาร ไขมัน 0% ปราศจากคอเลสเตอรอล ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญไม่ใส่สารกันบูดซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวพร้อมดื่มเลมอนมีแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์และสินค้าจากมะนาวอีกหลายอย่าง อาทิ มะนาวเคลือบชะเอม มะนาวดองน้ำปลา กุ้งมะนาว และกิ่งพันธุ์มะนาวโดยมีการจัดจำหน่ายหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะหน้าสวนโดยตรง ออกบู๊ธแสดงสินค้าต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วิลล่ามาร์เก็ต จำหน่ายทางสื่อออนไลน์ Facebook Line Instagram ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในอนาคตวางแผนจะผลิตผลิตภัณฑ์จากมะนาวส่งออกต่างประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศเข้ามาติดต่อแล้ว

คุณหรั่งเป็นผู้ที่มีจิตอาสา ไม่หวงวิชาความรู้ โดยเปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยว สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกมะนาวพันธุ์แม่ลูกดก และรวบรวมรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกร มีสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ เกษตรกรมาขอรับความรู้ เชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้หลายแห่ง ล่าสุด (9 มกราคม 59) ได้รับโอกาสอย่างสูงล้น ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจแก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก

สำหรับการปลูกมะนาวในภาชนะนั้นก็ไม่ยุ่งยาก อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/ไร่ โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกมะนาวอยู่ที่ประมาณ 500 บาท นอกจากนั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในระยะดูแลก่อนเก็บผลผลิต ประมาณ 3-4 เดือน มีค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงงาน โดยเริ่มจากการเตรียมดินปลูกหรือเครื่องปลูก มีส่วนผสมคือ ดิน กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว แกลบ หน้าดินตากแห้ง และปุ๋ยอินทรีย์ นำอย่างละ 1 ส่วนเท่าๆ กัน ผสมทั้งหมดคลุกเคล้าผสมรวมให้เข้ากันพักดินทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน ก่อนนำมาใช้ให้ลองใช้มือสัมผัสในดิน ถ้าดินยังมีความร้อนอยู่ไม่ควรนำต้นพันธุ์ลงปลูก ถ้าหายร้อนเป็นอันว่าใช้ได้ โดยใช้ต้นพันธุ์ที่ปักชำกิ่งระยะ 3 เดือน นำมาแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็นำไปลงดินปลูกที่เตรียมไว้ สำหรับการดูแล ให้รดน้ำทุกๆ เช้า วันละ 1 ครั้ง ถ้าติดสปริงเกลอร์ก็ให้น้ำประมาณ 5 นาที ไม่ต้องให้น้ำเยอะ เพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้กับต้นมะนาว ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ 7 วัน/ครั้ง หากมีแมลงศัตรูพืชให้ฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4 วัน/1 ครั้ง

หากท่านใดสนใจกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นแม่ลูกดกคุณภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ จากมะนาว สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (083) 072-8258Line: LemonmefarmFb : Facebook/lemonmefarm

น้ำเต้าไดโนซอ และพืชพรรณชั้นยอด บ้านสวนต้นกล้า ลำพูน ตัวอย่างการแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

น้ำเต้าไดโนซอ และพืชพรรณชั้นยอด บ้านสวนต้นกล้า ลำพูน ตัวอย่างการแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

ในการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารมวลชนในปัจจุบันนี้แทบจะเรียกได้ว่าการติดต่อสื่อสารในระบบอินเตอร์เน็ต หรือสื่อออนไลน์ สื่อเฟซบุ๊ก สื่อไลน์ กำลังมีบทบาทอย่างมากในสังคม จนมีการขนานนามว่า สังคมก้มหน้า เพราะความรวดเร็ว ความก้าวหน้า ทำให้ได้รับทราบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการเกษตร ได้มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่ม เป็นชมรม เพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร การซื้อขายเมล็ดพันธุ์พืช ปัจจัยการผลิต การติดต่อสอบถามปัญหาการเกษตรของแต่ละคน แต่ละฟาร์ม ฯลฯ

ดังเช่น บ้านสวนต้นกล้า ได้ลงภาพหรือภาษาสื่อออนไลน์ว่า โพสต์ภาพพืชแปลกใหม่ น้ำเต้าไดโนซอ ผู้เขียนได้รับการประสานงานจาก คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่ามีแหล่งปลูกน้ำเต้าไดโนซอ พืชแปลกใหม่ที่คนทั่วไปยังไม่รู้จัก น่าสนใจนำมาเผยแพร่อยู่ที่จังหวัดลำพูน ผู้เขียนจึงได้ติดต่อประสานงานกับแหล่งข่าวพื้นที่อยู่อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ระยะทางจากตัวจังหวัดลำพูน ประมาณ 120 กิโลเมตร

เมื่อเดินทางไปถึงที่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 11 ตำบลตะเคียนปม อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ได้พบกับ คุณสำอาง บุญมาก วัย 61 ปี อดีตข้าราชการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ คุณคนึงนิตย์ บุญมาก วัย 59 ปี รับราชการกรมควบคุมโรค ประจำอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เมื่อทั้งสองท่านได้รับทราบวัตถุประสงค์ของผู้เขียนว่า มาขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกน้ำเต้าไดโนซอ

คุณคนึงนิตย์ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่สวนอยู่ 10 ไร่ ตั้งแต่สมัยที่รับราชการอยู่ที่อำเภอทุ่งหัวช้าง ได้ตั้งชื่อสวนนี้ว่า “บ้านสวนต้นกล้า” ระยะแรกๆ ปลูกลำไย มะขามหวาน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ด้านการเกษตรมาก่อนเลย ต่อมาตนเองและสามีด้วยความที่เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือเกษตรกร มีอะไรที่เขาเดือดร้อนจะช่วยทันทีในทุกด้าน ทั้งงานสังคม งานบุญ งานบวช เรียกว่าเป็นคนที่มีจิตอาสาเพื่อสังคม ได้เกิดแนวคิดโครงการแบ่งปันกันปลูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการเมล็ดพันธุ์พืชที่มีจำหน่ายในท้องตลาดราคาแพง อีกทั้งเป็นการใช้พื้นที่ในสวนให้เกิดประโยชน์ทุกตารางนิ้ว วางระบบน้ำเพื่อใช้น้ำอย่างประหยัด ได้โค่นล้มไม้ใหญ่บางส่วนออก เพื่อให้มีแสงแดดสาดส่องถึงพื้นดิน เพื่อใช้ปลูกพืชผักหลายชนิด ปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดในท้องถิ่น พืชหลายชนิดที่เป็นพืชสมุนไพรจะนำไปจำหน่ายที่ศูนย์สมุนไพร จังหวัดลำปาง พืชผักบางส่วนจะปล่อยให้มีดอกและติดฝักแก่เต็มที่เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้น จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชให้เพื่อนบ้านนำไปปลูก โดยมีคติประจำใจของครอบครัวว่า เมื่อเราเป็นฝ่ายให้เขาก่อน นานๆ เข้าเขาเหล่านั้นก็จะกลับมาเป็นฝ่ายให้เราบ้าง

คุณคนึงนิตย์และสามีได้ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลา 23 ปีแล้ว พร้อมทั้งได้เปิดเว็บไซต์ “บ้านสวนต้นกล้า” จนบัดนี้ที่บ้านสวนต้นกล้ามีเมล็ดพันธุ์พืชหลากหลายชนิด มีทั้งไม้ผล พืชผัก ผักพื้นบ้านท้องถิ่น พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีมากที่สุดคงจะเป็นพืชชนิดที่แปลกๆ หาดูได้ยาก พืชบางชนิดที่มีโอกาสจะสูญพันธุ์ทางบ้านสวนต้นกล้าจะปลูกเพื่อการอนุรักษ์ พืชหลายชนิดที่มีผู้สนใจติดต่อขอมา ก็จะส่งเมล็ดพันธุ์ให้ทางไปรษณีย์นำไปปลูก

ขณะนี้ บ้านสวนต้นกล้า มีเมล็ดพันธุ์พืชผัก พืชสมุนไพร ไว้แจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่า เช่น น้ำเต้าไดโนซอ ชุมเห็ดเทศ ผักเสี้ยว ถั่วแปบ มะอึกลูกใหญ่ มะขามหวานฝักดาบ มะขามสีทอง มะขามพันธุ์แสงอาทิตย์ เมล็ดผักเชียงดา เพกาหรือลิ้นฟ้าพื้นเมือง บวบหอมกลม พริกเผ็ดขาว ส้มด่าง สมุนไพรชำมะเลียง ถั่วพู ถั่วแระต้น น้ำเต้าหงส์ น้ำเต้าลาย กระเจี๊ยบพื้นเมือง กระเจี๊ยบแดงยักษ์ มะเขือการ์ตูน เมล็ดสมุนไพรกระดอม ผักชีลาว มะแว้งต้น ถั่วฝักยาวลายพรางทหาร ชะเอมเถา ฟักข้าว ทานตะวัน ฝรั่งไส้แดง ค้างคาวดำ ผักตั้งหลวง ฯลฯ

บ้านสวนต้นกล้า มีสมาชิกจำนวนมากได้เห็นภาพพันธุ์ไม้แปลกใหม่หลายชนิด ได้เขียนจดหมายขอเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไปปลูก บางคนบางกลุ่มที่มีไม้แปลกใหม่ก็ส่งมาให้เป็นการแลกเปลี่ยนกัน มีสมาชิกอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เช่น กลุ่มรวมพลคนเกษตรพอเพียง-ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกพะยอม สงขลา กลุ่มชุมชนคนแบ่งปัน กลุ่มคนกันเอง ไร่ชุตินธร เกษตรพอเพียง สวนลุงพัน เกษตรธรรมชาติ กลุ่มร่วมกันปลูกผักทานนะ และเกษตรกรเป็นรายบุคคล 1,000 กว่าราย มีเกษตรกรเข้าเยี่ยมชมบ้านสวนต้นกล้าแล้ว ประมาณ 2,000 กว่าคน

คุณคนึงนิตย์ เล่าต่อไปว่า สำหรับน้ำเต้าไดโนซอนั้น ได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากต่างประเทศ เริ่มปลูกมาได้ประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมา แต่การกระจายเมล็ดพันธุ์ยังไม่กว้างขวางมากนัก มีผู้สนใจติดต่อขอเมล็ดพันธุ์มา ประมาณ 1,000 ราย รายละ 5 เมล็ด

น้ำเต้าไดโนซอ ขณะผลอ่อนเนื้อแน่น หวาน มัน และเหนียว รับประทานอร่อยมาก ผลแก่จะเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์และแสดงความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนน้ำเต้าทั่วไป วิธีการปลูกน้ำเต้าไดโนซอก็เหมือนกับการปลูกพืชตระกูลฟักทองทั่วไป ปลูกแบบขึ้นค้างหรือเลื้อยบนดินก็ได้ แต่ปลูกแบบเลื้อยบนดินจะดีกว่า เพราะตามข้อปล้องที่เลื้อยไปตามผิวดินจะมีรากฝอยเจาะลงในดิน ได้ผลผลิตมากกว่าและอัตราการตายน้อยกว่าปลูกแบบขึ้นค้าง แต่สีผิวที่ผลจะไม่สม่ำเสมอ ด้านที่อยู่ติดผิวดินจะซีดกว่าด้านบน ควรหาวัสดุรองผลน้ำเต้าและกลับด้านบนลงล่างเพื่อสีผิวจะได้สม่ำเสมอทั่วทั้งผล อายุการปลูก เมื่อปลูกได้ 2 เดือน จะเริ่มแตกเถาและขึ้นค้าง ประมาณ 6-8 เดือน ผลจะแก่เต็มที่

ผู้ที่สนใจต้องการเมล็ดพันธุ์พืช ขอให้ส่งซองจดหมายติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตนเอง พร้อมกับซองพลาสติกแบบซิปไปด้วย จ่าหน้าซองถึง คุณคนึงนิตย์ บุญมาก บ้านเลขที่ 37/1 บ้านศรีดงเย็น หมู่ที่ 11 ตำบลตะเคียนปม อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน 51160 หรือ โทร. (084) 740-5486 หรือติดต่อทาง Facebook : บ้านสวนต้นกล้า สำหรับท่านที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พืชแต่ละชนิดและนำไปปลูกแล้ว แต่ละรายจะได้ประมาณ 4-5 เมล็ด เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อการขยายพันธุ์และกระจายพันธุ์ ได้ผลเป็นอย่างไร กรุณาถ่ายภาพและแจ้งให้ทราบทางสื่อออนไลน์ด้วย เพื่อให้บ้านสวนต้นกล้ามีความประทับใจ ภาคภูมิใจในการแบ่งปัน ผู้รับเองก็ประสบความสำเร็จในการปลูกเพื่อการกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรรายอื่นในโอกาสต่อไป

พริก อาศัยน้ำฝน บ้านหนองขาว ผลักดันก้าวสู่การผลิตแบบชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

พริก อาศัยน้ำฝน บ้านหนองขาว ผลักดันก้าวสู่การผลิตแบบชีวภาพ

สวัสดีค่ะ พริก กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อกังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้รันตีจึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ

ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน

พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ตัดหญ้าออกให้หมดก่อนที่จะปลูกพริกต่อไป สำหรับพริกที่คุณสมยศปลูกจะใช้พริกพันธุ์ดวงมณี ซึ่งเป็นพริกพันธุ์เบา ข้อดีของพริกพันธุ์นี้คือ ออกผลผลิตได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ มีต้นเตี้ย แต่มีปัญหาอยู่บ้างคือ พริกพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนต่อโรค คุณสมยศ บอกว่า การปลูกพริกของเกษตรกรในเขตนี้จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยจะเริ่มต้นปลูกพริกช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ ซึ่งมีอายุประมาณ 1 เดือน ปลูกเป็นแถว ระยะห่างประมาณ 30×30 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วจะให้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่มีสูตร ขี้หมู น้ำหมักหมู (ขี้หมู ผสมน้ำแช่เศษผัก 1 คืน) ฉีดพ่น ในส่วนวัชพืช หญ้าต่างๆ ก็จะใช้วิธีถอนเอา แทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช

ใช้เคมีผสมอินทรีย์

เก็บผลผลิตได้เกือบ 7 เดือน

คุณสมยศ เล่าต่อไปว่า “ผมพยายามเรียนรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตนี้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น โดยตัวของผมเองได้พยายามนำมาใช้ก่อน เพื่อให้คนอื่นๆ เห็นผล ใช้อินทรีย์ชีวภาพผสมกับปุ๋ยเคมีซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ” วิธีการดูแลแปลงพริกของคุณสมยศมีดังนี้ ก่อนพริกออกดอกจะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 หรือ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอก็ได้ ให้ในอัตรา ไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยโรยปุ๋ยใต้ทรงพุ่มพริก ส่วนสารเคมีฆ่าหญ้า กำจัดวัชพืชนั้น คุณสมยศจะไม่ใช้ แต่ใช้การถอนเป็นหลัก พริกที่ปลูกคุณสมยศจะเก็บครั้งแรกหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 3 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้จนถึง 7 เดือน คือสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม ผลผลิตก็จะลดลงจนไม่คุ้มค่าจ้างเก็บเกี่ยว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝนด้วย หากปีไหนฝนดีก็อาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานกว่านั้นด้วย

ผลผลิต ไร่ละ 1 ตัน

คุณสมยศ บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บได้น้อยหน่อย แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวจะเลือกเก็บเฉพาะพริกเมล็ดแดง หรือแบบที่ชาวบ้านเรียกว่า มันปู หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกแล้วก็จะเก็บเกี่ยวได้อีกทุกสัปดาห์ ปริมาณผลผลิตที่เก็บได้คือ ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ในช่วงที่พริกให้ผลผลิตคุณสมยศจะฉีดน้ำหมักหมูทุกสัปดาห์ และจะต้องหมั่นตรวจสอบโรคระบาดในแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ จะต้องคอยตรวจดูว่ามีโรคระบาดในแปลงข้างเคียงหรือไม่ ระบาดในแปลงของเราหรือไม่ หากมีโรคแอนแทรกโนสระบาดให้ใช้เคมีป้องกันกำจัด แต่คุณสมยศบอกว่าเรื่องโรคระบาดของพริกในพื้นที่โซนนี้มีไม่มากนัก โรคระบาดไม่หนัก ในส่วนแมลงศัตรูพืชก็ยังมีน้อย มีปัญหาไส้เดือนฝอยระบาดอยู่บ้าง แต่ก็แก้ไขได้โดยต้องทิ้งดินไว้สักระยะก่อนจะปลูกใหม่ ไส้เดือนฝอยก็จะหายไป ส่วนหนอนมีการระบาดบ้างแต่ยังไม่ถึงกับเสียหายมากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากมีการปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิดในพื้นที่ จึงทำให้ศัตรูพืชต่างๆ ยังไม่รุนแรง สำหรับปริมาณผลผลิตพริกของคุณสมยศ ตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จนถึงต้นพริกตาย จะได้ผลผลิตประมาณ ไร่ละ 1 ตัน

เกษตรกรปรับตัว

ขานรับอินทรีย์ชีวภาพ

พาท่านมาพบกับ คุณสุกัญญา อำนวย เกษตรกรผู้ปลูกพริกอีกท่านหนึ่งที่หันมาสนใจการผลิตพริกแบบอินทรีย์ชีวภาพควบคู่กับการใช้เคมีในแบบที่เหมาะสม คุณสุกัญญา เล่าว่า หันมาใช้ปุ๋ยแบบอินทรีย์ชีวภาพ ควบคู่กับการใช้เคมีมาหลายปีแล้ว พบว่าปริมาณผลผลิตก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังลดต้นทุนได้อย่างดี ก็เพราะเราปลูกพริกแบบอาศัยน้ำฝน หากปีใดฝนดี ผลผลิตเราก็ดีไปด้วย หากช่วงที่ฝนหมดไปยังมีความชื้นสูง พริกของเราก็ยังได้ความชื้นจากน้ำค้างมาช่วย แต่หากปีไหนฝนน้อย ความชื้นต่ำ ผลผลิตพริกก็มีน้อย ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนของลมฟ้าอากาศที่เรากำหนดไม่ได้ แต่เรายังสามารถกำหนดต้นทุนได้จากการปรับเปลี่ยนไปใช้สารอินทรีย์ชีวภาพเพิ่มขึ้น ก็เป็นการลดต้นทุนลงได้เป็นอย่างดี

เพิ่มการใช้สาร

อินทรีย์ชีวภาพ

ลดต้นทุนลงได้ 60%

คุณสมยศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตพริกในเขตนี้จะมีคนซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะมาพร้อมคนงานเก็บผลผลิต ผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปที่ตลาดไทและส่งโรงงาน ราคาผลผลิตจากไร่แต่ละปีจะต่างกันไป ตั้งแต่ราคาค่อนข้างต่ำ ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ไปจนถึงราคาสูงที่สุดที่เคยขายได้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท คุณสมยศนั้นปลูกพริกมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ขายผลผลิตรวมได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ต่อปี ตัวเลขนี้คุณสมยศยืนยันว่ามาจากการที่พยายามใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ผสมผสานกับการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เท่าที่จำเป็น คุณสมยศ บอกว่า จากการทดลองทำอย่างนี้มาหลายปี พบว่าผลผลิตพริกที่ได้มีปริมาณไม่แตกต่างจากการผลิตแบบใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี อย่างเดียว แต่ต้นทุนการผลิตแบบใช้สารอินทรีย์ชีวภาพต่ำกว่ามาก นอกจากนั้น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้คุณสมยศยังเลือกใช้พริกสายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่ใช้พันธุ์ลูกผสม จึงสามารถเก็บเมล็ดตากแห้งไว้ทำพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

รันตีว่านี่เป็นการเกษตรวิถีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ปฏิเสธสารเคมี ไม่บ้าจี้แต่เรื่องชีวภาพ เอาทั้ง 2 ทางแบบพอดี พอเหมาะ เป็นวิถีการเกษตรของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัว ใครอ่านแล้วสนใจใคร่เรียนรู้ อยากสอบถามพูดคุยกับ คุณสมยศ นิลเขียว โทร.ไปได้ที่ (087) 082-9088 ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ