เลาะรั้วเกษตร : นายกฯปลื้มผลงานเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228914

281225166

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยพูดไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึงเรื่อง “Thailand 4.0” ว่าต้องทำให้คนไทยเป็น “คนไทย 4.0” ด้วย เพราะถ้าคนไทยไม่ใช่ “คนไทย 4.0” โอกาสที่จะขับเคลื่อนให้เป็น “Thailand 4.0” ดูจะห่างไกล เพราะ”Thailand 4.0” ต้องใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน ต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจของประเทศต้องเข้มแข็ง สินค้าชนิดที่ผลิตออกมาแล้วราคาตกต่ำ ต้องมาเรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ให้รัฐบาลชดเชย เอาผลผลิตมาเทกองหน้ากระทรวงเกษตรฯ ต้องไม่มี…

เกษตรกร จะรอฝนฟ้า รอธรรมชาติเอื้ออำนวยเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ เกษตรกรต้องเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ เรียกเท่ๆว่า
“Smart Farmer” คือเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า นำความรู้ หลักวิชาการมาประยุกต์ใช้กล้าคิด กล้าทำ กล้าทดลอง ที่สำคัญคือต้อง “ทำน้อย แต่ได้มาก” หมายถึงใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อย แต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณผลผลิตโดยการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่ขยายพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตต้องมีคุณภาพแข่งกับใครๆ เขาได้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ เรา ซึ่งเขากำลังจะแซงเราไปแล้วนี่แหละ

เกษตรกร ที่จะเป็น “Smart Farmer” อย่างที่นายกรัฐมนตรีต้องการมีอยู่จำนวนเท่าไรในขณะนี้ และต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรในการที่จะสร้างให้เกษตรกรทุกคนเป็น “Smart Farmer” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โอฬาร พิทักษ์ คงต้องคำนวณให้นายกรัฐมนตรีดู จะได้รู้ว่า Thailand 4.0 จะต้องใช้ระยะทางเดินอีกยาวไกลแค่ไหน

สำหรับแผนที่เกษตร “Agri Map” หรือ ข้อมูล ดิน น้ำ พืช ประมง การตลาด การใช้ประโยชน์ที่ดิน โลจิสติกส์ ทะเบียนเกษตรกร และข้อมูลประกอบอื่นๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ เร่งทำออกมาใช้งานภายในเวลาอันรวดเร็วตามการเร่งรัดของผู้บริหารนั้น เป็นข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่ ไม่มีใครยืนยัน เฉพาะทะเบียนเกษตรกรที่เร่งทำมาตั้งแต่ปีมหาอุทกภัย 2554 สมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ ธีระ วงศ์สมุทร ต่อด้วย ยุคล ลิ้มแหลมทอง จากพรรคชาติไทยพัฒนา สมัยอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรชื่อ พรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีหญิงคนแรกของกรมส่งเสริมการเกษตร แต่เข้ามารับงานลุยๆ เยี่ยงชายอกสามศอก จนเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2556 ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทั่วประเทศก็ยังไม่สมบูรณ์

แล้ว Agri Map ที่ใช้เวลาทำเพียงไม่กี่เดือน จะมั่นใจได้อย่างไร แต่เอาเถอะ ต้องชื่นชมกรมชลประทานที่สามารถผลักดัน Agri Map ออกมาใช้ เพราะถ้าไม่เริ่มต้นก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวต่อไป แต่ก็งงอยู่ว่าทำไมจึงให้กรมชลประทานเป็นเจ้าภาพ Agri Map จะอ้างว่าเพราะใช้แหล่งน้ำเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการผลิตพืชก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผล คงมีอธิบดีกรมชลประทาน สุเทพ น้อยไพโรจน์ คนเดียวที่ไม่งง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังชื่นชมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่นำร่องกับพืช 4 ชนิด คือ ข้าว
มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และ อ้อย ด้วยมุ่งหวังว่า การปลูกพืชแปลงใหญ่ จะสามารถทุ่มเทปัจจัยต่าง ๆ ลงไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ รวมไปถึงงานวิจัยด้วย ทั้งนี้อาศัยกลไกประชารัฐคือ หน่วยงานภาครัฐลงทุน เกษตรกรลงแรง และ ภาคเอกชนบริหารจัดการด้านการตลาด ให้เป็น “เกษตรสมัยใหม่” เตรียมก้าวสู่ “Thailand 4.0”

ที่นายกรัฐมนตรีชื่นชมคือตัวเลข การลดต้นทุนการผลิต และ ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย ระบุว่า ข้าวแปลงใหญ่ 393 แปลง พื้นที่ 8.3 แสนไร่ ลดต้นทุนการผลิตได้ 19% เพิ่มปริมาณผลผลิตได้ 13% มันสำปะหลังแปลงใหญ่ 34 แปลง พื้นที่ 6.6 หมื่นไร่ ลดต้นทุนการผลิตได้ 25% เพิ่มผลผลิตได้ 30% ปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่ 15 แปลง พื้นที่ 2.7 แสนไร่ ลดต้นทุนได้ 15% เพิ่มผลผลิตได้ 19% และอ้อยแปลงใหญ่ 10 แปลง พื้นที่ 1.1 หมื่นไร่ ลดต้นทุนการผลิตได้ 20% เพิ่มผลผลิตได้ 25%

ท่านนายกฯ ยังชื่นชมข้าวแปลงใหญ่ที่อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ว่าประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ตามแนวทางประชารัฐ พื้นที่กว่า 3,700 ไร่ มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการเกือบ 300 ราย สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 29% เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวได้ 25%

น่าทำเป็น “ห้วยทับทัน โมเดล” เพื่อขยายผล “แปลงใหญ่” ตามแนวทาง “ประชารัฐ” ในการทำ “เกษตรสมัยใหม่” โดยใช้ “Agri Map” และ “Smart Farmer” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Thailand 4.0” เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อย่าดีแต่ตีฆ้องและปักป้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227829

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

เลาะรั้วเกษตรวันนี้ มาเลาะดูข่าวที่สังคมยังคงติดตามว่ากระทรวงเกษตรฯจะเอาอย่างไร คงหนีไม่พ้น เรื่องของการจัดการในส่วนที่ดินส.ป.ก. มีการถือครองโดยผิดกฎหมายของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่ถือครองที่ดินเกิน 500 ไร่  ถึงวันนี้ มีการดีเดย์ ปักป้าย มาแล้วหลายวัน เริ่มตีฆ้อง เคาะกะลา ปักป้ายที่ศาลตัดสินไปแล้วที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ของอดีตนายตำรวจคนหนึ่ง ถึงวันนี้ ยังคงมีคำถามมากมายว่าทำไมต้องที่แห่งนั้น เพราะถึงแม้  รมว. ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะไม่นำทัพ แห่ไปตีฆ้อง ปักป้ายก็ต้องบังคับให้ออกตามกฎหมายเพราะศาลตัดสินให้ออกจากพื้นที่  และที่สำคัญ แปลงใหญ่ ในพื้นที่จ.นครราชสีมา ไม่ได้มีเฉพาะ ที่ศาลตัดสิน อย่างที่ อ. ปากช่อง แต่ยังมีที่ที่เด่นดัง อย่าง อ.วังน้ำเขียวในจังหวัดเดียวกันอยู่ด้วย ซึ่งสังคมรู้ดีว่า มีผู้ครอบครองรายใหญ่มากมายก่ายกองและล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ นั่นไม่รวมถึงที่ ส.ป.ก.ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และ…. สุดท้ายก็ งึกๆงักๆ….หายไปหลายแปลง

หรือนี่เป็นเพียงกระบวนการตีฆ้องปักป้าย….และเป็นเพียงขบวนการ ตัดไม้ข่มนาม ให้ใคร วิ่งเข้ามาหาที่กระทรวง ตามที่มีข่าวลือกัน เพราะวันนี้ยังไม่เห็นภาพชัดว่า เอาเข้าจริง สอยใคร ที่ว่าเป็นนักการเมืองใหญ่ และผู้มีอิทธิพลได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเรื่องนี้คงต้องติดตามกันอีกนาน แต่ที่แน่ๆ บอกตรงขัดใจสังคมไม่น้อยกับเรื่องการเดินหน้าแก้ปัญหา ที่ดินส.ป.ก. ของกระทรวงเกษตรฯในการเอาจริงเอาจังกับการยึดที่คืนตามที่หวังจัดให้เกษตรกร ตามแนวทางของรัฐบาล ที่งัดม.44 มาเป็นอาวุธ เพราะที่เห็นสุดท้าย เป็นแค่………. เพราะทำอะไร กับรายใหญ่ๆไม่ได้ชัดเจนเช่นเดิม เพราะแปลงใหญ่ ที่สังคมเห็น มันยังคงเหมือนเดิม ยังไงอย่าให้เขาว่าได้ว่าสุดท้ายก็ดีแต่ตีฆ้องปักป้ายเพราะครั้งนี้หากจัดการไม่จบ จะเท่ากับฟอกขาวให้พวกขี้ฉ้อไปด้วย นะท่านๆๆๆๆๆๆ

เลาะมาดูอีกเรื่อง ที่เป็นเรื่องดีๆ แต่ก็ยังมีปัญหาบ้างบางประการ นั้นคือเรื่องแปลงใหญ่ ที่กระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนเต็มที่เน้นส่งเสริมกันแบบบูรณาการกันทำ ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯทุกกรมคนละไม้ละมือ ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีศักยภาพตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ วันนี้ได้เห็นการขับเคลื่อน ให้มีการรวมกลุ่มการผลิตสินค้าเกษตร แบบแปลงใหญ่ ทั้งด้านข้าว ซึ่งมีหลายแปลงที่ จ.ศรีสะเกษ แปลงมันสำปะหลังระบบน้ำหยด  ในพื้นที่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา การส่งเสริมด้านปศุสัตว์ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และตามติด เรื่องการเลี้ยงปลานิลในพื้นที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ถึงวันนี้เท่าที่ติดตามต้องบอกว่า ดีใจแทนเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการ เพราะหลังจากที่ทางภาครัฐให้การสนับสนุนคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เกิดการรวมกลุ่ม ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นั้นหมายความถึงขั้นตอนการบริหารจัดการเรื่องการเตรียมพร้อม ในการผลิต ไปจนถึงการตลาด ว่ากันว่า มาถูกทาง

งานนี้ ต้องขอชมเชยคนทำงาน ที่เข้าไปส่งเสริมแนะนำชาวบ้าน เกษตรกร ให้เกิดการรวมกลุ่มและเดินทางถูกที่ถูกทาง ว่ากันว่า สามารถลดต้นทุน การผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากเดิมต่างคนต่างทำ ยิ่งทำยิ่งจน เพราะไม่มีการวางแผนที่ดี ตลาดรองรับก็ไม่มี ทุกอย่างไปตายเอาดาบหน้า วันนี้มีพี่เลี้ยงให้ วางแผนให้เป็นระบบ พบปัญหาแก้ทันที ทั้งเรื่องการวางระบบน้ำ วางแผนการผลิต จนประสานงานด้านตลาดทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน งานนี้ชาวเกษตรกร ฝากบอกขอบคุณมายังกระทรวงเกษตรฯ ล่ะขอรับ แต่ยังไงหากจะให้ดี เกษตรกรเขาฝากบอกมาว่า อยากให้ทำต่อเนื่อง เกษตรกรจะได้ลืมตาอ้าปากได้เสียที

‘หลังคาเขียว’

เลาะรั้วเกษตร : สปก.ยุคคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226690

281225166

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เรื่องราวของการครอบครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. นี้ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี อาจจะเรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 นั่นเลยทีเดียว แรกๆ เกษตรกรผู้ครอบครองโดยถูกต้องตามกฎหมายอาจจะอยากขายที่ดิน เพราะที่ดินผืนนั้นทำการเกษตรได้ไม่ดีนัก จึงขายไปเสียหรือไม่ บรรดานายทุนทั้งหลายก็ไปหลอกลงวง โน้มน้าวเกษตรกรเจ้าของที่ดินในพื้นที่นั้นหลายๆ รายให้ขายที่ดินนั้นให้กับตน รวมแล้วเป็นพื้นที่ผืนใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่นั้นๆ แสวงหาผลประโยชน์ในทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรรมโดยตรง

ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. สั่งสมมานาน ผ่านเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาหลายท่าน บางท่านอยู่ในตำแหน่งหลายปี แต่บางท่านอยู่ในตำแหน่งเพียง 1-2 ปี เพียงเพื่อรอที่จะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในระดับกระทรวงต่อไป ถ้าจะย้อนกลับไปในอดีตก็จะพบว่าปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายท่าน ก้าวมาจากเลขาธิการ และรองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่น อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมพร พิรุณสาร อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจร

รวมทั้งอดีตรองปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวงในปัจจุบัน ที่ผ่านการเป็นผู้บริหารระดับสูงของ ส.ป.ก. มาแล้วแบบผ่านๆ อย่าง อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ สุทธิพร จีระพันธุ อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลอดประสพ สุรัสวดี และ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ

ในยุคที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ มีกระแสข่าวว่า คสช. จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดการกับปัญหา ส.ป.ก. อย่างเด็ดขาด แต่ในยุคของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ไม่ปรากฏข่าวคราวของที่ดิน ส.ป.ก. สักเท่าไร จนกระทั่ง เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็น ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. เริ่มมีการกล่าวถึงอย่างจริงจัง

เริ่มจากกกระแสข่าวว่า จะแต่งตั้ง วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2558 มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. แต่ปรากฏว่า กลับมีคำสั่งย้าย นายวีระชัยมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทน อันเป็นเหตุให้ วีระชัยลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558 จนกระทั่งวันที่ 17 มีนาคม 2558 ครม. แต่งตั้งสรรเสริญ อัจจุตมานัส ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแทน

เลขาธิการสรรเสริญ มีดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิติศาสตรมหาบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเคยเป็น 1 ในกรรมการเตรียมการโครงการแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้ง ที่โด่งดังของ ป.ป.ช.

เดือนกรกฎาคม 2559 มีข่าวของ ส.ป.ก. ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เกือบทุกวัน เป็นข่าวที่ ส.ป.ก. จัดการกับนายทุนผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เรื่องการกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พื้นที่เป้าหมายที่ว่านี้ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป ใน 19 จังหวัด

งานนี้ กำหนดให้วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวัน kick off ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้บิ๊กฉัตรเอาป้ายคำบังคับคดีไปติดที่ประตู ที่ดินแปลงหมายเลข 8069 เนื้อที่ประมาณ 535 ไร่ ของ พล.ต.ต.ชาลี เภกะนันทน์ ซึ่งไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีการฟ้องขับไล่ตั้งแต่ปี 2552 ศาลฎีกามีคำพิพากษา เมื่อ 16 เมษายน 2558 ให้จำเลยออกไปจากพื้นที่ แต่จำเลยเพิกเฉย จึงพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ขนย้ายวัสดุต่างๆ ออกไป และทำที่ดินให้กกลับสู่สภาพเดิม

นี่เป็นเพียง 1 ใน 130 แปลง ของอำเภอปากช่อง อำเภอเดียว ยังมีอีก 19 จังหวัด ไม่ทราบว่าอีกกี่แสนแปลง พื้นที่กี่ล้านไร่ เห็นทีบิ๊กฉัตรจะต้องต่ออายุราชการให้ท่านเลขาฯ สรรเสริญ เสียละกระมัง เพราะอีก 2 เดือน ท่านจะเกษียณอายุแล้ว ทำไม่ทันแน่

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : หวยออกวันที่ 15

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225685

281225166

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรสัปดาห์นี้ ต้องบอกว่าเป็นอีกครั้งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดขอบจอว่า วันนี้ 15 กรกฎาคม 2559 พื้นที่ใดในจังหวัดนครราชสีมา เรื่องที่ว่า มันไม่ใช่อะไรอื่นไกลหรอกจ้า แต่เป็นเรื่องการปักป้ายครั้งแรก ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ที่จะไปปักป้าย เป็นพื้นที่แรกให้คนที่ถือครองที่ดินรายใหญ่ที่บอกว่า 500 ไร่ขึ้นไป วันนี้จะได้รู้กันว่า มันคือผู้ใด ที่มีที่ดิน ของ ส.ป.ก. ไปนอนกอดครอบครองเยอะขนาดนั้นวันนี้ได้รู้กัน เพราะว่ากันว่างานนี้ คุณพี่ท่าน “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จะจูงแขนท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ไปปักป้ายยึดคืนเป็นแห่งแรก หลังจากที่รัฐบาลมีการตัดสินใจใช้ ม.44 แก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร หลายวันที่ผ่านมา จึงได้เห็นการออกแอ๊กชั่น ของใครหลายคน ว่าเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ส่วนหวยจะออกวันนี้ เป็นใคร ต้องติดตามกัน เพราะเรื่องนี้อีกยาว แต่แน่ๆแว่วว่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีให้เลือกปักหลายที่ทั้งพื้นที่ อ.โชคชัย ปากช่อง วังน้ำเขียว และมีแนวโน้มว่าอาจจะปักป้ายแห่งแรกเป็นปฐมฤกษ์แถวปากช่อง ของเสี่ย ช. ต้องติดตาม……

มาไล่เลียง ให้รู้กันว่า พอประมาณว่าเรื่องนี้  มันน่าจะเป็นอย่างไร เอากันง่ายๆ คือ ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก. ที่เกิดขึ้นมันเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ว่ามีการเปลี่ยนมือถือครอง จากเกษตรกรตัวจริงเป็นนายทุน ที่แอบไปซื้อ ซึ่งนั่นมันคือปัญหาปลายเหตุ ที่ไล่กลับ จับได้ตามกฎหมาย  ส.ป.ก.ที่พอมีอยู่ แต่ปัญหาที่สำคัญไปกว่านั้น มันคือ ก่อนที่กรมป่าไม้ จะมีการประกาศยกพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้ส.ป.ก. มาจัดที่ให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินนั้น ไม่ใช่พื้นที่เปล่า เพราะมันชัดเจนว่า พื้นที่กรมป่าไม้ ส่งมา มันมีคนมาก่อนอยู่ด้วย และที่สำคัญ บางพื้นที่ มีเอกสารชัดเจน  และบางพื้นที่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภบท.5 บางพื้นที่มี เอกสาร ส.ค. ซึ่งต้องพิสูจน์กันมายาวนาน เมื่อเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ไปจัดรูปให้กับเกษตรกร จึงถูกสวนกลับ เพราะเขาอยู่มาก่อน ปี 2518 จึงเป็นที่มาว่าจัดไม่จบ  ไม่มีใครอยากได้ ส.ป.ก. เพราะเขารอออกโฉนดจะดีกว่า และเกษตรกรเขาก็ ไม่อยากให้ที่ดินของเขาที่มีอยู่ไปอยู่ในส่วนของ ส.ป.ก. จึงอ้างสิทธิ ครอบครอง และต่อสู้กันมายาวนาน เพราะที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถออกเป็นโฉนดได้และไปทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการเกษตรตามกฎหมาย ส.ป.ก. มาวันนี้ จึงมีคำถามคำโต ว่ารัฐบาลควรคิดเป็นระบบได้หรือยัง

ส่วนที่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ชัดเจนที่อยู่มาหลังปี 2518 ที่บุกรุกใหม่ และรอจัดให้กับเกษตรกร ที่นายทุนไปกว้านซื้อหลายพันไร่ ของใครเป็นของใคร ไปสืบกันเอง ว่ากันว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อหลายปีก่อน ที่พื้นที่ ส.ป.ก. มีการประกาศ จะเดินหน้า จัดที่ทำกิน ให้ได้ปี 1 ล้านไร่ ในส่วนที่ยังไม่จัดจะกี่ไร่ ไปถาม ส.ป.ก.กันเอง แต่ที่แน่ๆ นายทุนที่ไปซื้อที่ ส.ป.ก. กับเกษตรกร  ที่กำลังรอจัดให้กับเกษตรกร ที่กรมป่าไม้ส่งมา จะกี่ร้อยกี่พันไร่ไม่ทราบ เข้าใจเอาว่า น่ากระจายสิทธิ เป็นที่เรียบร้อย เผลอๆน่าจะไม่เกิน 50 ไร่ ตามกฎหมายที่  ส.ป.ก. กำหนดน่าจะจบไปนานแล้ว  และมาวันนี้ การไล่ล่า กำหนดตัวเลขที่ว่า จะบี้นายทุน  และผู้มีอิทธิพล ในส่วนที่เกินว่า 500 ไร่ อยากถามชัดๆว่า มันอยู่ตรงไหนขอรับครับท่าน……อยากเห็นเป็นบุญตาม ไม่ใช่ปาหี่ เล่นเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

สุดท้ายต้องบอกว่า แม้แต่  “สรรเสริญ” เองก็ออกมายอมรับกลายๆว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ ทำงานลำบาก เพราะได้ที่ซื้อที่ ส.ป.ก. ไปล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ท้องถิ่น นักการเมืองระดับประเทศ แต่ที่รู้มากว่านั้น มันคือกลุ่มคนมีสีบางกลุ่มสมโรงงานนี้ ต้องระวังกล้าจริงเอาจริง มีหลักฐานจริง ต้องอย่าเลือกปฏิบัติระวังงานงอก เพราะแว่วว่าหากรัฐบาลเอาจริงเอาจังและมีความชัดเจน มีหลายคนพร้อมจะคืน เพราะบางส่วนอย่าซื้อมาโดยไม่รู้ชาวบ้านขายก็ซื้อถึงตอนนี้ ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่า มีนักธุรกิจเศรษฐินีที่ จ.กาญจนบุรี ยื่นความจำนงขอคืนพื้นที่ส.ป.ก.ที่ได้ครอบครองไว้ 1,263 ไร่ให้ไปจัดสรรเกษตรกรเข้าทำกิน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีต้องยกย่อง จากนี้ไป ต้องติดตามต่อไปเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมจ้องติดตาม

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : มาตรการกีดกันทางการค้า..ของใครก็ของใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224517

281225166

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่า ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศเงียบๆ ที่อยู่ติดกันอย่างแคนาดา ได้ออกมาตรการคุมปริมาณสารพิษตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชในสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยกำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมให้มีได้ในผลผลิต หรือที่เรียกว่าค่า MRL (Maximum Residue Limited) สูงกว่าที่คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร หรือ โคเด็กซ์ (CODEX) กำหนดไว้เสียอีก เรียกว่ามาตรฐานของ 2 ประเทศนี้ สูงกว่ามาตรฐานสากลที่ทั่วโลกเขายอมรับกัน อะไรจะขนาดนั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ต้องดูสินค้าในประเทศที่ทั้ง 2 ประเทศนี้ผลิตด้วยว่า มีค่า MRL เท่าที่กำหนดกับสินค้านำเข้าหรือไม่ ถ้ากำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันก็แล้วไป แต่เข้มงวดเฉพาะกับสินค้าที่นำเข้า โดยไม่เข้มงวดกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ…งานนี้มีเคือง..อาจจะมีการฟ้องกันถึงองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพราะถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ยิ่งถ้ากีดกันเฉพาะบางประเทศยิ่งเหมือนการกลั่นแกล้ง

หันมาดูประเทศอื่น ประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ใกล้ที่สุดของไทย โดยเฉพาะตลาดผลไม้ไทยในประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ส่งอะไรเข้าไปก็กระจายไปได้หมด เพราะประชากรจีนมีมากมายมหาศาล ความต้องการบริโภคมีมาก ยิ่งผลไม้ไทยยิ่งรสชาติถูกปากชาวจีน ทั้ง มะม่วง ลำไย ทุเรียน มังคุด ชมพู่ เงาะ ความต้องการมีมาก ไม่เช่นนั้นปัญหาผู้ประกอบการรวบรวมผลผลิต หรือ “ล้ง” รวบรวมผลไม้ ที่ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยพูดในรายการคืนความสุข คงไม่เกิดขึ้น

ที่นายกรัฐมนตรีพูดถึง “ล้ง” เพราะ ล้งเหล่านี้มีชื่อคนไทยเป็นเจ้าของในการจดทะเบียนจัดตั้ง แต่ทุนเป็นของคนต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีน พ่อค้า หรือนักลงทุนจีนเข้ามาเป็น นอมินี หรือผู้ประกอบการอำพราง มีกลวิธีการรับซื้อผลไม้ในราคาต่ำ แต่ไปจำหน่ายในราคาสูง มีการซื้อล่วงหน้าแบบเหมาสวน บ้างก็ว่า เกษตรกรได้ประโยชน์ แต่ถ้าดูให้ดี คิดให้ลึก ก็จะเห็นว่า ผู้ส่งออกของไทยแทบหมดอาชีพ วิธีการดังกล่าวเป็นการทำลายกลไกของตลาด ไม่ต่างไปจากการจำนำข้าวสักเท่าไรเพียงแต่ผลไม้นี้เกษตรกรขายขาด ไม่ได้เอาไปจำนำเหมือนข้าวล้งเหล่านี้มีตลาดเป้าหมายที่แน่นอนคือ จีน

กลับเข้ามาเรื่องกีดกันทางการค้า ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ใช่เบา ในการกำหนดมาตรการต่างๆ สำหรับสินค้านำเข้า ที่ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยระส่ำระสายก็หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ใช้รมลำไย ซึ่งผู้บริโภคของจีนอ้างว่าทำให้ปากเจ่อ หรือทุเรียนที่ชุบขมิ้นและป้ายสารเร่งสุกที่ขั้วผล ที่มีการเขียนโจมตีในโซเชียลมีเดียว่าเป็นอันตรายทำให้ถึงแก่ชีวิต สืบไปสืบมาก็ทราบว่าเป็นการดิสเครดิตทางการค้ากัน

นี่ยังไม่รวมศัตรูพืช เช่น แมลงวันผลไม้ในชมพู่ และมะม่วง เพลี้ยและมดที่ขั้วผลลำไย หรือที่ผลทุเรียน ที่หน่วยงานควบคุมของจีนแจ้งกลับมาให้ฝ่ายไทยทราบ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยต้องเร่งเจรจาและหาทางแก้ไขกันหัวปั่น เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ ถ้าจีนไม่สั่งซื้อชาวสวนของไทยก็เดือดร้อนออกมาร้องเรียนให้ช่วยเหลือ แต่เกษตรกร หรือผู้ส่งออกไม่ทำตามกฎกติกาทำให้เกิดปัญหาไม่เห็นมีใครร้องเรียน

ผลไม้จากต่างประเทศที่เข้ามายังประเทศไทย ไม่ทราบว่าเรามีมาตรการเข้มงวดกวดขัน เรื่องสารพิษตกค้างเกินค่า MRL หรือ มีศัตรูพืชชนิดที่บ้านเราไม่มีติดมาบ้างหรือเปล่า ที่เคยเห็นแน่ๆ คือ ส้มมีใบ ที่เข้ามาวางขายเป็นกอง เป็นตะกร้า เกลื่อนตลาดแอปเปิ้ล สาลี่ พลับ ทับทิม กีวี องุ่น ที่นำเข้า ไม่ทราบว่าเคยมีใคร หรือหน่วยงานไหนไปสุ่มตรวจบ้างว่ามีสารตกค้างเกินค่าความปลอดภัยหรือไม่ ไทยแพนที่ชอบสุ่มตรวจสินค้าเกษตร พืชผัก ผลไม้ในห้าง น่าจะลองสุ่มตรวจพืชผักผลไม้นำเข้าบ้าง เผื่อจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มาเล่าสู่กันฟัง

ถ้าตรวจไม่พบ ก็แสดงว่า หน่วยงานควบคุมการนำเข้าของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกประการหนึ่งคือ เกษตรกรและผู้ส่งออกของเขามีการทำตามกฎกติกามารยาท มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้บริโภค……น่าชื่นชม

‘แว่นขยาย’

เลาะรั้วเกษตร : ฤดูกาล…เร่งสร้างผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223385

281225166

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้พามาตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่เข้าสู่ฤดูกาลเร่งสร้างผลงานที่ว่าดังนั้นอันเนื่อง
มาจากอีกไม่กี่เดือน ก็จะเข้าสู่เดือนตุลาคม  ที่จะมีตำแหน่งว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ ของข้าราชการผู้ใหญ่หลายคน และก็หมายถึงคนที่กำลังอยากจะไปนั่งทับเก้าอี้อีกหลายคนต้องเร่งสร้างผลงานให้เข้าตา ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ว่าจะเป็นมือเป็นไม้ใช้งานในการแก้ปัญหาให้กับการเกษตรต่อไม้จากคนเก่าได้ต่อไปหรือไม่

ขณะที่คนที่กำลังจะจากไป ก็ต้องติดตามเช่นกัน เพราะบางคนก็เห็นๆว่า เป็นคนทำงานจนวาระสุดท้าย เพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์สมกับเป็นข้าราชการ ที่ต้องแอบชมด้วยใจ แต่บางคน ต้องบอกว่าผิดหวังแทนเกษตรกร และรัฐมนตรีเกษตรจริงๆ เพราะแทบไม่ขยับตัวในเรื่องงาน ประมาณว่ารออีกไม่กี่วันตูก็จะไป เห็นแล้วอนาถใจแทนคนกระทรวงเกษตรฯจริงๆ จากนี้ไปคงเป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี ต้องคิด คิด แล้วก็คิดให้เป็นว่าจากนี้ไปอันไหนม้าใช้งาน เพราะที่ผ่านมาหากมองให้เป็นก็เห็นๆ ว่าใครทำงานใครไม่ทำงาน ต้องมองให้ออกว่าใครของจริงใครของปลอม และที่สำคัญ มันมีพวกเลื่อยขาเก้าอี้เสียด้วยสิ ซึ่งเรื่องนี้ท่านๆ ผู้บริหารต้องระวัง เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก โดยเฉพาะท่านๆที่ยังไม่เกษียณ ขืนทำงานแบบอืดเป็นเรือเกลือละก็ ระวังมีสิทธิ์โดนเด้ง อ้าวรู้แล้ว แก้ไขด่วน อย่าลืมนะอะไรก็เกิดขึ้นได้

เตือนกันพอหอมปากหอมคอจากนี้ไปก็คงแล้วแต่ท่านพี่จะพิจารณาตัวเองก็แล้วกัน เอาที่สบายใจ เลือกจะอยู่หรือจะไปก็แล้วแต่ท่านๆ แต่วันนี้งานของกระทรวงเกษตรฯก็ได้เห็นการขยับ เรื่องของการทำงานมากขึ้น  โดยเฉพาะรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ณ เพลานี้ ขยันเป็นพิเศษ เดินสายลงพื้นที่ วางรากฐานช่วยเหลือเกษตรกร ผลักดันนโยบายลดต้นทุน เน้นการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ส่วนจะจริงจังหรือไม่เรื่องนี้ ต้องติดตามกันยาวๆ เพราะที่เห็นกันมันแค่หนังหัวม้วน เพราะว่ากันว่า ท่านบอกว่าจะปูพรม ทำแปลงใหญ่ทั่วประเทศ 650 แห่ง จากเดิมแค่จังหวัดละแห่ง พร้อมขับเคลื่อนการทำงานสู่จังหวัดแบบบูรณาการทำงานร่วมทุกกรม แบบกระทรวงเกษตรฯ ย้ำว่าแบบกระทรวงเกษตรฯจ้า

เรื่องนี้ ท่าน “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” เขาประกาศปี 2559 จะเป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยเริ่มโหมโรงที่ จ.สระบุรี สัปดาห์นี้ก็ตามติดที่เมือง ศรีสะเกษกันต่อ จึงได้มีการแก้ไขปัญหา วางแผนทำเกษตรแบบยั่งยืน วางรากฐานเกษตรในระยะยาว กำหนดยุทธศาสตร์เด่น ด้วยการลดต้นทุนเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน ด้วยการใช้พื้นที่ที่มีอยู่ หรือใช้พื้นที่ให้น้อยลง แต่เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ให้เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย ลดต้นทุนเป็นการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด มันจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ ใช้องค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา เพื่อให้สินค้าตรงตามความต้องการของตลาด อ้าวยังไงก็ติดตามกันนะขอรับว่า จริงจังแค่ไหน

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ต้องบอกว่ายังไงหากทำดีคิดดีแล้วไม่ต้องสนอะไร ยังไงก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้บริหารทุกท่าน จะนำพาเกษตรกรไทยไปสู่การพัฒนาด้านการเกษตรของไทยให้เท่าทันอารยประเทศ เพราะถึงเพลานี้ ต้องบอกว่าการแข่งขันการส่งออกมันสูงขึ้น หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านๆก็ได้นำพาคณะท่านทูตมาดูงาน ด้านการเกษตร ภายในประเทศแล้ว คงจะเห็นอะไรเพิ่มขึ้น …

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : ศพก…กับการลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/222186

281225166

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่างเดินสายเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการการเกษตร ซึ่งใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ในจังหวัดต่างๆ เป็นสถานที่จัดงาน เพื่อให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ มาบูรณาการกันให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่างๆ ตามภารกิจของหน่วยงาน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกด้วยความมั่นใจ โดย ดีเดย์ไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย รมว.กษ. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ไปเปิดงานด้วยตนเอง

งานนี้อธิบดีกรมต่างๆ ต้องไปสิครับ….จะไม่ไปได้อย่างไร….ถ้าไม่ไป..อาจจะถูกให้ไป..(อยู่ที่อื่น)…รัฐมนตรีเองก็ดูจะสนุก ด้วยเหตุที่เป็นทหารช่างมาก่อนจึงขอทดลองคุมเครื่องจักรกลการเกษตรดูบ้าง ภาพที่ท่านทดลองขับรถหยอดข้าว หรือโรยเมล็ดข้าว ก็ดูดีอยู่แต่ไม่เข้ากับเสื้อที่ท่านสวมอยู่สักเท่าไร

ไม่ทราบว่าทำไมจึงเลือก ศพก.บางไทร อาจจะเพราะใกล้ กทม. รัฐมนตรีมีเวลาน้อย ไม่ต้องเดินทางไกล หรือเพราะ ศพก. นี้ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านข้าว และพื้นที่ของพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญในภาคกลาง กระทรวงเกษตรฯต้องการจะประกาศว่าเวลานี้จะเข้าสู่ฤดูการทำนาแล้ว เกษตรกรชาวนาควรจะมาอัพเดทข้อมูล หรือเทคโนโลยีในการทำนากันหน่อย นอกจากนี้
เป้าหมายที่เกษตรกรเจ้าของพื้นที่ที่ตั้งของ ศพก.แห่งนี้ พยายามจะทำคือการลดต้นทุนการผลิตข้าว จากไร่ละ 5,200 บาท ลงมาเหลือ 2,700 บาท ให้ได้ ตรงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯพอดี

ส่วนในความเป็นจริงจะลดได้หรือไม่ได้นั้น อธิบดีกรมการข้าว อนันต์สุวรรณรัตน์ คงต้องระดมสรรพกำลังนักวิชาการระดับหัวกะทิของกรมการข้าวมาช่วยกันเป็นพี่เลี้ยง เพราะรัฐมนตรีว่าการ ท่านออกปากว่า “เป็นเรื่องที่ท้าทาย และทำยากมาก”

อันที่จริงเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตข้าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องคลาสสิกที่มีมานาน ตัวเลขของนักวิชาการกระทรวงเกษตรฯ ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ ตัวเลขของพ่อค้า ตัวเลขของเกษตรกร ไม่เคยตรงกัน ยิ่งถ้าเป็นตัวเลขของเกษตรกรยุคที่มีโครงการรับจำนำข้าวด้วยแล้ว ยิ่งสูงแบบน่าจะเลิกทำนากันไปเลย

สมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็ทำเรื่องลดต้นทุนการผลิตข้าว ก่อนหน้านั้นย้อนหลังไปอีกหลายรัฐมนตรีก็ทำเรื่องลดต้นทุนการผลิตข้าว ตำรามี คู่มือมี กรมการข้าวทำมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมยังลดไม่ได้เสียที..ทำไมจึงยั่งยืนมาจนถึงยุคนี้ นักวิจัยน่าจะดาหน้ากันลงพื้นที่หาคำตอบมาให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

เรื่องของงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จัดขึ้นนี้ ถ้าจะคาดหวังว่าให้เกษตรกรมาร่วมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพียงวันเดียว ได้ความรู้ ได้ข้อมูล แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อลดต้นทุนการผลิต อาจจะคาดหวังสูงไปหน่อย เพราะเกษตรกรที่มาร่วมงาน คนในกระทรวงเกษตรฯ รู้ดีว่าเขามากันอย่างไร ชนิดที่สมัครใจมาเอง อยากมาเอง หรือขอมาเอง อย่าได้คาดหวังเด็ดขาด เพราะท่านจะผิดหวังเชื่อว่ากว่า 80% ของเกษตรกรที่มาร่วมงาน ที่หน่วยงานจัด เป็นเกษตรกรที่ “ขอให้มา” แต่เอาเถอะไม่ว่าเกษตรกรจะมาอย่างไรก็หวังว่าสิ่งที่เขาได้รู้ได้เห็น เขาจะนำกลับไปใช้ ไม่ใช้ทันที ก็อาจจะนึกได้ในภายหลัง แล้วกลับมา ศพก. นี้อีกครั้ง

งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายไว้ 30 ครั้ง ใน 30 ศพก. ก็ทยอยจัดกันไป พอดีกับฝนที่โปรยปรายลงมาสู่ท้องไร่ท้องนาในช่วงนี้ เป็นสัญญาณว่าฤดูการเพาะปลูกเริ่มต้นแล้วนั้น ก็คาดหวังว่าเกษตรกรที่รอคอยฝนจะได้เริ่มต้นเพาะปลูกกันเสียที หลังจากที่ห่างหายจากไร่นาไปนานเพราะฝนไม่ยอมตก แต่หลายพื้นที่เกษตรกรหว่านข้าว หรือปักดำไปก่อนหน้านี้จนข้าวโตแล้วก็ไม่น้อย โดยเฉพาะในภาคอีสาน

เป้าหมายของ รมว.กษ. ที่บอกว่า “คาดหวังจะให้ศพก. เป็นศูนย์ที่จะให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ และพื้นที่ใกล้เคียง มารับองค์ความรู้ และเข้าใจถึงวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯก็จะลงมาทำงานพร้อมๆ กัน”

ประโยคหลังนี่แหละที่เกิดยากที่สุด….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : กำลังเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221054

281225166

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้มาตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การทำงานของ ท่านปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” มานานหลายเดือน  ต้องบอกว่า วันนี้ “กำลังเดินหน้า” งานก็อย่างที่เห็นๆ ตามนั้นหละครับ เพราะผลโพลล์โน้นโพลล์นี้ก็ออกมา แม้ว่า จะมีการโต้กลับจากท่านปลัด “ธีรภัทร” ว่ามันบ่แม่น เพราะท่านทำงานหนัก แต่ก็นั้นหละครับ ที่สำคัญความเป็นข้าราชการที่คนเกษตรทำกันมา เขาก็มิเคยสนเรื่องใครเห็นไม่เห็น แต่ใจเราทราบดีว่าทำอะไร ยังไงหากทำจริง ตั้งใจจริงเอาเป็นว่า ขอเป็นกำลังใจให้เผื่อวันข้างหน้า จะมีผลงานโดดเด่นผ่านโพลกับเขาบ้าง

เลาะมาติดตามการทำงานในกรมต่างๆ  เริ่มจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ของท่าน “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” วันนี้แว่วว่ามีการขยับการทำงานมากขึ้น แม้ว่าจะมีข่าวว่าถูกเลื่อยขาเก้าอี้จากใครบางคน งานนี้ ท่าน “วิณะโรจน์” ก็มิเคยสนใจ เพราะถือว่ารากฐานมั่นคงพอสมควร ว่าแล้วก็ได้มีการกำชับให้ข้าราชการในกรม เร่งทำงานมากขึ้นตามนโยบายที่รับมา โดยได้มีการประสานงานกับทางหอการค้าจังหวัดเข้าไปทำงานร่วมกันภายใต้โครงการ “1 หอการค้า ดูแลอย่างน้อย 1 สหกรณ์การเกษตร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร ซึ่งจะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการของภาคธุรกิจ เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าปีนี้ จะให้ได้ 100 สหกรณ์

ถึงขณะนี้ มีสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 29 แห่ง โดยมีหอการค้าจังหวัดดูแลรับผิดชอบ จำนวน 17 หอการค้าจังหวัด โดยงานนี้ท่าน “วิณะโรจน์” บอกว่า หากเกษตรกรได้มีการพัฒนาในส่วนนี้ จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในชีวิตที่ดีขึ้น จะเกิดประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ และต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล นอกจากนั้น ยังแอบไปสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ฯ 882 ศูนย์ รองรับฤดูการผลิตปี 2559/60  โดยมุ่งเสริมรากฐานสมาชิกกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ทุกพื้นที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ สามารถบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชี และประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน หากทำจริงใจจริงก็ต้องปรบมือให้เช่นกัน

มาดู อีกกรมที่ต้องบอกว่าทำงานหนักหน่วง ในเวลานี้ ก็คงหนีไม่พ้น กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มี “ โอฬาร พิทักษ์” เจ้ากรมที่รับงานในด้านการส่งเสริมปูทางสว่างให้กับเกษตรกร เพราะกรมนี้หากตามภาระหน้าที่เดิมจะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทั้งระบบ และถือเป็นกรมที่คลุกคลีตีโมงกับเกษตรกร และวันนี้ถือเป็นเจ้าภาพหลักในการในการเดินหน้า ดูแลเป็นแม่งาน ในเรื่องการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรแบบต่างคนต่างทำ มารวบรวม ส่งเสริมให้เกษตรกร ที่มีที่ดินแปลงใกล้ๆกับมาลงขันผลิตสินค้าการเกษตรฯ แบบรวมกลุ่ม โดยเน้นศักยภาพพื้นที่ ตามความเหมาะสม ซึ่งมีกว่า 31 ชนิด ทั้งด้านพืช ไปจนถึงปศุสัตว์ซึ่งมีการวางแผนบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ถึงการตลาด เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองจากพ่อค้า งานนี้รัฐมนตรี  “ฉัตรชัย” กำชับให้ทุกกรมเข้าร่วมมือลงขันช่วยกันแบบบูรณาการ โดยแปลงใหญ่ที่ว่าอาจจะเริ่มจากข้าวก่อนพืชอื่น ส่วนจะเอาอย่างไงก็คงจะต้องอยู่กับการเปิดใจกว้างของท่าน ผู้นำแต่ละกรม หละครับว่า จะบูรณาการ แค่ไหน แต่ที่แน่ๆ เจ้ากรม อย่าง “คุณพี่โอฬาร” ก็ถือว่าทำงานเต็มที่เพื่อไว้ลาย นักส่งเสริม ก่อนเกษียณ

มาถึงเรื่องสุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ต้องบอกว่า งานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องเดิน ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอการแก้ไขและแก้ปัญหา เพราะเกษตรกร คือกระดูกสันหลังของชาติตามที่เคยเป็นมา ถึงวันนี้คนที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ก็น่าจะเป็นคนที่เข้าใจดีกับคำว่าเกษตรกรดี และที่สำคัญ ต้องมีศรัทธาในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างจริงจัง วันนี้ท่านๆ ต้องถามตนเองว่า เข้าใจแค่ไหน เพราะหลายเรื่อง หากไม่แก้ปัญหาในรัฐบาลนี้ จะไม่มีโอกาสแก้สุดท้ายคนที่ซวยคือ…..คิดกันเองนะขอรับเจ้านาย

พญานาคเขียว

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219936

281225166

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อแรกเข้ามานั่งในตำแหน่งเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ ได้ตระเวนเยี่ยมเยียนหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำความรู้จักกับหน่วยงาน และเพื่อประกาศนโยบายของตนเอง จำได้ว่านอกเหนือจากเรื่องลดต้นทุนการผลิต ซึ่งชูโรงเป็นนโยบายหลักถึงขั้นประกาศว่า“ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิต” แล้ว เรื่องของ “เกษตรอินทรีย์” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บิ๊กฉัตร ถือเป็นนโยบายสำคัญ ที่บอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะต้องมีการวางเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด ในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้จะมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ทราบว่าเกษตรอินทรีย์จะไปถึงเป้าหมายหรือไม่ และเมื่อไร

แรกๆ ท่านคงยังเข้าใจเกษตรอินทรีย์ไม่ลึกซึ้งนัก บรรดาผู้ช่วย ที่ปรึกษา หรือคนรอบข้างทั้งหลายก็ไม่ได้เข้าใจเกษตรอินทรีย์อย่างลึกซึ้งเช่นกัน คงเข้าใจเพียงว่าการปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ก็เป็นเกษตรอินทรีย์แล้ว จึงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นนโยบายผลักดันให้เกิดผล

แต่เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตที่มีเงื่อนไขให้เกษตรกรปฏิบัติมากมาย ตั้งแต่พื้นที่ปลูกต้องว่างเว้นจากการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีมาอย่างน้อย 3 ปี ต้องเป็นพื้นที่ดอน และโล่งแจ้ง อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม อยู่ห่างจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี แหล่งน้ำที่ใช้เพาะปลูกต้องปลอดสารพิษและสิ่งปนเปื้อน

ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในระบบการผลิต เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกต้องไม่คลุกสารเคมี ไม่ใช้พันธุ์พืชที่เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม หรือ GMO มูลสัตว์ที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องไม่ใช่มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดปุ๋ยนั้นต้องได้รับการรับรองมาตรฐานเสียก่อน กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมี ประเภทเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารองผลผลิต หรือมาห่อผลผลิตก็ไม่ได้ เพราะกระดาษหนังสือพิมพ์ มีหมึกพิมพ์ที่เป็นเคมี เหล่านี้เป็นต้น

แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว…..สำหรับเกษตรอินทรีย์ เท่านั้นยังไม่พอ แม้จะผลิตตามกระบวนการเกษตรอินทรีย์ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นผลผลิตที่มาจากกระบวนการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ก็ยังไม่ใช่ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ หรือOrganic ถ้าวางขายกันแบบชาวบ้าน บอกกันปากต่อปากไม่ต้องมีการรับรองก็คงขายได้ แต่ถ้าจะทำการตลาดสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้า หรือ ส่งออก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เสียก่อน

เห็นยัง…ว่าไม่ได้ง่ายเลยสำหรับการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ …เจ้ากระทรวงเกษตรฯ ก็คงเห็นเช่นกัน หลังจากว่าการมาพักหนึ่งกระแสเกษตรอินทรีย์จึงผ่อนลงมาเป็น GAP โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลั่นวาจาว่า “อย่างน้อยสินค้าเกษตรต้องเป็น GAP” หรือเป็นผลผลิตในระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือพูดง่าย ๆ ว่า “สินค้าเกษตรต้องปลอดภัย”

GAP (Good Agricultural Practice)เป็นระบบการผลิตที่ใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมีได้ แต่สารเคมีและปุ๋ยเคมีที่ใช้จะต้องเป็นสารเคมีและปุ๋ยเคมีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เกษตรกรใช้ในปริมาณที่ถูกต้องตามคำแนะนำ เก็บเกี่ยวเมื่อสารเคมีสลายตัวไม่ตกค้างในผลผลิตเกินค่าความปลอดภัยที่กำหนดตามมาตรฐานสากล

ร้อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ที่ต้องรับนโยบายในการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักสินค้า GAP ซึ่งอันที่จริงเรื่องของ GAP นี้กระทรวงเกษตรฯ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2542 โดยอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อนันต์ ดาโลดม นโยบายอาหารปลอดภัยของกระทรวงเกษตรฯ ก็เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 โดยอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เนวิน ชิดชอบ

จนถึงพ.ศ. นี้ ผ่านมากว่า 10 ปี เรายังต้องมาสร้างการรับรู้กันอีก นั่นแสดงว่า ในอดีตที่ผ่านมา นโยบายไม่ต่อเนื่อง แล้วแต่ว่ารัฐมนตรีจะมาจากพรรคไหน และจะทำเรื่องอะไรที่พรรคของตนจะได้รับประโยชน์ ข้าราชการประจำ เป็นเพียงกลไกการขับเคลื่อนเท่านั้น…..

วงจรเช่นนี้..ยังมีอยู่อีกหรือไม่…ใครช่วยตอบที

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เอาจริงเอาจังเสียที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218784

281225166

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วไปที่กระทรวงเกษตรฯ สัปดาห์นี้เขามีการรณรงค์  เรื่องของการดื่มนม  เพื่อให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญในการดื่มนมมากขึ้น ซึ่งวันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี ถือว่าเป็นวันดื่มนมโลก ที่ทั่วโลกหันมารณรงค์ให้คนดื่มนมเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของคนไทยเอง ทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญไม่น้อยในเรื่องของการดื่มนม โดยที่ผ่านมา ทางรัฐบาลมีการสนับสนุนเรื่องของนมโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทยดื่มนม ให้มีการเจริญเติบโตอย่างสมวัย ให้มีการพัฒนาการด้านสมอง และร่างกายเพื่อร่วมกันพัฒนา ชาติบ้านเมืองในอนาคต

แต่ไหนๆ ก็มีการรณรงค์ให้คนในชาติหันมาดื่มนม ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของนมโรงเรียน ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เองก็ควรจะมารณรงค์ ในการแก้ปัญหาเรื่องของนมโรงเรียน ซึ่งไล่ตั้งแต่ขบวนการจัดสรรโควตา ที่ยังเป็นปัญหา ว่ากันว่ายังคาราคาซัง ไม่จบเพราะวันนี้ยังมีข้อร้องเรียนจากคนบางกลุ่มว่ามีการจัดสรร ไม่ยุติธรรม และมีการเอื้อประโยชน์ ต่อคนบางกลุ่ม ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของการผลิต นมในโครงการนมโรงเรียนที่ไม่ได้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น  จนส่งผลให้นมโรงเรียนที่ส่งไปที่โรงเรียนในท้องถิ่นมักมีปัญหาเน่าเสียเสมอๆไหนๆ จะจัดการก็ขอให้เอาจริงเสียทีตั้งแต่ต้นตอยังไงก็ขอให้เอาจริงเอาจังกันซะทีนะท่าน ประธาน “มิลบอร์ด” ว่ากันมาขนาดนี้ก็คงพอจะรู้นะว่าเรื่องของนมจะแก้กันอย่างไรอย่าให้ผู้ปกครองขยาด กลัวนมเน่าอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จนสั่งห้ามลูกหลานดื่มนมที่โรงเรียนแจกให้มาแล้ว

มาอีกเรื่องที่ต้องติดตามคือเรื่องการประกาศก้องของท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ที่จะให้ปีนี้เป็นปีลดต้นทุนการผลิตให้ได้ งานนี้ก็ต้องขอเป็นกำลังใจในการเดินหน้าลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรจริงๆจังๆเสียทีนะขอรับ อย่าเพียงลูบหน้าปะจมูกกันหละ เพราะปีนี้แล้งจริง หนักจริงหากปลูกแบบเดิมๆ เติมต้นทุน ไม่มีการสนับสนุนจริงจังและวางแผนกันดีๆ งานนี้ สงสัย เกษตรกรอยู่ลำบากแน่ๆ และที่สำคัญ ปีนี้เห็นแว่วว่ากระทรวงเกษตรฯ จะมีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียด้วย โดยจะมีการส่งเสริมแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ยังไงต้องฝากอยู่ในการดูแลของท่านรัฐมนตรี ที่ชื่อ “ฉัตรชัย”กันนะขอรับครับท่าน ยังไงอย่าให้ปลายน้ำมันไปจบที่ซื้อเก็บในโกดังหละคร้าบ….ท่าน

หลังคาเขียว