เลาะรั้วเกษตร : จะใช้‘GAP’ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260694

วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาล และรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมาบอกว่า รัฐบาลสนับสนุนการยกระดับระบบการผลิตในภาคเกษตรกรรมให้ได้มาตรฐาน ThaiGAP และก้าวสู่การเป็นเกษตรอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยงานวิจัยและเทคโนโลยี….ฟังผ่านๆ ดูเหมือนจะดี…แต่ถ้าฟังแล้วคิดทบทวนดูจะมีคำถามตามมา

คำถามที่ตามมาคือ แล้ว GAP เฉยๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มาตรฐานหรืออย่างไร เกษตรกรที่ทำการผลิตและได้รับการรับรอง GAP จากกระทรวงเกษตรฯ ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ประเทศไทยมีกี่ GAP มาตรฐาน ThaiGAP และ GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ต่างกันอย่างไร ต่อไปนี้เกษตรกรผู้ผลิตจะต้องใช้ GAP หรือ ThaiGAP…….

เป็นคำถามที่ถามเล่นๆ แต่อยากให้กระทรวงเกษตรฯ ตอบ….

มาจะกล่าวบทไป….ถึง ThaiGAP ซึ่งได้ยินมานานแล้วเกือบ 10 ปีเห็นจะได้ว่า มีผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ส่งออกผักผลไม้บางรายพยายามผลักดันให้เกิด ThaiGAP ขึ้น โดยได้ร่วมมือกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดทำมาตรฐานการผลิตตามระบบการผลิตทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice) หรือ GAP โดยใช้ชื่อว่า ThaiGAP ซึ่งอ้างว่ามาตรฐานนี้ได้รับการรับรองเทียบเท่ามาตรฐานสากล หรือ Global GAP ที่ใช้กันอยู่ในสหภาพยุโรป

ต่อมาได้มีการจัดตั้งสถาบัน Thai GAP ขึ้น ใช้ชื่อภาษาไทยว่า สถาบันส่งเสริมคุณภาพเกษตรไทย ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ThaiGAP Institute มีชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ เจ้าของบริษัทผู้ส่งออกผักผลไม้รายใหญ่ของไทยบริษัทหนึ่ง รวมทั้งเป็นผู้ที่ริเริ่มและผลักดันมาตรฐาน ThaiGAP นี่แหละ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสถาบัน….โดย ThaiGAP มีวิสัยทัศน์ว่า “World Safety Standard หรือ มาตรฐานโลก บริโภคปลอดภัย”

สถาบัน ThaiGAP พยายามผลักดันมาตรฐาน ThaiGAP โดยใช้กลไกของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานของรัฐ กล่าวคือเมื่อปลายปี 2557 มีความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ทำโครงการยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการด้านสินค้าผักและผลไม้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC ด้วย ThaiGAP

โครงการนี้เริ่มด้วย สถาบัน ThaiGAP ทำการฝึกอบรมเกษตรกรและห้างค้าปลีกทั้งหลายอย่าง เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปซุเปอร์มาร์เก็ต ซีพีออล เหล่านี้ ให้รู้จักกับมาตรฐาน ThaiGAP และเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย จากนั้นสถาบัน ThaiGAP ร่วมกับ สวทช. ทำการติดตามตรวจสอบ และประเมินการผลิตของเกษตรกร และร่วมกับ สทอภ. ทำการตรวจสอบย้อนกลับ โดยใช้ระบบ QR code

และในปีนี้ มีการผลักดันเข้าสู่การประกาศสนับสนุนของรัฐบาล โดยโฆษกรัฐบาลออกมาพูด สนับสนุน ThaiGAP อย่างชัดเจนแบบข้ามหน้าข้ามตา GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ไปอย่างไม่ไยดี แถมยังชื่นชมว่าเป็นการยกระดับระบบการผลิตในภาคเกษตรกรรมให้ได้มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับการรับรองแล้ว 26 ราย และมีเป้าหมายจะเพิ่มให้ได้ 50 ราย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะนำนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ จะมีการสนับสนุนเทคโนโลยีต่างๆ เช่น โรงเรือนอัจฉริยะ ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ และไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช…..ว่างๆ ท่านโฆษกคงต้องแอบๆ ลงไปดูพื้นที่ที่เขาปลูกผัก ปลูกผลไม้ (ไม่ต้องบอกใคร) ดูบ้างว่าสภาพมันไม่ได้เป็นอย่างที่มโนกันไป…

ที่กล่าวถึง ThaiGAP มาทั้งหมดนี้ ไม่เห็นมีชื่อหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปร่วมด้วยเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่
กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ริเริ่มจัดทำมาตรฐานการผลิตตามระบบ GAP เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพและความปลอดภัย มาตั้งแต่ปี 2542 และทำโครงการอาหารปลอดภัย หรือ Food Safety มาตั้งแต่ปี 2547….มีเกษตรกรที่ผลิตตามระบบ GAP
และได้รับการรับรองจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรนับแสนรายแล้ว….ยังมี ThaiGAP มาอีก แล้วจะยังไงล่ะนี่….
อย่างนี้ก็…งงเด้..งงเด้..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อะไรๆก็สมาร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259649

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ได้เห็นชาร์จหรือจะเรียกว่า Info graphic(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) สนใจตรงบล็อกสุดท้ายขวามือที่ระบุว่าเป็น “ผลลัพธ์สุดท้าย” ซึ่งประกอบด้วยความใฝ่ฝัน 4 ประการ คือ ประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง Smart Ag-Products Smart Ag-Groups และ Smart Farmers

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีรัฐมนตรีว่าการชื่อ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ มีคำหรือข้อความที่ผู้บริหารต้องจำให้ขึ้นใจอยู่ไม่กี่คำ ได้แก่ ศพก. เกษตรแปลงใหญ่ Agri Map ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง และ Smart Farmer มีเพิ่มเติมมาอีกคำให้จำเล่นๆ คือ ไทยแลนด์ 4.0

คำ หรือข้อความเหล่านี้ คือ key word หรือคำสำคัญของนโยบาย ที่บิ๊กฉัตร พยายามผลักดันและเร่งรัดให้เกิดผลโดยเร็ว วิธีการเร่งรัดประการหนึ่ง คือการลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามโครงการทั้งหลายด้วยตนเอง เพื่อให้มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งไม่เฉพาะรัฐมนตรี แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็เช่นกัน

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี มีหรือจะไม่มีการเตรียมการ หรือ เลือกพื้นที่ที่ดีๆ มีผลงานยอดเยี่ยมให้ดูกัน ใครพาไปที่ไม่ดีหรือพาไปเห็นแต่ปัญหาอุปสรรคก็บ้าแล้ว….พื้นที่ที่รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมชม ก็ได้รับคำชมจริง ๆ นั่นแหละ …ต่อมาก็กลายเป็น โมเดล เช่น บางระกำโมเดล ศรีสะเกษโมเดล และคงมีโมเดลในอำเภอ และจังหวัดอื่นๆ ตามมาอีกหลายโมเดล โดยหวังว่าแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จนั้นจะได้รับการขยายผลออกไปให้กว้างขวาง…..

อีกช่องทางหนึ่งของการเผยแพร่ผลงานของรัฐบาล และของหลายกระทรวง คือรายการ เดินหน้าประเทศไทย ที่มีมาตั้งแต่ยุค คสช. ทุกวันเวลา 18.00 น. และ รายการคืนความสุขให้คนในชาติของนายกรัฐมนตรี ทุกคืนวันศุกร์หลังข่าวภาคค่ำของฟรีทีวี แต่เป็นช่วงละครหรือเกมโชว์ ของดิจิทัลทีวี เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ ระยะแรกๆ หลัง คสช. ยึดอำนาจ ทั้ง 2 รายการนี้เรตติ้งก็ดีอยู่ แต่ปัจจุบันหลายบ้านเป็นเวลาที่เปิดทีวีทิ้งไว้แล้วไปทำอย่างอื่น…รอให้จบรายการแล้วมานั่งดูรายการปกติของทางสถานีต่อ….

ย้อนกลับมาดูยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี เป้าหมายที่กำหนดไว้ มี 5 ประการ คือ 1) เกษตรกรต้องเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ 2) สถาบันเกษตรกรมีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3) สินค้าเกษตรมีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย 4) ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม และ5) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสมเป้าหมายที่ว่ามานี้ถามอดีตรัฐมนตรี อดีตปลัดกระทรวง อดีตอธิบดี อดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทั้งหลาย ว่าคุ้นๆ ไหม ย้อนกลับไปดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ผ่านๆ มาก็อาจจะได้คำตอบว่าไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมสักเท่าไร

นั่นแสดงให้เห็น 2 มุม มุมหนึ่ง คือ การพัฒนาภาคการเกษตรที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ เกษตรกรยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐสถาบันเกษตรกรยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งกลุ่มเกษตรกร และ สหกรณ์ ที่มีความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ ช่วยกันผลิตช่วยกันขายมีอยู่ไม่กี่ราย สินค้าเกษตรทุกวันนี้ยังมีปัญหาความปลอดภัยเพราะความไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ภาคการเกษตรยังไม่ได้พึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ เท่าที่ควร และ พื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมยังมีอีกมาก

นั่นคือมุมแรก อีกมุมหนึ่งคือ การพัฒนาการเกษตรของไทยใน 20 ปีข้างหน้า จะไม่ต่างไปจากปัจจุบันเท่าไรนัก……ที่ว่าเช่นนี้ไม่ใช่จะกวนน้ำให้ขุ่น แต่การพัฒนาภาคการเกษตรมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งธรรมชาติ ทั้งวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละภูมิภาค ที่สำคัญคือ นโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย ถ้ายุทธศาสตร์ 20 ปีนี้ดีจริง รัฐบาลไหน ๆ เข้ามาก็ต้องสานต่อ เพราะเป้าหมายที่กำหนดไว้นี้ดีอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะ…รัฐบาลใหม่มาก็เปลี่ยน…..ด้วยเหตุนี้..จึงอยากให้เพิ่มในบล็อกขวามือซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้ายอีกคำหนึ่งคือ “Smart Minister…..รัฐมนตรีคนดี คนเก่ง….(จริงๆ )…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258680

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

อ่านข่าวที่ ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กมลวิศว์ แก้วแฝก จะขอให้บริษัททัวร์บรรจุ ตลาด อ.ต.ก. อยู่ในรายการท่องเที่ยวของบริษัท ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ได้คุยเบิกทางไว้แล้วกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กอบกาญจน์วัฒนวรางกูร เรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะสินค้าที่ตลาด อ.ต.ก. ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพดีและราคาที่ค่อนข้างสูง ก็สมน้ำสมเนื้อ ถ้าจะรับประทานของดี ก็ต้องยอมจ่ายสตางค์มากกว่า

ผอ.อ.ต.ก. คุยว่าตลาด อ.ต.ก. เป็นตลาดที่ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลก ตามการสำรวจของ CNN ก็ควรภูมิใจ…แต่เสียดายอยู่หน่อยตรงที่ ตลาด อ.ต.ก. ไม่ได้เป็นตลาดที่เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายเองให้สมชื่อ “ตลาดเพื่อเกษตรกร” สักเท่าไร ส่วนใหญ่คือผู้ค้าคนกลาง ราคาสินค้าที่สูงๆ กำไรอยู่ที่คนกลางหมด เกษตรกรก็ยังได้น้อยเท่าเดิม……ยกเว้นพ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารปรุงสุกอาหารสำเร็จรูป ขนมต่างๆ ที่เป็นเจ้าประจำทำเองขายเองมาเนิ่นนาน ส่วนนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเกษตรกรสักเท่าไร

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ เคยไปสร้างร้านจำหน่ายสินค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเครื่องจักสาน และงานหัตถกรรม เป็นร้าน เล็กๆ ติดแอร์ อยู่ด้านหลังตลาดใหญ่ มีงานเปิดร้าน สื่อมาทำข่าวคึกคักทีเดียว แต่ทำอยู่พักหนึ่งไม่นานนัก ร้านก็เลิกไป…ไม่รู้ว่าเลิกไปตอนไหน

ผอ.อ.ต.ก. ยังบอกว่า มี นักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งจีน ญี่ปุ่น รวมทั้งยุโรป และ อเมริกา มาซื้อผลไม้ในตลาด อ.ต.ก. เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์เงินสะพัดในตลาด อ.ต.ก. ถึง 30 ล้านบาท ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่คงหมายรวมทั้งหมดรวมทั้งลูกค้าคนไทยด้วย…ที่บอกว่าเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้ามีมากอาจจะเพราะอานิสงส์จากตลาดจตุจักร ที่มีผู้คน และนักท่องเที่ยวชอบมาเดินซื้อของกันประจำอยู่แล้ว

อันที่จริง ตลาด อ.ต.ก. เป็นตลาดที่ผู้มีอันจะกิน ไปจับจ่ายซื้อของคุณภาพอย่างที่บอกแล้ว สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ยังมีชีวิตอยู่ท่านก็ไปเดินซื้อของที่ตลาด อ.ต.ก. สมัยนั้น ยังไม่ได้พัฒนาให้ทันสมัยเหมือนอย่างปัจจุบันด้วยซ้ำ ดารา ไฮโซ เซเลบริตี้ หลายท่านก็ไปซื้อของที่ตลาด อ.ต.ก. ตลาด อ.ต.ก. มีลูกค้าประจำ และลูกค้าจร มากพอแบบไม่ต้องพึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ได้

ลำพังทุกวันนี้ ที่จอดรถยังมีไม่เพียงพอครั้นจะใช้ขนส่งสาธารณะ เวลาซื้อของก็จะต้องมีสัมภาระพะรุงพะรังมากมาย การไปรถเมล์ประจำทาง หรือรถไฟฟ้า ก็คงไม่สะดวก

การนำนักท่องเที่ยวมาลงเป็นหมู่คณะ นึกภาพออกไหมว่าจะเป็นเช่นไร ยิ่งนักท่องเที่ยวที่ไม่สนใจการเข้าคิว ไม่สนใจความเป็นระเบียบ ไม่สนใจความสงบ อาจจะทำให้ลูกค้าคนไทยหายไปเลย ไปซื้อบนห้างใหญ่ดีกว่า เย็นสบาย มีรถเข็น มีที่จอดรถ สินค้ามีคุณภาพเหมือนกัน ราคาแพงเหมือนกัน แต่ไม่ต้องมาแย่งกันซื้อแย่งกันกิน

ถ้า อ.ต.ก. อยากดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาลิ้มลองสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทย อย่างทุเรียน มะม่วง มังคุด หรือผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล สถานที่ของตลาดต้องเอื้ออำนวยมากกว่านี้ สินค้าต้องมีมากกว่านี้ อย่าให้คนอื่นมาแย่งของดีๆ ของคนไทยไปกินเสียหมด ของดีๆ ส่งออกไปขายต่างประเทศยังไม่พอ จะให้คนต่างประเทศมาแย่งของดีๆ ในประเทศกินเสียอีก…เดี๋ยวคนเขาจะว่าเอา….ที่สำคัญอยากเห็นเกษตรกรเอาผลผลิตคุณภาพดีมาจำหน่ายด้วยตนเอง เหมือนอย่างที่สมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ท่านก่อน ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา พยายามจะผลักดันตลาดเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ…แต่ไม่สำเร็จนั่นแหละ

พื้นที่ที่เป็นอาคารกล้วยไม้ที่ดูเงียบเหงา ไม่ค่อยมีทั้งคนขาย และคนซื้อ จะเลิกตรงนั้น แล้วเปลี่ยนเป็นอาคารจำหน่ายผลไม้ ทดลองทำเป็นตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติดูก่อนไหม….

แต่ว่าก็ว่าเถอะ….วันก่อนผ่านไปแถวตลาดไท ตลาดไทกำลังจะเปิดพื้นที่ใหญ่โตน่าจะหลายสิบไร่ ทำเป็นตลาดจำหน่ายผลไม้จากต่างประเทศ พอมาเจอข่าว อ.ต.ก. เปิดตลาดผลไม้ไทยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเลยอยากจะรอดูว่าใครจะไปโลดกว่ากัน

เชียร์ อ.ต.ก. นะจะบอกให้…..สู้ๆ…..แต่อย่าไปอยู่แถวตลาดกลางคลองหลวงแล้วกัน…มันอันตราย

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ธรรมกายคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257713

281225166

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ณ เวลานี้ ไม่มีข่าวใดที่น่าเบื่อเท่ากับข่าว DSI สนธิกำลังทหาร และตำรวจ เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย แต่ถึงจะเบื่ออย่างไร ก็ต้องดูข่าวโทรทัศน์ และฟังข่าววิทยุ ที่หลายสถานีเอาข่าวในหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ฟัง เสนอข่าวทีเป็นชั่วโมง…..ก็ตามกันไป

ลุ้นกันไปว่าจะพบพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย หรือไม่ และเชียร์กันไปว่าวันนี้ฝ่ายไหนจะชนะ ระหว่างเจ้าหน้าที่ กับศิษยานุศิษย์ อย่างที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าไว้

ประเด็นข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจค้นวัดพระธรรมกายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการพบเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย สิ่งก่อสร้างหรืออาคารกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่สมควรมีในวัด อาหารที่จัดไว้เลิศหรูสำหรับพระ หรือการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับศิษยานุศิษย์ และพระ แต่ที่สุดแล้วคือ…ไร้เงาพระธัมมชโย

การเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายในครั้งนี้ จุดมุ่งหมายสำคัญคือ นำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี แต่ประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าตรวจค้นขโมยซีนจุดมุ่งหมายนี้ ไปเสียหมด จึงขอย้อนกลับไปเตือนความทรงจำว่า พระธัมมชโยถูกดำเนินคดีอาญา กรณีที่ร่วมกับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ฟอกเงินที่นายศุภชัยยักยอกมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำมาให้พระธัมมชโยจำนวน 1,400 ล้านบาท

ความผิดของพระธัมมชโย จึงมี 2 ข้อหา คือ ฟอกเงิน และรับของโจร แต่พระธัมมชโย ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในขณะที่นายศุภชัย กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น อีกหลายคน ถูกดำเนินคดีกรณีทุจริตเงินของสหกรณ์ฯ ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง รวมเป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท และศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว ซึ่งมีทั้งจำคุก และให้คืนเงินให้กับสหกรณ์ฯพร้อมดอกเบี้ย

สำหรับพระธัมมชโย DSI เคยให้โอกาสเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และนำพยานหลักฐานมาแก้ข้อกล่าวหาหลายครั้ง แต่พระธัมมชโย บ่ายเบี่ยง และขอเลื่อนโดยอ้างเหตุนี่นั่นมาโดยตลอด รวมทั้งการอ้างว่าอาพาธด้วย

จากคดีที่พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จึงมีเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายถูกเปิดเผยตามมาอีกมากมาย (ไม่นับรวมการบิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนา) ที่น่าสนใจคือ การที่มีเครือข่ายวัดพระธรรมกายอยู่ในต่างประเทศ ในนามของ ศูนย์ประสานงานต่างประเทศ จำนวนถึง 84 แห่ง ใน 31 ประเทศ และสาขาในประเทศ ในรูปของศูนย์ปฏิบัติธรรมจำนวนมากกว่า 6,900 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ DSI พบว่ามีการรุกพื้นที่ป่าสงวนประมาณ 75 แห่ง

ที่มีการเปิดเผยเป็นข่าวมาแล้ว ได้แก่ โครงการเวิลด์พีซ วัลเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของวัดพระธรรมกาย ที่ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ 500 ไร่ เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารกีดขวางทางน้ำธรรมชาติ มีการขุดเจาะบ่อบาดาลโดยไม่ได้ไม่ได้รับอนุญาตด้วย ในอำเภอปากช่อง นี้ DSI ยังตรวจสอบพบว่ามีเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ชื่อ วัดเขาวง ที่ตำบลหนองน้ำแดง บุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และ ป่าเขาอ่างหิน พื้นที่ประมาณ 26 ไร่

ขึ้นไปที่เชียงใหม่ ตรวจสอบพบว่า ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชน วัดโมคคัลลานะ ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง วัดนี้อยู่ในหุบเขาบนดอยสูง เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทอง ประมาณ 14 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารประมาณ 10 หลัง ในจำนวนนี้มีศาลาอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีไฟฟ้า ติดเครื่องปรับอากาศด้วย

ที่กาญจนบุรี ก็มีวัดถ้ำเนรมิต ตำบลแม่กระบุง อำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นวัดเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ที่บุกรุกที่ของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ 97 ไร่ นี่ก็ไม่ทราบว่าถ้าไม่ตรวจสอบพบเสียก่อน จะบุกรุกเข้าไปอีกมากเท่าไร ที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่แห่งในจำนวน 75 แห่ง ถ้าเอาข้อมูลอีก 71 แห่ง ที่เหลือมารวมกันแล้ว อาณาจักรของธรรมกายจะมากมายเพียงไร

กลับมาที่วัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี พื้นที่วัด 2,000 ไร่ แบ่งออกเป็นโซนๆ บางโซนพระลูกวัดก็ไม่เคยได้เข้าไปเห็น เพราะเป็นโซนพิเศษเฉพาะเจ้าอาวาส และพระที่ใกล้ชิดเท่านั้น จึงมีคนเสนอว่าน่าจะย้ายโรงไฟฟ้าถ่านหิน จากกระบี่มาสร้างที่วัดพระธรรมกายเสียเลย…..

หึ หึ หึ คิดได้ไงไม่รู้…..รู้แต่ว่าเข้าท่า…อาจจะทำให้พระธัมมชโยปรากฏตัวได้….สาธุ…ธรรมกาย…คดีเยอะจริงๆ ….วันนี้เลาะรั้วไม่ถึงเกษตรแค่เฉี่ยวๆ คงไม่ว่ากัน……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : กระดาษ A4 กับการขับเคลื่อนนโยบาย กษ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256778

281225166

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้เห็น “แผนภาพการเชื่อมโยงงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่มีวงเล็บว่า (เพื่อยกกระดาษ A4) แล้วก็งุนงง ไม่ได้งงกับแผนภาพ หรือชาร์จที่เห็นสักเท่าไร แต่งงที่มีวงเล็บนี่แหละ แต่เมื่อเห็นหมายเหตุที่มุมภาพด้านล่างซ้ายก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง หมายเหตุนั้นอธิบายว่า “กระดาษ A4” หมายถึง พื้นที่เกษตรกรรม 149 ล้านไร่ที่มีจำกัด “ยกกระดาษ A4” หมายถึงทำให้เกษตรกรไปสู่เป้าหมาย โดยพัฒนาและใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่มีจำกัด

แผนภาพดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ กำชับให้หัวหน้าหน่วยงานนำไปอธิบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทราบอย่างกว้างขวาง โดยยกกระดาษ A4 แผ่นที่มีแผนภาพนี้แผ่นเดียว เพื่อหวังที่จะให้บุคลากรของกระทรวงเกษตรทุกระดับมีความเข้าใจตรงกัน จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายไปสู่เป้าหมายให้ได้

อธิบดีก็คงนำไปอธิบายให้รองอธิบดี และผู้อำนวยการกอง/สำนักต่างๆฟังตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย แต่การที่ผู้บริหารระดับรองๆ ลงไปนำไปอธิบายให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ฟัง จะเก็บสาระได้หมดเหมือนอย่างที่รัฐมนตรีอธิบายให้อธิบดีฟัง หรืออธิบดีอธิบายให้รองอธิบดีและผู้อำนวยการกองหรือสำนักฟัง หรือไม่ไม่ยืนยันเพราะมักพบอยู่เสมอๆ ที่ข่าวสารหรือสาระขาดหายไประหว่างทาง

อย่างไรก็ตามแผนภาพนี้ก็เป็นเครื่องมือ ที่จะไม่ทำให้ข่าวสารขาดหายไประหว่างทาง แต่ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องมีมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เป็นสิ่งที่ต้องประเมินผลกันเป็นระยะๆ

ต้องขอชื่นชมบิ๊กฉัตร และทีมงานที่สามารถนำนโยบายซึ่งกำหนดและประกาศไว้มากมายหลายประเด็น มาย่อลงให้อยู่ในกระดาษ A4 เพียงแผ่นเดียว อันที่จริงแค่ บล็อกแรกขวามือ ที่บอกว่าพันธกิจอะไร และใครทำ บล็อกนี้บล็อกเดียวคนทำก็หืดขึ้นคอแล้ว แม้จะมีตัวช่วย เป็นหน่วยงานอื่น เป็นภาคเอกชนในนามของประชารัฐ หรือจะเป็นเงินกู้ และ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่พันธกิจที่กำหนดให้ “ยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง” ต้องถามหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า สถาบันเกษตรกรทุกวันนี้สถานภาพอยู่ในระดับใด มีจำนวนกลุ่มที่เข้มแข็งช่วยเหลือตัวเองได้ และมีความก้าวหน้ามั่นคงสักกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือต้องใช้เวลานานสักเท่าไรจึงจะทำให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ไม่ต้องอื่นไกล แค่ Single Command ในแต่ละจังหวัดทำงานได้สมใจท่านรัฐมนตรีหรือยัง ท่านคงรู้อยู่แก่ใจ ส่วนการพัฒนา ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ (อำเภอละ 1 ศูนย์) นั้น ยังต้องพัฒนาอีกเยอะกว่าจะใช้ ศพก. ไปพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Smart Farmer จำนวนไม่น้อยก็เกิดขึ้นด้วยตัวของเขาเอง ไม่ต้องอาศัย ศพก. เผลอๆ ต้องเอา Smart Farmer มาช่วยพัฒนา ศพก. ด้วยซ้ำไป

นโยบายทั้ง 9 ประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกให้ขับเคลื่อนด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การบูรณาการระหว่างสิ่งที่กำหนดเป็นนโยบายกับความต้องการ และความเหมาะสมในพื้นที่ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีการลดต้นทุนการผลิตลง 20% ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20%

โดยเป้าหมายสุดท้ายของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้คือ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความภาคภูมิใจในอาชีพ เป็นที่ยอมรับของสังคม เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง ซึ่งเป้าหมายไม่ได้ต่างไปกว่าเมื่อแรกตั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมา เป้าหมายไม่ได้ต่างไปกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ ที่ผ่านมาบุคลากรที่มีอยู่ในกระทรวง (ยกเว้นมาจากการเมือง) ก็ไม่ได้ต่างไปกว่าเก่าสักเท่าไร แต่การพัฒนาภาคการเกษตรที่ผ่านมาก็ได้เท่าที่เห็น และเป็นอยู่

การยกกระดาษ A4 มันคงไม่ง่าย ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไขคงต้องค่อยไล่เลียงกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญคือ ณ วันนี้เกรงว่ากระดาษ A4 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะถูกแปลงเป็นป้ายขนาดใหญ่บ้าง โปสเตอร์บ้าง ป้ายอิงค์เจ๊ทบ้าง แล้วแผนภาพ (บนกระดาษ A4) ก็จะกลายเป็นของตกแต่ง ประดับสำนักงานให้ดูดีเท่านั้น….ล่ะสิ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ได้อะไรจากงานเกษตรแฟร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255944

281225166

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เลิกราไปแล้วสำหรับงาน “เกษตรแฟร์”ประจำปี 2560 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ หรือแนวคิด “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ทำกินตามคำสอนพ่อ”จัดระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2560

เกษตรแฟร์ เป็นอีกงานหนึ่งที่ติดตลาด มีผู้คนรอคอยที่จะมาเดินดูสินค้าโดยเฉพาะ สินค้าที่ขึ้นชื่อสำหรับประชาชนทั่วไป เช่น มะขามหวาน หอม กระเทียม ต้นไม้อาจจะแถมด้วย เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า สำหรับเกษตรกร อาจรอว่าจะมีพันธุ์ไม้อะไรแปลกใหม่ เครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่น่าสนใจอะไรบ้าง

เป็นธรรมเนียมของการจัดงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรวมกิจกรรมหลายๆ อย่างไว้ในช่วงเดียวกัน ได้แก่ การประชุมทางวิชาการ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2560 มีทั้งการบรรยายพิเศษ การอภิปราย การสัมมนา เสวนา และการนำเสนอผลงานวิจัย ด้านการเกษตรถึง 12 สาขา มีเรื่องราวมานำเสนอสาขาละ 5-7 เรื่องต่อวัน รวมแล้วแต่ละวันมีเรื่องราวทางวิชาการอันเป็นผลงานวิจัยให้ผู้สนใจได้เลือกฟังวันละไม่ต่ำกว่า 60 เรื่อง ส่วนบรรยายพิเศษ อภิปราย เสวนา รวมแล้วมีทั้งหมด 15 เรื่อง

นอกจากนี้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยังมีงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครบรอบ 74 ปี ซึ่งมีการวางพวงมาลาคารวะอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ พิธีรดน้ำคารวะครูบาอาจารย์ และพิธีทางศาสนา ปีนี้มีรายการพิเศษ คือเลือกตั้งนายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผลปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกคือ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม วิฑูรย์ สิมะโชคดี ซึ่งจะอยู่ในวาระ 2 ปี

นี่คือ 3 งานใหญ่ๆ ที่จัดซ้อนกันอยู่ในช่วงของงานเกษตรแฟร์ ลำพังงานเกษตรแฟร์อย่างเดียว กิจกรรมก็หลากหลายนับไม่ถ้วน มีทั้งนิทรรศการ ประกวดสัตว์เลี้ยง และปลาสวยงาม ประกวดแพะ ประกวดไก่พื้นเมืองและไก่แจ้ ประกวดพืช การสาธิตผลงานด้านนวัตกรรม นิทรรศการผลงานวิจัย และที่เป็นจุดขายหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นกอบเป็นกำ คือ กิจกรรมจำหน่ายสินค้า เพราะทำให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ และพื้นที่ของงานนี้ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็จะมาเช่าได้….ต้องจับสลากนะครับ….

การจำหน่ายสินค้าในงานเกษตรแฟร์ปีนี้ แบ่งออกเป็น 15 โซน แต่ละโซนตั้งชื่อดูหรูหรา เดินไล่ไปตั้งแต่ประตู 1 ด้านถนนงามวงศ์วาน พอเข้าประตูมาก็เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อย โซนแรก คือโซน A ชื่อ เกียรติภูมิแผ่นดินไทย จำหน่าย พันธุ์ไม้และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือการเกษตรต่างๆ โซนB แผ่นดินถิ่นพอเพียง จำหน่ายต้นไม้อีกเช่นกัน มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล เครื่องมือ
อุปกรณ์การเกษตร โซน C จำหน่ายสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน ชื่อโซนว่า ร้อยเรียงรักเรา โซนD ข้าวในนาปลาในน้ำ เป็นตลาดน้ำแบบโบราณ จำหน่ายทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ

โซน E อร่อยแดนดินถิ่นไทย จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากภาคต่างๆ โซน F ทรัพย์ในดินสินในน้ำ จำหน่ายผักสด ผลไม้ โซนG มะขามหวานไทย ครองใจงานเกษตร ดูจากชื่อโซนก็รู้ว่าจำหน่ายสินค้าอะไร แต่ปีนี้ มะขามหวานไม่มากเท่าไร คุณภาพก็ไม่เท่าไรด้วย โซน H เครื่องเทศถิ่นไทย โซนนี้ไม่บอกอาจจะเข้าใจผิด โซนนี้จำหน่ายหอม กระเทียม พริกแห้ง และข้าวสาร

โซน I ร่มเย็นเป็นสุข ร่มเย็น เพราะเป็นเต็นท์ติดแอร์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิต่างๆ เครื่องหนัง เครื่องประดับ นอกจากนี้ยังมีโซนJ เกษตรศาสตร์ใต้ร่มพระบารมี โซน Kร้อยล้านร้อยความคิด ร้อยชีวิตล้านความฝัน โซน L ล้านคนไทยใจเป็นหนึ่ง โซน M รวมไทยใจเป็นหนึ่ง โซนN สานฝันเศรษฐกิจยุคใหม่ และ โซน O อิ่มอร่อยทั่วไทย ซึ่งการตั้งชื่อดูเหมือนจะแยกประเภทสินค้า แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้แยกชัดเจนอะไร สินค้าต่างๆ ก็ปนเปกันไป ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของก็ไม่ได้สนใจชื่อโซนที่ตั้งเสียไพเราะสักเท่าไร

ที่น่าเสียดาย คือบนอาคารจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย ที่ปีนี้เงียบเหงากว่าทุกปี อาจเป็นเพราะรูปแบบการจัดที่ไม่น่าสนใจ แม้จะมีเจ้าของผลงานคอยให้ข้อมูล ตัวผลงานได้รับรางวัล แต่การนำเสนอไม่น่าสนใจ คนจึงผ่านเลยมากกว่าซักถาม

ถ้าถามคนที่ไปงานว่าได้อะไรจากงานเกษตรแฟร์ ไม่ต้องแปลกใจถ้าคำตอบที่ได้รับคือ ได้มะขามหวาน หอม กระเทียม ต้นไม้ที่อยากปลูก ส่วนผลผลิตจากไม้ต้นนั้นตรงตามพันธุ์ที่บอกหรือเปล่าต้องคอยลุ้นกันต่อไป

พบกันใหม่เกษตรแฟร์ปี 2561

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : พิพิธภัณฑ์การเกษตรชี้แจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255017

281225166

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ได้เขียนถึงพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไปนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯจารุรัฐจงพุฒิศิริ ได้มีหนังสือชี้แจงมา เป็นข้อๆรวม 3 ข้อ ตามนี้

1.การจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมจัดงาน ณ สนามเสือป่า ภายใต้แนวคิด “ดินแดนแห่งความสุข ตามรอยศาสตร์ของพระราชา”ซึ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สำหรับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่จัดโดย สำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) นั้น เป็นการจัดในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “ลูกหลานไทยน้อมใจสืบทอดพระราชปณิธาน” ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และความสำคัญของการเกษตร ซึ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมเรียนรู้เป็นจำนวนมาก

2.การจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงพัฒนานิทรรศการพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารต่างๆ ให้มีความทันสมัยทั้งรูปแบบและเนื้อหา ในลักษณะพิพิธภัณฑ์มีชีวิต และมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในลักษณะฐานการเรียนรู้ ต่างๆ ที่เป็นของจริง นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรม และโครงการ การเรียนรู้วิถีเกษตรต่างๆ โดยเน้นกิจกรรมการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพ ตลอดจนเป็นการสืบทอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

3.พื้นที่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ที่เดิมมีปัญหาดูไม่สง่างาม มีวินมอเตอร์ไซค์ ป้ายรถเมล์ รวมทั้งเป็นแหล่งขายอาหาร ดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น ปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้มีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว โดยได้ทำการก่อสร้างอาคาร ที่มีรูปแบบที่ทันสมัย มีการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้ดูเรียบร้อย และสวยงาม โดยได้จัดสร้าง พิพิธภัณฑ์ กษัตริย์เกษตร มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์กิจการของพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนสถานที่จำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ อาหาร และเครื่องดื่มที่เน้นด้านสุขภาพ จากผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้ทำพิธีเปิดพื้นที่ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา และเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในการจัดแสดงงานมหกรรม ในหลวงรักเรา เมื่อวันที่ 2-5 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฯ ชี้แจงมาอย่างนี้ พร้อมมีภาพยืนยันส่งมาให้ดูด้วย แต่พื้นที่มีไม่เพียงพอที่จะลงภาพให้ จึงขอให้ท่านที่สนใจแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมกันเอาเอง….

ที่จริงจดหมายชี้แจงนี้ ส่งมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว นับว่าเป็นหน่วยงานที่รวดเร็วในการชี้แจงข่าว ตรงตามนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชุติมา บุณยประภัศรก็รวดเร็วเช่นกัน ทราบว่าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ มาแล้ว….ไม่ทราบว่าถ้าท่านขับรถไปเองท่านหาประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ถูกไหม…

อันที่จริง…ไม่ได้ติดใจเรื่องงานวันเด็กของกระทรวงเกษตรฯ ที่ชี้แจงมาในข้อที่ 1 เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า งานวันเด็ก “เด็กไทยหัวใจเกษตร” นั้น กระทรวงเกษตรฯ จัดติดต่อกันมา 13 ปี จนชื่องานและสถานที่จัดงานติดตลาดแล้ว เด็กๆ เฝ้ารอคอย แต่มาปีนี้กระทรวงเกษตรฯ งดจัดทำให้แฟนคลับผิดหวัง…

สำหรับการพัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯในข้อ 2 และ ข้อ 3 ที่ชี้แจงมานั้น ให้ท่านที่สนใจเข้าไปพิสูจน์กันเอง ถ้าท่านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง จะไปพิสูจน์บ้างก็ไปเถอะ..แต่ไปแบบเงียบๆ ไม่ต้องบอกใครล่วงหน้าไปแบบประชาชนคนธรรมดา…..พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ หยุดทุกวันจันทร์ และวันนักขัตฤกษ์

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ขึ้นทะเบียนสารเคมี..เรื่องที่วนๆไปไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254104

281225166

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลเหนือความจริง หลายคนตกเป็นเหยื่อของโซเชียลมีเดีย โดยไม่คาดคิดและไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม ทวีตเตอร์ ข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีการตรวจสอบ กลั่นกรอง ถึงความถูกต้อง ขอแชร์ไปก่อน ผิดถูกค่อยว่ากัน แต่ความเป็นจริงคนเชื่อไปแล้วตั้งแต่ข่าวแรก ข่าวแก้ก็หืดขึ้นคอสำหรับคนที่ถูกกล่าวหา…และยิ่งแก้ดูเหมือนยิ่งต่อความยาวสาวความยืด เพราะมีสื่อบางสายเอาไปต่อยอดได้อีก น่าเห็นใจ….คนที่ตกเป็นข่าว (ลบ) เสียจริง

มหากาพย์สารเคมีตอนล่าสุด คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารเคมี ที่บังเอิญมีแหล่งข่าวเอามาเปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ที่มีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมอนุมัติในหลักการทั้งหมด 50 คำขอ จากคำขอขึ้นทะเบียนสารเคมีทั้งหมดที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกว่า 4,000 คำขอ และมีการกำหนดไว้ว่าคณะอนุกรรมการจะพิจารณาอนุมัติให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 200-1,000 คำขอ จนกว่าจะครบตามคำขออนุญาตขึ้นทะเบียนสารเคมีที่มีอยู่ในขณะนี้กว่า 4,000 คำขอดังกล่าว

คนเอามาเปิดเผยต้องเป็นคนที่อยู่ในวงการ รู้ขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนสารเคมีเป็นอย่างดี อาจจะเล่าแบบตัวเองเข้าใจ แต่คนฟัง ฟังแบบคนนอกวงการ ไม่เข้าใจลึกซึ้ง เวลาเอามาเขียนเป็นข่าวเผยแพร่ก็เขียนแบบเข้าใจเอาเองซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนจากความจริง

ยิ่งประเด็นจับแพะชนแกะ เอาเรื่องของการขึ้นทะเบียนสารเคมี ว่าสวนทางกับนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนเขียนเข้าใจผิด เพราะ 2 เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกันน้อยมาก

เกษตรอินทรีย์ ก็ส่วนเกษตรอินทรีย์ ใครอยากทำก็ทำไป เกษตรอินทรีย์ใช้สารเคมีไม่ได้ ก็ไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามคนอื่นเขาไม่ให้ใช้สารเคมีไปด้วย การผลิตพืชเพื่อการค้าในปริมาณมากๆ พื้นที่ปลูกเป็นร้อย เป็นพันไร่ ถ้าจะผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์คงต้องลงทุนสูง ถ้าเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชขึ้นมา สารธรรมชาติคงเอาไม่อยู่ มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียผลผลิต รวมทั้งพืชที่ไม่ใช่อาหาร การปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ก็ไม่จำเป็นเท่าพืชอาหาร

แม้แต่พืชอาหารเอง ในระยะหลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เอง ก็ยังยอมว่า ถ้าอินทรีย์ไม่ได้ (เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด) ก็เน้นที่ความปลอดภัย พืชปลอดภัย คือใช้สารเคมีได้ แต่ใช้ให้ถูกต้อง และต้องไม่มีพิษตกค้างในผลผลิต ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนที่ใครจะไปสุ่มเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์แล้วพบว่า มีสารพิษตกค้างอยู่บ้างก็ถือว่าผู้ผลิตไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ก็ต้องจัดการตามกฎระเบียบกันไป ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานที่ให้การรับรองอาหารปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น มกอช. กรมวิชาการเกษตร และ อย. ก็ต้องหมั่นตรวจสอบอย่าละเลย อย่าปล่อยให้คนที่ไม่มีหน้าที่สุ่มไปตรวจสอบ แล้วเอามาบอกว่าที่นั่นที่นี่มีผลผลิตที่มีสารพิษตกค้าง มันหักหน้ากันชัดๆ

ย้อนกลับมาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมี ที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ พยายามชี้แจงว่า 50 คำขอที่ว่านั่น เป็นคำขอที่เคยอนุญาตไว้ก่อนแล้ว แต่มีผู้ประกอบการรายอื่นประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนสารชนิดเดียวกัน ที่ประชุมจึงพิจารณาและสรุปว่า 1) รับขึ้นทะเบียน 9 รายการ 2) ชะลอการขึ้นทะเบียน 3 รายการ เนื่องจากผู้ประกอบการนำไปทดลองประสิทธิภาพกับพืชที่ไม่ใช่อาหาร 3) ผ่านความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนได้ถ้าผ่านการตีความของกฤษฎีกาอีก 36 รายการ และ4) ชะลอการขึ้นทะเบียน 2 รายการ เพราะมีข้อมูลว่าทำให้มีศัตรูพืชระบาดมากขึ้น

ถามว่าเข้าใจคำชี้แจงดังกล่าวไหม ในฐานะคนนอกวงการตอบเลยว่า เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง พร้อมกับมีคำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย เพราะไม่ทราบขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนสารเคมี และขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ ทางที่ดีกรมวิชาการเกษตรน่าจะทำ ชาร์จ หรือ อินโฟกราฟิก หรือสื่ออื่นใด ที่จะแสดงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสารเคมี ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ เหมือนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯทำชาร์จงานตามนโยบายบนกระดาษ A4 แล้วบอกให้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ นำไปชี้แจง ลูกน้องให้เข้าใจเพียงแค่ยกกระดาษ A4 เท่านั้น

งานนี้อาจจะยากกว่าการพิจารณาขึ้นทะเบียนสารเคมีอีกนะ..สิบอกไห่

เลาะรั้วเกษตร : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253187

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพูดถึงงานวันเด็กว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์งดจัดงาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” หลังจากที่จัดติดต่อกันมา 13 ปี จนมีแฟนคลับซึ่งเป็นเด็กๆ แถวรังสิต ปทุมธานีและบริเวณใกล้เคียงจำนวนนับหมื่นๆ คน ที่รอคอยงานนี้ทุกปี ปีนี้เด็ก คงเหงาไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ปรากฏว่าเด็กๆ แห่เข้าไปเที่ยวงานวันเด็กในพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กันหนาแน่น เพราะเป็นสถานที่เคยจัดงาน “เด็กไทย หัวใจเกษตร” มาก่อนในช่วง 10 ปีแรก

การที่กระทรวงเกษตรฯ ใช้พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นสถานที่จัดงานวันเด็ก เพราะต้องการจะโปรโมทให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จัก และเข้าไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์กันให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากงานวันเด็กแล้ว ยังมีอีกมากมายหลายงาน เช่น งานสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็หลายครั้ง ตั้งแต่ ครบรอบ 111 ปี จนถึง 119 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนมาจัดที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ งานวันข้าวและชาวนาไทยก็เคยจัดที่นี่ งานเศรษฐกิจพอเพียง งานไหม งานเกษตรอินทรีย์ ล้วนแต่ใช้สถานที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ทั้งนั้น

หากจะย้อนกลับไปในอดีต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นในพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ที่ตำบลคลอง 1 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 โดยให้กรมชลประทานเป็นผู้ออกแบบอาคารและควบคุมการก่อสร้าง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์เมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2545

ด้วยเหตุที่การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ต้องมีคนดูแล มีการบริหารจัดการที่ดี แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ตั้งอัตรากำลังรองรับกับภารกิจนี้ จึงมีปัญหาด้านการดูแล และบริหารจัดการ ไม่สามารถคงสภาพของการจัดแสดงให้ถาวรได้ ต่อมาในปี พ.ศ.2552 จึงได้แก้ปัญหาโดยการจัดตั้งเป็น สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

ก่อนที่จะเป็นองค์การมหาชน การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูแล ปรับปรุง ในส่วนของตน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ไม่ได้มีงบประมาณ หรือมีผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง ยิ่งกรมป่าไม้แยกออกไปอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้จึงขาดคนดูแล กาลเวลาผ่านไปสิ่งต่างๆเริ่มทรุดโทรม ประกอบกับการนำเสนอเป็นบอร์ดภาพ และตัวหนังสือมากกว่าการแสดงของจริงตามลักษณะของพิพิธภัณฑ์ ความน่าสนใจจึงน้อยไปสักนิด พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จึงไม่ติดตลาดเท่าที่ควรจะเป็น

ถ้าพูดถึงอาคารสถานที่ ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ดูหรูหรา ทันสมัยดี อาจจะอยู่ห่างจากถนนใหญ่ลึกเข้าไปหน่อย ไม่สะดวกสำหรับชาวบ้านที่จะเดินเข้าไป แต่สิ่งนี้คงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาน่าจะอยู่ที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่ป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ ที่ดูไม่สง่างาม ไม่สะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมา แถมพื้นที่บริเวณป้ายพิพิธภัณฑ์ยังกลายเป็นวินมอเตอร์ไชค์ และป้ายรถเมล์ รวมทั้งรถเร่ขายอาหารการกินอีก จึงดูไม่เป็นระเบียบ ไม่น่ามอง ไม่สง่างามสมกับเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ถ้าจัดภูมิทัศน์ตรงนี้ใหม่ให้สวยงาม มีต้นไม้เขียวๆ ดอกไม้สีสดๆ ให้สมเป็นกระทรวงเกษตรฯ น่าจะทำให้สะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมามากขึ้น

แม้ปัจจุบัน สำนักงานพิพิธภัณฑ์จะหารายได้เลี้ยงตัวเอง ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย แต่นั่นคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของพิพิธภัณฑ์ คงไม่ใช่เป็นสถานที่จัดกิจกรรม แต่เป็นสถานที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้วิถีชีวิตการเกษตรของไทย ผ่านเรื่องราว (Story) และสิ่งที่จัดแสดงทั้งของจริง และของที่จำลองขึ้นมา ถ้าเนื้อหาภายในดี รูปแบบการนำเสนอน่าสนใจ คงเรียกแขกได้ไม่ยาก เพราะสมัยนี้ปากต่อปาก กดไลค์ กดแชร์ กระจายไปอย่างไว

ฝากท่านรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ทั้งพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ รมช. ชุติมา บุณยะประภัศร ไว้พิจารณา พัฒนาและปรับปรุงสถานที่ให้สวยและสง่างาม ปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบในพิพิธภัณฑ์ให้น่าสนใจ ก็จะเป็นอานิสงส์กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ให้เขาภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรอย่างที่ท่านพูดอยู่เสมอ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เด็กไทยหัวใจเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252195

281225166

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” คำขวัญวันเด็กปีนี้ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่เมื่อปีที่แล้วบอกว่า “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” และเมื่อปีก่อนหน้านั้นว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต”

ด้วยเหตุที่คำขวัญในแต่ละปีไม่เหมือนกัน แต่ความหมายคล้ายๆ กัน ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้วว่า ทำไมคำขวัญวันเด็กต้องมาจากนายกรัฐมนตรี และทำไมนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันต้องเปลี่ยนคำขวัญวันเด็กไปทุกปี ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเด็กแห่งชาติแล้ว จึงขอคุยเรื่องเบาๆ เพื่อให้หายเครียดเรื่องน้ำท่วมภาคใต้อยู่ในขณะนี้กันสักวัน

เริ่มที่คำขวัญวันเด็กก่อนแล้วกัน…สำหรับปีนี้ทราบกันไปแล้ว ย้อนขึ้นไปสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีแรก (2555) ของนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของไทยให้ไว้เสียยาวว่า “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” คนคิดให้พยายามรวมเอาหลายสิ่งหลายอย่างมาใส่สมองเด็ก คำขวัญจึงยาวได้ขนาดนี้

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คำขวัญวันเด็กไว้ 3 ปี แต่ที่เข้าท่าที่สุด คือคำขวัญปี 2553 ที่ว่า “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม” ส่วนปี 2552 ปีแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญแบบสายลมแสงแดดว่า “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี” ท่านคงพยายามหาคำให้สัมผัสคล้องจอง จึงออกมาแบบหวานๆ ฝันๆ ตามประสาคนรูปหล่อ

คำขวัญวันเด็กของท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย ที่กำลังเดินลุยน้ำช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมอยู่ที่จังหวัดตรังในขณะนี้ สั้น กะทัดรัด จำง่าย ว่า “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย” (ปี 2541) ตรงลักษณะนิสัยของท่านเป๊ะเลย แต่ถ้าให้สั้นกว่านั้นคือ ของศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อปี 2517 ที่ว่า “สามัคคี คือพลัง” แต่เด็กสมัยนั้นไม่เคยจำ จนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ใน 40 ปีต่อมา แล้วมาทะเลาะ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันจนชาติเกือบล่มจม

คำขวัญวันเด็กของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 8 ปี ให้คำขวัญวันเด็กไว้ 6 ปี ไม่ทราบและจำไม่ได้ว่าหายไปไหน 2 ปี (ปี 2529 และ 2531) ท่านเน้นเรื่องคุณธรรม มีคำว่าคุณธรรมในคำขวัญของท่านถึง 4 ปี ที่สั้นๆ และจำง่าย คือปี 2528 ที่ว่า “สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม”

จอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 9 ปี แต่มีคำขวัญที่หลายคนจำได้จนถึงทุกวันนี้คือ คำขวัญวันเด็กปี 2516 ปีที่พลเอกถนอมต้องหนีออกนอกประเทศ เพราะต้านพลังนิสิตนักศึกษาไม่ได้ คำขวัญที่ว่านี้คือ “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” ท่านเจอเด็กดี และเด็กฉลาดจนต้องยอมลงจากตำแหน่ง

มีนายกรัฐมนตรีอยู่ 2 ท่าน ที่กล่าวถึงยาเสพติดในคำขวัญวันเด็ก นั่นคือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 บรรหาร ศิลปอาชา บอกว่า “มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด” (พ.ศ.2539) และ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บอกว่า “รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด” (พ.ศ. 2540)

นายกรัฐมนตรีมาดเพลย์บอย พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ก็ยังให้คำขวัญวันเด็กเกี่ยวกับคุณธรรมทั้ง 2 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปีแรก พ.ศ. 2533 ว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม” และ ปี พ.ศ. 2534 ว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา” ลงท้ายด้วยชื่อพรรคพอดี

ยังมีคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรีอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ประเทศไทยจัดงานวันเด็กเมื่อปี พ.ศ. 2498 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนถึงปี 2560 เด็กไทยมีคำขวัญวันเด็กที่จดจำไม่หวาดไหว และทำตามคำร้องขอของเจ้าของคำขวัญได้ไม่ครบถ้วนถึง 54 คำขวัญ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับงานวันเด็ก ในยุคสมัยหนึ่งที่การจัดงาน อีเว้นท์เฟื่องฟู จนต้องหาเรื่องจัดงานอีเว้นท์เป็นประจำ งาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร” จึงเกิดขึ้น ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อปี 2547 และจัดต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นประจำทุกปี จนถึงปี 2559 เป็นงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ครั้งที่ 13 แต่ 3 ปีหลัง ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ได้ย้ายสถานที่จัดมาที่บริเวณสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี เนื่องจาก พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ มีการปรับปรุงสถานที่ ประกอบกับพิพิธภัณฑ์ฯ ยกฐานะเป็นองค์การมหาชน ที่ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ของตนเองเป็นประจำ จึงไม่สะดวกที่จะให้กระทรวงเกษตรฯ มาจัดงานวันเด็กเหมือนแต่ก่อน

เด็กๆ (รวมทั้งผู้ปกครอง) แถวคลองหลวง ปทุมธานี และบริเวณใกล้เคียง ที่เป็นแฟนคลับ เด็กไทยหัวใจเกษตรมา 13 ปี บางคนคงโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว ปีนี้คงหงอยไม่มีงานวันเด็กใหญ่ๆ ให้ล่าของรางวัล…..และต้องเสียใจกับเด็กๆ ทางภาคใต้ในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม คงไม่มีงานวันเด็กให้หนูได้เที่ยวสนุกสนานกันสำหรับปีนี้……

แว่นขยาย