เลาะรั้วเกษตร : เรื่องโพลล์อีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207501

281225166

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คราวที่แล้วกล่าวถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับความนิยมในตัวรัฐมนตรีในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา ซึ่งผลปรากฏว่า บิ๊กฉัตรพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่ชื่นชอบผลงานมากที่สุด ซึ่งคราวนั้นก็สร้างความฮือฮาในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มารอบหนึ่งแล้ว

มาเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สวนดุสิตโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานในระยะเวลา1 ปี 6 เดือน ของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยให้ประชาชนให้คะแนนผลงานเป็นรายกระทรวง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนให้คะแนนผลงานของกระทรวงกลาโหมมากที่สุด 7.99 จาก 10 คะแนน ซึ่งสอดคล้องกับโพลล์ก่อนหน้านั้นที่ถามความนิยมในตัวรัฐมนตรี ซึ่งประชาชนให้คะแนน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมากที่สุด

สำหรับกระทรวงที่มีผลงานเข้าตาประชาชนน้อยที่สุด คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ 6.32 คะแนน ก็สอดคล้องกับโพลล์ครั้งก่อนอีกเช่นกันที่ประชาชนชื่นชมผลงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ น้อยที่สุด

ผลสวนดุสิตโพลล์คราวนี้จัดอันดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่อันดับที่ 19 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย ส่งผลให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ร้อนรุ่ม ต้องวิ่งไปหาคนทำโพลล์ เพื่อที่จะถามว่า คำถามที่คุณใช้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนั้น ถามว่าอะไรบ้าง ถามกับประชาชนกลุ่มไหน เพื่อที่จะได้นำมาวิเคราะห์ว่าทำไมคะแนนของกระทรวงเกษตรฯ จึงอยู่อันดับบ๊วย

สิ่งที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับคำชี้แจงจากคนทำโพลล์คือคำถามที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตร 1 ข้อ คือ “การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ ปรับโครงสร้างลดต้นทุนการผลิต” ซึ่งดูคำถามแล้ว ไม่ได้เข้าข้างกระทรวงเกษตรฯ แต่ต้องถามคนทำโพลล์กลับว่า คนตอบจะเข้าใจไหม ขนาดคนในกระทรวงเกษตรฯ เอง กว่าจะเข้าใจกับนโยบาย “ลดต้นทุนการผลิต” กับ “การปรับโครงสร้าง” ให้ถูกต้องตรงกัน รัฐมนตรีว่าการฯ ยังต้องอธิบายความหมายและแนวทางการดำเนินงานอยู่นาน

พิจารณาจากข่าว และข้อมูลต่างๆ ประกอบแล้ว คำถามของการทำโพลล์ครั้งนี้ไม่น่าจะมีข้อเดียวอย่างที่คนทำโพลล์บอก เพราะยังมีผลงานยอดเยี่ยมของรัฐบาลที่ประชาชนพอใจมากที่สุดด้วย ซึ่งผลคะแนนที่ได้พบว่า ผลงานอันดับ 1 ที่ประชาชนพอใจคือ การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อันดับที่ 2 คือการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งภาครัฐและเอกชน อันดับที่ 3 การเชิดชูสถาบัน อันดับที่ 4 ลดราคาน้ำมันพลังงาน อันดับที่ 5 การจัดระเบียบสังคม กวาดล้างยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล นอกจากนี้ยังมีการให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้คะแนนความตั้งใจทำงานมาเป็นอันดับที่ 1

เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนทำโพลล์บอกกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เขาคงไม่ได้มีคำถามเดียวแน่นอน…..แต่อย่างไรก็ตามต้องชมว่าท่านปลัดฯ ธีรภัทร กล้ามากที่เข้าไปถามคนทำโพลล์ถึงที่ คนทำโพลล์ก็คงชื่นชม และคงแอบยิ้มอยู่ข้างหลังพร้อมกับคิดในใจว่าโพลล์ของตนสามารถสั่นสะเทือนกระทรวงใหญ่ๆ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้….ไม่เฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดีบางกรมยังออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่าส่งลูกน้องออกไปทำงานหามรุ่งหามค่ำกับเกษตรกร แต่ผลโพลล์ออกมาแบบนี้…..หมดกำลังใจทำงาน ประชาชนคงอยากถามกลับไปเหมือนกันว่า ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำนั้น ตรงความต้องการของเกษตรกรหรือไม่ หรือทำตามนโยบายอย่างเดียว

ความดุสิตโพลล์ยังไม่ทันหาย ความกรุงเทพโพลล์ก็เข้ามาอีก งานเข้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกเช่นเคย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจซึ่งได้คะแนนน้อยที่สุด (อีกแล้ว) น่าจะ ซ.ต.พ. ได้หรือยังว่า นโยบาย กับการทำงานต้องไปด้วยกัน ถ้านโยบายดี ทำงานหามรุ่งหามค่ำก็เห็นผล แต่ถ้านโยบายไม่เหมาะสมทำอย่างไรก็ไม่บรรลุผล……บรรดาท่านผู้บริหารทั้งหลายน่าจะเอาประสบการณ์ที่อยู่กระทรวงเกษตรฯมามากกว่า 30 ปี แชร์ให้รัฐมนตรีที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงปีทราบบ้างหรือแชร์แล้วท่านไม่ฟัง…..ก็ไม่รู้สินะ…..คนนอกจะมาทราบดีกว่าคนที่อยู่เกษตรมาทั้งชีวิตได้อย่างไร

อย่ามัวไปหงุดหงิดกับโพลล์เลย…….น่าจะถือเป็นกระจกสะท้อนอะไรบางอย่างให้เรานำมาปรับปรุงจะดีกว่าไหม

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ดังแต่ท่อล้อไม่หมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206381

281225166

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้มาติดตามการทำงานกระทรวงเกษตรฯ ที่มีหัวเรื่องใหญ่นั่งแท่นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ”ต้องบอกว่าวันนี้ ท่านขยันขันแข็งกันเป็นพิเศษ ว่ากันว่า ลงพื้นที่ตรวจตราดูความเรียบร้อยของภัยแล้งกันแทบไม่ขาดสาย สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ลุยตรวจสอบพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ ต.โนนเมืองพัฒนา อ.ด่านขุนทด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการระดับสูงต้อนรับเช่นเคย

ก็เช่นเป็นอีกที่หนึ่งล่ะครับที่บอกว่า  ที่ข้าราชการ รายงานต่อท่านรัฐมนตรี บอกย้ำนักย้ำหนาว่า เอาอยู่ บริหารจัดการภัยแล้งอย่างเต็มที่ แบบบูรณาการตามแบบฉบับที่ว่ากันมาแก้ปัญหาชะงัก ก่อนจะออกมาพบปะประชาชน พร้อมกับโชว์เทปูน ช่วยชาวบ้าน ที่กำลังเทปูนทำลานตากมันสำปะหลังที่วัดในฐานะทหารช่างเช่นเคย ในขณะที่หลังจากท่านรัฐมนตรีจากไป ชาวบ้านในพื้นที่ ก็ยังคงเผชิญภัยแล้งเช่นเดิม เพราะพื้นที่อ.ด่านขุดทด ถือว่าแล้งซ้ำซาก  โดย จ.นครราชสีมา ถือเป็นจังหวัดที่แล้งจัดอีกแห่งเพราะมีพื้นที่ประสบภัยแล้งกว่า 10 อำเภอ ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงยาก เพราะที่เก็บน้ำ ที่สร้างไว้ เขาทำไว้เพื่อเก็บน้ำในหน้าฝน ไม่ใช่หน้าแล้ง หากท่านรัฐมนตรี จะกรุณาเดินไปดูรอบข้าง วัดที่ท่านไปรับฟังความคิดเห็น สักนิดก็จะเห็นว่า มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่งที่อยู่ข้างวัด ที่ท่านไปฟังข้าราชการรายงานนั้นล่ะครับ ก็ตามแบบฉบับที่ทำกันมาล่ะครับขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง กะด้วยสายตา ก็น่าจะลึกสัก 3 เมตรได้ ซึ่งแห้งจนดินแตกระแหง แต่ที่สำคัญ ไอ้ 3 เมตรที่ว่ามันดันไม่มีใครนึกแปลกใจและสงสัย ว่ามันทำไมต้อง 3 เมตร แล้วมันจะได้อะไร แล้งขนาดนี้ขุดตื้นแค่นี้ จะเก็บน้ำได้อย่างไร

จึงตามไปถาม ข้อมูลจากผู้รู้ ได้รับคำตอบว่า ที่ต้อง 3 เมตร เพราะว่ากฎหมายกำหนด ว่าอย่างนั้น หากลึกกว่านี้ ต้องขออนุญาตไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขุดแค่น้ำ และที่ทำมาก็ทำมาอย่างนี้แหมพ่อคุณมิน่าหละ มันถึงได้ มีหลุมเล็กๆ กันทั่วประเทศ ไหนบอกบูรณาการ จะให้ดีต้องบอกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือบูรณาการทางความคิดก่อนไหม ไม่ใช่อะไรหรอกที่ลงทุนไป เดี๋ยวมันจะเสียเปล่า ขุดบ่อไม่มีน้ำก็ต้องฝากท่าน รัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวง ไหนๆก็เป็นทหารช่าง ตอบ
ชาวบ้านที ขุดเพื่อ…. และในฐานะ รัฐบาลทหารที่ทำอะไรได้เร็ว แก้ได้หรือยังครับกฎหมายว่า ขุดบ่อน้ำเกิน 3 เมตร ต้องขออนุญาตอย่างไรช่วยตรวจสอบทีเผื่อชาวบ้านจะได้ขุดได้ลึกกว่านี้ เผื่อจะมีน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งกันบ้าง เพราะหน้าแล้ง ปีนี้อีกยาวนาน อย่าลืมนะครับ เขาทำสระน้ำเก็บใช้หน้าแล้ง ไม่ใช่หน้าฝน มิน่าหละเห็นเดินสายตรวจแล้ง โพลล์สำรวจความคิดเห็น เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ…. “ฝนตกทุกที”…..อ้าว ยังไง ก็ ช่วยๆกันครับ อันไหนที่ดีก็บอกว่าดี อันไหนที่ไม่ดีก็ต้องรีบแก้ เพราะตอนนี้ กระทรวงเกษตรฯ ถูกมองว่า “ดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน”ขอรับ

มาอีกเรื่อง ต้องบอกว่า อื้ออึงกันไม่ใช่น้อย เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ข้าราชการระดับสูงถึงการโยกย้าย ที่ไม่เป็นธรรม ในส่วนผู้บริหารระดับ 8 และระดับ 9 เพราะช่วงนี้ถือเป็นช่วงโยกย้ายแต่งตั้ง ในหลายกรมก็มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงกันเพียบล่ะครับ ก่อนที่จะถึงคิวของท่านอธิบดีกรมต่างๆ เพราะท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าให้ประเมินการทำงานของท่าน ท่านผู้บริหาร ระดับอธิบดี ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก็ใกล้เข้ามาทุกที  และที่สำคัญ มีคนกระซิบว่า ช่วงแล้งจัดๆ
อย่างนี้ ที่ท่านรัฐมนตรี และข้าราชการ ระดับอธิบดีหลายกรม ลงลุยตรวจสอบพื้นที่ ภัยแล้งอย่างขะมักเขม้น แต่มันดันมี อธิบดีบางกรมพาลูกน้องที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ไปทัวร์ต่างประเทศ โดยไม่ขออนุญาตรัฐมนตรีสักคำ อย่างนี้ ต้องบอกว่า กล้าจริงๆ ส่วนใคร กรมไหน ท่านต้องไปตรวจสอบเองนะขอรับท่านรัฐมนตรี พอดีเห็นมีคนกระซิบมา นะครับ

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : ว่าด้วยเรื่องโพลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/205241

281225166

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน มีเรื่องของนิด้าโพลล์เข้ามากระตุกความรู้สึกของผู้คนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มีเรื่องเม้าท์มอยกันไปพักหนึ่ง เพราะโพลล์ที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ โดยโพลล์ดังกล่าวได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในรอบ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งมีคำถามข้อหนึ่งเกี่ยวกับความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี ผลปรากฏว่า รัฐมนตรีที่ประชาชนประทับใจมากที่สุดคือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองลงมา คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่ประทับใจมากที่สุด หวยออกที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 42.96% รองลงมาคือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 36.40% และ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 35.60%

หลังจากข่าวนี้ออกมา บิ๊กฉัตรเงียบ ไม่โต้ตอบอะไร ยังมีการสั่งการผู้บริหารในกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าทำงานเต็มที่
โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งดำเนินการมาหลายเดือนแล้ว ให้เร่งทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่รัฐมนตรีสั่ง กับสิ่งที่เกษตรกรเผชิญอยู่สอดคล้องกันหรือไม่

ดูๆ ไปแล้วบิ๊กฉัตร ก็ทำงานเต็มที่ ในพื้นที่ก็ลงไปเยี่ยมเยียน ทำไมประชาชนจึงไม่ประทับใจ…..หรือว่านิด้าโพลล์ ไปถามประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย หรือที่ไม่ได้สัมผัสกับงานของกระทรวงเกษตรฯ

ย้อนกลับไปดูโพลล์ในอดีตเมื่อ 27 กรกฎาคม 2558 สวนดุสิตโพลล์ สำรวจความคิดเห็น “ประชาชนคิดอย่างไรกับการปรับ ครม.ประยุทธ์ 2” สมัยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชื่อ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ส่วนพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลโพลล์ระบุว่า 3 กระทรวงแรกที่สมควรปรับรัฐมนตรี ได้แก่ กระทรวงการคลัง 83.11% กระทรวงพาณิชย์ 80.28% และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 72.15%

ในเวลาใกล้เคียงกัน สวนดุสิตโพลล์ ก็ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน “ได้เวลาปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล
พลเอกประยุทธ์ หรือยัง” ผลสำรวจพบว่า รัฐมนตรีที่ควรปรับออกมากที่สุด ได้แก่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 71.52% รองลงมาคือ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 68.68% และ ปีติพงศ์
พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 60.31%

จากโพลล์ในครั้งนั้น ต่อมาได้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และ อำนวย ปะติเส รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ถูกปรับออกไปจาก ครม. โดยโยก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ จากกระทรวงพาณิชย์ มาลงแทนเพียง 1 เดียว ไม่มีรัฐมนตรีช่วย ขณะเดียวกันนายกฯลุงตู่ก็ดึง อภิรดี ตันตราภรณ์ ขึ้นไปแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ระยะเวลาห่างกันประมาณ 6 เดือน มีการทำโพลล์กันอีกครั้ง รายชื่อ พลเอกฉัตรชัย และ อภิรดี ยังคงติดโผที่ประชาชนไม่ชื่นชอบอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงใด…..นี่สิน่าคิด….

ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ เป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศ และปากท้องของประชาชน ถ้า 2 กระทรวง ยังแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้ ใครที่เข้ามาบริหารทั้ง 2 กระทรวงนี้ ก็เตรียมรับสถานภาพบุคคลที่ประชาชนไม่ชื่นชอบเอาไว้ล่วงหน้าได้เลย

ยิ่งงานทางด้านการเกษตร อย่าคิดว่า หมู….คนที่ว่าแน่ๆ เจ๋งๆ มาเหอะกี่นโยบาย กี่มาตรการ ตกม้าตายมาเยอะแล้ว…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ทัวร์ลงทุ่งมุ่งแก้แล้ง-ละลายพฤติกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/204157

281225166

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์ ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าภายในกระทรวงเกษตรฯ ในการปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานยกใหญ่แบบสังคายนางานยกแผงกันเลยทีเดียว หลังจากมีแนวโน้มเรื่องการข่าว เกี่ยวกับการทำงาน มักจะติดลบอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องร้องทุกข์ของเกษตรกร ทั้งเรื่องสินค้าเกษตรตกต่ำไปจนถึงภัยแล้ง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่เข้าตาผู้ใหญ่ในรัฐบาล

งานนี้ รัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” จึงเรียกบรรดาบก. ข่าวมาหารือถึงแนวทางกันให้ข่าว เพื่อหวังทำงานร่วมกัน โดยเน้นเรื่อง การประชาสัมพันธ์ เรื่องของภัยแล้งเป็นหลัก ให้เข้าใจตรงกันซึ่งงานนี้ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าส่วนใหญ่คนทำงานสื่อเข้าใจกันเองเป็นอย่างดีว่า ท่านรัฐมนตรีต้องการอะไรและก็หวังว่า อันที่จริงเรื่องข้อมูลข่าวสาร จะดีหรือลบ จะเข้าถึงใจชาวบ้านหรือไม่ มันเกิดจากคนให้ข้อมูลคนทำสื่อ ก็เป็นได้ แค่เพียงคนกลางนำสารบอกกล่าวให้เข้าใจตรงกันเท่านั้น ซึ่งหากทุกคนเข้าใจตามภาระหน้าที่ เป็นอันข้อมูลที่ดีๆ ได้ถึงมือชาวบ้านประชาชี
อย่างแน่นอน จากนี้ไปคงได้เห็นทั้งท่านรัฐมนตรีและคนทำสื่อ น่าจะเข้าใจการทำงานร่วมกันเสียทีนะขอรับ

มาอีกเรื่องที่เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกเรื่อง ทำให้คนรู้จักกระทรวงเกษตรฯ มากขึ้นไม่น้อยว่า กระทรวงเกษตรฯ ทำอะไรอยู่ในห้วงเวลาของภัยแล้งกำลังคืบคลานเข้ามาเต็มตัว นั่นคือ การจัดทัวร์ ล่องทุ่ง มุ่งดูภัยแล้งเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ ที่ผ่านมา ว่ากันว่า งานนี้ท่านรัฐมนตรีสั่งการให้มีการแบ่งสายทัวร์ล่องทุ่งเป็น 4 สาย โดยมีท่านรองปลัดกระทรวงทั้ง 4 คน เป็นคนดูแล ลูกทีมก็จะมีทั้งอธิบดีกรมต่างๆ และข้าราชการระดับ 9 คือ ระดับรองอธิบดีเป็นลูกทีม โดยสายแรกไปดูพื้นที่ จังหวัดลพบุรี สายที่ 2 ลงไปดูพื้นที่ภัยแล้งที่จังหวัดสระบุรี สายที่ 3 เป็นการดูภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง และสายสุดท้าย ไปดูพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยทั้งหมดจะต้องเข้าไปดูพื้นที่ภัยแล้ง ที่กำหนดไว้ เพื่อรับฟังปัญหา เพื่อจะมารายงานต่อท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ว่าได้อะไรบ้างในการลงพื้นที่ ซึ่งต้องบอกว่าแต่ละทีม ถือว่าเตรียมความพร้อมทั้งข้อมูล และเข้าไปลุยปัญหามารายงาน ต่อท่านรัฐมนตรีได้ค่อนข้างดีกันทีเดียว เพราะเห็นรัฐมนตรีชมเปาะทุกทีม

ไม่ว่างานนี้ จะทำด้วยเหตุผลกลใดในใจลึกๆ ของท่านรัฐมนตรี ชื่อ “ฉัตรชัย” ก็ตามต้องบอกว่า เรื่องดีมีแนวโน้มว่า กระแสตอบรับค่อนข้างเป็นบวกของสังคมกับภาพลักษณ์ของกระทรวงเกษตรฯ อย่างน้อยก็ได้เข้าใจตรงกันของสังคมว่า วันนี้กระทรวงเกษตรฯไม่ได้นิ่งเฉย กับการวางแนวทางในการเดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และจะได้เข้าใจตรงกันเสียทีว่า จากนี้ไปท่านผู้นำที่ดูแลเรื่องปัญหาการเกษตรต้องการอะไร จากข้าราชการระดับ 9 ในตำแหน่งรองอธิบดีและข้าราชการระดับ 10 ในตำแหน่งอธิบดี ว่า จากนี้ไปท่านควรทำตัวอย่างไร เพราะก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะปล่อยให้ทุกทีมอภิปราย และรายงานผลการลงพื้นที่ ท่านพูดชัดเจนว่า การส่งทีมข้าราชการ ลงพื้นที่โดยนั่งรถทัวร์คันใหญ่หลายชั่วโมง ก็เพราะอยากให้ทั้งคนที่กำลังจะก้าวขึ้นในตำแหน่งที่สูงขึ้น และคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงในขณะนี้  มีโอกาสได้พูดคุยกันในรถ และเข้าใจกันเองว่า เวลานี้กระทรวงเกษตรฯควรเดินหน้าไปอย่างไร ถึงจะช่วยชาวบ้านได้

ที่สำคัญ ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ยังย้ำนักย้ำหนากลางที่ประชุมว่าวันนี้ผู้บริหารทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าในงานของกรมอื่นๆ ไม่ใช่เข้าใจเฉพาะงานของกรมตนเอง ซึ่งจากนี้ไปทุกคนต้องคิดที่จะทำงานอย่างเข้าใจปัญหา ไม่ใช่รอให้สั่ง และต้องกล้าที่จะตัดสินใจและให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาต่อสังคมและทุกคนต้องพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายต้องบอกว่าจะหมู่หรือจ่าก็ขึ้นอยู่กับผลงานแต่ละคน ส่วนที่คิดว่าตนเองแน่และหวังจะใช้วิชามารวิ่งเต้น คงหวังยากเพราะท่านรัฐมนตรี บอกชัดว่า รักทุกคนในกระทรวงเกษตรฯ…..ซึ่งน้ำตาจะไหล

หลังคาเขียว

เลาะรั้วเกษตร : ‘กยท.’ฤาจะไปไม่ถึงดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203060

281225166

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้เรื่องราวของการเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับซื้อยางในราคาที่ชาวสวนยางต้องการ จะเงียบสงบลงไปแล้ว เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดจุดรับซื้อยางตามราคาที่กำหนด ถึงจะไม่ได้ราคาเท่าที่เรียกร้อง แต่ก็พอจะบรรเทาความเดือดร้อนลงได้บ้าง

จากวิกฤติราคายางที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่มีบทบาทในการเข้าไปแก้ปัญหามีหลายหน่วยงาน ทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และ ทหาร (คสช.) นับว่าโชคดีที่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทหาร จึงสั่งให้ทหารเข้ามาช่วย และสั่งให้กระทรวงต่างๆ เข้ามาช่วยด้วย ไม่เพียงแต่การรับซื้อยาง แต่รวมไปถึงการพิจารณาหาทางใช้ยางให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ลำพังการยางแห่งประเทศไทยเอง คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากมาย แม้ว่าในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 จะระบุในมาตรา 8 และ 9 ว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้การยางแห่งประเทศไทยเข้าไปดำเนินการแก้ไขก็ตาม เพราะปัญหาภายใน กยท. เอง ก็ยังไม่สามารถแก้ไขให้คลี่คลายลงได้

เจตนารมณ์ของการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. กำหนดไว้ว่า เพื่อให้เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจรบริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินกองทุนพัฒนายางพารา จัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา ส่งเสริมสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ

เจตนารมณ์สุดท้าย เป็นงานที่ท้าทาย และเป็นงานที่ยากที่สุด เพราะกว่าจะมาเป็น กยท. ได้ เริ่มมาตั้งแต่ยางกิโลกรัมละเกิน 100 บาท ในปี 2555 แล้วตกต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงปี 2558 ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ราคายางเหลือ 3 กิโลกรัม/100 บาท (อย่างที่ชาวสวนยางเขาว่ากัน) เป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง ขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ท้าทาย กยท. ให้เข้ามาแสดงฝีมือแก้ไขปัญหา

แต่ภายใน กยท. ซึ่งมาจาก 3 หน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และ องค์การสวนยาง ยังเป็นน้ำ กับน้ำมันกันอยู่ ยังรวมตัวกันไม่ได้ ยังไม่ได้ตั้งหลัก บุคลากรจาก 3 หน่วยงานยังไม่ได้คิดถึงภารกิจของหน่วยงานตามเจตนารมณ์ ได้แต่คิดถึง “ภาระกู” ว่าตนเองจะอยู่ที่ไหน ตำแหน่งอะไร ค่าตอบแทนเท่าไร

เป็น กยท. มาเกือบจะครบปีแล้ว ยังไม่มีผู้ว่าการ เป็นตัวเป็นตน มีแต่รักษาการซึ่งผ่านมา แล้ว 2 คน คนแรก วีระศักดิ์ ขวัญเมือง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาล รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ กยท. ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 74 ของพ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ซึ่งทำหน้าที่ได้ไม่เกิน 120 วัน จากนั้นเปลี่ยนใหม่เป็น เชาว์ ทรงอาวุธ คนนี้แต่งตั้งมาปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่ใช่ตัวจริงอีกเช่นกัน เป็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง สำหรับผู้ว่าการ กยท. ตัวจริงกำลังสรรหากันอยู่ เพิ่งปิดรับสมัครไปเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

คุณสมบัติที่กำหนดไว้คือ อายุไม่เกิน 58 ปี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ถ้าเคยรับราชการมาก่อนต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี หรือรองผู้ว่าการ ถ้าเป็นเอกชนจะต้องเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ด้านการบริหารทั่วไป หรือด้านธุรกิจ หรือด้านการตลาด หรืออุตสาหกรรม และมีวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการองค์กร ที่สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทอุตสาหกรรมยาง และการตลาดยางพาราไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน

ตรงวิสัยทัศน์นี่ โจทย์ยากอ่ะ………ยิ่งยากเข้าไปใหญ่เมื่อสถานการณ์ยางพาราอยู่ในช่วงขาลงเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทราบว่ามีผู้มาสมัครเข้ารับการสรรหา 6 คน มีทั้งอดีตผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน ผู้นำชาวสวนยาง และผู้ดำเนินรานการโทรทัศน์ ที่น่าสังเกตคือ….ไม่มีอดีตข้าราชการ…

คนในวงการยางเองก็คงหาไม่ได้ง่ายๆ ที่จะมีคุณสมบัติตามที่กำหนดนี้ คนนอกวงการก็ไม่มั่นใจว่าจะมาสู้รบปรบมือ กับผู้มีอิทธิพลในวงการยางได้มากน้อยเพียงไร เพราะนอกจากยางจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่งของไทยแล้ว ยางยังเป็นพืชการเมืองที่ข้าวต้องชิดซ้ายเลยทีเดียว

ว่าแล้วก็ให้เป็นห่วง กยท. จะไปไม่ถึงดวงดาวเสียละกระมัง

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ถ้าปากกล้าจริงอย่าขาสั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/201912

281225166

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เลียบๆ เคียงๆ มาติดตามการทำงานแก้ปัญหาของกระทรวงเกษตรฯ ต้องบอกว่า  เริ่มซาลงกับปัญหาเรื่องราคายางพาราที่เกิดขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศลั่นเดินเกม ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเข้าไปแทรกแซงราคารับซื้อนำตลาดยางพาราเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ได้มีที่ขายยางพารามากขึ้น ทำให้ราคายางพาราในท้องตลาดขยับตัวสูงขึ้น แม้วันนี้จะยังไม่มียางไปขายในจุดรับซื้อ จำนวนไม่มาก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

หากวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ คิดเป็นและรู้จัก เรื่องของปัญหายางพาราอย่างมืออาชีพ ต้องทราบดีว่าการเดินเกมหมากนี้ กระทรวงเกษตรฯถือว่าสำเร็จในเชิงวางกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาราคายาง และการที่ เกษตรกรนำยางมาขายน้อยก็ไม่ใช่โครงการแทรกแซงราคายางไม่สำเร็จ แต่หากเพราะเกษตรกรอยู่ในช่วงใกล้ปิดกรีดจึงไม่มียางพารามาขายในจุดรับซื้อจึงมีเกษตรกรนำยางพารามาขายน้อยไม่ใช่เกษตรกร ไม่สนใจ และที่สำคัญราคารับซื้อยางมีขยับตัวสูงขึ้น จากนี้ต้องจับตาว่ากระทรวงเกษตรฯจะเอาอย่างไรในการช่วยชาวสวนยางระหว่างปิดกรีดยางหลายเดือน เพราะเห็นว่าเงินที่ช่วยเหลือชาวสวนยางเดิมไร่ละ 1,500 บาทที่ช่วยทั้งชาวสวนยางและคนกรีดยาง บางส่วนยังไม่ถึงมือเกษตรกรซึ่งเข้าใจว่า น่าจะใช้ช่วงนี้ เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือให้จบกันไปอ้าวเอาใจช่วยจริงๆ

มาอีกเรื่องที่โผล่ออกมาให้ติดตามคือ เรื่องปัญหาที่ดินทำกิน ที่เปิดฉากจาก เรื่องปัญหาที่ดินทำกินที่อยู่ในส่วนรับผิดชอบของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ที่ออกเอกสารสิทธิให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ๆ ก็มีข่าวว่า มีการบุกรุกสวนป่าของกรมป่าไม้  ซึ่งตรวจสอบไปตรวจสอบมา พบว่า มันดันเลยแนวตะเข็บ ที่เขตที่อยู่ในส่วนของกรมป่าไม้ 5 แปลง จากทั้งหมด 31 แปลง งานนี้ ท่าน เลขาฯส.ป.ก. “นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส” จึงได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบว่า มีการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้กับเกษตรกร โดยมิชอบหรือไม่ หากพบมีการทุจริตงานนี้ท่าน เลขาฯ ส.ป.ก.ลั่นฟันไม่เลี้ยงยังไงขอให้เอาจริงเหอะ ท่าน เลขาฯ แน่จริงอย่าปากว่า และขาสั่นล่ะ

สุดท้ายต้องบอกว่า ปัญหาการจัดการเรื่อง ที่ดิน ส.ป.ก. วันนี้เริ่มส่อเคล้าบานปลาย เพราะหลายพื้นที่ เริ่มมีหลายแปลง หลุดเข้าไปอยู่ในเขตป่า จากเดิมที่เคยอยู่กินมาเป็นชาติ ว่ากันง่ายๆ หลายพื้นที่ ทางกรมป่าไม้ มีการยกป่าเสื่อมโทรมให้ ทาง ส.ป.ก. ไปจัดสรรให้กับเกษตรกร ตั้งแต่  ปี 2536 อย่างเช่น จ. เพชรบูรณ์  มาวันนี้ อยู่ๆ รัฐบาลก็มามีมาตรการจะปรับปรุงแผนที่ แนวเขตที่ดินของรัฐ แบบบูรณาการมาตรส่วน1:4000 ONE MAPทำให้ ทั้งกรมป่าไม้และ ส.ป.ก. ต้องรังวัดที่ดินตามแนวตะเข็บกันใหม่ ทำให้ จากเดิมทั้งสองหน่วยงานต่างคนต่างยึดแนวตนเอง ต้องมาวางแนวตะเข็บเดียวกัน ทำให้บางพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. หลุดไปอยู่ในเขตป่า แว่วว่า ขณะนี้ มีเกษตรกร หลายครอบครัวถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะอยู่ๆ ที่เคยทำการเกษตร กว่า 18 ไร่ ที่ครอบครองปลูกยางพารา กันมาหลายปี ที่กำลังกรีดได้อยู่ดีๆ ก็เจ้าหน้าที่มาบอกว่า ตอนนี้ ทางกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก. ตกลงร่วมกันเรื่องแนวตะเข็บคุณเหลือที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 อยู่แค่ 2 ไร่ เพราะอีก 16 ไร่ เราเห็นพ้องต้องกันว่ามันอยู่ในเขตป่า ทั้งที่
ก่อนหน้านี้ เขาทำการเกษตร มาต่อเนื่องและได้ที่จัดสรรมาอย่างถูกต้อง เล่นเอาอึ้งไปตามๆแล้วอย่างนี้จะไปโทษใครหละครับ ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ช่วยชาวบ้านที เพราะชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริงๆ
หมิงเทียน

เลาะรั้วเกษตร : ผิดช่องทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200836

281225166

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่มีผลสำรวจอย่างเป็นทางการว่า รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทุกคืนวันศุกร์ และรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ทุกวันตอนเย็น เว้นวันศุกร์ ที่ออกอากาศทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ มีเรตติ้งสูงมากน้อยเพียงไร แต่เป็นความภาคภูมิใจของหน่วยงานภาครัฐ ที่สามารถเผยแพร่ผลงานผ่านทั้ง 2 รายการนี้ได้

ถ้านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงใคร ผลงานของหน่วยงานใด ในรายการคืนความสุขฯ ถือเป็นสุดยอดของการประชาสัมพันธ์แล้ว
เพราะขนาดนายกรัฐมนตรียังพูดถึง แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง คนที่ให้ข้อมูลหรือคนเขียนสคริปต์ให้นายกรัฐมนตรีพูด คงต้องหาเรื่องราวมากมายเพื่อนำมาประมวลให้นายกรัฐมนตรีมีเรื่องพูด ซึ่งการค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่ใกล้ตัวประชาชนใช่จะหาได้ง่ายๆ หน่วยงานต่างๆ เลยถือโอกาสนี้ป้อนข้อมูลให้เสียหน่อย ถ้านายกรัฐมนตรีนำไปพูดก็ดีไป ถ้าไม่ก็ไม่เสียหาย

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดในรายการคืนความสุข บางเรื่องราว สื่อสิ่งพิมพ์ยังนำมาเผยแพร่ด้วย แถมสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ยังนำมาเผยแพร่ซ้ำ เรียกว่า คนรับข่าวสารไม่มีพลาดแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องเข้าหูบ้าง ไม่หูซ้าย ก็หูขวา ส่วนรายการเดินหน้าประเทศไทย ก็เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง พิธีกรของบางสถานีก็ผูกขาดกับกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งว่ากันไป จะเลื่อนช่องหนีก็ไม่ได้ เพราะมีทุกช่อง

ล่าสุดมีแนวทางการประชาสัมพันธ์ใหม่แว่วว่าเป็นแนวคิดจากทีมงานโฆษกรัฐบาล ให้ใช้โซเชียลมีเดียประชาสัมพันธ์ โดยใช้แผ่นภาพบุคคลพร้อมข้อความคำพูดที่ “โดน” ใจ(ใครไม่รู้) ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ ภาพนายกรัฐมนตรีกับคำพูดที่ตอบโต้กับสื่อ ภาพรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ชอบไปปาฐกถาในที่ต่างๆ เสร็จแล้วก็มีคนทำแผ่นภาพกับคำพูดมาแชร์กันในเฟซบุ๊ค

การประชาสัมพันธ์ด้วยแผ่นภาพ กำลังนิยมในกระทรวงเกษตรฯ โดยให้รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และอธิบดีแต่ละกรมเป็นพรีเซ็นเตอร์ ข้อความที่นำเสนอมีหลายแบบ เป็นนโยบาย เป็นคำพูด บางคนก็เหมือนโฆษณาขายสินค้า มีคนกระซิบว่าจะมีการประกวดแข่งขันด้วยว่าของใครมีคนกดไลค์มากที่สุด

ต้องถามคนทำประชาสัมพันธ์ว่า การประชาสัมพันธ์รูปแบบนี้ “โอเคป่ะ” จะมีเกษตรกร หรือประชาชนทั่วไปสักกี่คนที่จะมีโอกาสได้เห็นแผ่นภาพที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย รูปแบบและเนื้อหาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น หรือน่าสนใจพอที่จะให้คนกดไลค์ กดแชร์ได้มากมาย ไม่เหมือนคลิปดีเจที่ถอยรถมาชนคู่กรณี หรือคลิปเด็กแต๋วอ้อนหมวดตำรวจบนโรงพัก หรือภาพล้อเลียนตุ๊กตาเทพ (เทพ โพธิ์งาม และ สุเทพ เทือกสุบรรณ) ที่แชร์กันสนั่น เพราะเรื่องหนึ่งก็โหด เรื่องหนึ่งก็น่ารักเรื่องหนึ่งก็ตลกขบขัน

ถึงกระนั้น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ สุรพล จารุพงศ์ ก็ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์โดยแผ่นภาพนี้มากถึงมากที่สุด ไม่รู้ว่าประชาสัมพันธ์ของแต่ละกรมจะหาข้อความมาให้เจ้านายพูดแบบ “โดนๆ” ได้มากมายแค่ไหนเพียงไร และบางกรมที่โฆษณาขายสินค้า ก็เร่งเปิดตัวสินค้าเสียหมดแล้ว คงต้องเร่งหาสินค้าตัวใหม่มาโฆษณา

มองในทางกลับกัน แทนที่จะเป็นผู้บริหาร เรามาเปลี่ยนเป็นเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ หรือการดำเนินงานของหน่วยงานราชการจะดีกว่าไหม หาเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ของแต่ละกรมหรือผู้ประกอบการซึ่งเป็นพันธมิตร เอาคำพูดที่เขาพึงพอใจในผลงาน หรือสิ่งที่หน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมภาพเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายนั้นๆ ทำเป็นแผ่นภาพประชาสัมพันธ์แบบเดียวกับที่กระทรวงเกษตรฯ ทำอยู่เวลานี้ แชร์ออกไปในโซเชียลมีเดีย ความสำเร็จของแต่ละคนน่าจะเป็นแรงจูงใจให้คนอยากทำตามบ้าง ที่สำคัญคือ ผลงานของแต่ละหน่วยงานเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

การประชาสัมพันธ์ โดยใช้สื่อที่หลากหลายก็ดีอยู่ แต่ถ้าเป็นสื่อที่ผิดช่องทางก็เสียเวลาเปล่า ยกเว้นแต่ว่าอยากประชาสัมพันธ์ให้เจ้านายเห็น…. ก็แล้วแต่ “เอาที่สบายใจ” ละกัน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สนิมเนื้อใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199729

281225166

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เริ่มกันแล้วในการเข้ารับซื้อแทรกแซงราคายางพารา จากเกษตรกรโดยตรง หลังจากเมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา
ใช้เงินดำเนินการในส่วนของการบริหารจัดการของการยางแห่งประเทศ ไทย หรือ กยท. ในเบื้องแรกกว่า 500 ล้านบาท แม้วันแรกจะยังไม่เข้าที่เข้าทางเพราะเกษตรกรยังรอดูท่าที ไม่ค่อยเชื่อภาครัฐ  จะจริงใจขนาดไหน ทำให้วันแรกของการรับซื้อยางพารา ในโครงการแทรกแซงราคายาง 1 แสนตัน ยังมีเกษตรกรเอายางไปขายในจุดต่างๆ ค่อนข้างน้อย กว่าที่คาดกันไว้ ซึ่งว่ากันว่าไม่ถึง 60 ตัน

นั่นอาจไม่ใช่เพราะเกษตรกรไม่มั่นใจอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเรื่องการเปิดจุดแทรกแซง ไม่ครอบคลุม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา กระทรวงเกษตรฯ โดย “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” รมว.เกษตรฯ ก็ได้สั่งการให้ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมในพื้นที่ เพื่อเปิดทางและเอื้อไม่ให้เกิดปัญหาราคายาง ได้นำยางพารามาขายในราคานำที่ภาครัฐมีการรับซื้ออยู่ที่ราคายางแผ่นรมควัน 45 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางที่ราคา 42 บาท และยางก้นถ้วย 41 บาท เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย” ย้ำให้“ปลัดฝน” “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” กำชับให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าติตามการซื้อยางพาราในพื้นที่อย่างเข้มข้น พร้อมประสานงาน ทั้งป.ป.ช. และ สตง. ในพื้นที่เข้าสังเกตการณ์ หากพบว่าผิดสังเกต ส่อว่า มีเรื่องไม่ดี แจ้งทันทีพร้อมปรับเปลี่ยน

และที่สำคัญไปกว่านั้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงมือเกษตรกรมากขึ้น บอร์ด  กยท.ชุดใหม่  ยังอนุมัติเงินบริหารงานอีกกว่า 2,000บาท เข้ารับซื้อแทรกแซง ราคายางเพิ่มอีก คราวนี้จะครอบคลุมถึงมือเกษตรกร และช่วยเกษตรกรถึงแก่นหรือไม่ ก็คงต้องช่วยกันติดตามกันให้ดี หากพบว่า มีปัญหางานนี้ก็คงต้องช่วยกันคิดช่วยกันแก้ แม้แต่ตัวเกษตรกร และแกนนำ (ของจริง) คงต้องช่วยกันสอดส่อง หากเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ คงต้องรีบแจ้งมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้ทันท่วงที เพราะงานนี้ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” และ ปลัดฝนบอกว่า เอาจริงกับเรื่องการแก้ปัญหาราคายางพารา จะไม่ให้ซ้ำรอยเก่าที่มีการทำมาอย่างแน่นอน มั่นใจอย่างนี้ ต้องเอาใจช่วย จริงๆ

มาถึงวันนี้ ขบวนการแก้ปัญหาราคายางพาราของไทยต้องวางแผนการรับมือให้จริงจัง เพราะมาตรการแทรกแซงราคายางพาราของรัฐบาลที่ว่ามาให้โฆษณาดีอย่างไร ในความเป็นจริง สิ่งที่ต้องเผชิญอีกยาวไกล คือความเป็นจริง นั้นคือ
ณ เวลานี้ มีการปลูกยางในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ว่ากันว่า ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศพม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา  เอาเป็นว่า แค่ยางพาราที่ปลูกใกล้ประเทศไทย ที่ติดตามแนวชาวแดน หากจะยอมรับความเป็นจริงมากกว่า ผลผลิตรวมในประเทศ ไทยเสียอีก แต่โชคดีที่ว่าผลผลิตยังต่ำ และขบวนการจัดการ รวมถึงการขนส่งยังด้อยกว่าไทย แต่อนาคตไม่แน่ หากบริหารจัดการดีเมื่อไหร่ และไม่วางแผนรับมือ ถึงคราวซวย เกษตรกรไทยผู้ปลูกยางแน่นอน คิดกันเองว่าจะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญไปกว่านั้น วันนี้ปัญหาราคายางของไทยหากยอมรับความจริงใครก็รู้ว่า เกิดจากการบริหารจัดการที่มีขบวนการรับดับผู้บริหาร บางคนบางกลุ่มในกระทรวงเกษตรฯ มีความเชื่อมโยง กับกลุ่มอิทธิพล พ่อค้ายาง ทั้งในและต่างประเทศ หากินบนน้ำตาเกษตรกร จึงทำให้ขบวนการแก้ปัญหายางยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะทุกอย่างเกิดจากสนิมเนื้อใน ถึงวันนี้หากผู้มีอำนาจยังแกะยังแก้ไม่ออกว่าใครของจริงของปลอม มีความเชื่อมโยงอย่างไร และยังปล่อยให้ขบวนการที่ว่าหากินต่อไป คิดว่าสติปัญญาอย่างท่านๆ คงเดาออกว่า เกษตรกรชาวสวนยางของไทยจะเดินหน้าอย่างไร วันนี้คงต้องพึ่งท่านๆจริงๆ ในการแก้ปัญหาสนิมเนื้อใน เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาเกษตรกรไทยทั้งระบบ

หมิงเทียน

เลาะรั้วเกษตร : ชั่งร่วมกันคิด ชั่งร่วมกันทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/197445

281225166

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตลอดสัปดาห์นี้ ต้องบอกว่าข่าวที่ต้องตามติดของคนกระทรวงเกษตรฯ ที่ทำให้ทั้ง รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงหลายคน ต้องออกอาการหงุดหงิดคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของปัญหาราคายางพารา ซึ่งมีแนวโน้มส่อเค้าบานปลาย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในเรื่องของการปรับคณะทำงานในการแก้ปัญหาภาคการเกษตรในอนาคต

จากการติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องการแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน ต้องบอกว่า ไม่ผ่าน…. แม้ที่ผ่านมาโพลล์ต่างๆ จะออกมาอวยจนออกนอกหน้าว่า ทำงานดี แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรจริงๆ ก็เห็นชัดในฝีมือ ท่านผู้นำอย่าง “ฉัตรชัย สาริกัลยะ”ว่าเป็นอย่างไร เพราะวันนี้ ราคายากตกต่ำสุดๆ เท่าที่เคยมีมา ว่ากันว่าราคาในประเทศไทยปี 2559 ที่มีท่านรัฐมนตรี ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย” ราคายางที่มีการซื้อขายกันจริง ย้ำว่าซื้อขายกันจริงอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท เท่ากับราคาที่เกษตรกร ขายยางพารา ได้ในปี 2525 ที่ครั้งนี้ ยางพารา ปลูกที่พื้นที่ภาคใต้
ภาคเดียว และที่สำคัญราคาข้าวแกงวันนั้นจานละ 3 บาท และวันนี้เท่าไหร่ ไปสำรวจกันเอาเองเพราะท่านมาจากอดีต รมว. พาณิชย์ ที่น่าจะสอบถามลูกน้องเก่าได้ และคิดเอาชาวสวนยางพาราเขาจะเดือดร้อนขนาดไหน

และยิ่งเศร้าใจไปกันใหญ่ เมื่อมาตรการในการแก้ปัญหายางพารา เฉพาะหน้าของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ ที่บอกว่า
จะเร่งรับซื้อยางในตลาด โดยให้องค์การคลังสินค้าหรือ อคส. ที่ไม่รู้ขบวนการยางเข้าไปรับซื้อยางจากเกษตรกร เพื่อนำมาใช้ระดมเอายางที่มีไปใช้ในประเทศ แต่ลืมไปว่า ยางเน่าที่รอเคลียร์ปัญหาในโกดังมันมีมากถึง 3.6 แสนตัน ที่วันนี้ รัฐต้องจ่ายค่าเช่าโกดัง เดือนละหลายล้านบาท ที่ยังค้าง เติ่ง ไม่ถูกนำมาใช้แต่ที่อึ้งไปกว่านั้น มันคือ เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ไปบีบบังคับให้ทุกหน่วยงาน ต้องเอายางที่ซื้อไปใช้ให้ได้ให้เร็วที่สุด และรวมแล้ว วันนี้ ราคาคุยอยู่ที่ 1 แสนตัน ส่วนจะทำอย่างไร ไปว่ากัน

มาถึงหน่วยงาน ของกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานเดียวที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการเฉพาะกิจให้ปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ประชุมด่วนเพื่อหาทางใช้ยางพารา สุดท้าย สรุปกันว่า กระทรวงเกษตรฯ รับยางพารา ที่ซื้อใหม่เข้ามาใช้ได้ทันที 434 ตัน ขอรับนายท่าน ดูเผินๆ ปริมาณมันน้อย แต่ก็ยังดี ถือว่าช่วยกัน มันคงไม่แปลก แต่เมื่อมาดูตัวเลขของเงินที่จะนำยางไปใช้ในการจัดการ มันมากถึง 1,260 ล้านบาท เมื่อ ตรวจสอบถึงตัวเลขอย่างละเอียด หารออกมา ก็พบว่าการที่จะนำยางพาราไปใช้ 1 กิโลกรัมนั้นต้องใช้เงินกว่า 2,903.225 บาท ในการทำกิจกรรม ระดมใช้ยางที่ว่า และยังไม่พอ ยังมีแผนจะใช้ยางต่ออีก 2,5000 ตัน และขอใช้งบกลางอีก 8,700 ล้านบาท ไปหารกันเองครับว่า ตกกิโลกรัมละเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 300 บาทงานนี้ไม่รู้ว่ากระทรวงเกษตรฯเอาส่วนไหนคิดแผนใช้ยางและยังงงว่าเขาชั่งร่วมกันคิดร่วมกันทำจริงๆ อยากถามดังๆ ว่าซื้อยาง 40 บาท ต่อกิโลกรัม และต้องลงทุนด้วยเงิน ไม่ต่ำกว่า 2,903.225 บาท นำยางไปใช้ มันคุ้มหรือครับ

วันนี้มีเท่าที่มีการตรวจสอบพบว่า ปริมาณยางพาราทั้งประเทศ ผลผลิตปีนี้ ก็น่าจะไม่ถึง 3 ล้านตัน เพราะวันนี้เกษตรกรชาวสวนยาง ประสบปัญหาราคาตกต่ำคงไม่มีใคร ใส่ปุ๋ยบำรุงยางจนให้เป็นต้นทุน และคาดว่า ปริมาณยาง น่าจะมีผลผลิตเกินกว่า 3 ล้านตัน หากคิดจะช่วยเกษตรกรจริงก็ควรใช้วิธี ชะลอการกรีดยาง หรือจ้างเกษตรกรลดการกรีดยางลง 10% โดยรัฐอาจจะหาวิธีจ่ายเงิน ให้กิโลกรัมละ 10 บาท  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้เขาอยู่ได้ ซึ่งคร่าวๆ ใช้เงินมากสุดก็น่าจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้ยางหายไปในตลาด ทันทีกว่า 3 แสนตัน  ขณะเดียวกันก็ต้องไปควบคุมการส่งออกของเอกชน ให้ลดลง 10% หากมีใครเล็ดลอดส่งออก ก็จะชัดเจนว่ายางที่มีมันมาจากไหน หากตรวจสอบกันจริง ลองดูเผื่อราคายางพาราไทย มันดีขึ้น ไม่ใช่อ้างเศรษฐกิจโลกเจ้า เราต้องเจ๊งตาม

นายดินดำ