แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน การชะล้างพังทลายของดิน และดินถล่ม(4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200478

227832

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ได้เริ่มศึกษาด้านการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปี 2524 ได้ศึกษาและจัดทำแผนที่การชะล้างพังทลายของดินระดับประเทศ ต่อมาได้จัดทำแผนที่การสูญเสียดินระดับประเทศ มาตราส่วน 1 :1,000,000 และระดับภาค มาตราส่วน 1: 500,000 โดยใช้สมการการสูญเสียดินสากล ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อหน่วยงานในประเทศไทย จนมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จากนั้นในปี 2547 จึงได้ประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์ของ MMF (0984) ประเมินการชะล้างพังทลายของดินทั่วประเทศในปี 2545 และ 2546

อย่างไรก็ตาม การประเมินทั้ง 2 ครั้งเป็นการประเมินในช่วงระยะเวลาที่ต่างกันและประยุกต์ใช้แบบจำลองที่แตกต่างกัน และไม่มีปริมาณการสูญเสียดินในพื้นที่จริงมาเปรียบเทียบ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผลการประเมินจากแบบจำลองใดมีความถูกต้องมากกว่ากัน แต่แบบจำลองที่ กรมพัฒนาที่ดิน สามารถนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมได้มาก คือ สมาการการสูญเสียดินสากล (USLE) ส่วนแบบจำลอง MMF นั้นเหมาะสมกับพื้นที่ลาดชันสูง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินอาจนำมาประยุกต์ใช้สำหรับโครงการในพื้นที่ศึกษาต่างๆ ได้

สำหรับการเกิดดินถล่มประเทศไทย ในอดีตมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้มีการบันทึกสถิติไว้ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการเข้าไปใช้พื้นที่ที่มีความลาดชันเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดดินถล่มที่สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจากการรวบรวมสถิติการเกิดดินถล่มตั้งแต่ปี 2503 ถึงปี 2557 ของศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า มีเหตุการณ์ดินถล่ม 152 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคใต้ บางส่วนในภาคตะวันออก โดยมีเหตุการณ์ดินถล่มขนาดใหญ่ทีเกิดเนื่องมาจากฝนตกหนักเกินปกติ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากจำนวน 5 เหตุการณ์

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (3) ดินปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200324

227832

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดินปัญหา หมายถึง ดินที่สมบัติไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน้อย สำหรับการเพาะปลูกทางการเกษตร หากนำดินเหล่านี้มาใช้ปลูกพืชจะไม่ได้ผลผลิตหรือได้ผลผลิตต่ำ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดการดินเป็นกรณีพิเศษกว่าดินทั่วไป จึงจะสามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกและให้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ดินปัญหาทางการเกษตรจำแนกตามสาเหตุของการเกิด ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.ดินปัญหาที่เกิดตามสภาพธรรมชาติ ได้แก่ ดินเปรี้ยวจัด หรือดินกรดกำมะถัน มีเนื้อที่รวมประมาณ 5.57 ล้านไร่ ดินอินทรีย์มีเนื้อที่รวมประมาณ 0.34 ล้านไร่ ดินเค็มมีเนื้อที่ราวประมาณ 4.22 ล้านไร่ ดินทรายมีเนื้อที่รวมประมาณ 11.76 ล้านไร่
ดินตื้นมีเนื้อที่ 34.04 ล้านไร่ และดินบนพื้นที่สูงชันหรือพื้นที่ภูเขา มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ 96.97 ล้านไร่

2.ดินปัญหาที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่ ดินดาน ดินปนเปื้อน ดินเหมืองแร่ร้าง และพื้นที่ผ่านการเลี้ยงกุ้ง สำหรับดินปนเปื้อนในประเทศไทย นับว่าโชคดีที่ยังมีค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐานที่อ้างอิงในดินต่างประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ที่กำหนดไว้

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน

จากการสำรวจและจำแนกดินของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทราบถึงการกระจายตัวของดิน สมบัติต่างๆ ของดิน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินในสภาพของดินดั้ งเดิม ซึ่งในปี 2552 กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งจุดเก็บตัวอย่างดิน เพื่อให้ได้ข้อมูลผลการวิเคราะห์พร้อมกันทั้งประเทศในคราวเดียวกัน อันนำไปสู่การประเมินสถานภาพปริมาณธาตุอาหารพืชของไทย จำนวนตัวอย่างที่เก็บทั้งสิ้น 76.263 ตัวอย่าง โดยแต่ละตัวอย่างจะได้รับการวิเคราะห์หาปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินสรุปผลได้ดังนี้

1.สถานภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินประเทศไทย ส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับต่ำ

2.สถานภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกรด (pH <6.5) ซึ่งแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และวัตถุต้นกำเนิด

3.สถานภาพปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำถึงปานกลาง กระจายตัวแตกต่างกันแต่ละภาค

4.สถานภาพปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ในประเทศไทยเป็นดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์อยู่ระหว่าง 10-25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบกระจายอยู่ทั่วไปในทั่วทุกภาค

5.สถานภาพปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ส่วนใหญ่มีปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในระดับต่ำ (<60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (2) สภาพการใช้ที่ดินของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200107

227832

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการสำรวจและจัดทำแผนที่การใช้ที่ดินของประเทศไทยในปี 2553-2556 โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมรายละเอียดสูง “ไทยโชต” ตรวจสอบหาพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจัดทำแผนที่การใช้ที่ดินและคำนวณเนื้อที่การใช้ที่ดินประเภทต่างๆ รายจังหวัด พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ 320.67 ล้านไร่ และแบ่งตามสภาพการใช้ที่ดินหลักได้ 5 ประเภท ประกอบด้วย

พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีเนื้อที่ประมาณ 16.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 5.05 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่เกษตรกรรม เป็นประเภทการใช้ที่ดินที่มีเนื้อที่มากที่สุด ประมาณ 174.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 54.36 ของเนื้อที่ประเทศ แบ่งเป็น 7 กลุ่ม คือ นาข้าว 77.11 ล้านไร่ พืชไร่ 40.71ล้านไร่ ไม้ยืนต้น 36.43 ล้านไร่ ไม้ผล 11.23ล้านไร่ พืชไร่หมุนเวียน 4.04 ล้านไร่ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2.90 ล้านไร่

พื้นที่ป่าไม้ มีเนื้อที่ประมาณ 109.26 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34.06 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่แหล่งน้ำ มีเนื้อที่ประมาณ 8.98 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.80 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่เบ็ดเตล็ด มีเนื้อที่ประมาณ 11.63 ล้านไร่ หรือร้อยละ 3.63 ของเนื้อที่ประเทศ

ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินของประเทศไทย

จากการติดตามสถานการณ์ของทรัพยากรดินไทยในปัจจุบันพบว่า มีแนวโน้มที่ทรัพยากรดินจะเกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้นในอนาคต สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสมบัติของดินเปลี่ยนแปลง เพราะขาดการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดการดินที่ไม่เหมาะสม มีการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายรุนแรงจนถึงขั้นดินถล่ม ตลอดจนการใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับสมรรถนะหรือคุณภาพของที่ดิน และสาเหตุจากภัยพิบัติธรรมชาติ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศมากขึ้น เกิดปัญหาโลกร้อน ภัยแล้ง ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลันบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199731

227832

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สถานภาพเกี่ยวกับคุณภาพของทรัพยากรที่ดิน ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องปรับปรุงฐานข้อมูลต่างๆ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน สถานภาพทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีด้านแผนที่และภูมิสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ผลรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน คือ ทรัพยากรดินของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะและสมบัติดินเฉพาะตัวแตกต่างกันไป จำแนกออกเป็น 4 ภูมิภาค ดังนี้

1.ทรัพยากรดินภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบ เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่มีข้อจำกัดของพื้นที่ของภาคที่เป็นเทือกเขาและมีความลาดชัดสูงมากเป็นส่วนใหญ่ มีเนื้อที่รวม 106.03 ล้านไร่ ดินปัญหาที่พบ ได้แก่ ดินทราย และดินตื้นภาคเหนือมีดินที่เหมาะสมสำหรับข้าว ประมาณ 16.90 ล้านไร่ และมีความเหมาะสมสำหรับพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นทั่วไป ประมาณ 18.87 ล้านไร่

2.ทรัพยากรดินภาคกลาง เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรปานกลางถึงสูง ดินส่วนใหญ่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากได้พาตะกอนมาทับถมทุกปี ดินมีข้อจำกัดน้อย และจัดการดินได้ค่อนข้างง่าย มีเนื้อที่รวม 43.45 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ คือ ดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มชายทะเล ดินเค็มบก ดินทราย และดินตื้น

3.ทรัพยากรดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำ เนื่องจากดินมีข้อจำกัดในเรื่องเนื้อดิน เช่น มีเนื้อดินออกทรายจัดหรือดินร่วนหยาบ ทำให้มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ ดินตื้นหรือดินมีก้อนกรวดลูกรังปะปนหนาแน่นในระดับตื้นถึงตื้นมาก ดินเค็มและพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากความเค็มของดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีเนื้อที่รวม 105.53 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ ดินเค็มบก ดินทราย และดินตื้น

4.ทรัพยากรดินภาคตะวันออก เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำถึงปานกลาง คล้ายกับทรัพยากรดินภาคใต้มีเนื้อที่รวม 21.49 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ ดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มชายทะเล ดินทราย และดินตื้น

5.ทรัพยากรดินภาคใต้ มีฝนตกชุกต่อเนื่อง นำพาหรือชะละลายธาตุอาหารออกไปจากดินสูงและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากดินมีความชื้นค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้เหมาะสมในการปลูกพืชประเภทไม้ผลและไม้ยืนต้น จึงทำให้ปัญหาทางการเกษตรน้อยกว่าภูมิภาพอื่นๆ มีพื้นที่รวม 44.20 ล้านไร่ ดินมีปัญหาที่พบ ดินเปรี้ยวจัด ดินอินทรีย์ ดินเค็มชายทะเล ดินทราย และดินตื้น

แจงสี่เบี้ย : ความสำคัญของทรัพยากรดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199541

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ทรัพยากรดิน”เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนหรือรักษาไว้ได้ แต่การเกิดทดแทนตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้ดินหนา 2-3 ซม. เพราะธรรมชาติต้องใช้เวลาสร้างถึง 100-1,000 ปี ฉะนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องรู้จักเข้าใจในคุณค่าของดิน รวมถึงดูแลรักษาดินให้คงคุณภาพได้ โดยใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม พร้อมกับมีการปรับปรุงบำรุงและอนุรักษ์ดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อรักษาความอุดสมบูรณ์ของดินให้สามารถใช้งานตลอดไป

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรมาโดยตลอด เช่น เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เป็นที่กักเก็บแหล่งน้ำ
ตลอดจนเป็นรากฐานของเส้นทางคมนาคมและที่อยู่อาศัย ดังนั้น “ดิน” จึงเป็นสำคัญทางการเกษตร เป็นปัจจัยหลักต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารและน้ำแก่พืช เป็นที่ยึดเกาะของรากให้พืชทรงตัวอยู่ได้ และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ ฉะนั้นเรื่องของการพัฒนาที่ดินจึงเป็นเรื่องสำคัญ

หลักการพัฒนาที่ดินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง ดังนี้ 1.การพัฒนาที่ดินในพื้นที่ที่ยังไม่เคยใช้ประโยชน์ให้มาอยู่ในรูปที่ใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนาเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย โดยจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ถ้าจะส่งผลกระทบต้องจัดการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด 2.การพัฒนาที่ดินใช้ประโยชน์อยู่แล้วให้ได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนอย่างเหมาะสม และใช้ได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วยการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับคุณภาพหรือความเหมาะสมของดิน การอนุรักษ์ดินและปรับปรุงดินด้วยวิธีการต่างๆ

เมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ใช้ “ทรัพยากรดิน” เป็นพื้นฐานหลักในการประกอบอาชีพตั้งแต่อดีตในสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ รัฐบาลไทยจึงตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินต่อภาคการเกษตร จึงได้จัดตั้ง “กรมพัฒนาที่ดิน” ขึ้นมาเป็นหน่วยงานหลักกำกับดูแลภารกิจ เมื่อปี 2506 ภายใต้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และย้ายมาสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2515 พร้อมกับเริ่มต้นภารกิจจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดนโยบายแผนการใช้ที่ดิน รวมทั้งศึกษา วิจัย ค้นคว้าทดลองเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินที่มีปัญหา ตลอดจนการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการพัฒนาที่ดิน ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้างมาจนถึงปัจจุบัน