เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284292

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้อ่านคำชี้แจงของอธิบดีกรมชลประทาน สัญชัย เกตุวรชัย ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เรื่องอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้รู้สึกว่าทำไมหน่วยราชการจึงไม่ชี้แจง หรือพูดอะไรให้ประชาชนธรรมดาๆ เข้าใจง่ายๆ ทำไมต้องอธิบายอะไรเสียยืดยาว

กรณีอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร นี้ ประเด็นที่ประชาชนอยากรู้คือ อ่างแตกใช่หรือไม่ จึงทำให้น้ำจากอ่างเก็บน้ำไหลบ่าท่วมชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง แม้ท่านอธิบดีจะพยายามชี้แจงว่า อ่างไม่แตกแต่น้ำไหลเข้าอ่างมากเกินความจุที่อ่างจะรับไว้ได้ น้ำจึงไหลล้นสันเขื่อน และจากการตรวจสอบด้วยสายตาของเจ้าหน้าที่พบว่ามี “การกัดเซาะ” สันเขื่อนลึก 4 เมตร กว้าง 20 เมตร เป็นเหตุให้น้ำไหลออกจากอ่าง

ในทางเทคนิคของการชลประทานอาจจะใช้ว่า “กัดเซาะ” แต่ในความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน มันคือ “อ่างแตก” เพราะสภาพที่สันเขื่อนแตกร้าวลึก 4 เมตร ยาว 20 เมตรนี้ไม่ใช่กัดเซาะธรรมดา แถมยังทำให้น้ำไหลออกจากอ่างนับล้านลูกบาศก์เมตรก็ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอ่าง กับปริมาณที่น้ำเหลืออยู่ในอ่าง สภาพคงไม่ต่างจาก“อ่างแตก” เท่าไรนัก จึงไม่จำเป็นต้องยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าอ่างไม่แตก…

ที่สำคัญกว่านั้นควรชี้แจงสาเหตุ และสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปอย่างสั้นๆ เป็นข้อๆ ตามลำดับเหตุการณ์ให้ชัดเจน ไม่ต้องเท้าความ หรืออ้างอะไรให้มากมายเกินไป เช่น บอกว่า ดำเนินการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะมีมากตามนโยบายของอธิบดีกรมชลประทานแล้ว หรือบอกว่า จะติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง ซึ่งได้ติดตั้งไปแล้ว 4 เครื่อง เหลืออีก 22 เครื่อง….นี่ก็จริงใจเกินไป ทำให้ประชาชนแทบหมดหวัง เพราะไม่รู้ว่าอีก 22 เครื่องเมื่อไรจะติดตั้งเสร็จ พอดีน้ำลด….

ชื่ออธิบดี เป็นผู้ชี้แจง แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนข้อมูลให้อธิบดี แม้จะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 24 ชั่วโมง ตามกฎกติกาของรัฐบาลที่กำหนดให้หน่วยราชการต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเชิงลบที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้นๆ แต่อธิบดีควรต้องตรวจสอบให้ดีว่าสิ่งที่ชี้แจงไปจะทำให้สังคมสับสนมากขึ้นหรือไม่….

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นนี้ ทราบมาว่าเป็นอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นที่ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ความจุของอ่างรับน้ำได้ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุกปีที่ผ่านมาน้ำไม่เคยเต็มอ่าง หรือแม่แต่ปีนี้ก็มีปริมาณน้ำก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝนเพียง 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ของความจุอ่างเท่านั้น

พอเข้าสู่ฤดูฝน ก็ได้ทำการพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาใหม่ แต่ปีนี้ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างห้วยทรายขมิ้นเป็นจำนวนมาก จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม มีปริมาณน้ำเต็มอ่าง ซึ่งทำให้ต้องทำการพร่องน้ำออกจากอ่างผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย และฝั่งขวา รวมกันประมาณวันละ 80,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่ามีฝนตกท้ายอ่างเก็บน้ำ ทำให้การพร่องน้ำต้องลดปริมาณลง มิเช่นนั้นน้ำจะท่วมพื้นที่ท้ายอ่าง การพร่องน้ำจึงลดปริมาณลงเหลือเพียงวันละ 24,000 ลูกบาศก์เมตร

ปัญหาคงจะไม่เกิดถ้าไม่มีพายุโซนร้อนตาลัส และเซินกา ที่เกิดขึ้นมาไล่ๆ กันในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ พายุทั้ง 2 ลูกนี้มีอิทธิพลทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเต็มอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียง 20 ชั่วโมง มีน้ำหลากลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นถึง 3.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินกว่าความจุของอ่างถึง 1.35 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงล้นข้ามสันเขื่อน และทำให้สันเขื่อนแตกร้าวหรือที่กรมชลประทานเรียกว่า “กัดเซาะ”ดังที่กล่าวมาแล้ว

ถ้าจะว่าไป ก็เป็นเหตุสุดวิสัย ที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น หรือแม้จะมีการประกาศเตือนภัยให้เฝ้าระวังสถานการณ์สักเท่าไร แต่จะมีสักกี่คนที่สนใจและเตรียมตัวพร้อมเผชิญสถานการณ์…. เพราะน้ำไม่เคยท่วมสกลนคร… เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่ง เรามั่นใจว่าน้ำคงไม่ท่วมสนามบินดอนเมือง…. แต่แล้วที่สกลนคร พ.ศ. นี้ น้ำท่วมมิดหลังคารถ เหมือนอย่างที่พ.ศ.นั้น น้ำท่วมเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองนั่นแล…..

เอวัง….ก็มีด้วยประการฉะนี้…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283880

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ในช่วงสายๆ ของวันอังคารที่ 1 สิงหาคม มีข่าวอยู่หลายเรื่องที่ผมเฝ้าติดตามความคืบหน้า และคิดอยู่ว่า น่าจะเอามาเขียนถึง

ไม่ว่าเรื่องคดีโครงการรับจำนำข้าวที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังขึ้นแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนจะกลับไปเฝ้ารอด้วยใจระทึกสำหรับวันพิพากษาที่กำลังจะมาถึงใน วันที่ 25 สิงหาคมนี้…แล้วยังเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ที่จะมาแทนคุณธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้ซึ่งโดนเด้งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยขณะที่กำลังพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ก็ต้องเงี่ยหู-เหลือบตา คอยติดตามข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้ จะมีเรื่องนี้เข้าหรือไม่ ถ้ามี จะเป็นใครที่จะได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ตัวนี้…นอกจากนั้นยังมีข่าวเรื่องสถานการณ์อุทกภัยความเดือดร้อนเสียหายของพี่น้องเกษตรกรไทยจำนวนมากในพื้นที่น้ำท่วมใหญ่สิบกว่าจังหวัดที่กำลังเฝ้ารอความช่วยเหลือที่ทันทวงทีจากรัฐบาลและจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อมีหลายเรื่องและบางเรื่องต้องเขียนไป พร้อมกับชะเง้อหูตาติดตามว่ามีข้อสรุปออกมาหรือยังแบบนี้ เลยตัดสินใจว่า ถ้างั้นก็เขียนแบบ“ยำใหญ่”เอาเท่าที่ข้อมูลเอื้ออำนวยไปก่อนก็แล้วกัน

เรื่องแถลงด้วยวาจาปิดคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ผิดไปจากที่ผมและหลายๆคนได้คาดหมายกันไว้คือ โดยภาพรวมก็เป็นแค่เกมในการปลุกกระแสเรียกคะแนนสงสารจากมวลชนคนเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯปูเท่านั้น หาได้มีเนื้อหาอะไรที่จะส่งผลสะเทือนถึงการตัดสินพิพากษาขององค์คณะตุลาการในคดีนี้ไม่

ที่ว่าเช่นนี้ เพราะตลอดเวลาร่วมชั่วโมงที่อดีตนายกฯปูแถลงปิดคดีนั้น เนื้อหายังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนที่เคยให้ปากคำการไต่สวนในศาลฯ ตลอดจนการสัมภาษณ์สื่อต่างๆ วนเวียนซ้ำๆกับการยืนยันว่า เธอบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะดำเนินโครงการจำนำข้าวตามนโยบายที่ได้ให้สัญญาประชาคมไว้ จึงยกเลิกไม่ได้ ทั้งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ตลอดจนไม่ได้ละเลยเพิกเฉยหรือปล่อยปละให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬารดังข้อกล่าวหา ทั้งกล่าวหาว่าการดำเนินคดีกับตนนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมจากทั้งป.ป.ช.และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง เธอจึงเป็นแค่เหยื่อของเกมการเมือง ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้มีทีเด็ดที่จะตอบให้กระจ่างเลยว่า แล้วการทุจริตโกงกินอย่างมหาศาลในโครงการจำนำข้าวนั้น ช่วงที่เธอมีอำนาจได้จัดการแก้ไขหรือจัดการเอาผิดใคร อย่างไร อันเป็นการระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างมโหฬารนี้บ้างหรือไม่

ผมถึงว่า เนื้อหาที่แถลงไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อรูปคดีอีก แต่เหตุผลที่อดีตนายกฯ“ปู”ต้องร้องขอต่อศาล มาแถลงด้วยวาจาปิดคดีครั้งนี้ ก็คือ การสร้างภาพมวลชนที่แห่กันมาให้กำลังใจ เพื่อปลุกกระแส ตลอดจนการบีบน้ำตาในศาล เพื่อเรียกความสงสาร นี่ต่างหากคือ เป้าหมายหลัก

น่าเสียดายที่ “ฟ้าดินไม่เป็นใจ” เกิดอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานฐานใหญ่ของผู้ที่สนับสนุนเธอ ทำให้จำนวนคนที่บรรดาพลพรรคของเธอช่วยกันกะเกณฑ์มาได้ มีไม่สูงมากขนาดที่จะสร้างภาพได้ใหญ่โตนัก…แต่กระนั่นยังต้องดูกันอีกครั้ง วันที่ 25 สิงหาคม ที่จะถึงนี้จะมีการเล่นเกม“มวลชน”อะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดส่งผลกระเทือนต่อการพิพากษาในวันนั้น หรือไม่

สำหรับเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ ล่าสุดครม.ยังไม่พิจารณา แต่มีข่าวว่าพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้เสนอชื่อนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จากรองปลัดฯขึ้นมาเป็น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เสนอชื่อไปนั้น ครม.ยังไม่พิจารณา คาดว่า คงไปพิจารณาสัปดาห์หน้า

แม้ข่าวก่อนหน้านึ้ระบุว่า ที่มีการเลือกเลิศวิโรจน์ เพราะเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ฉะนั้นสเปกจึงเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้ที่กำลังเกิดปัญหาอุทกภัยใหญ่หลายจังหวัดทั่วประเทศ และโดยเฉพาะนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนโยบายให้เร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ 12 ปี สร้างระบบน้ำที่สมบูรณ์ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย…

อย่างไรก็ตาม ตอนที่เป็นอธิบดีกรมชลประทานเมื่อปี 2558 ซึ่งเกิดปัญหาภัยแล้งครั้งใหญ่ ก็เคยมีเรื่องที่นายกฯประยุทธ์ไปตรวจงานแก้ปัญหาที่เชียงใหม่ และแสดงความไม่พอใจนายเลิศวิโรจน์ที่บรรยายเรื่องการแก้ไข จัดการน้ำ วกวน ไม่รู้เรื่องจนบิ๊กตู่หงุดหงิด ถึงกับสั่งให้หยุดพูด ก็ไม่รู้เพราะเรื่องนี้หรือเปล่า ทำให้การแต่งตั้งยังชะงักอยู่

แต่ถ้า นายเลิศวิโรจน์ได้เป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯสมใจ ก็คงจะต้องทำงานหนักขึ้น ให้เข้าตานายกฯ เพื่อแก้ไขเรื่องที่เคยเสียรังวัดในครั้งนั้นด้วย

สาโรช บุญแสง

เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283039

281225166

เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ข่าวในพระราชสำนักที่นำเสนออย่างต่อเนื่อง และเป็นข่าวที่สร้างความปลาบปลื้มให้พสกนิกรชาวไทยข่าวหนึ่ง คือข่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการ และประชาชนจิตอาสาในชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ทำความสะอาดขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อเวลาฝนตกอันแสดงให้เห็นถึงพระเมตตา และการเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรโดยเฉพาะชาวชุมชนต่างๆในกรุงเทพมหานครนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 28 กรกฎาคม ขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนชาวไทยตลอดไป

ดูจากข่าวจะเห็นว่าคลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครนอกจากจะมีขยะแล้ว ยังมีผักตบชวาด้วย บางคูคลองผักตบชวาขึ้นอย่างหนาแน่น จึงไม่แปลกใจเลยว่าฝนตกมาสักนิดสักหน่อย น้ำก็ท่วมขังแล้ว…

เมื่อเห็นผักตบชวา ก็ให้คิดถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ไปดำเนินการกำจัดผักตบชวามาหลายปีแล้ว แต่ผักตบชวาก็ยังไม่หมดเสียทีจนร่ำๆ จะถอดใจกับวาระแห่งชาติ “เขตปลอดผักตบชวา” เสียแล้ว พร้อมกับรู้สึกเสียดายที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการกำจัดผักตบชวาไปแล้วหลายพันล้านบาท……

ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำหลักให้กับ 4 หน่วยงาน หน่วยงานแรกคือ กรมชลประทาน รับผิดชอบ แม่น้ำท่าจีนบางส่วน แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก รวมถึงคูคลอง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นของกรมชลประทานทุกแห่ง กรมเจ้าท่า รับผิดชอบ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และคลชองที่เชื่อมกับแม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสักบางส่วน

กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบแม่น้ำแม่กลอง จากเขื่อนแม่กลองถึงอ่าวไทย และแม่น้ำท่าจีนจากประตูน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงอ่าวไทยกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตรและคลองสาขาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่กรุงเทพมหานครดูแล

เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นเป็นข่าวสั้นๆ ทางโทรทัศน์ว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการกำจัดผักตบชวาในรูปแบบ “ประชารัฐ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 -จนถึงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถกำจัดผักตบชวาได้มากกว่า 11 ล้านตัน วิธีการหนึ่งที่กรมโยธาธิการฯใช้ในการกำจัดคือ สร้างสถานีทุ่นลอยดักเก็บผักตบชวาไม่ให้ไหลกระจายเป็นวงกว้าง เพื่อสะดวกในการเก็บขึ้นมาทิ้ง ทั้งนี้ ได้สร้างสถานีทุ่นลอยไปแล้ว 4 แห่ง ที่แม่น้ำแม่กลอง 1 แห่ง และ แม่น้ำท่าจีน 3 แห่ง พร้อมกับจัดหาสถานที่ทิ้งผักตบชวาที่เหมาะสมที่จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ 200 ไร่ด้วย

สำหรับกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนสำคัญ ๆ หลายเขื่อน ย่อมต้องเดือดร้อนถ้าผักตบชวาลอยหนาแน่นขวางทางน้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ดังนั้น งานสำคัญของกรมชลประทานนอกจากบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังต้องกำจัดผักตบชวาให้หมดสิ้นไปด้วย

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทานธนา สุวัฑฒน ออกมาบอกว่า นำเชื้อราชนิดหนึ่งมาใช้กำจัดผักตบชวา ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถใช้กำจัดผักตบชวาขนาดเล็กได้ผลดีจึงน่าจะนำมาใช้ควบคุมผักตบชวาที่อยู่บริเวณต้นน้ำหรือผักตบชวาที่หลงเหลือจากการกำจัดด้วยเครื่องจักรทั้งนี้ยังต้องรอการทดสอบประสิทธิภาพจากผู้ผลิตเชื้อรารวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกระยะหนึ่ง……ซึ่งคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ว่านี้น่าจะน้อยกว่างบประมาณที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้ามากมาย แต่ได้ผลดีกว่าเพราะทำลายถึงรากถึงโคน

อย่างไรก็ตาม การกำจัดผักตบชวา ลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือลำพังหน่วยงานราชการฝ่ายเดียว คงไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นได้ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ หรือช่วยกำจัด คำว่า“บูรณาการ” หรือ “ประชารัฐ” สำหรับวาระแห่งชาติ“ปลอดผักตบชวา” น่าจะต้องไปด้วยกัน……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281796

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ได้ยินแต่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรียงหน้ากันเข้ามาตามที่มีการคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน จนมาถึงข้าว โดยเฉพาะข้าวมีการให้เหตุผลว่า เพราะฟ้าฝนดี ข้าวเลยให้ผลผลิตสูง ปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดจึงมีมาก ราคาจึงตกต่ำ…มันใช่หรือ…..

วันนี้ปัญหาราคายางพาราอาจจะลดความกดดันลงจากมาตรการต่างๆ ที่ ครม.มีมติออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางการขยายเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติม ขยายเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางออกไปจนถึง และมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบกิจการยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

แม้จะมี 4 มาตรการ ออกมาแล้ว ชาวสวนยางก็ยังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงออกมาแถลงเองว่า เรื่องของยางรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า ต้นทางคือการปลูกยางมีมากเกินไป ผลผลิตยางจึงมากเกินความต้องการของตลาด ข้อแนะนำคือให้ลดพื้นที่ปลูกยางลง หันไปปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น ทุเรียน หรือมังคุดแทน

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ต้องแนะนำ เกษตรกรไทยถนัดอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งราคายางดีมาก เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้โค่นไม้ผลอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่า หันมาปลูกยางพาราแทน พอถึงเวลายางเปิดกรีดได้ราคายางกลับตกต่ำ แต่ราคามังคุด ราคาทุเรียนสูงราวกับทองคำ…นี่ไง…ผลที่ตามมา ถ้าเกษตรกรทำตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ถึงเวลาที่ทุเรียน และมังคุด หรือไม้ผลอื่นใดได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ ราคาเกิดตกต่ำขึ้นมา ก็จะโทษกันอีกว่าเพาะปลูกกันมากเกินไป….อย่างนี้….มันใช่หรือ….

ส่วนปัญหากลางทาง และปลายทาง คืออะไรไม่ได้ระบุชัดเจน บอกแต่ว่า มีการสั่งการให้หน่วยราชการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข ด้านกีฬา และอื่นๆการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างเห็นด้วย โดยเฉพาะการนำมาเป็นส่วนผสมในการทำผิวถนนซึ่งถ้าสามารถทำได้จริงจะสามารถดึงปริมาณยางออกไปจากตลาดได้มากทีเดียว เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนน และซ่อมถนนเป็นจำนวนมาก แต่คงมีไม่มากนัก (ถ้าไม่บังคับ) ที่จะนำยางธรรมชาติมาผสมกับแอสฟัลต์ในการราดถนน อาจจะเป็นเพราะเทคนิคการดำเนินการอาจจะยุ่งยากกว่า ราคาอาจจะสูงกว่า แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพและอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนที่ใช้วัสดุตามปกติ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้บริษัทผู้รับเหมาไม่ชอบก็เป็นได้…

เรื่องของการใช้ยางธรรมชาติผสมแอสฟัลต์ ทำผิวถนนนี้ กรมทางหลวงยืนยันว่ามีคุณภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ โดยระบุว่าถนนผสมยางพารามีพื้นผิวเรียบเนียน ไม่ขรุขระ ขณะที่ถนนคอนกรีตปกติเริ่มเกิดรอยหลุม พื้นผิวไม่สม่ำเสมอ ถนนผสมยางพารา มีประสิทธิภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ ทั้งในเรื่องความฝืดที่สามารถต้านทานการลื่นไถลได้ดีกว่า ต้านทานน้ำหนักบรรทุกได้ดีกว่า ซึ่งช่วยให้การขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย ในเมื่อดีอย่างนี้รัฐบาลต้องหามาตรการให้ถนนที่จะซ่อม และสร้างขึ้นใหม่ทุกถนนมีส่วนผสมของยางธรรมชาติ

เรื่องของยางที่ดูจะแปลกๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือ การยึดคืนสวนยางที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งระบุว่ามีมากกว่า 3 ล้านไร่ แต่ขณะนี้ ยึดคืนมาได้แล้ว 5 แสนไร่ อันที่จริงเห็นด้วยกับการยึดคืนพื้นที่เพราะการบุกรุกป่าสงวนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับการโค่นต้นยางที่ปลูกไปแล้วทิ้ง ตามแนวทางการบริหารจัดการที่กำหนด คือ ต้นยางที่อายุน้อยกว่า 4 ปี ตัดฟันออกหมดแล้วปลูกป่าทดแทน ต้นยางที่อายุ 4-20 ปี ตัดออก 60% พื้นที่ที่ตัดออกให้ปลูกไม้ป่าท้องถิ่นทดแทน ต้นยางที่เหลืออยู่ 40% ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม ยางที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม

ยางพารา คือ ไม้ยืนต้น ปลูกไปแล้วก็เหมือนปลูกป่า การยึดคืนสวนยางมาก็เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปหาผลผลิตหรือรายได้จากสวนยางนั้นก็เพียงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปกรีดยาง แต่ต้นยางก็ปล่อยให้เติบโตไปเป็นป่าได้ ไม่ต้องเสียเวลาปลูกใหม่ ไม่ต้องเสียงบประมาณไปหาพันธุ์ไม้มาปลูกใหม่ นี่จัดการด้วยการตัดไม้ชนิดหนึ่งทิ้งเพื่อจะหาไม้อีกชนิดมาปลูกแทน….มันใช่หรือ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280538

281225166

เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรายงานผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบ 3 ปี ผ่านโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความภูมิใจในอาชีพด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตในภาพรวมและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปีนี้ GDP ภาคเกษตรขยายตัวอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีนี้ GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรจะสูงกว่า 4 แสนล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังคุยต่อไปอีกว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ เป็นยุคปฏิรูปการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนที่เกษตร ซึ่งพบว่ามีการปลูกพืชไม่เหมาะสมกับพื้นที่กว่า 16 ล้านไร่ดำเนินการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ไปแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 1,000-2,000 บาทต่อไร่

จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ พร้อมกับขยายผลให้มีศูนย์เครือข่ายหรือศูนย์ย่อยเพิ่มขึ้นอีก 8,219 ศูนย์ ใช้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรไปแล้ว กว่า 3.5 แสนราย มีการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่ได้จำนวน 2,138 แปลง พื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 2 แสนราย พร้อมกันนี้ได้อ้างการประเมินผลของสภาพัฒน์ ว่า ผลจากการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่นี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992-1,565 บาทต่อไร่ ซึ่งรวมเป็นเงินกว่า 4,800 ล้านบาทต่อปี

มีการริเริ่มโครงการโคบาลบูรพา ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเอาพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมประมาณ 1 แสนไร่ ไปเลี้ยงโคเนื้อ 3 หมื่นตัว จัดทำธนาคารแพะ 3,200 ตัว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้กว่า 6 หมื่นบาทต่อปีดีกว่าปลูกข้าว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชในระบบ GAP และเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ซึ่งทำรายได้ให้เกษตรกรสูงกว่าการปลูกพืชในระบบปกติทั่วไป…

รายงานผลงานที่กล่าวมาเต็มไปด้วยตัวเลข จะด้วยเพื่อยืนยันผลงาน หรือเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือก็ตาม ทำให้คิดถึง นิทานเรื่อง “มดน้อย”ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า เป็นนิทานที่ลุงตู่เล่าในการประชุม ครม. (เท็จจริงประการใด ไม่ยืนยัน) เรื่อง มีอยู่ว่า มดน้อยมาทำงานแต่เช้า ลงมือทำงานทันที สร้างผลงานมากมาย มีความสุขกับการทำงาน ส่วนสิงโตผู้เป็นหัวหน้า แปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ โดยไม่ต้องควบคุม จึงคิดว่า ขนาดหัวหน้าไม่ต้องควบคุมมดน้อยยังทำงานได้ดีขนาดนี้ ถ้ามีคนควบคุมมดน้อยต้องทำงานดีขึ้นแน่ สิงโตจึงจ้างแมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย

แมลงสาบมีความสามารถในการเขียนรายงาน จึงตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยใช้ระบบตอกบัตร ขณะเดียวกันแมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน และพิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้างควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก แมลงสาบจึงถือโอกาสขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งอินเตอร์เนต ขอเครื่องพิมพ์ เพื่อทำงานให้สิงโต ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีแผนก IT สิงโตจึงจ้างเห็บมาเป็น IT Manager /ฝ่ายเห็บก็ของบประมาณจ้างทีมงาน และซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ฝ่ายมดน้อยเริ่มเบื่อระบบงานแบบใหม่นี้มาก เพราะต้องมานั่งเขียนรายงานทำให้เพิ่มภาระงานเอกสาร ซึ่งมีมากอยู่แล้ว และต้องประชุมโน่นนี่เสียเวลาทำงานไปมาก แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลงเพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกตัวทากมาเป็นหัวหน้าแผนก กำกับดูแลและจดรายงาน เพราะทากทำงานได้เชื่องช้าจึงดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่รอบคอบ ขณะเดียวกันแผนกงานของมดน้อยก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า
ไร้เสียงหัวเราะ แต่ละคนก็หัวเสียง่ายตัวทากจึงของบทำการสำรวจสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า แผนกของมดน้อยทำงานแย่ลง

สิงโตเห็นด้วย จึงจ้างตัวเงินตัวทองมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิธีบริหารจัดการ ตัวเงินตัวทองสรุปว่า แผนกของมดน้อยมีคนมากเกินไปเลยทำให้งานออกมาไม่ดีเสนอให้ปลดมดน้อย โดยให้เหตุผลว่ามดน้อยขาดแรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี

ตอนจบของนิทาน มีปริศนาถามว่า ผู้เขียนเรื่องนี้คือใคร มดน้อย ตัวเงินตัวทอง ตัวทาก เห็บ ควาย แมลงสาบ สิงโต หรือ กบในกะลา

เลือกตอบกันเองนะท่าน…ว่าแต่ขึ้นต้นผลงานของกระทรวงเกษตรฯ แต่มาจบที่นิทานลุงตู่ได้ไง…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279406

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระราชกำหนดการบริหารการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ออกมาเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถจัดระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ หรือ มีการหลอกลวงเข้ามาค้าแรงงาน แรงงานต่างด้าวจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ ไร้ฝีมือ สื่อสารกันไม่เข้าใจ และจำนวนไม่น้อยกลายเป็นโจร ผู้ร้าย และอาชญากร

ต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังมีอยู่รวมทั้งปัญหาการล่อลวงหญิงต่างด้าวมาขายบริการ ดังนั้นการที่ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกายังคงจัดอันดับไทยอยู่ในกลุ่มที่ 2 ประเทศที่ยังต้องจับตามอง ก็อย่าโกรธเลย เราพยายามแล้วแต่ปัญหาหมักหมมมานาน จะเคลียร์ให้ขาวสะอาดต้องใช้เวลา ค่อยๆ ทำไปอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

มาถึง พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ที่เป็นข่าวคราวอยู่ในช่วงนี้ ซึ่งนายจ้างออกมาล้งเล้งไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ก็ตรงสาระสำคัญในบทกำหนดโทษที่สูงนั่นเอง กล่าวคือ ผู้ใดที่รับคนต่างด้าวมาทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานกับตน มีโทษปรับ 4-8 แสนบาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนผู้ใดที่ให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตปรับไม่เกิน 4 แสนบาทต่อคนต่างด้าว 1 คน

ผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวไว้ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 แสน -1 ล้านบาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน จำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-6 แสนบาท

ส่วนโทษของคนต่างด้าวเองก็มีกล่าวคือ คนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000- 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คนต่างด้าวที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท คนต่างด้าวที่ทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าคนต่างด้าวมีเงินเสียค่าปรับสูงขนาดนี้ ก็คงไม่ตะเกียกตะกายจากบ้านเมืองไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้สูงอีกเช่นกัน ได้แก่ ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ใบอนุญาตทำงาน การต่อใบอนุญาตทำงาน หรือขยายระยะเวลาทำงาน และการจ้างคนต่างด้าว กำหนดไว้ที่ 20,000 บาทเท่ากันหมด

ที่กล่าวถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวนี้ขึ้นมาเพราะ แรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรมีจำนวนประมาณ 15% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด (ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการปกครอง เมื่อปี 2557) ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้อง แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแบบไม่ถูกต้องอีกจำนวนเท่าไรไม่ยืนยัน ซึ่งน่าจะมากอยู่ โดยเฉพาะจังหวัดตามแนวชายแดน ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามาตามช่องทางอนุโลม หรือช่องทางตามธรรมชาติ ไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

มีข่าวเล็กๆ ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์บ้าง โทรทัศน์บ้างว่าขณะนี้ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังในบางพื้นที่เหมือนไร่ร้างไม่มีคนทำงาน เพราะแรงงานต่างด้าวพากันเดินทางกลับคืนประเทศบ้านเกิดไปหมดแล้ว อันเนื่องมาจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แม้รัฐบาลจะใช้ ม.44 มาแก้ไขยืดเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในบางมาตราออกไปเป็น 180 วัน หรือจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปก็ตาม แต่ทั้งแรงงาน ทั้งนายจ้าง ผู้ประกอบการ ต่างยังไม่หายแตกตื่นและกังวล ถึงความผิดและโทษที่จะได้รับดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นด้วยกับการใช้ยาแรงในการแก้ปัญหา แต่รัฐบาลควรจะพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะประกาศบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีช่วงเวลาให้ดำเนินการอย่างถูกต้องที่นานพอสมควร ต้องมีแนวทางในการรับมือผลกระทบ
ที่จะตามมา คือการขาดแคลนแรงงานอย่างปัจจุบันทันด่วน อันจะส่งผลเสียให้กับการประกอบการต่างๆ รวมทั้งด้านการเกษตร ปศุสัตว์และประมง โดยเฉพาะแรงงานในไร่นาไม่เพียงอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวเท่านั้น พืชไร่ ไม้ผลอีกหลายชนิดที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ที่คงจะประสบปัญหาด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องมั่นใจด้วยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะไม่มีช่องโหว่ให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการรีดไถทั้งแรงงาน และผู้ประกอบการได้เหมือนที่ผ่านๆ มา

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ราคา…ไม่เป็นสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/278091

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ราคา…ไม่เป็นสับปะรด

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กว่าจะเคลียร์ปัญหาราคาข้าว และราคายางไปได้ก็เหนื่อยพอแล้ว กลับต้องมาเจอปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ และคงจะตามมาอีกหลายตัว

มาถึงตรงนี้แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์มาก่อน คงจะถึงบางอ้อแล้วว่า ที่เขาว่า “เกษตรปลูก พาณิชย์ขาย” นั้นมันเป็นอย่างไร…..หรือใครที่เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์แล้วตำหนิกระทรวงเกษตรฯ ว่าดีแต่ปลูก แต่ไม่รู้ว่าจะขายใครนั้นคงยิ่งซาบซึ้ง…..

ถึงคิวของสับปะรด สินค้าที่ดูเหมือนไม่มีพิษสงอะไร แต่มูลค่าการค้าขายสับปะรดผลสด และสับปะรดแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ นับหมื่นล้านบาท เกี่ยวข้องกับเกษตรกรนับหมื่นราย ใน 27 จังหวัด พื้นที่ปลูกเกือบ 5 แสนไร่ ผลผลิตเกือบ 3 ล้านตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมาก 5 ลำดับแรกคือ ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง ราชบุรี เพชรบุรี และลำปาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสับปะรดโรงงาน

สับปะรดโรงงาน คือ สับปะรดที่เป็นวัตถุดิบสำหรับนำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง และน้ำสับปะรด ซึ่งเป็นสินค้าที่ทำรายได้ในลำดับต้น ๆ ของไทยเลยทีเดียว สับปะรดโรงงานส่วนใหญ่คือพันธุ์ ปัตตาเวีย หรือศรีราชา เป็นสับปะรดพันธุ์ผลใหญ่ ปลูกมากใน 5 จังหวัดที่กล่าวมาแล้ว สับปะรดพันธุ์นี้นอกจากเข้าโรงงานแล้วยังรับประทานสดได้ด้วย

นอกจากสับปะรดโรงงาน ก็ยังมีสับปะรดรับประทานสดโดยเฉพาะ เช่น พันธุ์ภูเก็ต หรือพันธุ์สวี พันธุ์นางแล หรือพันธุ์น้ำผึ้งพันธุ์ตราดสีทอง และพันธุ์ภูแล ซึ่งเป็นพันธุ์ผลเล็กรสชาติหวาน กรอบ มีกลิ่นหอม ส่วนสับปะรดรับประทานสดที่กำลังมีชื่อเสียง และเป็นสินค้า GI(สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) คือสับปะรดห้วยมุ่น ซึ่งตามประวัติบอกว่า คือพันธุ์ปัตตาเวีย ที่นำมาปลูกที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์เดิมโดยเฉพาะรสชาติที่หวานฉ่ำ และเปลือกบาง แต่ผลใหญ่เหมือนปัตตาเวีย

ราคาสับปะรดรับประทานสดที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ซื้อรับประทานนั้น ไม่ได้ตกต่ำเลย ห้วยมุ่นปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ พอคำถุงละ
30 บาท (น่าจะประมาณ ผล) สับปะรดภูแลปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นๆ ผลละ 40-50 บาท (ผลเล็ก) ราคานับว่าสูงทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้อื่น แต่ทำไมเกษตรกรจึงขายไม่ได้ราคา….กำไรตกอยู่กับใครถ้าไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง….

พอรับได้สำหรับเหตุผลของราคาสับปะรดโรงงานตกต่ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์ ออกมาชี้แจงว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557-2559 เกิดสภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตสับปะรดได้รับความเสียหาย ปริมาณผลผลิตจึงออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ราคาสับปะรดปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ปีนี้ไม่แล้งทำให้สับปะรดให้ผลผลิตดี ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และออกสู่ตลาดพร้อมๆ กันราคาจึงตกต่ำ จากเคยขายเข้าโรงงานได้กิโลกรัมละ10 บาท เหลือเพียง 5 บาท หรือต่ำกว่า ขณะเดียวกันสต๊อกของโรงงานก็เหลือมากมาย เนื่องจากต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อ โรงงานจึงจำเป็นต้องชะลอการผลิตลงเช่นกันยังมีอีกสาเหตุที่ทำให้ราคาสับปะรดตกต่ำ เป็นสาเหตุที่เหมือนกับพืชอื่นๆ คือปีใดราคาดีเกษตรกร ก็แห่ไปปลูกกันแบบห้ามไม่ฟังเมื่อปลูกมากๆ ผลผลิตออกมามากพร้อมๆกัน ราคาก็ตกต่ำเป็นธรรมดา กรณีนี้คือกรณีของสับปะรดห้วยมุ่นที่ระบุว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว

สินค้าเกษตรราคาตกต่ำคราใด เกษตรกรก็เรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วยทุกครั้ง ทั้งพาณิชย์ ทั้งเกษตรฯ ช่วยกันแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาโดยตลอด แม้จะโทษกันไปโทษกันมาบ้าง แต่ก็ต้องช่วย ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องยาวนานมาแบบไม่ต้องนับจำนวนปี เชื่อว่าแม้จะเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ปัญหานี้ก็ยังแก้ไม่ตก ไม่เกิดกับพืชนี้ ก็ไปเกิดกับพืชนั้น ไม่เกิดปีนี้ ก็ไปเกิดปีหน้า หรือปีโน้น ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ คือ ตัวเกษตรกร ให้เขามีความรู้ด้านการตลาด รู้จักคิดวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ปัญหาแบบนี้ก็ยังคงยั่งยืนต่อไป

เกษตรกรปลูกพืชก็ต้องหวังผล แต่ถ้าผลออกมา ราคาไม่เป็นสับปะรดอย่างนี้ก็อย่าปลูกจะดีกว่า….ว่าไหม….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : โดรนมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/276917

281225166

เลาะรั้วเกษตร : โดรนมาแรง

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรทุกวันนี้ สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเจ้าของไร่นาอยู่ไม่น้อย ทั้งการดูแลพืชผลตลอดระยะเวลาตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก ใส่ปุ๋ย พ่นยา ไปจนถึงเก็บเกี่ยว ลำพังแรงงานในครอบครัวก็คงทำได้ในพื้นที่ไม่กี่ไร่ ถ้าพื้นที่หลายสิบไร่ หลายร้อยไร่ จำเป็นต้องจ้างแรงงาน ไม่เฉพาะการเพาะปลูก แต่ยังรวมไปถึง การประมง และปศุสัตว์ ด้วย

แรงงานคนไทยยังพอทำเนา ยังพูดจาสื่อสารกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นแรงงานต่างด้าวนอกจากสื่อสารกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้ว ยังเป็นแรงงานที่คุณภาพไม่ได้อย่างใจด้วย การแก้ปัญหาแรงงานในภาคเกษตรวิธีการหนึ่ง คือการนำเครื่องจักรกลมาใช้แทน ที่เห็นกันจนชินตาในนาข้าว เห็นจะเป็นแทรกเตอร์ขุดดิน เตรียมดิน และเครื่องคอมไบน์เกี่ยวข้าว บางพื้นที่อาจจะเห็นเกษตรกรใช้เครื่องดำนาอยู่บ้างแต่ยังไม่มากนัก รถแทรกเตอร์ และเครื่องจักรกลเหล่านี้ เจ้าของนามักจะใช้วิธีจ้างมาเป็นครั้งคราว เรียกว่าธุรกิจรับจ้างไถดิน รับจ้างเกี่ยวข้าวนี้รายได้ดีทีเดียว

มาถึงพ.ศ. นี้ ที่รัฐบาลกำลังเตรียมประเทศให้เข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” พร้อมกับระดมสรรพกำลังด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในด้านต่างๆ ด้านการเกษตรก็ไม่น้อยหน้า กำลังจะผันตัวเองไปสู่การเป็น “เกษตรแม่นยำสูง”
(Precision Farming) แน่นอนว่าความแม่นยำ ต้องอาศัยเครื่องมือ และกลไกทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย จึงมีผู้คิดค้นนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในการทำไร่ทำนา

อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เราเรียกกันว่า“โดรน” นั้น เป็นอากาศยานขนาดเล็ก ถึงขนาดใหญ่ บังคับโดยอุปกรณ์ควบคุมในระยะไกล คล้ายๆ เครื่องบินบังคับวิทยุประมาณนั้น เดิมทีใช้ในภารกิจของทหาร แต่ต่อมามีการนำมาใช้ในการถ่ายภาพมุมสูง ใช้ช่วยตรวจสภาพการจราจร สำรวจภัยพิบัติต่างๆ และใช้ในการขนส่งสินค้าสำหรับบริษัทที่ขายสินค้าออนไลน์ด้วย

จำได้ว่าน้ำท่วมภาคใต้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดรนของกรมชลประทานที่ใช้สำรวจพื้นที่ประสบอุทกภัยที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี บินหรือร่วงหายไปอย่างไร้ร่องรอย เดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่ผู้บังคับเครื่องต้องตามหาจ้าละหวั่น เพราะโดรนนั้นราคา 1 ล้านบาท และเป็นของหลวง ถ้าหามาคืนไม่ได้มีหวังใช้หนี้หัวโต สุดท้ายมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่เก็บมาคืนให้ รอดตัวไป…

เมื่อปี 2556 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาให้ข่าวว่า ภาควิชาฯ ได้ร่วมกับภาคเอกชน ร่วมกันสร้างอากาศยาน(เฮลิคอปเตอร์)ไร้คนขับมาใช้ทางการเกษตร พร้อมกับยืนยันว่า อากาศยานที่ว่านี้มีความแม่นยำสูงในการหว่านเมล็ดพืช การให้ปุ๋ย และการพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งจะลดการฟุ้งกระจายทำให้เกษตรกรหรือผู้ใช้งานลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงในการใช้ยาฆ่าแมลง

ขณะเดียวกันก็เห็นบริษัทที่ร่วมงานกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ของ มก. เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ถึงประสิทธิภาพของเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับเพื่อใช้งานทางการเกษตรมาโดยตลอด จนล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ยังมีการสาธิตใช้ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชในไร่สับปะรดด้วย

ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่พยายามเผยแพร่การนำโดรนมาใช้ในการฉีดพ่นปุ๋ย หว่านเมล็ดพืช และฉีดพ่นสารเคมี สนนราคาของโดรนตั้งแต่ 8-9 หมื่นบาท จนถึง 4-5 แสนบาท ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแบกรับน้ำหนัก ขณะเดียวกันก็มีบริษัทที่รับจ้างใช้โดรนในการฉีดพ่นปุ๋ย และสารเคมีให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีบางบริษัทที่พยายามเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ หาทางร่วมโครงการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยเช่นกัน

มีผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศทำนายว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ภาคการเกษตรจะมีความต้องการใช้โดรนมากขึ้น อาจถึง 80% ของการใช้โดรนในภารกิจต่างๆ ทั้งหมดเลยทีเดียว

สำหรับประเทศไทย คงต้องพิจารณาการใช้โดรนให้รอบคอบ โดยเฉพาะการใช้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช วัชพืชต่างๆ เพราะพื้นที่การเกษตรของไทยมักจะอยู่ภายในชุมชน หรือมีชุมชนอยู่โดยรอบ แถมยังใกล้กับแหล่งน้ำ การฉีดพ่นในระดับสูงจะทำให้สารเคมีฟุ้งกระจายไปไกล เป็นอันตรายต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรฯ ควรพิจารณาให้รอบคอบ และมีมาตรการป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้วัวหายแล้วมาล้อมคอกจะดีกว่า เดี๋ยวไทยแลนด์ 4.0 จะเหลือแค่ 0.4

แว่นขยาย 

เลาะรั้วเกษตร : ผลงานกับจีดีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/274420

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ บอกว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานการประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งตั้งแต่ปี 2557-2558 ติดลบมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุภัยแล้ง เพิ่งจะมาฟื้นตัวในปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2560 ที่จีดีพีขยายตัวสูงจนน่าแปลกใจ จากติดลบกว่าร้อยละ 5ในปี 2558 กลายมาเป็นร้อยละ 7 ใน 3 เดือนแรกของปี 2560 เรียกว่าโตพรวดพราดกันเลยทีเดียว…ไม่ธรรมดาจริงๆ

ที่ว่าไม่ธรรมดาเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกต่อว่า ที่จีดีพีขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 7 แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการภาคการเกษตรมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการแปลงใหญ่ หรือโครงการประชารัฐ มีส่วนช่วยผลักดันจีดีพีภาคเกษตรให้ขยายตัวสูงขึ้นมาก….ท่านช่างเชื่อมโยงได้ดีจริง ๆ จีดีพีติดลบเพราะภัยแล้ง จีดีพีขยายตัวสูงขึ้นเพราะฝีมือคนบริหารจัดการ…..ว่ากันไป

เชื่อ..เชื่อว่าจีดีพีขยายตัวสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เพราะดูราคาผลผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ แล้วยังไม่มีปัญหา ยกเว้นราคายางที่ลดลงในช่วงนี้ ระยะนี้เป็นฤดูกาลของผลไม้ ผลไม้ราคาดีเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในขณะนี้ แม้ปริมาณผลผลิตจะมากพอๆ กับปีที่ผ่านมา หรือมากกว่า แต่ผลไม้ทุกชนิดไม่มีปัญหาด้านการตลาด เพราะสามารถส่งออกได้มาก ในประเทศก็ไม่ล้นตลาดจนทำให้ราคาตกต่ำ

ที่ไม่ค่อยเชื่อก็คือ จีดีพีสูงขึ้นเป็นผลจากโครงการแปลงใหญ่ และโครงการประชารัฐแม้จะมีตัวเลขว่าเกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นรายละ 1,100 บาท เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐ มีรายได้เพิ่มขึ้นรายละ 1,400 บาท แต่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสองดังกล่าวมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรน่าจะหาตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรที่ไม่ได้ร่วมโครงการแปลงใหญ่ และโครงการประชารัฐ ดูบ้างว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงไร

เกษตรกรที่ไม่ได้ร่วมโครงการอะไร แต่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สินค้าที่ตลาดทั้งในและต่างประเทศต้องการ ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นได้ เพราะสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย มีเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยเผชิญมาในปีที่ผ่านมาได้ เกษตรกรกลุ่มนี้ก็มีส่วนช่วยให้จีดีพีสูงขึ้นได้เช่นกัน

ไม่ได้ว่าโครงการแปลงใหญ่ และโครงการประชารัฐไม่ดี ถ้าท่านว่าดีก็ทำไปเถิด แต่โครงการทั้งสองเพิ่งดำเนินการอย่างจริงจังมาไม่เท่าไร แปลงใหญ่เพิ่งจะมาเอาจริงเอาจังในปี 2560 ประชารัฐก็ทำมาเพิ่งครบปี จะด่วนสรุปว่า 2 โครงการส่งผลให้จีดีพีขยายตัวสูงขึ้นมากมายจึงไม่ค่อยสนิทใจสักเท่าไร

ไหนๆ ก็ไหนๆ พูดถึงผลไม้มาแล้ว ถ้าไม่พูดถึงทุเรียนก็จะดูกระไร ปีนี้ต้องถือเป็นปีทองของทุเรียน ราคาสูง คุณภาพดี แม้ในตอนต้นฤดูจะมีปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนขายอยู่บ้าง เป็นธรรมดาของพ่อค้าเหมาสวน และชาวสวนที่ไม่มีคุณธรรมเห็นแก่รายได้เล็กๆ น้อยๆ เพียงไม่กี่ราย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบควรขึ้นแบล็กลิสต์ไว้ มาถึงตอนนี้ก็คงเห็นแล้วว่าราคาผลผลิตในฤดูไม่ได้ตกต่ำแต่อย่างใดเพราะตลาดมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะอดใจสักนิด รอเวลาให้ผลผลิตสุกแก่ได้ที่จึงเก็บเกี่ยว ก็จะไม่ทำให้ผู้บริโภคผิดหวัง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ปีนี้ตลาดต่างประเทศสนใจทุเรียนไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีตลาดใหม่คือเกาหลีใต้ ทำให้ความต้องการทุเรียนมีเพิ่มสูงขึ้น….น่าดีใจแทนชาวสวนทุเรียนที่ตลาดต่างประเทศเขายังเชื่อมั่นในคุณภาพของทุเรียนไทยส่วนใหญ่อยู่

ตลาดดีอย่างนี้ ชาวสวนต้องรักษาคุณภาพ และชื่อเสียงทุเรียนไทยไว้ให้เหนียวแน่น…..อย่าให้ใครมาแย่งฉายา “ราชาแห่งผลไม้” ของทุเรียนไทยไปทีเดียวเชียว….ไม่เช่นนั้น จีดีพีภาคเกษตรจะร่วงยาวไปเลย

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ผักตบชวา…อุปสรรคทางน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273205

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

น้ำท่วมบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่า “น้ำรอการระบาย” หรือ “น้ำเร่งระบาย” ก็ไม่ได้ทำให้คนกรุงเทพฯ มีความรู้สึกที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะคนที่น้ำท่วมบ้าน ท่วมสถานที่ทำงาน สถานที่ทำมาหากิน รวมทั้งคนที่ต้องสัญจรไปมาในถนนที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งต้องอยู่บนถนนเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ระยะทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร….มันทรมาน…และนี่คือความเดือดร้อน….

ดูข่าวน้ำท่วม และการทำงานของกรุงเทพมหานคร ในการช่วยสูบน้ำ ระบายน้ำ รู้สึกเห็นใจ แต่ถ้ามีการเตรียมการแต่เนิ่นๆ ก็คงจะบรรเทาปัญหาลงได้มากกว่านี้ ภาพขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ และขวางทางน้ำไหลคือสาเหตุหนึ่ง ผักตบชวาก็สาเหตุที่สำคัญอีกสาเหตุหนึ่ง และเป็นสาเหตุที่รัฐบาลนี้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งกำจัดให้หมดโดยมีเป้าหมาย “แหล่งน้ำต้องปลอดผักตบชวา”

การกำจัดผักตบชวา สำคัญขนาดที่รัฐบาลต้องตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ขึ้นมากำหนดมาตรการดำเนินการ คณะกรรมการชุดนี้มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการประกอบด้วย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร จังหวัด อำเภอ ท้องถิ่นทุกแห่ง และที่ขาดไม่ได้คือ หน่วยทหาร รวมทั้งภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งจะทำงานร่วมกันแบบ “ประชารัฐ”

มีรายงานว่าได้มีการสำรวจปริมาณผักตบชวาที่จะต้องกำจัดเมื่อเดือนกันยายน 2559 ว่ามีประมาณ กว่า 6.2 ล้านตัน แต่หน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นได้ช่วยกันกำจัดผักตบชวาได้กว่า 7.1 ล้านตัน ภายในเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณที่กำจัดได้มากกว่าปริมาณที่สำรวจเมื่อเดือนกันยายน 2559 ซึ่งก็เป็นไปได้เพราะผักตบชวาขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เพียง 15-20 วันสามารถเพิ่มปริมาณได้เท่าตัว

ขนาดกำจัดได้เกินเป้าหมาย แต่เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน ผักตบชวาก็กลับมาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางน้ำอีกในวันนี้….ภาพผักตบชวาหนาแน่นอยู่หน้าประตูระบายน้ำขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์บางฉบับ

ย้อนกลับไปดูมาตรการที่คณะกรรมการ กำหนด มีทั้งเสริมสร้างศักยภาพให้หน่วยงานท้องถิ่นดูแลรักษาความสะอาดแหล่งน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง เช่น จัดสรรเรือท้องแบนพร้อมติดเครื่องยนต์ให้ไว้ใช้จัดเก็บผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง

มาตรการกำจัดและจัดเก็บอย่างต่อเนื่องในแหล่งน้ำเปิด ให้หน่วยงานหลักที่มีเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์พร้อม เป็นผู้ดำเนินการกำจัดในแหล่งน้ำสายหลักให้เป็น “แหล่งน้ำปลอดผักตบชวา” หน่วยงานดังกล่าว ได้แก่ กรมโยธาธิการ กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร และ หน่วยทหาร

นอกจากนี้ยังมีมาตรการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำปิด โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน และแหล่งน้ำที่มีหน่วยงานท้องถิ่นรับผิดชอบโดยเฉพาะ ผักตบชวาในแหล่งน้ำเหล่านี้ไม่กระจายไปที่อื่น มีเป้าหมายว่า แหล่งน้ำเหล่านี้จะต้อง “ปลอดผักตบชวา” เช่นเดียวกัน

ถ้าจะดูงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการกำจัดผักตบชวา ในอดีตที่ผ่านมาย้อนหลัง 5 ปี สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่าใช้ไปรวม 2.5 พันล้านบาท กำจัดผักตบชวาได้ 24 ล้านตัน พร้อมบอกว่าค่าใช้จ่ายในการกำจัดผักตบชวาแพงมาก ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแพงตรงไหน เพราะเมื่อบวกลบคูณหารแล้ว การกำจัดผักตบชวา 1 ตัน ใช้เงินประมาณ 104 บาทเท่านั้น (ตกกิโลกรัมละประมาณ 10 สตางค์) ปัญหางบประมาณน่าจะอยู่ตรงที่ต้องจัดสรรให้กับการกำจัดผักตบชวาทุกปี ไม่มีวันจบสิ้นมากกว่า

เอาเถอะปัญหางบประมาณก็ส่วนหนึ่งปัญหาที่สำคัญกว่านั้นอยู่ตรงที่หน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ทำต่อเนื่องจึงไม่สามารถเอาชนะผักตบชวาได้ เพราะอย่างที่ทราบดีว่า ผักตบชวาเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว งานนี้ประชาชนจึงต้องให้ความร่วมมือกับทางราชการในการช่วยกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำของชุมชน บรรดา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านรวมทั้งผู้นำชุมชนอื่นๆ ต้องเป็นผู้นำ นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาให้มากขึ้น

จำได้ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน มีโครงการทดลองร่วมกับมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ใช้สารชีวภาพชนิดหนึ่งกำจัดผักตบชวา แต่เงียบหายไป ไม่ทราบว่าได้ผลเป็นอย่างไร…..

แว่นขยาย