เลาะรั้วเกษตร : จัดงานเกษตรเพื่อคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342274

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จัดงานเกษตรเพื่อคนกรุง

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีโอกาสไปเยี่ยมๆ มองๆ งาน “เปิดบ้านงานวิจัย” ของกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ซึ่งพิธีเปิดงาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เป็นประธาน ตอนหนึ่งที่ท่านกล่าวเปิดงาน ท่านบอกว่าให้ไปจัดงานแบบนี้ในต่างจังหวัดให้เกษตรกรได้ชมบ้าง ต่างจังหวัดเกษตรกรไม่ค่อยรู้จักหน่วยงานของกรม แม้ชาวบ้านที่อยู่ติดรั้วหน่วยงานยังไม่รู้จักเลย….จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยัน และท่านไปถามชาวบ้านแถวไหนก็ไม่ยืนยันอีกเหมือนกัน…งานนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ฟังแล้วคงสะดุ้งไปหลายตลบ

อันที่จริงเท่าที่ทราบ และเคยไปร่วมงานเป็นครั้งคราว หน่วยงานในต่างจังหวัดของกรมวิชาการเกษตรก็จัดงานแสดงผลงานการวิจัย และเทคโนโลยีต่างๆ อยู่บ่อยๆ แต่อาจจะไม่ได้จัดในจังหวัดที่ท่าน รมว. เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งานเปิดบ้าน หรือ Open House ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ นี้เพราะต้องการจัดแสดงผลงานความก้าวหน้าทางการเกษตรให้คนกรุงได้ดู

งานเปิดบ้านงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรไม่ทราบ เพราะไม่ได้จัดเป็นประจำทุกปี ทราบแต่ว่ามีมาหลายปีแล้ว เปิดบ้านครั้งแรกเมื่อปี 2552 ปีแรกที่อธิบดี สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน มาเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรรอบแรก

ยุคนั้นองค์กรต่างๆ เขานิยมจัดงาน Open House กัน กรมวิชาการเกษตรเลยจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร จัดระหว่างวันที่ 30 กันยายน- 2 ตุลาคม 2552 สถานที่จัดงานก็ใช้บริเวณถนนรอบๆ อาคารที่ทำการของกรม เพราะชื่องานว่าเปิดบ้าน ก็ต้องจัดที่บ้าน ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปมากพอสมควรจนต้องเพิ่มเวลาจัดงานต่ออีก 2 วัน

จำได้ว่าก่อนงานเปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ได้จัดงานใหญ่ แถวศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าแถวนนทบุรี ชื่องานว่า “มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร” ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552 จัดขึ้นในวาระกรมวิชาการเกษตรครบรอบ 36 ปี จะว่าไปงานนี้น่าจะเป็นงานเปิดบ้านงานวิจัย ครั้งแรกของกรมวิชาการเกษตร เพราะเป็นงานที่เหมือนแนะนำกรมวิชาการเกษตรให้ชาวบ้านได้รู้ถึงความเป็นมาและภารกิจ หน้าที่ของกรมจริง ๆ เพียงแต่ไม่ได้จัดที่บ้านเท่านั้น

งานเปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร จัดต่อมาอีกหลายครั้ง แต่เท่าที่ทราบคงไม่ได้จัดต่อเนื่องทุกปี ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้
น่าจะเป็นปี 2558 เท่ากับว่างเว้นมา 3 ปี จนมาถึงปีนี้ 2561 เท่าที่เดินดูงานครั้งนี้ เห็นว่างานวิจัยไม่ได้มีอะไรก้าวหน้าสักเท่าไร ยังได้เห็นพิพิธภัณฑ์แมลง ได้เห็นวัชพืชที่มีประโยชน์อย่างใบต่างเหรียญ และพรมมิ ที่เคยนำเสนอมาหลายปีแล้ว ได้เห็นร้าน Q Shop ได้เห็นปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ ได้เห็นเครื่องจักรกลเกษตรที่ไม่ได้หวือหวาไปจากเดิม มีเมล็ดพันธุ์พืชและต้นไม้แจก มีสาธิตการแปรรูปผลผลิตต่างๆ ยังเหมือนเดิม ที่ดูทันสมัยขึ้นมาหน่อยคือ การใช้โซเชียลเนตเวิร์ก พวกแอพพลิเคชั่นต่างๆ และ สมาร์ท บ็อกซ์ ซึ่งประชาชนทั่วไปคงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไร

การจัดงานแสดงผลงานและเทคโนโลยีทางการเกษตร ไม่ได้มีกรมวิชาการเกษตรกรมเดียว ที่จัดงานในลักษณะนี้ และจัดในบริเวณหน่วยงานของตนเอง ยังมีกรมการข้าว กรมหม่อนไหม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แม้กระทั่งกระทรวงเกษตรฯ เอง ก็เคยจัดงานในลักษณะนี้ในบริเวณหน่วยงานของตนเอง ซึ่งจุดอ่อนของการจัดงานในพื้นที่ตั้งของหน่วยงานคือ คนเข้าร่วมงานน้อย โดยเฉพาะหน่วยงานย่านเกษตรกลาง บางเขน ซึ่งไม่ได้อยู่ในจุดที่ไป-มาสะดวก

งานแสดงทางการเกษตรที่ประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ เห็นจะมีแต่งาน “เกษตรแฟร์” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เท่านั้น ที่แต่ละปีมีคนรอคอยว่าเมื่อไรจะถึงงานเสียที เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นทุกปี และจัดติดต่อมายาวนานหลายสิบปี แต่น่าเสียดายที่งานเกษตรแฟร์ เน้นการขายสินค้ามากกว่าวิชาการ คนกรุงเลยรู้จักแต่ มะขามหวาน หอม กระเทียม และต้นไม้ชื่อแปลกๆ ที่อาจจะถูกหลอกขายบ้าง แต่หลายคนก็ชอบเดินงาน “เกษตรแฟร์” มากกว่างานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่หน่วยงานต่างๆ จัดตามที่กล่าวมา

ที่ว่ามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพียงแต่จะบอกว่าการจัดงานแต่ละครั้งใช้งบประมาณ และบุคลากรจำนวนไม่น้อย ในเมื่อลงทุนจัดเพื่อให้คนมาดู ก็น่าจะลงทุนอำนวยความสะดวกให้คนมาดูได้จำนวนมากๆ การอำนวยความสะดวกที่ง่ายที่สุด คือจัดในสถานที่ที่คนไป-มาสะดวก และคุ้นเคย เป็นสถานที่ที่เขาจัดงานกันบ่อยๆ ไม่ได้เชียร์ให้อุดหนุนกิจการสถานที่เหล่านั้น เพียงแต่ไม่อยากให้การจัดงานแต่ละครั้งสูญเปล่าเท่านั้นเอง…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340855

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของข่าวลือ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสักเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า จะมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่าง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ กับผู้ตรวจราชการฯ และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต ผู้ใหญ่ในกระทรวง รวมทั้งตัวอธิบดีเองก็ออกมาปฏิเสธพัลวันว่า ไม่จริ๊งไม่จริง…แต่พอเรื่องเงียบ ข่าวลือจางหาย จดหมายลับก็ส่งเรื่องถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขอย้ายสับเปลี่ยนอธิบดีกรมปศุสัตว์กับผู้ตรวจราชการกระทรวงตามรายนามดังกล่าว และนายกรัฐมนตรีก็ลงนามอนุมัติ และเสนอ ครม.ทราบภายในวันเดียว…..นี่คือเรื่องของข่าวลือ….นี่คือเรื่องของวัคซีนพิษสุนัขบ้าทำพิษ….

จะว่าไป อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ ก็เป็นคนหนุ่ม ยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี ประสบการณ์ก็ไม่รองใคร จากรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงฯ แล้วมานั่งอธิบดีกรมหม่อนไหม ซึ่งภารกิจของกรมหม่อนไหมกับความรู้ของนายสัตวแพทย์ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่อธิบดีอภัยก็บริหารกรมหม่อนไหมได้ไม่น้อยหน้าอธิบดีท่านก่อนๆ

เมื่อกลับถิ่นเดิมกรมปศุสัตว์ ก็ชง“โครงการโคบาลบูรพา” ที่จังหวัดสระแก้ว ใช้งบเป็นพันล้านบาท ถูกใจอดีต รมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ขยายโครงการเป็นหมื่นล้าน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 7 ปี แต่เจอพิษวัคซินพิษสุนัขบ้า ประกอบกับ บิ๊กฉัตร พ้นเก้าอี้ เรื่องราวของ โคบาลบูรพา เลยเงียบๆ ไป

เหลือเวลาอีกตั้ง 4 เดือนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งจะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ เกษียณอายุหลายท่าน แน่ๆ คือ ปลัดฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, รองปลัดฯ 2 ท่าน คือ สุรพงษ์ เจียสกุล และ นายสัตวแพทย์ ธนิตย์ เอนกวิทย์, อธิบดี 3 กรม ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ, อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สมชาย ชาญณรงค์กุล และ อธิบดีกรมหม่อนไหม สุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา และยังมีผู้ตรวจราชการกระทรวงอีก 4 ท่าน คือ คณิต ลิขิตวิทยาวุฒิ ดิเรก ตนพยอม จันทร์ธิดา มีเดช และ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก

จะว่าไปเวลา 4 เดือนก็คงไม่นานนัก แต่ก็มีข่าวลือมาอีกแล้ว โดยเฉพาะที่ทำให้ใครต่อใครเสียวหลังวาบ คือ ข่าวจะเอารองปลัดกระทรวงมหาดไทย บุญธรรม เลิศสุขีเกษม มานั่งตำแหน่งปลัดเกษตรฯ….ไม่ใช่ข้ามห้วยอย่างเดียว ยังขยับขึ้นสูงอีกต่างหาก แต่ข่าวอีกกระแสก็บอกว่า รมว. กฤษฎา บุญราช ประกาศว่าปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นคนใน…..นี่ไงข่าวลือ แต่ไม่ทราบว่าข่าวไหนลือจริง ข่าวไหนลือเล่นๆ….

ข่าวลือต่อไปอีกว่า…..อธิบดีกรมการข้าว อนันต์ สุวรรณรัตน์ จะขึ้นมานั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ ถ้าอยากแก้ปัญหาเรื่องยาง คนคนนี้ก็พอจะช่วยได้ แต่ท่านห่างหายจากยางไปทำเรื่องข้าวเสียหลายปีจะลืมเรื่องยางหรือยังก็ไม่ทราบ….แต่ถ้ารื้อฟื้นความทรงจำและผนึกกำลังกับรักษาการผู้ว่าการ กยท. เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ก็คงจะมองอะไรได้รอบด้านขึ้น….

ลืออีกว่า ถ้าพลาดตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ อาจไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร….ก็คงได้อีก…เพราะอธิบดี อนันต์ สุวรรณรัตน์ ผ่านมาหลายกรมแล้ว ทั้งกรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว อยู่กรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกษียณอีกสักกรมจะเป็นไร …แต่สงสารลูกหม้อกรมส่งเสริมการเกษตรที่ต้องผิดหวัง เพราะมักจะได้อธิบดีที่ export มาจากกรมอื่นอยู่เสมอ

ตำแหน่งที่น่าสนใจอีกตำแหน่ง คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ลือว่าจะส่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ วราภรณ์ พรหมพจน์ มานั่งแทน อธิบดี สุรสีห์ กิตติมณฑลซึ่งอาจจะถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน.. จะเอา ดอกเตอร์ทางประมง มาดูฝนฟ้า เอาคนที่เคยทำงานกับน้ำไปทำงานกับดิน ก็คงงงกันไปพักใหญ่กว่าจะเข้าที่ พอดีเกษียณ…

ก็แค่ข่าวลืออ่ะนะ…..แต่ลือทีไรจบลงจริงทุกที……ก็ไม่รู้สินะ…คอยดูกันเอาเอง…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339482

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบถึงที่มาที่ไปและเจตนารมณ์ของพระราชพิธีนี้ หรือเข้าใจได้ว่า ทำไมพระราชพิธีนี้จึงยังคงมีอยู่ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่เกษตร 4.0 แล้วก็ตาม

คำว่าพระราชพิธี หมายถึงงานที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นประจำตามราชประเพณี โดยจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีนั้นด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าฯ ให้ผู้อื่นเป็นผู้แทนพระองค์ไปในการนั้นก็ได้

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่มี 2 พิธี ต่อเนื่องกัน แต่ผู้คนมักจะเรียกแยกกัน บ้างก็เรียกวันพืชมงคล บ้างก็เรียกวันแรกนาขวัญ แต่ที่คนคุ้นเคยกันมาก และถือเป็นวันหยุดราชการด้วยคือวันที่ประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพิธีที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเกษตรกร และคนทั่วไปมักจะรอคอยคำพยากรณ์จากการหยิบผ้านุ่งของพระยาแรกนา ซึ่งมี 3 ขนาด คือ 4 คืบ 5 คืบ และ 6 คืบ รวมทั้งของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค คือ ถั่วเขียว งา ข้าวโพด ข้าวเปลือก หญ้า น้ำ และ เหล้า

ส่วนพระราชพิธีพืชมงคลนั้น เป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ก่อนหน้าวันแรกนา 1 วัน เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยพระมหากษัตริย์จะทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในราชอาณาจักร

พันธุ์ข้าวเปลือกที่พระยาแรกนาขวัญใช้หว่านในลานแรกนา และบรรจุเป็นซองเล็กๆ แจกจ่ายให้เกษตรกรทั่วประเทศเพื่อเป็นสิริมงคลก็ต้องผ่านพระราชพิธีนี้มาก่อน ส่วนจะกระจายไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจริงๆ สักเท่าไรไม่กล้ายืนยัน…

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีความมุ่งหมายที่จะบำรุงขวัญของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ของไทยแต่โบราณกาลทรงให้ความสำคัญกับพระราชพิธีนี้อย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่นให้กับอาณาประชาราษฎร์ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเรานี้มีการเกษตรผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในแผ่นดิน

พระราชพิธีนี้ เป็นพระราชพิธีเดียวที่ไม่ได้กำหนดวันไว้แน่นอนตายตัว แต่ละปีต้องให้โหรหลวงเป็นผู้หาฤกษ์ยามกำหนดวันที่เหมาะสมในเดือนหก อันเป็นระยะเวลาเริ่มต้นการทำนา ปฏิทินสากลของหลายสำนักจึงมักจะมีปัญหากับวันนี้กันมาก และมักจะเขียนบนปฏิทินเป็นวัน “พืชมงคล” กันเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนจึงมักจะเรียกกันสับสนระหว่างวันพืชมงคล กับวันแรกนาขวัญ จำง่ายๆ ก็แล้วกันว่า วันพืชมงคลไม่ใช่วันหยุด วันหยุดคือวันแรกนาขวัญ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ส่วนพระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีทางพุทธศาสนานั้น เพิ่งจะเพิ่มขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้หยุดไปในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2479 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชพิธีขึ้นมาใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับกรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย ทรงเห็นความสำคัญ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานทุกปี และสืบต่อมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบัน

เป็นพระราชพิธีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยเฉพาะพระยาแรกนาขวัญซึ่งเป็นผู้ที่ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่นั้น เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดิมทีตั้งแต่ พ.ศ. 2503-2512 โปรดเกล้าฯ ให้อธิบดีกรมการข้าวในสมัยนั้น ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ

หลังจากที่ยุบกรมการข้าวในสมัยนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โปรดเกล้าฯ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ เว้นเสียแต่บางปี ปลัดกระทรวง มีสุขภาพไม่เอื้ออำนวย หรือ ปลัดกระทรวงเป็นสุภาพสตรี ปลัดกระทรวง ก็จะขอพระราชทานพระราชานุญาตให้อธิบดีบางกรม หรือรองปลัดกระทรวง ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญแทน…

ไม่ว่าจะเป็น Thailand 4.0 หรือ เกษตร 4.0 ในอนาคต แต่พระราชพิธีอันเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจของเกษตรกรนี้ ยังคงความสำคัญสืบต่อไป…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ทูตเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338058

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ทูตเกษตร

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว พรรคพวกเพื่อนฝูงในกระทรวงเกษตรฯ เล่าให้ฟังว่า ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ส่งข้อความทางไลน์ไปยังหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด บอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ขอพบข้าราชการกระทรวงเกษตรฯระดับชำนาญการขึ้นไป ที่ศึกษาจบวิชาการเกษตร หรือสาขาที่เกี่ยวข้องจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน ไต้หวัน เพื่อหารือข้อราชการสำคัญ โดยขอให้มาพบในเช้าวันรุ่งขึ้น

เนื่องจากเป็นการสื่อสารให้รับทราบกันทางไลน์ และคงจะแชร์ส่งต่อๆ กันมาหลายทางการสั่งการจากหัวหน้าหน่วยงานจึงมีบ้างไม่มีบ้าง แต่ก็มีนักเรียนนอกจากหลายหน่วยงานไม่ต่ำกว่า 20 คนเข้าไปพบกับรัฐมนตรี แต่ไม่ยืนยันว่ามาจากทุกหน่วยงานหรือไม่

สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ต้องการความช่วยเหลือจากนักเรียนนอกเหล่านี้คือ ให้ช่วยหาข้อมูลที่ต้องการทราบ ได้แก่ พืชหลักที่สำคัญของแต่ละประเทศ โครงสร้างการผลิตของเกษตรกรในประเทศนั้นๆ บทบาทของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านการผลิต และการตลาด วิธีการตลาดของเกษตรกรในประเทศนั้นๆ

นักเรียนนอกทั้งหลายคงผิดหวัง ที่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่น่าจะใช่บทบาทของนักเรียนนอก แต่น่าจะเป็นบทบาทของทูตเกษตรที่ไปประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่สามารถจะวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นต่าง ๆ ที่ รมว.กษ. ต้องการได้ หากประเทศใดไม่มีทูตเกษตรประจำอยู่ ก็จะมีทูตพาณิชย์ หรือ กงสุลประจำอยู่ น่าจะขอความร่วมมือกันในระดับกระทรวงได้ ข้อมูลที่ได้ก็จะน่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบัน ลำพังให้นักเรียนนอกไปหาข้อมูลมาให้ เชื่อว่าคงจะพึ่งพาอากู๋ เป็นส่วนใหญ่…..

ทูตเกษตร หรือ อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร และกงสุลฝ่ายการเกษตรที่กระทรวงเกษตรฯ แต่งตั้งไปประจำ ณ ประเทศต่างๆ 8 ประเทศ รวม 11 แห่ง ได้แก่ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตรประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ประจำกรุงโรม อิตาลี ประจำกรุงบรัสเซลส์ สหภาพยุโรป ประจำกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำกรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย และประจำกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กงสุลฝ่ายเกษตร 3 แห่ง คือ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา นครกวางโจว และ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และฝ่ายการเกษตรประจำสถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงมอสโก รัสเซีย

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น ได้เรียกประชุม และมอบนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น ไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นให้ทูตเกษตรดำเนินการคือ 1) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะการเน้นถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทย 2) วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ประเด็นปัญหา อุปสรรค แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรในแต่ละประเทศแจ้งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อกำหนดแผนในการเจาจาหรือปรับกลยุทธ์ให้สินค้าเกษตรไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น 3) ประชาสัมพันธ์ แนะนำสินค้าเกษตรใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคต่างประเทศรู้จัก โดยเฉพาะผลไม้ที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

ภารกิจที่มอบกันไว้เมื่อปีที่แล้ว ทูตเกษตรได้ดำเนินการไปมากน้อยเพียงไรไม่มีข่าวคราวเปรี้ยงป้างให้ได้ยิน มาปีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนปัจจุบัน กฤษฎา บุญราช ได้ประชุมทูตเกษตรผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์พร้อมมอบนโยบายสำทับไปอีกว่า ให้ติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ในประเทศที่มีการซื้อขายยางล่วงหน้า เช่น ญี่ปุ่น และจีน ให้ทูตเกษตรไปเดินดูตลาดและทำรายงานส่งมาให้ รมว.กษ. โดยตรง

ท่านยังบอกอีกว่า ทูตเกษตรต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนโฆษกกระทรวงเกษตรฯในต่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในตลาดประเทศนั้นๆ ทำรายงานส่งมาที่กระทรวงทุกเดือนไหนๆ ก็ไหนๆ ท่านก็แถมสิ่งที่ท่านอยากทราบตามที่มอบนักเรียนนอกไปช่วยกันหามา ให้ทูตเกษตรรายงานมาด้วยก็คงไม่ได้สร้างภาระให้เขามากมายนัก เผลอๆ เขาอาจจะมีอยู่แล้วก็ได้ เว้นเสียแต่ว่าท่านมีแผนที่จะใช้มันสมองของนักเรียนนอกเหล่านี้ช่วยทำงานขับเคลื่อนนโยบายไทยนิยมยั่งยืน หรือ ไทยแลนด์ 4.0 หรือตลาดนำการผลิต อย่างต่อเนื่องต่อไป นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง….แต่ที่จริงอยากให้ทูตเกษตรของไทย มีบทบาทและภารกิจที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อยากให้เป็น smart officer ของกระทรวงเกษตรฯไทยในต่างประเทศจริงๆ……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ปลาร้ายุคนี้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336614

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ปลาร้ายุคนี้ไม่ธรรมดา

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ว่าด้วยเรื่อง กำหนดมาตรฐาน “ปลาร้า” หลายคนเห็นแล้วคงอมยิ้ม หลายคนอาจจะหัวเราะพร้อมกับปรารภว่า “ปลาร้าเนี่ยนะต้องกำหนดมาตรฐาน” แต่คนที่ไม่อมยิ้ม และไม่หัวเราะด้วย คือคนทำ “ปลาร้า” จำหน่าย

ประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ลงนามโดย ลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้เป็นมติในที่ประชุมของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 ให้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มาตรฐานเลขที่ มกษ.7023-2561

ทำไมต้องกำหนดมาตรฐาน…. รองเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. พิศาล พงศาพิชณ์ บอกว่า ปัจจุบันปลาร้าของไทยส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน และสหภาพยุโรป คิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท ปริมาณการผลิตในแต่ละปีมิใช่น้อย ข้อมูลล่าสุดว่าปริมาณถึง 40,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงต้องกำหนดมาตรฐานเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นสร้างตลาดปลาร้าให้เติบโตขึ้น

ปลาร้าที่กำหนดมาตรฐานนี้ เป็นปลาร้าดิบ ไม่เกี่ยวกับปลาร้าที่นำไปแปรรูปแล้ว ซึ่งในมาตรฐานดังกล่าวได้ระบุส่วนประกอบสำคัญและเกณฑ์คุณภาพเอาไว้ ว่า จะต้องทำจากปลาที่ไม่มีพิษ ไม่มีสารตกค้าง เกลือที่ใช้ต้องสะอาดไม่มีสิ่งแปลกปลอม รำข้าว รำข้าวคั่ว และข้าวคั่ว ต้องสะอาด ใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน ไม่มีแมลง และสิ่งปนเปื้อน เช่น กรวด ทราย

เกณฑ์คุณภาพ ได้ระบุลักษณะทางกายภาพ หรือลักษณะที่มองเห็นเอาไว้ว่า ลักษณะต้องไม่แห้ง หรือเละเกินไป มีสีปกติตามลักษณะเฉพาะของปลาร้า เนื้อปลามีสีชมพูอ่อน เหลืองอ่อน ส้มอ่อน หรือน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นตามลักษณะของปลาร้า ไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นหืน กลิ่นสาบ หรือเหม็นเปรี้ยว

เกลือ หรือโซเดียมคลอไรด์ ต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 โดยน้ำหนัก ต้องไม่พบตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ด และตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ ต้องไม่พบสิ่งแปลกปลอม เช่น เส้นผม ดิน ทราย กรวด ต้องไม่พบแมลง เช่น มอด ตัวอ่อนของแมลงหนอน ชิ้นส่วนของแมลง ขนสัตว์ สิ่งปฏิกูล ชิ้นส่วนของสัตว์อื่นที่ไม่ใช่ปลา และให้มีปลาชนิดอื่นที่ไม่ได้ระบุในฉลากได้ไม่เกินร้อยละ 5

ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสียทุกชนิด สารปนเปื้อนที่ยอมให้มีได้ต้องไม่เกินปริมาณสูงสุดที่กำหนด ได้แก่ ตะกั่ว ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารหนูในรูปอนินทรีย์ ไม่เกิน 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วน ปรอท สำหรับปลาร้าที่ทำจากปลาทะเลยอมให้มีได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และสำหรับปลาน้ำจืดยอมให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ภาชนะบรรจุต้องสะอาด แห้ง ทนทานต่อการกัดกร่อน ปิดได้สนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ที่สำคัญคือต้องมีฉลากสำหรับปลาร้าขายปลีก แสดงบนภาชนะบรรจุทุกหน่วย โดยต้องระบุ ชื่อสินค้า ใช้ชื่อว่า “ปลาร้า” ต้องบอกชนิดปลาที่ใช้ บอกส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนัก ชนิดของวัตถุเจือปนอาหาร (ถ้ามี) น้ำหนักสุทธิ วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุ หรือข้อความว่า ควรบริโภคก่อน (วัน เดือน ปี) คำแนะนำในการเก็บรักษาและการบริโภค ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้แบ่งบรรจุ สามารถแสดงเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนได้ นอกจากนี้ให้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้วย

จะว่าไป มาตรฐานปลาร้าที่กำหนดมานี้ ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงที่ทำให้ผู้ผลิตปลาร้าจำหน่ายต้องวิตกกังวล เพราะเน้นไปที่ความสะอาด และการปนเปื้อน ซึ่งผู้ผลิตต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว อาจจะยุ่งยากเพิ่มขึ้น คือ ต้องมีฉลากระบุข้อความตามที่กำหนด และต้องนำปลาร้าที่ผลิตไปตรวจสอบก่อนจำหน่าย แต่ถ้าหวังจะให้ปลาร้าโกอินเตอร์มากๆ ก็ต้องยอมรับมาตรฐานดังกล่าว ส่วนจะไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น กิมจิ
ของเกาหลี หรือ โชยุของญี่ปุ่น ว่าเขากำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมคุณภาพหรือไม่ ต้องสืบหากันเอง

สงสัยอยู่ประเด็นเดียว ปลาร้านี้ ต้องขอ อย. ด้วยมิใช่หรือ แค่ อย. อย่างเดียว เดี๋ยวนี้เอาไม่อยู่แล้วหรือไร……..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ผู้ว่าการกยท.เมื่อไรจะลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335355

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ผู้ว่าการกยท.เมื่อไรจะลงตัว

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เผลอกะพริบตาครั้งเดียว รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเปลี่ยนตัวเสียแล้ว….รักษาการคนเก่า ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์ ชิงลาออกเสียแล้ว แสดงว่าองค์กรนี้ไม่ธรรมดา ขนาดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดของ กยท. เอง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศยังเอาไม่อยู่….ท่านน่าจะทำโพลล์ “ควรยุบ กยท. หรือไม่” เสนอรัฐบาล

วันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมบอร์ด กยท. ซึ่งมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธาน ได้มีมติให้ อดีตประธานผู้บริหาร บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ มานั่งเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการ กยท. แทนทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เคยทำงานด้านการตลาดยางพารา สั่งสมประสบการณ์มาระดับหนึ่งจะมาแก้ปัญหาที่หมักหมมใน กยท. มานานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันได้ทุกปัญหา โดยเฉพาะปัญหาคน และการแสวงหาผลประโยชน์ของหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ กยท……รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช คงต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่ง….

ย้อนกลับไปดูอดีต กยท. และผู้ว่าการ กยท. กันหน่อย..

การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. จัดตั้งขึ้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2558 ตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยยุบรวม 3 หน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยาง เข้าด้วยกัน มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการยางพาราในประเทศไทยแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัว

ตาม พ.ร.บ. ผู้ว่าการ กยท. จะต้องได้มาจากการสรรหา แต่ระหว่างที่ดำเนินการสรรหา กระทรวงเกษตรฯ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ในขณะนั้น คือ ปีติพงศ์ พี่งบุญ ณ อยุธยา ได้แต่งตั้ง วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย มารักษาการผู้ว่าการ กยท. ไปพลางตั้งแต่ 16 กรกฎาคม 2558 แต่ยางพาราไม่ได้หวานเหมือนอ้อยและน้ำตาล ทำงานไปได้เพียง 4 เดือน วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ก็ลาออกจากรักษาการผู้ว่าการ กยท. เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2558 และกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้แต่งตั้ง เชาว์ ทรงอาวุธ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มารักษาการผู้ว่าการ กยท. แทนทันที

จนกระทั่งดำเนินการสรรหาผู้ว่าการ กยท. ชื่อ ธีธัช สุขสะอาด ได้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ส่วนกระบวนการสรรหาจนได้มาอย่างไรนี้คงไม่พูดถึง รู้แต่ว่ามีการเปิดรับสมัครผู้ที่ประสงค์จะมาทำหน้าที่ ผู้ว่าการ กยท. ถึง 3 รอบ จนมีสื่อหลายสำนักวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสรรหาผู้ว่าการ กยท. มีกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ…แต่ตอนนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ไม่ยืนยัน….ต้องถามคนในกระทรวงเกษตรฯ และ คนใน กยท.

ธีธัช สุขสะอาด จบปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ จากออสเตรเลีย ก่อนมาเป็นผู้ว่าการ กยท. ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาถูก ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง กรณี การจัดจ้างปรับปรุงอาคารสำนักงานตลาดสาขาบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทราในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง และมีการสมยอมราคากัน จนบอร์ดองค์การตลาด มีมติเลิกจ้างในเดือน พฤศจิกายน 2555 แต่ถึงกระนั้น ธีธัช สุขสะอาด ก็รอดพ้นการถูกกล่าวหาในขณะที่ลูกน้องอีก 4 คนถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และสุดท้ายถูกใครไม่รู้ผลักดันมาเป็น ผู้ว่าการ กยท. ในปี 2559 จนได้

ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กยท. ยังไม่ได้แสดงฝีมือให้คนในวงการยางยอมรับสักเท่าไร ในขณะที่ราคายางก็ตกต่ำมาโดยตลอด ชาวสวนยางก็เรียกร้องให้ปลดออกจากตำแหน่งมาเป็นระยะ ๆ จนในที่สุดไม่สามารถทำให้ราคายางขึ้นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลรับปากชาวสวนยางไว้ได้…จึงต้องถึงเพลาปลดออกจากตำแหน่งจริง ๆ เสียที เมื่อ 20 มีนาคม 2561

นั่นคือสิ่งที่สังคมได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวของ กยท. และ ผู้ว่าการ กยท. ผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นเบื้องหน้า ส่วนเบื้องหลังที่อยู่ในเงามืดยังมีอีกหลายสิบเรื่อง….ซึ่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. คนใหม่เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ จะต้องค้นหาและแก้ไขให้ดีขึ้น…ความรู้ ประสบการณ์ ใจซื่อมือสะอาด คงไม่เพียงพอ….อาจต้องใช้ เล่ห์กล และแบ๊กหลังชนิดแน่นปึ้กช่วยด้วย และถ้าต้องถึงไสยศาสตร์ก็อาราธนามาให้หมดเลยทีเดียว….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ฤดูกาลของผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333876

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฤดูกาลของผลไม้

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปีนี้เห็นลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ของอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ออกสู่ท้องตลาดในปริมาณที่มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซื้อมาลองชิมก็ไม่ผิดหวัง รสชาติดี เนื้อแห้งไม่ฉ่ำน้ำ ผลโตพอสมควร

ลิ้นจี่อัมพวา เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของสมุทรสงครามมานาน เมื่อก่อนจะมีการจัดงานเทศกาลลิ้นจี่ อัมพวาเป็นประจำทุกปี แต่ระยะหลัง 2-3 ปีมานี้เงียบหายไป เพิ่งถึงบางอ้อ เมื่อสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามบอกมาว่า 3 ปีที่ผ่านมาลิ้นจี่สมุทรสงครามไม่ติดผลเนื่องจากอากาศหนาวเย็นไม่พอ มาปีนี้ดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ลิ้นจี่ที่ยังมีพื้นที่ปลูกอยู่กว่า 5,000 ไร่ ติดดอกออกผล คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 3,000 ตัน ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ตอนนี้ ประมาณกิโลกรัมละ 150-170 บาท

แถมมาด้วยว่า ในวันที่ 20-22 เมษายนนี้ จะจัดงานลิ้นจี่ขึ้นที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ท่านที่เป็นแฟนคลับลิ้นจี่อัมพวาไปเที่ยวชม และหาซื้อลิ้นจี่รสชาติดีมารับประทานได้ ลิ้นจี่อัมพวานับวันจะเหลือน้อยลงทุกที เห็นทีสำนักงานเกษตรจังหวัด และจังหวัดสมุทรสงครามเองคงจะต้องหันมาดูแล หาเทคโนยีที่เหมาะสมมาช่วยเกษตรกรพัฒนาการปลูก ดูแลรักษา และอนุรักษ์ลิ้นจี่ในพื้นที่ให้ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของสมุทรสงครามต่อไป อย่าปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมจากสภาพดินฟ้าอากาศจนต้องโค่นลิ้นจี่ทิ้งไปเรื่อยๆ

ส่วนอีกจังหวัดหนึ่งที่โปรโมทลิ้นจี่เหมือนกัน คือ ลิ้นจี่นครพนม ที่ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำโขงประมาณ 1,000 ไร่ มีชื่อพันธุ์ว่า นครพนม 1 หรือ นพ.1 ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงนี้เช่นเดียวกัน ทราบมาว่าลิ้นจี่ นพ.1 เป็นลิ้นจี่ที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรไปพบในพื้นที่ของชาวบ้านเมื่อประมาณปี 2533 นำมาปลูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์ ขยายพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกในชื่อว่า ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2535 จนปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ไปแล้ว

ลิ้นจี่ นพ.1 มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่โดดเด่นคือ ผลดก ขนาดผลโต เปลือกสีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรอบ เนื้อแห้ง ที่สำคัญปลูกได้ดีในพื้นที่ริมน้ำโขง และภาคอีสานบางจังหวัด ลักษณะของหวานอมเปรี้ยวนี่ไม่ทราบว่าเปรี้ยวขนาดไหน เพราะเท่าที่ได้ลิ้มรสคือเปรี้ยวมาก อาจจะเพราะผลผลิตยังไม่แก่จัด จึงฝากชาวสวนลิ้นจี่ด้วยว่าต้องรักษาคุณภาพให้ดีที่สุด มิเช่นนั้นจะเสียชื่อสินค้า GI ทราบมาว่าส่งออกไปจีนด้วย ยิ่งต้องรักษาหน้าตาไว้ให้มาก

ไหนๆ ก็ไหนๆ พูดถึงลิ้นจี่แล้ว ก็ต้องมองเลยไปถึงฤดูกาลผลไม้ที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะ ผลไม้ภาคตะวันออก ที่เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ออกมาบอกว่า ผลสำรวจข้อมูลผลไม้ในภาคตะวันออกที่จังหวัด จันทบุรี ระยอง และตราด ในปี 2561 นี้ พื้นที่ปลูกผลไม้ 4 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง มีทุเรียนเท่านั้นที่พื้นที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อีก 3 ชนิด คือ มังคุด เงาะ และลองกอง พื้นที่ลดลง

ผลผลิตต่อไร่ สำหรับมังคุดลดลงมากที่สุด ลองลงมาคือ ลองกอง เงาะ และทุเรียน ตามลำดับ สาเหตุที่มังคุด มีปริมาณผลผลิตลดลง เนื่องมาจากปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลล่าช้า ช่วงนี้จึงพักต้นเพื่อสะสมอาหาร และคาดว่าปีนี้ก็จะติดผลล่าช้าอีกเช่นกัน ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนทำให้แตกใบอ่อนแทนการออกดอก ส่วนทุเรียนต้องเผชิญกับเชื้อราไฟทอปเธอรา เป็นโรครากเน่ายืนต้นตาย

สถานการณ์ไม้ผลภาคตะวันออกปีนี้จึงคาดว่าผลผลิตจะลดลง จะส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้น….ผู้บริโภคเตรียมทำใจกับราคาผลไม้ที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องยอมถ้าราคาที่สูงขึ้นเกษตรกรจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่บรรดาพ่อค้าคนกลาง หรือล้งทั้งหลาย เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ แต่เกษตรกรยังขายได้ราคาต่ำเหมือนเดิม

ที่สำคัญคือ คุณภาพผลไม้สำหรับผู้บริโภคคนไทยจะต้องเหมือนกับคุณภาพที่ส่งออกไปขายให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้โฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต ที่มีข่าวลือว่า จะมานั่งเก้าอี้เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ออกมาแถลงว่า แนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย ทั้งมาตรฐาน GAP และ เกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญคือเข้มงวดกับปัญหาทุเรียนอ่อนมาก

ในส่วนของปริมาณผลผลิตจะมีการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า บริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้กระจายไปในภูมิภาคต่างๆ ไม่กระจุกตัวอยู่ในแหล่งผลิตเท่านั้น….

ในฐานะผู้บริโภคที่นิยมผลไม้ ก็หวังว่าการเตรียมการของกระทรวงเกษตรฯ จะทำให้ตลาดผลไม้ปีนี้ราบรื่น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพสมตามเจตนารมณ์ที่ว่า……หวังว่าจะไม่ผิดหวัง……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของสารกำจัดวัชพืช….รอคอย..วนๆ ไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332697

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของสารกำจัดวัชพืช….รอคอย..วนๆ ไป

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้รับหนังสือเชิญ จากสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ให้ไปร่วมสัมมนาเรื่อง “การจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ทำไม? ใครได้-ใครเสีย? มีทางออกหรือไม่?” ในวันที่ 19 เมษายน 2561 นี้ ที่ห้องประชุม กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร

งานนี้ระบุวัตถุประสงค์มาว่า เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสารกำจัดวัชพืชของประเทศไทย และนำเสนอข้อเสนอแนะไปยังผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณา เพื่อนำไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร และภาคเกษตรของไทยบนพื้นฐานของความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

งานนี้ มีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรไทยยัง(ต้อง)ไปต่อ” โดย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เรื่อง “นโยบายการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช” โดย อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ..ผู้ซึ่งมีข่าวลือว่าจะลาออกก่อนเกษียณในเดือนกันยายน นี้ ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องสารเคมีที่ปวดหัวนี่หรือไม่…เรื่อง “ความปลอดภัยของไกลโฟเสตล่าสุด” โดย ดร.ฮาร์วี กลิค ซึ่งไม่ได้ระบุตำแหน่งว่าเป็นใคร

จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการอภิปรายคณะ โดยผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกยาง ปลูกมะนาว ปลูกปาล์มน้ำมัน ผู้แทนไทยแพน และผู้แทนจากบริษัท มอนซานโต้ ประเทศไทย จำกัด

อันที่จริงเรื่องของสารกำจัดวัชพืชนี้ มีประเด็นมานานนับแรมปี แรมปีจริงๆ…ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 มีสัญญาณจากเอ็นจีโอสายเกษตรในบ้านเรา เรียกร้องให้แบนสารกำจัดวัชพืช โดยอ้างว่ามีพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ใช้สารเอง พร้อมทั้งอ้างว่าประเทศที่พัฒนาทั้งหลายเขาแบน หรือเลิกใช้กันไปหมดแล้ว แต่ก็มีกระแสคัดค้านจากเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประโยชน์ของสารกำจัดวัชพืชถ้าใช้อย่างถูกวิธี

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติให้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือ พาราควอท และ คลอร์ไพรีฟอสตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 โดยห้ามนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป

พาราควอท คือ สารกำจัดวัชพืช คลอร์ไพรีฟอส คือสารกำจัดแมลง ซึ่งทั้ง 2 ชนิด มีเกษตรกรใช้อยู่เป็นจำนวนมาก การยกเลิกการนำเข้าสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย มีผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด เกษตรกรจึงคัดค้าน ฝ่ายเอ็นจีโอ ก็พยายามนำเสนอผลการวิจัยของนักวิจัยหลายสถาบัน เพื่อยืนยันว่าสารเคมีดังกล่าวมีพิษตกค้างจริงๆ เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถึงขั้นเสียชีวิตก็มี รวมไปถึงอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ซึ่งจะทำให้ทารกในครรภ์พิกลกิการได้ แต่ข้อมูลงานวิจัยไม่แน่นพอ ถูกนักวิจัยจริงๆ ตอบโต้เป็นเรื่องๆ ไป จนน่ากังวลว่านักวิจัยบ้านเรามีจรรยาบรรณของนักวิจัยมากน้อยเพียงไร

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มีในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มี ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาการกำหนดให้พาราควอท และ คลอร์
ไพรีฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งจำกัดการใช้สารไกลโฟเสตซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชอีกชนิดหนึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ตามข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เอง ก็ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และ ไกลโฟเสตขึ้นมาหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วยังไม่มีข้อสรุป ล่าสุด รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อุทัย นพคุณวงศ์ออกมาบอกว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาควบคุมวัตถุอันตรายฯ กำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงภายในเดือนพฤษภาคม ส่วนจะออกหัวหรือก้อย ต้องรอดูกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เกษตรกรโอดครวญมาว่า ข่าวการแบน หรือ จำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช ทำให้พ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารกำจัดวัชพืชไปแล้วกว่า 60%…..นี่แหละของจริง ไม่ต้องรอผลการพิจารณาจากใคร…กระทรวงพาณิชย์ทราบเรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : วิถีชีวิตข้าราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331414

281225166

เลาะรั้วเกษตร : วิถีชีวิตข้าราชการ

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช มีคำสั่งย้าย อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ สลับกับผู้ตรวจราชการกระทรวง และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ สรวิศ ธานีโต อันเนื่องมาจากเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้า พ่นพิษ แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นข่าวโคมลอย ไม่ทราบผู้ใดเป็นคนปล่อยโคมลอยอันดังกล่าว…แต่ก็สบายใจ(ใครไม่รู้)เมื่ออธิบดีกรมปศุสัตว์ออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง…แต่ก็คงเสียวสันหลังวาบๆ อยู่บ้าง….

เช่นเดียวกับ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ธนวรรธน์ พลวิชัย ก็คงรู้สึกไม่แพ้กัน เมื่อ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเยี่ยมเยียนกระทรวงเกษตรฯ พร้อมมอบนโยบาย ขู่ไว้เรื่องแก้ปัญหาราคายาง…รัฐมนตรีสั่งไปกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่ยอมกระดิก ทำให้ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ธีธัช สุขสะอาด ถูกคำสั่งตาม ม. 44 โยกออกจาก กยท. ไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา…

ธนวรรธน์ พลวิชัย ซึ่งมีดีกรีผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร. นำหน้า ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เจ้าพ่อโพลล์ที่โด่งดังหลายโพลล์ คือความหวังของรัฐบาลที่จะมาแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ…..จึงถูกแต่งตั้งให้มารักษาการ ผู้ว่าการ กยท. ที่รองนายกฯ สมคิด สั่งกลางที่ประชุมว่า ให้ดำเนินการชะลอการกรีดยางให้ได้เพื่อดึงราคายางให้สูงขึ้น

รองนายกฯ สมคิด บอกว่า ปัญหาราคายางแก้ไม่ยาก และไม่ง่าย ขึ้นอยู่กับซัพพลาย ตอนนี้มีกระทรวงพาณิชย์ และองค์การคลังสินค้า ช่วยเรื่องสถานที่เก็บ จึงไม่ยากที่จะดึงซัพพลายออกมา กยท. ต้องลงไปลุย อย่าทำตัวเป็นแค่ตรายาง นั่งกินเงินเดือน (สูง ๆ) เปล่าประโยชน์….ถ้าไม่ทำอะไร แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ก็ยุบ กยท. เสียดีกว่า…..ฟังอย่างนี้แล้วเสียวสันหลังไหมล่ะ…ยิ่งกว่าวัคซีนพิษสุนัขบ้าเสียอีก…

ข้าราชการ หรือ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอดไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ถ้าข้างบนสั่งมาแล้วทำไม่ได้ หรือไม่สนอง ก็ต้องเตรียมรับชะตากรรม…

เมื่อพูดถึงการถูกย้ายไปทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้คิดถึง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ท่าน ที่ไปอยู่ที่นั่นก่อนหน้านี้
แล้ว ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ได้แก่ อดีตปลัดฯ ชวลิต ชูขจร และ อดีตปลัดฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รายแรกจะเกษียณอายุราชการในปี 2561 นี้แล้ว แต่รายหลังยังมีอายุราชการอีกหลายปี คงต้องเจออะไรอีกมากมายในชีวิตราชการที่เหลือ

ว่าด้วยเรื่องเกษียณอายุราชการ ก็รู้สึกใจหายแทนกระทรวงเกษตรฯ และอีกหลายกระทรวง เพราะปีนี้มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงหลายท่านที่ครบวาระเกษียณอายุราชการ รายแรกคือ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รักษาเนื้อรักษาตัวให้เกษียณในตำแหน่งปลัดกระทรวงได้ก็นับว่าโชคดีกว่าอดีตปลัดกระทรวง 2 ท่านที่กล่าวถึงมาแล้ว

ปี 2561 นี้ มีรองปลัดกระทรวงเกษียณอายุราชการ 2 ท่าน คือ รองปลัดฯ สุรพงษ์ เจียสกุล และ รองปลัดฯ ธนิตย์ อเนกวิทย์ ผู้ตรวจราชการอีก 4 ท่านได้แก่ ผู้ตรวจฯ คนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ จันทร์ธิดา มีเดช ดิเรก ตนพยอม และจิรทรัพย์ ปลอดกระโทก

มีระดับอธิบดีเกษียณอายุ 3 ท่าน คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ และ อธิบดีกรมหม่อนไหม สุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา ระดับรองอธิบดี เกษียณอายุ 6 ท่าน รองอธิบดีกรมการข้าว สุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 2 ท่าน คือ วิภา เจริญสิริสุนทร และ จุฑามาศ ลิปิการถกล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ชำนาญ พงษ์ศรี และ รองเลขาธิการ มกอช. ยุทธนา นรภูมิพิภัชน์

ยังมีข้าราชการระดับ 9 (เดิม) หรือ ปัจจุบันเรียก อำนวยการสูง ที่ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต เกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และสหกรณ์จังหวัด รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ อีกจำนวนมากที่เกษียณอายุพร้อมกัน ปัญหาที่ตามมาสำหรับหน่วยราชการต่างๆ คือ หาคนที่เหมาะสม ประเภทมีประสบการณ์ ทำงานดี อาวุโสพอเพียง มาดำรงตำแหน่งแทนค่อนข้างยาก เพราะ “โตไม่ทัน” เนื่องจาก เมื่อกว่า 35 ปีก่อนที่เรียกว่ายุคเบบี้บูม หน่วยงานราชการรับคนเข้ามาทำงานเป็นข้าราชการจำนวนมาก หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีการคุมกำเนิดข้าราชการ ราชการรับคนเข้าทำงานน้อยมาก นับเป็นการขาดช่วงของบุคลากรที่จะมาทดแทนแบบต่อเนื่อง

มาถึงเวลานี้คนที่เข้ารับราชการเมื่อกว่า 35 ปีที่แล้วถึงเวลาเกษียณอายุราชการพร้อม ๆ กัน หรือใกล้เคียงกันจึงมีจำนวนมาก ในขณะที่ข้าราชการรุ่นหลังๆ ก็มีอายุห่างจากรุ่นเบบี้บูมนี้มากจึงเติบโตไม่ทันรุ่นพี่ที่เกษียณ ยิ่งข้าราชการที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ ยิ่งขาดแคลนผู้ที่จะมาสืบทอดวิชาการสาขานั้นๆ ให้ต่อเนื่อง…..ปัญหานี้ ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่แท้จริงแล้ว น่าจะมีผลต่อโฉมหน้าวงการราชการของไทยมากทีเดียว……รอดูกันต่อไปว่าวิถีชีวิตของข้าราชการไทยจะเป็นเยี่ยงไร ต่อแต่นี้……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : รถพุ่มพวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329948

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รถพุ่มพวง

วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เห็นภาพรถเร่ขายของที่ติดแบรนด์ของห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่หนึ่งในไม่กี่ห้างในบ้านเรา ซึ่งแชร์กันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งมีคอมเมนท์ตามมาทำนองว่าเป็นห้างใหญ่ เงินทุนมหาศาล จะมาแย่งอาชีพรถพุ่มพวงของคนจนทำไมกัน ขอให้คนจนมีที่ยืนบ้าง ทำนองนี้

ครั้งแรกก็เข้าใจว่า เป็นรถขายของแบบรถพุ่มพวงที่เห็นอยู่ทั่วไป แต่เมื่อพินิจพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าสินค้าที่รถเร่ของห้างนำมาจำหน่าย ออกจะเป็นคนละประเภทกับรถพุ่มพวงที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป เพราะส่วนใหญ่จะเป็นของแห้ง เช่น ขนมขบเคี้ยว เครื่องเขียน เครื่องอุปโภคต่างๆ เช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน โลชั่น ยาสระผม เป็นต้น และเห็นว่ามีอาหารแช่แข็ง รวมทั้งมีบริการรับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ด้วย

ในฐานะเป็นผู้บริโภค ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์นี้ดี ชอบ..ๆ…ๆ เช่นเดียวกับที่เคยชื่นชมผู้ที่ริเริ่มรถพุ่มพวงนำผัก ผลไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา หมู เนื้อ และวัตถุดิบปรุงอาหารอื่น ๆ รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป ตระเวนขายไปตามหมู่บ้าน ตรอก ซอกซอยต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปตลาด

เอ่ยถึงรถพุ่มพวง บางท่านอาจจะยังไม่รู้จัก…..รถพุ่มพวง คือ รถเปิดท้ายขายของที่ขับตระเวนไปในที่ต่างๆ เพื่อนำสินค้าไปบริการลูกค้าถึงที่ สินค้าส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะมีดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนที่เรียกว่า “พุ่มพวง” ไม่ได้มาจากชื่อผู้ริเริ่ม และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับราชินีลูกทุ่งที่ล่วงลับไปแล้ว แต่เป็นลักษณะของการจัดเตรียมสินค้าใส่ถุงก๊อบแก๊บ แล้วแขวนห้อยไว้เป็นกลุ่ม ๆ รอบตัวรถ เพื่อสะดวกในการซื้อหาของลูกค้า ยกถุงไปเลย ถุงละ 10 บาท 20 บาทก็ว่ากันไป…ลักษณะที่ห้อยเป็นพวงๆ นี่แหละ คือที่มาของชื่อ รถ “พุ่มพวง”

ปัจจุบันมิได้มีเฉพาะรถกระบะที่นำมาทำเป็นรถพุ่มพวง ในบางพื้นที่ บางจังหวัด ก็พบรถจักรยานยนต์ นำมาติดอุปกรณ์เสริมพิเศษเพื่อจัดวางสินค้ารอบตัวผู้ขับขี่ ลักษณะเป็นพุ่มเป็นพวง จึงเรียกรถพุ่มพวง เช่นเดียวกัน

มีคนสำรวจว่า กิจการรถพุ่มพวงนี้รายได้ดีพอสมควร อย่างน้อยๆ กำไรสุทธิวันละ 1,000 บาท เดือนละ 30,000 บาท นับว่าไม่เลวทีเดียว มากกว่าข้าราชการจบปริญญาตรีบรรจุใหม่เสียอีก ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นกิจการ รถพุ่มพวงขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยลามไปถึงรถจักรยานยนต์อย่างที่ว่ามานั่นแล้ว

ส่วนรถเร่ขายของของห้างนั้น ไม่น่าจะเรียกรถพุ่มพวง เพราะมีการจัดวางสินค้าบนชั้นวางอย่างมีระเบียบ เวลาเดินทางก็จะเลื่อน หรือพับเก็บสินค้าเข้าไว้ในตัวกระบะรถที่ต่อเป็นตู้เรียบร้อย เมื่อไปถึงจุดที่เหมาะสมก็จอดรถ แล้วเปิดตู้ ด้านข้างและเปิดท้าย เลื่อนชั้นวางสินค้าออกมาจำหน่าย ก็ดูเรียบร้อยดี

ผิดกับรถพุ่มพวงที่แลเห็นสินค้าตลอดเวลาที่ขับตระเวนไป วันดีคืนดีก็พบ ถุงแตงกวา ถุงมะเขือ ถุงหอมกระเทียม ถูกรถเหวี่ยงร่วงลงพื้นถนน รถคันอื่นเหยียบไปเหยียบมา เลอะถนนไปหมด กระบะท้ายอาจจะเป็นที่วางถังน้ำแข็งแช่เนื้อสัตว์ ถ้าจัดการไม่ดี น้ำก็จะไหลเป็นทางตามรถไปเรื่อยๆ

อันที่จริงตามกฎหมาย การบรรทุกของนั้นมีข้อห้ามว่า ห้ามบรรทุกของเกินกว่าความกว้างของตัวรถ ส่วนความยาวด้านหน้าได้ไม่เกินหน้าหม้อรถ ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถได้ไม่เกิน 2.50 เมตร โดยต้องติดธงสีแดงขนาด 30 x 45 ซม. ในเวลากลางวัน และไฟสีแดงในเวลากลางคืนให้สามารถมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ไว้ที่จุดสิ้นสุดของสิ่งของที่บรรทุก

สำหรับความสูง จะบรรทุกได้ไม่เกิน 3 เมตรจากพื้นทาง ถ้ารถกว้างเกินกว่า 2.3 เมตรบรรทุกได้สูงไม่เกิน 4 เมตรจากพื้นทาง นอกจากนี้ยังต้องมีสิ่งป้องกันไม่ให้สิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหลส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวจากรถ เพราะอาจจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินต่าง ๆ

กรณีของรถพุ่มพวง เจ้าหน้าที่ก็คงอนุโลมให้สำหรับคนทำมาหากินสุจริต แต่กรณีการบรรทุกสิ่งของอื่น ๆ เช่น รถบรรทุกอ้อยบรรทุกหญ้าแห้ง ฟางข้าว บรรทุกวัสดุก่อสร้างเช่น ท่อน้ำ เสาคอนกรีต น่าจะเข้มงวดกวดขันกันหน่อย เพราะน่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

กลับมาเรื่องของรถเร่ของห้าง นัยว่ายังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้นยังไม่ได้เอาจริง พอเจอกระแสต่อต้านนี้ คงนำไปปรับกลยุทธ์การตลาดกันใหม่

หากจะมองอีกมุมหนึ่งแบบใจกว้างๆหน่อย รถเร่ของห้าง ก็ไม่ได้เป็นการแย่งตลาดรถพุ่มพวง แต่เป็นลักษณะคล้ายๆ แฟรนไชส์ ที่ใครก็ได้ที่อยากลงทุนก็นำรถมาตกแต่งดัดแปลงตามแบบของห้าง สินค้าก็จัดตามรายการที่กำหนด ขายไป สินค้าหมดก็ไปซื้อมาเพิ่มเติมใหม่ ทำเป็นอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว…เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนทำมาหากิน

ไอเดียรถเร่ขายของนี้ กระทรวงเกษตรฯ น่าจะนำมาเป็นแนวทางสำหรับตลาดสินค้าเกษตรบ้าง….ท่าจะดีมิใช่น้อย…

แว่นขยาย