ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชฯ ที่ ศวพ. ตรัง ต้นแบบการขยายผล เพื่อเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชฯ ที่ ศวพ. ตรัง ต้นแบบการขยายผล เพื่อเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริม

ในภาวะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในพื้นที่ภาคใต้ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพารา แต่เมื่อราคายางตกต่ำ รายได้ที่เคยรับก็ลดลง ในขณะที่รายจ่ายยังเท่าเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง หน่วยงานในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยางขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละราย เน้นพืชท้องถิ่นที่ตลาดต้องการและผู้บริโภคนิยม

คุณอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง หรือ ศวพ. ตรัง เป็นหน่วยงานของกรมวิชาการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยรับผิดชอบเป็นตัวแทนของกรมในพื้นที่จังหวัดตรัง ภายใต้การกำกับของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ศึกษาวิจัยพัฒนาและทดสอบพืช ต่อเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ ผลิตพันธุ์คัด พันธุ์หลัก และพันธุ์ขยายเมล็ดหรือท่อนพันธุ์พืช และกระจายพันธุ์พืช ให้บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตในพื้นที่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ตรวจสอบรับรองปัจจัยการผลิต และสินค้าเกษตรมีคุณภาพได้มาตรฐาน และรับผิดชอบโครงการพิเศษและโครงการในพระราชดำริ (คลินิกเกษตรเคลื่อนที่) ในพื้นที่จังหวัดตรัง

“ในสถานการณ์ที่ยางพารามีราคาตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราและนำไปสู่ความเดือดร้อนของเกษตรกร ศวพ. ตรัง จึงได้จัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ศึกษาเรียนรู้นำไปปรับใช้ในการเพิ่มรายได้และปรับความเป็นอยู่ให้พอเพียงในการดำรงชีพ” คุณอนันต์ กล่าว

ด้าน คุณบรรเทา จันทร์พุ่ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง กล่าวเสริมว่า ทางศูนย์ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน 1 แห่ง ปลูกพืชผักหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป ทั้งผักเหลียง ต้นขาไก่ ผักหวานป่า กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชีฝรั่ง มะเขือเปราะ มะเขือยาว ฟักทอง ชะมวง มันปู กระทือ ชะอม ส้มป่อย มะกรูด ถั่วฝักยาว ขมิ้น ตะไคร้ ข่า มะเม่า กระชาย ต้นหัศคุณ ชำมะเลียง บวบงู แฟง มะระจีน มะระขี้นก น้ำเต้ากลม ข้าวโพดหวาน พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ดีปลี กล้วย มะนาว มะละกอ ข้าวไร่ ข้าวเหนียวดำ เดือย และพืชอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด

ส่วนศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชร่วมยาง มี 3 แปลงต้นแบบ คือ การปลูกผักเหลียงร่วมยาง การปลูกต้นขาไก่ร่วมยาง และการปลูกสะละร่วมยาง โดยการดำเนินกิจกรรมเน้นการปลูกพืชผักท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่บริโภคพืชผักเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับพืชผักที่เกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูก ประกอบด้วย

ผักเหลียง การขยายพันธุ์ผักเหลียง สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการใช้ต้นจากรากแขนง วิธีที่นิยมกันมากในปัจจุบันคือ การปลูกด้วยกิ่งตอนจะได้ทรงพุ่มดี ให้ผลผลิตมาก และรวดเร็ว

การเตรียมพื้นที่ปลูกผักเหลียง : ระยะปลูก 3×3 เมตร ต้นพันธุ์ที่ใช้ต้องเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง วางต้นพันธุ์ให้เอียง 45 องศา ในหลุมที่ขุดแล้วกลบดินแต่พอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้หลักปักผูกเชือกให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันลม

ทั้งนี้ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนหรือช่วงฝนตกจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและแรงงาน ในการรดน้ำ

การให้ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยสูตร 12-5-14 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

กรณีปลูกร่วมในสวนยาง ในสวนไม้ผล ในช่วงต้นฤดูฝน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

การเก็บเกี่ยวผักเหลียง : เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อต้นผักเหลียงมีอายุ 2 ปีขึ้นไป เก็บเกี่ยว 15-30 วัน ต่อครั้ง เก็บยอดอ่อนถึงยอดเพสลาด ควรเด็ดให้ชิดข้อ ไม่เด็ดกลางข้อหรือตัด เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนในครั้งต่อไปจะช้า เมื่อเก็บแล้วอย่าให้ใบหรือยอดอ่อนนั้นถูกแสงแดดและลม ควรพรมน้ำแต่พอชุ่ม สามารถเก็บได้นาน ประมาณ 5-6 วัน

ต้นขาไก่ มีลักษณะต้นทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียงในภาคใต้ แต่รสชาติหวาน หอม และมัน มีคลอโรฟิลสูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา บำรุงโลหิต เด็ดยอดรับประทานสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู ทั้งแกงเลียง ผักลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอยและอื่นๆ

ปัจจุบันมีเกษตรกรนิยมปลูกกันมากที่สุด ในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว

การขยายพันธุ์ต้นขาไก่ สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำ ปลูกง่าย โตเร็ว 6-8 เดือน ก็เก็บยอดอ่อนขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นละไม่ต่ำกว่า 20 ปี ไม่มีโรคและแมลงรบกวน จึงไม่ต้องใช้สารเคมี

พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน การขยายพันธุ์พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำไหล และการปักชำแขนง การตอน วิธีการที่นิยมในปัจจุบันคือการปักชำไหล เพื่อทำเป็นพริกไทยค้าง และการปักชำแขนง เพื่อทำเป็นพริกไทยพุ่ม

ระยะปลูก 2.25×2.25 เมตร หรือ 2.25×2.50 เมตร ส่วนการปักค้างพริกไทย ควรใช้ค้างไม้แก่นหรือค้างปูนซีเมนต์ ขนาด 4x4x4 เมตร ฝังลึก 50-60 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น หลังจากนั้น ขุดหลุมขนาด 40×50 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร ค้างละ 1 หลุม ห่างจากโคนค้าง 15 เซนติเมตร ผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา (ดิน) 3 : 1 แล้วใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้ปลูกหลุมละ 2 กิ่ง ให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้าง กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้วัสดุพรางแสง ประมาณ 3-4 เดือน หรือจนกว่าพริกไทยจะตั้งตัวได้

การดูแลรักษา การตัดแต่ง ปีที่ 1 เหลือยอดที่สมบูรณ์ไว้ ค้างละ 4-6 ยอด ใช้เถาวัลย์หรือเชือกฟางผูกยอด ให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อ จนกระทั่งพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน ปีที่ 2 ตัดแต่งเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้างและใช้เชือกไนลอนผูกทับเถาวัลย์เดิมเป็นเปลาะๆ ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร ปีที่ 3 ตัดไหลและปรางบริเวณโคนต้น ปลิดใบที่ลำต้นออก เพื่อให้โคนโปร่ง

ถ้าพริกไทยยังไม่ถึงยอดค้าง เด็ดช่อดอกออกให้หมด เพราะจะทำให้พริกไทยเจริญเติบโตช้า

การใส่ปุ๋ย ช่วงแรกใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 400-500 กรัม ต่อค้าง แบ่งใส่เดือนละ 1 กำมือ ต่อต้น

ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรด ให้ผสมสารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ ชนิดน้ำ สามารถปล่อยไปกับการให้น้ำ อัตรา 500 ซีซี ต่อ 2 ไร่ ทุกๆ 2-3 เดือน ช่วงที่ 2 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 500 กรัม (3 กำมือ) ต่อค้าง ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ช่วงที่ 3 สูตร 15-15-15 อัตรา 100-200 กรัม ต่อค้าง + ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 400 กรัม (2-3 กำมือ) ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม

หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วัน ต่อครั้ง ตามสภาพดินฟ้าอากาศ

มะนาวแป้นพิจิตร 1 มะนาวแป้นพิจิตร 1 สามารถปลูกได้ในบ่อซีเมนต์ โดยการเตรียมดินปลูกมะนาวและขนาดของวงบ่อซีเมนต์ จะใช้ขนาดวงเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่า 10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันรากแทงทะลุลงดิน

ดินผสมที่จะใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จะใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด คือ หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน (ถ้าไม่มี ใช้แกลบดิบแทน) ผสมคลุกเคล้ากัน การใช้เปลือกถั่วเขียวจะช่วยให้สภาพดินมีการระบายน้ำที่ดี ถ้าใช้แค่หน้าดินผสมกับขี้วัวจะทำให้ดินปลูกแน่น เวลาให้น้ำไป 3-4 วัน น้ำยังไม่ถึงข้างล่างของวงบ่อ

เทคนิคในการผสมวัสดุปลูก จะต้องปูพื้นด้วยหน้าดินเป็นขั้นแรก หลังจากนั้น ใส่ขี้วัวเก่าเป็นชั้นที่ 2 แล้วตามด้วยเปลือกถั่วเขียวเป็นชั้นบนสุด หลังจากนั้น ใช้เครื่องตีพรวนติดรถไถจะเร็วกว่าใช้แรงงานคน

การใส่วัสดุปลูกลงบ่อซีเมนต์มีเทคนิค โดยจะต้องใส่ให้พูนเป็นภูเขาเลย และที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษขณะที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อนั้นคือ จะต้องขึ้นเหยียบวัสดุปลูกขอบๆ วงบ่อ บริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ การใส่วัสดุปลูกให้เป็นภูเขาจะช่วยในเรื่องดินยุบลงมาเสมอวงบ่อได้นานถึง 1 ปี ซึ่งเป็นการลดปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าได้

หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ให้ขุดเปิดปากหลุมขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราประมาณ 1 กำมือ ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบรอบๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยกและใช้เชือกฟางมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก

หลังจากปลูกเสร็จให้เดินท่อ PE เจาะหัวมินิสปริงเกลอร์และวางท่อ PE พาดไปกับวงบ่อเลยเพื่อสะดวกต่อการทำงาน

การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ปลูกไปแล้วนับไปอีก 8 เดือน สามารถบังคับให้ต้นออกดอกได้ ถ้าจะบังคับให้มะนาวออกฤดูแล้งในรุ่นแรก ให้ปลูกต้นมะนาวในช่วงเดือนมกราคม ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ในปีเดียวกันบังคับต้นให้ออกดอกได้โดยใช้หลักการเหมือนกับที่ปลูกลงดิน

ผลผลิตมะนาวฤดูแล้งจะไปแก่และเก็บผลผลิตขายได้ราคาแพงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของปีถัดไป เท่ากับว่าการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ใช้เวลาปลูกเพียงปีเศษเท่านั้น สามารถเก็บมะนาวฤดูแล้งขายได้ ตัดแต่งกิ่งมะนาวในวงบ่อซีเมนต์อย่างหนัก ทุกๆ 3 ปี ในช่วงปีที่ 1-2 จะตัดแต่งบ้างแต่ไม่มากนัก

“ศวพ. ตรัง จัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรที่เคยผลิตพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา ข้าว หรือพืชไร่ชนิดใดชนิดหนึ่ง มาทำการเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกพืชร่วมยาง และการปลูกพืชแซมยาง รวมถึงการผลิตไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ การเลี้ยงสัตว์ และการประมง โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดภายในประเทศและความสอดคล้องกับทรัพยากรของพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก และเจ้าหน้าที่ของ ศวพ. ตรัง จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้และคำแนะนำทางเลือกในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจ ปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายภายในครอบครัวเกษตรกร” คุณบรรเทา กล่าวทิ้งท้าย

หากสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อแนะนำต่างๆ ในการปลูกพืชของศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง ติดต่อได้โดยตรงที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เบอร์โทรศัพท์/โทรสาร (075) 203-123

ทำไม…วิศวกรไฟฟ้า อย่าง “อาวุธ ลึกมณี” จึงสนใจงานเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทำไม…วิศวกรไฟฟ้า อย่าง “อาวุธ ลึกมณี”

จึงสนใจงานเกษตร

เป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายปีมานี้ ได้เห็นภาพตามสื่อหลายสำนักถึงการก้าวเข้ามาทำอาชีพเกษตรกรรมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากขึ้น บางรายมีดีกรีถึงปริญญาโทหรือเอกเสียด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตภาคเกษตรกรรมของไทยได้ก้าวเข้าสู่การทำเกษตรกรรมแนวใหม่

จะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อได้พบกับวิศวกรหนุ่ม คุณอาวุธ ลึกมณี หรือ คุณเก่ง ขณะคุมงานก่อสร้างบ้านพักลูกค้าในบริเวณใกล้ที่พักผู้เขียน จนนำไปสู่การสนทนาที่ถูกคอขึ้น เนื่องจากคุณเก่งสนใจเรื่องการเกษตร แล้วยิ่งได้ทราบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านชนิดซื้อเกือบทุกเล่ม ยิ่งทำให้การพูดคุยดูจะมีรสชาติหนักมากขึ้น

คุณอาวุธ เป็นคนเพชรบูรณ์ ย้ายมาเรียนใน กทม. จนจบปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อ ปี 2540 หลังจากเรียนจบแล้วไปทำงานตรงตามสาขาที่เรียนมาอยู่ที่ชลบุรีนานถึง 5 ปี จากนั้นเส้นทางอาชีพหันเหไปด้านโยธา ด้วยการไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง

แล้วอะไรเป็นเหตุผล

ให้เกิดความชอบเกษตรกรรม??

สมัยเด็กเรียนระดับประถมศึกษา คุณเก่ง คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเกี่ยวกับการเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ บนบ่อปลา แล้วสงสัยว่าถ้าปลากินขี้หมู/ขี้ไก่ เป็นอาหารแล้ว คนจะนำปลาไปรับประทานได้หรือ??

ความสงสัยเช่นนี้ถูกปลูกฝังมายาวนานกว่า 30 ปี กระทั่งเขาโตขึ้น จึงแสวงหาความรู้จากตำรา เอกสารด้านการเกษตรที่เกี่ยวกับพืช/สัตว์ ทุกสำนัก พร้อมไปกับการแสวงหาความจริงด้วยการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปลูกดอกไม้ ปลูกผัก ผลปรากฏว่ามีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งก็มิได้ท้อแท้หรือถอดใจเลย แต่กลับมุ่งมั่นเติมเต็มความรู้ ตลอดจนฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้น

คุณเก่ง มีมุมมองในเรื่องงานเกษตรที่น่าสนใจว่า เมื่อมีการพูดถึงภาคเกษตรกรรมแล้ว ภาพที่สะท้อนออกมามักมองเรื่องความยากจน แต่ถ้ามองให้ลึกในทุกมิติแล้วมันไม่ใช่เกิดขึ้นจากตัวอาชีพเกษตรกรรม เพียงแต่การทำการเกษตรอาจไม่มีรูปแบบคงที่ตายตัวอย่างในอดีตเท่านั้น หรือถ้ามองอีกอย่างว่า การทำเกษตรอาจเป็นตรรกะที่ต้องใช้ความรู้ การทดลอง เหมือนอย่างที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากงานเกษตรก็ถือเป็นศาสตร์ประเภทหนึ่งเช่นกันคือ ต้องมีการค้นหาเหตุและผลในคราวเดียว

วิศวกรรายนี้ชี้ว่า ถ้าชาวนาพยายามหาแนวทางการลดต้นทุนการทำนาให้น้อยลงอย่างเต็มที่ อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้สำเร็จ โดยใช้กรอบแนวคิดคือ ความประหยัด ความจริง แล้วชาวนาทุกคนมีศักยภาพในการปลูกข้าวที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมีจุดอ่อนในเรื่องการสร้างแบบแผนที่ชัดเจน สมัยนี้เทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ลดการใช้แรงงาน อย่างเช่น เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถทำได้ 4-5 ไร่ ต่อวัน เพียงคนเดียว แถมยังลดการสูญเสียปริมาณข้าวจากการหว่าน ทำให้ช่วยลดต้นทุนได้มาก หรือแม้แต่แนวทางการใช้วิธีแกล้งข้าวที่ช่วยในเรื่องการลดการใช้น้ำ

“ฉะนั้น แนวทางแบบนี้ถ้าเลือกใช้อย่างถูกวิธี หรือจัดให้เป็นระบบแบบแผนจะเป็นเครื่องมือช่วยในเรื่องการทำนาได้อย่างดี อีกทั้งความทันสมัยเช่นนี้จึงทำให้ชาวนารุ่นใหม่สามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้ทั้งการกำหนดเวลา และงบประมาณ ซึ่งต่างจากแนวทางในอดีต แต่ที่น่าวิตกคงเป็นเรื่องราคาขายที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น”

คุณเก่ง ไม่ได้เพียงแค่พูดและคิด เขาได้ลงมือปลูกข้าวด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ แถวชัยภูมิ ก่อนลงมือปลูกได้รับการดูแคลนจากหลายคนที่ต่างเชื่อว่าไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะไม่เคยทำนามาก่อน แต่ก็มิได้โกรธเคืองประการใด แล้วยังถือเป็นตัวเร่งเพื่อกระตุ้นให้ต้องทำให้สำเร็จเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านั้นให้จงได้

ก่อนลงมือทำมีการหาความรู้ หารายละเอียดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม คือพันธุ์อีเหลืองกับหอมมะลิ ดูวิธีปลูกจริงในยูทูป แล้วลงมือปลูกทันที เป็นนาหว่าน พอได้เวลาเกี่ยวหารถเกี่ยวไม่ได้ เลยตัดสินใจเกี่ยวเอง โดยพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ ใช้เวลาเกี่ยวเองประมาณ 3 วัน ปรากฏว่าได้ผลดีในระดับมือใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 200-300 กิโลกรัม และเป็นครั้งแรก จึงถือว่าสอบผ่านในฐานะชาวนามือใหม่ เพราะระหว่างปลูกข้าวต้องทำงานประจำไปด้วย

ทำแปลงทดลอง

ปลูกมะนาว หาพันธุ์เหมาะ

เพื่อปลูกเป็นการค้า

พอเสร็จจากข้าว คุณเก่ง หันมาสนใจเรื่องมะนาวต่อ แล้วศึกษาเรื่องการปลูกมะนาวด้วยการซื้อตำรา เอกสาร หนังสือทุกชนิดมาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอยู่เป็นประจำเกือบทุกเล่ม

คุณอาวุธ มองมะนาวว่าเป็นพืชที่ไม่เคยโกหกมาตั้งแต่เด็กจนโต โดยพบความจริงอยู่เป็นประจำตรงที่ มะนาว มีราคาแพงมากในช่วงหน้าแล้ง แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมามีหลายคนเห็นปัญหาตรงนี้แล้วใช้โอกาสด้วยการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้แก้ไข จนทำให้ราคาถูกลงมาก แต่คงต้องใช้เวลาให้ยาวนานกว่านี้อาจเห็นความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเป็นการค้นหาความจริง คุณเก่ง จึงทำแปลงทดลองปลูกมะนาวในวงบ่อที่บ้านพักจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 บ่อ โดยวางแผนการปลูกด้วยการผสมผสานหลักคิดทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา เหตุผลที่คุณเก่งทำเช่นนี้เพราะต้องการหาข้อมูลมะนาว เพื่อเปรียบใช้ปลูกเชิงการค้าต่อไป

เริ่มจากการกำหนดดินปลูกให้เป็นชั้นๆ เพื่อเป็นการสะสมธาตุอาหาร เช่น ชั้นดิน ชั้นปุ๋ย และชั้นแกลบ และต้องวางระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพ แล้วการเลือกสายพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้น ถ้านำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาบูรณาการให้เหมาะสมกัน ก็น่าจะสัมฤทธิผลได้ไม่ยาก

สำหรับพันธุ์มะนาวในแปลงทดลองนี้ เลือกมา จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ แป้นรำไพ เอี้ยมเซ้ง (ซื้อต้นพันธุ์มาจากเทคโนฯ) และแป้นพิจิตร เพราะต้องการเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของแต่ละพันธุ์ ทั้งเรื่องการทนโรค การให้ผลผลิต ความทนแล้ง

ภายหลังจากลงมือปลูกไปได้สักพักหนึ่งพบว่า แป้นพิจิตร ทนแคงเกอร์ได้ดี รองลงมาเป็นเอี้ยมเซ้ง ส่วนแป้นรำไพถือว่าอ่อนแอ แต่เมื่อมามองในเรื่องคุณภาพ ปรากฏว่า แป้นรำไพ ให้ความสมบูรณ์ดีมาก แป้นพิจิตรมีลักษณะผลสวยแต่เปลือกหนา ส่วนเอี้ยมเซ้งเปลือกบาง น้ำดี

สำหรับผลผลิตที่ได้จากแปลงทดลองในปีแรก แป้นพิจิตร ได้จำนวน 500 ผล ต่อต้น เอี้ยมเซ้ง ได้จำนวนใกล้เคียงกับแป้นพิจิตร ส่วนแป้นรำไพได้น้อยมาก ซึ่งต้องกลับไปค้นหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นจากแปลงทดลองจึงเป็นข้อสรุป และข้อมูลตัดสินเพื่อนำพันธุ์ที่เหมาะสมมาปลูกในเชิงการค้าต่อไป

การใส่ปุ๋ยมะนาวเป็นปุ๋ยตัวหน้าสูง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น ใส่ปุ๋ยคอก ส่วนการให้น้ำในช่วงปลูกต้องให้ทุกวัน และดูแลเช่นนี้ไปเป็นเวลา 8 เดือน พอเข้าถึงเดือนกันยายน-ตุลาคม จึงเริ่มทำนอกฤดูด้วยการหยุดให้น้ำเด็ดขาด แต่ด้วยความที่ตัวเองทำงานอยู่กรุงเทพฯ จึงต้องใช้วิธีโทรศัพท์กลับไปบอกทางบ้านว่าไม่ต้องรดน้ำต้นมะนาวเลย

เมื่อสังเกตว่าเริ่มมีใบเหี่ยวงอ แล้วร่วง ต้นดูโทรม เป็นสัญญาณบอกว่าต้นมะนาวขาดน้ำเต็มที่ จึงเริ่มให้น้ำและปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทันที เมื่อออกดอก พบว่า แป้นพิจิตรกับเอี้ยมเซ้ง ให้ดอกดกมาก แต่แป้นรำไพมีน้อย พอเข้าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลมะนาวเริ่มมีขนาดใหญ่เก็บได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงให้ดอกไปจนถึงติดผล ไม่มีการบำรุงต้นอะไรเลย เพราะเห็นว่าเป็นแปลงทดลอง เพียงแต่ต้องการหาข้อมูลที่แท้จริงมากกว่า เพื่อเป็นแนวทางการวางแผนปลูกมะนาวพันธุ์ที่เหมาะสมกับตลาดอย่างจริงจัง พร้อมไปกับต้องการสรรหาพันธุ์แปลกใหม่เข้ามาปลูกเพื่อ เพาะ-ขยาย ต่อไป

สนใจปลูก เพกา เพื่อการค้า

ต้นเพกา หรือ ลิ้นฟ้า คือพันธุ์ไม้ชนิดต่อไปที่คุณเก่งสนใจต่อจากมะนาว เขาบอกว่า ความจริงไม้ชนิดนี้ปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่คนมักมองข้ามความสำคัญของไม้ชนิดนี้ หากไปเดินตามตลาดมักหายาก ดังนั้น คุณเก่งจึงมองพืชชนิดนี้ทางการตลาด เพราะหายากและมีราคาดีมาก เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพร ทั้งนี้ เพราะมีเพื่อนปลูกอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีขนาดยาวมากเป็นเมตร

คุณเก่ง ปลูกเพกาพันธุ์เตี้ย ปลูกมาได้ปีกว่าแล้ว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพียงแต่ไม่ควรให้ขาดน้ำ ในกรณีที่ต้องการเร่งให้เจริญเติบโตและมีผลผลิตรวดเร็ว ควรใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ปลูกลงดินระยะระหว่างต้น 2 เมตร ต้นพันธุ์ที่ซื้อมาเพาะจากเมล็ด ราคาต้นละ 20 บาท ขณะนี้ปลูกเพกาไว้ จำนวน 20 ต้น และเป็นพืชที่ปลูกในลักษณะการทดลองเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ปลูกเพกา เพราะต้องการเพาะขายต้นพันธุ์

หลักคิดการทำเกษตรของคุณเก่งจะให้ความสำคัญไปที่การลดต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ คุณเก่งบอกว่าเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะถูกปลูกฝังแนวคิดมาจากสาขาวิชาที่ร่ำเรียน ซึ่งพยายามหาวิธีลดต้นทุนในเชิงอุตสาหกรรม หาวิธีทำให้ประหยัด และเกิดความแข็งแรง เลยทำให้มีความคิดประยุกต์แล้วนำมาปรับใช้ในวงการเกษตรกรรม

คุณเก่ง วางแผนชีวิตไว้ว่า ในอนาคตคงเดินหน้าทำสวนเกษตรเต็มตัว แล้วต้องการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งนี้เพราะมองว่าการปลูกพืชควรมีความหลากหลาย เพราะพืชแต่ละชนิดมีลักษณะทางธรรมชาติต่างกัน อีกทั้งความเป็นสวนผสมผสาน สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าได้ทุกตารางนิ้ว เพียงแต่ว่าจะหยิบจับอะไรขึ้นมาทำเท่านั้น อย่างที่ผมทดลองทำอยู่ คือระหว่างต้นมะนาวได้ปลูกพืชอื่นแซม เพื่อเป็นการไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างโดยไร้ประโยชน์

เนื้อที่บ้าน จำนวน 1 ไร่ คุณเก่ง แบ่งมาทำแปลงทดลองปลูกพืชชนิดต่างๆ ประมาณ 1 งาน โดยตอนนี้ยังไม่คิดทำในเชิงธุรกิจ เพราะอยู่ระหว่างการทดลองศึกษาหาข้อมูล เสมือนเป็นห้องเรียน

ปัจจุบัน คุณเก่ง ลาออกจากการเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างแล้ว และไปเปิดร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ โดยได้นำไม้ผลอย่างมะนาว รวมถึงพืชผักชนิดอื่นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ถือเป็นการยึดหลักแนวคิดของการลดต้นทุน ทำให้ประหยัด สร้างกำไรเพิ่ม

ถึงแม้คุณเก่งจะไม่ได้ร่ำเรียนหรือคลุกคลีกับแวดวงเกษตรอย่างชนิดเข้มข้น แต่ด้วยความมีใจรัก การใฝ่รู้ การเสาะแสวงหาข้อมูลในแหล่งต่างๆ ตลอดถึงการนำหลักคิดของความมีเหตุและผลเข้ามาวิเคราะห์ กระทั่งนำไปสู่ความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ฉะนั้น การแสดงความคิดของเขา ถือเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจ…ใครที่สนใจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล โทรศัพท์ไปหา คุณเก่ง (คุณอาวุธ ลึกมณี) ที่ โทร. (091) 490-7611

ไปตะลุยสวนออร์แกนิก สัมผัสวิถีเกษตรกรอินทรีย์ กับมูลนิธิสังคมสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ไปตะลุยสวนออร์แกนิก สัมผัสวิถีเกษตรกรอินทรีย์ กับมูลนิธิสังคมสุขใจ

จากการเปิดเผยข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงผลการสุ่มตรวจหาสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้อินทรีย์ หลายรายการพบสารเคมีตกค้างที่สูงเกินค่ามาตรฐานกำหนด ข้อมูลนี้สร้างความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

และเมื่อค่ามาตรฐานความปลอดภัย ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ พฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย ก่อนหยิบจับสินค้าใส่ตะกร้าต้องสืบค้นหาข้อมูลให้รู้ชัด มาจากแหล่งไหน รูปแบบการปลูกเป็นอย่างไร มีวิธีการตรวจสอบไหม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทางมูลนิธิสังคมสุขใจ หนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนวิถีเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ สามพรานโมเดล จึงจัดทริปพิเศษ พาลูกค้าตลาดสุขใจสัญจร ที่สนใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทั้งพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ สื่อมวลชน และภาคเอกชน อย่าง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี และนครปฐม ไปพบคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของเกษตรอินทรีย์ ภายใต้กิจกรรม ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ครั้งที่ 2 ขึ้น เพื่อสัมผัสวิถีชีวิต แนวคิด และการเอาใจใส่ดูแลผลผลิตของเกษตรระบบอินทรีย์

ความพิเศษของทริปนี้ เป็นการขยายเรื่องราวเกษตรอินทรีย์ที่มากกว่าเรื่องของพืชผัก ผลไม้ แต่เป็นการลงไปดูวิธีการเลี้ยงหมูหลุมอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดูการทำสวนเกษตรผสมผสานที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ไปลิ้มรสชาติอาหารอินทรีย์สดจากไร่ ในบรรยากาศกลางสวนด้วยเมนูพิเศษ ทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูหลุมอินทรีย์ สลัดอินทรีย์ น้ำปั่นผักอินทรีย์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น อีกทั้งการเดินทางในครั้งนี้ใช้รถที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นั่นคือ นิสสัน เอ็กซ์ เทรล ไฮบริด

คุณอรุษ นวราช เลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดล กล่าวถึงกิจกรรม ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ว่า เป็นหนึ่งแผนงานที่สำคัญของโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นคนปลายน้ำให้มาเจอกับคนต้นน้ำ ได้เห็นกระบวนการคิด การพัฒนาแปลงปลูก ความเอาใจใส่ของเกษตรกร เห็นแหล่งที่มาอาหารของเขา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่จากภาพการพูดคุย การซักถามในเชิงลึกของลูกค้า ความสนใจของสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา ความเพียรพยายามลองผิด ลองถูก ในการพึ่งพาตนเอง หลังลดและเลิกการใช้เคมี มั่นใจว่าจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทั้งผู้บริโภคและสื่อมวลชน จะเห็นความสำคัญของการเลือกอาหารปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรเองก็จะตระหนักถึงการสะสมองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาต่อไป

สำหรับทริปนี้เป็นการคัดเลือกลูกค้าตลาดสุขใจสัญจร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ที่ร่วมทำแบบสอบถามของโครงการ และได้คะแนนสูงสุด 10 ลำดับแรก พร้อมเพื่อน 1 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยกำหนดออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ด้วยขบวนรถยนต์นิสสัน รุ่น เอ็กซ์ เทรล ไฮบริด มุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ตามเส้นทาง ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ครั้งที่ 2

มารู้จักหมูหลุมอินทรีย์

จุดหมายแรก แวะกันที่ ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบทตำบลดอนแร่ พูดคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล กับ คุณอรุษ นวราช ก่อนไปทำความรู้จักกับ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี เจ้าของฟาร์มหมูหลุมอินทรีย์และผลิตภัณฑ์หมูหลุมอินทรีย์ แบรนด์ G-PORK

จุดนี้หลายคนถึงกับแปลกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าฟาร์มหมูขนาดใหญ่ที่เลี้ยงหมูกว่า 300 ตัว แต่กลับไม่มีกลิ่นขี้หมู หรือแมลงวันมากวนใจแม้แต่น้อย ซึ่งได้รับคำอธิบายจาก คุณสุพจน์ ว่า

หมูหลุมอินทรีย์ คือหมูที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้วิธีขุดหลุม รองพื้นคอกด้วยแกลบ ใช้จุลินทรีย์ที่หมักจากวัสดุธรรมชาติราดทับ และใช้ผสมน้ำให้หมูกิน เพื่อช่วยขจัดกลิ่น อาหารที่หมูกินก็มีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องมีน้ำเสียจากการล้างคอก ตัดวงจรแมลงวัน ทำให้หมูอารมณ์ดี สร้างภูมิคุ้มกันได้เองโดยไม่ต้องใช้วัคซีนหรือยาปฏิชีวนะใดๆ เนื้อหมูที่ได้มีคุณภาพดี ไม่มีกลิ่นคาว และไม่ส่งกลิ่นรบกวนด้วย ซึ่งต่างจากการเลี้ยงหมูทั่วไป ที่หมูต้องใช้ชีวิตอยู่ในคอกปูน ต้องทนร้อน แถมยังต้องสูดดมกลิ่นไนโตรเจนของมูลตัวเอง ตลอด 120 วัน ทำให้ปอดเป็นจุด ป่วยง่าย จึงต้องฉีดวัคซีนและยาปฏิชีวนะ

?หมูที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มปิด เมื่อผ่าซากดูจะเจอจุดที่เรียกว่า จุดวิกาฬในตับและปอด สิ่งที่บ่งบอกกลิ่นเหม็น แต่ในหมูหลุมหายไป 6 เท่า หากเทียบกับหมูในระบบฟาร์ม และจะไม่มีจุดวิกาฬ ปอดและตับ จึงใสสะอาด เมื่อหมูคุณภาพดี ก็จะทำให้ขายได้ราคาดีกว่าหมูทั่วไปกิโลกรัมละ 20 บาท ขณะที่แกลบรองพื้นกลายเป็นปุ๋ยคอกชั้นดี เพราะมีค่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงกว่าระบบฟาร์มหมูทั่วถึง 4 เท่า สร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันผมมีหมู 300 ตัว เลี้ยงในระบบหมูหลุมทั้งหมด โดยผลผลิตที่ได้ส่งขายโรงเรียนปัญโญไทย ตลาดสุขใจ และในห้างสรรพสินค้าทั่วไป ภายใต้แบรนด์ G-Pok? คุณสุพจน์ ให้ข้อมูล

พบคนต้นน้ำ @ ไร่รวงข้าว

ออกจากฟาร์มหมูหลุมมุ่งหน้าสู่ไร่รวงข้าว ตำบลน้ำพุ ทำความรู้จักกับ คุณป้าลำพึง ศรีสาหร่าย หญิงแกร่งร่างเล็กในวัยกว่า 50 ปี ที่กลับใจจากเคมี หันมาพลิกฟื้นผืนดิน 15 ไร่ ที่เคยผ่านการทำเกษตรกรรมเคมีจนทำให้หน้าดินเสีย ให้คืนกลับมาอุดมสมบูรณ์และเขียวขจีไปด้วยสวนป่าและพืชผักผสมผสาน อาทิ แครอต ไชเท้า คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด มันญี่ปุ่น ต้นหม่อน กล้วย มะม่วง เป็นต้น

คุณป้าลำพึง หนึ่งในเกษตรกรคนต้นน้ำ เล่าถึงจิตวิญญาณและความตั้งใจของคนทำเกษตรอินทรีย์ ให้กับคนปลายน้ำฟังว่า คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีใจรัก ขยัน และอดทน ทนเหนื่อย ทนร้อน เพราะทุกอย่างต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างวัชพืชบางชนิดต้องถอนด้วยมือ เพราะเราไม่ใช้สารเคมี น้ำหมัก ปุ๋ยหมักต่างๆ เราก็ทำเองทั้งหมด แต่ป้าก็มีความสุขที่ได้ทำอาชีพนี้ ได้ผลิตอาหารดีๆ ให้คนอื่นได้กิน เราเองก็ได้กินของดีๆ ด้วย และขอตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า จะเกิดสักกี่ชาติก็จะขอเป็นเกษตรกรอินทรีย์ เดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่เอาเปรียบใคร จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะสิ่งค้นพบคือความสุขที่ยั่งยืน

ที่ไร่รวงข้าว นอกจากได้ฟังเสียงสะท้อนจากหัวใจที่กล้าแกร่งในการยืนหยัดทำเกษตรอินทรีย์ให้ทุกคนได้มีสุขภาพดี คุณป้าลำพึงยังนำคณะเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมกิจกรรมไปชมแปลงปลูก พร้อมอธิบายถึงวิธีการปลูก การดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย รวมถึงการทำปุ๋ย น้ำหมักต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังได้เห็นภาพการทำงานของเกษตรกร สองมือที่กำลังถอนหญ้าในแปลงอย่างเอาใจใส่ สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการผลิตอาหารอินทรีย์ให้ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ยิ่งได้ลิ้มชิมรสผักสลัดที่คุณป้าลำพึงเก็บสดๆ จากสวน จัดเตรียมไว้ต้อนรับ ก็ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความต่างของเกษตรอินทรีย์ได้โดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ

ด้าน คุณพรประไพ เสือเขียว หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมและเป็นลูกค้าประจำของตลาดสุขใจ บอกว่า โดยปกติเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว เวลาเลือกซื้ออาหารออร์แกนิก ก็จะถามแม่ค้าหรือดูตรารับรองมาตรฐานความปลอดภัยทุกครั้ง เพราะเราไม่รู้แหล่งที่มา กิจกรรมนี้ถือว่าดีมากๆ อย่างน้อยเราเองได้มารู้จักคนปลูก ได้เห็นกระบวนการผลิตในพื้นที่จริง รู้ได้ถึงความยากลำบากของเกษตรกร ที่กว่าจะผลิตอาหารอินทรีย์ออกมาให้เราได้บริโภค แถมยังได้เกร็ดความรู้ในการเลือกซื้ออาหารปลอดภัยโดยเฉพาะเนื้อหมู ที่เราไม่เคยรู้ข้อมูลมาก่อน ถือเป็นหนึ่งวันที่คุ้มค่าและได้ประโยชน์อย่างมาก

จากการลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เห็นการทำงานของเกษตรกรอินทรีย์ ได้ชิมรสชาติเกษตรอินทรีย์แท้ๆ ความตระหนักและความเชื่อมั่นในโครงการสามพรานโมเดล จึงทำให้การเดินทางมาตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน จุดแวะสุดท้ายของเส้นทางในวันนี้ จึงมีความมั่นใจที่จะเลือกชิม เลือกช็อป พืชผัก ผลไม้ เกษตรอินทรีย์ แบบไร้กังวล

?ยังมีคนปลายน้ำอีกมากมายที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ในฐานะคนกลางน้ำ ก็จะต้องหาทางน้ำ คนต้นน้ำ และปลายน้ำ มาเจอกันอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะสิบปากว่า ยังไงก็ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ก็ยังไม่เท่าได้ลงพื้นที่มาสัมผัสด้วยตนเอง? คุณอรุษ กล่าวทิ้งท้าย

ปรีชา ใจบาล ปลูกองุ่นไร้เมล็ดได้ผล ที่พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

ปรีชา ใจบาล ปลูกองุ่นไร้เมล็ดได้ผล ที่พะเยา

คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวไว ใจสู้ พักอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 4 บ้านดอกบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ด้วยวัย 43 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เห็นเรื่ององุ่น ในสื่ออินเตอร์เน็ต มีความสนใจ จึงศึกษาดู ประกอบกับแรงบันดาลใจอยากจะปลูกพืชยืนต้น ลงทุนครั้งเดียวสามารถอยู่ได้นาน จึงติดต่อกับ อาจารย์ชินพันธ์ ธนารุจ อาจารย์ประจำสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาชมรมผู้ปลูกองุ่นระดับประเทศและภาคเหนือ เพื่อขอความรู้และได้ติดต่อซื้อต้นพันธุ์จากการแนะนำของอาจารย์ จนแน่ใจแล้วจึงตัดสินใจที่จะปลูกองุ่น โดยเลือกปลูกองุ่นไร้เมล็ด ซึ่งยังมีปลูกกันน้อยในจังหวัดพะเยา

ในปี 2558 คุณปรีชา ใจบาล จึงลงมือปลูกทั้งหมด 175 ต้น รวมต้นรองที่ใช้เชื่อมต้น แต่คิดเป็นต้นหลักเพียง 35 ต้น ใช้เวลาเพียง 7 เดือน ทำให้กิ่งใบเต็มเร็ว โดยซื้อต้นพันธุ์ต้นตอป่าเปลี่ยนยอด ในราคาต้นละ 180 บาท แต่ราคาขายปลีกเขาจะขายในราคา 250 บาท ต่อต้น การปลูกองุ่นในพื้นที่ราบ สิ่งสำคัญคือ น้ำ ที่ให้จะต้องปราศจากคลอรีน เพราะฉะนั้นน้ำประปา ทั้งของการประปาและประปาหมู่บ้าน ไม่สามารถให้ได้ ที่แปลงคุณปรีชาใช้น้ำประปาภูเขา ในระยะหลังประสบปัญหาภัยแล้งจึงขุดบาดาลน้ำลึก แต่ก็มีปัญหาออกไซด์สูง จึงต้องสูบขึ้นมาพักไว้ในสระที่ทำขึ้นก่อนให้องุ่น

องุ่น ที่คุณปรีชาปลูกคือ พันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด ทรงผลรี ขนาดปานกลาง สีดำช่อใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย รสชาติอร่อย หวาน กรอบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีราคาแพง อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 4 เดือนครึ่ง (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู และสภาพพื้นที่ด้วย) ส่วนอีกพันธุ์ที่โครงการหลวงกำลังจะส่งเสริม คือ พันธุ์ ?รูบี้ซีดเลส? เป็นองุ่นไม่มีเมล็ดเหมือนกัน ผลโต ยาวรี ผลมีสีแดงช่อใหญ่ เปลือกหนาพอๆ กัน พันธุ์บิวตี้ซีดเลส มีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ และเป็นพันธุ์ที่มีราคาแพงเช่นกัน อายุตั้งแต่เริ่มตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 5-6 เดือน

ข้อมูลทางวิชาการของการปลูกองุ่นคือ การปลูกในที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 3×4-3.50×5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

วิธีการปลูก…ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต เข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ยกถุงกล้าต้นองุ่นวางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา) ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

ทำค้าง…การทำค้าง จะทำหลังจากที่ปลูกองุ่นไปแล้วประมาณ 1 ปี ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ ค้างต้นองุ่นมีหลายแบบด้วยกัน แต่แบบที่นิยมกันมากคือ ค้างแบบเสาคู่ แล้วใช้ลวดขึง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

การเลือกเสาค้าง…เสาค้างอาจใช้เสาซีเมนต์หน้า 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว ก็ได้ เสาค้างซีเมนต์จะแข็งแรงทนทานอยู่ได้นานหลายปี แต่มีราคาแพงและหนัก เวลาทำค้างต้องเสียแรงงานมาก ถ้าใช้เสาไม้ให้ใช้ไม้เนื้อแข็ง ขนาดหน้า 2×3 นิ้ว หรือ หน้า 2×4 นิ้ว หรือเสากลมก็ได้ เสาควรยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรือยาวกว่านี้ ซึ่งเมื่อปักลงดินเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 1.50 เมตร

วิธีการปักเสา…ให้ปักเป็นคู่ 2 ข้าง ของแปลงในแนวเดียวกัน โดยให้เสาห่างกัน 2 เมตร และเมื่อติดคานแล้ว ให้เหลือหัวไม้ยื่นออกไปทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 50 เซนติเมตร ถ้าปักเสาห่างกัน 3 เมตร เมื่อติดคานบนแล้วจะพอดีหัวไม้ การติดคานเชื่อมระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ใช้น็อตเหล็กเป็นตัวยึด ไม่ควรยึดด้วยตะปู เพราะจะไม่แข็งแรงพอ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละคู่ ประมาณ 10-20 เมตร ยิ่งปักเสาถี่จะยิ่งแข็งแรงทนทานแต่ก็สิ้นเปลืองมาก บางแห่งจึงปักเสาเพียง 3 คู่ คือ หัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง และระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ค้างไม้รวกช่วยค้ำไว้เป็นระยะๆ ซึ่งก็สามารถใช้ได้และประหยัดดี แต่ต้องคอยเปลี่ยนค้างไม้รวกบ่อย

ขึงลวด…ลวดที่ใช้ทำค้าง ให้ใช้ลวดขนาดใหญ่พอสมควรคือ ลวดเบอร์ 11 ซึ่งลวดเบอร์ 11 หนัก 1 กิโลกรัม จะยาวประมาณ 18 เมตร ให้ขึงลวดพาดไปตามคานแต่ละคู่ตลอดความยาวของแปลง โดยใช้ลวด 4-6 เส้น เว้นระยะลวดให้ห่างเท่าๆ กัน ที่หัวแปลงและท้ายแปลงให้ใช้หลักไม้ขนาดใหญ่ตอกฝังลงไปในดินให้แน่น แล้วใช้ลวดโยงจากค้างมามัดไว้ที่หลักนี้เพื่อให้ลวดตึง หลังจากขึงลวดเสร็จแล้วให้ตรวจดูว่าลวดหย่อนตกท้องช้างหรือไม่ ถ้าหย่อนมากให้ใช้ไม้รวกขนาดใหญ่ปักเป็นคู่ตามแนวเสาค้าง แล้วใช้ไม้รวกอีกอันหนึ่งพาดขวางผูกด้านบนในลักษณะเดียวกับค้าง เพื่อช่วยรับน้ำหนักเป็นระยะๆ ไปตลอดทั้งแปลง เพราะเมื่อต้นองุ่นขึ้นค้างจนเต็มแล้วจะมีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องช่วยรองรับน้ำหนักหรือค้ำยันไว้ไม่ให้ค้างหย่อน

ตัดแต่งทรงต้นในระยะเลี้ยงเถา…องุ่น เป็นพืชที่เจริญเติบโตและมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ต้นองุ่นที่ปลูกเสร็จแล้วให้หาไม้รวกปักขนาบลำต้น แล้วจึงผูกต้นชิดกับเสาเพื่อบังคับให้ต้นตั้งตรง ในระหว่างนี้ตาข้างจะเจริญพร้อมกับตายอด ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การเจริญส่วนยอดลดลง ดังนั้น จึงต้องตัดตาข้างทิ้งเสมอๆ และผูกให้ยอดองุ่นตั้งตรง เมื่อต้นองุ่นเติบโตจนมีความสูง 1.5 เมตร หรือจากยอดถึงระดับค้าง หรือเสมอระดับลวด ต้องตัดยอดทิ้ง จัดกิ่งให้อยู่ตรงข้ามกันเพื่อให้ตาข้างที่อยู่บริเวณยอดเจริญออกมา 2 ยอด ตรงข้ามกัน ซึ่งจะเอาไว้ทั้ง 2 กิ่ง หรือกิ่งเดียวกันก็ได้ ถ้าเอาไว้ 2 กิ่ง ให้จัดกิ่งทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน

ไว้ทั้ง 2 กิ่ง มักพบปัญหาคือ…กิ่งทั้ง 2 เจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทำให้การกระจายของผลไม่สม่ำเสมอกัน จึงมักนิยมไว้กิ่งเพียงกิ่งเดียว คือหลังจากที่ตัดยอด และตาแตกออกมาเป็นกิ่งแล้ว ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไว้เพียงกิ่งเดียว อีกกิ่งหนึ่งตัดออก กิ่งที่คงค้างไว้ของทุกต้นให้จัดกิ่งหันไปในทิศทางเดียวกัน คือหันไปทางหัวแปลงหรือท้ายแปลง หลังจากที่จัดกิ่งให้หันไปในทิศที่ต้องการแล้ว เมื่อกิ่งนั้นยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดออก กิ่งนั้นจะแตกตาใหม่เติบโตเป็นกิ่งใหม่ 2 กิ่ง ให้คงเหลือไว้ทั้ง 2 กิ่ง และเมื่อกิ่งใหม่ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ก็ตัดยอดอีกและเหลือไว้ทั้ง 2 กิ่ง เช่นเดียวกัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งองุ่นเต็มค้างจึงหยุดการตัดยอด ในระหว่างที่ตัดยอดให้กิ่งแตกใหม่นั้น จะต้องจัดกิ่งให้กระจายเต็มค้างอย่างทั่วถึง อย่าให้ทับกันหรือซ้อนกันมาก จัดให้กิ่งอยู่บนค้างเสมอ อย่าให้กิ่งชูโด่งขึ้นไปด้านบนหรือห้อยย้อยลงด้านล่าง การจัดกิ่งให้อยู่ในที่ที่ต้องการอาจจะใช้เชือกกล้วยผูกมัดกับลวดก็ได้ เพราะเชือกกล้วยจะผุเปื่อยเร็ว ทำให้การตัดแต่งกิ่งในครั้งต่อไปทำได้สะดวก กิ่งเหล่านี้ เรียกว่า ?เคน? ซึ่งเป็นกิ่งที่ใช้ตัดแต่งเพื่อการออกดอกต่อไป ช่วงการเจริญเติบโตของต้นองุ่นตั้งแต่ปลูกตัดแต่งทรงต้นจนต้นมีอายุพอที่จะตัดแต่งกิ่งได้ เรียกว่า ?ระยะเลี้ยงเถา? ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน

การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ออกดอก…ต้นองุ่นที่นำมาปลูกในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งแล้วจะไม่ออกดอกหรือออกเพียงเล็กน้อยให้ผลที่ไม่สมบูรณ์ การจะให้ต้นองุ่นออกดอกได้ต้องตัดแต่งกิ่งช่วยหลังจากต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่แล้ว และก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องงดการให้น้ำ 7 วัน เพื่อให้องุ่นออกดอกได้มาก อายุการตัดแต่งให้ออกดอกในครั้งแรก หรือ ?มีดแรก? ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น อายุของต้น และพันธุ์ เป็นต้น เช่น

แต่งกิ่งและการจัดกิ่ง…หลังจากการตัดแต่งกิ่งได้ 15 วัน องุ่นจะแตกกิ่งใหม่ออกมาจำนวนมาก มีทั้งกิ่งที่มีช่อดอก กิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียว และกิ่งแขนงเล็กๆ ซึ่งกิ่งแขนงเล็กพวกนี้ให้ตัดออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะกิ่งที่มีช่อดอก และกิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียวที่เป็นกิ่งขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ ใบที่อยู่โคนๆ กิ่ง ก็ให้ตัดออกด้วย เพื่อให้โปร่ง ไม่ทึบเกินไป เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้ว และเห็นว่ากิ่งยาวพอสมควร จัดกิ่งให้อยู่บนค้างอย่างเป็นระเบียบ กระจายตามค้างและไม่ทับซ้อนกันหรือก่ายกันไปมา เพราะกิ่งที่แตกออกมาใหม่จะแตกออกทุกทิศทุกทางเกะกะไปหมด วิธีจัดกิ่งคือ โน้มกิ่งให้มาพาดอยู่บนลวดแล้วอาจผูกด้วยเชือกกล้วย หรือใบกล้วยแห้งฉีกเป็นริ้วๆ ไม่ให้กิ่งที่ชี้ขึ้นไปด้านบนหรือห้อยย้อยลงด้านล่าง เพราะจะไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เวลาจัดกิ่งต้องระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนดอก เพราะจะฉีกขาดเสียหายได้ง่าย พยายามจัดให้ช่อดอกห้อยลงใต้ค้างเสมอ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงานต่างๆ ในสวน

การตัดแต่งช่อดอก…หลังจากจัดกิ่งเรียบร้อยแล้ว ช่อดอกจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งต้นองุ่นออกดอกมากเกินไป ถ้าปล่อยไว้ทั้งหมดจะทำให้ต้นโทรมเร็ว คุณภาพของผลไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้น ถ้าเห็นว่ามีช่อดอกมากเกินไป ให้ตัดออกบ้าง การตัดแต่งช่ออาจทำตั้งแต่กำลังเป็นดอกอยู่ก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยม เพราะไม่แน่ว่าช่อที่เหลือจะติดผลดีหรือไม่ จึงแนะนำให้ตัดแต่งช่อที่ติดเป็นผลเล็กๆ แล้ว โดยเลือกช่อที่เห็นว่ามีขนาดเล็กรูปทรงไม่สวย ติดผลไม่สม่ำเสมอ มีแมลงทำลาย และเหลือช่อที่มีรูปทรงสวยไว้ให้กระจายอยู่ทั่วทุกกิ่งอย่างสม่ำเสมอ

ตัดแต่งผล…องุ่นที่ปลูกกันอยู่ปัจจุบันในบ้านเรามักติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ตัดแต่งผลในช่อจะแน่นเกินไป จะทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยว ทำให้ดูไม่สวยงาม จำเป็นต้องตัดแต่งผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดี ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การตัดแต่งผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร ผลองุ่นอ่อนที่ตัดออกมาไปดองไว้ขายได้

วิธีการ ให้ใช้กรรไกรขนาดเล็กสอดเข้าไปตัดที่ขั้วผล อย่าใช้มือเด็ดหรือดึง เพราะจะทำให้ช่อผลช้ำเสียหาย ฉีกขาด และมีส่วนของเนื้อผลติดอยู่ที่ขั้ว ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย

ข้อควรระวัง เมื่อองุ่นติดผลแล้ว ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในสวน ต้องสวมหมวกหรือโพกศีรษะเสมอ อย่าให้เส้นผมไปโดนผลองุ่น จะทำให้ผลองุ่นเน่าเสียได้

การใส่ปุ๋ย…ปุ๋ยนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะองุ่นเจริญเติบโตทั้งปี ให้ผลผลิตมาก ดังนั้น จึงต้องใช้ธาตุอาหารต่างๆ มาก ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่

ปุ๋ยอินทรีย์…เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ถึงแม้จะมีแร่ธาตุอาหารที่พืชต้องการจำนวนน้อย แต่มีคุณสมบัติทำให้โครงสร้างของดินดี ดังนั้น ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกปีๆ ปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง ครั้งละ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น แต่ต้องคำนึงเสมอว่าปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่จะนำมาใส่นั้น ต้องเป็นปุ๋ยที่มีการย่อยสลายหมดแล้ว โดยเฉพาะปุ๋ยมูลค้างคาวใช้ได้ผลดี

ปุ๋ยเคมี…

ระยะเลี้ยงเถา การใส่ปุ๋ยช่วงนี้เพื่อบำรุงรักษาต้นให้มีการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง ก้าน ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราที่ใส่ ไม่ควรมากนัก แต่ควรใส่บ่อยครั้ง เช่น อัตรา ต้นละ 50 กรัม ใส่ทุกๆ 1 เดือน จนถึง 3 เดือน แล้วเพิ่มเป็น 100 กรัม ต่อต้น ทุกเดือน แต่อัตราการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นองุ่นด้วย

องุ่นที่ให้ผลแล้ว ควรแบ่งใส่ 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 หลังการเก็บเกี่ยวมีดแรกใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 12-24-12 อัตราขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น เพื่อบำรุงต้นพร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

ระยะที่ 2 หลังตัดแต่งกิ่ง 7-15 วัน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพื่อบำรุงยอด ใบ และดอก ที่ผลิขึ้นมาใหม่

ระยะที่ 3 หลังตัดแต่งกิ่ง 45 วัน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หรือ 12-12-17 หรือ 16-24-4 ใส่เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผล ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น

ระยะที่ 4 หลังตัดแต่งกิ่ง 75 วัน ระยะนี้ควรใส่ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50 หรือ 13-13-21 ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพผลองุ่น สีผิวและรสชาติ

ธาตุอาหารเสริม ต้นองุ่นที่มีสภาพค่อนข้างโทรม ขาดการบำรุงที่ดี ควรเร่งให้รากเจริญเติบโต เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของต้นให้พัฒนาการได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือ 10-20-30 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม ผสมกรดฮิวมิค 100-200 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณใต้ทรงพุ่มให้ทั่วทุกสัปดาห์ รวม 3 ครั้ง หรือฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบ สูตร ?ทางด่วน? ซึ่งประกอบด้วย สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ครอปไจแอน โพลีแซค มอลตานิค และฟลอริเจน เป็นต้น อัตรา 20-30 ซีซี (อาจใช้น้ำตาลกลูโคส) หรือเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิค อัตรา 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 หรือ 10-20-30 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 40-60 กรัม สารจับใบส่วนผสมทั้งหมดผสมรวมกันในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นทุก 7 วัน ติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์

การให้น้ำ…องุ่นมีความต้องการน้ำมาก จึงควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้แห้ง โดยเฉพาะหลังจากตัดแต่งกิ่ง ต้องให้น้ำเพื่อให้ดินชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้ถึงกับแฉะ ในระยะแรกแปลงองุ่นจะโล่งไม่มีใบปกคลุม การให้น้ำ อาจจะต้องให้ทุกวัน สังเกตดูว่าอย่าให้ดินในแปลงแห้งมาก การให้น้ำนี้ควรให้อย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ จนถึงระยะที่ผลแก่ จึงควรงดการให้น้ำ 2-4 สัปดาห์ ก่อนวันตัดผล เพื่อให้องุ่นมีคุณภาพดี รสหวานจัด และสีสวย การให้น้ำก่อนตัดผลจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นบ้าง แต่ผลองุ่นที่ได้จะมีคุณภาพไม่ดี เน่าเสียเร็ว เก็บไว้ได้ไม่นาน

การห่อผล…หลังจากตัดแต่งผลแล้ว ควรห่อผล เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลาย เช่น เพลี้ยแป้ง แมลงวันทอง อีกทั้งยังทำให้ผลองุ่นผิวสวย ลูกโตกว่าปกติ และป้องกันความเสียหายจากเส้นผมของผู้ปฏิบัติงานไปโดนผลองุ่นอีกด้วย

วัสดุที่ใช้ห่อผลองุ่น อาจทำเอง…โดยใช้กระดาษ เช่น กระดาษกระสอบปูน ซึ่งทนต่อน้ำฝน ไม่ค่อยเปียกน้ำ และเมื่อถูกน้ำจะแห้งเร็ว ทำให้ไม่ฉีกขาดง่าย แต่ถ้าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ จะใช้ได้ไม่นาน เพราะกระดาษหนังสือพิมพ์เมื่อโดนน้ำแล้วจะซับน้ำและเปื่อยยุ่ยได้ง่าย หรืออาจจะซื้อวัสดุห่อผลองุ่นแบบสำเร็จรูปก็ได้ ปัจจุบัน จะมีบริษัทผลิตจำหน่ายหลายแบบ แต่ก่อนห่อผลจะต้องฉีดพ่นยากันเชื้อราก่อน หรือใช้วิธีการจุ่มช่อผล เหมือนกับการจุ่มฮอร์โมนยืดช่อดอกก็ได้ เพื่อป้องกันโรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย

การเก็บเกี่ยว…ผลองุ่นเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่ง เพราะองุ่นเป็นผลไม้บ่มไม่ได้ กล่าวคือ เมื่อเก็บมาจากต้นเป็นอย่างไร ก็จะยังคงสภาพอยู่อย่างนั้น ไม่หวานขึ้น และไม่สุกมากขึ้นอีกแล้ว การเก็บผลองุ่นจึงต้องเก็บในช่วงที่ผลแก่เต็มที่ และไม่แก่เกินไป ผลองุ่นที่ยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสเปรี้ยว รสฝาด คุณภาพของผลไม่ดี สีไม่สวย ส่วนผลองุ่นที่แก่เกินไป จะหวานจัดเกินไป เน่าเสียง่าย เก็บไว้ไม่ได้นาน ผลหลุดร่วงง่าย เป็นต้น ผลองุ่นที่แก่จัดสังเกตได้หลายอย่าง เช่น การนับอายุตั้งแต่ตัดแต่งจนถึงแก่จัด ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่พันธุ์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดการแก่ของผลโดยการนับอายุตั้งแต่ตัดแต่งนี้ มีข้อสังเกตบางประการ เช่น ผลองุ่นที่ใช้ฮอร์โมนจะสุกเร็วกว่าผลที่ไม่ใช้ฮอร์โมนหลายวัน และฤดูกาลก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น ฤดูแล้ง ผลจะสุกเร็วกว่าฤดูฝน เป็นต้น จึงต้องใช้อย่างอื่นประกอบด้วย เช่น สีของผลที่แก่จัดจะเปลี่ยนจากสีเขียว (องุ่นทุกพันธุ์ตอนที่ผลยังเล็กอยู่จะเป็นสีเขียว) เป็นสีตามพันธุ์ นอกจากสีของผลแล้ว อาจดูจากความหวานของผลโดยการทดลองชิมดู หรือใช้เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์ความหวาน (น้ำตาล) หรืออาจดูจากขั้วช่อผล ถ้าผลแก่จัด ขั้วของช่อผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล ดังนั้น การเก็บผลองุ่นที่แก่จัดควรอาศัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เพื่อให้แน่ใจและที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ควรงดการให้น้ำแก่ต้นองุ่นสักระยะหนึ่งก่อนการตัดผล เพื่อให้ผลองุ่นมีคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม บางครั้งผู้ปลูกอาจจำเป็นต้องเก็บผลองุ่นที่จะแก่จัดด้วยเหตุหลายประการ เช่น ฝนตกขณะผลกำลังแก่จัดจะทำให้ผลแตกเสียหายมาก และเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พ่อค้าจะเป็นคนกำหนดให้เก็บผลองุ่นตามเวลาที่เขาต้องการ ถึงแม้ว่าผลองุ่นจะยังไม่แก่จัดก็ตาม เพราะว่าองุ่นขาดตลาด เป็นต้น สำหรับองุ่นที่ปลูกอยู่ในแปลงเดียวกันจะแก่ไม่พร้อมกัน การเก็บจำเป็นต้องเก็บหลายครั้ง โดยเลือกเก็บเฉพาะช่อที่แก่เต็มที่ก่อน และทยอยเก็บไปเรื่อยๆ จนหมด การเก็บใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผลแล้วบรรจุลงเข่ง หรือลังไม้ที่บุหรือรองด้วยกระดาษห่อฝอยหรือใบตอง เพื่อป้องกันการชอกช้ำในขณะขนส่ง การขนส่งก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ชอกช้ำมาก และอย่านำเข่งที่บรรจุผลองุ่นวางซ้อนกัน

เมื่อช่วงสงกรานต์ คุณปรีชา ได้เก็บเกี่ยวองุ่นบิวตี้ซีดเลสขาย จำนวน 50 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 250 บาท ตามข้อตกลงของชมรมผู้ปลูกองุ่นภาคเหนือ ที่กำหนดราคาขายให้เหมือนกัน หากเป็นพันธุ์เฟรม ราคาขายจะอยู่ที่ 300-350 บาท ต่อกิโลกรัม เพราะรสชาติหวานอร่อยตรงกับรสนิยมของคนไทย แต่บิวตี้ซีดเลส จะมีรสหวานอมเปรี้ยวถือเป็นรสนิยมของคนยุโรป

คุณปรีชา ใจบาล ฝากบอกสำหรับคนที่สนใจปลูกองุ่นว่า ต้องศึกษาและตั้งใจจริง เพราะองุ่นถือเป็นพืชมรดก สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดอายุ 30-40 ปี สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญที่บ้านดอกบัว เลขที่ 106 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (085) 720-1658 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพราะเป็นเกษตรกรครับ

นักธุรกิจปลูกทุเรียนในพื้นราบ ที่เชียงใหม่ สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

นักธุรกิจปลูกทุเรียนในพื้นราบ ที่เชียงใหม่ สำเร็จ

ทุเรียน ได้รับขนานนามว่าเป็น ราชาแห่งผลไม้ ในบ้านเรามีปลูกกระจายทั่วไป เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ในภาคใต้หลายจังหวัด ทางภาคเหนือที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ละพื้นที่ก็ปลูกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งสายพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก และสายพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมปลูกและรับประทาน ในจังหวัดภาคเหนือได้มีเกษตรกรปลูกทุเรียนกันมากเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะปลูกในพื้นที่สูง เช่น อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอแม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ และฝาง จังหวัดเชียงใหม่

แต่มีนักธุรกิจรายหนึ่งที่มีสายเลือดเกษตรกรจากบรรพบุรุษ ทดลองปลูกทุเรียนในพื้นที่ราบร่วมกับลำไย ไม้ผล พืชผักอื่นๆ ใช้เวลา 5 ปี ได้รับผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมี

คุณพัชราภรณ์ พิลาศลักษณ์ หรือ คุณหน่อย สาวใหญ่วัย 54 ปี เล่าให้ฟังว่า ตนเองพื้นเดิมเป็นคนบ้านน้ำโท้ง หมู่ที่ 2 ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ คุณพ่อมีศักดิ์เป็นน้องชายของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ ปี 2439 ชาวจีนนำต้นลำไยรุ่นลูกจากต้นแม่ที่เป็นลำไยต้นแรกของไทย จำนวน 5 ต้น มาถวาย คุณพ่อนำมาปลูกในพื้นที่บ้านน้ำโท้ง จำนวน 3 ต้น คุณพ่อชอบปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ มีเวลาว่างก็จะเข้าสวนเพื่อปลูกต้นไม้หลายชนิด ใน ปี 2556 ต้นลำไย 3 ต้น ที่ปลูกนับอายุกว่า 100 ปี ก็ปลูกและอยู่ในสวนของคุณพ่อเอง แต่ตนเองจะใช้ประโยชน์ในที่ดิน ประกอบกับได้มีกลุ่มอนุรักษ์ที่ต้องการจะอนุรักษ์ต้นลำไยโบราณนี้ไว้ จึงได้ขนย้ายไปปลูกที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 1 ต้น โครงการพัฒนาพื้นที่ดิน มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดลำพูน 1 ต้น เทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน 1 ต้น พื้นที่เดิมจึงได้ปรับปรุงเป็นตลาดบ้านน้ำโท้ง แล้วเพิ่มพื้นที่ทำสวนมากขึ้น รวมถึงไม้ผลไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร มะพร้าว ลำไย ส่วนตัวเองนั้นได้ออกจากบ้านไปทำธุรกิจหลายประเภทในเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ย้ายมาประกอบธุรกิจที่บ้านเดิมควบคู่ไปกับการทำสวน

ด้วยที่เป็นคนชอบรับประทานทุเรียน ประมาณ ปี 2552 จึงทดลองปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่สั่งซื้อจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูกในพื้นที่ของตนเองที่บ้านน้ำโท้ง จำนวน 3 ต้น ปลูกระหว่างต้นกล้วยและต้นลำไยดั้งเดิมที่มีอายุมากกว่า 30 ปี มอบหมายให้คนงานเป็นคนปฏิบัติดูแลรักษา โดยไม่ให้ใช้สารเคมีทุกประเภทอย่างเด็ดขาด ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ฉีดพ่นน้ำหมักจากปลา ใช้สารชีวภัณฑ์เท่านั้น ฯลฯ ตนเองได้เข้าไปดูที่สวนบ้างเป็นครั้งคราวที่มีเวลาว่าง เพราะส่วนใหญ่จะใช้เวลาดูแลธุรกิจของตนเองที่ร่วมกับเพื่อน ชื่อ คุณเกล็ดเพชร ไทยสวัสดิ์ ร้านอาหารหัวปลาหม้อไฟ ซึ่งเป็นกิจการที่ทำชื่อเสียงให้ตนเองและเพื่อนมานานแล้ว ตั้งแต่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่ที่กำแพงดิน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ทำได้ระยะหนึ่งเห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายร้านใหม่มาเปิดที่บริเวณเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ ไม่มีสถานที่จอดรถยนต์ของลูกค้า ในปี 2558 จึงได้ย้ายมาอยู่ที่ริมถนนเชียงใหม่-แม่โจ้ ใกล้กับศูนย์การค้ารวมโชคมีชัย ตรงกันข้ามกับศูนย์จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิจนถึงปัจจุบัน

คุณหน่อย เล่าเรื่องของทุเรียนต่อว่า ประมาณ ปี 2557 คนงานที่สวนได้ขนทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาวางไว้ที่ร้านหัวปลาหม้อไฟจำนวนมาก ตนเองตกใจและดีใจที่ผลผลิตทุเรียนในสวนของตนได้ผลแล้ว จึงชักชวนเพื่อนๆ ไปแสดงความยินดีในสวนด้วยการเฉลิมฉลองรับประทานกันเองทั้งหมด พันธุ์หมอนทองที่ปลูกผลขนาดใหญ่มาก แต่ละผลน้ำหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม เนื้อแน่น เมล็ดลีบ คล้ายกับทุเรียนที่ปลูกในจังหวัดจันทบุรี ต่อมาเกิดแนวคิดว่าทุเรียนสามารถปลูกและขึ้นได้ดีในทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สูงหรือที่ต่ำ สภาพอากาศของอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ก็ปลูกให้ผลได้ จึงได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนมาปลูกเพิ่มอีก 100 ต้น ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง ชะนี หลงลับแล หลินลับแล ปลูกระยะห่าง 6×6 เมตร คาดว่าอีก 3-4 ปี คงจะได้ผลผลิต และจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและจุดท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 951-8599, (081) 671-2998

…………….

หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์

เป็นกิจการของ คุณพัชราภรณ์ พิลาศลักษณ์ หรือ คุณหน่อย และ คุณเกล็ดเพชร ไทยสวัสดิ์ หรือ คุณก้อย ผู้มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพมานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดิน เครื่องสำอาง อุปกรณ์การก่อสร้าง ตั้งเป็นบริษัทขายตรง ฯลฯ จนเรียกได้ว่า ทำมาทุกอย่างจนจำได้ไม่หมด แต่ที่มีชื่อเสียงมีลูกค้ามากในขณะนี้คือ การทำร้านอาหาร ใช้ชื่อว่า ?หัวปลาหม้อไฟ?

เริ่มทำมาตั้งแต่ ปี 2547 ร้านเดิมอยู่ที่สี่แยกเหม่งจ๋าย ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพฯ ติดทางด่วนรามอินทรา ชื่อสวนอาหารวังทอง ร้านตกแต่งในรูปแบบล้านนาประยุกต์ ต่อมาได้ขายธุรกิจร้านอาหารวังทองให้นักธุรกิจ และเปลี่ยนชื่อเป็น ร้านโฮ คิดเช่น ตนเองจึงย้ายมาทำร้านอาหารอีกที่จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า ?หัวปลาหม้อไฟ? ที่บริเวณชุมชนกำแพงดิน แต่เห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายไปอยู่ที่ โครงการจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามาใช้บริการมากจนร้านคับแคบไปถนัดใจ อีกทั้งสถานที่จอดรถยนต์มีน้อย ลูกค้าต้องเดินมาที่ร้านไกลมาก ในปี 2558 จึงได้ย้ายอีกครั้งหนึ่ง มาเช่าที่ดินว่างเปล่าอยู่ที่ 186 หมู่ที่ 6 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ใกล้กับสี่แยกศูนย์การค้ารวมโชคมีชัย ถนนสายเชียงใหม่-แม่โจ้ ขอเช่าที่ดิน จำนวน 3 ไร่ เป็นเวลา 12 ปี สถานที่จอดรถยนต์ได้ 70 คัน เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างอาคาร จัดการตกแต่งภายใน ฯลฯ

ได้มีพิธีเปิดร้านใหม่ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558 ได้รับความกรุณาจาก เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เป็นประธานเปิด แต่ด้วยร้านหัวปลาหม้อไฟที่เคยตั้งอยู่ที่โครงการเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามากมายมาใช้บริการ ที่ร้านใหม่ จึงใช้คำว่า ?หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์? เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเป็นร้านเดียวกัน เจ้าของและกุ๊กคนเดิมเพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นและมั่นใจในอาหารของร้าน

วัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารมีคุณภาพ ผักที่ใช้ประกอบอาหารปลอดภัยจากสารพิษ เพราะซื้อจากตลาดเจเจย่านตลาดคำเที่ยง เป็นตลาดที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงสาธารณสุข วัตถุดิบหลายอย่างซื้อมาจากมูลนิธิโครงการหลวง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2559 กรมอนามัย ได้จัดโครงการยกระดับร้านอาหารไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ร้านหัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์ ได้รับการรับรองยกย่องเชิดชูเกียรติแบบอย่างร้านอาหารไทยปลอดภัย สุขภาพดี ปี 2559 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ?ป้ายทอง? ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ท กรุงเทพฯ โดยมี น.พ. ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธาน นับเป็นป้ายทองแผ่นที่ 2 ของร้านที่เปิดบริการในจังหวัดเชียงใหม่

หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์ มีอาหารไทย จีน และซีฟู้ด อาหารที่แนะนำ ได้แก่ หัวปลาหม้อไฟ หัวปลาต้มเผือก หมึกไข่ผัดไข่เค็ม ฮ่อยจ๊อ แฮ่กึ๊น เย็นตาโฟทะเล ยำสามกรอบ ปลากะพงทอดน้ำปลา กุ้งทอดครีมสลัด ปูผัดผงกะหรี่ สาวสองหน้า ฯลฯ เปิดบริการ 10.00-22.00 น. ติดต่อสอบถามและสั่งจองอาหารได้ที่ โทร. (081) 951-8599, (081) 671-2998 หรือที่ http://www.หัวปลาหม้อไฟเชียงใหม่แลนด์.com

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

เรียบเรียง : สุทธินันท์ ประสาธน์สุวรรณ์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก หลายประเทศมีความต้องการบริโภคสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อการค้าในหลายจังหวัด รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี

โดยการปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการค้าของจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นในปี 2537 โดยมี คุณทองคูณ โพธิ์พรม เกษตรกร บ้านโพธิ์ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม เป็นเกษตรกรผู้เริ่มต้นและจุดประกายการปลูกกล้วยหอมทอง

เริ่มขายจากตลาดท้องถิ่น

เดิมนั้น คุณทองคูณทำงานอยู่ในโรงงานไม้อัดที่จังหวัดนนทบุรี แต่เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพการเกษตร และได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูก

ด้านการตลาด เริ่มต้นด้วยการปลูกเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และนำไปให้เพื่อนที่อยู่บ้านปากสวย ตำบลปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ช่วยจำหน่ายในร้านค้าริมข้างทาง บนถนนสายหนองคาย-โพนพิสัย เนื่องจากมีรถสัญจรมากพอสมควร ต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นตลาดกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2540 คุณทองคูณ ได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นทั้งหมด 23 คน และในปี 2549 นายทองคูณ ได้ขอการรับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเป็นรายแรกและรายเดียวของจังหวัดอุดรธานี

ปี พ.ศ. 2552 กลุ่มกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 36 ราย โดยมี คุณจักรินทร์ โพธิ์พรม เป็นประธาน

สำหรับคุณจักรินทร์นั้น เป็นลูกชายของคุณทองคูณ โดยเมื่อกลับมาจากการทำงานที่ประเทศอิสราเอล ได้นำความรู้ด้านการเกษตรมาปรับใช้ในแปลงกล้วยหอมทอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และได้เข้ามาเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ราย และเริ่มมีการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก

ในปี 2557 เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 40 ราย และในเบื้องต้นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติตามระบบ GAP พืช ได้ขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแบบกลุ่ม (กล้วยหอม) จำนวน 17 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรอำเภอสร้างคอม 8 ราย อำเภอพิบูลย์รักษ์ 7 ราย และอำเภอเพ็ญ 2 ราย โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่ม การตรวจแปลงผลิตกล้วยหอมทองตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก ได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช แบบกลุ่ม (กล้วยหอม) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จำนวน 17 ราย และคาดว่าสมาชิกที่เหลือจะยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (กล้วยหอม) ต่อไป

ในปี 2559 นี้ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 123 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญของจังหวัดอุดรธานีอยู่ในเขตอำเภอสร้างคอม พื้นที่ 70 ไร่ ที่เหลืออยู่ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์และอำเภอเพ็ญ 20 ไร่ อำเภอกุมภวาปี 23 ไร่ และอำเภอกุดจับ 10 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตของอุดรธานี

กล้วยหอมทองของจังหวัดอุดรธานี เน้นการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ดังนั้น จึงมีการผลิตได้ปีละ 1 รอบการผลิตเท่านั้น โดยแต่ละรอบการผลิตใช้ระยะเวล 8-11 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

โดยในการปลูกและการดูแลรักษานั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูก : ไถเตรียมดิน 2-3 ครั้ง ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร รองพื้นด้วย ปุ๋ยคอกที่คลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสด 80 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมพันธุ์และการปลูก : ปลูกด้วยหน่อกล้วยที่สมบูรณ์ มีความยาว 30-50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย : อายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 80-120 กิโลกรัม ต่อไร่

การให้น้ำ : มีการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์ โดยควบคุมความชื้นในดินที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

การตัดแต่งหน่อ : หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะเริ่มมีการแตกหน่อ ให้ตัดหน่อที่เกิดทิ้งตลอดช่วงการเจริญเติบโตจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ตัดก่อนที่หน่อจะแตกใบเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารจากต้นแม่ กรณีบางพื้นที่ต้องการผลิตกล้วยหอมทองมากกว่า 1 รอบการผลิต ต่อพื้นที่ จะเก็บหน่อที่สมบูรณ์ไว้ 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือจะนำไปเป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การตัดแต่งใบ : การตัดแต่งใบจะตัดแต่งพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ โดยจะให้เหลือใบมากที่สุด คือ 11-13 ใบ เพื่อให้ใบช่วยพรางแสง ลดความเข้มของแสงลง ไม่ให้แสงส่องถูกผลกล้วยโดยตรง โดยไม่มีการห่อเครือ

การตัดปลี : กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์ไว้ 5-6 หวี ต่อเครือ และจะตัดปลีทิ้งเมื่อเกิดข้อต่อจากหวีสุดท้ายลงมา 3 ข้อ จากนั้นทำสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว

การกำจัดวัชพืช : กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน 3 ครั้ง ต่อรอบการผลิต

การค้ำลำต้น : กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย จึงต้องใช้ไม้ค้ำเครือกล้วยทุกต้น

การเก็บเกี่ยว : เก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 75-80% คือ หลังจากตัดปลีกล้วยแล้วประมาณ 55-65 วัน ทำการตัดกล้วยทั้งเครือแล้วป้องกันไม่ให้กล้วยบอบช้ำระหว่างการขนย้าย โดยการสอดแผ่นโฟมหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ระหว่างหวีภายในเครือ แล้วนำไปทำความสะอาด บรรจุหีบห่อและเก็บรักษา

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : ก่อนล้างทำความสะอาด จะแขวนเครือกล้วยไว้เพื่อป้องกันกล้วยช้ำหรือโดนกระแทก จากนั้นจึงนำเครือกล้วยมาแยกหวีออกจากกัน ล้างทำความสะอาด และเป่าให้แห้ง คัดแยกผลผลิตที่สมบูรณ์ สวยงาม ไม่มีโรคและแมลง น้ำหนักต่อลูกเฉลี่ย 120 กรัม ทำการติดรหัสแปลงที่หวีกล้วยเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ หุ้มด้วยวัสดุกันกระแทก และบรรจุกล่อง

การจำหน่าย : เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับทาง 7 – ELEVEN ที่ความสุกแก่อยู่ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเป็นการบรรจุ 1 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม ต่อลูก ส่วนที่บรรจุ 2 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 90-110 กรัม ต่อลูก

ปัญหาและอุปสรรค : เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมในช่วงแล้ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%

ผลผลิต ต้นทุน และรายได้ : ผลผลิตเฉลี่ย 3,500-4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ มีรายได้ 45,500-52,000 บาท ต่อไร่ (ที่ราคาขาย 13 บาท ต่อกิโลกรัม) ต้นทุนการผลิต 21,700 บาท ต่อไร่ มีผลตอบแทน 23,800-30,300 บาท ต่อไร่ และยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กล้วยปีละ 20,000 บาท ต่อไร่

ด้านการตลาด : ระหว่าง ปี 2552-2558 เกษตรกรของจังหวัดอุดรธานีได้มีการส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท Pan Pacific Food Corporation

แต่ในช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา เกษตรกรได้มีการเปิดตลาดในประเทศโดยผลผลิตส่งขายให้กับ 7 – ELEVEN ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. 2559 ส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ดูไบ และรัสเซีย โดยการรวบรวมผลผลิตร่วมกับผลผลิตจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ราคาส่งออก กิโลกรัมละ 17 บาท

กล้วยหอมทองในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 135 หมู่ที่ 2 ตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (086) 450-7503

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสนำเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer, Yong Smart Farmer) ของจังหวัดพะเยา ไปศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผลิตมะม่วงหิมพานต์จำหน่าย มาดูข้อมูลของตำบลหาดล้า ซึ่งเดิมเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) เมื่อ พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยจับสลาก ครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นผังๆ รวมกันเป็นตำบลหาดล้า

ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอท่าปลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 56.964 ตารางกิโลเมตร จำนวนราษฎร 5,317 คน 1,168 ครัวเรือน แบ่งการปกครองตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 9 หมู่บ้าน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตำบลหาดล้า มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขามีเนินสลับ (คล้ายลูกระนาด) มีลำห้วย 9 สาย คือ ห้วยอีบุต ห้วยรกช้าง ห้วยสิงห์ ห้วยคลองชมภู ห้วยผาเข็ม ห้วยงุ้นใหญ่ ห้วยงุ้นน้อย ห้วยชำ ห้วยอ้อม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่จะแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางแถบภาคเหนือ มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อปีไม่แพ้ทางภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการปลูกและแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ในระดับประเทศทีเดียว บ้านหาดไก่ต้อย อยู่ทางทิศใต้ของอำเภอท่าปลา ประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

– ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งแก้ว ตำบลหาดล้า

– ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 9 บ้านเนินสิงห์ ตำบลร่วมจิต

– ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 11 บ้านผาแก่น ตำบลท่าปลา

– ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 2 บ้านตีนดอย ตำบลหาดล้า

พืชทนแล้งได้ดี

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีคลองสิงห์ไหลผ่านใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะคลองสิงห์ไหลผ่านจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านน้ำสิงห์ใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าปลา แต่พื้นที่ทำกินการเกษตร บ้านหาดไก่ต้อยจะอยู่บนเนินเขาทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง คิดเป็น ร้อยละ 20 ที่ราบเนินเขาน้ำท่วมไม่ถึง คิดเป็น ร้อยละ 30 ภูเขาสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ชุมชนส่วนมากของบ้านหาดไก่ต้อย มีรายได้จากการแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ดีมาก เช่น รับจ้างขูดหรือลอกเยื่อเมล็ดมะม่วง บ้างก็รับจ้างแกะเปลือก บางส่วนก็แปรรูป และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่รับงานไปทำที่บ้าน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหาดล้า ปลูกมะม่วงหิมพานต์เป็นอาชีพหลัก แปรรูปเองและจำหน่ายต้นพันธุ์อีกด้วย พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และพันธุ์ศรีสะเกษ 60-2

เนื่องจาก มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 117 ล้านบาท ในปี 2547 มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ประมาณ 180,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 150,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ ระนอง ชลบุรี อุบลราชธานี พังงา ปัตตานี และระยอง ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียง่ายเหมือนผลไม้ทั่วไป มะม่วงหิมพานต์นั้นเดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดจนถึงทวีปเอเชีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมซัมบิก แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดและจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ได้มีการนำมะม่วงหิมพานต์มอบให้เกษตรกรในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ที่อพยพจากที่ทำกินเดิม ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์เช่นกัน มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วง มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตกชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้างๆ กิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ ลักษณะของใบจะค่อนข้างหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาว ประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ใน 1 ดอก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ผลของมะม่วงหิมพานต์ ผลมีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผลจริงๆ คือ เมล็ดที่มีรูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลในระยะแรก ก้านดอกเมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

รวมกลุ่มพัฒนา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการแปรรูปที่ดีมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อและคัดเลือกเมล็ดมะม่วง โดยมี คุณวันทรา ผ่านคำ เป็นประธานกลุ่ม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์ และอีกหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์และโรงเรือนเก็บผลผลิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัว คุณพ่อสำรวย ขำทอง และ คุณแม่ลำดวน ขำทอง ได้ปลูกพืชและทำไร่หาปลาอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นเขื่อนสิริกิติ์ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) และเมื่อปี พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยวิธีการจับสลากครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นตำบลหาดล้าปัจจุบัน เมื่อแรกที่อพยพกันมาใหม่ๆ นั้น คุณพ่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี กล้วยและอ้อยที่นำมาปลูกก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เนื่องจากน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่เดิม ประกอบกับหน้าแล้งก็แล้งจัด คุณพ่อจึงได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกเป็นรายแรกๆ ของตำบลหาดล้าก็ว่าได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้จักและนิยมบริโภคมากนัก การแกะเมล็ดก็ยุ่งยากทีเดียว เนื่องจากยังไม่มีเครื่องแกะเมล็ด แต่การปลูกและขยายพันธุ์ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

คุณวันทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณปี พ.ศ. 2549 เกิดน้ำป่าไหลบ่า ทำให้ภูเขาถล่มในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรมากมาย ทางกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสนับสนุนในด้านเงินทุนตลอดจนพันธุ์มะม่วงหิมพานต์และเครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปแบบครบวงจร จึงทำให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในแถบใกล้เคียงปลูกขยายพันธุ์และแปรรูปมะม่วงหิมพานต์เพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ของการปลูกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องนำผลที่ได้ไปตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ให้แห้ง แล้วจึงจะนำมาส่งขาย ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท จากนั้นก็จะนำเมล็ดที่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยนำผลมะม่วงหิมพานต์ไปต้มในน้ำเดือดจัด นาน 1 ชั่วโมง แล้วตักขึ้น ผึ่งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำผลที่ต้มแล้วไปกะเทาะเปลือก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการกะเทาะเปลือกออกทีละผล ซึ่งทางกลุ่มจะจ้างแรงงานชาวบ้านในชุมชนทำและให้ค่าจ้างตามผลผลิตที่แกะออกได้ ในอัตรา กิโลกรัมละ 13 บาท (ใน 1 วัน ต่อ 1 คน จะสามารถทำได้ ประมาณ 13-15 กิโลกรัม ตามความชำนาญ) เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีเยื่อหุ้ม ต้องนำเมล็ดเหล่านั้นเข้าตู้อบแห้งอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้นออก จากนั้นจึงนำไปแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้คนในชุมชนให้มารับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออาจนำไปแกะเยื่อที่บ้านก็ได้ โดยให้ค่าจ้างเป็นกิโลกรัม แล้วแต่ตกลงกัน เมื่อแกะเสร็จก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรียกว่า “เมล็ดขาว” เมล็ดขาวเหล่านี้จะถูกส่งมาเพื่อคัดขนาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะส่งจำหน่ายต่อไป ปัจจุบัน ทางกลุ่มยังได้แปรรูปในลักษณะการปรุงรส อบหรือทอดจำหน่าย ด้วยเป็นการเพิ่มมูลค่า เมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถคัดเกรดคุณภาพได้เป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ ขนาดใหญ่ ราคา 240 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดกลาง ราคา 200 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดเล็ก ราคา 170 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดครึ่งซีก ราคา 160 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดป่น ราคา 20-30 บาท ต่อกิโลกรัม (เมล็ดป่นนำไปโรยหน้าเค้กและทำเบเกอรี่) โดยเมล็ดดิบ ปริมาณ 4.5 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปแล้วจะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กิโลกรัม

พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2-3 พันธุ์ คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี พันธุ์ศิริชัย 25 ซึ่ง เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ มาปลูกเองก็ได้ มะม่วงหิมพานต์สามารถปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิด วางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก โดยขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติดกับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น แม้ว่ามะม่วงหิมพานต์จะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้ามีการปฏิบัติบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จะทำให้มะม่วงหิมพานต์เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น การปฏิบัติดูแลรักษามะม่วงหิมพานต์ที่ถูกต้อง ควรมีการใส่ปุ๋ย เมื่อมะม่วงหิมพานต์มีอายุประมาณ 3-4 ปีขึ้น ควรพรวนดินตื้นๆ เป็นวงแหวนรอบบริเวณรัศมีของทรงพุ่ม ไม่ควรพรวนดินลึกเข้าไปภายในทรงพุ่ม เพราะจะกระทบกระเทือนระบบราก แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่า และจะทำให้ตายได้ เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากฝอยและรากแขนงซึ่งเป็นรากที่หาอาหารของต้นไม้จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำด้วย เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยละลายแทรกซึมลงไปในดิน รากจะใช้ได้ทันที

การจัดการเพื่อเสริม

ความสมบูรณ์ แข็งแรง

ของต้นและผลผลิต

เมื่อมะม่วงหิมพานต์ มีอายุ 1-2 ปี ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดียว-ตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่มีโรคแมลงทำลาย ปีแรกควรตัดกิ่งแขนงให้สูงจากดินไม่เกิน 1 คืบ ปีที่ 2 ควรตัดแต่งกิ่งแขนงให้สูงจากดิน ประมาณ 1 ไม้บรรทัด ส่วนในปีต่อๆ ไป ควรตัดแต่งกิ่งแขนงขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณเมตรครึ่งให้หยุดตัดได้

ข้อควรพิจารณา

ในการตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งแขนงเล็กที่เกินไปทางกิ่งลำต้นใหญ่ออก ตัดกิ่งแขนงเล็กที่ใบไม่ถูกแสงออก ทรงพุ่มที่เกิดชิดและชนกันระหว่างต้นให้ตัดออก ขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังเล็ก อายุไม่เกิน 1 ปี ในระยะที่ฝนทิ้งช่วงควรมีการรดน้ำบ้าง เพื่อช่วยต้นมะม่วงหิมพานต์ให้เติบโต ผ่านพ้นไปจนสามารถยืนต้นเองได้

จะเห็นได้ว่ามะม่วงหิมพานต์ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง โรคแมลง ศัตรูมีน้อยมาก ผลผลิตในปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ข้อดีของมะม่วงหิมพานต์คือ ทุกส่วนของต้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เปลือกที่แกะเมล็ดออกแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเมล็ดได้ หรืออาจจะรวบรวมส่งโรงงานเพื่อสกัดสารเคมีในการทำน้ำมันเบรกก็ได้ ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตลาดมีความต้องการจำนวนมาก การลงทุนต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ใช้แรงงานในครัวเรือนในการแปรรูปได้ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมือง อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยทีเดียว

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบปัญหาการแย่งซื้อผลผลิตจากโรงงานแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ จากจังหวัดน่าน ซึ่งมีโรงงานเกือบ 20 แห่ง กลุ่มจึงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการผลผลิต เช่น รับซื้อเพื่อเก็บสินค้าคงคลังไว้

ท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 499-121 และที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (086) 931-4924

เมล่อน ที่พังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

อุษณี เจียมรา รายงาน

เมล่อน ที่พังงา

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีภูมิประเทศที่สวยงาม ดังฉายา เมืองสวยในหุบเขา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละกว่า 3 ล้านคน

แต่ที่ผ่านมานั้น อาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเข้ามาจากต่างจังหวัด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นการสร้างรายได้อันดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงภาวะพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับนโยบายการส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาได้เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืช ในกลุ่มของผักปลอดภัยจากสารพิษ สับปะรดภูงา แตงโม และเมล่อน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อนาคตสดใสของเกษตรกรจังหวัดพังงา

ด้าน นายสมบัติ ยกเชื้อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ใหญ่หม้อ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนากลาง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 9 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชทางเลือกใหม่ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งพืชที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ จำนวน 200 ต้น แตงกวาญี่ปุ่น จำนวน 100 ต้น และเลม่อน จำนวน 500 ต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง นายสมบัติได้ให้ข้อมูลโดยสรุปดังนี้

สำหรับแนวคิดในการหันมาปลูกผัก ผลไม้ ในโรงเรือนระบบปิด เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม วาตภัย ซึ่งเป็นภัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงได้มีความคิดที่จะปลูกพืชระบบปิด ซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และกำหนดราคาจำหน่ายเองได้ สำหรับการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

การปลูก ปลูกในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×24 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ปลูกแบบขึ้นค้างทำราว 2 ชั้น ราวห่างจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน 150-180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้าง โดยใช้เชือก เรียกวิธีการนี้ว่า การผูกยอด

ในส่วนของการดูแลรักษา มีวิธีที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

การเตรียมดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวละเอียด ขุยมะพร้าวสับ และดินเล็กน้อย อัตราส่วน 3:2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่งได้ถ่ายทอดวิธีการขยายเชื้อ ทำให้ขณะนี้สามารถทำไว้ใช้เองได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันกำจัดโรคพืชแล้ว เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย

การให้ปุ๋ยและน้ำ จะให้ปุ๋ยในรูปของสารละลายในน้ำ ให้พร้อมกับให้น้ำซึ่งใช้ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด โดยใช้พลังงานจากแผ่นโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบระบบหัวน้ำหยดอย่าให้อุดตัน ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ระยะเวลาการให้น้ำตามความต้องการของพืชและสภาพภูมิอากาศ

การผูกยอดและการเด็ดยอด เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอด ควรใช้เชือกผูกหลวมๆ บริเวณใต้ข้อปล้องที่ 2-3 จากยอดยึดติดกับค้าง โดยผูกทุกๆ 3 ปล้อง ปกติค้างจะสูงประมาณ 150-180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร

การตัดแขนงและไว้ผล เริ่มไว้ผลตั้งแต่ ข้อที่ 9-12 หรือสูงจากพื้นดิน ประมาณ 50 เซนติเมตร เด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8 ออกให้หมด ผลที่ไว้ให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผล 12-15 ใบ เพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลโตเท่าไข่ไก่ ให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมด และเด็ดแขนงที่ออกจากข้อออกให้หมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่มีโรค แมลงรบกวน เนื่องจากปลูกในโรงเรือนระบบปิด และมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา

ส่วนการเก็บเกี่ยว นายสมบัติ กล่าวว่า เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และฤดูปลูก

ทั้งนี้ พันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและถ้าปลูกฤดูร้อนผลจะสุกเร็วกว่า

ผู้ปลูกสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้จากสีของผลสีนวลรอยนูนของร่างแหแข็งนูนเห็นชัด กลิ่นหอม

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อรุ่น อยู่ที่จำนวน 500 ผล ผลละประมาณ 0.8-1.7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 150-190 บาท แล้วแต่เกรด สามารถทำรายได้ให้เกษตรกร ประมาณ 75,000-100,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การตลาด ได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองทางสื่อออนไลน์ และจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย อีกทั้งรสชาติหวาน หอม อร่อย ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้ถ่ายภาพในแปลงเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา สำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่ง หรือติดต่อที่ ผู้ใหญ่สมบัติ ยกเชื้อ โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 279-5380

แมงลัก…พืชสู้ภัยแล้ง ที่สุโขทัย สร้างรายได้…ไร่ละเป็นหมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แมงลัก…พืชสู้ภัยแล้ง ที่สุโขทัย สร้างรายได้…ไร่ละเป็นหมื่นบาท

เมล็ดแมงลัก หรือชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Hairy Basil Seed เป็นผลิตผลที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ถือเป็นทั้งพืชผักและพืชสมุนไพร เป็นพืชที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันจำเป็นสูง ได้แก่ โอเมก้า-3 ถึงร้อยละ 54 โอเมก้า-6 ถึงร้อยละ 22 อีกทั้งมีเยื่อหุ้มเมล็ด (Husk) ที่ให้ใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 45 เท่าของน้ำหนักแห้ง รับประทานแล้วจึงทำให้อิ่มเร็ว และช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยในด้านการระบาย โดยในแพทย์แผนไทยใช้เป็นยาระบาย

แต่ที่น่าสนใจ คือเป็นพืชที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย รวมถึงการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ต้องการน้ำน้อย เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร โดยหลังจากปลูกแล้ว จะให้น้ำเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าเมล็ดแมงลักจากประเทศปากีสถาน จำนวน 167 ตัน และมีปริมาณการส่งออก จำนวน 193 ตัน ไปยังประเทศปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยอรมนี เป็นต้น โดยแมงลักที่ส่งออก ต้องเป็นเมล็ดที่สะอาดและไม่มีสารอะฟลาท็อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อน

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชในช่วงวิกฤติภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย จึงได้ดำเนินการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพสู่เกษตรกรเพื่อทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

จากการเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น ถึงปีละ 280 ตัน สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีและคุ้มค่า มีต้นทุนที่น้อยลง และมีตลาดแน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกแมงลักเพื่อผลิตเมล็ดมากขึ้น เนื่องจากราคาที่จำหน่ายได้ค่อนข้างสูง กลายเป็นแรงจูงใจมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น อีกทั้งยังปลูกและดูแลรักษาง่าย มีโรคแมลงศัตรูรบกวนน้อย และได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงถึง 140 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่กิโลกรัมละ 70-200 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรถึงไร่ละ 10,000-20,000 บาท

ผลิตอย่างไรให้ได้คุณภาพ

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ได้เข้าไปส่งเสริมและแนะนำเกษตรกร จะเน้นตั้งแต่ในเรื่องสายพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ การจัดการดูแลจนถึงการเก็บเกี่ยว

สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันหลังย้ายกล้า ให้ผลผลิตประมาณ 100-140 กิโลกรัม ต่อไร่

ฤดูปลูก จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

การเลือกพื้นที่ปลูก ควรเลือกพื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หากพื้นที่ไม่สม่ำเสมอควรปรับพื้นที่เสียก่อน หรือควรยกร่องปลูกเพื่อความสะดวกในการให้น้ำและการกำจัดวัชพืช

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แมงลักสามารถขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบที่ลุ่มที่น้ำท่วมขัง และชอบแสงแดดจัด กลางแจ้ง อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตประมาณ 25-37 องศาเซลเซียส

การปลูกและดูแลรักษา การปลูกแมงลักต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะย้ายลงในแปลงปลูก จึงต้องเตรียมดินทั้งแปลงเพาะกล้าและแปลงปลูก โดยควรดำเนินการดังนี้

การเตรียมดินและแปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เตรียมดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป รดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นกล้าอายุ 20-30 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก

การเตรียมดินแปลงปลูก ควรไถดิน 2 ครั้ง ไถเปิดหน้าดิน ตามด้วยไถพรวนและตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชโรคและแมลง เกษตรกรควรปรับพื้นที่แปลงปลูกให้มีความสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ

ช่วงการปลูก หากพบว่า ดินไม่มีความชื้นเลยให้นำน้ำเข้าแปลง โดยวิธีปล่อยน้ำท่วมแปลง แล้วทิ้งไว้จนดินหมาด จึงย้ายต้นกล้าลงปลูก ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น ต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อแมงลักอายุ 30 วัน และเริ่มออกช่อดอกให้พ่นธาตุอาหาร แคลเซียมและโบรอน เมื่อแมงลักอายุ 40-60 วัน ให้น้ำครั้งที่ 2 หลังจากย้ายกล้าปลูก ประมาณ 10-14 วัน พอหมาดอย่าให้น้ำขัง หลังจากนั้นไม่ต้องให้น้ำอีกเลย

แมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด ปกติแล้วแมงลักจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อย หากพบจะพบการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกันมากัดกินช่อดอกในช่วงตั้งแต่อายุ 2 เดือน หลังย้ายกล้า จนกระทั่งติดช่อดอก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการฉีดพ่นสารไตรอะโซฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการทำลาย และฉีดพ่นห่างกันทุกๆ 7 วัน

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ใช้วิธีเก็บเกี่ยวทั้งต้น เมื่อสังเกตว่าช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีดำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นวางตากให้ช่อดอกแห้งในแปลง ที่สำคัญไม่ควรให้ช่อดอกสัมผัสกับดิน เมื่อตากทิ้งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 วัน หรือพบว่าช่อดอกแห้งแล้ว นำมามัดรวมกันเป็นฟ่อนวางบนผ้าพลาสติกกลางแจ้ง โดยให้ช่อดอกตั้งขึ้นเป็นเวลา 2-5 วัน หรือจนกว่าช่อดอกจะแห้ง นอกจากนี้ ไม่ควรกองฟ่อนแมงลักสุมทับกันในแปลง เพราะทำให้อุณหภูมิในกองสูง ประกอบกับมีความชื้น ส่งผลทำให้เชื้อรา Aspergillus flavas เจริญเติบโตได้ดี

ในส่วนของการนวดเมล็ด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรเป็นหลัก โดยมี 2 รูปแบบ ได้แก่

หนึ่ง การนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำที่ช่อดอก และแบบไม่มีการพรมน้ำ ซึ่งการนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำก่อนการนวด เมื่อบ่มช่อดอกได้ 6-8 ชั่วโมง นำมานวดกับรถนวด โดยใช้ตะแกรงตาถี่มากกว่าและปรับความเร็วรอบให้สามารถนวดเมล็ดที่เล็กได้ เมื่อได้เมล็ดแมงลักแล้ว จะนำมาตากอย่างน้อย 1 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

สอง การนวดด้วยเครื่องนวดที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การใช้เครื่องนวดแบบนี้จะได้เมล็ดแมงลักที่สะอาด ไม่ต้องนำมาลดความชื้นอีก สามารถนำไปทำความสะอาดได้ทันที

การทำความสะอาดเมล็ด โดยนำเมล็ดที่ได้จากการนวดและตากแดดให้แห้งแล้วมาเข้าเครื่องสี เพื่อกำจัดเศษขยะ เช่น ผง ฝุ่น กระเปาะหุ้มดอก เศษไม้ และสิ่งเจือปนอื่นๆ จากนั้นทำความสะอาดขั้นสุดท้ายโดยวิธีการฝัดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ได้สะอาด

การเก็บรักษาเมล็ด ไม่ควรจำหน่ายเมล็ดทันทีที่นวดเสร็จ โดยหลังจากทำความสะอาดแล้วควรนำเมล็ดที่ได้ไปตากแดดบนลานตาก โดยมีวัสดุรองพื้นปู เช่น ผ้าพลาสติก การตากแดดอย่างน้อยควรใช้เวลาประมาณ 1 วัน เพราะจะสามารถช่วยลดความชื้นของเมล็ดลงได้ เหลือเพียง 6-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปี

เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ดี

คุณอำพัน ใจทิม เกษตรกรผู้ปลูกแมงลักทดแทนนาปรัง เป็นผู้หนึ่งที่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพตามคำแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กล่าวว่า ได้ปลูกแมงลักทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 35,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละ 2,917 บาท โดยได้เริ่มปลูกแมงลักในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณไร่ละ 117 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 146 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว ทำให้มีกำไรเหลือรวม 160,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว คุณอำพัน บอกว่า การทำนาต้องลงทุนไร่ละประมาณ 6,667 บาท หักแล้วจะเหลือกำไรรวมจากพื้นที่ 12 ไร่ เพียง 30,000 บาท

“จากผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้คิดว่าจะปลูกแมงลักไปเรื่อยๆ หากยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำแบบที่เกิดขึ้นอีก เพราะนอกจากจะลงทุนน้อยแล้วแมงลักยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงศัตรูรบกวน ไม่ต้องให้น้ำมาก และหลังจากอายุ 1 เดือน สามารถให้ผลผลิตได้ ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี ทำให้ในวันนี้เกษตรกรใกล้เคียงต่างหันมาให้ความสนใจและต้องการปลูกแมงลักกันมากขึ้น สำหรับผู้สนใจการปลูกแมงลักนั้นแม้การปลูกการดูแลจะง่าย แต่ในขั้นตอนของการนวดเมล็ดต้องมีความรู้ความเข้าใจ จึงควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจก่อนจะดีที่สุด” คุณอำพัน กล่าวทิ้งท้าย

แมงลัก จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในช่วงภาวะภัยแล้งเช่นนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โทร. (055) 681-384 หรือที่ Facebook : ศวพ. สุโขทัย

เรียนรู้ลดต้นทุนข้าว กับ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

เรียนรู้ลดต้นทุนข้าว กับ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท

“ทุกข์ของเกษตรกรคือทุกข์ของแผ่นดิน” นับว่าเป็นจริงที่ถาวร ดังคำที่ท่าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดไว้ เช่นปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวเมื่อไม่รวมถึงปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติแล้ว ปัญหาเรื่องของต้นทุนสูงนับเป็นปัญหาที่สำคัญที่เกษตรกรสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของเกษตรกรเอง ดังนั้น จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งส่งเสริมเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มปริมาณและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตการเกษตร โดยจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มผลผลิตการเกษตร” และ “แปลงสาธิต” เพื่อเป็นจุดดูงานด้านการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

“จุดประสงค์หลัก” เพื่อให้มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกร ได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและมีระบบการผลิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ เป็นอีกศูนย์หนึ่งของจังหวัดชัยนาท ที่คัดเลือกเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถในการเป็นวิทยากรเกษตรกร และมีความเสียสละเวลา และใช้สถานที่ของตัวเองเป็นแปลงเรียนรู้ ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอจัดทำฐานการเรียนรู้ต่างๆ พร้อมหลักสูตรการเรียนรู้

คุณขวัญชัย แตงทอง วิทยากรเกษตรกรวัย 50 ปี ประธานศูนย์ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ เลขที่ 25 หมู่ที่ 9 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กล่าวย้อนไปในอดีตว่า มีที่ทำกินทั้งหมด 54 ไร่ โดยแบ่งเป็นทำนา 25 ไร่ ทำสวนผลไม้ 10 ไร่ ปลูกผักสวนครัวรวม 4 ไร่ ทำไร่อ้อย (จำหน่ายเป็นอ้อยพันธุ์) พื้นที่ปลูก 7 ไร่ นอกจากนั้น ยังเลี้ยงไก่พื้นเมือง 100 กว่าตัว ขุดบ่อเพื่อพักน้ำและเลี้ยงปลาพื้นที่ 3 งาน เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท จากการทำนาที่ใช้สารเคมีส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ จึงสนใจการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน จากสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา สถานีพัฒนาที่ดินชัยนาท และศึกษาจากสื่อต่างๆ จึงนำความรู้ปฏิบัติในแปลงนาของตนเอง เพราะตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้จะทำลายตนเองและผู้อื่น ทำให้ลดต้นทุนการผลิตจากการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดโรค-แมลงศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี ตนเองมีสุขภาพดีขึ้น มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานอื่นๆ ร่วมกับการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ทางราชการ เพราะไม่ต้องไปกังวลเฝ้าระวังศัตรูของข้าว เนื่องจากแปลงนามีความสมดุลทางธรรมชาติ สามารถควบคุมกันเองได้อย่างกลมกลืน เทคนิคและวิธีการผลิตให้ข้าวปลอดภัยจากสารพิษ

การทำนาแบบลดต้นทุนต้องไม่เผาฟาง และมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1. หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ให้กระจายฟางให้ทั่วแปลงนา หลังจากนั้น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (จุลินทรีย์หน่อกล้วย) 5 ลิตร/ไร่ หลังจากการฉีดพ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ไขน้ำเข้าแปลงนาให้ทั่ว หลังจากนั้น ใช้รถย่ำให้ซังและฟางข้าวจมน้ำหรือจะไถเลยก็ได้ ถ้าไถเสร็จให้ย่ำทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน ก่อนทำเทือกปรับสภาพพื้นที่เรียบสม่ำเสมอ หลังเสร็จสิ้นการทำเทือก ชักร่องระบายน้ำ

2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว แช่ข้าว อัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 100 ซีซี/น้ำ 150 ลิตร โดยใส่น้ำ 150 ลิตร ในถังขนาด 200 ลิตร แล้วเทปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 100 ซีซี ลงในน้ำกวนให้เข้ากัน ก่อนเทข้าวลงในถังแช่ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น เอาข้าวขึ้นใส่กระสอบหรือกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วเอากระสอบคลุมบ่มไว้ 20-24 ชั่วโมง ข้าวจะเริ่มงอกพร้อมที่จะหว่านลงนา

3. การดูแลรักษา หลังจากหว่านข้าวได้ 3-4 วัน ให้เริ่มไขน้ำเข้านาแต่อย่าให้น้ำท่วมยอดข้าว ในช่วง 7-15 วัน อย่าให้น้ำแห้งเด็ดขาดเพื่อควบคุมวัชพืช (ในขณะไขน้ำเข้านาให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 ที่ทำจากหอยเชอรี่ประมาณ 5 ลิตร/ไร่ ปล่อยไปกับน้ำที่ไขเข้าแปลงนา)

4. ข้าวอายุ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยที่ปริมาณไนโตรเจนสูง เพราะจะทำให้เกิดโรคและแมลงระบาด ในช่วงข้าว 20-40 วัน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากหอยเชอรี่หรือปลา หรือผักที่มีข้อปล้อง เพื่อการเร่งโต การใช้ 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ในการฉีดพ่น ควรฉีดพ่นประมาณ 1-3 ครั้ง ห่างกัน 10-15 วัน สามารถใช้สมุนไพรป้องกันเชื้อราร่วมด้วยได้ พบว่าการฉีดพ่น 2-3 ครั้ง จะดีที่สุด เมื่อข้าวอายุ 45-55 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจน เช่น 46-0-0 หรือ 30-0-0, 21-0-0 ไร่ละ 10-15 กิโลกรัม/ไร่ แล้วแต่สภาพพื้นที่ เนื่องจากมีเครื่องปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ จึงใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดแทนปุ๋ยเคมี และข้าวระยะนี้จะใช้ฮอร์โมนไข่ 5-10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ผัก ผลไม้แก่ สุก 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + ฮอร์โมนนมสด 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สามารถผสมสมุนไพรป้องกันเชื้อรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เมื่อข้าวอายุ 60-70 วัน ฉีดพ่นอีกครั้ง แต่อย่าให้เกิน 80 วัน ในการพ่นช่วง 70 วัน ขึ้นไปให้พ่นก่อนเวลา 08.00 น. หรือฉีดพ่นในช่วงเย็น

คุณขวัญชัย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า แปลงสาธิตกำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรข้างเคียง หลังจากชักชวน (แต่ไม่ได้ความสนใจในช่วงแรก) ให้ทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ที่นับวันจะมีราคาสูง เกิดผลกระทบข้างเคียง โดยเฉพาะโรคและแมลงระบาด ทำให้ต้องใช้สารเคมีควบคุมและกำจัด อันเป็นการสร้างให้เกิดมลพิษทั้งต่อตนเอง สภาพแวดล้อม และผู้บริโภค ปัจจุบันยังได้นำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักในแปลงผัก (ผักชีฝรั่ง) ปลอดสารพิษ และผลิตเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อควบคุมเชื้ออันเป็นสาเหตุของโรคพืชด้วยสารเร่ง พด.3 มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเป็นแปลงสาธิตการปรับปรุงบำรุงดินและพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพื่อควบคุมเชื้ออันเป็นสาเหตุของโรคพืช การใช้ประโยชน์ที่ดินและน้ำอย่างคุ้มค่า เป็นจุดเรียนรู้ และศึกษาดูงาน

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 727-9604