แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์’ชี้โครงการธนาคารข้าว โครงการดีจากรัฐสู่การพึ่งพาตนเองของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236098

227832

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการปฏิรูปภาคการเกษตร 6 มาตรการสำคัญ โดย 1 ใน 6 มาตรการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์รับผิดชอบในการขับเคลื่อนคือ การจัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถธนาคารสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ ถือเป็นหนึ่งใน 10 สหกรณ์การเกษตรแรกๆ ที่นำร่องจัดตั้งธนาคารข้าวในสถาบันเกษตรกรและประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์มีสมาชิก 3,703 ราย 80% มีอาชีพปลูกข้าว พื้นที่ 50,000 ไร่ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการธนาคารข้าว 110 ราย พื้นที่ปลูกข้าว 2,744 ไร่มีวิธีการดำเนินการ คือ สมาชิกสามารถเสนอความต้องการในการยืมปัจจัยการผลิต เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อุปกรณ์การเกษตร รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจำกัดวงเงินรายละ 10,000 บาท ปลอดดอกเบี้ย 150 วัน เมื่อถึงกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิต สหกรณ์จะมีบริการรถเกี่ยวข้าวที่ได้รับการสนับสนุนตามโครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร ในราคาที่ต่ำกว่าทั่วไปไร่ละ 100 บาท

ส่วนผลผลิตก็นำมาจำหน่ายกับตลาดกลางข้าวเปลือกของสหกรณ์ตามราคาตลาด ณ ขณะนั้น ทำให้สมาชิกมีตลาดรับซื้อผลผลิตอย่างแน่นอนในราคา น้ำหนัก และความชื้นตามความเป็นจริง นอกจากนี้สหกรณ์ จะตีเป็นเงินหลังจากสมาชิกส่งคืนเงินค่าปัจจัยการผลิตตามที่ยืมไป หลังจากนั้นสมาชิกจะสามารถรับเป็นเงินสด หรือฝากเงินเข้าบัญชีโครงการธนาคารข้าว ซึ่งจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษบวกเพิ่มดอกเบี้ยร้อยละ 1 ในระยะเวลา 90 วัน เพื่อเป็นการออกไว้เป็นทุนในฤดูกาลผลิตต่อไป

ขณะนี้โครงการธนาคารข้าว ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแน่นอนแล้ว ยังช่วยผ่อนเบาภาระการกู้หนี้ยืมสินนอกระบบให้หมดไป อีกทั้งยังมีตลาดที่ราคายุติธรรมให้กับสมาชิกอีกด้วย

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ สุพรรณบุรี ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235892

227832

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จ.สุพรรณบุรี จัดตั้งสหกรณ์ขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์นำวิธีการสหกรณ์มาสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยเน้นการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลิตผล การให้สินเชื่อกู้ยืมแก่สมาชิก

ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯประสบกับปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกจนขาดสภาพคล่อง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี จึงแนะนำให้จัดทำแผนแก้ปัญหาโดยใช้ 2 กลยุทธ์สำคัญ คือ กลยุทธ์ที่ 1 ได้แก่ การผ่อนชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง 4 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการอบรมเพื่อชำระหนี้ 2.โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน (จัดตั้งกองทุนเพื่อชำระหนี้) 3.โครงการหยุดหนี้เพื่อคุณ 4.โครงการขอคืนพื้นที่ทำกิน

กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาและเสริมสร้างจรรยาบรรณ/จริยธรรมแก่บุคลากรสหกรณ์ 2 โครงการดังนี้ 1.โครงการธนาคารความดี 2.โครงการจดบัญชีรายได้-รายจ่าย ครัวเรือน

โดยกลยุทธ์ที่ 1 ได้ให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการออมเพื่อชำระหนี้ โครงการหยุดหนี้เพื่อคุณ ลดการฟ้องร้องบังคับคดีขายทอดตลาด หยุดการคิดดอกเบี้ยค่าปรับ และยังสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินพร้อมทั้งกลับมาเป็นเจ้าของได้ มีโครงการขอคืนพื้นที่ทำกินของสมาชิก ให้สมาชิกกลับมาเป็นหนี้สหกรณ์แทนเพื่อลดดอกเบี้ย โดยนำโฉนดที่ดินจากเอกชนมาไว้กับสหกรณ์แทน ซึ่งที่ดินนั้น ยังเป็นของสมาชิกอยู่ รวมทั้งจัดทำโครงการหยุดหนี้สินของสมาชิกโดยให้โอนที่ดินค้ำประกันหนี้สหกรณ์ และให้สมาชิกจ่ายเงินซื้อคืนภายในเวลา 5 ปี ปีละเท่าๆ กัน

กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาและเสริมสร้างจรรยาบรรณ/จริยธรรมแก่บุคลากรสหกรณ์ โดยให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการธนาคารความดี เพื่อส่งเสริมในเรื่องการจดบันทึก ส่งเสริมการออม การมีระเบียบวินัยและการสร้างความสามัคคีของเจ้าหน้าที่และกรรมการ ให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการจดบัญชีรายได้-รายจ่าย

จากการดำเนินงานที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในปี 2559 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งผลงานการฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ เข้าชิงรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติประเภทรางวัลนวัตกรรมการบริการที่เป็นเลิศ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพื่อเป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการสหกรณ์ที่ดีให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างต่อไป

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232187

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การแก้ไขปัญหาดินที่ถูกชะล้างพังทลาย

การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีพืช เป็นวิธีการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินที่ทำได้ง่ายลงทุนน้อย เช่น การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชเป็นแนวขวางความลาดชัน หรือปลูกพืชอนุรักษ์ดินเป็นแนวหรือเป็นแถบสลับกับแถบพืชไร่เป็นต้น พืชอนุรักษ์ดินที่จะนำมาใช้ปลูกเป็นแนวขวางความลาดชัน อาจเป็นพืชตระกูลถั่วหรือตระกูลหญ้า เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริ ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2534 ความว่า “…ให้ศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสม…”

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกหญ้าแฝกมาปลูกแนวขวางความลาดเท เนื่องจากหญ้าแฝกมีรากยาวและมีปริมาณมาก สามารถยึดดินได้ดี ขึ้นได้ทั่วไปในประเทศ และขยายพันธุ์ง่าย ไม่กลายเป็นวัชพืช เนื่องจากขึ้นเป็นกอรากไม่อาจแตกเป็นต้นใหม่ได้ และส่วนใหญ่เมล็ดไม่สมบูรณ์งอกได้ยาก

อย่างไรก็ตามการปลูกหญ้าแฝกต้องรู้วิธีปลูก โดยต้องปลูกกลางแจ้งและปลูกในต้นฤดูฝน หญ้าแฝกที่ชำไว้ในถุงจะใช้ปลูกได้ดีกว่าวิธีการแยกมาปลูกหลุมละต้น การปลูกหญ้าแฝกต้องพยายามปลูกให้ชิดกัน หรือมีระยะห่าง 10 ซม. เมื่อแตกกอจะได้ชิดกันเป็นแนว ซึ่งแนวหญ้าแฝกดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งว่า“เป็นกำแพงชีวิต” ทำหน้าที่ชะลอความรุนแรงของน้ำที่ไหลบ่าผ่านหน้าดิน สามารถป้องกันไม่ให้หน้าดินถูกชะล้างพังทลายได้โดยง่าย

แนวหญ้าแฝกเมื่อปลูกไปแล้ว จำเป็นต้องดูแลรักษาไม่ให้วัชพืชต่างๆ เช่น หญ้าคา หรือต้นสาบเสือขึ้น โดยเฉพาะหญ้าคา ถ้าขึ้นมากๆ หญ้าแฝกจะตาย ยิ่งมีต้นสาบเสือ และไม้พุ่มต่างๆ ขึ้นมาปกคลุม หญ้าแฝกจะตายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากหญ้าแฝกไม่ชอบขึ้นในที่ร่มหรือในที่มีพืชอื่นปกคลุม แนวหญ้าแฝกที่ปราศจากการดูแลรักษาที่ดี มักตายเป็นหย่อมๆ ทำให้การป้องกันการชะล้างพังทลายดินไม่ค่อยได้ผล แนวหญ้าแฝกที่ตายเป็นหย่อมๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งว่าเป็น “แฝกฟันหลอ” เป็นลักษณะการปลูกหญ้าแฝกที่ไม่พึงประสงค์

 

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232009

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

l การแก้ไขปัญหาดินที่ถูกชะล้างพังทลาย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของการชะล้างพังทลายของหน้าดินโดยน้ำ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน และลักษณะของเม็ดฝน ลักษณะดิน ลักษณะของความลาดชัน หรือลาดเอียง ลักษณะของพืชพรรณที่ขึ้นปกคลุมดิน และการจัดการดินโดยทั่วๆ ไป พื้นที่ที่นำมาใช้ทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และการไถพรวนไม่ถูกวิธี การชะล้างพังทลายจะเกิดมากกว่าพื้นที่ที่มีป่าปกคลุม ในพื้นที่ที่มีปัจจัยอื่นคล้ายคลึงกันเมื่อหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เคยมีก็จะหายไป ตะกอนดินจะถูกพัดพาไปสะสมตามแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้มีตะกอนขุ่นแดง และลำน้ำตื้นเขิน การที่ลำน้ำต่างๆ ในฤดูฝนมีตะกอนขุ่นสีแดงเกิดขึ้น เป็นตัวชี้บ่งอย่างดีว่าบริเวณต้นน้ำลำธารมีการชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้น จะต้องได้รับความแก้ไข และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ทั่วไปตามลำน้ำต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่สังคมก็ยังไม่ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามหลักวิชาด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ สามารถกระทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ วิธีกลและวิธีพืช วิธีกลเป็นวิธีที่ใช้เครื่องมือต่างๆ ปรับสภาพพื้นที่เพื่อให้ความรุนแรงของการไหลบ่าของน้ำผ่านหน้าดินลดลง เมื่อน้ำไหลช้าลง พลังในการชะล้างพังทลายหน้าดินของน้ำก็จะลดลงไปเป็นเงาตามตัว วิธีกลดังกล่าว ได้แก่ การไถพรวนขวางความลาดชันก่อนที่จะปลูกพืชการทำคันดินขวางความลาดชัน และการทำขั้นบันไดดิน เป็นต้น การนำวิธีกลไปใช้ในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในประเทศไทยยังไม่ค่อยใช้กันในแปลงของเกษตรกร แม้แต่การไถพรวนขวางความลาดชัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เกษตรกรก็ไม่ค่อยกระทำกัน เพราะผู้ที่รับจ้างมาไถที่โดยรถแทรกเตอร์อ้างว่าชักช้า เสียเวลาไถขึ้นลงตามความลาดชันทำได้เร็วกว่า และได้เงินค่าไถต่อวันมากกว่า

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231836

227832

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การแก้ไขดินปัญหาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามแนวพระราชดำริ

หลักการพื้นฐานในการจัดการดินเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ดี คือ การทำให้ดินมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ดินในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 100 ล้านไร่ ยังเป็นดินมีปัญหาและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยทั่วไปการเลือกพืชให้เหมาะสมกับดินและสภาพแวดล้อมเป็นวิธีจัดการดินที่ง่ายและลงทุนน้อยที่สุด เช่น แทนที่จะนำดินที่มีปัญหานั้นๆ มาใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำหรับเป็นอาหาร อาจเปลี่ยนมาปลูกไม้โตเร็ว ไม้ใช้สอย หรือหญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นต้น

การแก้ไขดินที่มีปัญหาให้มีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ เป็นเรื่องไม่ง่ายและต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความรู้วิชาการ งบประมาณ บุคลากรของภาครัฐ และความขยันของเกษตรกร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าจะง่ายขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจากระยะเวลาอันยาวนานที่ทรงงานหนัก ทำให้ทรงค้นพบแนวทางการแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่ดิน และการจัดการปัญหามากมายหลายประการ
จากโทรสารพระราชทานเรื่องดิน ทรงกล่าวถึงดินปัญหาที่มีพระราชดำริให้ดำเนินการเป็นโครงการ ประกอบด้วย 1.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ดินทราย มีแร่ธาตุน้อย 2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้หิน กรวด แห้งแล้ง 3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ดินเปรี้ยวจัด 4.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินทราย มีแร่ธาตุน้อย ดินดาน 5.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานดินทราย ดินเค็ม ขาดน้ำ 6.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาคุ้งกระเบน ดินเค็ม 7.โครงการเขาชะงุ้ม ดินแข็ง ดิน-หินลูกรัง 8.โครงการวัดมงคลชัยพัฒนา ขาดน้ำ 9.โครงการปากพนัง น้ำเค็ม ดินเค็ม ดินเปรี้ยวจัด 10.ที่ดิน ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา ดินเปรี้ยวจัด น้ำท่วม น้ำแล้ง 11.โครงการ หนองพลับ-กลัดหลวง ดินลูกรัง ดินดาน 12.โครงการ หุบกะพง-ดอนขุนห้วย ดินทราย มีแร่ธาตุน้อย ดินดาน ขาดน้ำ 13.โครงการ สหกรณ์สันกำแพง ดินลูกรัง ขาดน้ำ

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231630

227832

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

องค์ประกอบของดินมี 4 ประการ

1.มีปริมาณแร่ธาตุอาหารที่เรียกว่าปุ๋ยในจำนวนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเติบโตของพืช ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนที่ได้จากอากาศ ส่วนที่ได้จากดิน คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมแคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน โบรอน สังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีสโมลิบดินัม และคลอรีน

2.มีสภาพทางเคมีเหมาะสม ความเป็นกรด-ด่างเหมาะสม มีค่า pH 7 ความเค็มต่ำหรือไม่เค็ม เป็นต้น

3.มีสภาพทางชีวภาพเหมาะสม ได้แก่ จุลินทรีย์และสัตว์เล็กๆที่อาศัยในดินมากพอจะช่วยย่อยสลายซากพืชในดินให้แปรสภาพเป็นอินทรียวัตถุ ฮิวมัสหรือขุยอินทรีย์ ทำให้ดินร่วนซุย มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ช่วยดูดซับแร่ธาตุอาหาร หรือปลดปล่อยอาหารให้มีประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น

4.มีสภาพทางการกายภาพเหมาะสม หมายถึง ดินต้องมีความโปร่ง ร่วนซุย ไม่แข็งหรือเป็นชั้นดานแน่นทึบ ทำให้รากพืชสามารถดูดน้ำและอาหารไปใช้ได้สมบูรณ์ ปัจจัยที่ทำให้ดินมีกายภาพเหมาะสม ได้แก่ อินทรียวัตถุในดิน วิธีไถพรวน ลักษณะเนื้อดิน ตลอดจนลักษณะพื้นที่

จากคำกำจัดความ เรื่องเกี่ยวกับดินที่เหมาะสมกับการทำเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน นับว่าสอดคล้องอย่างยิ่งกับการกำหนดลักษณะของดินที่เหมาะสมในการนำมาใช้ปลูกพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล และไม้ยืนต้น ที่นักปฐพีวิทยากำหนดเอาไว้ กล่าวคือ

ดินที่เป็นดินที่ดีดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.มีอนินทรียวัตถุ 45% ได้แก่ ส่วนที่เป็นของแข็งที่ประกอบเป็นเนื้อดิน และแร่ธาตุอาหารพืชต่างๆ 2.มีอินทรียวัตถุ 5% ได้แก่ส่วนที่เป็นอินทรีย์สารที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของซากพืชที่ทับถมมอยู่ผิวดิน 3.มีอากาศ 25% ได้แก่ อากาศที่แทรกอยู่ในช่องว่างเล็กๆ ที่อยู่ในเนื้อดิน 4.มีน้ำ 25% ได้แก่ น้ำหรือความชื้นที่เนื้อดินดูดซับเอาไว้

แจงสี่เบี้ย : การจัดการทรัพยากรดินตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231468

227832

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อผลิตอาหารไว้เลี้ยงประชากรและเพื่อการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ ด้วยทรัพยากรที่ดินของประเทศไทยที่ไม่น้อยกว่า 200 ล้านไร่ ที่นำมาใช้การผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักๆ อาทิ ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง จะมีมากพอเลี้ยงประชากรไทย และส่งออกไปยังต่างประเทศได้ แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ก็ยังต่ำอยู่เมื่อเทียบประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อันเนื่องมาจากปัญหาความเสื่อมโทรม มีอินทรียวัตถุน้อย และหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีความสนพระราชหฤทัยพร้อมกับพระราชทานแนวพระราชดำริไว้มากมายหลายประการ ซึ่งแนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรดิน เพื่อให้ทรัพยากรดินมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืนของประเทศ ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยในด้านปฐพีวิทยา เพื่อนำความรู้มาพระราชทานเป็นพระราชดำริในด้านการจัดการดินสำหรับโครงการต่างๆ จึงได้พระราชทานคำจำกัดความที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายและมีรายละเอียดพอสมควร ว่าดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

มีแร่ธาตุที่เรียกว่า ปุ๋ย ส่วนประกอบสำคัญ คือ 1.N (nitrogen) ในรูป nitrate 2.P (phosphorus) ในรูป phosphate 3.K (potassium) และแร่ธาตุอื่นๆ O, H, Mg, Fe มีระดับ เปรี้ยว ด่าง ใกล้เป็นกลาง (pH7) มีความเค็มต่ำ มีจุลินทรีย์ มีความชื้นพอเหมาะ มีความโปร่งพอเหมาะ หรือถ้าจะนำคำจำกัดความที่พระราชทานเอาไว้ข้างต้นมาขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น จะเห็นว่าดินที่เหมาะในการทำการเกษตร หรือที่เรียกว่าเป็นดินดีนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการที่จะต้องมีจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดมิได้ ถ้าขาดคุณภาพของดินจะลดลงและเป็นปัญหาในการผลิต

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์นิคมนครชุม กำแพงเพชร กับผลงานธุรกิจมันเส้นครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228418

227832

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จ.กำแพงเพชร เป็นสหกรณ์อีกแห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูปมันเส้นสะอาดเพื่ออาหารสัตว์แบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด การรับซื้อหัวมันสดจากสมาชิก สหกรณ์มีจุดรับซื้อมันสำปะหลัง 4 จุดเพื่อรองรับผลผลิตจากสมาชิกในพื้นที่ ซึ่งในแต่ละปีสามารถรวบรวมมันสำปะหลังจากสมาชิกได้ประมาณ 40,000-50,000 ตัน และนำมาแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาดประมาณปีละ 7,000 ตัน

ทั้งนี้มันเส้นที่ผลิตได้จะนำส่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ใช้มันเส้นเป็นวัตถุดิบผสมอาหารสัตว์ เช่น สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค จำกัด และสหกรณ์ที่ได้เชื่อมโยงเครือข่ายอีกหลายแห่ง ผลจากการดำเนินงานของสหกรณ์ สามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกได้ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ โดยสหกรณ์สามารถช่วยพยุงราคามันสำปะหลังในพื้นที่ ไม่ให้พ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบสมาชิกและสหกรณ์ทั่วไป สมาชิกได้รับการพัฒนาและส่งเสริมความรู้ในการปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด และการเพิ่มผลผลิตโดยวิธีการปรับเปลี่ยนการปลูกมันสำปะหลัง ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิต เนื่องจากสหกรณ์ได้กระจายจุดรับซื้อเพิ่มในพื้นที่ดำเนินการ มีเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานเพื่อบริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์แล้ว ในส่วนของสมาชิกทางสหกรณ์ก็มีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกในระดับเหมาะสม เช่น ประกันอุบัติเหตุค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือสงเคราะห์ศพ ทุนการศึกษาบุตรสมาชิก สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสาธารณะประโยชน์ต่อชุมชน สนับสนุนโครงการอาหารกลางวันให้กับโรงเรียน เป็นเจ้าภาพงานกฐิน ผ้าป่า ให้กับวัดในท้องที่ และที่สำคัญสหกรณ์เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ให้กับโรงเรียน องค์การท้องถิ่นต่างๆ ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษาตลอดมาอีกด้วย

จากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งสมาชิก คณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ ทำให้ผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทำให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงมีความยั่งยืนในอาชีพต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรและผู้เลี้ยงและค้าสัตว์ฯอ่างทอง ต้นแบบเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227832

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงและค้าสัตว์อ่างทอง จำกัด ก่อตั้งภายใต้วัตถุประสงค์ต้องการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรพันธุ์ต่างๆ มี
การอบรมการเลี้ยงสุกร ทำการออกอาชญาบัตรในการฆ่าสุกรชำแหละให้กับพ่อค้าสุกรชำแหละทุกอำเภอใน จ.อ่างทอง ตามนโยบายของรัฐบาลให้อาชญาบัตรต้องผ่านสหกรณ์

ทั้งนี้ การเลี้ยงสุกรจะมีวัฏจักรทำให้ราคาขึ้น-ลงพอดี แต่ด้วยจำนวนสมาชิกที่เลี้ยงสุกรมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ราคาตก และต่อมามีการเลี้ยงเป็นฟาร์มใหญ่ ผู้ค้าชำแหละจึงรับซื้อสุกรที่ฟาร์มมาส่ง ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยเลิกเลี้ยงสุกรไปในที่สุด ประกอบกับรัฐบาลประกาศการค้าสุกรเป็นการค้าโดยเสรี อาชญาบัตรไม่ต้องผ่านสหกรณ์ทำให้พ่อค้าสุกรชำแหละออกอาชญาบัตรเองได้ สมาชิกผู้เลี้ยงสุกรจึงไม่รู้จะไปขายสุกรให้กับใคร จึงขาดทุนและเลิกเลี้ยงสุกรหันมาทำการเกษตร โดยเฉพาะปลูกข้าวเป็นหลัก

ส่งผลให้เกิดการปรับบทบาทของ สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงและค้าสัตว์อ่างทอง จำกัด ไปสู่การเป็นเครือข่ายกระจายสินค้าสหกรณ์ ซึ่งมีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นรูปแบบของศูนย์กระจายสินค้าอย่างแท้จริง โดยมีศูนย์กระจาย 2 จุด คือ จุดที่ 1 ต.เอกราช อ.ป่าโมก จุดที่ 2 ต.หลักแก้ว อ.วิเศษชัยชาญ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกประการ คือ สหกรณ์มีการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด เนื่องจากสินค้าของสหกรณ์มีราคาที่ต่ำกว่าที่อื่น

ด้านการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ หากดูจากความเป็นอยู่ของสมาชิกที่ค่อนข้างมีคุณภาพที่ดี เป็นผลมาจากธุรกิจที่โดดเด่นของสหกรณ์ คือ 3 ธุรกิจหลักได้แก่ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย โดยธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นจำนวน 84% ของธุรกิจทั้งหมด อีกทั้งสหกรณ์ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าต่างๆ อยู่เสมอ เช่น โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ กิจกรรมการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ “สหกรณ์มั่งคง สมาชิกมั่นคั่ง ประเทศยั่งยืน” และกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลให้การกระจายสินค้าสหกรณ์ในพื้นที่ดำเนินไปได้ด้วยดีเสมอมา

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ โคนมไทยมิลค์ จำกัด ภายใต้นโยบาย ส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่‘น้ำนมดิบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227677

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ปัจจุบันตั้งอยู่บนเนื้อที่ 56 ไร่ มีพื้นที่เขตดำเนินงานครอบคลุม 42 หมู่บ้าน ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ต.พญากลาง ต.ลำสมพุงอ.มวกเหล็ก ต.สระบุรี จำนวน 28 หมู่บ้านต.จันทึก อ.ปากช่อง ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้วจ.นครราชสีมา จำนวน 10 หมู่บ้าน และต.เขาน้อย อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี จำนวน 4 หมู่บ้าน จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ดำเนินธุรกิจโคนมร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกและส่วนรวมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

จากการคัดเลือก สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็นพื้นที่ดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เรื่องการเลี้ยงโคนมเพื่อผลิตน้ำนมดิบ ซึ่งเป็นผลผลิตที่มีปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 รองจากข้าว และอ้อย ผ่านระบบสหกรณ์ แต่ด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย และการแข่งขันที่รุนแรงของราคาผลิตภัณฑ์นมผงที่สามารถนำเข้ามาในประเทศได้ เกษตรกรจึงต้องเผชิญปัญหาเทน้ำนมดิบทิ้ง เนื่องจากบริษัท/โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ปฏิเสธการรับซื้อน้ำนมดิบ ประกอบกับต้นทุนในการผลิตน้ำนมดิบสูงขึ้นของเกษตรกร ซึ่งมีสาเหตุจากการขาดการพัฒนาความรู้การเลี้ยงโคนมอย่างต่อเนื่องการเลี้ยงโดยใช้ทักษะและประสบการณ์เดิมขาดการจัดการฟาร์มที่ดี โดยเฉพาะการจัดการด้านอาหารโคนม

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้สามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาดีขึ้น เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพสานต่ออาชีพพระราชทานได้อย่างยั่งยืน จึงเลือกใช้วิธีดำเนินการผ่านระบบสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรรวมตัวช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ประกอบอาชีพเดียวกัน ให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่ยุติธรรมมีระบบการตรวจสอบคุณภาพเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาน้ำนมดิบตามเกรดที่ตนเองสามารถผลิตได้ แล้วสหกรณ์รวบรวมขายให้แก่โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม นอกจากนั้น สหกรณ์ยังสามารถดำเนินการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพัฒนาปรับปรุงการเลี้ยงโคนมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้

การทำงานในรูปแบบแปลงใหญ่โดยสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในระดับจังหวัด และส่วนกลาง เพื่อร่วมกันพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดน้ำนมดิบ เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถผลิตน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นจากอัตราเฉลี่ย 11-13 กิโลกรัม/ตัว/วัน เป็น 18-20 กิโลกรัม/ตัว/วัน และคุณภาพน้ำนมดิบดีขึ้น เกษตรกรสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมได้รับราคาเพิ่มขึ้นจากคุณภาพองค์ประกอบน้ำนมดิบ ไม่น้อยกว่า 0.60 บาท/กิโลกรัมเมื่อเทียบจากเกรดน้ำนมดิบราคาต่ำสุดที่สหกรณ์รับซื้อ โดยมีแนวทางในการดำเนินการตั้งแต่กิจกรรม ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ