เลาะรั้วเกษตร : สานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217650

281225166

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ได้ยินคำว่า “ประชารัฐ” มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป็นยุทธศาสตร์โดยผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สร้างสรรค์สังคมร่วมกัน พร้อมมีคำสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาขับเคลื่อน 12 คณะ แต่ละคณะมีตัวแทนภาครัฐ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จับคู่กับตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของประเทศเป็นหัวหอกขับเคลื่อน

ทั้ง 12 คณะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Value Driver มี 7 คณะทำงาน หรือเรียกว่ากลุ่ม 7D คณะทำงานอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่ม Enable Driver มี 5 คณะทำงาน หรือ เรียกว่า กลุ่ม 5E

ผ่านมาหลายเดือน การขับเคลื่อนค่อนข้างเงียบ แต่ค่อยๆ เห็นความเคลื่อนไหว หลังนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อติดตามความก้าวหน้าเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่ดูจะคึกคักหน่อยเห็นจะเป็น กลุ่ม D2 การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น ที่มี รมช.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้แทนภาครัฐ กับ สุพันธุ์ มงคลสุธี จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนภาคเอกชน เป็นหัวหอกขับเคลื่อนด้วยการจัดงาน Start Up Thailand ขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ SME ทั้งหลายดูจะมองเห็นช่องทางธุรกิจที่ตนสนใจ

อีกกลุ่มหนึ่งที่คึกคักไม่แพ้กัน คือ กลุ่ม E3 การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีเจ้าสัวเบียร์ช้าง ฐาปน สิริวัฒนภักดี จับมือกับ รมว.มหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขับเคลื่อนภารกิจด้วยการจัดตั้ง “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี จำกัด” ขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ระยะแรกนำร่อง 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต เพชรบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี และ บุรีรัมย์ เพื่อให้ชุมชนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สร้างรายได้ให้ชุมชนและให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งสิ่งที่จะสร้างให้เกิดรายได้คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เช่น การเกษตรของภูเก็ต คือ สับปะรดภูเก็ต นมแพะ กุ้งมังกร ผักปลอดสารพิษ การแปรรูป คือ การทำผ้าบาติก การท่องเที่ยวโดยชุมชน เช่น เทศกาลอาหาร

คงไม่มีอะไรถูก อะไรผิด ในแนวทางดังกล่าว ได้แต่รอดูผลว่าจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่

หันมาดูคณะทำงาน D6 การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นผู้แทนภาครัฐ และ อิสระ ว่องกุศลกิจ จาก บมจ.น้ำตาลมิตรผล เป็นผู้แทนภาคเอกชน โจทย์ของ D6 คือ การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม ทราบแต่ว่ามีโครงการที่จะทำ 10 โครงการ คือ การเกษตรแปลงใหญ่ที่ประกอบด้วยพืชหลัก ปศุสัตว์ และ ประมง ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ผัก แตงโม สมุนไพร ข้าวโพด ปลานิล กุ้งขาวแวนนาไม การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และ โคนมอินทรีย์

เป้าหมายของการดำเนินงาน คือ ลดการเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ SME เกษตร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมี แผนงาน คือ ภายใน 6 เดือน จะต้องรวมกลุ่มการผลิตของเกษตรกรเพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ พัฒนาสหกรณ์การเกษตรต้นแบบ และสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้อย่างรวดเร็ว แผนงานระยะยาว คือ ต้องทำงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อการเกษตร และทะเบียนเกษตรกร

ถ้าถามว่าเพียงเท่านี้เรียกว่าสมัยใหม่หรือยัง คำตอบคือ ยัง ตราบใดที่ภาคการเกษตรของไทยยังต้องพึ่งพาฟ้าฝนตามธรรมชาติ ตราบนั้นยังไม่ใช่เกษตรสมัยใหม่ ท่าทางกลุ่ม D6 น่าจะต้องหาที่ปรึกษาที่มองนอกกรอบ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือแบบนาข้าวเป็นสนามฟุตบอล หรือ สนามแข่งรถ กันเลยทีเดียว

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เตรียมพร้อมฤดูการเพาะปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/216551

281225166

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลังพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2559  เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงการประกาศว่า เข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกเต็มตัว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้เห็นการเตรียมพร้อมของทางกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งที่ผ่านมา  ได้เห็นท่านรัฐมนตรี  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ทุกกรมที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกวิถีทางโดยเฉพาะกรมการข้าวที่มีการเตรียมพร้อมเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว งานนี้ทางท่านอธิบดี “อนันต์ สุวรรณรัตน์” ของกรมการข้าวย้ำว่า ได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ ทั้งในส่วนของกรมการข้าวที่มีและที่มีการจำหน่ายในตลาดซึ่งปีนี้มีการตรวจสอบเข้มเพราะที่ผ่านมา ถือว่าแล้งสุดๆ และชาวนาไม่สามารถปลูกข้าวได้

จากนี้ไปจะต้องวางแผนให้ดีเรื่องของการปลูกข้าวถูกที่ถูกทางตามหลักวิชาการที่ควรจะเป็น เพื่อ ส่งเสริมให้ปลูกข้าวที่เน้นในเรื่องการผลิตข้าวคุณภาพเป็นหลัก เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพ ซึ่งจะต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ งานนี้ต้องติดตามว่าปีนี้กรมการข้าวจะเอาจริงขนาดไหนเพราะปีนี้แล้งจัดจริง ซึ่งปีนี้คงเป็นปีที่กรมข้าวต้องทำงานหนักอีกปี เพราะการปลูกข้าวปีนีของวางแผนการปลูกเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ผลผลิตมาชดเชยข้าวที่ไม่ได้ปลูกช่วงแล้งที่ผ่านมาด้วย งานนี้คงต้องร่วมมือสังคายนาร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานส่งเสริม จากนี้ไปคงหนีไม่พ้น ต้องร่วมไม้ร่วมมือกันให้ชัดเจน ที่เขาเรียกว่าบูรณการจริงๆ จะเอาอย่างไร คงต้องว่ากันไปหละครับ

มาอีกกรมที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ สั่งการให้ใช้มาตรการเข้มเข้าตรวจสอบเป็นพิเศษ ตามกรมกฎหมายที่มีอยู่ นั้นคือกรมวิชาการเกษตร ที่ดูเรื่องการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ย และปัจจัยการผลิตด้านอื่นๆ เพราะแว่วว่า มีพวกขบวนการหากินบนหลังเกษตรกรมายาวนาน ว่ากันว่า มีการผลิตปุ๋ยที่ไม่ได้คุณภาพ แอบมาขายในตลาด   ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสร้างความเสียหายกับเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และที่สำคัญปีนี้ท่านรมว. “ฉัตรชัย” ประกาศจะทำให้เป็นปี ลดต้นทุนการผลิต ซึ่งตามนโยบายชัดเจนว่า ต้องฟันไม่เลี้ยงกับพวกต้นตอปัญหา ที่เอาเปรียบเกษตรกร

มาอีกกรมที่เป็นกรมหลักในการแก้ปัญหาภัยแล้งจะขาดเสียไม่ได้นั้นคือ  กรมชลประทาน ที่มีหัวเรือใหญ่ชื่อ “สุเทพ น้อยไพโรจน์” งานนี้ ท่านรมว.เกษตรฯ สั่งการเป็นพิเศษ ให้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ บริหารจัดการเรื่องน้ำให้ดี เพื่อให้เพียงต่อการเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกันยังเป็นกรมหลักที่จะต้องวางแผนเรื่องการใช้น้ำทั้งระบบ รวมไปถึงการกำหนดห้วงเวลาการเพาะปลูกร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาให้เหมาะสมด้วย ว่าจะเป็นช่วงไหน เพราะปีนี้ต้องวางแผนการใช้น้ำให้ดีซึ่งจะยาวไปถึงฤดูแล้งปีหน้าด้วยจากนี้ไปต้องบอกว่า น่าจะเป็นงานหินพอสมควรที่ต้องฝากไว้ก่อนเกษียณอายุราชการของท่าน “สุเทพ” ก่อนส่งไม้ต่อให้อธิบดีคนใหม่ในเดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึง

สุดท้ายต้องบอกว่าปีนี้ ถือว่าเป็นปีวัดใจกับภัยธรรมชาติอีกปี เพราะแล้งที่ผ่านมา ถือว่าเผาหลอก ปีนี้มีแนวโน้มว่าอาจแล้งจัดต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องวางแผนกันให้ดี และที่สำคัญ ว่ากันว่า ปีนี้ มีตำแหน่งที่ว่างลง หลายตำแหน่งจากการเกษียณอายุราชการที่ท่านอธิบดีหลายคน ต้องชมกันตรงๆว่า ทำงานทิ้งท้ายสมกับเป็นข้าราชการจริงๆเพราะเห็นชัดเจนทำงานหามรุ่งหามค่ำเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้เป็นอย่างดี

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : จากไทยแพนถึงพระยาแรกนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215444

281225166

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ข้าราชการไทย หยุดราชการยาวติดต่อกัน 5 วัน ไปเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา กลับมาทำงานยังไม่ทันตั้งหลักดี อ้าวหยุดยาวอีกแล้วอีก 5 วัน เนื่องจากมีวันคั่นระหว่างวันหยุดนักขัตฤกษ์กับวันเสาร์-อาทิตย์อยู่ 1 วัน ครม.เลยประกาศให้เป็นวันหยุดพิเศษ ข้าราชการไทยจึงมีวันหยุดยาวติดต่อกันอีกช่วงหนึ่ง

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือ ไทย-แพน ถือโอกาสก่อนวันหยุดยาวเปิดแถลงข่าวพบสารตกค้างในพืชผักผลไม้เสียเลย เรียกว่า วางแผนมาดี แถลงเสร็จก็วันหยุดติดต่อกันหลายวัน สื่อก็เล่นข่าวนี้กระจาย เพราะวันหยุดยาวทั้งผู้สื่อข่าวและแหล่งข่าวทางราชการก็หยุดด้วย จึงต้องสต๊อกข่าวไว้ช่วงวันหยุด เหมือนกับการวางหมากกลสกัดไม่ให้ทางราชการตอบโต้ได้เต็มรูปแบบ แต่ถึงกระนั้นก็มีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้ทางสื่อบ้างประปราย…….ว่ากันไป

การแถลงข่าวพบสารตกค้างของ ไทย-แพน ในครั้งนี้ แม้จะวางแผนมาดี ก็ดูจะพลาดไปหน่อย ตรงที่ตัวอย่างที่สุ่มเก็บมาน้อยเกินไป เวลาวิเคราะห์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์จึงดูเหมือนสูง เช่น สุ่มมา2 ตัวอย่าง พบสารตกค้าง 1 ตัวอย่าง ก็ปาเข้าไป 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าสุ่มมา 1 ตัวอย่างพบสารตกค้างใน 1 ตัวอย่างนั้น ก็เท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นสถิติที่ใครก็คงรับไม่ได้

พลาดอีกประการหนึ่งคือ การระบุว่าส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องแล็บต่างประเทศ ซึ่งทราบกันดีในหมู่นักวิชาการและนักวิจัยว่า แล็บต่างประเทศคิดค่าใช้จ่ายสูงมาก และการเตรียมตัวอย่างส่งไปตรวจวิเคราะห์ก็ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรไปก็ได้ ต้องมีการเก็บรักษาให้คงความสด และต้องส่งภายในเวลาอันรวดเร็วหลังจากเก็บตัวอย่างมา คำถามจึงตามมาว่าทำไมต้องเป็นแล็บต่างประเทศ ภายในประเทศก็มีแล็บมาตรฐาน ISO เยอะแยะไป

การแถลงครั้งนี้ จึงแสดงเจตนารมณ์ที่ไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรอย่างแท้จริง แต่หวังผลประโยชน์อย่างอื่น อาจจะดูเหมือนปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค แต่ผลกระทบที่ตามมาคือเกษตรกร ที่ทำมาหากินสุจริต ทำการเกษตรตามระบบ GAP หรือเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ขายผลผลิตไม่ได้ หรือได้น้อยลง หรือถูกกดราคา นี่สิ…ทำร้ายเกษตรกรเห็น ๆ….ไทย-แพน น่าจะหาวิธีการอื่นในการแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้

ข่าวนี้ถือเป็นข่าวที่ตีหัวกระทรวงเกษตรฯ แล้วไม่รับผิดชอบ เอาสะใจไว้ก่อน

ท่ามกลางข่าวไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ ก็มีข่าวที่เป็นขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรตามมา นั่นคือ การเสี่ยงทายในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นพระยาแรกนาขวัญโดยตำแหน่ง ผู้ที่ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญถือเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ในการไถนาและหว่านข้าว ในพระราชพิธี โดยธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ก็ต้องรับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์นานเป็นเดือนก่อนวันพระราชพิธี ต้องบวงสรวงบูรพกษัตราธิราชองค์พระพิรุณ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สิ่งที่เกษตรกรทั่วประเทศจดจ่ออยู่กับพระราชพิธีนี้ นอกจากได้เห็นเพื่อนร่วมอาชีพเข้ารับพระราชทานรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาต่างๆ แล้ว ยังต้องการทราบผลการเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกายของพระยาแรกนา และเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง

ในปีนี้ พระยาแรกนา เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่ง ได้ผ้า 5 คืบ ทำนายว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ ผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งตั้งเลี้ยงพระโค ซึ่งประกอบด้วยหญ้า ข้าวเปลือก ข้าวโพด งา ถั่วเขียวน้ำ เหล้า ในปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เฝ้าติดตามพระราชพิธีนี้เป็นประจำทุกปีที่ปรากฏว่าพระโคกินของในถาดเกือบหมดทุกอย่าง ยกเว้นถั่วเขียว คำทำนายในปีนี้จึงบอกว่า ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหารมังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร การคมนาคมค้าขายกับต่างประเทศจะสะดวก และดีขึ้น เศรษฐกิจจะเจริญรุ่งเรือง

คำทำนาย กับสถานการณ์ที่เป็นจริงจะเหมือนกันหรือไม่คงต้องติดตาม เรื่องแรกเลยคือเรื่องน้ำ ที่ปลัดฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิบอกว่าจะตั้งใจเสี่ยงทายอธิษฐานหยิบผ้านุ่งท่านก็หยิบได้ผ้า 5 คืบ ปริมาณน้ำจะพอดี……..รอดตัวไป….แต่ท่านคงต้องเหนื่อยกับเรื่องอื่นๆ ที่รออยู่อีกเป็นภูเขาเลากา คราวนี้ละ…จะเอาตัวรอดหรือไม่…..ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : กล้าจริงหรือเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214559

281225166

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเดินเกมเชิงรุกของเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่จัดทำแผนแม่บทการใช้พื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในเขตพื้นที่วังน้ำเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการจัดเวทีให้ผู้มีส่วนได้เสียได้แสดงความคิดความเห็น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องบอกว่า กล้าไม่น้อย กับการเปิดเวทีเพื่อแสดงความคิดเห็น ทั้งหมด ก่อนเสนอต่อรัฐบาล นำร่องการแก้ปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้งระบบ

โดยข้อสรุปคร่าวๆ หลายคนเห็นด้วยกับการสางปมปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องของการปลดล็อก ในเรื่องของอาชีพการเกษตร ที่ผู้ได้รับที่ ส.ป.ก. จริงๆ เดิมจะต้องทำการเกษตรเท่านั้น ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพได้ เพราะขัดกับกฎหมาย ส.ป.ก.จึงจำเป็นต้องเร่งสางปมปัญหาว่า จะปรับเปลี่ยนให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนอาชีพตามความเหมาะสม นั่นหมายถึงอาจต้องใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายทันที เพื่อให้เกิดความทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์

ส่วนอีกแง่ที่เป็นประเด็นปัญหา ถึงเวลาสางปม คือ การใช้มาตรา44 ฟันกลุ่มนายทุนที่แห่ซื้อที่ ส.ป.ก. ไปทำรีสอร์ท ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมายเพราะที่ ส.ป.ก. ไม่สมารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ ตั้งแต่ต้น ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นการวัดใจรัฐบาล “ประยุทธ์” ว่ากล้าจริงหรือไม่กับการสางปมปัญหาที่คาราคาซังมาหลายปี งานนี้ต้องติดตามว่าจะเอาจริงกับการสางปมปัญหาแค่ไหน  เพราะเท่าที่เห็นกันจะจะ มีคนแทบทุกสีที่ไม่ใช่เกษตรกร เข้าไปครอบครองที่ ส.ป.ก. ว่ากันว่า เบื้องต้น เกินกว่า 500 ไร่ต่อราย มีมากกว่า 500 คน คร่าวๆ พวกนี้งาบที่หลวง อย่างหน้าด้านไปกว่า 5 แสนไร่ ว่ากันว่า หยิกเล็บเจ็บเนื้อต้องถามกันดังๆว่า กล้าจริงหรือเปล่า

มาอีกเรื่องคือการรับมือภัยแล้ง ที่แล้งจัดมานานหลายเดือน อีกไม่กี่วันก็จะเข้าฤดูการผลิตสินค้าเกษตรเต็มตัว แต่วันนี้ที่ตั้งต้นรับมือกับภัยแล้ง มาตั้งแต่ช่วงปลายปี และปรับเปลี่ยนต่อเนื่องแบบรายวัน บอกตรงว่ายังไม่เห็นความชัดเจนซักอย่าง ทั้งการช่วยเหลือประชาชน คนที่เป็นเกษตรกร ไปจนถึงการวางแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบ

วันนี้ต้องบอกว่าหากกล้าจริงต้องกล้าที่จะวางระบบ การแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างจริงจังเพราะว่ากันว่า ก่อนหน้านี้ ในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยามีการสำรวจแหล่งน้ำที่เป็นของเอกชน ที่เป็นอ่างเก็บน้ำของเอกชน ที่มีขบวนการขุดหน้าดินขาย กันมหาศาล ว่ากันว่า แต่ละบ่อที่ขุดดินขาย มีขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า บ่อละ 130 ไร่ และลึกไม่ต่ำกว่า 50-60 เมตร และไม่ใช่ที่เดียว มีเป็น 10 บ่อ ซึ่งน่าแปลกใจว่าขุดกันได้อย่างไร แค่ ชาวบ้านขุดเกิน 3 เมตร ต้องขออนุญาตแทบตาย กว่าจะอนุมัติ แต่กลับมีการปล่อยปละละเลยจากบางหน่วยงาน ปล่อยให้ขุดดินลักน้ำจากชาวบ้าน

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : อำลาอาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213516

281225166

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลังจากสายฟ้าในฤดูร้อนและแล้งฟาดเปรี้ยงที่กรมประมงแบบไม่มีเหตุอันควร..ส่งผลให้ วิมล จันทรโรทัย พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมประมง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นมา ไปนั่งตบยุงเป็นเพื่อนอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิตชูขจร ที่ถูกสายฟ้าฟาดเช่นเดียวกัน แต่มานั่งเล่นที่สำนักนายกรัฐมนตรีก่อนล่วงหน้าตั้งแต่ สิงหาคม 2558

เหตุผลที่ย้ายฟ้าผ่า บอกเพียงว่า อธิบดีวิมล เป็นนักวิชาการเกินไป ทำงานแก้ปัญหา IUU ล่าช้า ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า การเป็นนักวิชาการนี่เป็นความผิดมหันต์ขนาดนี้ก็จะรอดูอธิบดีกรมประมงคนใหม่ อดิศรพร้อมเทพ ที่สั่งตรงมาจากสหรัฐอเมริกา จากอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร มาเป็นรองอธิบดีกรมประมง โดยเตะโด่ง วราภรณ์พรหมพจน์ อดีตรองอธิบดีกรมประมง ไปเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันคือ แก้ปัญหา IUU ได้ล่าช้าส่วนอธิบดีกรมประมงคนใหม่จะใช้ทักษะของนักการทูตแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วอย่างไรต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ถามว่าถ้า IUU แก้ได้ง่าย คงแก้เสร็จไปนานแล้ว ปัญหาที่หมักหมมมานานนับสิบปี จะให้แก้ได้ภายใน 1-2 ปี ก็คงต้องย้ายคนอีกทั้งกรมประมง โชคดีของอดีตอธิบดีกรมประมง จุมพล สงวนสิน ที่เกษียณอายุราชการไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงถูกสายฟ้าฟาดเช่นเดียวกัน

การย้ายอธิบดีกรมประมงในครั้งนี้ ใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ม.44) ทำให้อธิบดีหลายกรมเย็นสันหลังวาบ เพราะไม่รู้ว่าจะโดน ม.44 กับเขาด้วยเมื่อไร ที่แน่ๆ คือ มีคนบอกว่า ผู้ตรวจราชการพิเศษ วิมล จันทรโรทัย นั่งยิ้มสบายใจไปแล้ว ม.44 ทำให้หายคลายเครียดในบัดดล

อากาศร้อนไม่เคยปรานีใคร สายฟ้าฟาดเปรี้ยงที่กรมประมงไม่นาน สายฟ้าฟาดที่พรรคชาติไทยพัฒนาในเวลาต่อมา เมื่อมีข่าวว่า ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา บรรหาร ศิลปอาชานายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการอีกหลายกระทรวง รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคหอบหืด เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของแวดวงการเมือง และเป็นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของชาวสุพรรณบุรี

คงไม่ต้องบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 บรรหาร ศิลปอาชา ทำความเจริญรุ่งเรืองให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างไร ทั้งโรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว ถนนหนทาง การชลประทาน การเกษตร รวมทั้งงานเทศกาลตามประเพณีต่างๆ ที่จัดได้อย่างใหญ่โตอลังการ เป็นที่ถูกใจของชาวสุพรรณบุรี ทำให้ลงสมัคร สส. กี่ครั้งก็ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นอีกทั้งยังแผ่บารมีไปถึงลูกสาว กัญจนา ศิลปอาชาและลูกชาย วราวุธ ศิลปอาชา ด้วย

สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2523-2524 ด้วยระยะเวลาสั้นๆ ยังไม่ได้ทันสร้างผลงานด้านการเกษตรไว้มากมายนัก แต่ในยุคหลังๆ พรรคชาติไทยหรือชาติไทยพัฒนา มักจะยึดหัวหาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่เสมอ โดยการส่งผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการ โดยตนเองทำหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษา ที่ดูจะมีบทบาทมากกว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเสียด้วยซ้ำ

ล่าสุดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาจากพรรคชาติไทยพัฒนา คือ ธีระวงศ์สมุทร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน (2550-2555) ซึ่งภายหลังคงมีมรสุมรุมเร้าทำให้สุขภาพไม่ดีจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อปี 2555 และพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้ส่ง ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกษียณหมาดๆ มาดำรงตำแหน่งแทน ส่วน ธีระ วงศ์สมุทร ได้กลายเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาแทน ชุมพล ศิลปอาชา ที่ถึงแก่กรรม สร้างความงุนงงสงสัยให้ใครหลายคน

ที่กล่าวมานี้ เพื่อที่จะบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 บรรหาร ศิลปอาชา มีความสัมพันธ์ที่ดีและแนบแน่นกับข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอีกหลายกระทรวงที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแล และข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง และอีกหลายกระทรวงที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วแซงหน้าคนอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ ก็เพราะบารมีของ นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 คนนี้แหละไม่เฉพาะการเติบโตในสายข้าราชการประจำ สายข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรีว่าการก็มีให้เห็นแล้ว
แต่ต่อไปนี้ ไม่มีบรรหาร ศิลปอาชา ที่จะสนับสนุน ผลักดันใครให้เติบโตอย่างรวดเร็วอีกแล้ว…ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ของตนเองกันบ้างเถอะนะ….คนดี….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรฯเป็นได้แค่เสือ..กะบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212471

281225166

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้ เดินเลาะมาติดตามงานของกระทรวงเกษตรฯ หลังจากที่หยุดยาวมานานหลายวัน ในช่วงเทศกาลหยุดยาวฉลองปีใหม่ไทย ในวันสงกรานต์ ต้องบอกว่าจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯ คงต้องปรับกลยุทธ์ในการทำงานใหม่ทั้งระบบ เพื่อขับเคลื่อนงานให้การพัฒนาการเกษตรไปให้ได้ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” จะตั้งใจอยากให้งานเกษตรเดินหน้าไปมากแค่ไหน แต่ดูเหมือนงานจะคืบหน้าช้ามาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะคนกระทรวงเกษตรฯ ไม่ทำงานหรือไม่ตั้งใจจริง แต่อาจเป็นเพราะระดับล่างๆ ทำงานบนความสับสน  แบบเดี๋ยวนายจะเอาอย่างโน้นเดี๋ยวนายจะเอาอย่างนี้ ไม่ยึดโยงชัดเจน ซึ่งต่างจากการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข  และกระทรวงมหาดไทย ที่เขามีอำนาจสั่งการชัดเจน โดยคนคนเดียว ทำงานประสานกันสอดรับ ในระดับพื้นล่างอันเกิดจากโครงสร้างการบริหารงานชัดเจน

แต่จากการที่กระทรวงเกษตรฯ ปรับการทำงานใหม่ โดยใช้ขบวนการซิงเกิลคอนมานด์นั้น ให้ทำงาน ร่วมกันของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯในระดับพื้นที่ โดยขอความร่วมมือกันในระดับพื้นที่ สรุปเอาเป็นว่า หัวหน้าซิงเกิลคอมมานด์ ได้ไปแค่นกหวีด เป่าให้เพื่อนเดินตาม ไม่มีโครงสร้างรองรับ โดยกรมเจ้าสังกัดสั่งงานอีกครั้ง ที่สุดเจ้ากรมแต่ละกรม มีอำนาจสูงสุด ดูแลเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่หัวหน้าคิดกันเองนะขอรับ ทุกคนเขาเชื่อนายเขาโดยตรงหรือ..หัวหน้าซิงเกิลคอมมานด์นั้นไม่รวมถึงเรื่องโครงสร้างการบริหารงานที่ผู้บริหารงาน อย่างท่าน “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ปลัดกระทรงเกษตรฯ ไม่ค่อยให้ความสำคัญจริงไหมครับ เพราะถึงวันนี้ ตำแหน่งอำนวยการต้น และอำนวยการสูง ที่ต้องไปอยู่ในส่วนของเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในส่วนของการสังกัดสำนักงานปลัดโดยตรง ที่ปลัดแต่งตั้งโดยอำนาจ ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนซิงเกิลคอมมานด์ นานกว่า 6 เดือน ยังไม่แต่งตั้ง มันเพราะอะไร งานนี้ท่านต้องบอก…คนเกษตรฯ นะขอรับ ชัดกันขนาดนี้ คงทราบนะครับว่าที่ผ่านมา ทำไมงานพัฒนาการเกษตรฯสั่งไป ถึงเป็นได้แค่เสือ…กะบาก

นั่นไม่รวมถึงการสั่งการงานต่างๆ บอกตรง วันนี้ เจ็บกระดองใจแทนคนกระทรวงเกษตรฯ จริงๆ ที่ ถูกสังคมเขาว่ามาเรื่องของการทำงานทั้งที่ทำงานแทบตาย แต่ทุกครั้งผลโพลล์ออกมา สังคมไม่เห็นจริงๆ งานที่ควรทำไม่ทำ แต่สิ่งที่ไม่ทำกลับให้ค่ามากมาย โดยเฉพาะเรื่องงานเดินสายออกสื่อ  แม้แต่ไปตรวจหมูเนื้อแดง  ตรวจปุ๋ย ท่านปลัดยังไปด้วยตนเอง แถมจะไปไหนมาไหนบอกกันล่วงหน้า สุดท้ายจับได้แค่ผักชี

สุดท้ายต้องบอกว่าปีใหม่เริ่มใหม่ หลังจากนี้ คงเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะแว่วๆ ว่าท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” สั่งให้รีบสะสางคนในตำแหน่งที่ลากมาหลายเดือน ให้จบภายในเมษายนนี้ ต้องรอท่านปลัด จะเอาอย่างไร เพราะจากนี้ไปศึกใหญ่กำลังจะมาทั้งแล้งจัดที่จะยาวไปจนถึงปี’60 ปัญหาราคาสินค้า ปากท้อง อย่าบอกว่า “ฉันก็ทำแล้ว”…ทำไปวันๆ เพราะทุกอย่างมันดูที่ผลสำเร็จนะขอรับ

หนามเขียวตำใจ

เลาะรั้วเกษตร : กล้วยไม้ไทยไปไม่ถึงไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211449

281225166

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มีโอกาสได้ไปชมการแสดงกล้วยไม้ในงานประชุมวิชาการกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 12ที่ อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เห็นกล้วยไม้หลากหลายชนิด สีสันสวยงาม ทั้งที่จัดตกแต่งเป็นสวน เป็นเรือสุพรรณหงส์ กล้วยไม้ที่ประกวด และกล้วยไม้ที่จำหน่ายในร้านต่างๆ ซึ่งมีทั้งของต่างประเทศ และของไทย เหมาเอาเองว่าของไทยน่าจะมากกว่า 90%

เห็นความอลังการของกล้วยไม้ และศักยภาพกล้วยไม้ของไทยแล้วอดคิดไม่ได้ว่ากล้วยไม้น่าจะเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยมากกว่าที่เป็นอยู่……ถ้ากระทรวงเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ และตัวเกษตรกรเองจะช่วยเหลือกันและกันมากกว่านี้

เมื่อราวๆ 20 ปีก่อนหน้านี้“กล้วยไม้” ถือเป็นสินค้า “Product Champion” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องหันมาให้ความสำคัญมากกว่าไม้ดอกชนิดอื่นๆ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับประเทศปีละนับพันล้านบาท หลังจากนั้นไม่นานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยประธานสภาที่ปรึกษาฯ อานันท์ปันยารชุน ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทักษิณชินวัตร ในขณะนั้น ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกกล้วยไม้ รวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับของภูมิภาคเอเชีย

ในข้อเสนอนั้น ให้จัดตั้งตลาดกลางมาตรฐานไม้ดอกไม้ประดับ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนากล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับเพื่อใช้สนับสนุนการลงทุนปรับปรุงการผลิตของเกษตรกร สนับสนุนการขยายตลาด ประชาสัมพันธ์สินค้าในต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยด้านการผลิตและการตลาด

นอกจากนี้ยังสนับสนุนการรวมกลุ่ม และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงประสานความร่วมมือให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ ให้รัฐบาลจัดตั้งองค์กรกลางที่เรียกว่า Flower Council เป็นผู้ประสานงานและดำเนินการ

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าวมีหมายเหตุว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของกล้วยไม้ไทยทั้งด้านสังคม และวัฒนธรรม เพราะกล้วยไม้ไทยมีวิวัฒนาการที่ยาวนาน มีการสั่งสมความรู้ความอดทนในกระบวนการผลิตของนักวิชาการ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงควรมีการถ่ายทอดเพื่อสืบสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสู่เยาวชนและประชาชนต่อไป

ข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในคราวนั้น (พ.ศ.2546) กับนายกรัฐมนตรีที่ทำงานรวดเร็ว น่าจะมีส่วนผลักดันให้เกิด ศูนย์กลางการผลิตและการตลาดกล้วยไม้ขึ้นในประเทศไทยได้ไม่ยาก แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับเงียบหาย

มีความพยายามของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะดำเนินการในบางเรื่อง เช่น ตลาดกลางกล้วยไม้ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง มีการสนับสนุนจัดงานแสดงกล้วยไม้ ประกวดกล้วยไม้ในจังหวัดต่างๆ แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการผลิตและการตลาดกล้วยไม้ในภาพรวมของประเทศ เพราะด้านการตลาดส่งออกก็ทำกันไปในกลุ่มนักธุรกิจ และผู้ประกอบการผลิต และส่งออกกล้วยไม้ต้น และกล้วยไม้ตัดดอกไม่กี่ราย มูลค่าการส่งออกที่คาดกันว่าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ ก็ไม่ใช่ แต่อยู่ในระดับ 2,000 ล้านบาทต้นๆ

ในปี 2553 สมัยรัฐบาล อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีระ วงศ์สมุทร ได้เสนอยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก พ.ศ. 2555-2559 ให้ ครม. พิจารณา โดยมีเป้าประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ให้ได้ 10,000 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่ง ครม. เห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ไทยอยู่ในระดับ 2,000 ล้านบาทต้นๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว และมีแนวโน้มจะลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะในปี 2554 แหล่งผลิตกล้วยไม้สำคัญๆ ถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นจำนวนมาก กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลา มากกว่า 2 ปีล่าสุดปี 2558 มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้อยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านบาท

เหลือเวลาอีกเพียงปีเดียว จะกระโดดให้ถึง 10,000 ล้านบาทคงต้องมีปาฏิหาริย์………

จะว่าไปความพยายามของภาครัฐก็มีอยู่มาก อาจจะต่อเนื่องบ้าง ไม่ต่อเนื่องบ้าง แต่ความร่วมมือจากชาวสวนกล้วยไม้ และคนในวงการกล้วยไม้เองต้องถามว่า มีมากพอหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบ ชมรม หรือสมาคม ที่เกี่ยวกับกล้วยไม้ของไทย มีเป็นจำนวนมาก แต่ทุกชมรม หรือสมาคม ก็ไม่ได้คิดที่จะร่วมมือกันพัฒนาวงการกล้วยไม้ในภาพรวม ได้แต่อยู่ในกลุ่มของตนเอง ไม่ต้องอะไรมาก แค่การประกวดกล้วยไม้แต่ละครั้งก็วิ่งล็อบบี้กรรมการกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จะหวังอะไรมากไปกว่านี้……..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ปากว่า ขาไม่ขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210514

281225166

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในที่ประชุมเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ที่เรียก เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯระดับพื้นที่มารับนโยบายอีกรอบเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคย ชี้แจง เรื่อง นโยบาย ให้กับข้าราชการมาแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมาว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีคนนี้ ต้องการอะไร จากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ

เห็นชัดเจนว่า ท่านรัฐมนตรีถึงกับออกอาการหัวเสียไม่ใช่น้อย เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ที่มอบนโยบายไป ท่านรัฐมนตรีสวดยับในที่ประชุมว่า เท่าที่ประเมินมีข้าราชการเข้าใจเข้าถึงนโยบายของท่านรัฐมนตรี เพียงร้อยละไม่ถึง 60 ของข้าราชการในระดับพื้นที่ ที่เข้าไปขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันในพื้นที่แบบบูรณาการหรือระบบชิงเกิลคอมมาน ที่ทุกหน่วยงานในระดับพื้นที่ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เดินตรงเป้าหมาย ที่เกษตรกรต้องกินดีอยู่ดีเท่านั้น ถึงวันนี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่า ดูเหมือนคนกระทรวงเกษตรฯไม่เข้าใจเอาเสียเลย ทั้งที่อยู่กับเกษตรกรมาก่อน ในขณะที่รัฐมนตรีเพิ่งมาทำงานไม่กี่เดือน เรื่องเกษตรก็อยู่ในหัว เพราะลงพื้นที่ดูงานไม่เคยขาด

งานนี้ รัฐมนตรีกำชับว่าจากนี้ไป ต้องมีอะไรชัดเจนและเห็นผลว่า ทั้งหมดจะเดินหน้าอย่างไร เพราะถึงวันนี้ ต้องบอกว่าผิดหวังกับการทำงานของคนกระทรวงเกษตรฯ แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องไปทำความเข้าใจกับเกษตรกร คนกระทรวงเกษตรฯยังไม่เข้าใจ นั่นไม่รวมถึงเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ที่มีหลายคนยังเข้าใจว่า ไปลดเรื่องปุ๋ยเรื่องยาฆ่าแมลง ทั้งที่อย่างอื่นต้องทำควบคูกันไป ขณะเดียวกัน เรื่องของการขับเคลื่อนเรื่องของเกษตรแปลงใหญ่ ยังไม่เข้าใจถึงแก่น ถึงตามนโยบายต้องการให้เกษตรกรรายย่อยที่ทำงานต่างคนต่างทำมารวมกัน ผลิตสินค้าร่วมกัน โดยมีภาครัฐ หรือคนกระทรวงเกษตรฯคอยเป็นพี่เลี้ยงส่งเสริมแนะนำ พร้อมประสานงานกับเอกชนในพื้นที่ร่วมกันหาตลาด ช่วยเกษตรกร งานนี้ท่านรัฐมนตรี ย้ำว่าเป็นแนวทางแบบประชารัฐ

สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่า ในฐานะคนติดตามงานกระทรวงเกษตรแบบจี้ติด รู้สึกผิดหวัง จริงๆ กับการแก้ปัญหาภาคการเกษตร แม้ข้าราชการในพื้นที่ จะขยันเพียงใด แต่การขับเคลื่อนคงไร้ผล หากคนเป็นหัวเรืออย่างผู้นำในส่วนราชการเข้าใจเกษตรกรจริง เหมือนที่ปากว่า แต่ขามันไม่ยอมขยับ เพราะเท่าที่ทราบจากข้าราชการ แอบกระซิบว่า วันนี้ในส่วนของการบริหาร จัดการในเรื่องบุคลากร ท่านผู้นำอย่างท่านปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ เพราะถึงวันนี้ในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการสูง” ที่ต้องไปดูในส่วนของซิงเกิลคอมมานในพื้นที่ ที่ว่างไม่น้อยกว่า 10 ตำแหน่ง อย่างเกษตรและสหกรณ์จังหวัด นานกว่า 6 เดือน ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยไม่มีสาเหตุ ทั้งที่มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อน โดยตรงแต่กับไปเร่งรีบจ้างที่ปรึกษา ในหลายตำแหน่งที่ทุ่มงบกว่าเดือนละแสนเศษ ต้องถามว่าวันนี้ มีอะไรที่มีการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้เกษตรกรดีขึ้นหละท่านยังไงช่วยคิดๆๆๆๆๆๆ ด้วยนะขอรับครับท่าน อย่าโทษแต่ข้าราชการระดับล่างอย่างเดียว

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : เป็นห่วงเสียจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209516

281225166

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เสร็จจากการชี้แจงคนทำโพลล์ไม่กี่วัน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ก็เร่งลงพื้นที่ทำผลงาน (ให้เข้าตาใครก็ไม่รู้) และสร้างภาพไปพร้อมๆ กัน ที่กล่าวนี่มิได้เกินเลยความจริง เพราะยังไม่เคยเห็นปลัดเกษตรฯคนไหนลงพื้นที่ไปจับสารเร่งเนื้อแดง ปุ๋ยปลอม สารเคมีปลอม เหมือนปลัดท่านนี้

การลงพื้นที่ที่ผ่านมาคงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนัก เพราะปฏิบัติการจับปุ๋ยปลอม สารเคมีปลอม หรือการใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องไปแบบเงียบๆ เพื่อจู่โจมถึงแหล่งผลิต จับให้ได้คาหนังคาเขา แต่ท่านเล่นแจ้งใครต่อใครให้ทราบกันทั่วก่อนที่จะไปเป็นอาทิตย์…ไก่ไม่ตื่นก็ให้มันรู้ไป ข่าวที่ปรากฏออกมาราวกับท่านจับปุ๋ยปลอมได้มากมายเป็นโกดัง….ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเจ้าของปุ๋ยรายนี้ คงไม่เพี้ยนก็เมาที่รอให้คนมาจับ

พูดถึงปุ๋ยปลอม ก็พอดีกับคดีฮั้วประมูลปุ๋ยปลอม…ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะนัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง อดีตรมว.เกษตรฯ ชูชีพ หาญสวัสดิ์ และเลขานุการ วิทยา เทียนทอง ในความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงาน พูดตามภาษาที่เข้าใจกันง่ายๆ คือ ฮั้วราคากัน

เหตุเกิดเมื่อกุมภาพันธ์ 2544 – กันยายน2545 กรมส่งเสริมการเกษตร สมัยอธิบดี ปราโมทย์ รักษาราษฎร์ เสนอให้มีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ โดยกำหนดเงื่อนไขเข้าข่ายล็อกสเปกให้ผู้ประมูลได้มีรายเดียว คือ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย ป.ป.ช.ท้วงติงแล้ว แต่รัฐมนตรีกลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบ และไฟเขียวให้ดำเนินการต่อ ขณะที่เลขานุการก็บันทึกต่อท้ายโครงการว่า ป.ป.ช. รับทราบแล้ว

เมื่อได้ทำสัญญาซื้อปุ๋ยอินทรีย์กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯเรียบร้อย ก็จัดส่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้ตรวจสอบรับรองและไม่ได้มาตรฐานไปแจกจ่ายเกษตรกร ทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย การจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ครั้งนั้นจำนวนประมาณ 1.3 แสนตัน มูลค่าสูงกว่า 360ล้านบาท

เวลาผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่เพิ่งจะมาฟ้องร้องเมื่อเดือนเมษายน 2558 และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 …คอยฟังกันเองแล้วกันว่าหมู่หรือจ่า….แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าถ้าไม่ใช่รัฐบาลทหาร คดีนี้คงเงียบหายไปกับสายลมเป็นแน่แท้

ยังมีอีกเรื่องของกระทรวงเกษตรฯที่ไม่พูดถึงไม่ได้อีกเช่นกัน…นั่นคือการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี….เพราะท่านมาเงียบๆ แต่ไม่ได้มาเล่นๆ ….จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่ รมว.เกษตรฯ เสนอแต่งตั้ง นายวิทยา ผิวผ่อง เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี…นับเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีคนที่ 3 อันแสดงว่า งานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรี 2 คนเอาไม่อยู่…

หลายท่านคุ้นชื่อ วิทยา ผิวผ่อง เพราะเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่คำถามคือ…ผู้ช่วยรัฐมนตรี วิทยา ผิวผ่อง มาได้อย่างไร จะมาช่วย รมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ในด้านใด ท่านอาจจะเก่งตอนที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้รางวัลครุฑทองคำปี 2553 รุ่นเดียวกับ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ท่านทูตวีรชัยพลาศรัย เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ที่ต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารอย่างเข้มแข็ง แต่ยังไม่ปรากฏในประวัติว่าท่านเก่งเรื่องเกษตร

คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับคำถามนักคือ ท่านมาได้เพราะเรียนหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 20 รุ่นเดียวกับบิ๊กฉัตร….และบิ๊กตู่ ….ใช่หรือไม่

จะแต่งตั้งผู้ช่วยอีกสักกี่คน แต่ถ้าไม่รู้เรื่องของเกษตรอย่างแท้จริง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้..นะท่าน

เป็นห่วง และสงสารกระทรวงเกษตรฯ จริงๆ…..คนเกษตรไม่ได้ทำ คนทำไม่ใช่เกษตร….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ฝนซาที่กระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208475

281225166

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องบอกว่า ต้นสัปดาห์ฝนเริ่มซาหลังจากตกหนักมาก่อนหน้านี้ ซึ่งที่บอกว่า ฝนเริ่มซานั้น ไม่ใช่ฝนจริงหรอกครับ เพียงแต่เป็นผลโพลล์หรือผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน  ต่อผลงานของกระทรวงเกษตรฯที่คุณพี่ปลัด “ฝน” ธีรภัทร ประยูรสิทธิปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่หัวเสียกับผลโพลล์มาที่ออกมาหลายสัปดาห์ที่ปรากฏว่า ผลโพลล์ถึงการยอมรับเรื่องผลงานกระทรวงเกษตรฯตกต่ำ ซึ่งท่านปลัดถึงกับเต้นผางคิดว่า มันน่าจะเกิดจากคำถามไม่ตรงกับคำตอบ กระมัง และจู่ๆก็มีคนแอบกระซิบบอกกระจอกข่าวประจำกระทรวงเกษตรฯเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ฝนมันเริ่มซาแล้วเจ้าคะ”เพราะผลโพลล์ที่ออกมาใหม่มันเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่ามีที่มาของการทำโพลล์อย่างไร แต่ก็เอาเป็นว่าเล่นเอาปลัด “ฝน” หน้าชื่นตาบานได้ไม่น้อยทีเดียว

ผลโพลล์จะออกมาอย่างไรมันคงไม่ใช่เรื่องจะยินดียินร้ายกันสักเท่าไหร่ ในฐานะคนข่าว คนติดตามงานกระทรวงเกษตรฯนั้น เท่าที่ทราบที่ผ่านมา หลายรัฐมนตรี หลายปลัดกระทรวงเขาไม่ค่อยยินดียินร้ายกับผลโพลล์ เพราะทุกคนคิดเพียงว่า โพลล์ที่ออกมาเป็นเพียงกระจกเงาที่สะท้อนการทำงานของหน่วยงาน เท่านั้น สุดท้ายก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าแก้ไข ทำงานช่วยเหลือเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้อย่างมั่นคงเท่านั้นซึ่งจากนี้ไป คงต้องติดตามว่า ผลงานที่บอกว่า ออกมาดีเลิศแล้ว จะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สังคมยังต้องจับตามองการทำงานว่ากระทรวงเกษตรฯจะมีกึ๋นในการทำงานช่วยเหลือเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน

ส่วนการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรฯ อย่าง เรื่องยางพารา แม้วันนี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะออกมาปราบปลื้มกับราคา ที่มันขยับตัวมาที่กิโลกรัมละ 47 บาท จากเดิม 33 บาท ก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลมอบหมายให้ทางการยางแห่งประเทศไทย เข้าไปแทรกแซง 1 แสนตัน เพื่อนำมาใช้ ในหน่วยงานรัฐ วันนี้ก็แทรกแซงได้เพียง 2,800 ตัน ซึ่งจะว่าไป ส่วนหนึ่งที่ราคามันขึ้น มันคงไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงสักเท่าไหร่เพียงแต่ตอนนี้ ราคามันดีดตัวสูงขึ้นเพราะเป็นช่วงฤดูการปิดกีดยาง งานนี้ต้องดูกันยาวๆ ว่าหลังปิดกีดจะหมู่หรือจ่าราคามันจะยัง 47 บาทต่อกิโลกรัมหรือไม่ ต้องติดตาม

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ ต้องแสดงความยินดีกับนายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ “ดลมนัส กาเจ” อีกสมัย หลังจากที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมมา 2 ปี จากนี้ไปคงต้องติดตามว่า สมัยที่ 2 “ดลมนัส”จะเดินหน้านำสมาคม เดินหน้าไปอย่างไรและจะเข้มข้นขนาดไหน คงต้องติดตามยังไงพี่น้องพ้องเพื่อน ผู้สื่อข่าวกระทรวงเกษตรฯ คงต้องฝากความหวัง ว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ในการพัฒนามากขึ้นนะขอรับ

หลังคาเขียว