เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี

เกษตรกรรม เป็นกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง แต่การเลือกทำเพียงกิจกรรมเดียว จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ได้รับผลผลิตเมื่อต้องประสบกับภัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แต่ถ้าเลือกทำ “เกษตรผสมผสาน” คือมีตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป มีการวางแผนการผลิต ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงก็ลดลง ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนเกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี มาบอกเล่าสู่กัน

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรีมีพื้นที่การเกษตร 418,781 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา 377,826 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชสวน เช่น ปลูกไม้ผล พืชผัก 26,895 ไร่ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1,189 ไร่ และพื้นที่ประมง 1,869 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน เป็นงานเกษตรที่ทำตั้งแต่ 2 กิจกรรม ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยง โดยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้วางแผนการปลูกและผลิต ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ที่ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรยกระดับรายได้ เพื่อการดำรงชีพที่มั่นคง

ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ทำเกษตรผสมผสาน เล่าให้ฟังว่า จากที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเกษียณก็ได้ผันตัวออกมาเป็นชาวบ้านเป็นเกษตรกร เบื้องต้นจึงต้องเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์งานด้านเกษตรให้ชำนาญ สืบค้นข้อมูลด้านวิชาการเกษตรจากแหล่งวิชาการ ขอรับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อได้ข้อมูลพอแล้ว ได้ตัดสินใจทำเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยง ให้มีผลผลิตบริโภคหรือเหลือขาย

การดำเนินงาน ได้จัดการใช้ประโยชน์ พื้นที่ 2 ไร่ ที่มีพื้นที่ส่วนที่หนึ่งเป็นบ้านพัก ส่วนที่สองจัดเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลและพืชผัก ส่วนที่สามจัดเป็นคอกเลี้ยงหมู เป็ด และไก่ จัดให้มีแหล่งน้ำใช้ในการผลิตเกษตร

กิจกรรมหลัก คือ การเลี้ยงหมูแม่พันธุ์และเลี้ยงหมูขุน ได้สร้างโรงเรือนห่างจากบ้านพักและเป็นที่ดอน น้ำไม่ขัง เมื่อล้างทำความสะอาดพื้นคอกหมู มูลหมูที่เก็บได้ใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปคลุกเคล้าเพื่อกำจัดกลิ่นและป้องกันแมลงวันเข้ามารบกวน ส่วนมูลหมูที่ตากแห้งได้นำไปใช้ในแปลงเกษตร อีกส่วนหนึ่งขาย การเลี้ยงหมูมี ดังนี้

การเลี้ยงแม่พันธุ์หมู ได้คัดเลือกแม่พันธุ์หมูมาเลี้ยง 3 วิธี คือ

1. ซื้อลูกหมูขุนจากฟาร์ม คัดเลือกตัวที่มีน้ำหนัก ประมาณ 90 กิโลกรัม หรืออายุ 4 เดือน นับจากวันอย่านม มีลักษณะดีเช่น มีเต้านม 13 เต้า ขึ้นไป หัวนมไม่บอด แผ่นหลังกว้าง ขาหลังใหญ่ตรง แข็งแรง

2. ซื้อแม่พันธุ์หมูที่แหล่งพันธุ์ดี คัดเลือกขนาด อายุ น้ำหนักและใกล้เป็นสัด มีข้อดีคือ โครงร่างใหญ่ ให้ลูกดก

3. เลือกซื้อลูกหมูที่เกิดจากแม่พันธุ์ดี ราคาถูก สุขภาพดี ไม่อ่อนแอ และต้านทานโรค

การเลี้ยงหมูขุน นำลูกหมูอย่านมเข้าคอก ติดป้ายระบุวันอย่านมไว้ที่คอก เพื่อการดูแลและกำหนดวันจับขาย ช่วงแรกที่เลี้ยงได้ให้อาหารหมูเล็กหรือให้กินกล้วยน้ำว้าสุกบ้าง เพราะลูกหมูยังหากินไม่เก่ง ช่วงอดนม 2-3 วัน ต้องปอกเปลือกกล้วยสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้กิน ถ้าลูกหมูท้องเสียให้ลดอาหาร เมื่อดีขึ้นก็ให้กินอาหารเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่ดีขึ้นต้องใช้ยาฉีด หมูที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ขึ้นไป ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 2 มาผสมให้กิน เมื่อได้น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 3 มาผสมให้กิน และเมื่อหมูน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เปลี่ยนมาผสมอาหารปกติให้กิน

การทำบ่อบำบัด ได้สร้างบ่อบำบัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นคอกหมู เพื่อให้น้ำที่ล้างทำความสะอาดไหลลงบ่อได้ง่าย ฉาบด้วยปูนซีเมนต์ด้านในวงบ่อซีเมนต์ป้องกันน้ำซึมเข้าและป้องกันกลิ่นไปรบกวนเพื่อนบ้าน และเมื่อมูลหมูเต็มบ่อได้สูบขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืช

ร้อยตรีบัญชา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า อีกกิจกรรมหนึ่งคือ เลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว มีไข่ให้เก็บ 10-14 ฟอง ต่อวัน วิธีเลี้ยงได้ปล่อยไก่ไปหากินเศษอาหารที่ตกหล่นจากการเลี้ยงหมูหรือเศษพืชผักผลไม้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด และได้จัดอาหารเม็ดให้ไก่กินเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตให้ผลผลิตคุณภาพ

การปลูกพืช ได้ปลูกพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตไวได้เก็บกินในครัวเรือนก่อน เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสิงห์บุรี พืชผักที่ปลูก เช่น ผักโขม ผักสลัด มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ หรือดอกชมจันทร์ ส่วนไม้ผลที่ปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ หรือมะนาว

ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เวลานี้มีผลมะนาวให้เก็บมากินและนำออกขาย ปลูกชมจันทร์ไม้เถาเลื้อยพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่ายให้ดอกดก นำไปแกงส้มหรือลวกกินกับน้ำพริกได้รสแซบอร่อย ผักโขมเป็นพืชผักอีกชนิดที่กินอร่อยได้เก็บบรรจุใส่ถุงไปวางขายตลาดผู้ซื้อชอบมาก พืชผักและไม้ผลจะมีผลผลิตให้ทยอยเก็บได้ต่อเนื่องทุกวัน

การทำเกษตรผสมผสาน ได้จดบันทึกทุกกิจกรรมเพื่อนำข้อดี ข้อด้อย มาเป็นแนวทางแก้ไขปรับปรุงวิธีผลิตและการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ จึงได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพ จากกรมวิชาการเกษตร และการก้าวสู่ความสำเร็จมีผลผลิตให้เก็บกินหรือนำไปขายเป็นรายได้ เป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้วิถีการดำรงชีพมีความมั่นคง

จากเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี ได้จัดการพื้นที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนหรือจดบันทึกกิจกรรม เป็นวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ เลขที่ 20/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพวกรวม อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (081) 291-9687 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. (036) 813-488 ก็ได้เช่นกันครับ

ละออง ภูจวง จากลูกจ้างบริษัท กลับบ้านเกิด พลิกผืนนาเป็นเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เศรษฐกิจพอเพียง

อำพน ศิริคำ

ละออง ภูจวง จากลูกจ้างบริษัท กลับบ้านเกิด พลิกผืนนาเป็นเกษตรผสมผสาน

ละออง ภูจวง อายุ 34 ปี ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (087) 145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป

คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย

จุดเปลี่ยนอาชีพต่อสำนึกรักบ้านเกิด

ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเริ่มเข้าสู่วัยชรา ไม่มีคนดูแล ประกอบกับไม่มีผู้เลี้ยงดูลูก ด้วยความสำนึกต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด จึงคิดที่จะกลับไปหางานทำที่บ้าน หาอาชีพที่จะต้องมีรายได้เพื่อนำมาจุนเจือครอบครัวหลังจากที่ต้องลาออกจากงานที่บริษัท

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่บ้านเกิด

แนวคิดเริ่มแรกเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดคือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงท่านหนึ่งที่เล่าให้ฟังและใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการดำรงอยู่และปฏิบัติตนอยู่บนเส้นทางสายกลาง อยู่บนความพอเพียง ซึ่งหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร

ซึ่งได้ฟังแล้วคิดว่าเราน่าจะทำได้ เพราะเราอยู่กับการทำการเกษตรมาตั้งแต่แรกเกิด

จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้ตามหนังสือบ้าง ทางอินเตอร์เน็ตบ้าง พร้อมได้เล่าให้ครอบครัวฟังว่าอยากทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะช่วยให้ครอบครัวอยู่ได้แบบยั่งยืน แต่ทุกคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะต้องมีการปรับพื้นที่โดยการปรับพื้นที่นามาขุดสระน้ำและให้เป็นสวน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แต่ตนเองก็ไม่ละทิ้งแนวคิดทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากลาออกจากงานที่บริษัท ก็เริ่มทำความฝันตนเองให้เป็นจริง เริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน รวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆ ไปพร้อมกับการปลูกพลู ปลูกกล้วย และอื่นๆ ที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขายให้ชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ก็ได้เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ส่วนราชการจัดขึ้น ทำให้ได้รู้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ๆ จึงมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยทุกครั้งที่ไปเรียนและเข้ารับการฝึกอบรมจะมีคำถามจากคนรอบข้างตลอดว่าจะเรียนไปทำไม แค่ปลูกผักใครๆ ก็ทำได้

วันหนึ่ง คุณลุงเล่าให้ฟังว่า มีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริฯ จำนวน 5 คน นับเป็นโอกาสอันดี จึงสมัครเข้าเป็นนักเรียนในโครงการพระราชดำริฯ หลักสูตรการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและองค์กรภาคี โครงการรณรงค์เพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน ทำให้ได้ความรู้โดยมีหลักการสำคัญที่นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตรคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นขั้นตอนตามลำดับความจำเป็น ประหยัด การพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของชุมชน สามารถวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกรได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกร

การทำการเกษตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และได้รับการคัดเลือกเป็นวิทยากรต้นแบบ โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ความสำเร็จการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ เริ่มจากขุดสระน้ำในไร่นา 1 บ่อ แล้วปลูกพืชผัก ไม้ผล และอื่นๆ 2 ไร่ เมื่อมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อเพิ่มอีก 1 บ่อ ปัจจุบัน ขยายพื้นที่ปลูกออกเป็น 4 ไร่ 52 ตารางวา โดยปลูกพืชหลากหลายชนิด ดังนี้

1. กล้วย 120 กอ มี 20 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กล้วยหอมขอนแก่น หอมไต้หวัน หอมทุเรียน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยนาก กล้วยหมูสีข้าวก่ำ กล้วยหมูสี กล้วยเขียวใหญ่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอมมอญ กล้วยตีบ กล้วยเทพนม กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า กล้วยเต่า กล้วยพะโล และกล้วยงาช้าง

2. ข่า 350 กอ มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข่าเหลือง ข่าใหญ่ และข่าแดง ขายหน่อ 5-7 หน่อ/10 บาท และขายพันธุ์ถุงละ 25 บาท ต้นขจร 60 ต้น

3. มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น และพันธุ์ตาฮิติ 2 ต้น ไม้ผล มี มะม่วง ขนุน มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว และส้มโอ รวม 25 ต้น

4. พลู 200 หลัก ราคาขาย 100 ใบ/25-30 บาท มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท

5. ผลิตผักปลอดสารพิษ หลายชนิด เช่น คะน้า ผักสลัด หอม ฯลฯ เพาะผักสวนครัวไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกจำนวนหนึ่ง

6. เลี้ยงปลา 2 บ่อ มีปลาธรรมชาติ และปล่อยปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ และปลาหมอ เลี้ยงหมูหลุม 4 ตัว เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 50 ตัว และทำนา 8 ไร่

นวัตกรรมที่นำมาใช้ในไร่นา คือได้คิดค้นสกีต่อพ่วงกับรถไถเดินตาม ประโยชน์ คือลดต้นทุนการผลิตไม่ต้องจ้างรถปั่น ไร่ละ 250 บาท ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยไร่ละ 40 บาท ประหยัดเวลาจากการใช้รถไถเดินตามทำได้ 4-5 ไร่/วัน ถ้านั่งสกีทำได้ 8-10 ไร่/วัน และยังสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืช และยังนำปุ๋ย OM การผลิตสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในฟาร์มด้วย

ผลจากการดำเนินงานทำให้มีผลิตผลการเกษตรประเภทพืชผัก ปลา และสัตว์ปีก ที่เป็นอาหารที่ปลอดภัยในครัวเรือนและผลผลิตในส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายในชุมชน ทำให้มีรายได้ 400-500 บาท/วัน สำหรับสัตว์และไม้ผลทำให้มีรายได้เดือนละ 12,000-13,000 บาท ทั้งนี้ ตลอดปีทั้งปีมีรายได้เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท ส่งผลให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืน

คุณละออง บอกว่า ทุกครั้งที่มีเงินรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ อีกส่วนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นเงินลงทุนในการทำการเกษตร และอีกส่วนจะพาครอบครัวไปศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละด้าน รวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้รู้ว่าการทำการเกษตรจะต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้รับการถ่ายทอดแล้วก็นำเรื่องการคิดต้นทุนในการผลิตมาใช้ก่อนที่จะลงมือทำการผลิตพืชแต่ละชนิดก่อน

การขยายผลสู่ชุมชน

วิสัยทัศน์คือ “ยึดมั่นในปรัชญา, พัฒนาตามขั้นตอน, สอนให้พึ่งตนเอง” จากความสำเร็จในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2558 ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดมหาสารคาม ให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ ประจำตำบลขามเฒ่าพัฒนา

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่าคุณละอองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วกลับมาฟื้นฟูอาชีพแบบดั้งเดิมให้เป็นอาชีพใหม่ที่ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้มีความสุข ท่านที่สนใจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณละออง ติดต่อได้ที่ โทร. (087) 145-6552 หรือ Facebook ละออง ภูจวง หรือ ID Line : ละออง และ YSF มหาสารคาม

โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดการประชุมและนำเสนอผลงานวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่างานวิจัยเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนางานของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อตอบสนองเป้าหมายสำคัญคือ ช่วยชาวไทยภูเขาเพื่อมนุษยธรรม ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และต้นน้ำลำธาร กำจัดการปลูกฝิ่น และการรักษาดินและการใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง ในปีนี้มูลนิธิโครงการหลวงมีผลงานวิจัย 14 สาขา งานวิจัยหลัก 50 โครงการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ดำเนินงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย 5 แผนงาน 42 โครงการหลัก 95 โครงการย่อย ซึ่งผลงานที่ประสบผลสำเร็จ จะได้นำเสนอความก้าวหน้าเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพันธมิตรงานวิจัย เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

ผู้เขียนขอนำเสนอผลงานศึกษาวิจัยบางส่วนที่เหมาะสมกับผู้อ่านรูปแบบแนวทางการนำเสนอของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน (เครือมติชน)

แกงแค ชาวปะหล่อง

ภายใต้หัวข้อ “พืชพื้นบ้าน อาหารเป็นยา” เป็นอาหารของชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ชนเผ่าดาราอั้ง ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาที่มีประชากรน้อยกว่าชนเผ่าอื่น แกงแคเองนั้นก็เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวเหนือมานานแล้ว แต่แกงแคของชาวปะหล่องนั้นจะแตกต่างกัน เนื่องจากพืชผักนานาชนิดที่หาได้ในป่าชุมชนของหมู่บ้าน จะนำมาทำเป็นแกงแค เรียกได้ทั้งรสชาติเอร็ดอร่อย และเป็นยาป้องกันรักษาโรคไปพร้อมๆ กัน ประกอบด้วยพริกแกง ที่มีพริกแห้ง ตะไคร้ กระเทียม กะปิ ปลาร้า ใช้พืชผักตามฤดูกาล เช่น ดอกต้าง ดอกลิงลาว ยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว จะค่าน ชะพลู ชะอม เห็ดลม ถั่วแปบ มะเขือพวง ผักเผ็ด ผักชีฝรั่ง ดอกงิ้ว พริกขี้หนู หน่อไม้ กระดูกหมูหรือเนื้อไก่ น้ำปลา น้ำมันพืช วิธีทำด้วยการนำเครื่องแกงมาโขลกให้ละเอียด นำไปผัดกับน้ำมันให้หอม นำกระดูกหมูหรือเนื้อไก่ลงไปผัดให้สุก เติมน้ำและตั้งหม้อให้เดือด เติมผักต่างๆ ลงไป ใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน เช่น มะเขือพวง ดอกงิ้ว ถั่วฝักยาว ถั่วแปป หน่อไม้ จากนั้นจึงใส่ผักอื่นๆ ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ ก่อนยกลงจากเตาใส่ยอดชะอมและใบชะพลู คนให้เข้ากัน

สรรพคุณของแกงแค ที่มีส่วนประกอบหลายอย่างในแกงหม้อเดียว พริก ช่วยบำรุงสายตา ขับเสมหะ ช่วยสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย กระเทียม ช่วยลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ดอกลิงลาว มีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง บางพื้นที่นำรากมาต้มเป็นน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อยร่างกาย ถั่วพู อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เป็นผักที่มีโปรตีนสูง เป็นตัวช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย ผักเผ็ด มีฤทธิ์ทำให้ชาสามารถนำมาใช้อาการปวดฟันได้ ต้นสดนำมาตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แก้ฝีในลำคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ปวดฟัน จะค่าน ต้นและใบช่วยขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดและบำรุงธาตุ รากแก้ไข้ หอบหืด ชะอม ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกาย ถั่วแปบ ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผักชีฝรั่ง เป็นพืชที่มีอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ดอกงิ้ว แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง โดยใช้ดอกตากแห้งมาต้มดื่ม ช่วยยับยั้งและชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง หน่อไม้ เป็นพืชที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยกระตุ้นการบิดตัวของลำไส้

ต้มไก่สมุนไพร เมนูเด็ดเผ่าม้ง

ต้มไก่สมุนไพรของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เป็นที่นิยมชมชอบ รับประทานกันมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญ ประกอบด้วยพืชท้องถิ่นหลายชนิด มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง พืชแต่ละชนิดที่มีชื่อเป็นภาษาถิ่นของชนเผ่าม้ง มีสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรค เช่น ฉ่อยู่จั๊วะ ใช้ใบนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงร่างกาย โย้วเตรอเลียะ ใช้รากมาต้มไก่ ช่วยบำรุงร่างกายหรือแก้ช้ำใน ใบนำมาทุบประคบแผลเพื่อสมานแผล ซีเตอเนง ใช้ใบหรือรากนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง ใบหรือรากนำมาต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการปวดท้อง ซะฉี่ม้ง ใช้ใบนำมาต้มไก่ บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เหง้านำมาต้มน้ำดื่มรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยีแกร้ง ใช้หัวมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง รับประทานหัวสดแก้ปวดท้อง ดี้เม ใช้ประโยชน์จากใบ แก้ปวดเมื่อย ทำให้ต้มไก่มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายอย่างที่ใช้ในการต้มไก่และมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น กอเตอออ ปาปัวฃ๊วกอแก้ง ชะชัง จาเลียะ โย่วเครียเลียะ ซะฉี่ฉ่า ฉะฉี่ป้า ซะฉี่มะ ซีต้อ ดี๊ล่อ โย้วซื่อกู่ โหลวดู

การอนุรักษ์และฟื้นฟูเห็ดท้องถิ่น

หลายที่ที่ชื่นชอบการบริโภคเห็ด อาจนำไปทดลองทดสอบได้ด้วยตนเอง ทั้งเพื่อการศึกษา การหารายได้เป็นอาชีพ จากผลการศึกษาวิจัยเพื่อให้เห็ดท้องถิ่นเป็นอาหารของชุมชนบนที่สูงอย่างยั่งยืน ตามธรรมชาติแล้วพื้นที่ใดที่เคยมีเห็ดหลายชนิดเกิดขึ้น ในปีต่อไปก็จะเกิดขึ้นที่เดิมๆ เพราะเห็ดจะมีสปอร์เพื่อการขยายพันธุ์ อย่างเช่น เห็ดตับเต่า หรือบางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่า เห็ดห้า นอกจากจะเกิดในที่เดิมแล้ว นับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทุกปี อาจจะเกิดเห็ดพิษเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย จากการวิจัยพบว่า เราสามารถขยายพันธุ์เห็ดตับเต่าได้ด้วยตนเอง เพราะชอบขึ้นและเจริญเติบโตได้บริเวณใต้ต้นผักเฮือดตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีการเพาะก็ง่ายๆ โดยนำเห็ดตับเต่าที่แก่แล้วขยี้ในน้ำให้สปอร์กระจายอยู่ในน้ำ จากนั้นนำไปโรยบริเวณที่มีต้นผักเฮือดขึ้นอยู่ หลังจากนั้น จะให้ผลผลิตเมื่อเราหว่านเชื้อหรือสปอร์ของเห็ดตับเต่าไปแล้ว 3 ปี ส่วนการทดสอบเพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในท้องถิ่นอื่นในสภาพธรรมชาติ เห็ดกลุ่มผู้ย่อยสลาย พบว่าเห็ดลมหรือเห็ดกระด้างที่เพาะในท่อนไม้ จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อเดือนที่ 11 หลังจากใส่เชื้อเห็ด การทดสอบเพาะเห็ดหูหนูรังผึ้งหรือเห็ดเหงือกควาย และเห็ดหูหนูดำ พบว่าเห็ดทั้งสองให้ผลผลิตค่อนข้างดี แต่การคงสภาพเห็ดหูหนูดำจะดีกว่า

เสาวรสหวาน

เสาวรสเป็นไม้ผลที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผลสีม่วงแดงจนถึงน้ำตาล เหมาะสำหรับใช้บริโภคสด แต่ก่อนที่จะนำไปบริโภคนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบ่มให้มีความหวานที่สูงสุด การวิจัยครั้งนี้จะทำหลายวิธี ทั้งที่ไม่บ่ม บ่มในอุณหภูมิห้องปกติ บ่มด้วยสารละลายเอทีฟอน และแคลเซียมคาร์ไบด์ โดยนำผลผลิตเสาวรสที่ปลูกในพื้นที่บ้านปางมะโอ บ้านห้วยเป้า บ้านปางแดงใน แต่ละพื้นที่มีระดับความสูงที่แตกต่างกัน โดยสรุปว่าวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการผลเสาวรสหวาน ที่บ้านปางมะโอและบ้านปางแดงใน คือเก็บรักษาผลเสาวรสหวานที่อุณหภูมิห้องนาน 2-4 วัน ส่วนที่บ้านห้วยเป้าจะต้องบ่มผลเสาวรสหวานด้วยการใช้เอทีฟอน 6 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร บ่มนาน 4 วัน ผลที่ได้คือ ผลเสาวรสที่มีคุณภาพ มีความหวานที่ตลาดต้องการ

อะโวกาโด

อะโวกาโดเป็นไม้ผลทรงพุ่มขนาดกลาง มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูก ได้แก่ พันธุ์แฮส เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จึงได้ทดลองที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ฉีดพ่นสารควบคุมการเจริญเติบโตของอะโวกาโด จากการทดลองพบว่า การพ่นด้วยบราสซิน ทำให้ความกว้างของผล น้ำหนักเมล็ด ความหนาของเนื้อสูงที่สุด หากพ่นด้วยสารจิบเบอเรลลิน ทำให้มีเนื้อสูงสุด นอกจากนี้ การพ่นด้วยแม็กซ์ซิมทำให้น้ำหนักผลมากถึง 152.79 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าวิธีอื่น

ท่านที่สนใจผลงานวิจัยอื่นๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 328-496-8 หรือ http://www.hrdi.or.th

ตายผ่อนส่งกับปรากฏการณ์อาหารเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ตายผ่อนส่งกับปรากฏการณ์อาหารเค็ม

หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจว่าขณะนี้เราใช้ชีวิตอยู่กับปรากฏการณ์อาหารเค็มจัดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และผลของมันก็คือความเจ็บป่วยด้วยโรคยอดนิยมของคนเมือง

ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และเบาหวาน!

อาหารรสเค็มที่มีเกลือโซเดียมสูงกำลังทำลายสุขภาพคนไทยให้ตายผ่อนส่งแบบไม่รู้ตัวอยู่ในเวลานี้จริงๆ

เพราะการกินเค็มจัดมีปัญหาต่อระบบเผาผลาญและดูดซึมของร่างกายโดยตรง ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและอื่นๆ อีกมาก แต่ยังเป็นต้นทางของอาการไตวายด้วย

ใครไม่ทำอาหารกินเองอาจไม่ค่อยได้สังเกตว่าของที่เราซื้อหามากิน โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จรูป หรืออาหารแปรรูปที่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งเยอะๆ นั้นมีเกลือโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก

เกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

โดยปกติอาหารตามธรรมชาติที่เรากินเกือบทุกชนิดจะมีปริมาณเกลือโซเดียมอยู่เพียงพอแล้วโดยที่ไม่จำเป็นต้องเติมเกลืออีกเลย แต่ลิ้นเราคุ้นเคยกับรสเค็มจากการปรุงแต่งรสชาติอาหารด้วยเครื่องปรุงรสสารพัด เราจึงรู้สึกว่าอาหารรสธรรมชาติดั้งเดิมนั้นจืดชืดมาก

จึงต้องเติมเกลือลงไปอีก

ทั้งที่การเติมเกลือควรจะมีเหตุผลเดียวคือ เพื่อปรุงรสตามความจำเป็นของเกลือที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอในแต่ละวัน

ปัญหาสำคัญก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองได้รับเกลือในแต่ละวันมากเกินไป

ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่เวลานี้คือ ปริมาณโซเดียมร้อยละ 75 เราได้มาจากอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว ทั้งจากอาหารตามร้านข้าวแกง ร้านอาหารตามแผงลอยตลาดนัด และร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ฯลฯ

โดยเฉพาะอาหารหมักดองทุกชนิดจะมีเกลือผสมอยู่เยอะมาก

คนที่ไม่ได้ปรุงอาหารกินเองทุกวัน ลิ้นจะคุ้นกับรสเค็มที่มากับพวกแกงราดข้าว ยิ่งกินบ่อยๆ เป็นประจำก็จะยิ่งติดรสเค็มเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อมากินอาหารที่ปรุงแต่งน้อยก็จะรู้สึกว่าไม่มีรสชาติ จึงต้องเติมน้ำปลาพริกเข้าไปอีกแบบไม่มียั้งมือ

กลายเป็นเรื่องติดนิสัยว่าคนไทยเมื่อกินอาหารมักจะใส่เครื่องปรุงรสไปก่อนโดยไม่ทันชิมรสชาติดูเลย บนโต๊ะกับข้าว ไม่ว่าพ่อครัวแม่ครัวจะฝีมือดีแค่ไหนก็ต้องวางถ้วยพริกน้ำปลาเอาไว้ก่อน

หรือถ้าไม่มีวางไว้ ลูกค้าก็จะเรียกหาพริกน้ำปลากันแบบเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหลือเกิน

ที่น่าตกใจมากก็คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวค่ะ

ร้านก๋วยเตี๋ยวจะมีพวงเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นเครื่องปรุงที่ทำลายสุขภาพอย่างแรง ทั้งน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม และพริกป่น

เราจึงเห็นกันชินตาว่า ทันทีที่ชามก๋วยเตี๋ยววางลงตรงหน้า ลูกค้ายังไม่ทันชิมรสอะไรเลยก็ตักน้ำตาลช้อนพูนๆ เทลงไป ตามด้วยน้ำปลาเค็มๆ พริกเผ็ดๆ และน้ำส้ม เป็นก๋วยเตี๋ยวรสเค็ม เปรี้ยว หวาน เผ็ดสุดสะแด่ว

ซึ่งถ้ากินเอารสอร่อยถูกปากอย่างเดียวไม่ต้องคิดอะไรมากก็กินเข้าไปเถอะ แต่เมื่อไรที่เราเอาปริมาณน้ำตาล น้ำปลา มาคำนวณเป็นปริมาณแร่ธาตุ เราจะตกใจว่าแค่กินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวก็ได้รับเกลือเกินความต้องการของร่างกายไปเรียบร้อยแล้ว

อีกสองมื้อที่เหลือล่ะ?

นั่นหมายถึงว่าเราได้ส่วนเกินของเกลือโซเดียมเติมเข้าไปในร่างกายอยู่ทุกวันแบบไม่มีการยั้งมือ

แล้วแบบนี้จะรอดจากโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร

หลายวันก่อน ซื้อปลาทูนึ่งมาจากตลาดนัดในหมู่บ้านแถวรังสิต

เป็นปลาทูนึ่งบรรจุเข่งหน้าตาดีมาก อวบอ้วนสมบูรณ์ ดูสดใหม่ น่ากิน แกะก้างออกจะเอาเฉพาะส่วนเนื้อมาใช้

พอลองชิมดูเท่านั้นแหละแทบคายทิ้ง

รสชาติเค็มปี๋น้อยกว่าปลาทูเค็มนิดเดียว

เลยต้องเอาไปต้มในน้ำเดือดจัดเพื่อละลายเกลือออกจากเนื้อปลา แต่ก็ละลายได้ไม่มาก ต้มเสร็จแล้วก็ยังเค็มอยู่ดี

เคยเขียนเล่าให้ฟังมาแล้วว่า “ปลาทูนึ่ง” ที่จริงคือ ปลาทูต้มน้ำเกลือ

ยิ่งต้องการเก็บไว้ขายนานวันหรือส่งไปขายในพื้นที่ห่างไกลเท่าไร คนทำปลาทูยิ่งต้องใส่เกลือลงไปในน้ำต้มเยอะๆ

นี่คือต้นเหตุของความเค็ม ถ้าไม่ต้มเค็มมากปลาทูนึ่งก็จะเสียเร็ว

สรุปแล้วปลาทูนึ่งไม่ใช่ของดีสำหรับสุขภาพเลย ถ้าจะกินปลาทูควรเป็นปลาทูสดที่เอามานึ่งเองต้มเองดีกว่า

โดยเฉพาะคนชอบปลาทูทอดกินกับน้ำพริก นั่นคือสุดยอดของอาหารเค็มจัดและมันย่อง เพราะนอกจากเกลือโซเดียมในปลาและน้ำพริกกะปิแล้วยังได้น้ำมันเพิ่มอีกหลายช้อนจากการทอดปลาทู

ปลาทูที่เอามาต้มล้างน้ำเกลือออกแล้วก็ยังเค็มอยู่เลย เอาไปใช้ทำอาหารที่ต้องการไม่ได้ จำเป็นต้องแปรรูปมาเป็น “แจ่วแห้ง” หน้าตาแบบที่เห็น

ซึ่งก็คือ “ป่นปลา” นั่นแหละ เพียงแต่ไม่มีน้ำแจ่วขลุกขลิกเหมือนกับป่นปลาที่เป็นอาหารยอดนิยมของคนภาคอีสาน เพราะไม่ได้ใส่น้ำต้มปลาร้าเลย เนื่องจากเนื้อปลาทูเค็มมากอยู่แล้ว

ส่วนผสมที่จำเป็นของป่นปลาคือ หัวหอมและกระเทียมเผา พริกขี้หนูคั่ว ตำละเอียด ใส่ไปเยอะหน่อยจะได้ดึงความเค็มออกมาได้บ้าง สุดท้าย ใช้ความเปรี้ยวของมะนาวดับรสเค็มลงไป

อาหารอีสานพื้นบ้านนั้นเครื่องเคราน้อยมาก และไม่นิยมใส่น้ำตาลเลย ความหวานจึงไม่มี รสที่ได้คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด แต่ถ้าใครชอบหวานก็ไม่ห้ามที่จะใส่น้ำตาลสักหน่อย

เราได้รับเกลือโซเดียมจากแหล่งไหนบ้าง?

จากการศึกษาของหลายประเทศพบว่าเราได้รับเกลือจากแหล่งหลักๆ ได้แก่

อาหารสำเร็จรูป

การรับประทานอาหารนอกบ้าน

อาหารจากสองแหล่งนี้มีปริมาณเกลือโซเดียมถึงร้อยละ 70 ของปริมาณเกลือโซเดียมทั้งหมดที่บริโภคอยู่ในแต่ละวัน

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตเร่งด่วนในสังคมทุนทำให้มนุษย์เมืองใช้ชีวิตแบบหนูถีบจักร มนุษย์งานแทบไม่มีเวลาหุงหาอาหารกินเองกันเลย

ชีวิตจำเป็นต้องหันมาหาอาหารสำเร็จรูปและการกินอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น ดังนั้น การจะลดการบริโภคเกลือโซเดียมจะต้องมีการร่วมมือกันหลายฝ่าย

ในทางการแพทย์จะแนะนำมิให้คนทั่วไปกินเกลือโซเดียมเกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นปริมาณเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ แนะนำไม่ให้กินเกลือเกินวันละ 1,500 มิลลิกรัม หรือราว 2 ใน 3 ของช้อนชา กลุ่มดังกล่าวได้แก่คนที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความดันโลหิตสูง เช่น วัดความดันโลหิตแล้วได้ 140/90 หรือคนอ้วน คนมีประวัติความดันโลหิตสูงในครอบครัว

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจวาย เหล่านี้ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้บริโภคเกลือต่ำ

และวิธีที่จะลดปริมาณการบริโภคเกลือลงได้ ให้เริ่มจากเด็กๆ เลย ต้องลดปริมาณเกลือในอาหารของเด็กให้เหลือน้อยที่สุด สร้างนิสัยให้ลูกเล็กกินจืดเข้าไว้จนคุ้นเคยและติดใจในรสนั้น เขาจะได้ไม่เติมเค็มเข้าไปมากนักในตอนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

ทีนี้ก็มาดูกันว่าอาหารจำพวกไหนบ้างที่มีปริมาณเกลือสูงมากและควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงหน่อย

อย่างแรกเลยคือ อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารที่เปลี่ยนรูปแบบวัตถุดิบ เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง หมูหยอง อาหารจานด่วน และอาหารจากร้านอาหารที่เครื่องปรุงเยอะจนรู้สึกได้ว่ามีผงชูรสมากเกินไป เป็นต้น

ส่วนอาหารสำเร็จรูปแบบฝรั่งที่คนไทยนิยมกินกันมากและขอยืนยันว่ามีเกลือโซเดียมในปริมาณมากอย่างแน่นอน ได้แก่

ปลาร้าฝรั่ง หรือ แองโชวี่ (ปลาเค็ม และปลาร้าไทยก็เค็มมากค่ะ)

เบคอน แฮม ไส้กรอกทุกชนิด ซาลามี่ ชีส

เนื้อสัตว์รมควันทุกชนิด โดยเฉพาะปลารมควัน

มะกอกดอง ถั่วอบเกลือ ขนมปังเป็นวงๆ จำพวก เบเกิล และ โดนัท

ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสพาสต้า

มายองเนส และน้ำสลัดสำเร็จรูป ซุปก้อน น้ำเกรวี่สำเร็จรูป

อาหารที่อาจจะมีปริมาณเกลือสูงขึ้นกับกรรมวิธีการผลิต ได้แก่

ของกินเล่นขบเคี้ยวจำพวกชิป เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ

อาหารสำเร็จรูปที่ทำแห้งแล้วบรรจุซองทุกชนิด เช่น ซุปสำเร็จรูป

พิซซ่า แซนด์วิช ซีเรียล

เห็นรายชื่อเรียงกันมาเป็นแถวแบบนี้แล้วตกใจกันไหม ใครโปรดปรานอะไรเป็นพิเศษขอให้ลดปริมาณลงด่วนเลยนะคะ

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

“มะม่งแก้วขมิ้น” มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชาและปลูกกันแพร่หลายทั่วประเทศ เพราะสภาพดิน ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก มีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อ “มะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น” แต่มีชื่อเป็นทางการว่า พันธุ์ “แก้วละเมียด” ข้อมูล ปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ มากที่สุด 39,000 เฮกตาร์ (6 ไร่ 1 งาน) หรือ 243,750 ไร่ กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตะบองขมุม เสียบเรียบ พระตะบอง บันเตียเมียนเจย

มะม่วงแก้วขมิ้น พืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชามีผลผลิตจำนวนมาก ปลูกได้ทั่วไป มากที่สุดที่จังหวัดกำปงสะปือ ปีละประมาณ 600,000-700,000 ตัน ส่งขายไทย 30% และเวียดนาม 70% ซึ่งส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฤดูกาล 1 ปี ให้ผลผลิต 6 เดือน ต้นฤดูกาลเริ่มเดือนตุลาคม-พฤษภาคม แต่เว้นระยะหมดรุ่นเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เดือนมีนาคม-เมษายนมีผลผลิตออกมาก ราคาจะถูกสุด การนำเข้ามาขายในไทย มีมาประมาณ 8-10 ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักแพร่หลายเมื่อ 5-6 ปี

ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย เนื้อหนา สีเหลืองสวย เมื่อมะม่วงไทยขาดตลาด และโรงงานต้องการจำนวนมากเพื่อนำไปแปรรูป แช่แข็ง อบแห้งส่งตลาดต่างประเทศ ประมาณว่ามะม่วงแก้วขมิ้นส่งเข้าไทย วันละ 1,000 ตัน ทีเดียว ที่ผ่านมาการนำเข้าเป็นการอะลุ้มอล่วยระหว่างเมืองชายแดนด้วยกัน จนกระทั่งกรมวิชาการเกษตร ปลดล็อกให้นำเข้าได้เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพให้กัมพูชาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อเสียภาษี อัตรา 0%

รอง ผวจ. ตราด

เยือน กำปงสะปือ

เจรจา ซื้อ-ขาย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำขบวนตัวแทนภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย น.อ. ปรีชา รัตนสำเนียง รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ คุณอาทิชา วุฒิสาร จากสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดตราด คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล และ คุณสิระ กลั่นผล จากชมรมเครือข่ายบิสคลับ จังหวัดตราด และ คุณภราดร ลิ้มพลอยพิพัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดน จังหวัดตราด และล่ามภาษากัมพูชา คุณวิยะดา ซวง จากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดตราด บุกจังหวัดกำปงสะปือ แหล่งผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นแหล่งใหญ่ที่สุดในกัมพูชา

การเดินทางครั้งนี้ ก็เพื่อพบปะตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เกษตรกรผู้ปลูกและจัดจำหน่ายมะม่วง และขอความชัดเจนจาก นายเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ เรื่องการออก ใบรับรองสุขอนามัยพืชจากองค์กรอารักขาพืช (National Plant Protection Organizion) หรือ “NPPO” ราชอาณาจักรกัมพูชา และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) และยืนยันความพร้อมการนำเข้ามะม่วงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐและความเชื่อมั่นระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

เส้นทาง หมายเลข 48

เกาะกง เชื่อมต่อ หมายเลข 4

มุ่งสู่ กำปงสะปือ 230 กม.

คณะตั้งต้นกันที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม จังหวัดเกาะกง ราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากใช้พาสสปอร์ตทำพิธีการผ่านด่านศุลกากรทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว คณะได้เช่ารถตู้ของกัมพูชามุ่งสู่กำปงสะปือ คุณวิยะดา ซวง หรือ “ท่านทูตเปา” สมญานามที่ ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแต่งตั้งให้ เพราะจังหวัดต้องขอแรงให้ช่วยเป็นล่ามทุกทริป นอกจากเชี่ยวชาญทางภาษากัมพูชาแล้ว ยังคุ้นเคยกับพื้นที่ในกัมพูชาอย่างดี เป็นผู้นำทริปกึ่งทางราชการครั้งนี้เพลิดเพลิน และอิ่มเอมไปกับความรู้ไปพร้อมกันตลอดเส้นทาง

จากเกาะกงตามเส้นทางถนน หมายเลข 48 ถึงแยกสะแรอัมปึล ระยะทาง 152 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าถนน หมายเลข 4 ไปพนมเปญ ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงจังหวัดกำปงสะปือ สองข้างทางตลอดเส้นทางและลึกเข้าไปด้านในมีไร่มะม่วงยาวเหยียดต่อเนื่องสุดตาเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น ยกเว้นเฉพาะที่เป็นชุมชน เราแวะรับประทานอาหารกลางวันก่อนถึงที่หมาย 30-40 กิโลเมตร ลักษณะเป็นร้านข้าวแกง คุณวิยะดา แนะนำให้ลิ้มลอง “สะรอกะหรี” รับประทานกับขนมจีนอาหารพื้นเมืองที่นี่ รสชาติคล้ายแกงเขียวหวาน แต่สีออกแดงๆ ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า “อร่อยดี” ถึงกำปงสะปือ รวมระยะทาง 230 กิโลเมตร ด้วยถนนสะดวกลาดยางตลอด แต่ถนนยังเป็น 2 เลน ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง หากเปรียบเทียบกับด้านจังหวัดจันทบุรีแล้ว ต้องผ่านถึง 5 จังหวัด มีระยะทางถึง 500 กิโลเมตรเศษ

เจรจากลุ่มสหกรณ์ราบรื่น

คณะได้มีโอกาสเข้าพบกับ คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ ที่สำนักงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการผลิตมะม่วง หลังจากนั้นจึงได้เข้าพบหน่วยงานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการส่งออกมะม่วงแก้วขมิ้น ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ นำโดย ประธานเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association)

คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) ประธานพาณิชย์จังหวัด ให้ข้อมูลว่า กำปงสะปือ อยู่ห่างพนมเปญ 48 กิโลเมตร มีประชากรเกือบ 1,000,000 คน ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม พื้นที่ปลูกมะม่วง 50,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 25,000 เฮกตาร์ ซึ่ง 3 ปี ที่ผ่านมาราคามะม่วงต่ำมาก เวียดนามกดราคาและไม่มีตลาด ปี 2557 จึงผลักดันให้จัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงเพื่อแก้ปัญหาตลาด โดยการทำสัญญาการลงทุน การซื้อขายกับสมาชิกเกษตรกร จากนั้นผู้ซื้อจะมาติดต่อซื้อขายกับกลุ่มสหกรณ์ โดยตกลงราคาล่วงหน้า ปี 2559 กลุ่มสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเพียงแห่งเดียวนี้ มีผลผลิตส่งออกถึง 700,000 ตัน โดยไม่รวมที่มีผู้ซื้อรายย่อยอีก โดยส่งไปไทย 50% และเวียดนาม 50% ซึ่งจะส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

“การทำการค้ากับไทยต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) นั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ กรมอนามัยพืชของกัมพูชาดำเนินการให้ได้ การซื้อขายกับสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างจังหวัดตราดและจังหวัดกำปงสะปือ กำหนดราคาซื้อขายที่หน้าสวนหรือขนส่งมาชายแดนหน้าด่านจังหวัดตราด เพราะทันทีที่เก็บผลผลิตต้องมีตลาดอย่างช้าไม่เกิน 20 วัน” ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ กล่าว

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan) ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association) กล่าวว่า ที่ผ่านมามะม่วงที่ส่งเข้าทางจังหวัดจันทบุรี 70% มาจากกำปงสะปือเป็นมะม่วงเบอร์ 2-4 ตอนนี้พื้นที่การปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น ปีต่อๆ ไปผลผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอีก ตลาดที่ชายแดนจันทบุรีไกล 500-600 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ดีที่มีตลาดใกล้ๆ อย่างจังหวัดตราดมาติดต่อซื้อ การออกเอกสารใบรับรองนำเข้าจากกัมพูชาขอศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ผ่านมาเป็นการค้าอย่างมิตรภาพและทางเวียดนามไม่ได้ใช้เอกสารแต่อย่างใด ในเบื้องต้นสามารถเจรจาตกลงซื้อขายกันก่อนได้ ต้องให้ชัดเจนเรื่องพื้นที่ขนถ่ายสินค้า การอนุญาตให้รถบรรทุกเข้าไปในพื้นที่ของไทย

ตราดขานรับ

ลุ้นผู้ประกอบการนำเข้า

แปรรูปเพิ่มมูลค่า

ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า ประกาศกรมวิชาการเกษตร อนุญาตนำเข้ามะม่วงได้ เป็นโอกาสของจังหวัดตราดที่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและระยะทางระหว่างชายแดน-กำปงสะปือ เพียง 232 กิโลเมตร อนาคตเร็วๆ นี้ จังหวัดตราด-กำปงสะปือ จะทำการค้ามีข้อตกลงร่วมกัน การประสานกับหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ของราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้รับการตอบรับที่ดีพร้อมที่จัดทำให้ ส่วนจังหวัดตราดได้แจ้งถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่รองรับการขนถ่ายสินค้าบริเวณชายแดนด้วยเช่นกัน

“การนำหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการบางส่วนพบปะเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงกับกำปงสะปือครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อ-ขาย และการนำเข้า คาดว่าเร็วๆ นี้ ทางด้านผู้ประกอบการในจังหวัดตราดน่าจะเห็นลู่ทางนำเข้าเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า หรือเป็นศูนย์กระจายผลผลิต”

ปิดท้ายทริป คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) กำปงสะปือพาคณะไปเที่ยวชมสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่ อำเภอคีรีรม อยู่ห่างจังหวัดกำปงสะปือ 30-40 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงขนาดใหญ่และคุณภาพดี ผลผลิตเต็มต้น จะเริ่มเก็บขายปลายเดือนตุลาคมนี้ คณะเราซื้อกลับมาด้วยราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 20-25 บาท เป็นไซซ์ขนาดใหญ่ 2 ลูกเศษๆ ต่อกิโลกรัม การรุกคืบในเชิงการค้าชายแดนของจังหวัดตราด อนาคตมะม่วงจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ไทยจำนวนไม่น้อย

ขอบคุณ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้นำขบวน คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ผู้จัดโปรแกรมดีๆ และ คุณวิยะดา ซวง “ท่านทูตเปา” ที่ช่วยสื่อสาร นำทางให้คณะสำรวจ เจรจาครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย…

กลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกมะม่วง กำปงสะปือ

ตลาดหลัก เวียดนาม-ไทย

คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ เล่าว่า สหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง มีสมาชิกจากแหล่งปลูกมะม่วงหลายแห่ง เช่น กำปงสะปือ กำปงชนัง กำปงธม กำปอต เพราะมะม่วงแต่ละแห่งออกไม่พร้อมกัน ปริมาณไม่เท่ากัน สมาชิกขึ้นทะเบียนมีประมาณ 300 ราย ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเฉลี่ยรายละ 300-400 ไร่ โดยใช้ปุ๋ย 2 ชนิด คือ ปุ๋ยขี้ไก่ และปุ๋ยเคมี การซื้อ-ขาย ต้องผ่านกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกรเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว เวียดนามที่เข้ามาซื้อจะทำข้อตกลงกับกลุ่มสหกรณ์และจ่ายเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่งให้ เพราะหน่วยราชการไม่ได้สนับสนุนเงินทุนให้ กลุ่มสหกรณ์จะให้เงินเกษตรกรไปก่อนเพื่อดูแลสวนมะม่วง เสมือนเป็นการผูกมัดเมื่อผลผลิตออก สมาชิกต้องขายให้กับกลุ่มสหกรณ์ และจะขายให้เวียดนามตามที่ทำข้อตกลงไว้

ราคาขายตามขนาดและผิวของมะม่วง ที่คัดแยก 4 เกรด ในช่วงฤดูกาลผลผลิตที่จัดเก็บ เบอร์ 1 วันละ 300 ตัน เบอร์ 2-3 วันละ 200 ตัน และเบอร์ 4 วันละ 100 ตัน เวียดนามจะซื้อเบอร์ 1 ทั้งหมด ส่งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อบริโภคผลสุก ส่วนคนไทยนิยมซื้อ เบอร์ 2-4

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ กล่าวว่า ข้อตกลงการซื้อของเวียดนาม จะกำหนดตั้งแต่ปลูกว่าต้องการให้ใส่ปุ๋ยชนิดไหน ถ้าออร์แกนิกส์ 100% ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อย่างเดียว เมื่อถึงช่วงเก็บผล ออเดอร์แต่ละครั้งจะกำหนดเกรดมะม่วงเกรดและจำนวนที่ต้องการ สหกรณ์แจ้งให้เกษตรกรเก็บมาส่งและเป็นผู้คัดแยกตามออเดอร์ ฉะนั้น ถ้าใครจะเข้ามาซื้อต้องทำข้อตกลงติดต่อกันล่วงหน้า จะเข้ามาซื้อทันทีไม่ได้ เพราะได้ทำข้อตกลงกับรายอื่นๆ ไว้แล้ว ส่วนใหญ่จะขายให้เวียดนามประมาณ 70% เพราะเวียดนามจะส่งขายต่อให้จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อีกประมาณ 30% ขายไปไทย

ในอนาคต หากไทยจะซื้อจำนวนมาก ต้องทำข้อตกลงล่วงหน้า ถ้าได้ตลาดไทยเพิ่มขึ้นจะมีตลาดแข่งขันกับเวียดนาม เพราะบางครั้งมะม่วงออกตลาดจำนวนมาก เวียดนามซื้อกดราคาถูกๆ แต่ต้องขายให้ เพราะรับเงินล่วงหน้ามา หากการค้าขายมีรายได้ดีขึ้น กลุ่มสหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรด้านเงินทุน ดูแลรักษาโรค จะได้ไม่ต้องถูกกดราคา

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. แม่ทา ออกบู๊ธผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ เชิงสะพานท่าขาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ในงานนี้ กศน. แม่ทา ได้นำผ้าทอกะเหรี่ยงจากอำเภอแม่ทา และไม้แกะสลัก ของดีของอำเภอแม่ทา มาออกบู๊ธจำหน่าย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ มากมาย จาก กศน. ทั้ง 8 อำเภอ ของจังหวัดลำพูน

สรุปผลและวางแผนจัดการศึกษา

นายคเชนทร์ มะโนใจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสรุปผล และวางแผนการดำเนินงานการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง โดยมี นางสาวทิพวรรณ เตียงธวัช รองผู้อำนวยการ พร้อมด้วยครู ศศช. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวังธาร โรงแรมรีเจนท์ลอด์จ จังหวัดลำปาง

ส่งเสริมทักษะอาชีพแม่บ้านทุ่งก่อ

กศน. ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย จัดอบรมส่งเสริมทักษะอาชีพสานเส้นพลาสติกทำกระเป๋า ตะกร้า ให้กับกลุ่มอาชีพแม่บ้านบ้านทุ่งก่อ หมู่ที่ 4 ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกลุ่มแม่บ้านสนใจเข้ารับการอบรมจำนวนมาก

ขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ รับชมการออกอากาศ กระบวนการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของครู กศน. ตำบล ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ กศน. อำเภอทุกแห่ง

กศน. เชียงใหม่ นำร่องโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนแบบเรียลไทม์

นายศุภกร ศรีศักดา ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่มีศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวนมาก ถึง 204 ตำบล สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้วิเคราะห์สภาพปัญหาในการดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา โดยได้ใช้ศูนย์ดิจิทัลชุมชนเป็นฐาน โดยการนำโปรแกรมประยุกต์ google forms มาบริหารจัดการการดำเนินงานให้ครอบคลุมในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงข้อมูล วัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรม ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดของการดำเนินงาน

นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำโปรแกรมประยุกต์ google forms เข้ามาปรับใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชน ดำเนินการขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เน้นการพัฒนาครูก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้ ครู กศน. ตำบล ได้เข้าร่วมอบรมการใช้โปรแกรมประยุกต์ google forms พร้อมกรอกแผนการจัดกิจกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังให้ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรส่งเสริมศูนย์เรียนรู้ชุมชนสู่ยุคดิจิทัล หลักสูตรแอพพลิเคชั่นเพื่อชุมชน และหลักสูตรการยกระดับสินค้าชุมชนสู่ตลาดออนไลน์ยุคดิจิทัล กรอกแบบประเมินความพึงพอใจผ่านโทรศัพท์มือถือ ผลปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เหตุที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในการอบรมครั้งนี้ เนื่องจาก ครู กศน. ตำบล ที่เข้าร่วมอบรมนั้น ต่างมีความสนใจในโปรแกรมดังกล่าวเป็นทุนเดิม จึงทำให้สามารถรายงานผลเป็นแบบข้อมูล และแบบแผนภูมิ อีกทั้งยังสามารถบันทึกในรูปแบบ ไฟล์ EXEL เพื่อนำไปต่อยอดในรูปแบบต่างๆ ได้ และล่าสุดจากแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ในการจัดโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีแล้ว ยังถือว่าบรรลุตามเป้าประสงค์ที่ได้วางไว้ เนื่องจากทราบว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่สนใจการขายของออนไลน์ และมีพบว่าหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม มีผู้เข้ารับการอบรมบางท่านได้ยอดสั่งซื้อจาก facebook fanpage ที่ได้อบรมครั้งนั้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

โคขุน หมายถึงการเลี้ยงวัวเพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในเวลารวดเร็ว เนื่องจากเลี่ยงปัญหาการลงทุน ฉะนั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณภาพอาหาร เพราะถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพอย่างดี จะทำให้วัวเจริญเติบโตเร็ว มีน้ำหนัก สามารถขายได้ในราคาสูง

คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ เป็นชาวบ้านที่ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ยึดอาชีพเลี้ยงโคขุนมาได้สักกว่า 2 ปี นอกจากการเลี้ยงโคขุนที่เป็นอาชีพส่วนตัวแล้ว คุณวิชิตยังมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนาด้วย

คุณวิชิต ให้รายละเอียดเรื่องงานประจำว่า บทบาทและหน้าที่ในตำแหน่งการงานขณะนี้จะต้องดูแลทุกข์ สุข ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผ่านประชาคม และชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยพัฒนาส่วนมากมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกันคือ การทำไร่ข้าวโพด

ด้วยความพร้อมทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำของพื้นที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงทำให้สามารถปลูกพืชผักชนิดต่างๆ อย่างพริก ผักเมืองหนาว หรือแม้แต่ดอกกุหลาบ ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วในบางคราวหากว่างเว้นจากงานประจำ ทางหน่วยงานก็มักจะหาอาชีพเสริมอีกหลายอย่างให้แก่ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นอาชีพหลัก

สำหรับธุรกิจที่คุณวิชิตทำอยู่เป็นอาชีพส่วนตัวคือ การเลี้ยงโคขุน ทำมาได้ประมาณ 2 ปี โคที่นำมาเลี้ยงเพื่อขายเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่ซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนที่ซื้อมามีรูปร่างโทรม เมื่อซื้อมาแล้วจะนำมาให้อาหารอย่างเต็มที่ โดยมีระยะเวลาเลี้ยงไว้ประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้อ้วนและมีสุขภาพดี จากนั้นจึงขายต่อให้พ่อค้า

คุณวิชิต เผยถึงลักษณะการซื้อ-ขาย ว่าเมื่อคราวที่รับซื้อวัวจะเหมาเป็นฝูง ซึ่งแต่ละฝูงที่ซื้อมีจำนวนไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ระหว่าง 40-90 ตัว ทั้งนี้ เพราะมีพื้นที่เลี้ยงไม่มาก อีกทั้งอายุวัวก็ต่างกัน โดยเฉลี่ยแล้วจะเลือกซื้อวัวที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่เป็นวัวตอนหรือวัวเปลี่ยว เนื่องจากเป็นวัยที่เมื่อนำมาเลี้ยงอย่างดีแล้วจะให้น้ำหนักดีแถมยังมีสุขภาพดีด้วย สำหรับราคารับซื้อนั้นผู้ขายจะตีราคาให้ และราคาขายที่พ่อค้ากำหนดอาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านการตลาด

ครั้นเมื่อตกลงราคาเป็นที่น่าพอใจกันแล้ว วัวทุกตัวจะต้องผ่านการตรวจโรคจากปศุสัตว์ที่ด่านชายแดนก่อนที่จะนำวัวข้ามเข้ามาในไทยทุกครั้ง

ทางด้านอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ ที่เขาปลูกไว้ในพื้นที่กว่า 10 ไร่ โดยนำหญ้ามาผสมด้วยอาหารสำเร็จรูป รวมถึงข้าวโพดด้วย สัดส่วนในการผสมอาหารคือ หญ้าเนเปียร์ 2 ส่วน อาหารสำเร็จรูป 1 ส่วน ให้อาหารอย่างเต็มที่วันละ 2 ครั้ง แล้วในบางครั้งอาจแถมมื้อเที่ยงด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นอาหารวัว คุณวิชิตบอกว่าใช้น้อยมาก ถือว่าลงทุนต่ำมาก เพราะในเขตพื้นที่ตำบลรวมไทยพัฒนามีวัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้เป็นอาหารวัวครบทุกชนิด โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อจึงทำให้ประหยัดต้นทุนได้มาก แล้วยังระบุว่า วัวกินอาหารประมาณ 5-6 กิโลกรัม ต่อวัน ต่อตัว และวัวตัวหนึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อตัวประมาณ 6,000-10,000 บาท

ลูกค้าที่มาซื้อวัวจากคุณวิชิตส่วนมากมักมาจากเวียดนาม จีน มาเลเซีย เพื่อนำไปใช้ทำอาหาร ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาขายวัวจะชั่งเป็นกิโล กำหนดราคาไว้กิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อขายแล้วหักค่าใช้จ่ายจะได้กำไรเฉลี่ยตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

เจ้าของธุรกิจรายนี้เผยถึงปัจจัยที่นำมาเป็นตัวกำหนดราคาว่า สิ่งที่เป็นตัวแปรคือความต้องการของตลาดและจำนวนวัวในตลาด เพราะถ้ามีจำนวนวัวน้อยแล้วความต้องการมากราคาจะสูง แต่ในทางกลับกันถ้าวัวมีมากเกินไป ถึงแม้ความต้องการของตลาดสูง แต่ก็ไม่มีผลทำให้ราคาสูง เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกแห่งในตลาดค้าวัว ดังนั้น ปัญหาที่พบคือความไม่แน่นอนในเรื่องราคา เพราะอย่างบางคราวขุนวัวไว้อย่างดีมีความสมบูรณ์มาก แต่โชคร้ายในช่วงนั้นราคาวัวตกก็จะทำให้ได้ราคาไม่สูง

ปัจจุบันฟาร์มวัวขุนของคุณวิชิตเลี้ยงวัวไว้จำนวน 40 ตัว ในอนาคตเขาตั้งเป้าว่าจะเลี้ยงไว้ถึงจำนวน 100 ตัว พร้อมกับต้องขยายพื้นที่ออกไปด้วย พร้อมระบุว่า การซื้อวัวฝูงใหม่เข้ามาจะต้องถ่ายเทฝูงเดิมที่เลี้ยงไว้ออกไปเสียก่อน ด้วยการพิจารณาวัวที่เลี้ยงไว้พร้อมขายได้ก็จะไปติดต่อพ่อค้าไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติพ่อค้าเหล่านั้นจะนำวัวเข้ามาเขตไทยทุกอาทิตย์ ทั้งฝูงเล็ก-ใหญ่

ฟาร์มคุณวิชิตใช้คนงานประมาณ 3-4 คน มีหน้าที่ในการทำความสะอาดบริเวณที่วัวอยู่ ให้อาหาร ดูแลทั่วไป มีการนำขี้วัวมาตากแห้งแล้วบรรจุในกระสอบขายราคากระสอบละ 30 บาท (ประมาณ 15 กิโลกรัม) มีคนมารับซื้อถึงฟาร์ม

คุณวิชิต บอกว่า มีชาวบ้านทำอาชีพกันอยู่บ้าง แต่เลี้ยงวัวไม่กี่ตัวแล้วมักเลี้ยงไปเรื่อยๆ พอใจขายเมื่อไรก็ขาย ต่างจากของเขาเพราะทำเป็นลักษณะธุรกิจที่ต้องกำหนดเวลาให้แน่นอน มิเช่นนั้นกระทบต่อต้นทุนถ้านานเกินไป

“อาชีพเลี้ยงวัวขาย ไม่ยากอย่างที่คิด ในระยะแรกอาจต้องใช้เงินลงทุนมากสักหน่อย แต่ถ้าชาวบ้านใส่ใจกับการเลี้ยงอย่างเต็มที่ก็จะสามารถทำให้มีรายได้อย่างดี แล้วยังเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ หรือหากประสบปัญหาภัยแล้ง การหันมาเลี้ยงวัวขายก็อาจเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเหลือได้” เจ้าของฟาร์มโคขุน กล่าว

สอบถามรายละเอียดหรือต้องการซื้อโคขุนติดต่อ คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 736-3214

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

หมู่บ้านสบลาน ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบหลายเทือก เช่น ดอยกะจื่อโจ๊ะ ผาลาย ม่อนดอก สามม่วง ป่าช้าลัวะ ห้วยหมี ห้วยโป่ง สันโป่ง สามธง ผาแดง สันซาง ผาหลวง สันก๋อย ผาผึ้ง ดอยสาม เป็นต้น กำเนิดของลำห้วยน้อยใหญ่หลายสาย แต่ละสายต่างไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำ 3 สาย แม่น้ำลานเงิน แม่ลานคำ และแม่ลานหลวง ทั้ง 3 สาย ไหลหลั่งพรั่งพรูมารวมกันเป็นแม่น้ำขาน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง

โดยเฉพาะแม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมาจากพื้นที่ดอยสูง เหนือหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์โจ๊ะมาโลลือหล่า” หรือ “โรงเรียนวิถีชีวิตของชุมชน” ถัดจากหมู่บ้านเป็นนาข้าว ไร่หมุนเวียน ป่าใช้สอย ป่าความเชื่อ ป่าอนุรักษ์ ลำดับมาเป็นชั้นๆ

บ้านสบลาน อยู่ห่างจากเทศบาลตำบลสะเมิงใต้ เพียง 14 กิโลเมตร ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประปาภูเขา ใช้น้ำฝนและน้ำบ่อในการบริโภค ถนนส่วนใหญ่เป็นลูกรัง สลับคอนกรีตบางช่วง ชาวบ้านเดินเท้าและรถจักรยานยนต์ หากมีคนเจ็บป่วยชาวบ้านจะรักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมทางไสยเวทย์ ยกเว้นอาการไม่ดีขึ้นจึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสะเมิง

ย้อนหลังไปราวสัก 200 ปี บริเวณนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวละว้า จากหลักฐานซากวัดเก่าที่มีอยู่ สันนิษฐานกันว่า ผู้คนย้ายหนีเพราะเกิดโรคระบาด ต่อมาราวปี พ.ศ. 2400 ครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ จากบ้านห้วยหยวก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกับตั้งชื่อบ้านว่า “สบลาน” เนื่องมาจากการที่แม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมา “สบ” หรือบรรจบกันบริเวณนี้

บ้านสบลาน เป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งลุ่มน้ำ สามารถนำคุณค่าธรรมชาติ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างสอดคล้อง ทั้งความเชื่อ พิธีกรรม/ประเพณี การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันทั้งชุมชน เพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน ใช้โครงสร้างทางสังคม ความเชื่อที่เคารพธรรมชาติ ผ่านสำนึก เคารพและเกรงกลัวต่ออำนาจธรรมชาติที่เรียกว่า “ผี” มีคำสอนที่เป็นชุดความรู้พื้นถิ่นของชาติพันธุ์ปกากะญอที่สืบสานส่งทอดกันมากกว่า 700 ปี ทั้งในรูป “นิทาน” และ “ทา” หรือ “ลำนำของชนเผ่า” มีการจัดทรัพยากรธรรมชาติโดยการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นการจัดการ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ควบคู่การใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างยั่งยืน

ในพื้นที่ป่าของชุมชนบ้านสบลานจำนวนราว 10,000 ไร่ นั้นพบว่า ประมาณ 50% จัดแบ่งเป็นพื้นที่ความเชื่อของผู้คนปกากะญอออกเป็นหลายป่า ทั้งป่าผีบรรพชน ป่าช้าผู้ใหญ่ ป่าสะดือ ป่าช้าเด็ก รวมไปถึงป่าอนุรักษ์ถาวรที่ห้ามใครรบกวน และป่าอนุรักษ์ที่ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี

สำหรับการเพาะปลูกในระบบไร่หมุนเวียนของปกากะญอ บ้านสบลานนั้น ใช้พื้นที่เพาะปลูกในช่วงระยะหนึ่ง จากนั้นจะย้ายไปพื้นที่ใหม่ เพื่อปล่อยให้ดินคืนความสมบูรณ์ โดยทิ้งระยะพักฟื้นราว 7 ปี ไร่ที่รอการฟื้นตัวเรียกว่า “ไร่เหล่า” ระหว่างรอจะหมุนเวียนไปใช้พื้นที่แปลงอื่นเพาะปลูก เมื่อครบ 7 ปี จึงหมุนเวียนกลับคืนมาใช้เพาะปลูกอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยรักษาความหลากหลายของระบบนิเวศคืนสู่สภาพเดิม ต้นไม้จะเติบโตในช่วงเวลาที่เป็นไร่เหล่า กลายเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่

อย่างไรก็ดี พื้นที่ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมนี้จะตกทอดจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน หากต้องการทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ใหม่จะต้องได้รับการยินยอมจากชุมชนและทำตามกฎข้อห้ามในการเลือกพื้นที่ ถือเป็นอุบายอันแยบยล เช่น ห้ามเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขัง เพราะเชื่อว่าเป็นการลบหลู่ผีน้ำ ห้ามเลือกพื้นที่กิ่วดอย เพราะเชื่อว่าเป็นทางเดินของผี เป็นที่อัปมงคล หากฝืนทำจะได้ผลผลิตน้อย เป็นต้น

นอกจากทำไร่หมุนเวียนแล้ว ชาวปกากะญอยังให้ความสำคัญกับการทำนา พื้นที่นาในบ้านสบลานจัดโซนอยู่รอบหมู่บ้าน อาศัยเหมืองฝายนำน้ำเข้านา เป็นระบบธรรมชาติที่ใช้วิธีขุดร่องน้ำลัดเลาะตามชายเขา ผันน้ำจากลำห้วยเข้ามายังนาข้าว ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีพิธีเลี้ยงผีฝายเพื่อให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์

พะตีต๋าแยะ ผู้นำปกากะญอ บ้านสบลาน เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มองว่าถ้าให้เด็กออกไปเรียนข้างนอกทั้งหมด “ป่าไม่อยู่แน่” จึงสร้างโรงเรียน “โจ๊ะมาโลลือหล่า” หมายถึง โรงเรียนแห่งวิถีชีวิต สอนให้เด็กรักท้องถิ่น เพื่อต้องการให้ผืนป่าคงอยู่

อาจกล่าวได้ว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้วิถีวัฒนธรรมมาเป็นต้นแบบสอดคล้องกับการดำรงชีพ ส่งผลให้ผู้คนกินดีอยู่ดี เด็กๆ ต่างก็เล่าเรียนในโรงเรียนที่สร้างสำนึกรักท้องถิ่น เป็นที่หวังได้ว่าป่าและสายน้ำในพื้นที่บ้านสบลาน คงอยู่รอดปลอดภัยแน่

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

เบญจมาศ เป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีการปลูกเลี้ยงกันในหลายพื้นที่ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย มีหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ที่มีขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 75-80 เซนติเมตร ตามกิ่งก้านและลำต้นมีขนละเอียด ใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบสีเขียวอ่อนๆ ทั่วทั้งใบ ดอกกลม กลีบใบซ้อนมีหลากหลายสี

หากท่านใดอยากชมความสวยงามของดอกเบญจมาศกว่า 100 ไร่ ขอแบ่งปันความสวยงามที่ สวนดอกเบญจมาศบิ๊กเต้ ตั้งอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แหล่งปลูกดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมวกเหล็ก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

จุดเริ่มต้นของการปลูกดอกเบญจมาศ

คุณภูธนะ พรหมพิทักษ์ หรือ ต๊ะ เกษตรกรหนุ่มไฟแรง วัย 26 ปี จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผันตัวเองมาเป็นหนุ่มบ้านไร่สานต่อธุรกิจครอบครัว

คุณภูธณะ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของตนเองประกอบธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ด้วยความที่สนใจในอาชีพเกษตรของคุณพ่อและคุณแม่ มีแนวคิดอยากปลูกพืชสักชนิด ทำเป็นธุรกิจนอกเหนือจากที่ทำอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร และจากการได้ออกพื้นที่ ทำให้ได้เห็นอาชีพการปลูกดอกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกทำเป็นธุรกิจ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า ปลูกดอกเบญจมาศมีคู่แข่งน้อย ราคาไม่แกว่ง อะไรที่คนทำได้น้อย และทำยาก ย่อมไม่ล้นตลาด

ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียง เหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งยังห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังพ่อค้าแม่ค้าไม่นานเหมือนกลุ่มผู้ผลิตทางเหนือ ซึ่งสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ ทางครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นฟาร์มเบญจมาศตัดดอก

วิธีการปลูก

คุณภูธณะ และพี่ชายคือ คุณเต้ เริ่มปลูกเบญจมาศตัดดอก ครั้งแรกเพียง 5 ไร่ ก่อนอื่นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะปลูก ว่าตอบสนองต่ออากาศ ปุ๋ยหรือไม่ พอได้พันธุ์ที่เหมาะสม ต้องดูตลาดอีกว่าตลาดต้องการดอกแบบไหน พอลงตัวทั้งสองอย่างถึงจะลงปลูก ภายในโรงเรือนขนาดความสูงประมาณ 2-3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเท ส่วนด้านบนใช้พลาสติกใสทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแดดในช่วงที่ไม่ต้องการแสง เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุก ชอบอากาศเย็น ชื้น แต่ดินไม่แฉะ ห้ามให้ดินแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า พอตัดดอกทิ้ง ต้องตีดินลงพันธุ์ใหม่ สวนมีต้นพันธุ์เอง

ต้นพันธุ์จะไม่ปล่อยให้มีดอกแล้วเอายอดมาเพาะพันธุ์อย่างเดียว เจ้าของเด็ดยอดต้นพันธุ์มาชำให้เกิดราก แล้วนำมาปลูกในแปลง

วิธีการเตรียมแปลง

ที่ฟาร์มแห่งนี้อยู่บนภูเขา จะมีปัญหาตรงที่มีแต่ดินลูกรัง ฟาร์มจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีนำเอาขุยมะพร้าว แกลบ ขี้วัว เอามาลงในแปลง แล้วก็ตีดินผสมให้เข้ากัน ให้กระจาย ทำเพียงเท่านี้ก็สามารถปลูกได้แล้ว ความกว้างของแปลงปลูกประมาณ 90 เซนติเมตร ความยาวแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่

“ที่ฟาร์มของผม จะยกร่องเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป 1 แปลง จะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะปลูกประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกจะได้จากการนำกิ่งพันธุ์มาปักชำจนเกิดรากเดินได้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาปลูกในแปลงที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนโรคแมลงที่เกิดขึ้น ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยละลายเร็ว สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์ และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการ ก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น” คุณภูธนะ บอก

การดูแลรักษา

“ที่โรงเรือนของเราจะมีพลาสติกคลุมไม่ให้ดอกเบญจมาศโดนฝน พอเป็นดอกโดนฝนน้ำจะเข้า จะทำให้ดอกเน่า วิธีคือพยายามอย่ารดที่หน้าดอก ให้รดตรงโคนต้น ถ้าใช้แรงงานคนรดจะดีเพราะเราสามารถคอนโทรลได้ ส่วนเรื่องโรคและแมลงดูตามสถานการณ์ ถ้าเจอโรคแมลงเราก็ฉีดพ่นตามปกติ แต่ยาเราเป็นยาออร์แกนิก แต่ถ้าจะให้ดี ผมแนะนำให้จัดตารางไว้เลยว่าเราจะฉีดยาวันไหน ประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้ง ก็ได้” คุณภูธนะ กล่าว

เทคนิคบังคับดอกออกตลอดทั้งปี

เบญจมาศที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชอายุสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่าประมาณ 13 ชั่วโมง ดังนั้น หากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงใช้การบังคับช่วงวันให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี

การบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอก จะต้องให้แสงไฟช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะเวลาการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแสงที่ใช้ 8-100 ลักซ์ (LUX) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้น จึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

ระยะการเก็บเกี่ยว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน ดังนั้น การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณร้อยละ 75 และก่อนที่เกสรตัวผู้หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

จุดแข็งและการตลาด ฟาร์มบิ๊กเต้

อย่างแรกคือ การตลาด ทางฟาร์มใช้วิธีสำรวจตลาดด้วยตัวเองว่าตลาดต้องการแบบไหน ต้องการดอกที่ขนฟูๆ มีกลีบเยอะๆ สีขาว เหลือง ชมพู คือสิ่งที่ตลาดต้องการเราก็ทำให้ได้

“การตลาดบางครั้งเราไปขายให้เขาถึงหน้าสวนเขาก็ไม่เอา คือดอกไม้จะมีหน้าหนาวจะปลูกได้เยอะ พอหน้าร้อนจะปลูกไม่ได้ มันต้องมีเทคนิค ทีนี้พอเราทำตอนแรกเราก็ทำได้แค่หน้าหนาวของก็ล้นตลาด ขายให้เขา เขาก็ไม่เอา เขากลัวว่ารับของเรามาแล้ว เจ้าที่เขารับประจำจะรู้แล้วก็ไม่ส่งให้ เราจึงต้องอาศัยความต่อเนื่อง มีของส่งให้ลูกค้าตลอด ราคาก็จะได้เท่าเดิม หน้าร้อน หรือหน้าหนาว ส่งราคาเท่ากันหมด ไม่ใช่พอหน้าร้อนดอกไม้ปลูกยากเราถือโอกาสขึ้นราคา ถ้าทำแบบนี้เราก็ขายได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ ไปลูกค้าก็จะไปรับจากเจ้าอื่น และต้องบอกอีกว่าจุดได้เปรียบของฟาร์มเรา คือเราทำได้ทั้งปี เราไม่ได้ปลูกทีเดียวแล้วตัดหมด เราจะทำทีละไร่สองไร่ ค่อยๆ ทยอยปลูก แล้วก็ทำหมุนเวียน ทำให้เราสามารถมีดอกไม้ขายให้ลูกค้าได้ทุกวัน ราคาของเราจะมาตรฐาน ขายเป็นกิโลกรัม ต่อ 1 กำ ขายปลีก 100 บาท ขายส่ง 70 บาท แหล่งส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง แล้วก็ตลาดตามร้านดอกไม้ทั่วไป โดยลูกค้าหลักของเราอยู่ทางภาคอีสาน ส่วนรายได้เดือนหนึ่งตัดได้ 15 วัน คือตัดวันเว้นวัน คิดเป็นจำนวนเงินที่ได้ต่อเดือนประมาณ 337,500 บาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย” คุณภูธนะ กล่าว

คุณภูธนะ ยังทิ้งท้ายอีกว่า สำหรับท่านที่สนใจอยากปลูกดอกเบญจมาศเพื่อตัดดอกขาย ตลาดยังไปได้อีก เพียงแต่ต้องใส่ใจ ดูแลทุกวัน ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง สองสามวันดูทีหนึ่งไม่ได้ หากสนใจอยากได้ความรู้ ติดต่อสอบถามได้ที่ สวนบิ๊กเต้ เลขที่ 172 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (080) 455-0659 ยินดีให้คำปรึกษา

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา/เรื่อง สุจิต เมืองสุข/ภาพ

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

กล้วยไข่ เป็นอีกไม้ผลที่ไม่เพียงมียอดจำหน่ายในประเทศสูง ขณะเดียวกัน ในกลุ่มตลาดผลไม้ที่ไทยส่งออกต่างประเทศถือว่ากล้วยไข่มียอดสูงในระดับที่น่าพอใจด้วยเช่นกัน

ปัญหาประการหนึ่งของกล้วยไข่คือคุณภาพ ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพกล้วยไข่ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าคุณภาพกล้วยไข่จะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตลาดในประเทศก็ตาม แต่คงเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าชาวสวนปลูกกล้วยไข่ได้คุณภาพส่งขายต่างประเทศเพื่อจะได้ราคาสูง

“กำแพงเพชร” เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องกล้วยไข่มาช้านาน เนื่องจากชาวบ้านปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2465 ตลอดเวลานับแต่อดีตคุณภาพกล้วยไข่ของกำแพงเพชรสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด จนพูดกันติดปากว่า “กล้วยไข่กำแพง” แล้วที่สำคัญผลไม้ประจำถิ่นชนิดนี้ยังผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่นคือ งานเทศกาลสารทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2424 เป็นต้นมา

เมื่อปี 2556 ทีมงานเทคโนฯ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อจัดทำสกู๊ปพิเศษกล้วยไข่ ในคราวนั้นได้พูดคุยกับนักวิชาการเกษตรของจังหวัดพบว่า แต่เดิมมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่นับหลายหมื่นไร่ แต่มาประสบปัญหาภัยธรรมชาติกับโรคพืชจึงทำให้พื้นที่การปลูกลดลงหลักพันไร่ จนทำให้ผลผลิตตกลงอย่างน่าใจหาย

นักวิชาการ ชี้ว่า ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักสำคัญคือ ลมพายุ ซึ่งภายใน 1 ปี จะเกิดขึ้น 2 ช่วง ที่จะพัดเข้ามาทางจังหวัดกำแพงเพชร ช่วงแรก เป็นลมพายุช่วงฤดูแล้ง จะพัดผ่านมาประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังเจริญเติบโต ความรุนแรงของลมทำให้ต้นกล้วยไข่หักและโค่นล้ม

ช่วงที่สอง เป็นลมพายุช่วงฤดูฝน จะพัดเข้ามาราวเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังตกเครือ ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่ราคากล้วยไข่มีราคาสูง พอมีลมพายุพัดเข้ามา กล้วยไข่ได้รับความเสียหาย ฉะนั้น เหตุการณ์ทั้งสองช่วงจึงทำให้เกษตรกรชาวสวนเกิดความท้อแท้

ปัญหาประการต่อมาคือเรื่องโรคกล้วยไข่ ที่พบมากคือ โรคใบไหม้ เมื่อโรคนี้เกิดมีการระบาดมาก ขณะเดียวกัน เกษตรกรนำพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่ออีก จึงมีการแพร่ระบาดอย่างหนักขึ้น

และปัญหาประการสุดท้ายคือ เรื่องแรงงาน เพราะกล้วยไข่เป็นไม้ผลที่ต้องเอาใจใส่มากในทุกกระบวนการปลูก ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่งหน่อ ทางใบ การดูแลเรื่องน้ำ เรื่องดิน และการบริหารจัดการในสวน ดังนั้น หากเกษตรกรมีจำนวนคนดูแลเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไปแล้วไม่สอดคล้องกับเนื้อที่ปลูก ก็จะส่งผลต่อการปลูกและผลผลิตที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤตกล้วยไข่กำแพงเพชร มีบางจังหวัด อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี สามารถปลูกกล้วยไข่ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก แต่ถึงกระนั้นด้วยความมีเสน่ห์ในรสชาติของกล้วยไข่กำแพงเพชรที่มีความหวาน หอม เนื้อละเอียด เปลือกบาง มีขนาดผลที่พอเหมาะต่อการรับประทาน จึงทำให้กล้วยไข่กำแพงเพชรยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างไม่เสื่อมคลาย

สิงหาคม 2559 ทีมงานลงพื้นที่กำแพงเพชรอีกเพื่อติดตามดูสถานการณ์กล้วยไข่ แล้วพบว่าคนในจังหวัดกำแพงเพชรมีความเคลื่อนไหวรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หาทางแก้ปัญหาเพื่อหวังจะกลับมาทวงแชมป์คุณภาพกล้วยไข่อีกคราว

หนึ่งในกลุ่มที่ขับเคลื่อนการพัฒนาและอนุรักษ์กล้วยไข่ของจังหวัด มีชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” โดยมี คุณนพพล เทพประถม อยู่บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร รับหน้าที่เป็นประธาน

คุณนพพล กล่าวถึงภาพรวมกล้วยไข่กำแพงเพชรขณะนี้ว่า มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่กันใหม่ ทั้งนี้ เพราะตลาดผู้บริโภคหลายแห่งติดใจรสชาติกล้วยไข่กำแพงเพชร แล้วต้องการให้มีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นทางจังหวัดจึงมีการส่งเสริมจัดทำเป็นโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นกล้วย GI หรือชูให้เป็นไม้ผลประจำถิ่น แล้วพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น

ประธานกลุ่มเผยถึงแนวทางการอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร ได้วางแผนพร้อมลงมือปฏิบัติกันมาเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นทำกันอยู่ในกลุ่มเล็กจำนวน 20 กว่าราย แล้วค่อยๆ ขับเคลื่อนจนกระทั่งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2554

“วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” ถือเป็นกลุ่มแรกที่บุกเบิกการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ของจังหวัด โดยมีการแบ่งซอยออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อให้มีการทำงานแบบครบวงจร

คุณนพพลชี้ถึงสาเหตุที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้ผลผลิตกล้วยไข่กำแพงเพชรขาดความคงที่คือ เกิดจากภัยธรรมชาติ และรองลงมาคือ โรคใบไหม้ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดที่จะต้องมีลมพายุพัดเข้ามาในช่วงที่กล้วยกำลังมีผลผลิตหรือเป็นกล้วยสาวในทุกปี เป็นช่วงต้นฝน

ส่วนโรคใบไหม้ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ทางเกษตรจังหวัดกำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งมีชาวบ้านหลายคนชี้ว่าควรย้ายแปลงปลูกไปที่อื่น ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม แต่ในความเป็นจริงคงทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะแต่ละครัวเรือนมีที่ดินน้อย จำต้องปลูกอยู่ที่เดิม ดังนั้น ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาตัวเองด้วยการเลิกปลูกกล้วยไข่แล้วหันไปปลูกพืชไม้ผลอื่นแทน

“อย่างไรก็ตาม เคยอ่านงานวิจัยศึกษาโรคใบไหม้ว่า โรคชนิดนี้จะอยู่กับดินเดิมเป็นเวลานานถึง 3 ปี หากยังคงปลูกพืชชนิดเดิมอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนบ้างโรคนี้ก็จะหายไป แล้วก็สามารถกลับมาปลูกกล้วยไข่ได้อีกต่อไปในพื้นที่เดิม ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือพยายามชักชวนผู้ปลูกรายใหม่ที่สนใจปลูกกล้วยไข่และใช้พื้นที่จำนวนไม่เกิน 1 ไร่

แนวทางการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมวางไว้อย่างไร?

ถ้ามองในเรื่องความคุ้มค่าในตัวเงินแล้ว การปลูกกล้วยไข่ถือว่าคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของจังหวัดไว้ด้วย ดังนั้น ถ้าช่วยกันปลูกเพิ่มขึ้นทีละต้นหรือสองต้นถือว่ามีความหมายในทางที่ดี รวมทั้งยังถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยไม่ต้องไปหวังว่าจะต้องปลูกเพิ่มขึ้นจำนวน 100-200 ไร่ หรือแม้แต่การคิดหวังไปถึงการส่งออกต่างประเทศก็ยังไม่จำเป็นต้องคิด

“ตอนนี้ เพียงแค่หวังไว้อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่เพิ่มขึ้น หรือบางคนที่เลิกปลูกก็ให้หันกลับมาปลูกใหม่ แล้วไม่ต้องไปปลูกมาก ขอให้ใช้พื้นที่ปลูกขนาดเล็กแล้วปลูกแบบมีคุณภาพเต็มที่ จากนั้นให้แต่ละแปลงรวบรวมผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด”

ประธานกลุ่ม บอกว่า ผลจากการที่กลุ่มได้สร้างคุณภาพผลผลิตตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้ที่ผ่านมาเริ่มเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน จนในขณะนี้หลายหน่วยงานได้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ มีการสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ แต่ต้องเข้าใจว่าเวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และอย่าหวังเรื่องผลผลิตที่สูง คงต้องใช้เวลาค่อยๆ เพิ่มจำนวนไปทีละขั้นตอน

การวางแผนช่องทางการตลาด

มีการกำหนดผู้ปลูกออกเป็น 2 กลุ่มที่ชัดเจน กลุ่มแรกอาจเป็นผู้ปลูกที่มีเนื้อที่จำนวนมาก มีการบริหารจัดการที่ดี เน้นการสร้างคุณภาพเต็มที่ ดังนั้น กลุ่มนี้จะมีพ่อค้าจากตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ที่เป็นขาประจำวิ่งเข้าไปรับซื้อที่สวน อีกกลุ่มเป็นผู้ปลูกรายเล็กก็จะมีคนมารับซื้อไปวางขายตามแผงริมทาง หรืออาจนำไปขายบริเวณตลาดมอกล้วยไข่

ในช่วงแรกถ้าจำนวนผลผลิตทั้งหมดยังมีไม่มากพอ คงวางจำหน่ายเฉพาะภายในพื้นที่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี S/P, แม็คโคร ที่แจ้งความต้องการขอรับซื้อผลผลิต แต่คงต้องชะลอไปก่อนเนื่องจากยังไม่สามารถจัดหากล้วยตามฤดูกาลได้ รวมถึงยังต้องมาจัดให้เข้าเป็นระเบียบระบบเสียก่อน ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บผลผลิต เนื่องจากผู้รับซื้อรายใหญ่จะมีเงื่อนไขรายละเอียดที่เคร่งครัดมาก

รูปแบบการขาย

คุณนพพล เผยว่า แต่เดิมการขายกล้วยของชาวบ้านใช้วิธีนับตั้ง และผู้รับซื้อแต่ละรายก็ไม่มีมาตรฐานในการกำหนดหวี ในแต่ละเครือบ้างกำหนดเป็น 3 หวี บ้างกำหนดเป็น 4 หวี ส่วนหวีขนาดเล็กหรือไม่สวยก็มักแถมไป ทั้งนี้ มักกำหนดราคารับซื้อหวีละ 20 บาท จึงทำให้ชาวบ้านมีรายได้ 60-80 บาท ต่อเครือ ฉะนั้น จึงมองว่าการกำหนดราคาขายเช่นนี้ไม่เกิดมาตรฐานและไม่ยุติธรรมดีพอ

“แต่การกำหนดวิธีขายแบบใหม่ที่ผ่านการตกลงของกลุ่มมาแล้ว เห็นว่าควรมีการกำหนดราคาขายแบบชั่งเป็นกิโล ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ผลพืชทั่วไปล้วนใช้หลักการชั่งเป็นกิโลทั้งนั้น และกล้วยไข่ควรใช้แนวทางเดียวกัน เพราะแนวทางนี้มีมาตรฐานที่กิโลซึ่งมีจำนวน 10 ขีดเท่ากันทุกแห่ง จึงไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และเท่าที่ทราบหลายแห่งได้ใช้วิธีเช่นนี้มานานแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของน้ำหนักกล้วย 1 ตั้ง จะอยู่ประมาณ 9-11 กิโลกรัม เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วจึงกำหนดราคาขายไว้ที่กิโลกรัมละ 18 บาท (25 สิงหาคม 2559) คุณนพพล ชี้ว่า วิธีการนี้เพิ่งนำมาใช้ และยังไม่ทั่วทุกแห่งในจังหวัด แต่จะค่อยๆ ปรับให้เป็นแนวทางเดียวกัน

สำหรับราคาขายในกรุงเทพฯ ประมาณหวีละ 70 บาท (25 สิงหาคม 2559) ราคานี้วางจำหน่ายทั่วไป แต่ในกรณีที่วางตามห้างหรือเป็นกล้วยไข่ออร์แกนิกจะวางขายในราคาหวีละ 100 บาท ส่วนราคาที่ส่งออกจากสวนเพียงหวีละ 20 กว่าบาทเท่านั้น

ความไม่แน่นอนเรื่องจำนวนผลผลิตกับคุณภาพผลผลิตในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกกลุ่มมองเห็นว่ายังไม่ควรตั้งราคาขายให้สูงเกินไป ควรรอให้ทุกอย่างนิ่งเสียก่อน แต่ในอนาคตถ้าทุกอย่างปรับปรุงอย่างได้มาตรฐานในทางที่ดีขึ้นแล้ว เห็นว่าคงต้องขยับราคาเพื่อให้ชาวบ้านมีแรงจูงใจในการปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปรับคุณภาพการผลิตเข้าสู่ระบบ GAP แล้ว

ประธานกลุ่ม เผยว่า จังหวัดอื่นที่ปลูกกล้วยไข่ อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก ขณะเดียวกัน ทางกำแพงเพชรก็ได้มีการไปศึกษาดูงานเพื่อกลับมาวางรูปแบบให้มีมาตรฐานเช่นนั้น แล้วคิดว่าในอนาคตหากกลุ่มมีการสร้างความเข้มแข็งได้อย่างสมบูรณ์ อาจผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกบ้าง เพราะหลายหน่วยงานในจังหวัดเริ่มเห็นความสำคัญและได้ยื่นมือเข้ามาสนับสนุนแล้ว

จึงทำให้ทางกลุ่มได้เร่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตกระทั่งสามารถสู่ระบบการผลิตแบบ GAP เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ มีสมาชิกกลุ่มที่ผ่านมาตรฐานแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทางกลุ่มมีจำนวนสมาชิกกว่า 50 ราย มีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ เฉลี่ยรายละ 3-5 ไร่ มีรายใหญ่ขนาด 70 ไร่ อยู่จำนวน 2 ราย

ส่วนแนวทางอนุรักษ์กำหนดไว้ว่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้พันธุ์ดั้งเดิมของท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งอาจกระทบปัญหาว่าขณะนี้เหลือคนที่ปลูกกล้วยไข่อย่างจริงจังน้อยมาก ผลผลิตยังไม่นิ่งทั้งคุณภาพและปริมาณ ดังนั้น หากจะบุกตลาดตอนนี้ยังคงไม่ได้เพราะพ่อค้าเองก็ยังไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยง

“ฉะนั้น ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ ปรับปรุงวิธีปลูก แก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติกับโรคให้ได้ก่อน แล้วจึงเริ่มปรับองค์กรให้เข้าสู่ระบบตามหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์หรืออะไรก็ตาม เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิกทุกคน รวมถึงยังวางแผนว่าโอกาสต่อไปจะสร้างพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ผูกพันกับกล้วยไข่มาช้านาน เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นพืชประจำถิ่น”

คุณนพพล ชี้ว่า ความผูกพันของชาวบ้านกำแพงเพชรกับกล้วยไข่ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก ถึงแม้บางปีจะเกิดปัญหาหรืออุปสรรคกับการปลูก ทั้งภัยทางธรรมชาติและโรคพืช จนสร้างความเสียหายที่เกิดจากขาดทุน แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดที่จะปลูกต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่ว่าความเป็นพืชไม้ผลประจำถิ่น ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากในจังหวัดมีการจัดตั้งกลุ่มการผลิตกล้วยไข่คุณภาพแยกกันหลายกลุ่ม แต่ละพื้นที่ต่างมีแนวทางวิธีการต่างกัน แต่ทุกแห่งมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างคุณภาพกล้วยไข่กำแพงเพชรให้ดีที่สุด

“พยายามผลักดันคนรุ่นใหม่ให้เป็น SMART FARMER เพื่อเตรียมวางรากฐานขยายตลาดในอนาคต เพราะคนรุ่นใหม่มีแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้น ถ้าพวกเขาเดินเข้ามาสู่กระบวนการปลูก ก็จะสร้างความมั่นคงให้แข็งแรงต่อไป” ประธานกลุ่ม กล่าว

ไปดูสวนกล้วยไข่คุณภาพ

จากนั้นทีมงานได้ลงพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของสมาชิกกลุ่ม อย่าง คุณป้าพิมพ์ และ คุณลุงไพริน คำพวงวิจิตร เป็นเจ้าของสวน อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (063) 750-9275 ปลูกกล้วยไข่มานานกว่า 30 ปี ใช้เนื้อที่ปลูก 12 ไร่ จำนวน 2,000 กว่าต้น เป็นพันธุ์กล้วยไข่ดั้งเดิมของกำแพงเพชร

คุณป้าพิมพ์ บอกว่า การปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรนับเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดในแปลงปลูก อย่าให้รก ปุ๋ยที่ใช้ในตอนเริ่มปลูกใช้สูตรเสมอ 15-15-15 พอตกเครือจะใช้ปุ๋ยน้ำตาลสูตร 21-0-0 ใส่เพื่อเร่งผล

ส่วนปัญหาที่เกิดเป็นประจำคือ โรคใบไหม้ แล้วยังต้องเผชิญกับภัยจากพายุลมแรงที่พัดจนต้นกล้วยหักโค่นเสียหาย ซึ่งลมพายุดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่กำลังมีผลผลิต แล้วสังเกตทุกปีมักเกิดขึ้นหลังจากเข้าหน้าฝน ทั้งนี้ ถ้าตกเครือก็ยังช่วยให้ปลอดภัย แต่ถ้าเกิดในช่วงต้นขนาดเล็กตายอย่างเดียว ฉะนั้น เพียงแก้ไขในเรื่องโรคใบไหม้ได้ ก็จะทำให้กล้วยมีคุณภาพดีกว่าเดิม แล้วมีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

ผลที่เกิดขึ้นจากปัญหา คุณลุงไพริน ชี้ว่า จากที่สมัยก่อนเคยเก็บหน่อไว้ถึงตอที่ 2-3 ได้ แต่ภายหลังทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะคอยจะขึ้นเหง้า ดังนั้น ในทุกปีจะต้องมีการขุดออกแล้วปลูกเป็นกล้วยรุ่นใหม่

คุณลุงไพรินเผยตัวเลขผลผลิตที่เกิดจากการปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรในแต่ละปีคงไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ภายหลังที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มจึงตกลงมีการซื้อ-ขายผลผลิตกันเป็นกิโลกรัม แต่พื้นที่แถวสามเงาจะมีราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท สูงกว่าที่กำแพงเพชรที่มีราคาขายประมาณกิโลกรัมละ 18 บาท

การสะสมประสบการณ์ที่ยาวนานของคุณป้าพิมพ์และคุณลุงไพริน จนเกิดทักษะความชำนาญการปลูกกล้วยไข่ จึงทำให้สวนของพวกเขาได้ผลผลิตประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นจำนวนผลผลิตที่สูงได้มาตรฐานอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเช่นนี้ทุกปี

ความจริงแล้วกล้วยไข่กำแพงเพชรมีรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น มีชาวบ้านหลายรายพยายามนำหน่อกล้วยในพื้นที่ออกไปปลูกยังแหล่งอื่นที่ใกล้เคียงจังหวัดกำแพงเพชร แต่พบว่ารสชาติอร่อยน้อยกว่า แม้จะใช้หน่อเดิม ทั้งนี้ คุณลุงไพริน ชี้ว่า น่าจะเกิดจากคุณภาพดินของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งถ้าพ้นออกไปแล้ว รสชาติตลอดจนลักษณะผลมักเปลี่ยน

แวะแหล่งขายกล้วยไข่ริมทาง

ก่อนเดินทางกลับทีมงานแวะเยี่ยมเยียนแผงขายกล้วยไข่ที่ตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทางถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร ซึ่งผู้ขายมีทั้งแบบมีสวนกล้วยตัวเองแล้วนำผลผลิตมาวางขาย กับอีกแบบคือไปรับซื้อกล้วยจากสวนโดยตรงเพื่อนำมาวางขาย

คุณวิน บุนนาค เจ้าของแผงขายกล้วยไข่รายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า มีสวนกล้วยไข่ของตัวเองขนาด 3 ไร่ และทำอาชีพนี้มานานกว่า 30 ปี นอกจากนั้น ยังรับซื้อกล้วยไข่จากสวนของชาวบ้านที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างที่ ลำมะโกรก นครชุม และโพธิ์สวัสดิ์ อีกหลายราย

ตลอดเวลากว่า 30 ปี กับการคลุกคลีกล้วยไข่ คุณวินพบว่าเป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ก็ยิ่งทวีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ (2559) ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งที่มาเยือนตั้งแต่ต้นปี เลยทำให้ได้ผลผลิตน้อย ราคาจึงสูงกว่าปกติ

อีกทั้งยังพบว่าผลกระทบเช่นนี้จึงส่งผลต่อการขายกล้วยไข่ ซึ่งโดยปกติระยะทาง 10 กิโลเมตร ตั้งแต่ทางแยกจะมีร้านขายกล้วยไข่ตั้งเรียงรายมาตลอด แต่ปีนี้หายไปเกินครึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านกำแพงเพชรบางรายสู้ไม่ถอยแล้วคิดจะปลูกต่อไป

หลายคนที่คุ้นกับลักษณะประจำของกล้วยไข่กำแพงเพชรมักทราบว่ามี รสหวานหอม เนื้อแน่น เปลือกบาง ตลอดจนขนาดผลมีความพอดี ซึ่งจุดเด่นเช่นนี้จึงเป็นเสน่ห์ของกล้วยไข่กำแพงที่ทำให้คนทั้งประเทศติดใจ แล้วมักแวะเวียนมาหาซื้อในช่วงที่มีผลผลิตซึ่งมักตรงกับเทศกาลสาร์ทไทย คุณวิน บอกว่า เคยรับกล้วยไข่จากแหล่งอื่นมาขายร่วมกับกล้วยไข่กำแพงเพชร ปรากฏว่าลูกค้าชิมแล้วชอบกล้วยไข่กำแพงเพชรมากกว่าเพราะมีรสหวาน หอม

ผลที่เกิดจากความแห้งแล้งจึงทำให้ในช่วงผลผลิตมีจำนวนกล้วยไข่ไม่มาก โดยมีการกำหนดราคาขายหน้าร้านอยู่ระหว่าง 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ ส่วนแบบขายยกเครือราคาตั้งแต่ 120-250 บาท คุณวิน ชี้ว่า ปีนี้ราคากล้วยไข่สูงกว่าที่เคยพบมาก่อน และคิดว่าราคานี้คงไม่ลดลงแล้วจนสิ้นฤดู เพราะผลผลิตจะทยอยออกมาตลอด จนทำให้ไม่ล้นตลาดจนต้องลดราคา

ผู้ขายกล้วยไข่รายนี้ชี้ว่า ความจริงแล้วตลาดกล้วยไข่กำแพงเพชรไม่มีปัญหาด้านราคา แต่ด้วยความที่การปลูกและการดูแลเป็นไปด้วยความยาก ประกอบกับเจออุปสรรคมากมายทั้งภัยจากธรรมชาติและโรคพืช จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนหลายรายถอดใจเลิกปลูก แล้วหันไปปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแทน ก็ยิ่งทำให้จำนวนผู้ปลูกกล้วยลดลง ขณะเดียวกัน เมื่อมีกล้วยน้อยจึงทำให้ราคาสูงตามไปด้วย

ร้านขายกล้วยไข่ของคุณวิน ตั้งอยู่ริมถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร บริเวณหลัก กม.10 ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่กล้วยไข่ แต่ยังขายหน่อกล้วยราคาหน่อละ 10-15 บาท แล้วยังมีกล้วยหอมทองที่ปลูกไว้นำมาขาย นอกจากนั้น ยังรับไม้ผลชนิดอื่นจากชาวบ้านมาวางขายด้วย

ถึงแม้ว่าผลจากภัยแล้งได้สร้างความเสียหายให้แก่ชาวกำแพงเพชรมากมาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรไปปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ และการจับมือกันของชาวกำแพงเพชรเพื่อหาทางแก้ไขปัญหากล้วยไข่ในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาปลูกกล้วยไข่ ผลไม้ประจำถิ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวกำแพงเพชรมายาวนาน

สอบถามรายละเอียดผลผลิตกล้วยไข่เพิ่มเติมได้ที่ คุณนพพล เทพประถม บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (087) 592-6709