แจงสี่เบี้ย : พด.เผยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วมพี จี เอส กับลักษณะเฉพาะแต่ละท้องถิ่นที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256274

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

227832

พี จี เอส เป็นการจัดระบบการตรวจและรับรองเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่าย สามารถรับรองผู้ผลิตได้น่าเชื่อถือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหน่วยตรวจรับรองภายนอก โดยระบบ พี จี เอส ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักพัฒนา นักวิชาการ และผู้บริโภค มีส่วนร่วมโดยอาศัยกระบวนการทางสังคม บนพื้นฐานความซื่อสัตย์ โปร่งใส สามารถพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยให้มีเอกสารหรือให้เกษตรกรกรอกแบบฟอร์มน้อยที่สุด และร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่

กำหนดข้อกำหนดเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม จากหลักปรัชญาเกษตรอินทรีย์สากล โดยประยุกต์และอ้างอิงจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับของประเทศ เช่น มกษ.9000 โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิตเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม สภาพเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรในท้องถิ่น

กำหนดวิธีการในการควบคุมตรวจสอบผู้ผลิตให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ให้สอดคล้องกับสภาพการผลิต ขนาดฟาร์ม และเศรษฐกิจ สังคมของแต่ละท้องถิ่น

กำหนดขั้นตอนกระบวนการให้การรับรอง โดยฝึกปฏิบัติการตรวจฟาร์มให้กับเกษตรกร และในขั้นตอนการตรวจเยี่ยมแปลง อนุญาตให้สมาชิกกลุ่ม ผู้บริโภค ผู้ประกอบการร่วมตรวจและให้คำแนะนำกันได้ ขณะที่การรับรองต้องผ่านที่ประชุมกลุ่มเห็นชอบ และเกษตรกรต้องร่วมกระบวนการกลุ่มตลอดเพื่อพัฒนาจนได้รับการรับรอง

พี จี เอส เป็นกระบวนการที่ไม่มีสูตรสำเร็จ มีความเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ตามทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในชุมชน ซึ่งเหมาะสมกับการทำฟาร์มขนาดเล็ก ขายตรง มีการพบปะแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการ ผู้ผลิต พี จี เอส ทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติจริงจากจิตวิญญาณ มากกว่าเป็นผู้ผลิตที่ต้องพิสูจน์ให้ผู้ตรวจของหน่วยตรวจรับรองบุคคลที่ 3

แจงสี่เบี้ย : พด.ชูระบบรับรองแบบมีส่วนร่วมPGS กลไกขับเคลื่อนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255941

227832

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee Systems, PGS เป็นระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์โดยชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของชุมชน ภายใต้หลักการพื้นฐาน “ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเป็นเครือข่ายทางสังคม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้”

พี จี เอส ส่งเสริมให้เกิดตลาดท้องถิ่นและภายในประเทศ โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการผลิตด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค มีผลทำให้เกิดการวางแผนการผลิตตามที่ตลาดต้องการ เมื่อเกษตรกรรายย่อยได้รับการรับรองโดย พี จี เอส ทำให้ขยายช่องทางตลาดได้ ผลสุดท้ายทำให้มีการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น เกิดความยั่งยืนทั้งต่อรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค และเกิดสังคมเข้มแข็งในที่สุด

ทั้งนี้ กลุ่ม พี จี เอส ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและสากล ต้องจัดการกระบวนการกลุ่มภายใต้หลักการ พี จี เอส IFOAM (IFOAM PGS Guidelines, 2008) และใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในการรับรองเป็นที่ยอมรับของประเทศนั้นๆ โดยมีหลักการสำคัญ คือ 1.การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของกระบวนการ 2.การมีส่วนร่วม บนพื้นฐานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนับสนุนเป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน 3.ความโปร่งใส กลุ่มจะต้องจัดทำระบบรับประกันการผลิต ซึ่งจะต้องวางแผนร่วมกัน 4.ความไว้วางใจ เป็นกระบวนการที่ทำตั้งแต่ ข้อ 1-3 เพื่อเป็นกระบวนการที่มั่นใจว่า ผู้ผลิตแต่ละคนปกป้องธรรมชาติและสุขภาพของผู้บริโภค ด้วยการผลิตตามหลักการเกษตรอินทรีย์ 5.ความสัมพันธ์แบบแนวราบ ผู้มีส่วนได้เสียมีความเสมอภาค ใช้ระบบประชาธิปไตยโดยแลกเปลี่ยนหมุนเวียนความรับผิดชอบ ยินยอมให้คณะตรวจสอบตรวจฟาร์มและยอมรับการตัดสินของคณะกรรมการกลุ่ม 6.กระบวนการเรียนรู้ รูปแบบขั้นตอนการรับรอง และการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน เป็นการประเมินในลักษณะเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นการตรวจสอบความเข้าใจในมาตรฐาน ทวนสอบวิธีปฏิบัติในฟาร์ม และให้คำแนะนำ เสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันถึงแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐาน 7.การดำเนินงานในรูปเครือข่าย การขับเคลื่อนระบบนี้จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของเครือข่ายที่หลากหลาย การทำให้ระบบมีความโปร่งใส และเข้าถึงได้ทั้งจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคนั้น องค์กรจัดทำระบบต้องพัฒนากลุ่ม และเชื่อมโยงเครือข่ายให้มีกิจกรรมร่วมกันและสามารถทำฐานข้อมูลสมาชิกทั้งหมด รวมทั้งกระบวนการผลิตขึ้นเว็บไซต์ของระบบ พี จี เอส

แจงสี่เบี้ย : พด.เร่งจัดทำข้อมูลการใช้ดินเขต ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255641

227832

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 36/2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป้าหมาย 438 แปลง เนื้อที่ 443,501 ไร่ใน 28 จังหวัด ซึ่งผลการดำเนินการยึดคืนเป็นที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 310,167 ไร่ ได้คืนให้ผู้ครอบครองเดิมเนื่องจากมีหลักฐานการครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น น.ส.3,น.ส.3ก เนื้อที่ 126,919 ไร่ และส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาให้ความชัดเจนสถานะของที่ดินว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือเขตป่าไม้ 6,415 ไร่ ใน จ.ชุมพร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้แต่งตั้งคณะทำงานฯเพื่อจัดเตรียมข้อมูลทรัพยากรดินและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการพื้นที่ ในการวางแผนการใช้ที่ดินพื้นที่ ส.ป.ก. โดยใช้แผนที่การบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เมื่อได้รับข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. และเตรียมข้อมูลดินและแนวทางการใช้ที่ดินจัดส่งรายงานให้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต (สพข.) จากนั้นสพข.จะทำการตรวจสอบข้อมูลดินและแนวทางการใช้ที่ดินในภาคสนาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วส่งรายได้ให้กับสถานีพัฒนาที่ดิน (สพด.) จากนั้นสพด.และสำนักวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาที่ดิน (สวพ.) จะตรวจสอบรายงานแล้วส่งให้ ส.ป.ก.จังหวัด และประชุมพิจารณาแผนการใช้ที่ดินกับ คทช.จังหวัด เพื่อสนับสนุนแหล่งน้ำ ด้วยเป้าหมายในการดำเนินงาน 3 เป้าหมายหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

เป้าหมายที่ 1 พื้นที่ตามประกาศ ส.ป.ก. 28 แปลง ที่ไม่ปรากฏผู้ยื่นคัดค้าน เนื้อที่ 29,414.78 ไร่ ใน 6 จังหวัด คือกระบี่ กาญจนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สุราษฎร์ธานี และอุตรดิตถ์

เป้าหมายที่ 2 ต้องเร่งดำเนินการ คือ พื้นที่ส.ป.ก.ยึดคืนได้ล่าสุด และพื้นที่เป้าหมายจัดทำโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล จำนวน 36 แปลง เนื้อที่ 34,811.59 ไร่ ในพื้นที่ 10จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรานครราชสีมา สระแก้ว เชียงใหม่ ชุมพร อุตรดิตถ์ กระบี่

เป้าหมายที่ 3 ดำเนินการต่อจากเป้าหมายที่ 2 พื้นที่ตามประกาศ ส.ป.ก. 434 แปลง เนื้อที่ 437,765 ไร่ ใน 27 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุดรธานี กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี สระแก้ว สระบุรี กระบี่ ชุมพร ยะลา และสุราษฎร์ธานี

ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดิน ได้เร่งเตรียมความพร้อมแผนดำเนินการที่จะจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ด้วยการวางแผนการใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่ เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ไปใช้ในการวางแผนข้อมูลต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์โชว์ความคืบหน้าการพัฒนาอาชีพ แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239436

227832

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการมีหน้าที่ส่งเสริม พัฒนาอาชีพ และการตลาดในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยพัฒนาระบบสาธารณูปโภค พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ในรูปแบบสหกรณ์หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนให้สหกรณ์/ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ผ่านรูปแบบกิจกรรมการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน และส่งเสริมทำบัญชีครัวเรือน

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาประกอบด้วย 1.ด้านการพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบพื้นฐานข้อมูลโซนนิ่ง โดยวางแผนการใช้ที่ดินเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างมีระบบไปแล้ว 12 พื้นที่ 2.ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน โดยวางแผนการใช้น้ำเพื่อการอนุรักษ์อย่างมีระบบ 6 พื้นที่ 3.ด้านการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยจัดทำเมนูอาชีพเชิงบูรณาการให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ดินและน้ำตามความประสงค์ของเกษตรกร

4.ด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ได้จัดตั้งสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรแล้ว 7 แห่ง คือ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3 พื้นที่ พื้นที่ ส.ป.ก. 2 พื้นที่ พื้นที่สาธารณประโยชน์ 2 พื้นที่ 5.ด้านการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน ได้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ 6.ด้านการส่งเสริมและการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เข้าไปแนะนำ ส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่าขุนแม่ทา จ.เชียงใหม่ ป่าแม่ยุย ป่าท่าธาร และป่าแม่ตาล จ.เชียงใหม่ และป่าดงหมู จ.นครพนม

แจงสี่เบี้ย : กรมส่งเสริมสหกรณ์คว้า2รางวัล ก.พ.ร. การันตีการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239252

227832

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากผลการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่เน้นการพัฒนาองค์กรเพื่อการเรียนรู้ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้สมาชิก ส่งผลให้ในปีนี้ได้รับ 2 รางวัล จากสำนักงาน ก.พ.ร. ได้แก่ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐหมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม และรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (Thailand Public Service Awards) ประเภทรางวัล การพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน “ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” ของ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม ที่กรมได้รับในปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลสูงสุดอีกหนึ่งรางวัลที่เชิดชูเกียรติ และสร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาการบริหารจัดการในส่วนราชการอย่างต่อไป ส่วนรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ประเภทรางวัลการพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน
“ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี และสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ที่เล็งเห็นถึงปัญหาหนี้ค้างชำระและรายได้ที่ไม่เพียงพอของสมาชิก จึงจัดทำแผนแก้ไขปัญหาผ่านโครงการต่างๆ จนหนี้สินลดและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม 2 รางวัลเชิดชูเกียรตินี้ เกิดขึ้นได้จากการกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนโดยผู้บริหารกรม ที่มุ่งขับเคลื่อนและสื่อสารวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของกรม ไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างแท้จริง พร้อมกับสนับสนุนให้มีการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส มีจริยธรรม คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และไม่ละเลยต่อปัญหา ส่งผลให้สหกรณ์เป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์เดินหน้าพัฒนาสู่ความเข้มแข็ง ตั้งสถาบันพัฒนากรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238871

227832

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนากรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนากรรมการ
และฝ่ายจัดการสหกรณ์ รวมทั้งพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเรียนรู้และให้บริการเกี่ยวกับการพัฒนา
กรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ นำไปสู่การประสานความร่วมมือด้านวิชาการกับสถาบันการศึกษาวิทยากร องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ

โดยความคืบหน้าการดำเนินงาน ได้จัดอบรมหลักสูตร “การพัฒนากรรมการสหกรณ์สู่การพัฒนาสหกรณ์ไทยเข้มแข็ง” เพื่อสร้างสมรรถนะการดูแลกิจการที่ดีของกรรมการสหกรณ์ ให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีการอบรมแล้ว 1 รุ่น ผู้เข้าฝึกอบรม 220 ราย พร้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การมีส่วนร่วมจัดทำหลักสูตรพัฒนากรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์อย่างเป็นระบบ” เพื่อระดมสมองผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ เอกชน ให้พิจารณากรอบแนวทางการพัฒนากรรมการและฝ่ายจัดการสหกรณ์ให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันเกิดประสิทธิภาพ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 35 ราย

นอกจากนี้ สถาบันยังได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร โดยดำเนินโครงการพัฒนาการจัดการธุรกิจสหกรณ์แบบมืออาชีพแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถการรบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการฝึกอบรมแล้ว 2 รุ่น มีผู้จัดการสหกรณ์ รองผู้จัดการสหกรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 118 ราย และในเดือนกันยายนยังจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ 2 รุ่น นำร่องใน จ.สิงห์บุรี และ ศรีสะเกษ โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กรรมการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายรัฐบาล

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238639

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ตรวจการสหกรณ์ ถูกจัดตั้งขึ้นจากวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการพัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มทักษะและประสบการณ์แก่ผู้ตรวจการสหกรณ์ ให้ก้าวพ้นสถานการณ์ และเพื่อให้ผู้ตรวจการสหกรณ์สามารถปฏิบัติงานตรวจการสหกรณ์ได้ตามแนวทางที่วางไว้ ทั้งนี้ การจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ตรวจสหกรณ์ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการต่างๆ จัดระดับผู้ตรวจการสหกรณ์ พร้อมกับกำหนดหลักสูตรอบรม ประชุมสัมมนาโดยในปี 2559 กรมได้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 7,794,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอำนวยการ และการจัดอบรม จำนวน 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมทั้งสิ้น 600 คน

จากการดำเนินการที่ผ่านมาได้มีความก้าวหน้าในเบื้องต้นคือ ได้กำหนดหลักสูตรการพัฒนาผู้ตรวจการสหกรณ์ โดยแบ่งหลักสูตรเป็น 3 ระดับ ดังนี้ หลักสูตร 1 (ระดับพื้นฐาน)ความรู้พื้นฐานทั่วไปที่ผู้ตรวจการสหกรณ์ต้องทราบ หลักสูตร 2 (ระดับกลาง) ความรู้ด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์ หลักสูตร 3 (ระดับสูง) ความรู้ด้านกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์แต่ละประเภทการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์แต่ละธุรกิจ ระเบียบ ข้อบังคับสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภท ประสบการณ์ในการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ

นอกจากนี้ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯพิจารณาหักสูตร 3 ระดับ เรียบร้อยแล้ว และได้ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตร “ผู้ตรวจการสหกรณ์ระดับพื้นฐาน” แก่ข้าราชการที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานหน้าที่ผู้ตรวจการสหกรณ์ เพื่อเป็นการสร้างศักยภาพให้กับบุคลากร เป็นการพัฒนากลไกการตรวจสอบของภาครัฐให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ตลอดจนระงับยับยั้งป้องปรามการทุจริตและให้มีการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ โดยดำเนินการจัดอบรมไปแล้ว 4 รุ่น มีเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรแล้วจำนวน 410 ราย ซึ่งการจัดอบรมในหลักสูตรทั้ง 3 ระดับอย่างต่อเนื่องได้แล้วเสร็จแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์เร่งขับเคลื่อนสหกรณ์ประมงประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238522

227832

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โครงการขับเคลื่อนพัฒนาสหกรณ์ประมงประชารัฐ เป็นโครงการพัฒนาและสร้างการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ประมงให้เกิดความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถ ภายใต้งบประมาณในการดำเนินงาน 1,346,680 บาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรประมง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์น้ำมูลค่า 50 ล้านบาท ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการทำประมงอย่างถูกกฎหมาย และพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกให้เกิดความมั่นคง

สำหรับความก้าวหน้าของโครงการ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจัดประชุมขับเคลื่อนสหกรณ์ประมงประชารัฐ กลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตรัง จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำปากพนัง จำกัด แห่งละ 40 ราย นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 สำหรับสหกรณ์ที่ร่วมโครงการ 10 สหกรณ์ 23 ล้านบาท โดย 6 สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ได้ดำเนินการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำและปลากะพง แล้ว 162 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยง 4,319 ไร่

ส่วนเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมได้จัดงานขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐในภาคสหกรณ์ (กลุ่มสัตว์น้ำ) จังหวัดปราจีนบุรี ณ สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับปลานิล รวมถึงกำหนดแนวทางดำเนินธุรกิจรวบรวมของสหกรณ์ (กุ้งขาวแวนนาไม) ใน จ.นครศรีธรรมราช และมีการลงนาม MOU ระดับพื้นที่ระหว่างสหกรณ์ ภาครัฐใน จ.ตรัง กับ ภาคเอกชน

ในส่วนของภาคกลางและภาคเหนือที่มีการเลี้ยงกุ้ง กรมได้ดำเนินการ อาทิ การอบรมความรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาโรคกุ้งจากผู้แทนบริษัท ไทยยูเนี่ยนฯ ให้กับสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัด และในพื้นที่ จ.เชียงราย ก็มีการบันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างสหกรณ์ หน่วยงานรัฐ และเอกชน รวม 8 ฉบับ พร้อมกับดำเนินการประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาสหกรณ์ประมงแล้วสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม เร่งฟื้นฟูอาชีพประมง สนองนโยบายประชารัฐยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237194

227832

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว จำกัด เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้า น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และสินค้าบริโภคทั่วไป มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป โดยเมื่อปี 2556 ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าสหกรณ์ (ศูนย์กระจายสินค้า-CDC) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าประมงของสหกรณ์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนจ่ายขาดสำหรับจัดซื้อรถบรรทุกห้องเย็น และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตและจำหน่าย นับเป็นโอกาสของสหกรณ์ที่จะขยายธุรกิจ และเพิ่มปริมาณธุรกิจ

ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกเป็นชาวประมงชายฝั่งเป็นส่วนมาก มีอาชีพทำประมงโดยใช้เครื่องมืออวนรุน แต่เนื่องจากขณะนี้รัฐได้ประกาศให้อวนรุนเป็นเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎ IUU ผิดกฎหมายและห้ามใช้จับปลาเด็ดขาด หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการทำประมงให้กับชาวประมงอวนรุนที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้ชาวประมงมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วิธีการประกอบอาชีพเพื่อให้ดำรงชีพต่อไปได้ เบื้องต้นทางสหกรณ์เองได้ดำเนินการส่งเสริมอาชีพประมงประเภทอื่นให้กับสมาชิก ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องมือในการทำประมง การส่งเสริมอาชีพใหม่ๆ อาทิ การเลี้ยงปลาในบ่อ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ที่มีดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 จำนวน 5 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรนำมาเพาะเลี้ยงปลากะพงในบ่อดิน สร้างรายได้ให้สมาชิกทดแทนการทำประมงด้วยอวนรุนที่เป็นเครื่องมือที่ผิดกฎ IUU ต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้นโยบายประชารัฐ ในเบื้องต้นส่งผลให้เกิดการยอมรับและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการทำประมง จากเครื่องมือที่ผิดกฎหมายมาสู่การทำประมงอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และหลายหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านเงินทุน และองค์ความรู้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์สามารถประกอบอาชีพให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อฯสุรนารี ส่งเนื้อโคพันธุ์ดีเกรดเอขึ้นตลาดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237040

227832

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุดในประเทศไทย แต่ด้วยตลาดโคเนื้อที่ตกต่ำ ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคาเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อมีรายได้ต่ำ ด้วยเหตุนี้หลายหน่วยงานในจังหวัดจึงได้ร่วมมือกันพัฒนาโคเนื้อโคราชวากิว โดยได้มีการลงนามความร่วมมือมือด้านวิชาการระหว่าง ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 พัฒนาโคพันธุ์โคราชวากิวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อที่ในอนาคตจะสามารถผลิตโคเนื้อคุณภาพเยี่ยมป้อนสู่ตลาดบน ลดการนำเข้า และเพิ่มการส่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งเนื้อโควากิวนั้นมีความโดดเด่นด้านเนื้อที่มีไขมันแทรกสูง และมีความนุ่มมากกว่าเนื้อโคที่มีในประเทศ

พร้อมกันนั้น ก็ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อโคราชวากิว สุรนารี จำกัด ขึ้นมา เมื่อปี 2555 ร่วมกันผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพเยี่ยมมาตรฐานส่งออก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับโคเนื้อของเกษตรกรโดยเกษตรกรจะเป็นผู้กำหนดราคาเอง จนสามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 1,105 ราย มีโคในเครือข่ายที่จะพัฒนาให้เป็นโคพันธุ์โคราชวากิวกว่าหมื่นตัว ในด้านการแปรรูปเนื้อโคราชวากิวนั้น สหกรณ์ฯ จะได้รับความร่วมมือจากโรงเชือดมาตรฐานฮาลาน บริษัท นครพนม บีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด

จากการพัฒนาโคเนื้อโคราชวากิวทำให้โคเนื้อของไทยที่มีเลือดโควากิว 50-87% สามารถเลี้ยงในเมืองไทยได้อย่างสบาย ไม่มีปัญหาด้านความเครียดจากอากาศร้อน รวมถึงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีและที่สำคัญที่สุดคือโครเนื้อดังกล่าวให้ไขมันแทรกสูงกว่าโคเนื้อสายพันธุ์อื่นๆ ของประเทศไทย ทำให้ขายได้ราคาสูงขึ้น เกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้น อีกทั้งเนื้อโคพันธุ์โคราชวากิวยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยคุณภาพไม่แตกต่างจากเนื้อโควากิวที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่มีราคาถูกกว่า ในอนาคตมีโอกาสขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันเนื้อระดับวากิวของเกษตรกรชาวอำเภอขามทะเลสอ ที่จัดตั้งในรูปแบบกลุ่มสหกรณ์ ได้วางจำหน่ายที่กูร์เม่ มาร์เก็ต สาขาสยามพารากอน เป็นแห่งแรกที่วางจำหน่าย ซึ่งราคาจะถูกกว่านำเข้า เพราะไม่ต้องมีภาษีและไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านค่าขนส่ง รวมถึงไม่มีพ่อค้าคนกลางมากดราคา จึงทำให้เกษตรกรกรสามารถสร้างรายได้ต่อปีเพิ่มมากขึ้น ส่วนแผนการตลาดในอนาคตอาจจะต้องมองไปที่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ในการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการด้วยวิธีการต่างๆ และการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มบทบาทในฐานะผู้ซื้อผลผลิตจนถึงการแปรรูป และการส่งออก เพื่อให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป