เลาะรั้วเกษตร : พลเรือนกับทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313719

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พลเรือนกับทหาร

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศการทำงานของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ จาก “ทั้งหมดแถวตรง!!!” ก็ดูจะผ่อนคลายขึ้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย ทั้งหมด ไม่ได้มาจากทหาร ท่านหนึ่งมาจากนายธนาคาร ท่านหนึ่งมาจากคนทำเกษตรที่ปฏิเสธสารเคมี และอีกท่านหนึ่งมาจากข้าราชการฝ่ายปกครองที่เข้าถึงพี่น้องประชาชน

คนหลังนี่แหละที่จะนำทัพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพราะท่านคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่แม่ทัพนายกองที่คุมกองกำลังในแต่ละส่วน

ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือนหลังจากรับตำแหน่ง นอกจากจะทุ่มเทกับการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจัดทัพใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์เดิมตั้งแต่สมัยเป็นปลัดอำเภอ ที่ต้องซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเกษตรตำบลเข้าไปพบปะประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ เกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ เป็นอย่างดี และเมื่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ทำงานร่วมกับเกษตรจังหวัดเสมอๆ

จากประสบการณ์ในอดีต จึงมองว่า เกษตรจังหวัดนี่แหละ จะเป็นกำลังสำคัญของทัพเกษตรที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่นำทัพหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเอกภาพ

ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการชุดนี้ยังต้องติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อภาคการเกษตร หาแนวทางป้องกัน ควบคุม แก้ไข บริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ หรือเหตุฉุกเฉิน ให้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า Chief of Operation หรือแปลตรงๆ ว่าหัวหน้าชุดปฏิบัติการ เป็นชุดอำนวยการ หรือเป็นระดับผู้บังคับบัญชาที่ต้องปราดเปรื่อง รวดเร็ว มองปร๊าด..ต้องรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร…ต้องขนาดนั้นเลยทีเดียว

พร้อมกันนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอ เป็นประธาน เกษตรตำบล เป็นเลขานุการ เรียกว่า Operation Team หรือ ทีมปฏิบัติการ คณะทำงานชุดนี้ต้องเป็นคนทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่

เรียกว่างานนี้ ส้มหล่น…ใส่กรมส่งเสริมการเกษตรเต็มๆ……และมีคำถามตามมาว่า….แล้วเอาเกษตรและสหกรณ์จังหวัดไปไว้ที่ไหน….

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ไขข้อข้องใจว่า เกษตรและสหกรณ์จังหวัดก็ยังเป็นตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ ทำงานตามภารกิจปกติไป เช่น งานแผนงาน โครงการ งบประมาณ ทำนองนี้ เรียกว่าเป็นงานรูทีน หรืองานที่ทำเป็นประจำ สมัยนี้เขาเรียกว่างาน Function ส่วนงานที่เป็นนโยบายสำคัญ หรืองานเร่งด่วน ฉุกเฉิน ที่ให้เกษตรจังหวัดทำเขาเรียกว่า งาน Agenda…. ถึงตรงนี้คงต้องลืมคำว่า SC หรือ Single Command สมัยรัฐมนตรีว่าการ ที่ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ไปเสียให้สิ้น….และถึงคราวเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนั่งอมยิ้ม….สบายใจ ไร้กังวล

ตรงกันข้ามกับกรมส่งเสริมการเกษตร….ที่ถึงคราวหายใจไม่ทั่วท้อง….เพราะงานนี้..ใหญ่หลวงนัก…เฉพาะงานที่เป็นนโยบายสำคัญก็ล้นมือ ถ้าจังหวัดใดไปเจอวิกฤติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงศัตรูพืช หรือ โรคสัตว์ โรคปลาระบาด ก็ถือว่าเจอแจ๊กพอต

ถึงกระนั้น คงไม่เกินความสามารถของเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และทีมงาน ซึ่งโดยหน้าที่และภารกิจปกติก็ต้องคลุกคลีอยู่กับพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้ว หวังแต่ว่าบางคนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่ค่อยได้แสดงฝีมือ หรือแสดงความสามารถให้ประจักษ์ เพราะขึ้นมาแบบ fast track จะได้ใช้โอกาสนี้สร้างผลงานฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรระลึกถึงกันบ้าง

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สวัสดีปีจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312439

x

เลาะรั้วเกษตร : สวัสดีปีจอ

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ข่าวคราวทางฟากฝั่งของรัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ ดูจะเงียบๆ ข่าวประจำวันของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ ก็พลอยหายไปด้วย แม้กระทั่งข่าวนาฬิกาของใครบางคน เพราะมีข่าวของร็อกเกอร์ขาดุและสายโหด ยิงปืนขึ้นฟ้ามาแทนที่…

ยังไม่ทันจะเปิดทำงาน ก็พลันมีข่าวขาประจำยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เหตุเกิดเมื่อครั้งไปตรวจราชการและพบปะประชาชนที่จังหวัดพิษณุโลก กรณีซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วให้เพื่อนรัก รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์เผ่าจินดา เพราะสุนัขที่ท่านซื้อนั้นราคาเกิน 3,000 บาท นับว่าเป็น..เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง……ว่ากันไปให้ครื้นเครงรับปีจอ…ปีของสุนัขเขาละ….

หันมาเลาะรั้วเกษตรดูบ้าง….จะว่าไปก็ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เป็นประเด็นสักเท่าไร จะมีอยู่บ้างก่อนสิ้นปี คือ เรื่องงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เรื่องการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู และความสัมพันธ์ของสารเคมีกับการเกิดโรคเนื้อเน่าของเกษตรกร ซึ่งมีสื่อนำเสนอไปแล้ว รวมทั้งในหน้าเกษตร-สิ่งแวดล้อมนี้ด้วย

จะขอทบทวนสักเล็กน้อยถึงสาระสำคัญของผลการวิจัยซึ่งระบุว่า เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภูป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตด้วย คณะผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ สัมภาษณ์เกษตรกรและผู้ป่วย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้พาราควอต อาทราซีน และอามิทริน ในการกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย และสวนยางพารา โดยเฉพาะพาราควอตนั้นเกษตรกรใช้ในปริมาณที่มากกว่าคำแนะนำถึง 4 เท่า

จากผลการวิจัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ธนากร อึ้งจิตรไพศาล และทีมผู้บริหาร จึงมอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกษตรจังหวัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำเป็น “หนองบัวลำภูโมเดล” ขณะเดียวกันก็มีนโยบายให้ทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชนต่าง ๆ …

ก่อนหน้าข่าวนี้ ก็มีข่าวที่เกี่ยวข้อง คือ กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้มีการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพาราควอตของผู้ประกอบการ พร้อมกับคำยืนยันของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ชัยเกียรติยศ ว่า การต่ออายุใบอนุญาตครั้งนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นพิเศษ ถ้ามีเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการ คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก็พิจารณาให้ต่ออายุทั้งนั้น

ในขณะที่ ไทยแพน และ ไบโอไทย ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้กำหนดให้ พาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งจำกัดการใช้สารไกลโฟเสตด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ฟังความด้านเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรมมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งระบุว่า พาราควอตได้รับการขึ้นทะเบียนและจัดจำหน่ายใน 80 ประเทศทั่วโลก แม้ประเทศที่เข้มงวดอย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ และมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า พาราควอตมีพิษจากการซึมผ่านผิวหนังปกติของมนุษย์น้อยมากเพียง 0.25-0.29% เท่านั้น นอกจากนี้ พาราควอตเมื่อลงสู่ผิวดินแล้ว ดินจะยึดไว้หมดจึงไม่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ไส้เดือนและเมล็ดพืช การใช้สารเคมีทุกชนิดเกษตรกรจึงต้องเรียนรู้ และป้องกันตนเอง

ที่น่าคิดคือ มูลค่าพืชเศรษฐกิจของไทยที่ต้องอาศัยสารกำจัดวัชพืช ทั้งยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดฝักสด รวมกันประมาณ 5 แสนล้านบาท ถ้าไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้ มูลค่าผลผลิตพืชเหล่านี้จะเหลือเท่าไร

เกษตรกรจะมีรายได้เหลือเท่าไร..คิดวนๆ ไป….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311625

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันนี้อาจจะออกจากรั้วเกษตรไปไกลสักหน่อย……

เมื่อก่อนเมื่อพูดถึงไปรษณีย์ หลายคนจะนึกถึงแต่การส่งจดหมาย การส่งพัสดุ แสตมป์ และการส่งโทรเลข เพราะไปรษณีย์ให้บริการอยู่เท่านั้นภายใต้ภารกิจของ “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 มีการจัดตั้ง “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” หรือ กสท. ขึ้น เป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม และดึงงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขมารวมอยู่ด้วย

กิจการของ กสท. ดำเนินการไปได้พักใหญ่ราว 26 ปี ในปี พ.ศ. 2546 รัฐบาลมีนโยบายแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ก้าวหน้าพัฒนาเทียบเท่าภาคเอกชน จึงมีการแปรสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. เป็นบริษัท โดยแยกออกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า CAT

CAT ก็แข่งขันกับเอกชนที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม การสื่อสาร โทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ ไปอย่างหืดขึ้นคอ ส่วน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไม่มีคู่แข่ง แต่ต้องแข่งกับตัวเอง เพราะการส่งจดหมาย การส่งโทรเลขต่างๆ มีเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเตอร์เนตเข้ามาแทนที่ ผู้คนไม่ส่งจดหมายติดแสตมป์ทางไปรษณีย์ แต่ส่งทางอี-เมล หรือที่เรียกว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

ที่เท้าความย้อนหลังมากมายเพียงเพื่อจะบอกว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้องแข่งกับตัวเอง ในการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนภารกิจบริการของไปรษณีย์ที่เคยมี เพื่อแสวงหารายได้เราจึงเห็นไปรษณีย์ฉีกแนวไปในเรื่องของการส่งพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงพัสดุขนาดเล็ก แต่เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์ก็ส่งได้ แต่ก่อนมีแต่ของแห้งๆ เดี๋ยวนี้ของสดอย่างอาหาร เช่น แหนมเนือง ก็ส่งได้

ช่วงเทศกาลปีใหม่ เคยเห็นไปรษณีย์บริการรับส่งผลไม้ของขวัญปีใหม่ เช่น ส้ม และแตงเมล่อน จากฟาร์มของเกษตรกร ไปให้กับผู้รับภายในเวลา 1-2 วัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ตกลงกันหรือเป็นคู่สัญญากันเป็นครั้งคราวไป

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2560 ธ.ก.ส. ก็ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ และ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ลงนามความร่วมมือกันในการช่วยเหลือเกษตรกรจำหน่ายข้าวสาร ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และจัดส่งข้าวสารขนาดบรรจุต่างๆ ให้กับผู้รับทางไปรษณีย์

ล่าสุด มีข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ร่วมกับ กรมการค้าระหว่างประเทศทำโครงการ “Thai Smart Farmers Promotion จากท้องนา ส่งตรงถึงผู้บริโภค” โดยทำการจัดส่งข้าวสารที่สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ http://www.thaitrade.com/rice ไปยังผู้รับปลายทางภายในเวลา 3-4 วัน สามารถใช้บริการได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ

บริการดีๆ แบบนี้ก็น่าเชียร์กัน สินค้าเกษตรทั้งสดและแปรรูปมีมากมาย ถ้าจัดการและวางระบบให้ดี การส่งทางไปรษณีย์ก็น่าจะช่วยกระจายสินค้าได้มาก แต่เท่าที่เคยประสบกับตนเอง บริการของไปรษณีย์ในระยะหลังๆ ไม่ค่อยจะประทับใจ เช่น จดหมาย EMS แทนที่จะได้รับภายใน 1-2 วัน กลับช้าเป็นสัปดาห์ รวมทั้งข่าวที่มีผู้ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนประกันสิ่งของเสียหาย แต่ของที่ส่งกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ถ้าบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผู้ใช้บริการจะวางใจได้อย่างไร คงถึงเวลาที่ต้องยกเครื่อง บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ อีกสักครั้งละกระมัง

เลาะรั้วเกษตร : หรือจะเป็นดรีมทีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310231

281225166

เลาะรั้วเกษตร : หรือจะเป็นดรีมทีม

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามปกติถ้าเห็นข้อความยาวๆ ที่แชร์กันในไลน์ก็จะปัดผ่านไป เพราะไม่อยากเพ่งอ่านให้ปวดตาแต่วันสองวันนี้เห็นข้อความยาวๆ ในไลน์ของกลุ่มคนในแวดวงเกษตรต้องหยุดอ่าน เพราะท้ายข้อความระบุว่าผู้เขียนข้อความดังกล่าวคือ รมว.กษ. อันหมายถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ส่วนเรื่องที่ท่านเขียนก็จั่วหัวว่า “การจัดโครงสร้างหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกร”

ข้อความดังกล่าว มีถึงปลัดกระทรวงและเจ้ากรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด สาระสำคัญคือ ต้องการทราบว่าแต่ละหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอเท่าไร เพื่อจะได้จัดโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ระดับจังหวัดและอำเภอ ให้เป็น“ทีมเกษตร” ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการเกษตรทุกด้าน ทั้งการปลูกพืช ประมง ปศุสัตว์ สหกรณ์ ชลประทาน และอื่นๆ โดยหวังจะให้ “ทีมเกษตร” เป็นที่พึ่งของเกษตรกร และเป็นทีมงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่

อันที่จริงสมัยท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านคงทราบมาบ้างแล้วว่าในจังหวัดของท่านมีคนของกระทรวงเกษตรฯ ทำงานอยู่มากน้อยเพียงไร ซึ่งที่แน่ๆ คือ เกษตรและ
สหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด ประมงจังหวัด และปฏิรูปที่ดินจังหวัด ส่วนระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ และประมงอำเภอ เพียงเท่านี้เวลามีวิกฤติอะไรที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แค่บูรณาการในกระทรวงเดียวกันก็แทบแย่แล้ว

ความคิดของท่านรัฐมนตรี กฤษฎาเป็นความคิดที่ดี ถ้าทำได้ถือว่าเยี่ยมไปเลย แต่อย่างที่เคยบอกแล้วว่า งานนี้ไม่ใช่ง่าย และใช่ว่าจะทำสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ไม่เชื่อก็ลองถามรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดูว่า Single Command หรือ SC ของท่านฉัตรชัย เป็นอย่างไรบ้าง…..นี่แค่บูรณาการในกระทรวงเดียวกันนะ

ท่านรัฐมนตรี ไม่ต้องลงลึกไปถึงผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เสียเวลา เพราะเวลาทำงานท่านมีจำกัด แถมนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังหยิบเผือกร้อนปัญหาราคายางพารา และผลผลิตเกษตรตกต่ำมาให้อีก ท่านคงไม่มีเวลากับ “ทีมเกษตร” ที่ท่านหมายมั่นปั้นมือสักเท่าไร

ท่านเพียงทำให้คนรอบข้าง ซึ่งหมายถึงรัฐมนตรีช่วย ที่ปรึกษา เลขานุการ ปลัดรองปลัด ผู้ตรวจราชการ และเจ้ากรมต่างๆในกระทรวง มีความเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจนในเรื่องนโยบาย แนวทางการทำงานเพื่อให้มีความเป็นเอกภาพในทุกภารกิจโดยไม่แบ่งแยก เชื่อว่าถ้าผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานทำงานกันได้เป็นเนื้อเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานในระดับต่างๆ ย่อมทำได้เช่นกัน

การทำงานในระดับกระทรวง ถ้าเมื่อใดเจ้ากระทรวงคุยกันให้รู้เรื่องก่อนว่าจะทำงานประสาน สอดรับกันอย่างไร ก็จะทำให้นโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้มีแต่โทษกันไปมา โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเรื่องที่คุยกันไม่รู้เรื่อง คงไม่พ้นราคาสินค้าเกษตร วันใดที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็มักจะโทษว่า เกษตรไม่ดูแลการผลิต ปล่อยให้มีผลผลิตออกมามาก เวลาใดที่ราคาผลผลิตดี ก็ว่าเป็นฝีมือของพาณิชย์ทำตลาด

ขนาดข้างบนยังไม่บูรณาการกัน แล้วจะหวังให้ระดับล่างทำได้อย่างไร..อย่างไรก็ตาม….เอาใจช่วยท่านรัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช…..ฝ่าฟัน…เพื่อตาม “ฝัน” ให้เจอนะขอรับ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องน้ำๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308853

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องน้ำๆ

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้ยินดีกับอดีตอธิบดีกรมชลประทาน สมเกียรติ ประจำวงษ์ ได้ไม่กี่วัน ชนิดที่เจ้าตัวยังไม่ได้ตั้งหลักแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์สักเท่าไร ก็ต้องงุนงงเมื่ออธิบดีสมเกียรติ ต้องพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

พร้อมกันนี้ก็ส้มหล่นใส่ รองอธิบดีกรมชลประทาน ทองเปลว กองจันทร์ ที่เป็นแคนดิเดตอธิบดีกรมชลประทานก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเช่นกัน แต่คราวนี้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประทานแบบไม่มีคู่แข่ง แต่มาพร้อมกับปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดทางภาคใต้หลายจังหวัด เรียกว่าทุกขลาภนี้มากับน้ำ

อันว่า สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ว่านี้ เป็นหน่วยงานที่หัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 จัดตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

ในคำสั่งดังกล่าวยังระบุด้วยว่า แม้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ดำเนินการอยู่ จะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในด้านการปฏิบัติการแต่ก็ไม่สามารถทำงานแบบบูรณาการกันได้ทั้งด้านข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ การติดตามประเมินผลเชิงนโยบาย การวางแนวทาง กำกับ ควบคุมการปฏิบัติการ จึงจำเป็นต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ คือ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นี่แหละ

สำนักงานนี้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีหน้าที่ บูรณาการข้อมูลสารสนเทศ แผนงาน โครงการ งบประมาณ บริหารจัดการ ติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

ในกรณีฉุกเฉินและมีเหตุจำเป็น ให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราว มีอำนาจขอเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการต่างๆ มา
ปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นจะมีการพิจารณาโอนหน่วยงานที่ต่ำกว่าระดับกรม จากส่วนราชการต่างๆ ไปเป็นของสำนักงานนี้ด้วย พูดง่ายๆ คือ ณ วันนี้สำนักงานนี้ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง……

ที่น่าหวั่นใจ คือท้ายคำสั่งจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาตินี้ ระบุว่า “ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี อาจเสนอให้ คสช. เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้” นั่นหมายถึงว่า อาจยุบเลิกหน่วยงานนี้ได้ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้…เช่นนั้นหรือเปล่า…ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ท่านผู้อำนวยการ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ก็คงกลับไปกรมชลประทานไม่ได้แล้ว……

อันที่จริง เรื่องการจัดตั้งหน่วยงาน หรือรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมาจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่นี้ขยับกันมานานกว่า 20 ปี แต่เป็นการยากที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับ
น้ำซึ่งตามข้อมูลที่ทราบมาว่ามีถึง 33 หน่วยงานมาไว้เป็นหน่วยงานเดียว กรมทรัพยากรน้ำ จึงพยายามร่างกฎหมายกลางของประเทศออกมาเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันภายใต้กฎหมายนี้ ซึ่งน่าจะมีทางเป็นไปได้มากกว่า จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำต่อครม. ตั้งแต่ปี 2540

มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาเรื่อยๆ จนได้ร่าง พ.ร.บ. ที่คิดว่าสมบูรณ์ และ ครม. มีมติให้บรรจุร่าง พ.ร.บ. ไว้ในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติเมื่อปี 2548 จนถึงปี 2550 ครม.มีมติรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา

ทางเดินของร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ของไทยช่างยาวไกล และใช้เวลานานมาก จนปี 2560 ก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ได้ แถมยังมีเรื่องราวที่เป็นประเด็นร้อนกวนใจรัฐบาล คสช.อีก นั่นคือมาตรา 39 การเก็บค่าน้ำ ที่เกษตรกร และใครต่อใครออกมาโวยวาย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะประกาศจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นไม่นาน…..แล้วต่อแต่นี้เรื่องของการบริหารจัดการน้ำจะไปต่ออย่างไร พ.ร.บ. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ………จะออกมาอย่างไร…

หันกลับไปดูประวัติศาสตร์อันยาวไกลถึง 115 ปีของกรมชลประทานที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Royal Irrigation Department แสดงให้เห็นว่าเป็นหน่วยงานที่พระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5) ทรงจัดตั้งขึ้น พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีหน้าที่ครอบคลุมเกือบครบทุกเรื่องน้ำ แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำผ่านกรมชลประทานมาโดยตลอด ทำไมจึงไม่ใช้กรมชลประทานเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการน้ำ ส่วนจะเพิ่มเติมหน่วยงานไหนเข้ามา หรือจะพัฒนาเป็นหน่วยงานระดับที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะมิง่ายกว่าหรือ……..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : จากพ่อเมือง ถึงเจ้ากระทรวงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307634

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากพ่อเมือง ถึงเจ้ากระทรวงเกษตร

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นโยบาย “3 ต.” คือ ต่อ เติม แต่งที่รมว.เกษตรและสหกรณ์ “กฤษฎาบุญราช” มอบให้กับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ดูจะไม่เข้มงวดจนสร้างความอึดอัดให้กับผู้ปฏิบัติ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนจนน่าวางใจ

ทั้งนี้มีคำอธิบายว่า “ต่อ” คือ การสานต่อนโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้ว “เติม” คือ การเพิ่มรายละเอียดให้โครงการเดิมที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และ “แต่ง” คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในโครงการเดิมที่ไปต่อไม่ได้ หรือควรจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น

สิ่งที่ท่านว่ามาดูจะเป็นภาพรวมๆ ที่ยังไม่ตั้งธงอะไรมากมายนัก เหมือนธรรมเนียมของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายไปจังหวัดใหม่ก็ต้องพูดเหมารวมไว้ก่อน ขอเวลาศึกษารายละเอียดให้ดีก่อน จึงจะฟันธงว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร

การบอกว่า การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯจะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เกษตรกร ทุกโครงการต้องสามารถจับต้องได้ การดำเนินงานต้องผนึกกำลังในระดับจังหวัด โดยส่งเสริมการปฏิบัติงานของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯในระดับพื้นที่ทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด โดยปรับโครงสร้างการทำงานให้สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ประโยคสุดท้ายนี่แหละ งานใหญ่….การปรับโครงสร้างการทำงานให้บูรณาการกันนั้นระยะเวลาเพียงปีเดียว หรือปีเศษ ที่รัฐบาลชุดนี้จะได้อยู่ คงไม่เพียงพอต่อการปรับโครงสร้างการทำงาน ดูอย่าง Single Command สมัยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ว่าแน่ๆ ก็ยังไปไม่ถึงไหน สุดท้ายก็ต่างคนต่างทำไปตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน จะมีที่ประสบความสำเร็จอยู่บ้างก็คงน้อยเต็มที

ข่าวว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ให้เวลา 3 เดือน สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ รัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช จึงได้รัฐมนตรีช่วยว่าการ มาช่วยอีก 2 ท่าน คือ “ลักษณ์ วัจนานวัช” อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส. และ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ผู้นำด้านการทำเกษตรอินทรีย์ และเศรษฐกิจพอเพียง ก็หวังว่าทั้ง 2 ท่านซึ่งสัมผัสกับแวดวงเกษตรมาพอสมควร จะเข้าใจงานของ
กระทรวงเกษตรฯ และช่วยท่านรัฐมนตรีว่าการได้มากกว่ารัฐมนตรีช่วยที่มาจากกระทรวงพาณิชย์คนที่ผ่านมา

ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำที่เป็นเผือกร้อน สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ คือ ราคายางพารา ที่ท่านประกาศว่าจะไม่ขายยางในสต๊อก 1 แสนตัน แต่จะผลักดันนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้ยางพาราในโครงการต่างๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ถ้าจำกันได้ สมัยที่ พล.อ.ฉัตรชัย เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯใหม่ๆ ก็เคยมีนโยบายแบบนี้มาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะดึงปริมาณยางพาราออกจากสต๊อกได้มากนัก เพราะการทำโครงการต่างๆ ต้องใช้งบประมาณ มีข้อจำกัด กฎระเบียบต่างๆ มากมาย

มาคราวนี้ก็ต้องรอดูฝีมืออดีตพ่อเมือง อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูบ้าง ว่าจะผลักดันแนวนโยบายนี้ได้ประสบผลสำเร็จหรือไม่

ว่าแต่…..คุยกับคนในการยางแห่งประเทศไทย ให้เข้าใจกันก่อน….ก่อนลุยแก้ปัญหาราคายาง

เอาใจช่วย…..สู้ๆ…ครับท่าน

“แว่นขยาย”

เลาะรั้วเกษตร : รำลึกถึงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306285

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รำลึกถึงรัชกาลที่ 9

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีโอกาสไปชมนิทรรศการพระเมรุมาศแบบประชาชนคนธรรมดา ไปนั่งรอคอยต่อแถวเข้าชมเหมือนคนอื่นๆ โชคดีที่รอไม่นานนักก็ได้เข้าไปเดินชมรอบพระเมรุมาศ ระหว่างเดินชมนิทรรศการภายในอาคารต่างๆ จนมาสิ้นสุดที่พระที่นั่งทรงธรรม อาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 โต๊ะทรงงาน เครื่องมือทรงงาน ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งก็ได้แต่รำลึกว่าทำไมจึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานเพื่อประชาชนได้มากมายเช่นนี้

นิทรรศการก่อนสุดท้าย มีชื่อว่า “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” โดยระบุว่า “ศาสตร์ของพระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน” มีการนำแผนภูมิของเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 เป้าหมาย ซึ่งล้วนมีความสอดรับกันกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับมีข้อความอธิบายว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการคิด ตัดสินใจ และการปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต หรือประกอบกิจการงานใดๆ ด้วยการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน ผ่านการไตร่ตรองด้วยการใช้หลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ความมีเหตุผล ตามหลักวิชาการ มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง หรือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มิได้มีความพยายามในการถ่ายทอดแนวความคิดนี้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยยังนำไปสู่เวทีโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ ระบุว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านงานพัฒนากับกลุ่มประเทศ G77 ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เมื่อ พ.ศ. 2559 มีการจัดการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญและระดับบริหาร 2 ครั้งในกรุงเทพฯ และในปีเดียวกันนั้น ที่ประชุมผู้นำกลุ่ม 77 จัดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงและจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

และสุดท้าย มีการแนะนำหนังสือ Thailand’s Sustainable Development Sourcebook สนับสนุนการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิมั่นพัฒนา มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย โดยเฉพาะการน้อมนำศาสตร์ของพระราชา รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งได้มีการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการอันเนื่อง
มาจากพระราชดำริ และโครงการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อันแสดงถึงความก้าวหน้าของไทยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นพันธกิจร่วมกันของทุกประเทศทั่วโลกนั่นเอง

เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชานั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้นานมากแล้ว ถ้ารัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา รับใส่เกล้าฯ และน้อมนำมาปฏิบัติ เชื่อว่าสังคมไทยจะอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า….แต่ถึงกระนั้นวันนี้ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มปฏิบัติ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงคือ ความยั่งยืน ไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีล้าสมัย ทำเมื่อไรก็ได้ แต่ขอให้ทำอย่างตั้งใจจริง

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303584

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เปิดเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร จะพบแบนเนอร์ เกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้….คงจำกันได้ว่า เมื่อสัก 1 เดือนที่ผ่านมา บรรดาเอ็นจีโอทั้งหลายต่างพากันคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช โดยชูประเด็นว่าเกษตรกรที่ซื้อพันธุ์พืชมาจากบริษัท ถ้าปลูกแล้วและเก็บพันธุ์นั้นไปปลูกต่อเหมือนอย่างที่เคยทำๆ กันมานั้น เกษตรกรอาจจะมีความผิดได้รับโทษถึงจำคุก

นอกจากนี้ยังมีการพาดพิงไปถึงว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเอาใจสหรัฐอเมริกา และเพื่อประโยชน์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืชยักษ์ใหญ่…..ช่างคิดจริง…….

เมื่อกระแสต้านแรง กรมวิชาการเกษตรไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้เตรียมข้อมูลที่จะตอบโต้เอ็นจีโอผู้คัดค้าน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ จึงตัดสินใจชะลอเรื่องนี้ และเปิดโอกาสให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็น ทั้งๆ ที่การแก้กฎหมายครั้งนี้ได้ผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว….

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเวลาสำหรับท่านที่สนใจจะแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ระบุไว้ที่แบนเนอร์ดังกล่าวข้างต้น ทั้งเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th อี-เมลของสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช pvpo@doa.in.th โทรศัพท์หมายเลข 0-2940-7214 จดหมายส่งถึง สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.10900 หรือท่านที่อยู่ต่างจังหวัดจะยื่นเอกสารด้วยตนเองก็ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ที่มีในจังหวัดของท่านก็ได้

ในแบนเนอร์นั้นระบุว่า “ทุกความคิดเห็นมีความสำคัญจะถูกนำมาประมวลอีกครั้งหนึ่ง” แต่ไม่ได้บอกว่าประมวลแล้วจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหรือไม่ หรือเป็นเพียงการยื้อเวลาให้ความแรงของกระแสการคัดค้านบรรเทาลง และกรมวิชาการเกษตรได้ตั้งหลักอย่างมั่นคง

ช่วงที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นนี้ ก็ได้รับข้อความจากไลน์ของคนที่เคารพนับถือ ซึ่งก็คงแชร์ต่อๆ กันมา แต่เห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจ และคนที่แสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่อื่นไกล มีชื่อว่า อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ…อดีตเลขาธิการ ส.ป.ก. ที่เคยโกนศีรษะประท้วงความไม่ถูกต้องมาแล้ว แต่มาเกษียณอายุราชการที่ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่ดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้นั่นเอง

สิ่งที่อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยืนยัน คือ ข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่เกี่ยวข้อง ต่างมองประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ไม่มีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ อย่างที่ถูกกล่าวหา ไม่มีเลศนัยที่จะแอบเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศใดๆ จะไม่ผ่านรัฐสภา

ต่อประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันหนักและว่ากันไปต่างๆ นานา คือ เรื่อง สิทธิของเกษตรกร เมื่อซื้อพันธุ์พืชไปปลูกแล้วจะสามารถเก็บพันธุ์นั้นไปปลูกต่อในปีต่อๆ ไปได้หรือไม่ ความคิดเห็นของอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ คือ ถ้าเป็นพันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่พันธุ์พืชที่พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาใหม่ และนำไปจดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรสามารถเก็บไปปลูก ขาย หรือแจกจ่ายได้กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้สำหรับพันธุ์พืชทั่วไป

แต่ถ้าเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียน คุ้มครองแล้ว ในมาตร 35 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ระบุว่า ถ้าซื้อมาอย่างถูกต้องก็สามารถเก็บไปปลูกต่อได้ ผลผลิตก็สามารถนำไปขายได้ แต่ต้องไม่กระทำการใดๆ ให้เข้าข่ายว่าเป็นการปลูกเพื่อขยายพันธุ์ หรือ ปลูกเพื่อขายต่อเป็นเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่เมล็ดเพื่อการบริโภค

ส่วนประเด็นที่ว่า มีการแก้ไขขยายการผูกขาดให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่นั้น เป็นการขยายเวลาการคุ้มครองให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เหมือนอย่างที่ประเทศอื่น ๆ เขาทำกัน มีการเพิ่มการคุ้มครองไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับเจ้าของพันธุ์จริงๆ ในกรณีที่ได้ผลผลิตจากพันธุ์ที่ลักลอบมาปลูก หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผลผลิตที่มาจากพันธุ์ที่ลักลอบมา…ประเด็นนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นเจ้าของพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา บริษัทเล็ก หรือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไร

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เอ็นจีโอเห็นแย้งกับร่างที่แก้ไข และท่านอดิศักดิ์ ได้ให้ความเห็นไว้…..ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดของ
การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นแล้ว ไว้รอดูว่ากรมวิชาการเกษตรจะทำอย่างไรกับข้อคิดเห็นดังกล่าว

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สะดวกแบบนี้ หรือแบบไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302237

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สะดวกแบบนี้ หรือแบบไหน

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับจากวันที่ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 สั่งย้ายลูกน้องโดยไม่ปรึกษาหารือเจ้ากระทรวงสักคำ และลูกน้องที่ถูกย้ายก็ไม่ใช่คนเล็กๆ แต่เป็นถึงอธิบดีกรมการจัดหางาน…..ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา….ข่าวใหญ่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกวัน คือข่าวการปรับ ครม….

เช่นเคย รายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าข่ายที่จะถูกปรับออก หรือเปลี่ยนที่นั่งกระทรวงใหม่ ต้องมีชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อยู่ด้วยเสมอ แต่สุดท้าย เก้าอี้บิ๊กฉัตร ก็ยังมั่นคงแข็งแรง อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

มาคราวนี้ก็เช่นกัน พลเอกฉัตรชัย ยังมีชื่อเป็นตัวเต็งที่จะถูกปรับพร้อมๆ กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี
ตันตราภรณ์ และยังกระเส็นกระสายมีชื่อ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาด้วย ขณะเดียวกัน ชื่อของ พลเอก
ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ติดเข้ามาในโผของการปรับ ครม. กับเขาด้วย โดยนัยว่าจะมานั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงเกษตรฯ นั่นแหละ…..ที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดนี้ คงเป็นแค่โผปรับเล็ก ส่วนโผปรับใหญ่ก็ว่ากันไป แต่อย่างไรเสียนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลั่นวาจามาแล้วว่าปรับ ครม. แน่ภายในปีนี้ ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 1 เดือนเศษ…..

บิ๊กฉัตร..ยืนยันหนักแน่นแบบชายชาติทหารว่า ทหารต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จึงไม่น้อยใจ ถ้านายกรัฐมนตรีจะให้ตนพ้นจากตำแหน่ง ที่คนเองมีชื่อติดโผการปรับครม.ทุกครั้งอาจเป็นเพราะตนเองเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมาตนเองทำงานเต็มที่ ทำให้เกษตรกรมีความสุข แต่ก็ไม่เคยประเมินผลงานตนเอง ต้องให้คนอื่นเป็นผู้ประเมิน

ไปๆ มาๆ บิ๊กฉัตรวกเข้ามาว่าข้าราชการโดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลงานของหน่วยงานทำนองว่า ผลงานของกระทรวงเกษตรฯ มีมากมาย แต่การประชาสัมพันธ์อ่อน ทำงานสู้ภาคเอกชนไม่ได้คนจึงรู้น้อย…..ทำเอาเพื่อนพ้องน้องพี่นักประชาสัมพันธ์เสียกำลังใจไปเยอะ….พร้อมกันนี้ก็มีคนกระซิบว่า แต่เอกชนที่บรรดาคนที่อยู่แวดล้อมตัวท่านแนะนำให้มาช่วยงานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้นก็ล้วนแต่คุณภาพเสียเหลือเกิ๊น……

จะว่าไปแล้ว ผลงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ก็มิได้น้อย หรือด้อยไปกว่ากระทรวงอื่นๆ มีผลงานที่นายกรัฐมนตรีเอ่ยถึง ในรายการศาสตร์พระราชาฯ ทุกคืนวันศุกร์มากกว่าใคร ตัวรัฐมนตรีเอง และบรรดาอธิบดีทั้งหลายในกระทรวงเกษตรฯ ก็ออกรายการเดินหน้าประเทศไทย ทุกวันเวลา 6 โมงเย็นบ่อยมาก ข่าวหนังสือพิมพ์ก็มีทุกวัน รายการวิทยุก็มิได้ขาด โซเชียลมีเดียก็กระหน่ำ งานอีเว้นท์ก็มิได้ขาดหาย ล่าสุด ก็คืองาน “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมียม” ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล…ถามว่างานพวกนี้สื่อรู้จากใครถ้าไม่ใช่ประชาสัมพันธ์ หรือผู้บริหารของหน่วยงาน….ในฐานะที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงขอเป็นกำลังใจให้คนประชาสัมพันธ์แทนรัฐมนตรี…..ยกเว้นประชาสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะอยากสัมพันธ์กับสื่อ…..

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พูดถึงโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่กว่า 7 หมื่นแห่ง ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่สื่อไม่สนใจ….(วกกลับมาว่าสื่ออีก…)

กระทรวงเกษตรฯมีโครงการต่างๆมากมาย จะทำโครงการอะไรขึ้นมาสักทีก็จะโหมประชาสัมพันธ์ ทั้งโครงการแปลงใหญ่ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ การแก้ปัญหา IUU การยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. การบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ อยู่ที่ผู้บริหารกระทรวง จะหยิบเรื่องอะไรมาบอกเล่าให้
สื่อทราบ หรือขอความร่วมมือสื่อให้นำไปเผยแพร่ และสื่อเองก็ต้องเลือกเหมือนกันว่าจะช่วยเผยแพร่เรื่องอะไรเพราะเนื้อที่ หรือเวลาของสื่อมีจำกัด

โครงการใดที่สื่อสนใจเป็นพิเศษก็จะเสาะแสวงหาข้อมูลเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่หน่วยงานไม่อยากเปิดเผยก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลสักเท่าไร หรือเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆ เปิดเผยได้แต่ไม่ได้รวบรวมข้อมูลไว้ก็ต้องรอให้รวบรวมข้อมูลก่อน ในกรณีของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นกว่าแห่ง กระทรวงเกษตรฯ เองก็ไม่ได้เอ่ยถึงมานานมาก ได้แต่ไปโหมประชาสัมพันธ์โครงการอื่นๆ วันดีคืนดีนึกขึ้นมาได้ กลับบอกว่าสื่อไม่สนใจ…..

แนะนำให้กระทรวงเกษตรฯ มีสื่อเป็นของตนเองดีไหม……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300818

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เชื่อว่า ณ เวลานี้ ภาพและบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังไม่จางหายไปจากความรู้สึกของคนไทย

ช่วงเวลาเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สื่อต่างๆ งดนำเสนอรายการบันเทิง จึงมีโอกาสได้ชมรายการสารคดีเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ หลายเรื่อง ที่ไม่เคยได้ชมมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการยกย่องพระเกียรติคุณจากองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร ทำให้ต้องหาข้อมูลที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัล หรือ การยกย่องสดุดีจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเสนอให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

ปี 2530 สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณในการนำชนบทให้วัฒนา เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถในการริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

ปี 2534 UNESCO ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญฟีแล (Philae Medal) เพื่อเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจในการพัฒนาชนบทในถิ่นทุรกันดาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปี 2535 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองประกาศเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม

ปี 2536 สมาคมควบคุมการพังทลายของดินสากล ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The International Merit Award เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างสำหรับการพัฒนาให้กับประเทศอื่นๆ ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินโดยใช้หญ้าแฝก และปีเดียวกัน ธนาคารโลก ยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำ

ปี 2538 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณด้านพัฒนาการเกษตร หรือเหรียญ Agricola ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงบำรุงรักษาน้ำ และรักษาป่า

ปี 2539 สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทิดพระเกียรติที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย ด้วยการส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้าว

ปี 2542 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเทเลฟู้ด เหรียญแรกของโลก เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความผาสุกของราษฎรในชนบทห่างไกล

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรางวัลที่องค์กรระหว่างประเทศทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังมีรางวัลในด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ทรงได้รับ ซึ่งคงไม่มีคนธรรมดาหรือกษัตริย์พระองค์ใดในโลก จะมีผลงานเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องเชิดชูมากมายเท่านี้อีกแล้ว

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

แว่นขยาย