แจงสี่เบี้ย : เร่งรณรงค์ใช้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่ให้ตกค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211831

227832

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในผลไม้เกินค่ามาตรฐานการนำเข้าของจีน เป็นปัญหาที่พบมานานแล้ว ทำให้ผู้ส่งออกไทยบางรายถูกแบนและห้ามนำเข้าลำไยไทยไปจีน ด้วยเหตุนี้ กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อรองรับกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติในกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (มกษ.1004-2557) ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 พ.ค. 2559 นี้เป็นต้นไป

โดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร ได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการใช้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้ปลอดภัยในพื้นรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และเชียงราย โดยมีการใช้ระบบการควบคุม-กำกับการส่งออกลำไยสด เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบรับรองแหล่งผลิต (GAP) โรงคัดบรรจุ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (GMP/GMP) การจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOP) ของโรงรม การจดทะเบียนผู้ส่งออก การสุ่มตัวอย่างลำไยเพื่อวิเคราะห์สารตกค้าง

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังได้ผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการรมควันเพื่อแก้ไขปัญหาการรมควันและงานวิจัยเชิงรุก คือ การหาสารทดแทนซัลเฟอร์ไดออกไซด์กรณียกเลิกการใช้มานานหลายสิบปี แต่อย่างไรก็ดี การใช้สารดังกล่าวต้องเป็นไปอย่างถูกต้องถูกวิธีตามกฎของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติ ในกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (มกษ.1004-2557) ให้เป็นมาตรฐานบังคับครั้งแรกของประเทศ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 พ.ค. 2559 เป็นต้นไป

ฉะนั้นผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์กว่า 140 แห่ง ทั่วประเทศต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมด้วยการปรับปรุงโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนด และหลักการปฏิบัติในมาตรฐานอย่างถูกต้อง และถูกวิธี และยื่นเรื่องขออนุญาตกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมกับขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ภายใน 4 พ.ค. นี้ซึ่งในส่วนของภาคเหนือขณะนี้มีโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซต์ผ่านการรับรองมาตรฐาน มกษ.1004-2557 แล้วกว่า 70 โรง

แจงสี่เบี้ย : สวพ.1แนะชาวสวนลำไย ใช้โพแทสเซียมคลอเรตให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211448

227832

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลำไยเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีการปลูกมากในภาคเหนือ และสร้างมูลค่าการส่งออกปีละจำนวนมาก ปัจจุบันมีการนำสารโพแทสเซียมคลอเรตมาชักนำให้ออกดอกทั้งปี แต่โพแทสเซียมคลอเรต เป็นวัตถุอันตรายชนิดระเบิดตามพ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 เกษตรกรจำเป็นต้องรู้และใช้สารดังกล่าวอย่างถูกต้อง

1.การเตรียมสารโพแทสเซียมคลอเรต ควรซื้อมาในปริมาณที่พอดีใช้ไม่เหลือเก็บไว้ หากเก็บรักษาไว้ ให้วางห่างจากวัตถุไวไฟหรือประกายไฟ ไม่ควรทุบ บด กระแทก หรือทำให้เกิดการเสียดสี รวมทั้งต้องไม่ผสมสารอื่นใด เช่น กำมะถัน ผงถ่าน ขี้เลื่อย ปุ๋ยคอก ปุ๋ยยูเรีย เพราะอาจทำให้ระเบิดได้

2.การเตรียมความพร้อมก่อนใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต เริ่มจากเพิ่มความสมบูรณ์ต้นให้พร้อม โดยตัดแต่งกิ่งแบบเปิดกลางทรงพุ่มหรือแบบฝาชีหงาย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อัตราส่วน 4:1:3 ให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ

3.การใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต วิธีราดลงดิน เลือกต้นที่สมบูรณ์ แตกใบใหม่แล้ว 1-2 ชุดควรงดหรือลดการให้น้ำ ดินไม่ควรแฉะหรือแห้งเกินไป อัตราแนะนำสำหรับสารที่มีสารออกฤทธิ์ไม่ต่ำกว่า 95% คือ ฤดูแล้งใช้อัตรา 60-80 กรัม/เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ฤดูฝน 100-150 กรัม/เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร สำหรับสารที่มีสารออกฤทธิ์ต่ำกว่า 15% ใช้600-900 กรัม/เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตรโดยละลายสารในน้ำ 60-80 ลิตร แล้วราดเป็นวงรอบชายพุ่มเข้ามา 50-100 เซนติเมตร ช่วง 10วันแรกหลังราดสารควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอส่วนวิธีพ่นทางใบ ให้เลือกต้นเช่นเดียวกับการราดสารลงดิน ถ้ามีเนื้อสารกว่า 95% คือ ใช้อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นในตอนเช้าหรืออากาศไม่ร้อน

4.การปฏิบัติดูแลรักษาต้นหลังใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต ใส่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของลำไย หรือระยะผลเจริญเติบโตใส่ปุ๋ยเคมี 15-5-20 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น และก่อนเก็บเกี่ยวผล 30-45 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี 0-0-60 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้งหลังดอกบานและสัปดาห์ละ 2 ครั้งหลังติดผลแล้ว หากติดผลมากเกินไป เมื่อผลอายุ 1 เดือนหรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร ควรตัดปลาย ช่อผลออก 1/3 ของความยาวช่อผลหรือให้มีผลไม่เกิน 50 ผลต่อช่อ

แจงสี่เบี้ย : เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แหล่งผลิต ‘คำฝอย’ คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211174

227832

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำฝอย (Safflower, Carthamus tinctorius L.) เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่พบปลูกกันมากในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน ที่สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้อย่างน่าสนใจ

ข้อมูลของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 (สวพ.1) ระบุว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนมีเกษตรกรผู้ปลูกคำฝอยเฉลี่ยต่อครอบครัว ครอบครัวละไม่เกิน 0.5 ไร่ส่วนใหญ่ปลูกคำฝอยเป็นรายได้เสริม ใช้แรงงานคนในครอบครัวเป็นหลัก โดยปลูกในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เป็นพันธุ์ที่มีหนาม ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกต่อๆ กันมาต้นทุนการผลิต 2,000-3,000 บาท สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตกลีบดอกแห้งได้ในเดือนมีนาคม-เมษายน ประมาณ 10-20 กิโลกรัม ราคาขายกลีบดอกแห้งกิโลกรัมละ 1,000-1,300 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 10,000-20,000 บาท

จากการสำรวจข้อมูลการผลิตคำฝอยในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ของเกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกประมาณ 100-120 ตารางวา ใช้เมล็ดพันธุ์จำนวน 10 ลิตร มีต้นทุนการผลิตซึ่งประกอบด้วย ค่าเตรียมแปลงปลูก ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าปุ๋ย ประมาณ 2,000-2,500 บาท สามารถเก็บผลผลิตกลีบดอกแห้งได้จำนวน 220 ลิตร (26 ลิตร/กิโลกรัม) และขายได้ลิตรละ 50 บาท ทำให้มีรายได้จากการขายกลีบดอกแห้ง 11,000 บาท รวมถึงเก็บผลผลิตเมล็ดคำฝอยไว้จำหน่ายเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ได้ จำนวน 22 ลิตร ราคาขายลิตรละ 60 บาท เช่นเดียวกับเกษตรกรอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีพื้นที่ปลูกคำฝอยในพื้นที่ประมาณ 150 ตารางวา มีต้นทุนการผลิตประมาณ 2,500-3,000 บาท สามารถเก็บผลผลิตกลีบดอกแห้งได้จำนวน 16-17 กิโลกรัม ขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,200 บาท มีรายได้จากกลีบดอกแห้งประมาณ 20,000 บาท

จากตัวอย่างของเกษตรกรที่ปลูกคำฝอยทั้งสองรายจะเห็นได้ว่าคำฝอยสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ดี โดยเฉพาะหากสามารถปลูกในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคมและเก็บกลีบดอกแห้งได้ในช่วงเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง ขายได้ราคาดี คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันเกษตรกรจึงเริ่มสนใจคำฝอยมากขึ้น รวมถึงมีพ่อค้าเข้าไปติดต่อรับซื้อคำฝอยของเกษตรกรถึงบ้าน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือใช้ในธุรกิจสปา และนำไปเข้าตำรับยาสมุนไพรต่างๆ เนื่องจากคำฝอยมีคุณสมบัติทางยา ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ช่วยระบบการหมุนเวียนโลหิตและลดความดันโลหิต บำรุงประสาท

นอกจากนี้ ทางด้านโภชนาการคำฝอยยังมีน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอลิอิกและลิโนเลอิกในปริมาณค่อนข้างสูงถึง 75-85 เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น มาร์การีน น้ำมันสลัด สีและน้ำมันขัดเงาได้อีกด้วย กากเมล็ดที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน ก็มีโปรตีนสูงใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือทำปุ๋ยได้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งของสีย้อมผ้า สีประกอบอาหารที่ปลอดภัย รวมไปถึงการใช้กลีบดอกคำฝอยเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา อย่างไรก็ตาม จากการปลูกคำฝอยที่ไม่ยุ่งยาก และมีรายได้เป็นที่น่าพอใจ ประกอบกับการส่งเสริมจากภาครัฐ ที่ได้เข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตคำฝอยที่ถูกต้อง จึงทำให้ในอนาคตคำฝอยอาจเป็นพืชทางเลือกสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในภาคเหนือ

แจงสี่เบี้ย : สวพ.1 โชว์งานพัฒนาเห็ดภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211025

227832

วันอังคาร ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเพาะเห็ดเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ไม่น้อย และเป็นอาหารที่นิยมของคนทั่วไป เพราะเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง รวมถึงการผลิตในปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้การเพาะเห็ดเป็นอีกหนึ่งอาชีพในสาขาเกษตรกรรมที่มีเกษตรกรและบุคคลทั่วไปสนใจจำนวนมาก แต่การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ ได้ผลผลิตคุณภาพกลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) แนะเกษตรกรเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ ลดปัญหาเรื่องศัตรูเห็ด และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานของ สวพ.1 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่และศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรที่กำกับดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องโดยนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร 3 หัวข้อหลัก มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องเห็ดในพื้นที่ ได้แก่

1.เทคโนโลยีด้านพันธุ์ จากการเปรียบเทียบผลผลิตเห็ดหอมจำนวน 10 สายพันธุ์ ที่เปิดดอกในแต่ละฤดูกาลพบว่าในการเปิดดอกเห็ดในฤดูฝน ทุกสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงกว่าเปิดดอกเห็ดในฤดูหนาวและฤดูร้อน แต่ดอกเห็ดหอมทุกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตในฤดูหนาว จะมีขนาดและน้ำหนักต่อดอกมากกว่าดอกเห็ดหอมที่เปิดดอกในฤดูฝน โดยสายพันธุ์ที่ 7 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงที่สุดทั้งในฤดูฝนและฤดูหนาว และสายพันธุ์ที่ 9 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตรองลงมา โดยทั้งสองสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์ที่ 1-5 ซึ่งเป็นสายพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เมื่อนำสายพันธุ์เห็ดหอมเหล่านี้ไปทดสอบการผลิตในพื้นที่ของเกษตรกร พบว่า สายพันธุ์ที่ 7 มีลักษณะหมวกดอกกลมสม่ำเสมอ ออกดอกต่อเนื่อง ดอกมีขนาดเล็กตามที่ตลาดท้องถิ่นต้องการ แต่ทั้งนี้การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่มาใช้ ควรเลือกสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีด้วย

2.การแก้ปัญหาศัตรูเห็ด แนะเกษตรกรต้องเลือกแม่เชื้อและหัวเชื้อเห็ดที่จะนำมาเพาะจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เชื้อมีการเดินเส้นใยอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีเชื้อราปนเปื้อนในแม่เชื้อหรือหัวเชื้อ เชื้อที่จะนำมาใช้ต้องมีอายุที่เหมาะสม ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป วัสดุที่นำมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดจะต้องไม่มีการใช้และปนเปื้อนสารเคมี การย้ายเชื้อเห็ดลงสู่ก้อนวัสดุเพาะควรทำในบริเวณที่สะอาด หรือถ้าจะให้ดีควรอยู่ในห้องที่ปลอดเชื้อไม่มีลมโกรก ก่อนการเขี่ยเชื้อจะต้องล้างมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ให้สะอาด

แจงสี่เบี้ย : สวพ.4 ชูวังน้ำเขียวแหล่งโอโซนต้นน้ำผลิตพืช ผักอินทรีย์ป้อนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210512

227832

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อำเภอวังน้ำเขียว เป็นแหล่งต้นน้ำผลิตพืชอาหารอีกพื้นที่หนึ่ง เกษตรกรในพื้นที่มีจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จึงเน้นทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ต้นน้ำสะอาดปลอดภัย เพราะเห็นว่าการใช้สารเคมีเป็นการทำลายดินและทำลายตัวเอง

หนึ่งในเกษตรกรที่ผลิตพืชผักอินทรีย์ป้อนตลาด คือ คุณอำนาจ หมายยอดกลาง ซึ่งเดิมเป็นชาว อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา แต่มาซื้อที่ อ.วังน้ำเขียว ตั้งแต่ปี 2536 และเป็นผู้ริเริ่มการทำเกษตรอินทรีย์โดยเริ่มทำในครอบครัวก่อน แล้วจึงชักชวนชาวบ้านให้มาร่วมกันและก่อตั้งกลุ่ม ช่วงแรกได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นตามลำดับ และยังได้งบจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จนกระทั่งรวมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ตั้งแต่ ปี 2543 และพัฒนาการปลูกผักปลอดสารพิษจนสามารถขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบกลุ่ม ในนามโครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นรายเดี่ยวตั้งแต่ปี 2555 จากกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ กรมโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูง และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ยังให้ความช่วยเหลือด้านการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ทุกขั้นตอน การทำปุ๋ยหมักและการจัดการศัตรูพืชในแปลงปลูก

แม้ในช่วงเริ่มแรก ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้จักผักปลอดสารหรือผักอินทรีย์ ประกอบกับการผลิตผักไม่สวย ยังไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากดินยังไม่ดี ทำให้ช่วง 3-4 ปีแรก เกษตรกรขาดทุน แต่หลังจากมีการปรับปรุงดินจนมีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตดีขึ้น และมีการพัฒนาเรื่อยมา รวมถึงมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ทำให้ผู้บริโภครู้จักกลุ่มมากขึ้น ปัจจุบันกลุ่มมีการจำหน่ายผลิตผลไปยังตลาดในกรุงเทพฯโดยผ่านร้านค้าต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปกว่า 30 ราย รวมทั้งปีขายผลผลิตได้กว่า 170 ตัน และอนาคตคาดว่าผลผลิตจะขยายตลาดมาสู่ตลาดท้องถิ่นของตนเอง ตามแนวคิดเกษตรกรในอำเภอวังน้ำเขียวในเรื่องของการรักษ์สิ่งแวดล้อม รักบ้านเกิด เปิดตลาดอินทรีย์ วิถีพอเพียง ต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สวพ.4เสริมความเข้มแข็งเกษตรกร ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210349

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี ร่วมกับศูนย์โคเปีย จัดเสวนาเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นครสวรรค์ 3 “หมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 นำพาข้าวโพดหลังนาให้ยั่งยืน” ณ ศาลากลางบ้านเสาเล้า ต.นาส่วง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี โดยมีเกษตรกรจาก อ.เดชอุดม อ.ดอนมดแดง และ อ.นาจะหลวย เข้าร่วม 100 คน

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรโดยการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม เป็นความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร และสถาบันพัฒนาชนบทสาธารณรัฐเกาหลี (Rural Development Administrative : RDA) โดยมีศูนย์โคเปีย (Korea Project on International Agriculture : KOPIA) สนับสนุนงบประมาณ และสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ดำเนินงานปี 2557-2560 เพื่อต่อยอดโครงการหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในประเทศไทย ปี 2553-2556 และโครงการหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ปี 2555-2558 เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของเกษตรกรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมใช้เอง โดยขยายพื้นที่ดำเนินการใน 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ตาก อุบลราชธานี และเลย

ปี 2557 เกษตรกร ต.นาส่วง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา 2,000 ไร่ โดยเฉพาะพันธุ์นครสวรรค์ 3 ได้ผลผลิต1,300 กก./ไร่ ดังนั้นปี 2558 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 ได้ทดสอบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “นครสวรรค์ 3”แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม มีเกษตรกรร่วมโครงการ 2 ราย รายละ 2 งานในพื้นที่ ต.นาส่วงช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์รวม 97 กิโลกรัม สามารถปลูกได้ 32 ไร่

ดังนั้นหากเกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ จะสามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 100 บาท และหากเกษตรกรรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายในกลุ่มหรือหมู่บ้านใกล้เคียงจะเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 จึงร่วมกับกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ ต.นาส่วง เสวนาเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นครสวรรค์ 3 เชื่อมโยงเกษตรกรจาก อ.เขื่องใน อ.นาจะหลวย เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจนำความรู้ไปปรับใช้ในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ โดยมีกิจกรรมให้ความรู้ด้านพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นครสวรรค์3 เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการให้ความรู้เรื่องการรับซื้อผลผลิตจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

แจงสี่เบี้ย : วิเคราะห์คุณสมบัติดินก่อนการปลูกพืช ช่วยลดต้นทุน และใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210247

227832

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุง บำรุงดิน รวมถึงใช้วัสดุหรือสารอื่นๆ ในการปรับปรุงดินตามสภาพของดิน เพื่อส่งเสริมให้การปลูกพืชได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ นำมาซึ่งการลดต้นทุนในการขั้นตอนการผลิตต่อๆ มา

ในการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ให้บริการวิเคราะห์เกี่ยวกับดินหลายรูปแบบ ได้แก่ วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ดินเคลื่อนที่ และ LDD test kit พร้อมกันนี้ยังจัดทำโปรแกรมรายงานผลวิเคราะห์ดิน ด้วยชุดตรวจสอบดินภาคสนาม และโปรแกรมปุ๋ยรายแปลงในรูปแบบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมบนมือถือ (Mobile Application) เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลทางด้านคำแนะนำการใช้ปุ๋ยได้ง่ายขึ้น ประกอบกับได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินและหมอดินอาสาในแต่ละจังหวัดได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตพืช

ประเด็นสำคัญที่เกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการตรวจวิเคราะห์ สมบัติของดิน ก็คือ การตรวจวิเคราะห์ดินนั้นเพื่อให้รู้ว่าดินแต่ละหน้ามีสภาพความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างไร เพื่อที่สามารถนำไปปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้เทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดินเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้ก็เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี พร้อมกับเป็นการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษทางดินอันเนื่องมาจากสารแคมีตกค้างในดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม เพราะหากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสมบัติของดินแล้ว จะส่งผลให้เกิดการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกษตรกรมีความเข้าใจเรื่องคุณสมบัติดินในแปลงเพาะปลูกของตนเองแล้ว เกษตรกรก็สามารถคำนวณปริมาณการใช้ปุ๋ยได้ตรงตามความต้องการของพืชที่ต้องการปลูกโดยใช้เทคโนโลยีของกรมพัฒนาจากโปรแกรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พร้อมกับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากขึ้น

สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสมบัติของดินในแต่ละแบบ จะเน้นให้เกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด โดยเลือกใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดินที่หาได้ไม่ยากในท้องถิ่น
ขณะเดียวกันกรมพัฒนายังได้ส่งเสริมการใช้ พืชปุ๋ยสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน น้ำหมักชีวภาพ เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงตามความต้องการของพืชที่ปลูก ลดการสูญเสียปุ๋ยส่วนที่เกินความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ในเรื่องของการจัดการดินและปุ๋ยควบคู่ไปกับการปรับปรุงบำรุงดินทำให้เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยของพื้นที่ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากต้นทุนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีความสนใจในเรื่องการตรวจสอบวิเคราะห์ดิน สามารถติดต่อสอบถามได้จากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือผ่านทางเครือข่ายหมอดินอาสา ซึ่งเกษตรกรจะได้รับคำแนะนำด้านการเก็บตัวอย่างดิน รวมถึงการจัดการดินตามค่าวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยการผลิตแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรเพื่อช่วยปรับปรุงบำรุงดิน เช่น วัสดุปูนทางการเกษตร สารเร่งพด.ชนิดต่างๆ หญ้าแฝก เป็นต้น

แจงสี่เบี้ย : พด.ส่งเสริมเกษตรกรสร้างดินดี หนุนนโยบายลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209156

227832

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศรณรงค์ให้ ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตภาคการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะมีส่วนช่วยให้การทำเกษตรมีต้นทุนการผลิตที่น้อยลง มีผลผลิตที่มีคุณภาพ ขจัดปัญหาการกีดกันทางการตลาด

กรมพัฒนาที่ดิน มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องดังกล่าวโดยเน้นงานส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ รณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดินที่ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพชนิดต่างๆ เริ่มจากการบริการตรวจวิเคราะห์ดินการปรับปรุงบำรุงดินการไถกลบตอซัง การแจกจ่ายสารเร่ง พด. การแจกจ่ายกล้าหญ้าแฝก การขุดบ่อน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยปัจจุบันกรมฯได้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทั้งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปัญหาเรื่องความอุดมสมบูรณ์และปัญหาดินเค็ม ส่วนภาคเหนือที่มีปัญหาสำคัญ คือ การชะล้างพังทลายของดินก็แก้ปัญหาด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกหญ้าแฝก พื้นที่ภาคใต้ มีปัญหาดินตื้น ดินพรุ ใช้วิธีการตามโครงการแกล้งดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อย่างไรก็ตาม การนำที่ดินไปใช้ทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยขาดการจัดการและดูแลรักษาที่เหมาะสม ทำให้ดินเกิดความเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ เนื้อดินแน่นทึบ ดินมีสภาพเป็นกรดจัด และความอุดมสมบูรณ์ต่ำทำให้ผลผลิตที่ลดน้อยลง จำเป็นต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสม ซึ่งกรมฯได้ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง การพัฒนากลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร 10,000 กลุ่ม โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 17,058 ตัน/17,058ไร่ น้ำหมักชีวภาพ 88 ล้านลิตร/1.76 ล้านไร่ รวมไปถึงการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ 87 แห่ง มีเป้าหมายผลิตปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 13,253 ตัน น้ำหมักชีวภาพ 714,200 ลิตร และเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสดจำนวน 472 ตัน มุ่งให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม นำมาฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผา และปัญหาจากการกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต

แจงสี่เบี้ย : พด.ชู‘บ่อจิ๋ว’แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในช่วงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209003

227832

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บ่อจิ๋ว เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมศักยภาพการผลิต โดยจัดหาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบ โดยมีการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นาขนาด 1,260 ลบ.ม. โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย 2,500 บาท/บ่อ เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการได้แล้ว ณ สิ้นปีงบประมาณ 2558 จำนวน 352,690 บ่อ

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดประชุมชี้แจงสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น อบต. หมอดินอาสาและผู้นำท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจและสำรวจความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ สพด. จะเรียงลำดับความต้องการเป็นข้อมูลรวบรวมเก็บไว้

กรมพัฒนาที่ดิน ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันแล้วทั้งสิ้น 352,690 บ่อ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 81 ดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในปีงบประมาณ 2559 มีแผนดำเนินการ 20,000 บ่อ และได้เร่งสำรวจตรวจสอบความต้องการของเกษตรกรเพิ่มเติมทั่วประเทศ พบว่าสามารถดำเนินการได้ทันที 1,039 บ่อ ใช้งบประมาณกว่า 18 ล้านบาท เพื่อสนองตอบนโยบายการแก้ปัญหาภัยแล้ง ขณะที่ในปีงบประมาณ 2560 กรมพัฒนาที่ดิน ได้นำความต้องการของเกษตรกรเสนอตั้งเป็นคำของบประมาณเรียบร้อยแล้ว 44,000 บ่อ ทั่วประเทศ

เกษตรกรที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานสามารถแจ้งความจำนงได้ที่หมอดินอาสาใกล้บ้าน หรือติดต่อกับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ที่อยู่ในจังหวัดใกล้บ้านของเกษตรกร หรือ ติดต่อสายด่วนกรมพัฒนาที่ดิน ที่เบอร์ 1760

แจงสี่เบี้ย : พด.เร่งขับเคลื่อนการจัดโซนนิ่ง หวังเป็นกลไกช่วยลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/208860

227832

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ (Zoning) นับเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน มีบทบาทด้านการส่งเสริมการและผลักดันการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่มีศักยภาพ (S1 และ S2) และปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3 และ N) ระหว่างปีงบประมาณ 2559-2560 ให้มีผลสำเร็จเกิดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาการเกษตร 882 ศูนย์ และบริเวณพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 76 แปลง

โดยผลการดำเนินงาน 2 เดือนที่ผ่านมา มีการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านบุคคล ได้แก่ เกษตรตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร หมอดินอาสา ผู้รวบรวมสินค้าเกษตร นักเรียน เป็นต้น การสื่อสารผ่านองค์กร ได้แก่ หน่วยงาน
ของรัฐ สหกรณ์การเกษตร สถานศึกษาแหล่งกระจายสินค้า ร้านค้าชุมชน เป็นต้น รวมถึงกำหนดพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตรได้ดำเนินการแล้วเสร็จในระดับประเทศ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเตรียมข้อมูลแผนที่เป็นรายอำเภอและรายตำบลที่มีศูนย์เรียนรู้ตั้งอยู่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั้ง 76 จังหวัด หรือ 76 แปลงต้นแบบ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินประจำสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ได้เตรียมข้อมูลเขตความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในจังหวัดนั้นๆ สำหรับการประชุมชี้แจงให้คณะทำงานประจำจังหวัดหรือเกษตรกรไว้แล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ภายใต้นโยบายแบบเบ็ดเสร็จหรือ Single command ได้ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศแล้ว โดยการทำงานดังกล่าว เป็น
การบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการวางแผนและคิดแผนร่วมกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดได้ทำงานร่วมกันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมีตัวชี้วัดผลความสำเร็จผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ 882 ศูนย์ และ 76 แปลงใหญ่