เลาะรั้วเกษตร : สถาบันเกษตรอินทรีย์…จำเป็นหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328461

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สถาบันเกษตรอินทรีย์…จำเป็นหรือยัง

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดูเหมือนจะเป็นแนวทางการทำงานของบ้านเมืองเรา เมื่องานใดๆ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานมาช่วยกันทำ เสร็จแล้วบูรณาการการทำงานร่วมกันไม่ได้ก็จะแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งองค์กร หรือหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นๆ

บางหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เป็นการรวมงานที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้มารวมอยู่ที่เดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของยางพารา ปัญหาราคายางตกต่ำเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คิดจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่…หวังที่จะบริหารจัดการเรื่องของยางให้ครบวงจรในหน่วยงานเดียว โดยการรวม สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร องค์การสวนยาง และกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เข้าด้วยกันจัดตั้งเป็น การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท….แต่จนป่านนี้ กยท. ก็ยังไม่เป็นเอกภาพ…ปัญหาเรื่องยางพาราก็ยังคงอยู่

บางหน่วยงานก็จัดตั้งขึ้นมาเพราะอยากจะให้มีคนกำกับดูแลเพียงคนเดียว เช่น เรื่องของการบริหารจัดการน้ำของประเทศ มีการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ เดิมเมื่อแรกตั้งชื่อว่า สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นมาแล้วก็มาหาคนทำงาน โยกเอา ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ ซึ่งนั่งเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้เพียง 2 เดือน มาเป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แล้วก็ยืมบุคลากรของกรมชลประทานมาอีกโขยง เพื่อทำงานตามภารกิจของหน่วยงานใหม่ ในขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ก็ยังอยู่กรมชลประทานก็ยังอยู่ และทั้ง 2 กรม มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำเช่นเดียวกัน

ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลง จะจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ขึ้นมาอีกแล้ว วัตถุประสงค์คือ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้สอดรับกับโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจะขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างมูลค่า และขยายตลาด

ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์กว่า 2.27 แสนไร่ เกษตรกรกว่า 1 หมื่นราย เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกของประเทศประมาณ 150 ล้านไร่ ก็นับว่าน้อยมากเพียง 0.1% เท่านั้น แม้อยากจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอีกเท่าตัวก็ยังน้อยอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตพืชอินทรีย์ต้องใช้ความประณีตและเอาใจใส่ค่อนข้างสูง ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เกษตรกรรายย่อยจึงไม่สามารถทำในพื้นที่มากๆ ได้ โอกาสจะขยายพื้นที่ให้ทันอกทันใจจึงดูจะยากยิ่ง

การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ณ เพลานี้จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปรึเปล่า

ปัจจุบันหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ คือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจสอบ และให้เครื่องหมายรับรอง Organic Thailand สำหรับพืช กรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตพืชอินทรีย์ในพื้นที่ กรมพัฒนาที่ดินพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมการผลิตสินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

ถ้าจะตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้ครบวงจรก็คงต้องดึงภารกิจของหน่วยงานที่ว่ามาไปทำให้หมด รวมทั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือ CIM (Commerce Intelligence of MoC) ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาดสินค้าอินทรีย์ ตลอดจนภารกิจที่มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทำเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เช่น การจัดทำหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ เข้ามาด้วย

เรื่องแรกที่สถาบันนี้ควรทำ ไม่ใช่การขอให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร เพื่อไปทำเกษตรอินทรีย์ วงเงิน 5,000 ล้านบาท สิ่งแรกที่ควรทำคือการให้ความรู้แก่เกษตรกร ให้รู้จักเกษตรอินทรีย์อย่างถ่องแท้ว่ามีกฎ กติกา สากลว่าอย่างไรจึงจะเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าปลอดสารพิษเท่านั้น

ไปส่องดูยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ที่จัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธานในขณะนั้น (ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ก็พบว่ามีข้อหนึ่ง เป็นข้อสุดท้ายในยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ระบุว่า “จัดให้มีการศึกษาแนวทางในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอนาคต”

แค่ให้ศึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้ให้จัดตั้ง……ศึกษาหรือยังเจ้าคะ… เดี๋ยวจะไปไม่เป็นเมื่อนำภารกิจของหลายหน่วยงานมารวมกัน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : พิษสุนัขบ้า…ไม่ได้ระบาดรุนแรง เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327063

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พิษสุนัขบ้า…ไม่ได้ระบาดรุนแรง เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่นี้มีงานเข้ากรมปศุสัตว์ ของอธิบดี อภัย สุทธิสังข์ ถี่หน่อย เสร็จจากทารุณกรรมเสือดำ ก็มาเรื่องของโรคพิษสุนัขบ้า ล่าสุด (12 มีนาคม 2561)

กรมปศุสัตว์ประกาศเขตควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าชั่วคราว 30 วัน ใน 22 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน ตาก สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง สงขลา นนทบุรี และ กรุงเทพมหานคร

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส ถ้าคน หรือ สัตว์ ถูกสัตว์ที่ติดเชื้อโรคชนิดนี้กัด หรือข่วนโอกาสที่เชื้อโรคนี้จะแพร่เข้าสู่ร่างกายก็มีมาก หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือผู้ที่อยู่ในแหล่งแพร่ระบาดของโรค หรือมีการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ เชื้อโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ถ้ารุนแรงมากก็ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้าได้รับวัคซีนทันเวลาก็สามารถป้องกันได้

อาการเริ่มต้นของโรคพิษสุนัขบ้า จะคล้ายกับอาการไข้หวัดใหญ่ เป็นไข้ รู้สึกชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง จากนั้นอาการจะพัฒนาถึงขั้นรุนแรงใน 2 กลุ่มอาการ คือ อาการสองอักเสบ จะกลัวน้ำ กลืนน้ำลายไม่ได้ มีการเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ กลืนอาการลำบาก พูดไม่ชัด ประสาทหลอน อาการสับสน หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง กระสับกระส่าย มีน้ำลาย และเหงื่อออกมากผิดปกติ

อีกกลุ่มอาการคือ อัมพาต ใช้เวลาแสดงอาการยาวนานกว่ากลุ่มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อจะค่อยๆ อ่อนแรงลงจนเป็นอัมพาต โคม่า และเสียชีวิต

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และอธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ในพ.ศ.นี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง 12 มีนาคม 2561 ที่ดูเหมือนสถานการณ์รุนแรง เนื่องจากมีการนำ พระราชบัญญัติ 3 ฉบับ มาบังคับใช้ ทั้ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งหากพบว่ามีคนตาย หรือสัตว์ตาย ด้วยพิษสุนัขบ้า ให้ประกาศเขตโรคระบาดทันที

พูดง่ายๆ คือ พอจะมีการบังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้อง ก็กลายเป็นว่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ตกใจกันยกใหญ่ สื่อเองก็ช่วยเผยแพร่ข่าวอีกเลยดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่วิกฤติ อันที่จริงการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในปีนี้ไม่ได้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆ มาเลย ปริมาณผู้เสียชีวิตก็นับว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย จึงต้องถือว่าเป็นสถานการณ์การระบาดที่ปกติ…

ไหนๆ ก็ไหนๆ แม้จะไม่รุนแรง แต่นำเรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้ามาเตือนชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปให้ระมัดระวังตัว รู้จักป้องกันตนเอง ป้องกันสัตว์เลี้ยงของตนเอง รวมทั้งสุนัข หรือแมวจรจัด บ้างก็นับว่าดี เพราะดูจากตัวเลขที่กรมปศุสัตว์เปิดเผยมาแล้วก็น่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะเสี่ยงต่อการระบาดของโรคเสียพิษสุนัขบ้าเสียจริงๆ

ตั้งแต่ 1 มกราคม – 8 มีนาคม 2561 พบการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าใน 37 จังหวัด แต่พบเพียงร้อยละ 14.7 ของตัวอย่างที่นำมาตรวจทั้งหมดกว่า 2,350 ตัวอย่าง ชนิดสัตว์ที่พบว่ามีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามีเพียง 3 ชนิด คือ สุนัข มีมากที่สุด รองลงไปคือ วัว และแมว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัข และแมวที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

มีจำนวนสุนัขที่มีเจ้าของประมาณ 3.5 ล้านตัว จำนวนแมวที่มีเจ้าของกว่า 1.06 ล้านตัว ในจำนวนสุนัขและแมวเหล่านี้เจ้าของพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ยังมีสุนัขและแมวที่ไม่มีเจ้าของอีกจำนวนหลายล้านตัวที่เราเห็นๆ กันอยู่ตามวัด ถนนหนทาง และสถานที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์ก็มีมาตรการในการป้องกันโดยการจัดเตรียมวัคซีนเพื่อฉีดให้กับบรรดาสุนัขและแมวจรจัดเหล่านั้น จำนวน 1 ล้านโดส ฉีดให้สุนัขและแมวจรจัดได้ 10 ล้านตัว

เรื่องนี้แม้จะเบาใจว่าโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดรุนแรงอย่างที่เข้าใจ แต่ออกมาเตือนผู้ที่รักสุนัขและแมวให้ป้องกันและระมัดระวังการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงไว้บ้างก็ดี

ส่วนเรื่องการจัดซื้อวัคซีนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่สตง.ออกมาตั้งข้อสังเกตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จนทำให้อปท.หลายแห่งไม่กล้าจัดซื้อวัคซีนมาบริการประชาชน ถ้าจะให้มาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประสบผลสำเร็จ ก็ต้องเคลียร์กันให้ชัดว่าทำได้ ทำไม่ได้อย่างไร เพราะคนเดือดร้อนคือประชาชน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกลือ…อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325500

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกลือ…อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาวนาเกลือได้เข้ามาร้องเรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา  บุญราช ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยทีเดียว ข้อที่ชาวนาเกลือมาขอใหกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือมีอยู่ 4 ข้อ คือ 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาเกลือ 2.พัฒนาสินค้าเกลือทะเลทั้งระบบ และขอให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลการทำนาเกลือที่ชัดเจน 3.การนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ ทำให้เกลือในประเทศราคาตกต่ำ และ 4.การสนับสนุนกองทุนหมุนเวียนของสหกรณ์เกลือทะเล และหาช่องทางการตลาด

ชาวนาเกลือที่มาเยือนกระทรวงเกษตรฯนี้ เป็นผู้แทนของสมาพันธ์ชาวนาเกลือทะเลไทย ที่มีสมาชิกเป็นชาวนาเกลือของ 3 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี รวมสมาชิกกว่า 1,000 ราย พื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 62,000 ไร่

เรื่องหนี้สิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ไปดำเนินการ เรื่องการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ รับปากว่าจะไปคุยกับกระทรวงพาณิชย์ให้ เรื่องการตลาดเกลือ มอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรพิจารณาซื้อเกลือจากเกษตรกรมาใช้ในการทำฝนหลวง

ส่วนเรื่องการพัฒนาสินค้าเกลือทั้งระบบนั้น ในพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรยังไม่ได้ระบุว่า “เกลือทะเล” เป็นสินค้าเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. จึงยังจัดทำมาตรฐานสินค้าเกลือทะเลไม่ได้ ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความเสียก่อน สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทำนาเกลือโดยตรงยังไม่ได้ระบุ แต่ปัจจุบันนี้มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลสหกรณ์ชาวนาเกลืออยู่

มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รับลูกต่อ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ที่จังหวัดเพชรบุรี พร้อมกับโปรยยาหอมว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะพัฒนาและยกมาตรฐานการผลิตเกลือไทยให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดโลกอย่างถาวร

วิธีการคือ จะลดต้นทุนการผลิต และจัดทำมาตรฐานสินค้าเกลือทะเล มีการแปรรูปเกลือให้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การทำฝนหลวง ของอธิบดี สุรสีห์ กิตติมณฑลพร้อมกับบอกให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรของ ผู้อำนวยการสำนักฯ พรรณพิมล ชัญญานุวัตร ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาเกลือทะเลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ให้กว้างขวาง รวมทั้งจะส่งเสริมยกระดับสหกรณ์นาเกลือให้เกิดความเข้มแข็ง

ยาหอม หอมฟุ้ง ดูมีความหวัง…. แต่การดำเนินงานคงไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดหรือให้สัญญิงสัญญาเอาไว้เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแลการทำนาเกลือ จนกระทั่งวันที่ 1 มีนาคม 2554 ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้ถือว่าการทำนาเกลือทะเล เป็นอาชีพการเกษตร และให้ถือว่าชาวนาเกลือเป็นเกษตรกร ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดให้การทำนาเกลือเป็นกิจกรรมประเภทการทำเหมืองหินและเหมืองแร่ ซึ่งไม่เข้าข่ายที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก. จะช่วยเหลือชาวนาเกลือในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนได้

เมื่อชาวนาเกลือเป็นเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ จึงมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลชาวนาเกลือ และเมื่อปลายปี 2559 กระทรวงเกษตรฯ โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ก็เป็นเจ้าภาพจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างยุทธศาสตร์เกลือทะเล พ.ศ. 2560 – 2564 ขึ้น ซึ่งร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นแผนพัฒนาเกลือทะเลของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ว่าเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรฯนั้น ปรากฏอยู่ในกลยุทธ์ที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด

ไม่ต้องถึงกับช่วยให้เกลือเป็นสินค้าส่งออก ถ้าจะช่วยเหลือชาวนาเกลือจริงๆ กระทรวงเกษตรฯ น่าจะพิจารณาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้บรรลุผล ยังมีเวลาอีก 4 ปี น่าจะเห็นหน้าเห็นหลังบ้าง ซึ่งยังมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกหลายประการในยุทธศาสตร์นั้น เช่น พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การเสนอร่างพ.ร.บ. เกลือทะเลเพื่อคุ้มครองชาวนาเกลือ การบริหารจัดการฐานข้อมูลเกลือทะเลด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

เกลือ…คือวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสุขภาพ (ไอโอดีน)…อย่าคิดว่าเกลือไม่สำคัญนะจะบอกให้….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : จากเสือดำถึงกระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323987

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากเสือดำถึงกระทรวงเกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไปๆ มาๆ เรื่องเศรษฐีล่าเสือดำทำให้งานเข้ากระทรวงเกษตรฯ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย เหตุเพราะการตีความกฎหมายของบางคน ทำให้เป็นเรื่องดราม่าหน้าสื่อจนได้….

อัน พ.ร.บ. ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ดูแล คือ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องมาจากก่อนหน้านั้นมีข่าวในสื่อต่างๆ บ่อยครั้งที่มีการจับสุนัขใส่กรงแบบแออัดยัดเยียด อดอาหาร ผอมโซ เจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อขนส่งไปขายบ้าง มีการทารุณสัตว์เลี้ยงบ้าง หรือมีการใช้แรงงานสัตว์แบบทารุณบ้าง สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนผู้มีจิตเมตตาทั่วๆ ไป เพราะสัตว์เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึก และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งแวดล้อม

จึงมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์มิให้ถูกทารุณกรรม และเจ้าของสัตว์ซึ่งนำสัตว์มาเลี้ยงจะต้องจัดสวัสดิภาพให้เหมาะสมตามประเภท และชนิดของสัตว์ ทั้งในระหว่างเลี้ยงดู ขนส่ง ใช้งาน หรือใช้ในการแสดง

พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดการสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับการคุ้มครองตามธรรมชาติของสัตว์อย่างเหมาะสม โดยได้ให้คำนิยาม คำว่า “สัตว์” ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ว่า

“สัตว์” หมายความว่า สัตว์ที่โดยปกติเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์บ้าน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้งาน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นพาหนะ สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเพื่อน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการแสดง หรือ สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการอื่นใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

วรรคสุดท้ายนี้เอง ที่งานเข้ากระทรวงเกษตรฯ เพราะรัฐมนตรีไม่ประกาศกำหนดเสียที เป็นเหตุให้เศรษฐล่าเสือดำโดยการยิงด้วยปืนลูกซองพ้นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะเสือดำตัวนั้นไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติ

ดูเหมือนคนกล่าวหากระทรวงเกษตรฯ คงไม่มีอะไรทำ จับประเด็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” มาทำให้เป็นเรื่อง ถึงขั้นกล่าวหา 2 รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น อดีต รมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ หรือ รมว.เกษตรฯปัจจุบัน กฤษฎา บุญราช ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่…

ถ้ากำหนดให้เสือ เป็นสัตว์ในธรรมชาติที่ต้องให้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ คุ้มครอง ก็คงต้อง กำหนดให้ สิงโต เก้ง กวาง แรด ช้าง กระทิง และอื่นๆ อีกสารพัดสัตว์ เป็นสัตว์ในธรรมชาติที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ. นี้ด้วยเพราะลักษณะอยู่ในธรรมชาติ คือป่า เหมือนๆ กัน

โทษของการทารุณกรรมสัตว์ ด้วยการฆ่า หรือตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ของสัตว์ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่เสือดำเป็นสัตว์ในธรรมชาติ ที่อาศัยอยู่ในป่า เขาเรียกว่า “สัตว์ป่า” สัตว์ป่า มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 คุ้มครองอยู่ และเสือดำไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นสัตว์ป่าที่หายาก จึงขึ้นบัญชีเป็น “สัตว์ป่าสงวน” และ “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ถ้าผู้ใดล่า (ดัก จับ ฆ่า) จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษสูงกว่าการทารุณกรรมสัตว์

ผู้ที่สร้างประเด็นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ให้กับเศรษฐีล่าเสือดำน่าจะรู้อยู่แก่ใจ และน่าจะแยกแยะ ประเภทของ“สัตว์” ภายใต้พ.ร.บ. 2 ฉบับนี้ได้ …แต่ถ้าต้องการสร้างข่าว…ก็ไม่ว่ากัน

กระนั้นก็ตามข้อกล่าวหา 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ส่งผลให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ งานเข้าไปด้วย จึงจะเร่งออกประกาศ กำหนดชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ ที่ใช้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 คุ้มครองอย่างเร่งด่วนต่อไป

ความจริงจะบอกกันตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องไปอ้อมถึงการล่าเสือดำ แล้วค่อยวกมาหากระทรวงเกษตรฯ ทำให้งง…เสียเวลาเปล่าๆ…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322554

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คดีทุจริตกล้ายาง 1 ล้านไร่ จบไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2552 คิดว่าคงไม่มีอะไรคาใจกันแล้ว เพราะคดีดังกล่าว ถูกฟ้องกันกราวรูด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ประมูลงานได้อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด หรือที่เรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า ซี.พี. แต่ศาลได้ตัดสินแล้วว่าจำเลยทั้งหมดไม่มีความผิด รวมทั้ง ซี.พี. ด้วย

ก่อนหน้าที่ศาลจะตัดสินพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง ซี.พี. ได้ฟ้องร้องกรมวิชาการเกษตร กรณีที่ยกเลิกสัญญาไม่ยอมรับกล้ายางที่บริษัทผลิต ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย…และศาลฎีกาเพิ่งจะตัดสินคดีเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้ ซี.พี. ชนะคดี และให้กรมวิชาการเกษตรจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งกรณีหลังนี้ไม่เกี่ยวกับคดีทุจริตกล้ายางที่ตัดสินคดีไปแล้วเมื่อปี 2552 แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับกล้ายางในโครงการยาง 1 ล้านไร่

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ซี.พี. เป็นผู้ประมูลงานผลิตกล้ายางชำถุงให้กับเกษตรกร ในโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2546 – 2549) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าโครงการยาง 1 ล้านไร่ได้ในวงเงิน 1,397 ล้านบาท งานที่ซี.พี.ต้องทำตามเงื่อนไขคือ ผลิตยางชำถุงตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 90 ล้านต้น เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการให้ครบถ้วน ภายใน 3 ปี

ในแต่ละปีจะแบ่งงานส่งมอบเป็นงวดๆ ไป ปรากฏว่ามีเหตุเอาในปีสุดท้ายซึ่งบริษัทจะต้องส่งมอบกล้ายางให้ครบถ้วนภายใน 31 สิงหาคม 2549 แต่บริษัทผลิตกล้ายางส่งมอบให้ได้ไม่ครบ ยังขาดอีก 16.14 ล้านต้น โดยบริษัทอ้างว่าเพราะเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติ เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงขอขยายเวลาส่งมอบ ซึ่ง ซี.พี.ยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรมีหนังสือแจ้งมาเหมือนกับจะให้ขยายเวลาส่งมอบได้ จึงเร่งทำการผลิตกล้ายาง แต่ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้ขอยกเลิกสัญญา…ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย จึงได้ฟ้องร้อง…..

ประเด็นเรื่องหนังสือนี้ไม่ยืนยันว่าใครผิดใครถูก..เพราะไม่ได้เห็นหนังสือดังกล่าว….

แต่จากการตรวจสอบข่าว พบว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรในสมัยนั้นชื่อ อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้เจรจาไกล่เกลี่ยกับซี.พี. ขออย่าฟ้องร้องกันเลย มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้กล้ายางจะดีกว่า กรมเองก็พร้อมจะซื้อกล้ายางของซี.พี. ถ้าซี.พี.มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิตกล้ายางชำถุงตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดอย่างถูกต้อง

ถ้าเป็นจริงดังที่อธิบดีให้สัมภาษณ์ ซี.พี. ก็น่าจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ประกอบกับวงเงินที่ประมูลงานได้ก็สูงเป็นพันล้าน บวกลบคูณหารแล้ว กล้ายางที่ผลิตไว้เตรียมส่งมอบแต่ไม่ได้ส่งมอบก็ไม่น่าจะทำให้บริษัทเสียหายมากมายนัก…แต่อาจจะเสียหน้าบ้างเล็กน้อยก็อย่าคิดมาก……โครงการนี้ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันแล้ว….ยกฟ้องกันไป…ร่วมมือแก้ปัญหาก็จะ วิน วิน ด้วยกันทั้งสองฝ่ายแต่ ซี.พี. คงไม่ได้คิด ดังนั้น การดำเนินคดีจึงเกิดขึ้น และจบลงอย่างที่เห็น…

ฝ่ายราชการ….ก็น่าสังเกตว่า…ระยะเวลาที่ผ่านมามัวยุ่งอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” ซึ่งจัดตั้งขึ้นได้เมื่อปี 2558 หลังจากดำเนินการมาหลายปี แต่การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบเรื่องยางโดยเฉพาะ ก็มิได้ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับยางหมดไป กลับมีปัญหามากขึ้น ทั้งเรื่องราคา และเรื่องการผลิต ยาง 1 ล้านไร่ที่ส่งเสริมกันไว้ก็เพิ่มปริมาณผลผลิตยางให้มากขึ้น ขณะที่ความต้องการลดลง จนถึงกับมีนโยบายให้โค่นยาง (ของราชการ) เรื่องการบริหารงานภายในองค์กรเองก็มิได้ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น องค์การสวนยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ก็ล้วนแต่ “ข้าแน่” กันทั้งนั้น….เมื่อมารวมกัน..จะให้เป็นเอกภาพคงต้องใช้เวลา….

เหตุนี้จึงอาจทำให้เอกสาร พยาน หลักฐาน ในการต่อสู้คดีมีข้อบกพร่อง ส่งผลให้แพ้คดี…..มิหนำซ้ำยังมีการเกี่ยง….เรื่องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ ซี.พี.ครั้งนี้ ระหว่าง กรมวิชาการเกษตร กับ กยท. เดือดร้อนถึง รมว.กษ. กฤษฎา บุญราช ต้องฟันธง ให้กรมวิชาการเกษตร เจรจา กับซี.พี. …ซึ่งนั่งอมยิ้มรออยู่……

สุดท้ายก็นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของบิ๊ก ซี.พี.ท่านหนึ่ง ตอนที่พ้นผิดคดีทุจริตกล้ายางเมื่อปี 2552 ว่า…บริษัทจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางของไทย….

แอ่น…แอน….แอ๊น……ซาบซึ้งป่ะล่ะ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : คนฆ่าเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321028

281225166

เลาะรั้วเกษตร : คนฆ่าเสือ

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข่าวที่ยังกล่าวขวัญถึงในหน้าสื่อ และโซเชียลมีเดีย ยังคงเป็นข่าวการจับเศรษฐีล่าสัตว์ ในเขตห้ามล่าได้คาหนังคาซากเสือดำ แต่ก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนยิง…งานนี้ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนคนทำผิดจะรอดหรือไม่รอดก็อยู่ที่หลายปัจจัย…แต่เท่าที่ผ่านมา…ประเทศนี้เศรษฐีมักรอดเสมอ….

แม้จะรอดเงื้อมมือกฎหมาย แต่คงไม่รอดเวรกรรมที่ทำไว้…..เจ้าประคู้ณ

สิ่งที่น่าสนใจของข่าวนี้ นอกจากคนทำผิดเป็นเศรษฐี นามสกุลดัง เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่รับงานก่อสร้างใหญ่ๆ ของประเทศวงเงินเป็นหมื่นๆ หรือแสนล้านแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การกระทำของประธานบริษัท ตรงข้ามกับบรรษัทภิบาลที่กำหนดไว้อย่างสิ้นเชิง

อันว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุนั้น เป็นผืนป่าขนาดใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2534 กินพื้นที่ครอบคลุม 6 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีพื้นที่รวม 2,279,500 ไร่ หรือ 3,647 ตารางกิโลเมตรโดยแบ่งเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง
อยู่ในจังหวัดอุทัยธานี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีลักษณะทางภูประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ หรือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น เช่น ช้างป่า กระทิง เสือชนิดต่างๆ ไก่ฟ้าหลังเทา เป็ดหงส์ เป็ดก่า นกเงือก ควายป่า เลียงผา
เสือดาว หมาใน นกยูงไทย ที่สำคัญคือ เสือดำ ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่ตัว

ด้วยเหตุที่ผืนป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลากหลายสายพันธุ์ดังกล่าว ทำให้ในอดีตก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นแหล่งล่าสัตว์ของนักล่าสัตว์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนกระทั่งปี 2508 นายประเสริฐ อยู่สำราญ ป่าไม้เขตบ้านโป่งในขณะนั้น ได้มีหนังสือขอให้กรมป่าไม้ห้ามการล่าสัตว์ป่าบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากการลงสำรวจพื้นที่ของหน่วยงานดูแลด้านการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าในขณะนั้น กรมป่าไม้ มีความเห็นว่าสมควรกำหนดให้ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

จนกระทั่ง วันที่ 24 เมษายน 2517 จึงได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา จัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ในช่วงระหว่างการรอดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในเดือนเมษายน 2516 มีข่าวใหญ่ไม่แพ้ข่าวล่าเสือดำในวันนี้ นั่นคือข่าวเฮลิคอปเตอร์ตก ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่สำคัญคือ มีซากสัตว์ป่า และอุปกรณ์ล่าสัตว์ปะปนอยู่กับซากเฮลิคอปเตอร์ที่เสียหายด้วย จึงมีการโยงเรื่องราวของอุบัติตุเฮลิคอปเตอร์ตกครั้งนั้น กับกระแสข่าวว่ามีนักการเมือง นักธุรกิจชื่อดังของไทยเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา จึงมีการเคลื่อนไหว โจมตีรัฐบาล ลุกลามบานปลาย จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ คงไม่ลุกลาม บานปลาย แต่อยากให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ รัฐบาลมีความเด็ดขาด อย่าปล่อยให้คนผิดถูกประณามจากสังคมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่นานสังคมก็ลืม
ที่สำคัญมัน ไม่กระเทือนต่อมจริยธรรม หรือจิตสำนึกของคนฆ่าเสือแต่อย่างใด……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319523

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ไทยนิยมยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วฟังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เรื่องหลักคิด “ไทยนิยม” แล้วรู้สึกเป็นห่วง

ตามหลักที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามอธิบายการแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมามีปัญหา 2 ข้อหลักๆ คือพัฒนาแต่เศรษฐกิจละเลยด้านสังคมและขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ทำให้ที่ผ่านมามาตรการหรือนโยบายที่ออกมา จึงเป็นแบบ “หว่านแห” เน้นสูตรสำเร็จที่ไม่มีจริง ไม่สามารถแก้ปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละครัวเรือนเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ บางเรื่องกลายเป็นการสร้างประชานิยมที่ผิดๆ

มาถึง ไทยนิยมยั่งยืน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะนำแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่างๆ ในระดับพื้นที่โดยมีหลักสำคัญคือ ทราบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อนำมาจัดทำแผนงานเสนอของบประมาณให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่

การทำงานตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนนี้ จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับต่างๆ คือ ระดับนโยบาย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระดับจังหวัด
มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ระดับอำเภอและระดับพื้นที่ ก็จะมีชุดปฏิบัติงานดำเนินการในทุกตำบลทั่วประเทศ ทางด้านประชาชนก็ต้องทราบความต้องการของชุมชนตนเองให้ชัดเจน และต้องร่วมมือกับทางราชการในการแก้ไขปัญหา เช่น เรื่องน้ำ การเกษตร ท่องเที่ยว บริการ ค้าขาย อาชีพต่างๆ เป็นต้น

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ก็สนองนโยบายไทยนิยมยั่งยืนทันทีด้วยโครงการปฏิรูปภาคเกษตร 20 โครงการ คือ โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยโครงการเกษตรแม่นยำสูง โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวที่ไม่เหมาะสมเป็นเกษตรผสมผสาน โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี และโครงการขยายพันธุ์สัตว์

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรผู้ได้รับจัดสรรที่ดินทำกิน โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชลประทาน โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน โครงการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โครงการพัฒนาฐานข้อมูลการเกษตร

เพียงเรื่องที่รัฐบาลจะทำ 10 เรื่อง และโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำ 20 โครงการ ดูท่าว่าภายในอายุของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งปี’61 หรือ’62 เห็นทีจะได้ใช้แต่เงินงบประมาณ ส่วนผลสำเร็จไม่น่าจะได้เห็นหน้าเห็นหลังว่าจะ “ยั่งยืน” เพราะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ยาก และต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ที่สำคัญคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับต้องทุ่มเทสรรพกำลังที่มีทั้งหมดทั้งสติปัญญา แรงกาย แรงใจ และความเสียสละ ให้กับโครงการต่างๆ ตามแนวคิด ไทยนิยม นี้อย่างเต็มที่……

แค่ระดมคนมาทำงานก็ยากแล้ว….หาคนที่มีอุดมการณ์ไทยนิยมยิ่งยากกว่า…ละมั้ง

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : งานวันเกษตรแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318072

281225166

เลาะรั้วเกษตร : งานวันเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยังมีเวลาเหลืออีก วันนี้และพรุ่งนี้ที่ขาประจำงานเกษตรแฟร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะได้ชม ช็อป ชิม ตามสไตล์ของงานแฟร์ แต่ปีนี้งานที่จัดอยู่นี้ ไม่ใช่เกษตรแฟร์ แต่ใหญ่กว่าเกษตรแฟร์ เป็นงานวันเกษตรแห่งชาติประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร

อันว่างานเกษตรแฟร์ และงานวันเกษตรแห่งชาติต่างกันอย่างไร

ตามประวัติย้อนหลังไปเมื่อปี2491 กระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ขณะนั้น ได้ร่วมกันจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2491 โดยความคิดริเริ่มของ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น ใช้ชื่องานว่า “งานตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรสู่ประชาชน และให้เห็นความสำคัญของอาชีพการเกษตรว่า เป็นอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างชาติไทยให้อยู่รอดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ปี 2505 สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการรื้อฟื้นให้จัดงานขึ้นใหม่ โดยจัดให้มีงานลีลาศโต้รุ่ง และในตอนเช้าจัดให้มีตลาดนัดย่อยๆ ขึ้น ต่อมาปี 2510 กระทรวงเกษตรฯ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดงานอีกครั้ง เปลี่ยนชื่องานเป็น “งานวันเกษตรแห่งชาติ”

ปี 2528 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ได้พิจารณาเห็นสมควรให้กระจายการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติไปยังภาคต่างๆ ที่มีมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนด้านเกษตรตั้งอยู่ สลับกับส่วนกลาง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา

ปีที่แล้ว งานวันเกษตรแห่งชาติ จัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จังหวัดชลบุรี หรือวิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระเดิม ซึ่งเป็นการจัดงานเกษตรแห่งชาติครั้งแรกใน
ภาคตะวันออก ส่วนมหาวิทยาลัยที่เคยจัดมาแล้วนอกเหนือจากที่กล่าว ภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ภาคอีสาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลภาคอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นต้น

สำหรับการจัดงานสลับแบบปีเว้นปีระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในช่วงหลังก็มิได้เป็นเช่นนั้น เช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2556 หรือเมื่อ 5 ปีมาแล้ว แต่ปีนี้เป็นวาระพิเศษของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครบรอบ 75 ปี จึงได้เสนอขอเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561

ถ้าเป็นงานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจัดงานเองแต่ถ้าเป็นงานวันเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ จะจัดร่วมกับมหาวิทยาลัย ปีนี้เป็นงานเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมจัดนิทรรศการ ภายใต้หัวข้อ“ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0”ตั้งแต่บริเวณหน้าอาคารพุทธเกษตร ยาวไปจนถึงหน้าคณะศึกษาศาสตร์

2 วันสุดท้ายแล้ว ห้ามพลาดเลยทีเดียว…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : กัญชง-กัญชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316569

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กัญชง-กัญชา

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้ยินข่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร จะหนุนสภาเกษตรกรแห่งชาติภายใต้การนำของ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ให้ทดลองปลูกกัญชา เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ เลยสะดุดหยุดฟัง และหาข้อมูลเกี่ยวกับกัญชามาเรียนรู้ เพราะก่อนหน้านี้ทราบเพียงว่ากัญชา เป็นพืชเสพติด ที่ใครมีไว้ในครอบครองก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

บทลงโทษของการมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผลิต นำเข้า หรือส่งออกจำหน่าย มีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี ปรับ 2 หมื่น – 1.5 แสนบาท ถ้าเสพอย่างเดียว จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

หาข้อมูลมาอ่าน ก็พอเข้าใจได้ว่า กัญชามีทั้งคุณและโทษ ว่าด้วยเรื่องคุณประโยชน์ของกัญชาก่อนก็ได้เขาบอกว่า กัญชาไม่ใช่ยาที่เสพแล้วติด ถ้าจะเลิกกัญชาก็หยุดได้เลยไม่มีอาการที่เรียกว่า ลงแดง เหมือนฝิ่น หรือ เฮโรอีน เขายังบอกอีกว่า เลิกกัญชาง่ายกว่าเลิกบุหรี่….และกัญชายังไม่ทำลายสมองเท่ากับเหล้าด้วยซ้ำ

กัญชา ยังเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมคุณภาพดี มีข้อมูลระบุว่าในอดีตมีการปลูกกัญชาไว้ทำกระดาษและสิ่งทอคุณภาพสูง แถมยังบอกด้วยว่า กระดาษแผ่นแรกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทำมาจากกัญชา มีคุณสมบัติไม่เหลือง ไม่ขาดง่าย คัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มแรกของโลกก็เขียนบนกระดาษที่ทำจากเยื่อกัญชา

กัญชา เป็นยารักษาโรค ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง รักษาไขมันอุดตันในหลอดเลือด เป็นยานอนหลับที่ไม่มีผลข้างเคียง รักษาโรคซึมเศร้า เพราะฤทธิ์ของกัญชาทำให้อารมณ์ดี ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

คราวนี้มาดูโทษของกัญชาบ้าง ข้อมูลระบุว่า สารที่อยู่ในกัญชา สามารถทำลายการทำงานของอวัยวะได้หลายส่วน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ผู้ที่เสพกัญชาปริมาณมากๆ เป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม กัญชาทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

ผู้ที่เสพกัญชาในปริมาณมาก มักจะเป็นโรคจิตในภายหลัง วิตกกังวล หวาดระแวง มีอาการเลื่อนลอย สับสน ฟั่นเฟือน ประสาทหลอน ควบคุมตัวเองไม่ได้

ในทางการแพทย์ มีการใช้กัญชา เพื่อบำบัดรักษาโรคจริง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น..

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อ้างว่ามีโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ปลูกกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรค และได้ออกกฎกระทรวงมาอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ประกอบกับต่างประเทศหลายๆ ประเทศ เขาส่งเสริมปลูกกัญชาเพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรค จึงน่าจะเป็นโอกาสทองของไทยที่จะปลูกกัญชานำมาสกัดเป็นยารักษาโรคส่งออกทำรายได้ให้ประเทศ…..จึงเสนอให้มีการปลูกในพื้นที่เป็นพันๆ ไร่…เป็นความหวังดีอย่างแท้จริง แต่คงต้องคิดให้รอบคอบ กว่าการเห็นคนอื่นเขาทำ แล้วทำตาม….

ขนาดไม่ได้ส่งเสริมให้ปลูกและมีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ป.ป.ส. ยังมีข้อมูลว่า กัญชา เป็นยาเสพติดที่มีผู้เสพมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากยาบ้า เพราะปัจจุบันสามารถซื้อหาได้ง่าย….ถ้าส่งเสริมอย่างเสรีคงมีคนเสพกัญชามากกว่านี้….คงเห็นคนอารมณ์ดี…หัวเราะ เลื่อนลอย สับสน ฟั่นเฟือน ไปจนประสาทหลอนมากขึ้น….

โล่งใจที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ออกมายืนยันว่า โครงการที่ท่านประพัฒน์ อ้างว่ากระทรวงสาธารณสุข ออกกฎกระทรวงฯ อนุญาตให้ปลูกกัญชานั้น ที่แท้จริง เป็นกฎกระทรวง อนุญาตให้ปลูก กัญชง ไม่ใช่กัญชา และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้อนุญาตด้วย

อันว่ากัญชงนี้ ตามพ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ถือเป็นยาเสพติดเหมือนกัน แต่มีสารออกฤทธิ์น้อยกว่ากัญชา ครม.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติให้ปลูกกัญชง ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เพชรบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เพื่อนำผลผลิต คือ เยื่อกัญชงไปทำสิ่งทอ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ …..ไปผลักดัน กัญชง ให้สำเร็จก่อนดีกว่า…ค่อยมาเชียร์ กัญชา ทีหลัง

เสื้อใยกัญชง แพงเกือบเท่าผ้าไหมนะครับท่าน…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315198

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวถึงกันมากเห็นจะหนีไม่พ้น “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โดยให้ชุมชนเป็นผู้เสนอโครงการพัฒนาการเกษตรในด้านต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน และต้องบริหารจัดการโครงการโดยคนของชุมชนเอง โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ทั้งนี้ในจำนวนเงินดังกล่าวจะต้องเป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่า 50%

วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกระตุ้นการใช้จ่ายของเกษตรกรในระดับฐานราก และช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในชุมชนรวม 9,101 ชุมชน จำนวนเกษตรกรอย่างน้อยชุมชนละ 500 คน หมายถึงว่าเม็ดเงินจะกระจายลงสู่เกษตรกรโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านคน

ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากสำหรับโครงการนี้คือ การเร่งทำโครงการ ของบประมาณ และ ครม.ก็อนุมัติอย่างรวดเร็ว แถมยังมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เสร็จภายในระยะเวลาเพียง
1 เดือน ปั่นป่วนทั้งคนทำงานภาครัฐ และ คนรับเงินคือเกษตรกร ปัญหาที่ตามมาคือ การทุจริตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนโครงการโดยรวมแล้ว นับว่ามีการทุจริตน้อยมาก เป็นการกล่าวหา และฟ้องร้องกันเสียมากกว่า

ที่พูดอย่างนี้เพราะ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการประเมินผลโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ นี้แล้ว สรุปว่า โครงการที่ชุมชนเสนอกว่า 2.4 หมื่นโครงการ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ช่วยพัฒนาการผลิต ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างรายได้เสริม สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน

ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จากการซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในภาพรวมกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 2 เท่า ของงบประมาณที่ใช้ กว่า 60% ของโครงการที่ชุมชนเสนอ มีกองทุนหมุนเวียนรวมแล้วกว่า 2 พันล้านบาท ทำให้มีทุนในการดำเนินการกิจกรรมเหล่านั้นต่อไปได้

สิ่งสำคัญคือ ชุมชนส่วนใหญ่มีความพอใจโครงการนี้ในระดับ “มากที่สุด”……..

ความน่าเชื่อถือของการประเมินผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงไร คงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป หรือจะเปลี่ยนหน่วยงานประเมินผลเสียใหม่ ที่ไม่ใช่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็น่าจะดี….จะได้ไม่มีข้อครหาว่าลำเอียง…..

ในเมื่อโครงการนี้ดี และรัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังมีแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากกับกลุ่มชนที่เป็นรากฐานของประเทศ คือเกษตรกรอีก โครงการนี้ต้องมา……

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช จึงขานรับทำโครงการ 9102 แต่ใช้ชื่อใหม่ว่า โครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มที่ทำโครงการ 9101 เดิม เพิ่มเติมมาคือกลุ่มเกษตรกรทั่วไป

โครงการนี้เน้นไปที่การฝึกอบรม โดยเกษตรกรทั่วไปจะได้รับการอบรมในหลักสูตรพื้นฐาน ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจะนำเสนอโครงการของชุมชน ชุมชนละไม่เกิน 2.5 ล้านบาท โดยต้องมีการเสนอแผนธุรกิจด้วย ส่วนกลุ่ม 9101 เดิม จะต้องฝึกอบรมหลักสูตรต่อยอดสำหรับกลุ่มที่ไม่มีทุน ส่วนกลุ่มที่มีทุนมีความพร้อม จะฝึกอบรมหลักสูตรประกอบการเชิงธุรกิจ

งานนี้ใช้งบประมาณกว่า 3.24 หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณในการฝึกอบรมประมาณ 9.3 พันล้านบาทงบสนับสนุนโครงการประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาท และงบบริหารจัดการอีกกว่า 300 ล้านบาท

งานนี้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่คงพอมีเวลาตั้งตัว เพราะการฝึกอบรมเคยทำมาแล้วในปี 2559 โครงการ 9101 สุดด่วนก็ทำมาแล้วในปี 2560 โครงการ ในปี 2561 นี้จึงชิล ชิล……

แว่นขยาย