เลาะรั้วเกษตร : มหันตภัยจอกหูหนูยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251250

281225166

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อปี พ.ศ.2552-2553 เคยมีเรื่องราวการระบาดของพืชน้ำชนิดหนึ่งที่จัดเป็นวัชพืชที่ทำความเสียหายให้กับระบบนิเวศแหล่งน้ำอย่างร้ายแรง พืชน้ำที่ว่านี้คือ “จอกหูหนูยักษ์”ในครั้งนั้น มีการระบาดของจอกหูหนูยักษ์ในแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่ง เช่น แหล่งน้ำในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และเขื่อนแม่กลอง ในเขตอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เขื่อนแม่กลอง ทำหน้าที่ระบายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของ 7 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี รวมทั้งระบายน้ำสู่แม่น้ำแม่กลองด้วย เมื่อน้ำไหลไปก็จะพาจอกหูหนูยักษ์ไหลตามไปด้วย

เหตุที่จอกหูหนูยักษ์สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการแตกยอดออกไปเรื่อยๆ ประกอบกับลำต้นหักง่าย ส่วนที่หักออกไปจากต้นเดิมสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ ถ้าไม่มีการป้องกันกำจัดการเพิ่มปริมาณของจอกหูหนูยักษ์จึงใช้เวลาที่รวดเร็ว ตามข้อมูลระบุว่า จอกหูหนูยักษ์สามารถเพิ่มปริมาณได้ 2 เท่า ภายใน 2-4 วัน และจาก 1 ต้น สามารถ เจริญเติบโตครอบคลุมพื้นที่ได้กว่า 6 หมื่นไร่ภายใน 3 เดือน

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของจอกหูหนูยักษ์ มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำ ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านลงไปยังพื้นน้ำเบื้อล่าง ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจนจนอาจทำให้ปลา และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำตาย การทับถมของซากจอกหูหนูยักษ์ที่ตายลงจะทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางน้ำ จอกหูหนูยักษ์อาจจะปิดกั้นทางน้ำไหล ทำให้น้ำไหลได้ช้า ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการเกษตร หรือ ใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้

ถ้าเปรียบเทียบกับผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์มีความสามารถในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าผักตบชวา เพราะจอกหูหนูยักษ์สามารถเจริญเติบโตได้ภายใต้ร่มเงาของผักตบชวา ขยายพันธุ์อย่างช้าๆ จนเบียดออกมานอกกลุ่มผักตบชวาได้

จอกหูหนูยักษ์ เป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2521 โดยระบุชื่อในประกาศว่า “เฟิร์นน้ำซาลวิเนีย” ซึ่งเป็นพืชที่มิได้มีกำเนิดในประเทศไทย หากพบว่าผู้ใดมีไว้ในครอบครอง ผู้ครอบครองจะต้องทำลาย หรือถ้าให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำลาย เจ้าหน้าที่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ครอบครองได้ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขัดขืน ขัดขวางการกระทำ หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับจอกหูหนูยักษ์ที่เข้ามาระบาดในประเทศไทยได้นี้ สืบสาวราวเรื่องได้ความว่ามีผู้นำมาจำหน่ายที่สวนจตุจักร เมื่อปี 2544 โดยระบุว่าเป็นสมุนไพร ในครั้งนั้นกรมวิชาการเกษตรได้ทำการกำจัดออกไปโดยปฏิบัติตามกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.กักพืช ต่อมาในช่วงปี 2552 และ 2553 ก็พบการระบาดอีกดังที่กล่าวมาแล้ว ครั้งนั้นกรมวิชาการเกษตรได้ทำการรณรงค์ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันกำจัดจึงสามารถควบคุมได้ ถึงกระนั้นก็พบว่ายังมีร้านจำหน่ายจอกหูหนูยักษ์ และมีผู้ชื่นชอบความงามของจอกหูหนูยักษ์ปลูกเป็นไม้ประดับอยู่จำนวนหนึ่ง

การป้องกันกำจัดจอกหูหนูยักษ์ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำคือ

ให้นำออกจากแหล่งน้ำ โดยใช้สวิงช้อนออกจากแหล่งน้ำให้หมด ไม่ให้ส่วนที่หักของจอกหูหนูยักษ์เหลืออยู่เพราะลำต้นที่หักสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ ให้นำไปตากแห้งและเผาทิ้ง หรือฝังดิน หากจะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชต้องคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆในแหล่งน้ำนั้นด้วย

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การไม่นำมาปลูกให้แพร่กระจายออกไป

ที่เท้าความมายืดยาวนี้เพื่อจะบอกว่า ผลจากน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ ได้พบว่าเกิดการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์ในแหล่งน้ำสำคัญของหลายจังหวัดในภาคใต้อีกแล้ว ทั้งทะเลสาบสงขลา และทะเลน้อย พัทลุง ถ้ายังไม่มีหน่วยงานไหนลงไปกำจัดอย่างจริงจัง ท่าทางจอกหูหนูยักษ์จะเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็วด้วยความสบายใจ นั่นหมายความว่าคงยากที่จะกำจัด และคงเป็นมหันตภัยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องมาเสียงบประมาณในการกำจัดอย่างมากมายในภายหลัง

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2558 พบการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง พื้นที่กว่า 2,400 ไร่ ครั้งนั้นกรมชลประทานผู้ดูแลเขื่อนไหวตัวทันร่วมกับจังหวัดลำปาง เร่งกำจัดจนควบคุมการระบาดได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ มอบให้กรมชลประทานหาวิธีกำจัดผักตบชวา ไม่ทราบว่ากรมชลประทานดำเนินการไปถึงไหน เผื่อจะได้ฝากเรื่องกำจัดจอกหูหนูยักษ์พ่วงไปด้วย แต่งานนี้ช้าไม่ได้ มิเช่นนั้นจะเป็นอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ต้องใช้งบประมาณในการควบคุมและกำจัดพืชน้ำชนิดนี้ในมลรัฐหลุยส์เซียน่าเพียงรัฐเดียวเป็นเงินถึงหมื่นล้านบาท

เงินหมื่นล้านน่าจะไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อย่าให้สวนส้มล่มสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250637

281225166

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมาก่อนที่อดีตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สรรเสริญ อัจจุตมานัส จะเกษียณอายุราชการ ได้สร้างผลงานการยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะที่ดินผืนใหญ่ๆ ที่จำนวนมากกว่า 500 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีสวนส้มรายใหญ่ทางภาคเหนือรวมอยู่ด้วย ได้แก่ สวนส้มทรายทอง และสวนส้มธนาธร ที่ผู้นิยมรับประทานส้มเขียวหวาน หรือล้มเปลือกล่อน รู้จักกันดี

สวนส้มทั้งสอง อยู่ในเขตอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มที่สำคัญของไทย สวนส้มทรายทอง ผู้เป็นเจ้าของคือ ดร.ประยูร พลพิพัฒน์พงศ์ เริ่มต้นทำสวนส้มทรายทองเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ปลุกส้มหลากหลายพันธุ์ทั้งเขียวหวาน ฟรีมองต์ ส้มจุก ส้มแก้ว ส้มเช้ง แต่ส้มที่รู้จักกันดีในท้องตลาดคือส้มสายน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นตระกูลส้มเขียวหวาน หรือส้มเปลือกล่อน ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวถูกปากคนไทย ชานนิ่ม ลอกใยออกง่าย นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ส้มที่นำมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาศึกษาทดลองปรับปรุงพันธุ์ด้วย

สวนส้มธนาธร เป็นสวนส้มของเฮีย เป็งฮวด หรือ บัณฑูร จิระวัฒนากูร ที่บุกเบิกทำสวนส้มมาตั้งแต่ปี 2527 นอกจากปลูกแล้ว ยังทำการตลาดเองอีกด้วย จนทำให้ชื่อเสียงของสวนส้มธนาธรโด่งดังไปทั่วประเทศพร้อมๆ กับชื่อ “ส้มสายน้ำผึ้ง” บัณฑูร เป็นเพื่อนคู่ค้ากับ ดร.ประยูร เจ้าของสวนส้มทรายทอง สมัยที่ยังทำธุรกิจค้าขายผักให้กับค่ายทหารอเมริกันที่ตั้งอยู่ในภาคอีสาน ราวปี 2512

เมื่อมาบุกเบิกทำสวนส้ม เฮียเป็งฮวด ก็ทุ่มเท ศึกษาทดลองค้นคว้า หาพันธุ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย และ เหมาะกับพื้นที่ของอำเภอฝาง จนภายในสวนส้มธนาธรมีส้มกว่า 40 สายพันธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักวิชาการและนักวิจัยจำนวนมากต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย ความตั้งใจและการแสวงหาความรู้ไม่หยุดนิ่งของเฮียเป็งฮวด ทำให้ได้รับการประกาศเกียรติคุณ และได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย

ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้ชี้แจงถึงการยึดคืนที่ดินของสวนส้มในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 6,000 ไร่ รวม 3 แห่ง เป็นของสวนส้มธนาธร ที่อำเภอฝาง 2,144 ไร่ สวนส้มทรายทอง ที่อำเภอแม่อาย 3,287 ไร่ และสวนส้มอมรมิตร อำเภอแม่อาย 502 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิยืนยันการเป็นเจ้าของ

พื้นที่สวนส้มกว่า 6,000 ไร่ ไม่ใช่เนื้อที่น้อยๆ ผลผลิตส้มก็จำนวนไม่น้อยเช่นกัน ส้มกำลังอยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยว หรือใกล้เก็บเกี่ยว การที่เลขาธิการ ส.ป.ก. สมปอง อินทร์ทอง เสนอให้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมาบริหารจัดการผลผลิตส้มในพื้นที่ดังกล่าว โดยยืนยันว่า ส.ป.ก. เป็นเจ้าของที่ดิน เกษตรกรเป็นเจ้าของต้นส้มและผลผลิต ขายให้กับเจ้าของสวนเดิมในรูปแบบสหกรณ์ คนงานในสวนส้มไม่ตกงาน สามารถทำงานในสวนส้มได้ตามปกติ แต่เปลี่ยนเจ้าของสวน ให้เจ้าของสวนมาเป็นผู้ซื้อ ให้สหกรณ์จ่ายค่าแรง แต่กว่าจะจัดตั้งสหกรณ์ได้คาดว่าจะต้องรอไปถึงเมษายน – พฤษภาคม 2560 โน่น แล้วผลผลิตที่กำลังจะออกในช่วง 1- 2 เดือนนี้จะทำอย่างไร

สวนส้ม เป็นพื้นที่ที่ถูกมองว่า ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชมากพื้นที่หนึ่ง เพราะส้มมีศัตรูพืชมาก ทั้งเชื้อรา โรค และ แมลง สวนส้มหลายแห่งต้องล่มสลายไปเพราะไม่สามารถจะรักษาสวนให้รอดพ้นจากการทำลายของศัตรูพืชได้ ล่าสุดยังมีประเด็นการใช้ยาปฏิชีวนะฉีดต้นส้มรักษาโรคอีก ชาวสวนส้มเคยรวมตัวกันเรียกร้องให้หน่วยราชการเข้ามาช่วยเหลือทั้งด้านการผลิต และการตลาด แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากหน่วยงานใด เกษตรกรต้องช่วยเหลือตนเอง ดังนั้นบริษัทที่มีสายป่านยาวจึงอยู่รอด เกษตรกรรายย่อย พื้นที่ปลูกไม่กี่ร้อยไร่ก็ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ไล่ไปตั้งแต่รังสิต ปทุมธานี กำแพงเพชร แพร่ ไปจนถึงเชียงใหม่ที่กำลังเป็นประเด็นพื้นที่ ส.ป.ก.นี้

ทางภาคใต้ก็มีพื้นที่ปลูกส้มเปลือกล่อน ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีคือ ส้มโชกุน สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา แต่พื้นที่ปลูกไม่มากเท่าภาคเหนือ ที่สำคัญคือ ประสบอุทกภัยบ่อยๆ สวนส้มก็ล่มสลายไปเช่นกัน

กระทรวงเกษตรฯ คงต้องคิดหาแนวทางพัฒนาการผลิตส้มภายในประเทศให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะส้มเป็นผลไม้ที่ราคาดีมาก รสชาติดีกว่าส้มที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. ก็ยึดไป แต่ อย่าให้สวนส้มล่มสลายก็แล้วกัน

เลาะรั้วเกษตร : ทำใจได้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249791

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

ในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้รัฐมนตรีช่วย มาช่วยทำงานตามประสงค์ เรียบร้อยโรงเรียน วปอ. เพราะโรงเรียน วปอ. ทำให้ได้รู้จักกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ป้ายแดง ชุติมา บุณยประภัศร และเพราะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ทำงานร่วมกับอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชุติมา บุณยประภัศร

ข่าวว่าเหตุผลที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็น ชุติมา บุณยประภัศร เพราะต้องการให้มาช่วยขายข้าว…ถ้าเหตุผลที่ว่านี้เป็นความจริง ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร…แค่คิดก็ผิดแล้ว….หรือ บิ๊กฉัตร หลงว่า ตนเองยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่

ก็ลองดูสักตั้ง คนพาณิชย์จะได้รู้ว่า การขายที่ว่ายากนั้น การผลิตนั้นยากยิ่งกว่า จะได้รู้เสียทีว่า ทำไมผลผลิตของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญๆ จึงมีปัญหาแทบทุกพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่างๆ อะไรที่คนกระทรวงพาณิชย์ เคยกล่าวหาคนกระทรวงเกษตรฯ ไว้ ลองมาแก้ไขดู…..ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้ว่าเอง แต่มีข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯปรารภให้ฟัง

การให้อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีกฎ กติกา อะไรห้ามไว้ก็จริง แต่ในความรู้สึกของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ คงต้องคิดอะไรบ้างล่ะน่า ไม่ได้คิดแทนใคร แต่เชื่อเถอะต้องมีคนคิด….แต่ใครจะคิดก็ไม่สำคัญเท่ากับข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่กำลังทำงานสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการฯ อยู่ในขณะนี้ ขวัญ กำลังใจ คงหายไปเยอะ….ขบวนการ “ลองดี” อาจจะมีให้เห็น

จะว่าไปก็เห็นใจ รัฐมนตรีว่าการฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อยู่เหมือนกัน ในการเลือกคนมาช่วยทำงาน เพราะตลอดชีวิตราชการของท่านอยู่ในวงการทหาร ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรมาก่อน อาจจะไม่รู้จักผู้ที่มีความรู้ความสามารถ หรือผู้ที่มีผลงานด้านการเกษตรที่คนในวงการเกษตรยอมรับด้วยตัวของท่านเองโดยตรง อาศัยจากข้อมูลที่มีคนให้มา จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

หรือไม่ท่านคงคิดตัดปัญหาคนของกระทรวงเกษตรฯ เกรงจะไม่ทิ้งแนวคิดเดิมๆ จึงเอาคนนอกเข้ามา จะได้มองออกว่าปัญหาของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ตรงไหน…..ถ้าเป็นประเด็นนี้ คนกระทรวงเกษตรฯ ก็จงทำใจ…..

ขณะเดียวกัน มีคนแย้งว่า คนนอกเข้ามาคนหนึ่งแล้ว จนป่านนี้ยังไม่สามารถทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นไปอย่างที่คาดหวังได้ กลับสร้างปัญหามากขึ้น เพราะไม่รู้เรื่องงานของกระทรวงเกษตรฯ ดีพอ ทำให้อธิบดีทั้งหลายออกอาการถอนหายใจลึก ๆ อยู่ไม่น้อย….ไม่เชื่อลองถามปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ดู

พร้อมๆ กับการลุ้นว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คือการลุ้นว่าใครจะมาเป็นรองอธิบดีในตำแหน่งที่ว่างลงในหลายกรมฯ การคัดเลือกรองอธิบดีในยุคที่ปลัดกระทรวงฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอง ด้วยการประกาศว่าการคัดเลือกไม่มีเส้นสายและเด็กฝาก แต่จะใช้ความรู้ความสามารถเป็นหลัก จะเชื่อท่านหรือไม่ คนกรมนั้นๆ คงทราบดี

โอกาสนี้จึงขอแสดงความยินดีกับ รองอธิบดีที่มีรายชื่อในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องแต่งตั้งข้าราชการ
พลเรือนสามัญ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา หลายท่านดังนี้

ศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อนไหม เป็นรองอธิบดีกรม
หม่อนไหม บพิตร อมราภิบาล ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. เป็นรองเลขาธิการ ส.ป.ก. จีรทรัพย์ ปลอดกระโทก ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ชัยรัตน์ เกื้ออรุณ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมชลประทาน ข้ามห้วยมาเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว เป็นรองอธิบดีกรมการข้าว สุวัฒน์ เจียระคงมั่น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการข้าว กรมการข้าว เป็นรองอธิบดีกรมการข้าว

และก่อนหน้านี้เมื่อ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคำสั่งกระทรวงเกษตรแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองอธิบดีกกรมส่งเสริมการเกษตร ชื่อที่ปรากฏคือ ประสงค์ ประไพตระกูล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร

ยังเหลืออีกหลายกรมที่ยังไม่ได้รองอธิบดีมาช่วยงาน รอลุ้นกันต่อไป

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : 16 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248882

281225166

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบอกว่ายังไม่ปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ให้รัฐมนตรีที่มีอยู่รักษาการไปก่อน แต่กระแสข่าวว่าคนนั้นคนนี้จะมาเป็นรัฐมนตรีก็มีให้เห็นในสื่อ…..ในรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง 2 กระทรวง คือ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เห็นมีรายชื่ออดีตปลัดกระทรวงของทั้ง 2 กระทรวง ติดโผอยู่

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข่าวแว่วมาและแว่วไปว่าจะมีการปรับรัฐมนตรีมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ใช่ปรับรัฐมนตรีว่าการ แต่จะมีการเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง

กระแสข่าวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่มีชื่อติดโผเป็นที่ฮือฮา คือ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โอฬาร พิทักษ์ จนนักข่าวเอาไปถามนายกรัฐมนตรี และคำตอบที่ได้จากนายกรัฐมนตรีคือ ไล่ให้อธิบดีโอฬารไปเลี้ยงหลาน เสียฉิบ….นี่ขนาดเรียน วปอ.รุ่นเดียวกันนะนี่ ยังไม่รู้จักอธิบดีโอฬารดี ไม่รู้ว่าอธิบดีโอฬารไม่มีลูก

ข่าวตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯเงียบหายไประยะหนึ่ง จนเมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวว่าบิ๊กฉัตร-พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ จะเอาอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ บรรพต หงษ์ทอง ที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำให้หลายคนต้องรื้อฟื้นความจำถึงผลงานของอดีตปลัดฯ บรรพต กันให้ควั่ก..

ผลงานที่หลายคนจำได้ไม่ลืม คือ คดีลำไยอบแห้ง โดยอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯบรรพต หงษ์ทอง เคยปรากฏรายชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีทุจริตในการดำเนินโครงการแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้ง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ.2547 โดย ปลัดฯบรรพต และข้าราชการหลายคน ถูกระบุว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือก บริษัทเอกชนที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเข้ามาดำเนินการ

แม้สุดท้าย ปลัดฯบรรพตจะถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ในขณะที่ข้าราชการคนอื่นถูกชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง โดยเฉพาะคนที่ลงนามในขณะที่รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง อย่างไรเสีย อดีตข้าราชการที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดก็คงไม่สง่างาม ในการที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพราะจะมีคำถามตามมามากมายว่า เหมาะสมแล้วหรือ…

ล่าสุดทำให้โล่งใจไปหน่อยว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปลี่ยนชื่อเป็น ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ หมาดๆ เพราะเพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อ 30 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง แมงเม้าท์ แมงโม้ ทั้งหลายรีบประมวลข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าทำไมหวยจึงไปออกที่ปลัดฯ ชุติมา

ปลัดฯชุติมา บุณยประภัศร เป็นปลัดหญิงคนที่ 3 ของกระทรงพาณิชย์ ต่อจากปลัดฯ วัชรี วิมุกตายน และ ปลัดฯ ศรีรัตน์ รัษฐปานะ เรียน วปอ. รุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เคยเป็นอธิบดีมาหลายกรม ทั้ง กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์อยู่หลายปี จนถึงยุค คสช. จึงได้ขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวง สมัยที่บิ๊กฉัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนเกษียณอายุราชการ

ผลงานที่ดีเด่นก่อนเกษียณอายุ คือ ลงนามคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวจีทูจี ของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงไม่ยอมลงนาม ผลงานอื่นๆ ที่เด่นก็มีการดำเนินการให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO และการเจรจาปัญหาการเปิดตลาดข้าว และส่งออกไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป

จะว่าไปผลงานดีเด่นของท่านปลัดฯชุติมา เหมาะกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่น่าจะเหมาะกับกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย น่าจะลองถาม ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และผู้ช่วยรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นคนนอกกระทรวงเกษตรฯ ที่ท่านเลือกมาทำงาน เพื่อหวังจะปรับเปลี่ยนกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นอย่างที่ท่านต้องการ… แต่สุดท้ายบุคคลเหล่านี้ช่วยท่านได้อย่างที่ท่านต้องการหรือไม่…ถ้าช่วยได้จริง ท่านคงไม่ต้องเรียกร้องหารัฐมนตรีช่วยว่าการเพิ่มอีก และถ้าคนที่ท่านขอเพิ่มมาไม่สามารถช่วยท่านได้อีก…..ก็คงช่วยไม่ได้ละงานนี้

ที่ผ่านมาคงพิสูจน์ทฤษฎี put the right man on the right job ได้บ้างล่ะน่า อะไรที่ผิดฝาผิดตัว งานก็มั่วพัลวันให้รัฐมนตรีว่าการ ปวดหัวอย่างที่เห็นนี่แหละ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ยุทธศาสตร์ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247172

281225166

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้นปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยราชการต่างๆ จัดทำยุทธศาสตร์การดำเนินงานของหน่วยงานในช่วงระยะเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) คงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดทำยุทธศาสตร์ช่วงระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ เพราะขนาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละแผนก็ยังใช้ระยะเวลาเพียง 5 ปี เท่านั้น เหตุผลที่ต้องวาดฝันกันยาวนานถึง 20 ปีนี้ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร แล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเออออห่อหมกด้วยหรือไม่ก็ไม่ทราบ ช่วง 20 ปีจะเกิดเหตุอะไรที่สำคัญๆ ที่กระทบกับยุทธศาสตร์นี้บ้างหรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดาได้

เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล และสั่งการมา หน่วยงานก็ต้องทำด้วยระยะเวลาที่จำกัดเพียงไม่กี่วัน คนที่รับผิดชอบในการจัดทำก็ต้องนั่งเทียนวาดฝันกันให้บรรเจิดไปเลย เพราะถูกบังคับมา แม้จะไม่ใช่นักวางแผน ไม่ใช่นักจัดทำยุทธศาสตร์ แต่ก็พอจะพิจารณาด้วยเหตุและผลได้ว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งเปรียบเสมือนทิศทางของการพัฒนาประเทศนั้น ควรต้องระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน และมองในภาพรวมทั้งหมดของแต่ละสาขาของการพัฒนา ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำ เพื่อให้เสร็จทันตามที่ต้องการ

ยุทธศาสตร์การพัฒนา 20 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดวิสัยทัศน์ ไว้ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ

สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยทีมเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 390,000 บาท/คน/ปี เกษตรกรทุกคนเป็น smart farmer สถาบันเกษตรกรทั้งหมดมีความเข้มแข็ง และมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยมีเป้าหมาย GDP ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ต่อปี
ฟาร์ม โรงงาน และสถานประกอบการได้มาตรฐาน จัดทำแปลงใหญ่ให้ได้จำนวน 14,500 แปลง หรือ 90 ล้านไร่

เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายว่างานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้รับการพัฒนาต่อยอดนำไปสู่การใช้ประโยชน์ร้อยละ 80 เกษตรกรทุกคนเข้าถึงและนำเทคโนโลยีงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 10 ล้านไร่
พื้นที่เกษตรได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูปีละ 2 ล้านไร่ พื้นที่ชลประทานมีจำนวน 42.78 ล้านไร่

พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เป็น Smart Officer / Smart Researcher ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย

ในแต่ละยุทธศาสตร์มีแนวทางการดำเนินงานระบุไว้ แต่จะดำเนินการได้ตามนั้นหรือไม่ไม่ยืนยัน อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พูดถึงเรื่อง “น้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตรไว้น้อยมาก บอกแต่เพียงจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้มี 42.78 ล้านไร่ ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การเกษตรของไทยซึ่งมีประมาณ 150 ล้านไร่ ในปัจจุบัน พื้นที่ชลประทานรวมทั้งพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากน้ำชลประทานรวมแล้วประมาณ 40 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13 ของพื้นที่เกษตรเท่านั้น การจะพัฒนาด้านการผลิตอื่นๆ ถ้าปราศจากน้ำแล้ว ปัญหาคงตามมาอีกมากมาย เหมือนอย่างที่รัฐบาลเผชิญมาแล้วในปีที่ผ่านๆ มา

ตัวเกษตรกรเองจะให้เป็น Smart Farmer ทั้งหมดภายใน 20 ปี ก็คงต้องถามทายาทเกษตรกรในปัจจุบันว่าจะมีสักกี่รายที่จะสืบทอดอาชีพการเกษตรต่อจากพ่อแม่ และพัฒนาให้ก้าวหน้าทันสมัยขึ้น ขณะเดียวกันการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรของสถาบันการศึกษาต่างๆ คงต้องผลักดันให้มีการพัฒนาหลักสูตรให้รองรับยุทธศาสตร์ 20 ปีนี้ด้วย

กระทรวงเกษตรฯ เอง ก็คงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานให้รองรับภารกิจ ตามยุทธศาสตร์นี้ด้วยเช่นกัน เผลอๆ คนที่เขียน หรือคนที่ประกาศยุทธศาสตร์นี้ อาจจะไม่มีอายุยืนยาวได้เห็นยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จเสียด้วยซ้ำ

มันนานเกินไปจริง ๆ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : นายกฯพอใจผลงาน…แต่ข้าราชการ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246260

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จู่โจมเยี่ยมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ชนิดที่บอกให้ทราบล่วงหน้าไม่นาน เพราะไม่ต้องการให้มีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก แต่ถึงกระนั้นบิ๊กฉัตร ก็จัดการต้อนรับได้อย่างรวดเร็ว ทั้งห้องประชุม การนำเสนอผลการดำเนินงาน อาหารกลางวัน การจัดพื้นที่ให้นายกฯ ยืนแถลงข่าว ที่สำคัญคือ ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างก็อยู่กันกระจัดกระจายคนละทิศละทาง มารวมตัวกันได้ทันเวลา ก็แสดงว่ารู้ตัวล่วงหน้านานพอสมควร

การเยี่ยมเยียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการรับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีได้จู่โจมไปกระทรวงคมนาคมมาก่อนแล้ว และมีข่าวว่าจะมากระทรวงเกษตรฯ ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน แต่ต้องยกเลิกกะทันหัน จนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันพุธ วันที่มีการประชุมผู้บริหาร
ของกระทรวง ประจำสัปดาห์อยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีมาเยี่ยนเยียนก็เพียงจัดอะไรพิเศษขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น..อย่างนี้เรียกว่า….จู่โจมไม่จริง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นผู้นำเสนอผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ประกอบด้วย

การแก้ปัญหาภัยแล้ง การยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. การปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ การเกษตรแปลงใหญ่ 600 แปลง จำนวน 1.5
ล้านไร่ ที่สามารถจะลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตได้พร้อม ๆ กัน โครงการแผนที่เกษตร Agri Map ปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์

พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี และ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่หน่วยงานต่างๆ เร่งทำกันโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แล้ววาดฝันว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เท่าเทียมกับอาชีพอื่น จะทำเกษตรแปลงใหญ่ให้ได้ 14,500 แปลง เพิ่มขีดความสามารถของข้าราชการ และปรับปรุงระบบการบริหารงานโดยยึดศาสตร์พระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีสหกรณ์เป็นกลไกการขับเคลื่อน

ยังมีเรื่องของการแก้ปัญหา IUU ที่เงียบหายไปแล้วจากหน้าหนังสือพิมพ์ การแก้ปัญหานมโรงเรียน เกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 ราย รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เสริมว่าในปี 2560 จะเน้นการทำเกษตรแปลงใหญ่ ใช้ ศพก. 882 ศูนย์เป็นตัวอย่างของการทำการเกษตรที่เหมาะสมและยกมาตรฐานสินค้าเกษตร

ข่าวว่านายกรัฐมนตรีพึงพอใจกับผลงานที่กระทรวงเกษตรฯ รายงาน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชม โดยเฉพาะการแก้ปัญหา IUU พร้อมทั้งขอให้ทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท เกษตรทฤษฎีใหม่ที่สามารถทำได้ทั้งในครอบครัว และในชุมชน เพื่อลดรายจ่าย ที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนและในชุมชนก็จำหน่ายได้ รวมทั้งสามารถขยายการผลิตให้เพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

นายกรัฐมนตรียังฝากไว้ด้วยว่าข่าวเชิงลบที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ต้องรีบแก้ไข หรือชี้แจงทันทีก่อนที่จะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

แต่หลังจากข่าวนายกรัฐมนตรีพอใจและชื่นชมผลงานของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ไม่กี่วัน มีคนโพสต์ Key message คือคำพูดประกอบภาพ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อ้างอิงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ว่า “ที่ผ่านมา กระทรวงเหมือนคนเป็นอัมพาต รัฐมนตรีคิดได้ สมอง ทำงาน แต่แขนขา คือข้าราชการ ไม่กระดิก ถึงเวลาที่ข้าราชการต้องทำงานกันแล้ว”

มีเสียงตอบโต้มาจากโซเชียลมีเดียทันทีว่า นโยบายปรับเปลี่ยนไม่เว้นแต่ละวัน ผู้บริหารปรับเปลี่ยนทุกปี ทำงานไม่มีวันหยุดจนขนาดนี้แล้วยังกล่าวหากันว่าข้าราชการไม่ทำงานอีกหรือ แล้วผลงานที่เอาไปรายงานนายกฯน่ะใครทำ….”

นายกรัฐมนตรีเตือนแล้วข่าวในโซเชียลมีเดียมันกระจายรวดเร็ว ป่านนี้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ จิตตกกันหมดแล้ว

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ข้าว…ยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245187

281225166

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บังเอิญเข้าไปในเฟซบุ๊คของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปพบภาพที่ท่านโพสต์ไว้ เป็นภาพอินโฟกราฟิกอย่างที่เขานิยมกันจำนวน 11 ภาพ พร้อมข้อความที่ท่านเขียนไว้ว่า “กระทรวงพาณิชย์ฝากคำแนะนำถึงเกษตรกร เตรียมการเข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60”

เห็นท่านรัฐมนตรีโพสต์เอง (หรือเปล่าไม่ทราบ) แถมเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีตราสัญลักษณ์ของกระทรวงพาณิชย์ และ กรมการค้าภายในปรากฏอยู่ทุกภาพ ทำให้เข้าใจได้ว่ากรมการค้าภายในเป็นคนผลิตภาพกราฟิกดังกล่าวนี้ ครั้นจะผ่านเลยไปเฉยๆก็กระไรอยู่ ยอมเสียเวลาเปิดดูเสียหน่อย จะดูคนเดียวไม่แชร์ก็จะใจดำเกินไป นอกจากแชร์ในโซเชียลมีเดียแล้ว ก็จะขอนำมาถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คำแนะนำดังกล่าวเริ่มจากการเกี่ยวข้าวข้าวที่มีสิทธิ์รับประโยชน์จากโครงการชะลอการขายข้าวในครั้งนี้ประกอบไปด้วย ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า และข้าวปทุมธานี 1 จากนั้นตากข้าวให้แห้ง เพื่อให้ได้ราคาดี โดยข้าวเปลือกความชื้นต้องไม่เกิน 5% และสิ่งเจือปนไม่เกิน 2% เมื่อแห้งดีแล้วให้เก็บเข้ายุ้งฉาง ชาวนาจะต้องเตรียมยุ้งฉางให้ดีและให้พร้อม ยุ้งฉางจะต้องปิดให้มิดชิด ป้องกัน นก หนู และแมลงเข้าไปทำลาย เวลาเก็บข้าวเปลือกก็ต้องเกลี่ยกองข้าวให้เสมอกัน

ชาวนาจะต้องรวมกลุ่มกันในหมู่บ้านแล้วนัดหมายวัน เวลา กับเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ในจังหวัดให้เข้าไปตรวจสอบคุณภาพ และปริมาณข้าว ทำสัญญากู้เงิน โดยใช้ข้าวเป็นหลักประกัน และให้เพื่อนชาวนาด้วยกันค้ำประกันร่วมชาวนาเจ้าของข้าวจะได้รับเงินกู้ภายใน 3 วัน นับจากวันทำสัญญา โดย ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส. ทั้งนี้ไม่มีการหักหนี้เก่าแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ว่าชาวนาจะนำเงินกู้นั้นมาชำระหนี้เก่าเองตามความสมัครใจ

วงเงินกู้ตามโครงการนี้ ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิ ตันละ 9,500 บาท ข้าวเจ้า ตันละ7,000 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 7,800บาท บวกค่าเก็บรักษาในยุ้งฉางอีกตันละ 1,500 บาท และค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกตันละ 2,000 บาท เท่ากันหมดกับข้าวทุกชนิด รวมกับค่าต้นทุนการผลิต ข้าวหอมมะลิตันละ 2,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 2,000 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 1,600 บาท รวมแล้วเกษตรกรจะได้รับเงินกู้ข้าวหอมมะลิตันละ 15,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 12,500 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 12,900 บาท

เอาเงินกู้ไปใช้ให้สบายใจก่อน ภายใน 5เดือนนับจากวันที่ได้รับเงินกู้ ราคาข้าวดีเมื่อไรค่อยขายข้าว แล้วนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ให้หมดภายใน 5 เดือนที่ว่านี้

สำหรับเกษตรกรชาวนาที่ไม่กู้เงิน และอยากจะขายข้าวเลย ณ เวลานี้ ซึ่งราคาข้าวยังตกต่ำอยู่ คือ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 9,000- 9,800 บาท ข้าวเจ้า ตันละ 7,200-7,600 บาท ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 8,000-8,100 บาท รัฐบาลจะช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว และ และด้านอื่นๆ รวมเป็นเงินช่วยเหลือ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 5,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 5,000 บาท และข้าวปทุมธานี1 ตันละ 4,600 บาท ทั้งนี้ชาวนาที่จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามฐานข้อมูลโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ทั้งหลายทั้งมวลนี้สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส. หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด หรือ สายด่วน 1569

อินโฟกราฟิกดังกล่าวยังมี คำขวัญว่า “พัฒนาเกษตรกรไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”พร้อมระบุชื่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)

นอกจากอินโฟกราฟิกแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สุเทพ คงมาก พร้อมคณะ เข้าพบนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ได้ช่วยเหลือชาวนาด้วย ซึ่งนายกสมาคมฯ ยืนยันว่าไม่ได้จัดฉาก แต่ต้องการมาขอบคุณนายกรัฐมนตรีจริงๆ ก็ว่ากันไป

แต่จะว่ากันไปถึงไหนก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีข่าวว่า บิ๊กฉัตรพยายามเร่งเรื่องการปรับปรุงสินเชื่อตามโครงการแปลงใหญ่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับลั่นวาจาว่าถ้าอธิบดีคนไหนไม่ทำงานจะปลด!!!

ในฐานะคนนอก ก็รู้สึกเห็นใจอธิบดีทั้งหลายอยู่เหมือนกัน เพราะนโยบายของกระทรวงเกษตรดูจะเน้นหลายด้านจนสับสน วันหนึ่งบอกว่าจะเร่งให้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง มาอีกวันหนึ่งจะสนับสนุนให้เกษตรกรกู้หนี้ยืมสินกันเยอะๆ ….ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องข้าวอีกสักครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244102

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนยอมรับ ผลผลิตทางการเกษตรของไทยส่วนใหญ่นอกจากจะเลี้ยงดูผู้คนในประเทศแล้ว ยังมีเหลือส่งออกไปเลี้ยงดูประชากรโลกด้วย ดูๆ ไปแล้วก็ไม่น่าจะเป็นประเทศที่มีปัญหาอะไร แต่กลับตรงกันข้าม ผลผลิตทางการเกษตรของไทย โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับประเทศในระดับต้นๆ มักจะประสบปัญหาแทบทุกปี เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และ ผลไม้ ไม่ปัญหาราคาตกต่ำ ก็ปัญหาภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ศัตรูพืชระบาด

ในบรรดาพืชเศรษฐกิจที่เอ่ยมานั้น ข้าวดูจะเป็นพืชที่มีปัญหาทุกปี ปัญหาก็ซ้ำซาก คือราคาตกต่ำ ไม่ว่ารัฐบาล หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อป้องกันปัญหา แต่ก็ไม่ได้ผลไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การลดพื้นที่ปลูกข้าว การขอร้องให้ชาวนางดทำนาปรัง ด้วยคาดหมายว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำได้ แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวมาถึง ปัญหาเดิมก็กลับมาอีกคือ ราคาตกต่ำ ดูจะเป็นวงจรที่ไม่รู้จักจบสิ้นที่ทุกรัฐบาลจะต้องเผชิญ

คิดถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา หรือแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันนี้ก็ตาม แก้ปัญหาที่ปลายทางจนเป็นความคุ้นเคย คือแก้ปัญหาเมื่อข้าวออกสู่ตลาดแล้ว รัฐบาลนี้พยายามจะแก้ปัญหาที่ต้นทาง ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชอื่นแทน ลดพื้นที่ปลูกข้าวลง และลดต้นทุนการผลิต ดังที่กล่าวมาแล้ว ถึงกระนั้นเกษตรกรก็ไม่ค่อยจะสนใจ ประชาชนก็ไม่สนใจว่ารัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาที่ต้นทาง แต่จะสนใจเหตุเกิดที่ปลายทาง คือ ราคาข้าว ซึ่งที่ผ่านมาทุกปีก็ไม่ค่อยจะปรากฏว่าราคาข้าวสูงเป็นที่น่าพอใจของเกษตรกร ยกเว้นการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งข้าวที่รับจำนำยังคาโกดังข้าวอยู่เป็นจำนวนมหาศาล บางส่วนก็เสื่อมสภาพไปแล้ว อีกหลายส่วนก็ไม่มีใครซื้อ

เรื่องของข้าว สำหรับคนไทยมิใช่เป็นเพียงพืชอาหารที่คนไทยทุกคนต้องบริโภค แต่ข้าวยังเป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาติไทยมาช้านาน แม้พระมหากษัตริย์ก็เกี่ยวข้องกับข้าว สิ่งที่ยืนยันได้ คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรก
นาขวัญ ที่พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยทรงกำหนดให้เป็นพระราชพิธี และมารื้อฟื้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 และฟื้นฟูให้เหมาะสมกับยุคสมัยอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานทุกปี มาช่วงหลังที่ทรงพระประชวร ก็ยังโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ โดยหวังให้พระราชพิธีนี้เป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว

วงการข้าว มิได้มีแต่ชาวนาผู้ปลูกข้าว กับประชาชนทั่วไปที่บริโภคข้าวเท่านั้น แต่วงการข้าวยังมีธุรกิจโรงสีข้าว และธุรกิจค้าข้าว ทั้งภายในประเทศและส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และอาจจะมีแถมนักการเมืองที่เอาเรื่องข้าว และชาวนามาเป็นประเด็นต่อรองทางการเมืองอีกต่างหาก ทุกองค์ประกอบมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ส่วนปัญหาจะอยู่ที่องค์ประกอบใดมากกว่ากันนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะได้ทำการศึกษาวิจัยดู

อีกทางหนึ่ง กระทรวงเกษตรฯ น่าจะจัดประกวดโครงการแก้ปัญหาเรื่องข้าวราคาตกต่ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เสนอแนวทางแก้ปัญหาข้าวอย่างมีเหตุมีผล และมีทางเป็นไปได้ แล้วนำโครงการที่ชนะเลิศมาเป็นแนวทางการดำเนินงาน ตั้งเงินรางวัลไว้สูงๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีคนช่วยรัฐบาลคิด ลำพังคนในรัฐบาลเอง หรือข้าราชการประจำ ก็อาจจะคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ และแก้ปัญหาที่ปลายทาง อย่างที่นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตไว้

ส่วนการแก้ปัญหาที่ปลายทางที่รัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อยากให้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการให้ทหารไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว ให้กองทัพช่วยซื้อข้าวจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตร ให้หน่วยงานใน
กระทรวงเกษตรฯเอง ช่วยเอาข้าวจากสหกรณ์ไปขาย หรือมีคนเสนอให้เรือนจำทั่วประเทศซื้อข้าวจากชาวนา เป็นต้น วิธีการต่างๆ เหล่านี้ทำได้ก็ทำไปเพื่อบรรเทาปัญหาให้ผ่อนคลายลง ส่วนคนที่ไม่ได้ทำอะไร ก็น่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ต้องออกมาสร้างกระแสให้สังคมสับสน….ว่าไหม…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : มหกรรมช่วยเหลือชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243063

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความโศกเศร้าของคนไทยทั้งชาติ แต่อีกมุมหนึ่งของสังคม ชีวิตต้องดำเนิน
ต่อไป ฝนตกน้ำท่วมยังคงมีอยู่ในหลายจังหวัด มีข่าวคราวเผยแพร่ออกมาทางสื่อสารมวลชน และสื่อออนไลน์ ภาพชาวนาลุยน้ำช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวหนีน้ำเกิดขึ้นในหลายจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม ภาพทหารลงไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวก็มีให้ชื่นชมทหาร ขณะเดียวกันก็มีชาวนาอีกส่วนหนึ่งออกมาเปิดเผยราคาข้าวที่คนเองขายได้ กิโลกรัมละ 5 บาท เป็นไปได้อย่างไร…ใครกันที่หน้าเลือดปานนั้น

มีคนออกมาอาสาช่วยชาวนาทำโปรแกรมขายข้าวออนไลน์ ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าผิดกฎหมายขายตรงหรือไม่….ดาราออกมาอนุญาตให้ใช้เพจของตนโฆษณาขายข้าวได้ตามสบาย กระแสราคาข้าวที่ตกต่ำอย่างที่สุดทำให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการแก้ปัญหาราคาข้าวท่ามกลางภารกิจสำคัญที่รุมเร้ารอบด้าน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มการเมืองเก่าที่สูญเสียอำนาจ หรือโรงสีข้าว และผู้ส่งออกข้าวที่สูญเสียผลประโยชน์ ออกมาปลุกปั่นให้ชาวนาสร้างกระแสราคาข้าวเพื่อหวังผลอะไรก็ตาม นับว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เพราะสามารถทำให้รัฐบาลต้องรีบออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาด้วยการประชุม นบข. นัดพิเศษเพียงครั้งเดียว

ผลการประชุม ที่ประชุมมีมติให้กำหนดราคากลางข้าวหอมมะลิตันละ 11,000 บาท กำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนา และรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ประกอบด้วย ให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรเพื่อชะลอการขายข้าวหอมมะลิในวงเงินตันละ 13,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ในวงเงินดังกล่าว เป็นค่าข้าว 9,500 บาท เป็นค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาท และค่ายุ้งฉางเก็บข้าวอีก 1,500 บาท ถ้าเกษตรกรรายใดไม่มียุ้งฉางเก็บข้าวก็หักส่วนนี้ออกไป รวมวงเงินที่จะช่วยเหลือชาวนาในครั้งนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ ของรัฐมนตรี อภิรดี ตันตราภรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ คสช.เอง ส่งคนลงพื้นที่หาข้อมูลจากโรงสีและโกดังเก็บข้าวว่ามีอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่ ประกาศชัดเจนอย่างนี้ ใครจะรอให้จับได้คาหนังคาเขาก็ผิดวิสัยคนโกงสิครับ…..

ส่วนกระทรวงมหาดไทยของ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปชี้แจงเกษตรกรให้เข้าใจมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล งานนี้ผู้ว่าฯ ไม่ไปหรอกครับรับรองได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกษตรจังหวัด และทีมงานเกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ทำหน้าที่ไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับนโยบายมาจากนายกรัฐมนตรี ก็มุ่งไปที่นาแปลงใหญ่ที่ส่งเสริมไปแล้วเป็นอันดับแรกเพราะถ้านาแปลงใหญ่มีปัญหาราคาตกต่ำ ปีต่อไปก็ตัวใครตัวมัน ไม่ต้องแปลงใหญ่ก็ได้ เพราะมีผลเท่ากัน นาแปลงใหญ่จึงต้องให้ตำแนะนำช่วยเหลือเป็นพิเศษ

การหาทางช่วยชาวนาขายข้าว โดยหาตลาดให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ปตท. เข้ามารับซื้อเพื่อไปทำเป็นข้าวถุงแจกลูกค้าที่เติมน้ำมันกับ ปตท. หรือให้ทหารมารับซื้อไปเข้าโรงครัวเลี้ยงกำลังพลทหารเกณฑ์ก็อาจจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ทหารเกณฑ์คงไม่ได้กินข้าวหอมมะลิ

มีคำถามว่า มาตรการดังกล่าวแตกต่างจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้ว และแตกต่างจากการประกันราคาข้าวของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างไร

โครงการรับจำนำข้าว กำหนดราคารับจำนำไว้เท่าไร เกษตรกรได้เงินสดตามนั้น ชาวนามีข้าวเท่าไรนำมาจำนำได้หมดไม่ได้จำกัดจำนวน ส่งผลให้ราคาข้าวในท้องตลาดสูงขึ้น เพราะถ้าพ่อค้าไม่ให้ราคาสูงก็ไม่มีใครเอาข้าวมาขาย แต่โครงการนี้มีการทุจริตสูง มีข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ โกดังเก็บข้าวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องเสียงบประมาณในการเก็บรักษาข้าวสูงมาก ที่สำคัญคือวิธีนี้ทำให้กลไกตลาดเสียหาย

ส่วนการประกันราคาข้าว เป็นการประกันว่าเกษตรกรจะขายข้าวได้ไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนด ถ้าต่ำกว่าราคาที่กำหนด รัฐจะชดเชยส่วนต่างให้แต่มีข้อแม้ว่ารัฐจ่ายให้ไม่เกิน 25 ตัน วิธีนี้ดูเหมือนไม่ทำลายกลไกตลาด รัฐจ่ายเงินให้เกษตรกรโดยตรง แต่มองอีกมุมหนึ่งก็ดูเหมือนเป็นการกดราคาให้อยู่ในราคาเท่าที่กำหนด พ่อค้าก็จะไม่ซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่านี้ จะว่าไปโครงการนี้ ป.ป.ช.ก็มีการสอบสวนการทุจริตเหมือนกัน เป็นเรื่องของข้อมูลเท็จ และการขายข้าวที่มีการฮั้วกัน

สำหรับโครงการชะลอการขายข้าวโดยให้สินเชื่อของรัฐบาลปัจจุบันยังเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่เห็นปัญหาอุปสรรคหนักหนาเท่าไร ยกเว้นเรื่องราคาที่องค์กรชาวนาออกมาคัดค้านเสียแล้วว่าต่ำเกินไป…ก็ต้องติดตามกันทุกฝีก้าว เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย…ฝากไปถึง คสช. เมื่อรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ก็ควรตัดไฟแต่ต้นลม…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : การเกษตรของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241970

281225166

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีผู้ถวายสมัญญานามว่า “กษัตริย์เกษตร” ด้วยทรงมีพระปรีชาสามารถ รอบรู้เกี่ยวกับการเกษตรแทบจะทุกด้าน และทรงตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนชาวไทยกว่าค่อนประเทศเป็นเกษตรกร ทรงพยายามพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรตลอดพระชนม์ชีพ ด้วยโครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,300 โครงการ แม้ทรงพระอาการประชวรก็ยังทรงงาน และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน และเกษตรกรอยู่เสมอ จวบจนพระวรกายไม่เอื้ออำนวย และเสด็จสวรรคตในที่สุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมายังความอาดูรให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง

หากไล่เลียงพระราชดำริต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ทั้งที่เป็นโครงการ และไม่ใช่โครงการแต่เป็นพระราชดำริที่พสกนิกรนำไปใช้ประโยชน์ เป็นอาชีพ สร้างรายได้ ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต้องบอกว่ามีมากมายนับไม่ถ้วน เริ่มจากพระราชดำริในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยการส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาในภาคเหนือปลูกพืชเมืองหนาวที่เหมาะสมบนพื้นที่สูงแทนการปลูกฝิ่น ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล เมืองหนาว รวมทั้งกาแฟอาราบิก้าและไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ปลูก ยังทรงส่งเสริมด้านการตลาดด้วย เราจึงได้รู้จัก ผลิตภัณฑ์ดอยคำผลิตภัณฑ์โครงการหลวง ที่มีคุณภาพและหลากหลายได้เห็นไม้ผลสดๆ ทั้งสตรอเบอร์รี่ ท้อ พลับ อะโวคาโด มะคาเดเมีย แพสชั่นฟรุต มะเดื่อฝรั่ง กีวี

คนไทยทางใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาสประสบปัญหาดินพรุ คือพื้นที่ฉ่ำน้ำ เป็นกรดกำมะถัน และเป็นดินเปรี้ยวจัดไม่สามารถจะปลูกพืชได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงหาทางแก้ปัญหาโดยการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริพิกุลทอง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อหาทางศึกษาวิจัยแก้ไขปรับปรุงดินพรุ ให้สามารถปลูกพืชได้ รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่นด้วย

เมื่อทรงครองราชย์ใหม่ๆ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด มีราษฎรกราบบังคมทูลถึงความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำเพาะปลูก จึงเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยในการทรงคิดค้นวิธีการทำฝนเทียม และทรงประสบความสำเร็จ จนปัจจุบันหน่วยงานทำฝนเทียมได้รับการสถาปนาเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ทำฝนบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรที่ประสบความแห้งแล้ง

ปลานิล เป็นปลาที่ใช้เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักดีมานานหลายสิบปี แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีตจะทราบว่า ปลานิลเป็นปลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในปี 2494 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงจาก FAO มาเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นปลาน้ำจืด เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และต่อมาในปี 2496 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศนี้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านของตน เพื่อจะได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นและมีสุขภาพอนามัยที่ดี นับแต่นั้นมาปลาหมอเทศได้กลายเป็นปลาที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักคุ้นเคย

ในปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต(ในขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎ ราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น)ได้ทูลเกล้าฯ ถวายลูกปลาตระกูลเดียวกับปลาหมอเทศ จำนวน 50 ตัวแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา ปรากฏว่าปลาชนิดนี้เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์รวดเร็วมากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า“ปลานิล” พร้อมกับได้พระราชทานให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์กระจายสู่ราษฎรทั่วประเทศปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้ปีละกว่า 2 แสนตันสร้างรายได้ให้ราษฎรนับล้านครอบครัว และทำให้คนทุกระดับมีอาหารโปรตีนบริโภค

ในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังได้ทรงทำการเกษตรที่หลากหลาย มีทั้งแปลงนาข้าว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการข้าวเข้าไปปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพันธุ์ข้าวที่จะใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากนี้ยังมีแปลงปลูกพืชไร่ทั้งข้าวโพด ถั่วชนิดต่าง ๆ พืชผัก มีโรงสีข้าวขนาดเล็ก มีโรงเลี้ยงโคนม และโรงงานผลิตนมพร้อมดื่ม นมผง และนมอัดเม็ด มีโรงงานผลิตไบโอดีเซล โรงเพาะเห็ดหลินจือ โรงทำกระดาษสา ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมทางการเกษตรทั้งสิ้น

และนี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ที่ได้กล่าวถึงการเกษตรอันเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มิใช่แต่เพียงพระราชดำริเท่านั้น พระองค์ท่านยังทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองด้วย

ยังมีการเกษตรที่ทรงริเริ่มไว้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงโคนม การปลูกหญ้าแฝก การแกล้งดิน แก้มลิง ไบโอดีเซล ธนาคารโคกระบือ ธนาคารข้าว การสหกรณ์ เขื่อนต่าง ๆ ที่เป็นเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น่าจะได้รวบรวมโครงการพระราชดำริ และการเกษตรซึ่งเป็นพระราชดำริต่างๆ นี้ไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อเยาวชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาหาความรู้ และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และหาคำตอบว่าทำไมพระองค์ท่านจึงได้รับการถวายสมัญญานามว่า “กษัตริย์เกษตร”

แว่นขยาย