เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299572

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของดาวเรือง

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ และช่วงที่ผ่านมาสักประมาณ 1 เดือน ผ่านไปทางไหน ได้เห็นดอกดาวเรืองบานสะพรั่งอวดสีเหลืองสดใสไปทั่วทุกหนแห่ง อันเป็นผลจากการที่กระทรวงมหาดไทยประกาศเชิญชวนคนไทยปลูกดอกดาวเรือง หรือดอกไม้สีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ให้บานพร้อมๆ กันทั่วประเทศ ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 25-29 ตุลาคม 2560

ความจริง ดอกไม้สีเหลือง ยังมีอีกมากมายที่สามารถปลูกเป็นไม้ประดับ หรือตกแต่งสถานที่ เช่น ทานตะวัน เข็ม ดาวกระจาย บานชื่น สร้อยไก่ บานบุรี ทองอุไร ฯลฯ แต่ผู้คนไม่ใคร่สนใจ สนใจแต่ดาวเรือง ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองขาดตลาด คนขายต้นไม้หันมาเพาะกล้าดาวเรืองขายกันมากขึ้น และมีบางคนฉวยโอกาสโก่งราคาต้นกล้าสูงจนสะใจ แต่ก็คงไม่เท่าต้นดาวเรืองที่ออกดอกแล้วขายในราคาต้นละ 125 บาท… นี่สะใจยิ่งกว่า……กิจการคงเจริญรุ่งเรืองแย่….

ส่วนหนึ่งที่ได้เห็น คือคนที่ไม่เคยปลูกต้นไม้ด้วยตนเองจากเมล็ด ก็หันมาชักชวนสมาชิกในครอบครัวช่วยกันเพาะเมล็ด และเฝ้าดูการเจริญเติบโต ตั้งแต่เมล็ดเริ่มงอก แตกใบ กิ่งก้าน เริ่มมีตุ่มดอก ดอกตูม จนดอกบาน เฝ้าดูทุกวัน ก็ทำให้เพลิดเพลินไปได้ มีเรื่องมาพูดคุยกันได้ ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังเด็กๆ ให้รักต้นไม้ รักธรรมชาติได้ทางหนึ่ง

แต่การปลูกดาวเรือง ก็ไม่ใช่ง่ายๆ ยิ่งเจอหน้าฝน ฝนตกทุกวันเช่นนี้ ศัตรูพืชก็มารุมล้อมต้นดาวเรืองทั้งหอยทาก ทั้งหนอน ทั้งเพลี้ย เต็มไปหมดแบบคลาดสายตาไม่ได้เลยทีเดียว

มีข้อมูลระบุว่าดาวเรืองไม่ใช่ดอกไม้ของไทย แต่เป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก เผยแพร่เข้าไปในยุโรป ผู้คนนิยมปลูกอย่างแพร่หลาย ส่วนการนำดาวเรืองเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อไรไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่เริ่มอย่างจริงจัง คือ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับทุนจากกระทรวงเกษตร ของสหรัฐอเมริกา ผ่านโครงการเกษตรที่สูง ทำการวิจัยพืชปลูกและพืชป่าเพื่อใช้เป็นพืชที่ให้สีนำมาทำประโยชน์ได้ ดาวเรือง เป็นพืชหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกมาปลูกทดลองที่สถานีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปี 2519-2522

หลังงานวิจัยสิ้นสุดไปแล้ว ในปี 2522-2524 ศาสตราจารย์ สมเพียร เกษมทรัพย์ ปรมาจารย์ด้านพืชสวนท่านหนึ่งของไทย และทีมงาน ยังได้ศึกษาต่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตดาวเรืองในรูปแบบต่างๆ ทั้งไม่ตัดดอก ไม้กระถาง ไม้ประดับ พร้อมทั้งคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมไว้ นำมาปลูกเป็นแปลงสาธิต โชว์ในงานเกษตรแห่งชาติ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อปี 2526 เป็นครั้งแรก พร้อมทั้งแจกเอกสารการปลูกดาวเรืองให้กับผู้สนใจ จึงเริ่มมีการปลูกดาวเรืองตัดดอกเป็นการค้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การปลูกดาวเรืองเป็นการค้า ในระยะแรกๆ คือ การตัดดอกขายเพื่อนำไปทำมาลัยบูชาพระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือในฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งเราจะได้เห็นพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอนักการเมืองจนท่วมศีรษะ แต่ก็มีดาวเรืองบางส่วนถูกนำไปเป็นวัตถุดิบใช้ในการผสมอาหารไก่ไข่ เพราะกลีบดอกดาวเรืองมีสารสีเหลืองที่สามารถทำให้ไข่ไก่มีสีแดงสวย

ดาวเรือง มีสรรพคุณทางยา มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว วงการแพทย์เคยใช้ดอกดาวเรืองรักษาบาดแผลของทหารในสนามรบ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสมานแผล ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว ป้องกันการติดเชื้อ จึงมีการสกัดสารจากดอกดาวเรืองนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ยาใช้ทาภายนอก และเครื่องสำอาง

การปลูกดาวเรืองให้บานสะพรั่งทั่วประเทศ ในช่วงที่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น นอกจากเพื่อแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้แล้ว ยังทำให้ผู้คนหันมานิยมปลูกต้นไม้ มีกิจกรรมการปลูกต้นไม้ในครอบครัว ปลูกฝังเด็กๆ ให้รักต้นไม้ด้วย

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : งานล้นมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298432

281225166

เลาะรั้วเกษตร : งานล้นมือ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อยู่ๆ อดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รัตนะ สวามีชัย ก็โพสต์เฟซบุ๊ค ร่ำลาพี่น้องข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อย้ายไปเป็นรองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. หะแรกก็สงสัยอยู่ว่าถูกย้ายด้วยเหตุอันใด แต่พอเห็นคำสั่งก็ถึงบางอ้อว่า เจ้าตัวขอโอนย้ายไปเอง เบื้องลึกทราบมาว่าเพราะสนิทสนมแนบแน่นกับ เลขาธิการ ส.ป.ก. คนใหม่ อดีตหัวหน้า
ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ สุรจิตต์ อินทรชิต คงจะได้ทำงานเข้ากันได้เป็นอย่างดี…..

ถัดมาอีกหน่อย เมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็มีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ โอนย้าย 2 รองอธิบดี คือ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู ไปเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ไปเป็นรองอธิบดีกรมหม่อนไหม ที่ประวัติศาสตร์ออกจะซ้ำรอย ที่ครั้งหนึ่งอดีตอธิบดีกรมหม่อนไหม อภัย สุทธิสังข์ ก็มาจากกรมปศุสัตว์นี่แหละ แต่วันนี้กลับไปเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ สบายใจแล้ว ทำโครงการโคบาลบูรพาต่อไป

เดือนตุลา เดือนแรกของปีงบประมาณใหม่ อะไรๆ อาจจะยังรีๆ รอๆ ทำอะไรได้ไม่เต็มที่เพราะผลจากการเกษียณอายุราชการ และผลจากการแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีไปแล้ว ทำให้หลายหน่วยงานขาดผู้บริหารระดับรองอธิบดีมาแบ่งเบาภาระงานของอธิบดี รองอธิบดีที่ยังอยู่กับที่ก็ต้องรับภาระไปพลางก่อน เพราะงานโครงการต่างๆ ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องและรอไม่ได้ และบางหน่วยงานมีงานเข้าชนิดที่ทำให้เป๋ไปเหมือนกัน

หน่วยงานที่ตำแหน่งรองอธิบดีว่างอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ หน่วยงานที่รองอธิบดีเกษียณอายุราชการ หรือรองอธิบดีได้รับแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ หรือ ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นอธิบดี คือ กรมชลประทาน ว่าง 2 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดีฯ ณรงค์ ลีนานนท์ เกษียณอายุ และรองอธิบดีฯ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ขึ้นเป็นอธิบดี กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่าง 1 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดีฯ ชัยรัตน์ เกื้ออรุณ เกษียณอายุราชการ กรมส่งเสริมการเกษตร ว่าง 2 ตำแหน่ง เพราะรองอธิบดี สงกรานต์ ภักดีคง เกษียณอายุราชการ และ รองอธิบดีฯ รัตนะ สวามีชัย โอนไปเป็นรองเลขาธิการ ส.ป.ก.

ส.ป.ก. เอง เดิมว่าง 2 ตำแหน่งเนื่องจาก รองเลขาธิการฯ บพิตร อมราภิบาล และ ฉลอง มณีโชติเกษียณอายุราชการ แต่ได้ รองอธิบดี รัตนะ สวามีชัย ที่โอนมาจากกรมส่งเสริมการเกษตรมาแทน 1 ตำแหน่ง ยังเหลืออีก 1 ตำแหน่ง กรมวิชาการเกษตรเดิมว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองอธิบดีฯ วราภรณ์ พรหมพจน์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และรองอธิบดีฯ เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ มกอช. แต่ก็ได้รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู มาแทนแล้ว 1 ตำแหน่ง เหลือลุ้นกันอีก 1 ตำแหน่ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองเลขาธิการ คมสัน จำรูญพงษ์ และ จันทร์ธิดา มีเดช ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองเลขาธิการฯ อานัติ วิเศษรจนา ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

กรมปศุสัตว์ ว่าง 2 ตำแหน่ง เนื่องจากรองอธิบดี สรวิศ ธานีโต ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และ รองอธิบดีฯ ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ย้ายมาเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน รองอธิบดีว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองอธิบดีฯ เบญจพร ชาครานนท์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมประมง ว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก รองอธิบดีฯ มีศักดิ์ ภักดีคงไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่าง 1 ตำแหน่ง โดย รองอธิบดีฯ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ กรมส่งเสริมสหกรณ์ว่าง 1 ตำแหน่ง เพราะ รองอธิบดี พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ขึ้นเป็นอธิบดี

คงเป็นยุคที่ตำแหน่งรองอธิบดี หรือ รองเลขาธิการว่างมากที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีงานโครงการที่ต้องดำเนินการมากที่สุด ยังมีเรื่องสำคัญรออยู่ข้างหน้า คือปัญหาการบริหารจัดการน้ำ การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยที่จะตามมา แถมยังมีงานประจำของเอ็นจีโอที่เข้ามากวนใจอีก หน่วยงานไหนจะเชียร์ใครเป็นรองอธิบดี รองเลขาธิการ ก็เลือกที่ช่วยงานได้นะขอรับ……มิเช่นนั้นก็ตัวใครตัวคนนั้นละครับ…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เดือนแห่งความอาดูร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297293

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เดือนแห่งความอาดูร

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดือนตุลาคม สำหรับข้าราชการถือเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ บางหน่วยงานอาจจะได้เจ้านายใหม่ มีนโยบายใหม่ๆ หรือโครงการใหม่ๆ มาให้ทำ แต่สำหรับปีนี้เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกใจหาย เป็นเดือนที่กลับมาสู่บรรยากาศของความโศกเศร้าอาดูรอีกครั้ง เพราะใกล้วันที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งกำหนดไว้ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560

วันที่ 13 ตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว เป็นวันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย คนไทยทั้งประเทศ และคนไทยที่อยู่ใน
ต่างประเทศคงไม่มีใครที่จะไม่เสียใจ คงไม่มีใครที่จะไม่โศกเศร้า คงไม่มีใครที่จะไม่ร่ำไห้ แม้บางคนจะไม่หลั่งน้ำตาให้เห็น แต่ก็ร่ำไห้อยู่ในอกเพราะ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9

นับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไป ขึ้นไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมเวลา 335 วัน ไม่มีสักวันที่บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังจะไร้ผู้คน มีแต่ประชาชนหลั่งไหลมาเข้าแถวรอกราบพระบรมศพวันละหลายหมื่นคน แม้จะรอนานนับสิบชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ก็ไม่มีย่อท้อ ทุกคนตั้งใจแน่วแน่ที่จะขอกราบพระบรมศพสักครั้ง ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์

ในจำนวนพสกนิกรกว่า 12 ล้านคนที่มีโอกาสได้เข้ามากราบถวายบังคมพระบรมศพ มีชาวไทยภูเขาจำนวนไม่น้อยรวมอยู่ด้วย ชาวไทยภูเขาเหล่านี้ต่างยืนยันว่า พ่อหลวง ทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พ่อหลวงสอนให้พวกเขาทำการเกษตร ปลูกพืชบนที่สูง ทั้งผัก ไม้ผล ไม้ดอก เป็นอาชีพที่ทำรายได้อย่างยั่งยืนมาจนทุกวันนี้

คนไทยบนพื้นราบเองก็ยืนยันเช่นกันว่า ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปฏิบัติ ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มีอาหารเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จากผลผลิตต่างๆ ในไร่นาของตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุข

เช่นนี้….ทำไมคนไทยจะไม่รักพระองค์

เดือนตุลาคม 2560 เป็นเดือนแห่งการเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งอันที่จริงได้เตรียมการมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบ 1 ปี โดยเฉพาะการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการตกแต่งบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะการตกแต่งพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของพระเมรุมาศ ซึ่งจะมีภูมิสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 อันได้แก่ โครงการพระราชดำริที่สำคัญ ๆ เช่น หญ้าแฝก ข้าว การทำแก้มลิงเก็บกักน้ำ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น ต้นยางนา ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์ไว้ เป็นต้น

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้รับมอบหมายให้ปลูกข้าวในบริเวณดังกล่าว โดยมีการออกแบบแปลงนา ให้มีขอบคันนาเป็นเลขเก้าไทย กรมศิลปากรต้องการให้ข้าวที่นำมาปลูกในแปลงนานั้นเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม และแสดงถึงการเจริญเติบโตของต้นข้าวในระยะต่างๆ ตั้งแต่ต้นกล้า แตกกอ และออกรวง

กรมการข้าวจึงใช้กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ระยะต้นกล้า คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก ถือเป็นข้าวพรีเมียมเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับระยะแตกกอใช้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมากถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ เป็นพันธุ์ข้าวที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้บริโภคในต่างประเทศรู้จักข้าวไทยเรื่องคุณภาพการหุงต้มที่อ่อนนุ่มและมีกลิ่นหอม

ส่วนระยะออกรวง ใช้ข้าวพันธุ์ กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 เป็นพันธุ์ข้าวที่ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับข้าวมาก นับตั้งแต่ทรงรื้อฟื้นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทรงปลูกข้าวในบริเวณสวนจิตรลดา ทรงแนะนำให้คนไทยบริโภคข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องมีประโยชน์ และทรงแนะนำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯในยุคสมัยหนึ่งว่า อย่างอื่นไม่ปลูกไม่เป็นไร แต่ข้าวต้องปลูก เพราะข้าวคืออาหารหลักของคนไทย

วันนี้ 13 ตุลาคม ครบ 1 ปี ที่ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ไม่มีสักวันที่คนไทยจะไม่คิดถึงพระองค์
แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : แรงงานต่างด้าวภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296005

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แรงงานต่างด้าวภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีท่านที่เคารพนับถือเล่าให้ฟังว่า พาแม่บ้านชาวเมียนมา ไปขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) ตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์บริการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนเพียงไม่กี่ขั้นตอน คือ ตรวจสัญชาติ เพื่อขอเอกสารรับรองบุคคล หรือใบ CI (Certificate of Identity) ตรวจลงตรา (Visa) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน ยื่นขอตรวจสุขภาพ และทำประกันสุขภาพ มีสาธารณสุขจังหวัดมาให้บริการอยู่ เมื่อทุกอย่างผ่านก็จะได้ใบอนุญาตทำงานตามที่ต้องการ แต่ละขั้นตอนนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกขั้นตอน รวมแล้วประมาณ 2,400 บาท

เรื่องการเสียค่าธรรมเนียมไม่เท่าไร แต่กระบวนการกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานมานั้นช่างยาวนาน ทั้งๆที่ทำตามขั้นตอนที่กระทรวงแรงงานบอกมา คือไปเสียค่าธรรมเนียมที่ Counter Service ได้คิวมาเรียบร้อย แต่เมื่อมาถึงศูนย์บริการก่อนเวลา 08.30 น. กลับต้องไปเข้าคิวลงทะเบียนใหม่ ลงทะเบียนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ให้บัตรคิว แต่ต้องรอเรียกเป็นราย รายไป..รอ…รอ…และรอ…ระหว่างรอ ก็เห็นว่ามีกระบวนการแซงคิว ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า ทำไมจึงแซงคิวได้ และไม่ได้มีเพียง 10 หรือ 20 ราย แต่มีหลายร้อยราย…..กว่าจะได้ใบ CI รอจนเกือบเที่ยงคืน (ย้ำว่า “เที่ยงคืน”) และกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานเกือบ 1 นาฬิกาของวันใหม่….เจ้าหน้าที่ที่จุดออกใบอนุญาตทำงานบอกว่า ฝ่ายรับลงทะเบียนรับอย่างเดียว รับเสร็จก็กลับ แต่พวกเขาต้องทำงานจนเสร็จ นี่คือการไม่ประสานงานกันภายใน

และนี่คือการให้บริการแรงงานต่างด้าว….ที่ถ้านายจ้างไม่มาด้วย ก็จะไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาได้รับบริการในสภาพอย่างไร กรมการจัดหางานคงต้องกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้พิจารณาปรับปรุงกระบวนการให้บริการที่รวดเร็ว และเป็นธรรมกว่านี้ ที่สำคัญคือต้องป้องปรามการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวเหล่านี้

ที่กล่าวมา แม้จะไม่ใช่เรื่องเกษตรโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมในสังคม จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟัง

ไหนๆ ก็ ไหนๆ พูดถึงแรงงานแล้ว ก็ขอพูดถึงแรงงานในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตรไทย อันเนื่องมาจากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ แรงงานในภาคเกษตรของบ้านเรามีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่กลับไปเพิ่มจำนวนแรงงานนอกภาคเกษตร ในจำนวนที่พอๆ กัน ขณะที่แรงงานภาคเกษตรที่เหลืออยู่ก็เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงเป็นสาเหตุให้มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในภาคการเกษตรทดแทนแรงงานไทย

ในเดือนมิถุนายน 2560 มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคการเกษตรของไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 248,281 ราย มีทั้งแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง มีจำนวนแรงงานในภาคเกษตรหายไปภายหลังจากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ประมาณ 170,000 ราย นั่นหมายถึง จำนวนนี้เป็นแรงงานภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ ซึ่งถ้านายจ้างไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่พระราชกำหนดมีผลบังคับใช้ แรงงานเหล่านี้จะต้องกลับประเทศของตนไป และแรงงานส่วนนี้นี่เองที่จะทำให้เศรษฐกิจในภาคเกษตรได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินว่า ถ้าแรงงานในภาคเกษตรขาดหายไปจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง ดังนี้ ถ้าแรงงานขาดไป 5% จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 853 ล้านบาท ถ้าแรงงานขาดไป 10% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 1,707 ล้านบาท และถ้าแรงงานขาดไป 15% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 2,560 ล้านบาท

มีการเสนอแนะเชิงนโยบายให้ขยายเวลาการนำพระราชกำหนดมาบังคับใช้ เพื่อให้นายจ้างได้ปรับตัว และดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม ม.44 เลื่อนการบังคับใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ออกไป 180 วัน โดยจะมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม 2561 อีกประการหนึ่งคือ ขอให้อำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว อย่าให้ซับซ้อน อย่าให้มีหลายขั้นตอน และอย่าทำให้ยุ่งยาก (เหมือนกรณีแม่บ้านชาวเมียนมา ที่เล่ามาข้างต้น)…….

สศก. คงต้องตามเก็บตัวเลขแรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรที่ขาดหายไป แล้วนำมาวิเคราะห์อีกครั้งในปีหน้า……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย กับไม้พะยูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293439

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย กับไม้พะยูง

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ดูข่าวโทรทัศน์ ชาวบ้าน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ดูข่าวโทรทัศน์ ชาวบ้านที่หนองปรือ ชลบุรี ถูกตำรวจจับเพราะตัดไม้พะยูงในบ้านของตนเอง โดยเข้าใจว่าเป็นไม้ประดู่ลาย ไม้ต้นนี้สูงใหญ่มาก ต้นเอนเหมือนกับจะโค่น เกรงว่าถ้ามีลมพัดแรงจะทำให้ต้นไม้นี้โค่นไปทับบ้านเพื่อนบ้าน และคนที่ผ่านไปมา จะทำให้ได้รับความเสียหาย ตนเองก็จะเดือดร้อน จึงได้จ้างคนมาตัดต้นไม้ที่เข้าใจว่าเป็นประดู่ลายนี้ ในราคา 30,000 บาท พอตัดเสร็จ ตำรวจก็เข้ามาแจ้งข้อหาว่าตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม มีความผิดตามกฎหมาย

ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต้นพะยูงล้มทับบ้านของชาวบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคนบอกว่าอย่าตัด หรือไปแตะต้องต้นไม้นี้ เพราะเป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัด ผิดกฎหมายจะถูกจับดำเนินคดี เจ้าของบ้านไปแจ้งสำนักงานป่าไม้จังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ จึงต้องปล่อยให้ต้นไม้ทับบ้านอยู่อย่างนั้น ส่วนตนเองย้ายออกไปอยู่บ้านลูกชายที่อยู่ไม่ไกลกันนัก จนเวลาล่วงเลยมา 3 เดือน รอง ผบ.ตร.พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทราบข่าวจากสื่อ จึงสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือตัดไม้พะยูงที่ล้มทับบ้านออก ซึ่งตำรวจดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

ย้อนกลับไปอีกนานกว่านั้น คือ ลุง 2 คนที่จังหวัดมหาสารคาม ตัดต้นพะยูงที่ล้มขวางทางเดินในที่นาของตนเอง ถูกตำรวจจับดำเนินคดี คราวนั้นเป็นข่าวที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเห็นใจลุงทั้งสอง

อันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกวดขันอย่างมาก คือ ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ในประกาศฉบับนี้ ระบุให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. นี้มีรวม 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และ ไม้เก็ดเขาควาย มีข้อกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง หรือนำไปแปรรูปมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่

ผู้กระทำผิดมีโทษทั้งจำคุก และปรับ อัตราโทษขึ้นอยู่กับปริมาณไม้และลักษณะไม้ที่ครอบครองว่าเป็นไม้ท่อน หรือไม้แปรรูป จำคุกมีตั้งแต่ 1-20 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000- 2,000,000 บาท

ไม้พะยูง ยังเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาไซเตส หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ด้วย เมื่อปี 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสครั้งที่ 16 การประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมมีมติรับให้ไม้พะยูง เป็นพันธุ์พืชในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส ตามที่ประเทศไทยเสนอ คือ เป็นพันธุ์พืชที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากขณะนั้นกรมป่าไม้ โดยรองอธิบดีที่ชื่อ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ยืนยันว่า สถานการณ์ของไม้พะยูงในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติมาก

ทั้งนี้มีตัวเลขระบุว่า ในปี 2548 มีประชากรไม้พะยูงในป่าประมาณ 3 แสนต้น พอถึงปี 2556 ประมาณการว่าประชากรไม้พะยูงในป่าลดลงเหลือเพียง 1 แสนต้น หายไป 2 ใน 3 โดยมีการลักลอบตัดจากป่าอนุรักษ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความต้องการไม้พะยูงในตลาดโลกมีสูง โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่นิยมไม้พะยูงไปทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง

การที่ไซเตส รับไม้พะยูงเข้าไปอยู่ในบัญชี 2 ดังกล่าว จึงเป็นภาระผูกพันที่ไทยต้องมีมาตรการ ต่างๆ ออกมา เพื่อควบคุมการค้า และการลักลอบตัดไม้พะยูง

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง เข้าใจได้ว่าเพื่อต้องการปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ และลักลอบค้าไม้ ซึ่งกฎหมายลงโทษเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าเป็นใคร แต่ต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกเอง อยู่ในบ้านของตนเอง ต้นไม้โค่นล้มลงมาเอง หรือชาวบ้านตัดเองเพราะกลัวอันตรายจากการโค่นล้มของไม้ใหญ่ ต้องได้รับโทษตามกฎหมายนี้ด้วย เป็นเรื่องที่กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ทบทวน แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มีข้อยกเว้นในบางกรณีอย่างที่ว่ามานี้ หรือไม่กรมป่าไม้ก็ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางให้ประชาชนได้รับทราบถึงขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกรณีของไม้พะยูง มิเช่นนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก มันเป็นความทุกข์ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเจตนา…..

ที่หนองปรือ ชลบุรี ถูกตำรวจจับเพราะตัดไม้พะยูงในบ้านของตนเอง โดยเข้าใจว่าเป็นไม้ประดู่ลาย ไม้ต้นนี้สูงใหญ่มาก ต้นเอนเหมือนกับจะโค่น เกรงว่าถ้ามีลมพัดแรงจะทำให้ต้นไม้นี้โค่นไปทับบ้านเพื่อนบ้าน และคนที่ผ่านไปมา จะทำให้ได้รับความเสียหาย ตนเองก็จะเดือดร้อน จึงได้จ้างคนมาตัดต้นไม้ที่เข้าใจว่าเป็นประดู่ลายนี้ ในราคา 30,000 บาท พอตัดเสร็จ ตำรวจก็เข้ามาแจ้งข้อหาว่าตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม มีความผิดตามกฎหมาย

ทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต้นพะยูงล้มทับบ้านของชาวบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคนบอกว่าอย่าตัด หรือไปแตะต้องต้นไม้นี้ เพราะเป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัด ผิดกฎหมายจะถูกจับดำเนินคดี เจ้าของบ้านไปแจ้งสำนักงานป่าไม้จังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ จึงต้องปล่อยให้ต้นไม้ทับบ้านอยู่อย่างนั้น ส่วนตนเองย้ายออกไปอยู่บ้านลูกชายที่อยู่ไม่ไกลกันนัก จนเวลาล่วงเลยมา 3 เดือน รอง ผบ.ตร.พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ทราบข่าวจากสื่อ จึงสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือตัดไม้พะยูงที่ล้มทับบ้านออก ซึ่งตำรวจดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว

ย้อนกลับไปอีกนานกว่านั้น คือ ลุง 2 คนที่จังหวัดมหาสารคาม ตัดต้นพะยูงที่ล้มขวางทางเดินในที่นาของตนเอง ถูกตำรวจจับดำเนินคดี คราวนั้นเป็นข่าวที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเห็นใจลุงทั้งสอง

อันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกวดขันอย่างมาก คือ ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ในประกาศฉบับนี้ ระบุให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. นี้มีรวม 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และ ไม้เก็ดเขาควาย มีข้อกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง หรือนำไปแปรรูปมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่

ผู้กระทำผิดมีโทษทั้งจำคุก และปรับ อัตราโทษขึ้นอยู่กับปริมาณไม้และลักษณะไม้ที่ครอบครองว่าเป็นไม้ท่อน หรือไม้แปรรูป จำคุกมีตั้งแต่ 1-20 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000- 2,000,000 บาท

ไม้พะยูง ยังเกี่ยวข้องกับอนุสัญญาไซเตส หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ด้วย เมื่อปี 2556 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสครั้งที่ 16 การประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมมีมติรับให้ไม้พะยูง เป็นพันธุ์พืชในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส ตามที่ประเทศไทยเสนอ คือ เป็นพันธุ์พืชที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากขณะนั้นกรมป่าไม้ โดยรองอธิบดีที่ชื่อ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ยืนยันว่า สถานการณ์ของไม้พะยูงในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติมาก

ทั้งนี้มีตัวเลขระบุว่า ในปี 2548 มีประชากรไม้พะยูงในป่าประมาณ 3 แสนต้น พอถึงปี 2556 ประมาณการว่าประชากรไม้พะยูงในป่าลดลงเหลือเพียง 1 แสนต้น หายไป 2 ใน 3 โดยมีการลักลอบตัดจากป่าอนุรักษ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความต้องการไม้พะยูงในตลาดโลกมีสูง โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่นิยมไม้พะยูงไปทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง

การที่ไซเตส รับไม้พะยูงเข้าไปอยู่ในบัญชี 2 ดังกล่าว จึงเป็นภาระผูกพันที่ไทยต้องมีมาตรการ ต่างๆ ออกมา เพื่อควบคุมการค้า และการลักลอบตัดไม้พะยูง

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง เข้าใจได้ว่าเพื่อต้องการปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ และลักลอบค้าไม้ ซึ่งกฎหมายลงโทษเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าเป็นใคร แต่ต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกเอง อยู่ในบ้านของตนเอง ต้นไม้โค่นล้มลงมาเอง หรือชาวบ้านตัดเองเพราะกลัวอันตรายจากการโค่นล้มของไม้ใหญ่ ต้องได้รับโทษตามกฎหมายนี้ด้วย เป็นเรื่องที่กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ทบทวน แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มีข้อยกเว้นในบางกรณีอย่างที่ว่ามานี้ หรือไม่กรมป่าไม้ก็ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางให้ประชาชนได้รับทราบถึงขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกรณีของไม้พะยูง มิเช่นนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก มันเป็นความทุกข์ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเจตนา…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ตามโผ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292156

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตามโผ

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อังคารที่ผ่านมา….โผโยกย้ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ซึ่งก่อนหน้าที่โผจะเข้า ครม. ก็มีรายชื่อกระเส็นกระสายมาให้รู้กันเลาๆ ว่าใครจะไปอยู่ที่ไหน….แต่คราวนี้ แค่รายชื่อยังไม่สะใจ เท่ากับหนังสือฉบับที่เสนอนายกรัฐมนตรี มีลายมือของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเซ็นอนุมัติโผดังกล่าว เขียนต่อท้ายคำว่า “อนุมัติ” ด้วยอักษรตัวโตๆ สั่งการมาอีกเต็มหน้ากระดาษ ซึ่งแม้จะมีน้อยคนที่อ่านลายมือท่านออก แต่ที่แน่ๆก็มีประโยคสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 กันยายนนี้ หนังสือฉบับนี้แชร์กันกระจายในโซเชียลมีเดีย ขณะที่หัวหนังสือประทับคำว่า “ลับ”

มาว่าเรื่องของผู้ที่มีชื่ออยู่ในโผ….สมเกียรติ ประจำวงษ์ จากรองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ เบียดแซง ทองเปลว กองเงิน รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา ขึ้นมาตอนไหนไม่ทราบ ทราบแต่ว่า รองฯ สมเกียรติ มีดีกรี ดร.จากต่างประเทศ มีคอนเนคชั่นกับองค์กรนานาชาติหลายองค์กร เป็นผู้แทนของไทยไปประชุมระหว่างประเทศบ่อยๆ เคยสัมผัสกับชาวบ้านที่คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนต่างๆขนาดถูกเผาหุ่นก็เคยมาแล้ว เรียกว่าประสบการณ์รอบด้าน….ชลประทาน 4.0 ก็คงต้องใช้คนอินเตอร์หน่อยๆ แบบนี้

เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาหลายปี ร่วมงานกับอธิบดีมาหลายคน ได้พาสชั้นขึ้นเป็นเลขาธิการ มกอช. ก็ดูเหมาะสม เพราะก่อนเป็นรองอธิบดี เคยเป็น “ผู้อำนวยการ” ควบ 2 สำนัก คือ สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร และ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่มีหน้าที่รับรอง GAP เกษตรอินทรีย์ GMP/HACCP ภารกิจ ใกล้เคียงที่ มกอช.รับผิดชอบอยู่

…..ผู้พลาดหวังจากเลขาธิการ มกอช. ที่มีชื่อติดโผ คือ สรวิช ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์….กลับได้ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯแทน เช่นเดียวกับอีก 2 คน ที่อาจจะพลาดหวังจากตำแหน่ง เลขาธิการ มกอช. เช่นกัน คือ คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการ สศก. ซึ่งเคยเป็น รองเลขาธิการ มกอช. มาก่อน และอาณัติ วิเศษรจนา รองเลขาธิการ มกอช. ปัจจุบัน ก็ได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่มีชื่อในโผแรกว่า ได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่โผจริงกลับกลายเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แทน เชิดชัย พรหมแก้ว ที่มีชื่อในโผแรก แต่ในโผจริงได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

พร้อมกับตำแหน่งอธิบดี 2 กรม และ 1 เลขาธิการ ยังมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่ได้รับอนุมัติในคราวเดียวกันนี้อีก 8 ตำแหน่ง เอ่ยถึงไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ที่เหลืออีก 4 ตำแหน่ง ได้แก่ วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง จันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการ สศก. เบญจพร ชาครานนท์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ จิรทรัพย์ ปลอดกระโทก รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

การแต่งตั้งคราวนี้ มีกรมที่รองอธิบดีหายไป 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง หวังว่าลูกหม้อของกรมนั้นๆ จะได้ขยับ แต่อย่ากะพริบตา
เพราะอาจมีคนของกระทรวง ที่พลาดหวังจากผู้ตรวจราชการครั้งนี้ไปลงแทน……..พลางๆ ก่อน…

แว่นขยาย

พิเชษฐ์  วิริยะพาหะ

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ
เสริมสุข  สลักเพ็ชร์

เสริมสุข สลักเพ็ชร์
สมเกียรติ  ประจำวงษ์

สมเกียรติ ประจำวงษ์

เลาะรั้วเกษตร : มาตรฐานไม้ยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290448

281225166

เลาะรั้วเกษตร : มาตรฐานไม้ยาง

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันก่อนอ่านข่าว การยางแห่งประเทศไทย “มั่นใจยางแตะ 60 บาท” ก็เลยถึงบางอ้อ มิน่าล่ะ ผู้นำชาวสวนยางดูเงียบเชียว…..ราคายางขยับขึ้นก็ออกจะดีใจแทนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกับลุ้นให้ราคาขยับขึ้นไปอีกเรื่อยๆ แต่อย่าให้สูงเกินความจริงไปมากมาย เพราะถ้าราคากลับมาตกต่ำอีก เกษตรกรก็จะทำใจไม่ได้ เดี๋ยวก็จะออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องกันอีก

แต่ราคายางที่ขยับสูงขึ้น มีผลมาจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง เพราะสวนยางในภาคอีสานบางพื้นที่ยังถูกน้ำท่วมอยู่ ราคาที่ขยับสูงขึ้นจึงไม่ได้ช่วยเกษตรกรบางพื้นที่สักเท่าไร

ไหนๆ ก็พูดถึงราคายางแล้ว ก็ขอพูดเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับยางไปด้วย เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องราคายางแล้ว การยางแห่งประเทศไทยก็ดูจะทำงานไปอย่างเงียบๆ เรื่องที่จะพูดถึงนี้ก็เห็นในข่าวอีกเช่นกัน และคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมตัว และทำความเข้าใจกับชาวสวนยางเสียแต่เนิ่นๆ นั่นคือเรื่องของการใช้มาตรฐานสากล FSC กับไม้ยางพารา

FSC (Forest Stewardship Council) เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไม้และป่าไม้ทั่วโลก เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กลุ่มผู้ผลิตสินค้าจากไม้ องค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ กลุ่มองค์กรเหล่านี้มาร่วมกันจัดทำระบบการให้การรับรองมาตรฐานไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ว่าเป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม้จากป่าธรรมชาติ หรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีการปลูกไม้แบบยั่งยืน

หมายความว่า ต่อแต่นี้ไป (อันที่จริงจะมีการใช้มาตรฐานนี้ในปี 2563) การค้าไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ทุกชนิดที่จะเข้าสู่ตลาด จะต้องมีตราประทับ หรือใบรับรอง FSC ว่าเป็นไม้ที่มาจากป่าธรรมชาติ หรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ไม้ที่ลักลอบตัดโค่นมาอย่างผิดกฎหมาย

สำหรับไม้ยางพาราในบ้านเรา นอกจากนำไปแปรรูปเป็นไม้อัด ปาร์ติเกิลบอร์ด และเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมแล้ว เศษไม้ยางพารายังนำไปบดและอัดแท่งทำเป็น “เชื้อเพลิงชีวมวล” ที่ให้พลังงานความร้อนสูง สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วย เรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษไม้
เลยทีเดียว…และอันว่าเชื้อเพลิงชีวมวลนี้ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น และ ประเทศในยุโรป อย่างมาก

ถ้าไม้ยางที่นำมาทำเชื้อเพลิงชีวมวลไม่มีตราประทับ หรือไม่ได้การรับรอง FSC ต่างประเทศก็จะไม่ซื้อ ผู้ที่จะผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลส่งออกไปขายก็จะไม่ผลิต โอกาสทองของไม้ยางก็จะหลุดลอยไปสำหรับประเทศไทย การยางแห่งประเทศไทยจึงจับมือกับบริษัทเอกชนที่จะผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล ทำโครงการยางประชารัฐ สนับสนุนชาวสวนยางให้ทำสวนยางตามมาตรฐาน FSC ข่าวว่าดำเนินการเป็นการนำร่องในพื้นที่ 50,000 ไร่ และกำลังจะขยายผล…..ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ธีธัช สุขสะอาด คาดว่าภายใน 3 ปี จะสามารถขยายผลครอบคลุมพื้นที่สวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.

การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนที่ว่านี้ ระบุว่าเริ่มตั้งแต่ปลูกยางไปจนถึงตัดโค่น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานนับสิบปีกว่ายางจะเจริญเติบโต และโค่นได้ ดังนั้น 3 ปีที่เหลือ ก็คงยังไม่มีไม้ยางที่ได้รับการรับรอง FSC มีแต่ไม้โตเร็วที่ปลูกแซมยางที่อาจจะตัดขายได้ ราคาก็คงไม่เท่าไม้ยาง….วันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่เร่งดำเนินการ ชาวสวนยางยังไม่รู้ ยังไม่เห็นความสำคัญของมาตรฐาน FSC ดูท่าโครงการผลิต
เชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ยางพาราที่ได้การรับรองมาตรฐานดังกล่าวคงยังไม่เห็นผล

หลายโครงการที่มียางเข้าไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม นานวันเข้าก็ถูกลืม อย่างโครงการคาร์บอนเครดิต ที่มีแนวคิดจะให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายคาร์บอนเครดิต เพราะสวนยางเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม หรือ กิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ประเทศใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถที่จะซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากคนอื่นมาชดเชยได้ คาร์บอนเครดิต คือ สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวนั่นเอง

ไม่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน….เปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนรัฐบาล โครงการเปลี่ยนโครงการ FSC ที่ว่ามานี้ก็เหมือนกัน…จะไปได้ไกลแค่ไหน….คงต้องดูกันยาวๆ ไป…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ขอบ่น วน ๆ ไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ขอบ่น วน ๆ ไป

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในระยะนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย มองดูประเทศอื่นๆ ก็เผชิญสถานการณ์ภัยธรรมชาติและการก่อการร้ายไม่แพ้กัน บางประเทศยังรุนแรงยิ่งกว่าฉะนั้นจงพอใจที่เกิดมาบนแผ่นดินไทย อย่าหนีออกจากประเทศไทยไประหกระเหินที่ไหนเลย…….อย่างที่เพลงเขาว่าไว้ “บ้านเราแสนสุขใจ แม้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา….” แม้จะอยู่ในที่ที่จำกัดเสรีภาพ ก็ยังเป็นบ้านเราอยู่ดี….

ประเทศไทย มีอะไรดีๆ มากมาย จนคนต่างชาติอิจฉา สถานที่ท่องเที่ยวของไทยไม่แพ้ประเทศไหนในโลก อาจจะมีสถานที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่มากเหมือนประเทศอื่น แต่ก็มีให้ชาวต่างชาติกล่าวขวัญถึงและอยากจะมาเยือน สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็อะเมซซิ่ง คนไทยบางคนไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวของเขา แต่ไม่เคยไปสถานที่ท่องเที่ยวของไทยเราที่สวยงามและน่าทึ่งยิ่งกว่า..แบบนี้ก็มีไม่น้อยเรียกว่า..ใกล้เกลือกินด่าง….

อาหารการกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ร้านอาหารอร่อยเต็มไปหมด อาหารข้างทางที่เรียกหรูๆ ว่า สตรีท ฟู้ด ก็มีมากมายให้เลือกรับประทาน ตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่นเที่ยงคืน วัตถุดิบคุณภาพที่นำมาทำอาหารก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เครื่องดื่มทั้งหลาย

เมื่อพูดถึงวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร อดที่จะพูดถึงรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารไม่ได้ เคยติดตามชมรายการแข่งขันทำอาหารรายการหนึ่ง ในแต่ละครั้งจะมีวัตถุดิบหลักจัดมาให้ผู้เข้าแข่งขัน นำไปรังสรรค์เป็นอาหารเมนูต่างๆ หลายครั้งที่เป็นวัตถุดิบจากต่างประเทศราคาแพงๆ เห็นแล้วรู้สึกเสียดาย และรู้สึกเสียดุลการค้าอย่างไรไม่รู้ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่น เช่น ปูทาราบะ กุ้งมังกร ปลาทูน่า หอยเชลล์โฮตาเตะ เนื้อวัวมัตซือซากะ ซึ่งสนนราคาตัวละนับพัน กิโลกรัมละนับหมื่นบาท…..รสชาติก็คงสมราคานั่นแหละ แต่ดูเหมือนจะส่งเสริมให้นิยมของต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือยไปหน่อย….

รายการเดียวกันนี้ เคยใช้วัตถุดิบหลักของไทยในการแข่งขันทำอาหารรุ่นเด็ก เป็นวัตถุดิบจากโครงการประชารัฐ เช่น กุ้งมังกรจากภูเก็ต ไก่งวงจากมหาสารคาม กุ้งแม่น้ำจากพระนครศรีอยุธยา เด็ก ๆ ก็ทำอาหารออกมาน่ารับประทาน รสชาติเป็นเลิศ แถมยังรู้แหล่งที่มา หรือแหล่งผลิตวัตถุดิบเหล่านั้นด้วย น่าจะทำให้เด็กๆ และผู้ชมทางบ้านภูมิใจในความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย….ถ้าอย่างนี้น่าชื่นชม

มาถึงอาหารหลักของคนไทย คือ ข้าว ข้าวของไทยมีหลากหลายชนิด หลากหลายพันธุ์ ไม่เหมือนของประเทศอื่น อย่างข้าวญี่ปุ่น เมล็ดป้อมๆ มีความเหนียวหน่อยๆ หรือข้าวบาสมาติของอินเดีย เมล็ดผอมๆ ยาวๆ ร่วนๆ แต่ไม่แข็ง ก็เห็นอยู่เท่านั้น ข้าวเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ จีน อาจจะมีหลายพันธุ์ แต่ก็คงไม่เท่าของไทย เวลามีงานอีเว้นท์ ขายสินค้าเกษตรทีไร จะเห็นข้าวสารหลากชนิดมาวางจำหน่าย เช่น งานที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ที่สวนลุมพินี นอกจากข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีอยู่หลายเจ้าแล้ว ยังมีข้าวชื่อแปลกๆ มาจำหน่ายด้วย เช่น ข้าวซีบูกันตัง ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองของ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่นำมาปรับปรุงพันธุ์ และส่งเสริมปลูกเป็นแปลงใหญ่ เป็นข้าวที่ระบุว่ามีวิตามิน บี 1 บี 2 และวิตามินอีสูง อุดมด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส

ข้าวทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวสังข์หยด เมล็ดข้าวมีสีแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกพันธุ์หนึ่ง เป็นพันธุ์ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเชียร์อยู่ คือพันธุ์ กข 43 เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวหอมสุพรรณบุรี กับข้าวสุพรรณบุรี 1 ข้าวสุกมีความหอม นุ่ม มีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้เป็นเบาหวาน

ยังมีข้าวอีกหลายพันธุ์ ที่มีชื่อไม่คุ้นหู และยังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่อาจจะมีตลาดเฉพาะทราบมาว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชุติมา บุณยประภัศร ให้กรมการข้าวส่งเสริมปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ก็นับว่าเป็นไอเดียที่ดี ส่งเสริมปลูกข้าวคงไม่ยากเกินความสามารถของกรมการข้าว แต่การทำตลาดจะให้ใครทำ ท่านคิดไว้หรือยัง……

มีคนบอกว่า น่าจะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำการตลาดให้กับข้าว หรือ สินค้าเกษตรโดยเฉพาะ เพราะสินค้าเกษตรไม่เหมือนสินค้าอุตสาหกรรมที่สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ชัดเจน ถ้ามีหน่วยงานนี้ขึ้นมาจริง คนในหน่วยงานต้องมีความสามารถขั้นเทพเลยทีเดียว…..เพราะสินค้าเกษตรมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องเยอะ…คนที่เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาอยู่กระทรวงเกษตรฯ คงทราบดี…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : 25 สิงหาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287925

281225166

เลาะรั้วเกษตร : 25 สิงหาคม 2560

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีโอกาสไปร่วมงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดขึ้นที่ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกับเดินชมงานอยู่พักใหญ่

คำกล่าวเปิดของนายกรัฐมนตรี เจ้าภาพจัดงาน คือกระทรวงเกษตรฯ คงร่างให้ เพราะฟังดูแล้วเป็นนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ขึ้นเวทีพูดกับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,000 คน ไปก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะมาไม่นานนัก

นายกรัฐมนตรีนำมากล่าวย้ำอีกครั้ง พร้อมกับเพิ่มเติมสิ่งที่ท่านคิด ท่านเข้าใจ ที่ขาดไม่ได้คือการสร้างสีสันด้วยการพูดแซวพี่น้องเกษตรกรไปด้วยเป็นระยะๆ โดยตอนหนึ่งนายกฯลุงตู่ เห็นคนที่นั่งฟังอยู่ข้างล่างนั่งกระพือพัดกันใหญ่เพราะอากาศร้อน ท่านบอกว่าท่านยืนอยู่บนเวทีร้อนกว่า เพราะแดดส่องหลัง (กับเสื้อพระราชทานผ้าไหมแขนยาวสีดำ) จึงเข้าใจเกษตรกรที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินว่าต้องอดทนและยากลำบากอย่างไร สำหรับท่านความร้อนเท่านี้ท่านทนได้เพราะเป็นทหารผ่านมาหมดแล้ว….แต่คนที่ร้อนกว่าท่านนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นผู้จัดงานที่สร้างเวทีอย่างไรให้แดดส่อง…..

นายกรัฐมนตรี บอกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาประเทศไว้หมดแล้ว ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพียงแต่เรามาดำเนินการสานต่อ นำมาปรับ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการช่วยเหลือเกษตรกรว่า เกษตรกรต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง เมื่อรัฐบาลช่วยแล้ว ต้องสานต่อและช่วยตนเองด้วย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลต้องช่วยแล้วช่วยอีกไม่จบสิ้น งบประมาณก็ต้องผูกพันไปเรื่อยๆ การพัฒนาก้าวไปข้างหน้าจึงเกิดขึ้นไม่ได้

การสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ต้องสร้างด้วยการใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะภาคเกษตร ต้องใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ต่อไปนี้จะขายผลผลิตอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้ ต้องมองการตลาด รู้ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อผลิตพืชที่จะนำไปแปรรูปเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น อาหารสุขภาพ หรือเครื่องสำอางจากสมุนไพร จากไหม จากข้าว เป็นต้น

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียใหม่ โดยให้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปให้ได้ด้วยการเปลี่ยนการทำการเกษตรแบบเดิมๆ มาเป็นเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer…

นายกรัฐมนตรี พูดถึง ห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกับบอกว่า ประธานและสมาชิก ศพก. ทั้งหลาย จะต้องทราบว่าหมายถึงอะไร รวมทั้ง Thailand 4.0 และ นวัตกรรม ศัพท์เหล่านี้ สมาชิก ศพก. ต้องทราบว่าคืออะไร และต้องอธิบายแทนนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อจะได้ชี้แจงคนที่ยังไม่เข้าใจ ให้มีความเข้าใจพร้อมกับฝากข้อความภาษาอังกฤษให้ ศพก. ช่วยอธิบายให้คนอื่นๆ ทราบด้วย คือ “Don’t let anyone behide” และ “Stronger together” อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องแข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน

ส่วนเรื่องของ แปลงใหญ่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพูดถึงอยู่บ่อยๆ ในรายการ ศาสตร์ของพระราชา ทุกคืนวันศุกร์ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า การทำการเกษตรแปลงใหญ่จะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และสามารถจำหน่ายผลผลิตได้แน่นอน ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการแปลงใหญ่ เข้ามาร่วมให้ได้ พร้อมกับเสนอแนวคิดให้มีการทำแปลงใหญ่เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้มีข้าวพันธุ์ดีเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะนำไปปลูก

งานนี้มีภาคเอกชน ซึ่งเป็นพันธมิตรกลุ่มพลังประชารัฐติดตามนายกรัฐมนตรีมาร่วมในพิธีเปิดงานด้วย เช่น ฐาปน สิริวัฒนภักดี
จากไทยเบฟเวอเรจ อิสสระ ว่องกุศลกิจ จากกลุ่มมิตรผล และอีกท่านหนึ่งจากกลุ่ม ซีพี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจำชื่อไม่ได้ แต่ก็แก้เก้อแซวว่า “คนรวย ๆ หน้าตาจะเหมือนๆ กัน”

นั่นสิ…ต้องเอาคนหน้าตาเหมือนๆ กันหลายๆ คน จากหลายๆ ค่าย มาช่วยเกษตรกรให้มากๆ ช่วยเหลือแบบ Stronger together นะขอรับ…ไม่ใช่ let everyone (เกษตรกร) behide

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ‘ขี้ตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285529

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ‘ขี้ตู่’

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านใหม่ป้ายแดง เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ได้รับเอกสารจากอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผ่านทางโซเชียลมีเดียที่แชร์ต่อๆ กันมา

เอกสารที่ว่านี้ มี 5 หน้ากระดาษ A4 เต็มๆ ชื่อหัวเรื่องว่า “2 ปีที่ผ่านมากับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน”เอกสารดังกล่าว เขียนถึง “ท่านผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกท่าน เพื่อนข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกท่าน” จากนั้นท่านชี้แจงเป็นข้อๆรวมทั้งหมด 6 ข้อใหญ่ 18 ข้อย่อย โดยสรุปคือ

ท่านได้รับมอบหมายจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ มาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2558 เพื่อมาทำงานขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านการเกษตรฯ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน

ปลัดฯ ธีรภัทร มีความภูมิใจที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ 2 ครั้ง

ท่านทำงานและมีความตั้งใจวางแผนการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปตามระบบราชการในโลกแห่งความเป็นจริง โดยบริหารงานผ่านผู้บริหารหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนต่างๆ ตามลำดับชั้น ตามระบบราชการ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ระบบ single command การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี 5 ปี และ 1 ปี

ได้เป็นผู้ชี้แจงงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณ 2 ปีซ้อน ทำให้มีการตัดลดงบประมาณของทุกหน่วยงานน้อยมาก พร้อมกันนี้ได้กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการในช่วงปี 2558-2560 สามารถประหยัดงบประมาณได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะนำไปใช้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ

นอกจากนี้ ยังมีผลงานด้านการพัฒนาบุคลากร โดยวางระบบคัดเลือกผู้บริหารในทุกระดับด้วยการมีคณะกรรมการคัดเลือกอย่างโปร่งใส มีการวางหลักสูตรฝึกอบรม smart officer เร่งรัดการลงโทษผู้กระทำผิดจากการบริหารงานไม่โปร่งใสในอดีตได้เป็นจำนวนมาก

มีการแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) การยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.เกือบ 3 แสนไร่ นำสารวัตรเกษตรประมง ปศุสัตว์ ออกทำหน้าที่ปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิด พัฒนาการทำงานขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรืออ.ต.ก. จนสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 5 พันล้านบาท และถูกจัดอันดับให้เป็นตลาดสดที่น่ามาเยือน 1 ใน 10 ของโลก ปรับปรุงการบริหารองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จัดระบบโครงการนมโรงเรียนให้โปร่งใส ปิดโรงงานผลิตนมโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานกว่า 20 แห่ง โดยไม่เคยมีใครกล้าปิดมาก่อน

ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย เร่งรัดจ่ายเงินได้อย่างรวดเร็วภายใน 5 เดือน ในขณะที่ในอดีตใช้เวลา 2-3 ปี วางแผนลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าจังหวัดน่าน ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าที่เคยทำมาเมื่อ 5 ปีก่อน ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

เร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศพก. จนนำมาสู่โครงการ 9101 การทำการเกษตรแปลงใหญ่ Agri Map ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ การผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ฝึกอบรมเกษตรกรเป็น Smart Farmer/Young Smart Farmer โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลัดฯธีรภัทรยังทิ้งท้ายด้วยว่า ปี 2561 เป็นต้นไป คาดว่างานต่างๆ จะเห็นผลชัดเจน ขอให้ทุกคนภูมิใจร่วมกัน……..

เชื่อว่า อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯหลายท่าน อดีตอธิบดีและอธิบดีปัจจุบัน รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวง
เกษตรฯ ทุกหน่วย หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทั้งอดีตและปัจจุบันคงจะอ่านไปน้ำตาซึมไป…..พร้อมกับหัวเราะหึ..หึ…หึ..กัดฟันกรอดๆมองบน..และคำรามว่า…… “งั้น…เหรอ…”

แว่นขยาย