เลาะรั้วเกษตร : เอาอยู่ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/272058

วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ดูข่าวน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ไม่ค่อยสบายใจ…เหมือนภาพเก่าๆ เมื่อปี 2554 กลับมาหลอนอีกครั้ง ปีนั้นน้ำท่วมไล่ลงมาเรื่อยๆ จากภาคเหนือ สู่นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี แล้วเข้าสู่กรุงเทพมหานคร แม้แต่สนามบินดอนเมือง และฐานทัพอากาศดอนเมือง ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำจะท่วม ในที่สุดก็ไม่รอด….

มาพ.ศ. นี้..น้ำท่วมเชียงใหม่ เหตุเพราะฝนตกต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน สถานีสูบน้ำไฟฟ้าขัดข้องเครื่องสูบน้ำไม่ทำงาน ทำให้มีน้ำท่วมขัง แถมยังมีน้ำไหลบ่าจากดอยสุเทพ มาสมทบด้วย ทำให้น้ำท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ โดยที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัว น่าเห็นใจสำหรับคนที่ได้รับความเดือดร้อน ข้าวของเสียหาย

ในเวลาเดียวกันที่จังหวัดอื่นๆ ทั้ง กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก และ จังหวัดเลย ก็เผชิญกับสภาวะน้ำท่วมเช่นกัน อาจจะเกิดจากฝนตกต่อเนื่อง ระบบระบายน้ำขัดข้อง หรือ น้ำป่าไหลหลาก หรือสาเหตุอื่นใดก็ตาม แต่นั่นคือสัญญาณเตือนให้ตระหนักว่าอย่าประมาทกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างนั่นอ้างนี่โดยไม่พูดถึงการบริหารจัดการ ผู้ว่าราชการจังหวัดเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดก็คงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา

อีกหน่วยงานหนึ่งที่คงอยู่ไม่เป็นสุขนักกับสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่อง และน้ำป่าไหลหลาก นั่นคือ กรมชลประทาน อธิบดีกรมชลประทาน สัญชัยเกตุวรชัย จึงตั้งโต๊ะแถลงข่าว เมื่อไม่กี่วันมานี้ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2560 แต่การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานเป็นไปเพื่อการเกษตร หรือการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะให้สนองตอบนโยบายการผลิตข้าวครบวงจร โดยในลุ่มเจ้าพระยา กำหนดให้บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อจะสามารถเก็บเกี่ยวหนีน้ำหลากได้ทัน และเพื่อจะใช้พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ หรือรับน้ำในเดือนสิงหาคม

ส่วนพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง ให้ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม เพื่อหลีกเลี่ยงฤดูน้ำหลากในเดือนกันยายน พร้อมกับจะใช้พื้นที่ดังกล่าวรองรับน้ำหากเกิดกรณีน้ำหลากได้จำนวน 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนกรณีที่ฝนตกหนักในช่วงนี้ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า เป็นผลดีกับพื้นที่เกษตร เพราะเกษตรกรจะใช้น้ำฝนเป็นหลัก ทำให้ลดการใช้น้ำชลประทาน เขื่อนต่างๆ จึงระบายน้ำน้อยลง ปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้จึงมีเพิ่มมากขึ้น เก็บไว้ใช้ยามฝนทิ้งช่วง….แต่อย่าเก็บไว้มากเกินจนต้องเร่งระบายไปท่วมพื้นที่อื่นๆ ให้เดือดร้อนกันไปทั่วก็แล้วกัน

ก่อนหน้านั้น กรมชลประทานก็จัดสัมมนาเรื่อง “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรน้ำ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี รวมทั้งระดมสมองเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ

สิ่งกีดขวางทางน้ำที่ต้องดูแลไม่ให้เป็นอุปสรรค หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมที่สำคัญ คือ ถนน สะพาน สิ่งก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งชุมชนที่ขยายตัว และ ระบบระบายน้ำ อันหมายรวมถึง คู คลอง แม่น้ำ ที่มีสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นขยะ ดินตะกอนที่ทับถมไม่มีการขุดลอกเป็นเวลานาน และวัชพืชน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวาที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกระทรวงเกษตรฯ ต้องตั้งงบประมาณกำจัดผักตบชวาปีละหลายร้อยล้านบาท ถ้าเป็นงบประมาณรวมกับหน่วยงานอื่นด้วย ก็นับได้หลายพันล้านบาท….แต่ก็ยังเอาชนะผักตบชวาไม่ได้อยู่ดี..

เอาเถอะ จะบริหารจัดการน้ำกันอย่างไร ก็รีบจัดการ รีบเตรียมการ อย่าวางใจ หรืออย่าคิดบวกกันเกินไปนัก เพราะถ้าน้ำท่วมขึ้นมา ไม่ว่าเกษตรกร หรือคนเมือง ก็เดือดร้อนพอกัน ทุกวันนี้แค่ฝนตก รถติดอยู่บนถนนเป็นชั่วโมงก็ทำลายเศรษฐกิจไปมากพอแล้ว อย่าให้สถานการณ์น้ำท่วมแบบปี 2554 กลับมาอีกเลย….เศรษฐกิจจะเสียหายยับเยิน…เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ต้อง “เอาให้อยู่”

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270871

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ซึ่งเป็นวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญฝนตกแต่เช้ามืดทำให้ลานแรกนาชุ่มฉ่ำเป็นพิเศษ ฝนยังตกต่อเนื่องมาอีกทุกวัน รวมทั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดเทอม ชาว กทม. เตรียมตัวเผชิญกับสภาพการจราจรบนท้องถนน ซึ่งคาดว่ารถน่าจะกลับมาติดตามปกติ แต่ผิดคาดรถไม่ได้ติดตามปกติ แต่รถติดมากเป็นพิเศษ เพราะฝนถล่มกรุงตั้งแต่ตี 3 จนถึงเช้าตรู่ “น้ำรอการระบาย” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ บางโรงเรียนประกาศปิดโรงเรียนต่อ เพราะน้ำท่วมโรงเรียน….

เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำ ก็อดคิดถึง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ไม่ได้…ไม่รู้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะประกาศใช้ทันในยุคของรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่ เห็นว่าอยู่ที่ สนช. แล้วแต่ สนช. จะหยิบขึ้นมาพิจารณาเมื่อไรไม่มีใครกล้ายืนยัน…

ร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…….เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ที่เกี่ยวกับน้ำก่อให้เกิดปัญหามากมายทั้งภาวะการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คุณภาพน้ำเสียไปจนไม่อาจนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และบางกรณีก่อให้เกิดอันตราย หรือความเสียหายต่อ คน สัตว์ พืช และทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะมีมาตรการควบคุมและบริหารแหล่งน้ำ ที่ดินที่ต่อเนื่องกับแหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

การควบคุมและบริหารดังกล่าวควรมีองค์กรบริหารการใช้น้ำในระดับชาติ และระดับท้องถิ่นเพื่อวางนโยบายและกำกับดูแลการจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำด้วยความรอบคอบ และเหมาะสม ตลอดจนกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างถาวร โดยจะต้องมีบทลงโทษตามกฎหมายกับคนที่ละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาที่กำหนดไว้…

นั่นคือเหตุผลของการ มี พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ…..

พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.นอกจากนี้ใน พ.ร.บ.ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำ เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงทรัพยากรน้ำ เป็นรองประธาน มีปลัดกระทรวงอีก 6 กระทรวง เป็นกรรมการในจำนวนนี้มี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมอยู่ด้วย

ดูองค์ประกอบของคณะกรรมการแล้ว รู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร…ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพียงคนเดียวในคณะกรรมการจะเอาอยู่หรือไม่….เรื่องน้ำเพื่อการเกษตรเป็นเรื่องใหญ่ เขื่อนที่สร้างขึ้นส่วนใหญ่ก็เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร เขื่อนหลักๆ เช่น เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น การทำฝนเทียม หรือฝนหลวง ก็เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพาะปลูก และเพื่อเติมน้ำในเขื่อนให้เพียงพอกับการจัดสรรให้กับพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร แต่น้ำในเขื่อนที่จัดสรรให้เกษตรกรผ่านระบบชลประทานนั้นมีเพียงส่วนน้อย เกษตรกรยังต้องอาศัยฟ้าฝนตามฤดูกาล และอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติประเภท ห้วย หนอง คลอง บึง อีกจำนวนไม่น้อย

นอกจากนี้ ยังมีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค น้ำเพื่ออุตสาหกรรม น้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับทุกประเภทของการใช้น้ำก็คงบอกว่าการใช้น้ำของตนสำคัญเช่นกัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงออกมาเพื่อการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ส่วนการบังคับใช้กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ต้องรอดู เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว….

ที่แน่ๆ คือ มีชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการกำหนดลุ่มน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน…..พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือ และวิสัยทัศน์ของทหารบก ที่จับพลัดจับผลูมาบริหารจัดการน้ำ……ต้องติดตามดูผลงาน….ห้ามพลาด

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : โคขาวลำพูน…พระโคแรกนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269709

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

วันนี้…เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ…งานสำคัญของชาติ งานสำคัญที่มีผลต่อขวัญและกำลังใจของชาวนา และ เป็นพระราชพิธีสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ คือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตำแหน่ง เทพีแรกนาขวัญ คือข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ยังโสด และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว จำนวน 4 คน เป็นคู่หาบเงิน 2 คน คู่หาบทอง 2 คน ทั้ง 5 คนฝึกซ้อมเป็นเวลานานนับเดือน ทั้งหมอบ คลาน ถวายบังคม (พระยาแรกนา) ถอนสายบัว (เทพี) หาบกระบุงข้าว (เทพี) ถือหางไถ หว่านข้าว (พระยาแรกนา) ทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย งดงาม เพราะต้องประกอบพิธีเบื้องหน้าพระพักตร์

นอกเหนือจากพระยาแรกนาขวัญ และเทพีแล้ว ยังมีองค์ประกอบซึ่งต้องสอน ต้องซ้อมมาเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน นั่นคือ พระโคแรกนาขวัญ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ลากคันไถ ไถดินที่ลานแรกนา และต้องกินเลี้ยงเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งด้วย ซึ่งพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ก็จะใจจดจ่ออยู่ที่การกินเลี้ยงเสี่ยงทายของพระโคนี่เอง

พระโคแรกนาขวัญ เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ในการคัดเลือกโค เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายสำหรับใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกเหนือจากการคัดเลือกแล้ว ยังต้องเลี้ยงดู และฝึกซ้อมเพื่อการทำหน้าที่เป็นพระโคแรกนาโดยเฉพาะด้วย

พระโค ในทางศาสนาพราหมณ์หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวรเปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็งและหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแล ซึ่งเปรียบได้กับ ความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้มีพระโค เพศผู้เข้าร่วมพิธีเสมอมา เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์

ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ ราชบุรี สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ จะดำเนินการ
คัดเลือกพระโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมี สีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใสหูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงาม มีขวัญ 5 ขวัญ คือ ขวัญหน้าตรงหน้าผากเหนือระดับตา 1 ขวัญ ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา 2 ขวัญ ขวัญตะพายทับ คือเมื่อสนตะพายแล้วจะทับพอดี 1 ขวัญ และขวัญกลางหลังค่อนมาข้างหน้าอีก 1 ขวัญ กีบข้อเท้าแข็งแรง ถ้ามองดูด้านข้างลักษณะลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม

ทุกพระโคที่ทำหน้าที่ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีลักษณะตามที่กล่าวมานั้น คือ โคพันธุ์ขาวลำพูน ซึ่งเป็นโคพื้นเมือง ที่พบมากในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ว่ากันว่าบ้านใดมีโคขาวลำพูนเทียมเกวียน บ้านนั้นเหมือนมีรถเบนซ์ขับเลยทีเดียว

ทุกๆ ปี กรมปศุสัตว์ จะต้องจัดเตรียมและฝึกซ้อม พระโคแรกนาขวัญสำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญไว้ 2 คู่ เป็นพระโคจริง 1 คู่ และพระโคสำรองอีก 1 คู่ สำหรับปีนี้พระโคแรกนาขวัญ ชื่อ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งทำหน้าที่ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ส่วนพระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

สำหรับพระโคสำรองคู่นี้ ได้มาจากการปรับปรุงพันธุ์ ของสถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยา ซึ่งทำการรวบรวมปรับปรุงพันธุ์โคขาวลำพูนสำหรับใช้ในพระราชพิธีแรกนาขวัญมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 โดยใช้วิธีจับคู่ผสมพันธุ์เพื่อป้องกันสายเลือดชิดกัน คัดเลือกโคเพศผู้ได้กว่า 100 ตัว คัดที่มีลักษณะดีได้ 25 ตัว และผ่านการคัดเลือกเป็นพระโคแรกนา 2 ตัว คือ พระโคพอ และพระโคเพียง ซึ่งขณะนี้มีอายุประมาณ 6 ปี

ปีที่แล้ว พระโคเพิ่ม พระโคพูล เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง พระโคกินข้าว ข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี กินน้ำและหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี และกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้นทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

มีคนสำรวจว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พระโคส่วนใหญ่กินหญ้า มีเพียง 3 ปีที่พระโคไม่กินหญ้าคือปี 2540 , 2541 และ 2545…….ต้องรอดูว่าวันนี้พระโคจะกินอะไร…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ว่าด้วยการแบนสารเคมีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268634

วันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ผ่านมา 1 เดือนแล้วที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกลสกลสัตยาทร แถลงผลการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ว่า ที่ประชุมมีมติให้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือ พาราควอท และ คลอร์ไพริฟอส ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยห้ามนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 นี้

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต ประเภทไม่ดูดซึม แมลงต้องสัมผัส หรือกินจึงจะตาย กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย เสี้ยนดิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ด้วงงวงมันเทศ ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าวโพด มอดแป้ง หนอนเจาะลำต้น หนอนเจาะฝักแมลงดำหนาม ด้วงงวงกล้วย โดยให้ใช้กับพืช ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และกล้วย ไม่แนะนำให้ใช้กับพืชผัก และผลไม้อื่นๆ แต่เกษตรกรมักนำไปใช้กับพืชที่ไม่แนะนำให้ใช้นี่แหละจึงเป็นประเด็น

ส่วนพาราควอท เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก มีการสังเคราะห์ขึ้นมาใช้ครั้งแรกเมื่อกว่า 130 ปีมาแล้ว นำมาใช้กำจัดวัชพืชครั้งแรกเมื่อ 62 ปีที่แล้ว และมีการผลิตจำหน่ายครั้งแรกเมื่อประมาณ 56 ปีมาแล้วโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ คือ ไอซีไอ และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีบริษัทอื่นนำไปผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ มากมาย

พาราควอท จะหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์วัชพืชส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้ง วัชพืชจึงแห้งตายไปแต่ในทางพิษวิทยา พาราควอท จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อส่วนที่สัมผัส เกิดแผลพุพอง ถ้าถูกตาจะทำให้ตาบวมแดง อักเสบประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง ที่มีข่าวว่ามีการใช้พาราควอทเป็นยาพิษในการฆ่าตัวตาย เพราะเมื่อดื่มพาราควอทเข้าไป จะทำให้ระคายเคืองลำคอ ปอด และหายใจไม่ออก และการที่ใช้เป็นสารพิษฆ่าตัวตายนี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาอ้างในการแบน

หลังจากมติ ของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ออกมาไม่กี่วัน หลังจากสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์กันไปแล้ว กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย และดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย จึงรีบเชิญหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน เครือข่ายเตือนภัยเกษตรกรผู้ประกอบการนำเข้า ผลิต และจำหน่ายสารเคมีเกษตร รวมทั้งผู้แทนเกษตรกรรวมประมาณ 80 คนมาร่วมประชุม เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดร.สุวิทย์ชัยเกียรติยศ ปฏิเสธว่าไม่ได้เชิญมาประชาพิจารณ์เหมือนอย่างที่สื่อบางฉบับเอาไปเขียน แต่เชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ข้อคิดเห็นเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งในทางวิชาการและด้านพิษภัยต่างๆ นำมาประกอบการพิจารณาในการควบคุม หรือ แบนสารเคมีทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว

ข้อคิดเห็นจากบรรดานักวิชาการ หรือเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่คนใช้สารเหล่านั้นก็ดูจะไม่สำคัญเท่ากับเกษตรกรคนใช้จริงๆอย่างเกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีดีกรีเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นปราชญ์ชาวบ้าน และ เป็นประธาน ศพก. อำเภอหนองหญ้าไซสุกรรณ สังข์วรรณะ ที่บอกว่า ถ้าแบนพาราควอทซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ใช้มานาน แล้วเกษตรกรจะทำอย่างไร จะหันกลับไปใช้วิธีถอนหญ้าทีละต้นหรือ จะเอาแรงงานที่ไหนมาทำ พร้อมทั้งคำนวณให้เสร็จสรรพว่า แรงงาน 1 คนสามารถถอนหญ้าได้ชั่วโมงละ 16ตารางเมตร ถ้าต้องการจะถอนหญ้า 1 ไร่ใน 1 วัน ต้องใช้แรงงานถึง 14 คน ค่าแรงคนละ 300 บาทต่อวัน จะต้องลงทุนค่าถอนหญ้าหรือกำจัดวัชพืชถึงไร่ละ 4,200 บาท

ที่เกษตรกรยกตัวอย่างอาจจะดูโอเวอร์ไป แต่พอจะเห็นภาพว่าเราไม่สามารถจะย้อนกลับไปใช้วิธีกำจัดวัชพืชแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปแล้ว ครั้นจะใช้สารเคมีชนิดอื่นมาทดแทนพาราควอท ตามที่ฝ่ายขอให้แบนพาราควอทเสนอมา สารที่ว่าก็มีราคาแพงกว่าพาราควอทหลายเท่า..เกษตรกรจะทำอย่างไรดี…

“การสั่งแบนจึงไม่ใช่คำตอบ” สุกรรณยืนยัน พร้อมกับชี้โพรงว่า “ถึงไม่มีหน้าร้าน เกษตรกรก็หาจากหลังร้าน หรือใต้ดินได้”….นี่สิของจริง

การสั่งแบนจึงไม่ใช่คำตอบ จริงๆ…..เรื่องนี้…สาธารณสุขจะรู้ดีไปกว่าเกษตรได้อย่างไร…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ติดคุกง่ายๆ เพราะขายทุเรียนอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267500

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมษายน เป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกสู่ท้องตลาด ปัญหาที่ตามมาปัญหาหนึ่งคือ“ทุเรียนอ่อน” ที่ผู้บริโภคมักจะพบประจำถ้าซื้อทุเรียนทั้งผลไปแกะรับประทานเองผู้บริโภคในประเทศยังพอทำเนาบ่นบ้าง ด่าบ้างพอหายโกรธ แต่ถ้าไปถึงต่างประเทศนี่สิ ไม่เพียงแต่ถูกประจานให้เสียชื่อเจ้าของสินค้า ยังลามไปถึงชื่อเสียงของประเทศ และที่สำคัญคือยังทำลายตลาดทุเรียนคุณภาพที่คนอื่นเขาสร้างไว้อย่างดีไปด้วย ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “ปลาตายตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชุติมา บุณยประภัศร จึงพักเรื่องข้าวเอาไว้สักครู่หันมาดูทุเรียนสักหน่อย โดยออกมาเตือนเกษตรกรและพ่อค้าว่าอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะผิดกฎหมายอาญา และผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มีโทษปรับ และจำคุกเลยทีเดียวพร้อมย้ำเข้มว่า ถ้ากระทรวงเกษตรฯพบชาวสวน หรือพ่อค้าทำผิดจะดำเนินคดีโดยเด็ดขาด เพราะทุเรียนอ่อนนอกจากจะเป็นปัญหาสำหรับตลาดภายในประเทศแล้ว ยังเป็นปัญหาสำหรับตลาดส่งออกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ไทยเราไม่ได้เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนเพียงประเทศเดียว อีกสัก4-5 ปี ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม และกัมพูชา ก็จะผลิต และส่งออกทุเรียนแข่งกับไทยเราด้วย ประเทศผู้นำเข้าเขาจึงมีทางเลือกเพิ่มขึ้น

ถ้าเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียน และพ่อค้าทุเรียน ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ กับการที่ขายทุเรียนต้นฤดูแล้วได้ราคาสูงจึงรีบตัดทุเรียนออกขายโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ไม่รับผิดชอบต่อผู้บริโภคก็เท่ากับปิดทางทำมาหากินในระยะยาวกันทีเดียว เพราะมีพ่อค้าแม่ค้าทุเรียนกลุ่มหนึ่งที่ตำบลเนินสูง จังหวัดจันทบุรี พยายามบอกลูกค้าของตนว่า ถ้าซื้อทุเรียนแล้วถ่ายรูปไว้ด้วยว่าซื้อจากที่ไหน พ่อค้าแม่ค้าหน้าตาอย่างไร ถ้าไปถึงบ้านพบว่าเป็นทุเรียนอ่อนให้โพสต์รูปขึ้นเฟซบุ๊ค ขึ้นแอพพลิเคชั่นไลน์ ประจานไปเลย แล้วช่วยกันแชร์เพื่อประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าทุเรียนจากร้านนั้นเป็นทุเรียนอ่อน…เดี๋ยวนี้พ่อค้าแม่ค้าไม่ใช่ธรรมดา เป็นพ่อค้าแม่ค้าในยุคไทยแลนด์ 4.0 รู้จักใช้โซเชียลมีเดียกันแล้ว…..

สำหรับความผิดของผู้ขายทุเรียนอ่อน มีบทลงโทษทางกฎหมาย คือ กฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกกฎหมายหนึ่งคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้ หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คดีตัวอย่างเรื่องทุเรียนอ่อนนี้มีให้เห็นแล้ว เมื่อสัก 2 ปีมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งจากจังหวัดสมุทรปราการ ไปเที่ยวจังหวัดระยอง และแวะซื้อทุเรียนที่สวนในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง จำนวน 20 ผลน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท (ทุเรียนชะนี) เมื่อนำกลับมาที่บ้านปรากฏว่าเป็นทุเรียนอ่อนทั้งหมด รับประทานไม่ได้ จึงไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของสวนที่ขายทุเรียนให้คดีนี้ศาลตัดสินจำคุกเจ้าของสวนทุเรียนเป็นเวลา 15 วัน โดยไม่รอลงอาญา

อันที่จริงปัญหาทุเรียนอ่อน นอกจากสาเหตุที่เกษตรกร หรือพ่อค้าต้องการจำหน่ายทุเรียนต้นฤดูในราคาสูงแล้ว ยังมีปัญหาเหมือนกับไม้ผลอื่นๆ อีก คือการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวการเก็บเกี่ยวทุเรียนต้องใช้ทักษะและความชำนาญพอสมควร และต้องมีคนตัดผลที่ต้องปีนป่ายต้น สำหรับสวนเก่าๆ ที่มีทุเรียนต้นสูงๆซึ่งคนตัดผลนี้จะต้องดูเป็นว่าผลไหนอ่อน ผลไหนแก่ และอีกคนหนึ่งที่ต้องทำงานคู่กับคนตัดผล คือคนที่ใช้กระสอบรอรับผลผลิตอยู่ด้านล่าง เมื่อแรงงานขาดแคลน ระยะหลังชาวสวนจึงมักขายทุเรียนในลักษณะเหมาสวน โดยให้ผู้ซื้อคือ พ่อค้ามาเก็บเกี่ยวเอาเอง นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พ่อค้าอาจจะเก็บเกี่ยวทุเรียนที่ยังไม่แก่ รีบเอาไปขายเสียก่อนในขณะที่ราคายังดีอยู่

ทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในประเทศ คือ ซื้อทุเรียนเป็นผล แล้วให้ผู้ขายแกะให้ ก็จะทราบได้ทันทีว่าอ่อน หรือแก่ หรือไม่เช่นนั้นก็ซื้อทุเรียนที่แกะขายจะดีที่สุด เลือกเอาพูที่พอใจ เดี๋ยวนี้มีทุเรียนแกะขายแพ็กกิ้งเป็นพูดูน่ารับประทานก็ที่ตลาด อ.ต.ก. ตลาดที่ดีอันดับที่ 4 ของโลกนั่นแหละท่าน…….

ส่วนตลาดต่างประเทศ…ก็คงต้องตรวจสอบ ตรวจจับทุเรียนอ่อนกันต่อไป……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำเป็นไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/266336

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย จัดเสวนาหัวข้อ “การเกษตรไทย….ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ” หยิบประเด็นนี้มาเสวนาก็ต้องทำใจว่ามีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย อยู่ที่เหตุผลของฝ่ายไหนจะน่าเชื่อถือกว่ากัน

อันที่จริงประเด็นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นประเด็นขัดแย้งในวงการเกษตรมานานแสนนาน และไม่มีท่าทีว่าจะหาข้อยุติกันได้ ฝ่ายค้านก็ค้านไปหัวชนฝา ค้านทั้งที่รู้ดีว่าอย่างไรเสียการปลูกพืชส่วนใหญ่เขาก็ใช้สารเคมีกันแน่ๆ ถ้าจะค้านก็ค้านอย่าให้เขาใช้กันแบบผิดๆ ใช้กันแบบไม่สนใจความปลอดภัยของผู้บริโภค…อย่างนั้นน่ะน่าค้าน แต่ถ้าค้านแบบไม่ให้ใช้ ก็ดูจะไม่มีเหตุผลไปหน่อยดูข้อมูลที่สมาคมวิทยาการวัชพืชนำมาเผยแพร่กันหน่อย…..

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีเพียง 3 แสนไร่ หรือไม่ถึง 0.1% ในขณะที่พื้นที่ที่เหลืออีก 148.7 ล้านไร่ หรือกว่า 99% มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถผลิตสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชขึ้นมาใช้เองได้ ก็ต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และไม่ใช่เพิ่งจะมีการนำเข้ามาแต่นำเข้ามากว่า 40 ปีมาแล้ว

สถิติการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ระหว่างปี 2520-2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2520 ปริมาณนำเข้าทั้งหมด 6,811 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 154,568 ตัน ในปี 2559 ระยะเวลา 40 ปี เพิ่มขึ้น 22 เท่า แต่ถึงกระนั้นปริมาณสารเคมีที่เกษตรกรไทยใช้ยังน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมเสียด้วยซ้ำ เพราะจากข้อมูลระบุว่าประเทศที่ใช้สารเคมีมากกว่าไทยคือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเกาหลีใต้

กลับมาที่การเสวนาเรื่อง “การเกษตรไทย….ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ” ซึ่งสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ได้สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาในวันนั้นเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะขอนำบางตอนของบทสรุปดังกล่าวมาไว้ในเลาะรั้วเกษตรวันนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่มีการขอให้ ยกเลิก หรือ แบนสารเคมีบางชนิด

เกษตรกรไม่เห็นด้วยว่าจะต้องยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชบางชนิด เช่น พาราควอท และเมทโทมิล เพียงเพราะมีคนเอาสาร 2 ชนิดนี้ไปดื่มฆ่าตัวตาย เพราะแม้จะไม่มีสารเคมี 2 ชนิดนี้คนที่ประสงค์จะฆ่าตัวตายก็คงหาสารชนิดอื่น หรือวิธีการอื่นในการฆ่าตัวตายอยู่ดี ส่วนที่ให้ยกเลิกสารไกลโฟเสท ว่าเป็นสารก่อมะเร็งนั้น ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสารดังกล่าวเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้สารไกลโฟเสทยังมีการใช้กันอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป

การจะยกเลิกสารเคมีชนิดใดสักชนิดหนึ่ง ไม่ใช่มีคนจำนวนไม่กี่คนบอกไม่เห็นด้วยแล้วจะยกเลิกได้ ต้องมีการเฝ้าระวัง มีการประเมินความเสี่ยง รวมทั้งการประเมินประโยชน์ และโทษ ถ้าใช้แล้วมีความเสี่ยง ใช้แล้วมีโทษมากกว่าประโยชน์ แบบนี้ละสมควรยกเลิก

มีข้อมูลระบุว่า การจะผลิตสารเคมีขึ้นมาใช้กำจัดศัตรูพืชสักชนิดหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องผ่านการคัดเลือกจากโมเลกุลนับแสนๆ ตัว เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ใช้เวลาวิจัยนับสิบปี ต้องวิจัยในเรื่องต่างๆ นับร้อยเรื่อง และใช้งบประมาณในการวิจัยหลายพันล้านบาท

ฝ่ายผู้ส่งออกผักผลไม้และสินค้าเกษตร ก็บอกว่าอยากจะส่งออกพืชอินทรีย์เหมือนกัน แต่ปริมาณที่ผลิตได้มีไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นบางปีพื้นที่เพาะปลูกพืชอินทรีย์ก็ลดลงเพราะการผลิตในระบบอินทรีย์ต้องใช้แรงงานในการดูแลอย่างใกล้ชิด แมลงศัตรูพืชก็มาก โดยเฉพาะพืชผัก…ไม่ใช่ง่ายเหมือนปากพูด….

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะเชียร์สารเคมีแต่ฝ่ายเดียว แต่เชียร์ทั้งเคมี และอินทรีย์ ให้เกษตรกรเป็นคนเลือกที่จะผลิตในระบบใด ถ้าจะใช้เคมีก็ขอให้ใช้อย่างถูกต้อง คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ถ้าจะใช้อินทรีย์ ก็ขอให้ใจกว้างสำหรับคนที่เขาเลือกเคมีด้วย เพื่อจะได้อยู่กันอย่างเข้าใจและเห็นใจกัน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ผู้บริหารยุคนี้ต้องมีฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265260

วันศุกร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งผู้บริหารที่สำคัญของหลายกรม ซึ่ง “เลาะรั้วเกษตร” ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านเหล่านั้นเลย มานึกขึ้นได้เอาตอนที่เห็นคำสั่งแต่งตั้ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัตนะ สวามีชัย ไปเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แทน สุดสาครภัทรกุลนิษฐ์ ซึ่งชิ่งไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นี่แหละ

ยังมีอีกหลายท่านที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดี และรองเลขาธิการ ซึ่งมีคำสั่งออกมาตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว ได้แก่ ประยูร อินสกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อีกท่านหนึ่งสำหรับกรมนี้คือ เชิดชัย พรหมแก้ว
ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อีกเช่นกัน

ชำนาญ พงษ์ศรี ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมประมง คงหวังจะให้ช่วยเรื่อง IUU….. มาลินี สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แม้จะข้ามห้วยมา แต่คนฝนหลวงฯ คงคุ้นเคย เพราะอดีต กรมฝนหลวงฯ ก็อยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงฯ

วรรณนภา บุญสุข ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขึ้นเป็นรองเลขาธิการ สำราญ สาราบรรณ์ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นตำแหน่งรองอธิบดีที่เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 1 ตำแหน่ง…..เป็นรองอธิบดีที่ยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี อนาคตอธิบดีคงไม่เกินเอื้อม ถ้ายุคการเมืองใหม่ไม่กลับไปเข้าอีหรอบเดิมเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการกองแผนงาน กรมชลประทาน ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมชลประทาน รังษิตภู่ศิริภิญโญ ผู้อำนวยการศูนย์ประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ขึ้นเป็นรองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทำให้หน่วยงานนี้มีผู้บริหารเป็นสุภาพสตรีถึง 3 ท่านรวมทั้งท่านเลขาธิการ จริยาสุทธิไชยา ด้วย

ส่วนรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คนใหม่ ได้แก่ ทศพร ศรีศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ วิภา เจริญศิริสุนทรผู้อำนวยการสำนักตรวจบัญชีสหกรณ์ 9 ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และอุทัย นพคุณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกหม้อของหน่วยงานนั้นๆ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกท่านอีกครั้ง

บรรดารองอธิบดี หรือ รองเลขาธิการใหม่ทั้งหลาย ในยุคนี้ คงไม่ใช่ส้มหล่นหรือบุญหล่นทับ แต่ผู้บริหารแต่ละหน่วยงานคงคัดกรองมาอย่างดีแล้วจากบรรดาตัวเลือกที่มีไม่มากนัก เพราะปัจจุบันหน่วยราชการทั้งหลายกำลังเผชิญกับปัญหา “ช่องว่างระหว่างวัย” เนื่องจากคนรุ่นที่อยู่ในยุคงานราชการเป็นที่นิยมของบรรดาบัณฑิตทั้งหลาย หรือย้อนยุคไปกว่า 35 ปีมาแล้ว ข้าราชการในยุคนั้น กำลังจะทยอยเกษียณอายุไปตามๆ กัน ยุคหลังจากนั้นไม่ใคร่มีใครสนใจงานราชการเท่าไร และมาในยุคที่คุมกำเนิดข้าราชการ แทบจะไม่มีข้าราชการใหม่เข้ามาในระบบราชการ ขณะเดียวกันคนเก่าหลายคนก็เข้าสู่โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด พอมาถึงยุคนี้ ข้าราชการที่มีอยู่ประสบภาวะเติบโตไม่ทันกับตำแหน่งที่เกษียณออกไป หรือตำแหน่งที่ว่างลง

จากสภาวะดังกล่าว จึงมักพบกับผู้บริหาร 2 ลักษณะ คือ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง 1-2 ปี ก็เกษียณอายุ ผู้ที่อยู่ 2 ปี ก็ยังพอได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง พวกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเพียงปีเดียวนี่น่าเห็นใจมีเวลาทำงานน้อยมาก แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็หมดเวลาเสียแล้ว

อีกลักษณะหนึ่งคือ ผู้ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขณะที่อายุยังน้อย บางคนขาดประสบการณ์ ขาดความรอบรู้งานต่าง ๆ ที่ตนเองจะต้องกำกับดูแล ถ้าเป็นคนที่ใฝ่รู้ และเอาจริงเอาจังในการทำงาน ก็นับว่าหน่วยงานนั้นโชคดี ที่มีผู้บริหารไฟแรง แม้จะหมุนเวียนไปอยู่หน่วยงานไหน ก็สามารถนำพาองค์กรก้าวหน้าไปได้ แต่ถ้าเจอคนที่แสวงหาแต่ตำแหน่ง แต่ไม่แสวงหาความรู้และประสบการณ์ เพื่อนำมาพัฒนางาน ก็นับว่าโชคร้ายสำหรับหน่วยงานนั้น….

ว่าแต่ยุคนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ขันนอตข้าราชการแทบทุกวัน…ถ้าอธิบดี รองอธิบดี หรือ เลขาธิการ รองเลขาธิการ ไม่มีผลงานให้เห็นละก็..งานนี้มีเคือง และอย่าถามว่าถ้าเคืองขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร….ไม่ได้ขู่นะ..เอาจริง…

ช่วงนี้ยังอยู่ในเทศกาลสงกรานต์ ก็ขอคุยเรื่องเบา ๆ…เพียงเท่านี้….ขอให้ทุกท่านสุขสันต์วันสงกรานต์……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ศัตรูมะพร้าว…เมื่อไรจะหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264165

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ดูๆ ไป…มะพร้าวไม่น่าจะเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสักเท่าไร แถวๆ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร หรือเกาะสมุย ที่ว่าเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญๆ ก็เห็นแต่ต้นมะพร้าวสูงๆ โทรมๆ ไร้คนเหลียวแล แต่พอมีศัตรูมะพร้าวระบาดกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เกษตรกรหรือเจ้าของสวนมะพร้าวเดือดร้อน ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวเดือดร้อน เพราะมะพร้าวขาดแคลน มีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้มะพร้าวในประเทศราคาตก เกษตรกรเดือดร้อนอีก กลายเป็นปัญหาพัวพันกันไปหมด

แมลงศัตรูมะพร้าวที่สำคัญๆมีอยู่ 4 ตัว คือ ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว และตัวที่กำลังเป็นพระเอกนางเอกในวันนี้คือ หนอนหัวดำมะพร้าว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 เกิดการระบาดของแมลงดำหนามมะพร้าว ที่ว่ากันว่า เป็นแมลงต่างถิ่น สันนิษฐานว่าติดมากับปาล์มประดับที่มีผู้นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ในครั้งนั้นต้นมะพร้าวบนเกาะสมุยทั้งเกาะเป็นหัวหงอกขาวโพลน ทำให้ทัศนียภาพของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ จึงมีการเร่งกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าวกันอย่างเข้มข้น โดยการปล่อยแตนเบียนชนิดหนึ่งที่ประเทศเวียดนามใช้กำจัดแมลงดำหนามแล้วได้ผล

กรมวิชาการเกษตร โดยความร่วมมือของ FAO เป็นผู้นำเข้าแตนเบียนชนิดดังกล่าวเข้ามาขยายพันธุ์และปล่อยในสวนมะพร้าวซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญ โดยเฉพาะที่เกาะสมุย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในสมัยนั้นคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปเป็นประธานปล่อยแตนเบียนดังกล่าว ลักษณะคล้ายๆ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตองปล่อยแตนเบียนกำจัดหนอนหัวดำเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผิดกันก็แต่เป็นศัตรูมะพร้าวคนละตัว และแตนเบียนคนละชนิด ระยะเวลาห่างกัน 13 ปี

ที่ต้องใช้แตนเบียนกำจัดแมลงดำหนามในครั้งนั้น เพราะการใช้สารเคมีทำได้ยาก เนื่องจากแมลงดำหนามจะซ่อนตัวในใบอ่อน และกัดกินยอดอ่อน ฉีดพ่นยาไปก็ไม่ถูกตัวหนอน ผลจากการใช้แตนเบียนในครั้งนั้นได้ผลดี มะพร้าวฟื้นตัวกลับมาได้ในระยะเวลาไม่นานนัก

ในปี 2555 เกิดศัตรูมะพร้าวระบาดหนักอีกครั้ง คราวนี้เป็น หนอนหัวดำ ซึ่งเป็นศัตรูพืชต่างถิ่นอีกเช่นกัน ในครั้งนั้นมีการป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นแต่ไม่ได้ผล เพราะหนอนจะอยู่ใต้ใบมะพร้าว ฉีดพ่นสารเคมีไปก็ไม่สามารถทำลายหนอนได้
มีการใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัด ซึ่งก็ไม่ได้ผลดีอีกเช่นกัน ซึ่งบางจังหวัดยังมีสารชีวภัณฑ์เหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมากอย่างที่เป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้

ปี 2556 ครม.อนุมัติ ให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการกำจัดหนอนหัวดำโดยใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้น และใช้ศัตรูธรรมชาติ จึงมีการนำเข้าแตนเบียนชื่อ บราคอน ซึ่งเป็นแตนเบียนที่เคยใช้กำจัดหนอนหัวดำได้ผลดีมาแล้วในต่างประเทศ คราวนี้กรม
ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้นำเข้ามาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ ซึ่งยังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

การใช้แตนเบียนบราคอน แม้จะได้ผล แต่ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ ไม่ทันกับการแพร่ขยายพันธุ์ของหนอนหัวดำ จึงมีการแนะนำให้ใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นสำหรับมะพร้าวที่สูงไม่เกิน 12 เมตร ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร แต่มีการทักท้วงเพราะเกรงว่าจะมีสารพิษตกค้างในผลผลิต แต่จากการตรวจสอบของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยืนยันว่าไม่พบสารตกค้างในเนื้อมะพร้าว และน้ำมะพร้าว ถึงกระนั้นการกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีการต่างๆ ที่กล่าวมาก็ยังไม่สัมฤทธิผล

เวลาผ่านมา 3 ปี หนอนหัวดำยังระบาดอยู่ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีสวนมะพร้าวจำนวนมากที่เจ้าของไม่ได้สนใจดูแล และปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งเป็นที่อาศัยของศัตรูมะพร้าวเป็นอย่างดี และถ้าปล่อยไว้เช่นนี้สถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำอาจจะรุนแรง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับมะพร้าวจะได้รับความเดือดร้อน เศรษฐกิจของประเทศก็จะได้รับผลกระทบ เพราะต้องมีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก ร้ายกว่านั้น หนอนหัวดำอาจระบาดไปสู่ปาล์มน้ำมันด้วย

จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “หนอนหัวดำจะต้องไม่มีที่ยืนในประเทศไทย” ของนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งมาปาฐกถาพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประโยคนี้ทำให้ “งานเข้า” กระทรวงเกษตรฯ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ครั้งนี้ คงต้องวอนเกษตรกร และเจ้าของสวนมะพร้าวที่ทิ้งร้างร่วมด้วยช่วยกันกำจัดอย่างจริงจัง มิเช่นนั้น หนอนหัวดำจะยืนได้ทุกที่ที่มีสวนมะพร้าว และปาล์มน้ำมัน….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของลำไยกับระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/262990

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวว่าสารโพแทสเซียมคลอเรตระเบิดอีกแล้ว ที่สวนลำไยใน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โชคดีที่ระเบิดไม่รุนแรง มีผู้บาดเจ็บแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต ตำรวจไปตรวจสอบพบก้นบุหรี่หลายมวน จึงสันนิษฐานว่า คนงานในสวนลำไยที่กำลังผสมสารโพแทสเซียมคลอเรตแต่ประมาททิ้งก้นบุหรี่หรือทำให้เกิดประกายไฟ จึงเกิดระเบิดขึ้น แต่สารมีจำนวนไม่มากนัก เหตุจึงไม่รุนแรง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 เกิดเหตุลักษณะเดียวกันที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 7 ราย บ้านพังเสียหายทั้งหลัง 2 หลัง เสียหายบางส่วน 22 หลัง

ย้อนไปอีกเมื่อ 19 กันยายน 2542 โพแทสเซียมคลอเรตระเบิดขึ้นในโรงงานลำไยอบแห้ง ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่สาเหตุของการระเบิดเกิดจากขนย้ายสารโพแตสเซียมคลอเรตเข้ามาเก็บไว้ในโรงงาน ทำให้เกิดการอัดและระเบิด หลังเหตุระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 45 คน บาดเจ็บ 102 ราย และบ้านเรือนเสียหาย 571 หลัง ถือเป็นเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดจากสารโพแทสเซียมคลอเรตระเบิด

สารโพแทสเซียมคลอเรต  เป็นสารที่เกษตรกรชาวสวนลำไยใช้กระตุ้นให้ลำไยติดดอกออกผลนอกฤดูกาล ซึ่งเป็นเทคนิคที่เกษตรกรค้นพบโดยบังเอิญ โดยตัวของสารเป็นวัตถุดิบในการทำหัวไม้ขีดไฟ พลุดินปืน วัตถุระเบิด ใช้ในการพิมพ์ย้อมผ้า และในทางทหาร ถือเป็นยุทธภัณฑ์ จึงต้องมีกฎหมายควบคุม ใครจะนำเข้ามาต้องขออนุญาตกระทรวงกลาโหม และต้องบอกด้วยว่านำเข้ามาทำอะไร

พอมีการนำมาใช้ในการเกษตรก็ให้ กระทรวงเกษตรฯ ดูแลด้วย ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แต่ส่วนที่กระทรวงเกษตรฯดูแล กำหนดว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสารโพแทสเซียมคลอเรตได้ไม่เกินร้อยละ 15 และต้องผสมสารหน่วงปฏิกิริยา เพื่อไม่ให้เกิดการประทุได้โดยง่าย

เมื่อครั้งระเบิดขึ้นที่ดอยเต่า มีการตรวจสอบว่าสารโพแทสเซียมคลอเรตนั้น เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปผสมสารหน่วงปฏิกิริยาหรือไม่ กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนั้นไม่มีผู้ประกอบการรายใดมายื่นขอจดทะเบียน จนถึงขณะนี้ก็เชื่อว่าไม่มี….สารที่เกษตรกรใช้จึงเป็นสารโพแทสเซียมคลอเรตล้วนๆ

สำหรับสวนลำไยที่โป่งน้ำร้อน ส่วนใหญ่จ้างแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าของสวนให้ความรู้เรื่องการใช้สารแก่แรงงานต่างด้าวเหล่านี้หรือไม่…ไม่แน่ใจ… แต่ถ้าดูจากที่เกิดเหตุ แสดงว่า คนใช้ไม่มีความรู้เลยว่า สารที่ตนเองทำงานอยู่ด้วยเป็นสารที่มีปฏิกิริยารุนแรงกับประกายไฟ และการกระทบกระแทก หรือการทับถมอัดแน่น จึงไม่ได้ระมัดระวัง

จึงอยากฝากเป็นอุทาหรณ์สำหรับชาวสวนลำไยทั้งหลาย ให้ระมัดระวังกับการใช้สารตัวนี้เป็นพิเศษ แรงงานในสวนไม่ว่าคนไทย หรือต่างด้าวก็ต้องให้ความรู้ในการเก็บรักษา และการใช้ให้ถูกต้อง

ไหนๆ ก็พูดถึงลำไยมาแล้ว โดยเฉพาะลำไยที่จันทบุรี ซึ่งมีพื้นที่ปลูก ถึง 140,000 ไร่ ในเขตอำเภอสอยดาว และโป่งน้ำร้อน แต่ละปีมีรายได้เข้าจังหวัดเฉียดๆ หมื่นล้านบาท แต่ระบบการซื้อขาย ใช้ระบบการซื้อขายล่วงหน้าแบบเหมาสวน และมีการตั้งล้งรับซื้อถึงในพื้นที่ ทั้งล้งไทย ล้งจีน และล้งนอมินี คือ คนลงทุนเป็นคนจีน แต่ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของ ซึ่งมีปัญหาฟ้องร้องระหว่างล้งกับเจ้าของสวนมาโดยตลอด มีทั้งล้งเบี้ยวเงินบ้าง เจ้าของสวนไม่ซื่อสัตย์บ้าง จึงน่าจะมีการจัดระเบียบการค้าลำไยให้เป็นระบบที่ถูกต้อง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ไม่ต้องถึงใช้ ม.44 ก็ได้ แค่มอบหมายให้หน่วยงานไหนเข้าไปดูแลอย่างจริงจังก็พอ ว่าแต่จะมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงพาณิชย์ดีหนอ……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : นายกฯ กับนโยบายเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261872

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การขับเคลื่อน นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้านการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ” ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานนี้แม้ผู้จัดจะเป็นมหาวิทยาลัย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็นำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในละแวกนั้นไปร่วมฟังด้วยอย่างคับคั่ง….

นายกรัฐมนตรีบอกว่า โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันเราก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ ถึงกระนั้นรัฐบาลก็มีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศก้าวไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งเป็นข้อความที่เราๆ คุ้นๆ กันอยู่ เหมือนคำขวัญวันเด็ก ฉะนั้น

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลปรารถนาจะเห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้ ที่สำคัญคือนายกรัฐมนตรีพูดประโยคที่หลายคนชอบ
พูดว่า ให้คนไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปให้ได้ ซึ่งการจะก้าวข้ามได้นั้น ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการใช้แรงงาน ทรัพยากร และ เครื่องจักร มาใช้ความรู้และเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีและสมองกลต่างๆ 5) กลุ่มเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง ซึ่งแนวทางการพัฒนาเหล่านี้จะอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

แต่กว่าจะก้าวไปถึงขั้นนั้น คงต้องมาแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้ากันก่อน โดยนายกรัฐมนตรีพูดถึงหนอนหัวดำมะพร้าว ที่กำลังเป็นประเด็นให้บิ๊กฉัตรคาดโทษหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงว่า ถ้ากำจัดหนอนหัวดำไม่ได้ต้อง “ยุบกรม” โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่าได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ไปแก้ปัญหาหนอนหัวดำให้ได้ พร้อมบอกให้ไปคิดว่าทำอย่างไร “หนอนหัวดำจะไม่มีที่ยืนในประเทศไทยอีกต่อไป” แต่ไม่ได้บอกว่าถ้ากำจัดหนอนหัวดำไม่ได้ที่ยืนของรัฐมนตรี หรืออธิบดีจะอยู่ที่ไหน…..ที่แน่ๆ ครม.อนุมัติงบประมาณ 287 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้กำจัดหนอนหัวดำในพื้นที่ 29 จังหวัด จำนวนกว่า 7 หมื่นไร่ โดยจะใช้เทคโนโลยีการกำจัดหนอนหัวดำที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ….งบประมาณจำนวนนี้ถ้าได้ผลก็นับว่าคุ้ม เพราะมูลค่าความเสียหายของมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำทำลายไม่ต่ำกว่าปีละ 500 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรียังพูดถึง Smart Farmer โดยบอกว่า มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากความรู้ และผลงานวิจัย รวมทั้งข้อมูลที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการเงินอย่าง SMEs ร่วมกันสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรโดยใช้นวัตกรรม และช่วยเกษตรกรให้ผันตัวเองจากผู้ผลิตวัตถุดิบ มาเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรสมัยใหม่ มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการที่ดี…..

ต่อเนื่องจากการปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี คืนวันเดียวกันในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือ รายการคืนความสุขให้คนในชาติเดิมนั่นแหละ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงการส่งเสริมการผลิตในระบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยบอกว่าแปลงใหญ่ไม่ได้มีแต่พืช มีปศุสัตว์ และประมงด้วย โดยการทำเกษตรแปลงใหญ่ที่ว่านี้ให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปพร้อมกันด้วย…..ใครเขียนสคริปต์ให้นายกไม่รู้ รู้แต่ว่าเกษตรกรหรือคนฟังออกจะงงๆ อยู่ ……ระหว่างการทำเกษตรแปลงใหญ่ กับการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะบอกว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีพูดถึงนโยบายสำคัญๆของกระทรวงเกษตรฯ ในหลายเวทีเช่นนี้ (ไม่นับรวมถึงการลงพื้นที่ไปเยี่ยมเกษตรแปลงใหญ่ที่ศรีสะเกษของนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) เจ้ากระทรวงจึงต้องเร่งรัดผลักดัน และขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่ว่ามาอย่างเต็มแรง…..ก็ไฟเขียวซะขนาดนั้น….ขอแต่ว่าอย่าลืมหันมองหลังด้วยว่ามีคนตามมาทันหรือไม่….เดี๋ยวท่านจะเหนื่อยคนเดียว….