แจงสี่เบี้ย : การปรับปรุงบำรุงดินด้วยเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225126

227832

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

3.สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชในดิน มีคุณสมบัติสามารถทำลายหรือยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในดินที่เป็นสาเหตุอาการรากเน่า ได้แก่ โรครากและโคนเน่าของไม้ผล ไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน ยางพารา โรคเน่าคอดินและลำต้นเน่าของพืชไร่ เช่น สับปะรด มันสำปะหลัง พืชเส้นใย พืชตระกูลถั่ว โรคเน่าและเหี่ยวของพืชผักไม้ดอกไม้ประดับ เช่น พริก เบญจมาศ โรคเน่าเละของพืชผัก เช่น ผักกาดกะหล่ำปลี โรคถอนฝักดาบของข้าว และโรคผลเน่าของไม้ผลเรี่ยดิน เช่น สตรอเบอร์รี่ นอกจากนั้นยังช่วยลดและควบคุมปริมาณเชื้อโรคพืชในดินทั้งสภาพที่ดอนและที่ลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ก่อนนำสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ไปใช้ ต้องทำการเพิ่มปริมาณเชื้อในปุ๋ยหมักก่อน โดยนำสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 1 ซอง น้ำหนัก 25 กรัม ไปขยายเชื้อในปุ๋ยหมัก 100 กก. และรำข้าว 1 กก. ปรับความชื้นให้ได้ 60-70% กองปุ๋ยในที่ร่มเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 50 ซม. 7 วัน แล้วใช้กับพืชชนิดต่างๆ ในอัตราและวิธีการดังนี้ ข้าว ใช้ 100 กก./ไร่ โดยหว่านให้ทั่วช่วงเตรียมดินปลูก พืชไร่ พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ ใช้ 100 กก./ไร่ ใส่ระหว่างแถวตามแนวปลูกแล้วคลุกเคล้ากับดิน ไม้ผลไม้ยืนต้น ใช้ 3-6 กก./ต้น ช่วงเตรียมหลุมโดยคลุกเคล้ากับดินรองไว้ก้นหลุม ช่วงต้นพืชเจริญแล้วใส่รอบทรงพุ่มหรือหว่านใต้ทรงพุ่ม

4.สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สำหรับผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช มีคุณสมบัติเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดสารออกฤทธิ์และสารไล่แมลงที่อยู่ในพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ สำหรับอัตราและวิธีการใช้สารควบคุมแมลงศัตรูพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 คือ เจือจางสารป้องกันแมลงศัตรูพืชในน้ำ 1 ต่อ 100 ใส่สารจับใบ เช่น น้ำยาล้างจาน 10 มิลลิลิตร ลงในสารควบคุมแมลงศัตรูพืช 10 ลิตร หรือ ฉีดพ่นที่ใบ ลำต้น หรือบริเวณที่มีหนอนหรือเพลี้ยอาศัยอยู่ และฉีดพ่นทุกๆ 3-5 วัน และฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการระบาดของหนอนและเพลี้ย และควรฉีดพ่นในช่วงที่เป็นตัวอ่อน หรือช่วงที่เพลี้ยยังไม่สร้างแป้ง สำหรับพืชไร่ พืชผัก และไม้ดอก ฉีดพ่นสารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่เจอจางแล้วอัตรา 50 ลิตรต่อไร่ ส่วนไม้ผล ฉีดพ่นสารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่เจือจางแล้วอัตรา 100 ลิตรต่อไร่

แจงสี่เบี้ย : การปรับปรุงบำรุงดินด้วยเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224944

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ศึกษาวิจัยคัดเลือกจุลินทรีย์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร พร้อมกับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์
เผยแพร่สู่เกษตรกรตั้งแต่ปี 2529 โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด. มีทั้งหมด 8 ผลิตภัณฑ์ โดย 7 ผลิตภัณฑ์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

1.สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับปุ๋ยหมัก เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัตสดุเหลือใช้การเกษตรที่มีองค์ประกอบของเซลลูโลสไขมันย่อยสลายยาก เช่น ทลายปาล์ม ขี้เลื่อย เปลือกถั่ว เปลือกเมล็ดกาแฟ เพื่อผลิตปุ๋ยหมักในเวลารวดเร็ว มีอัตราและวิธีการใช้ดังนี้ ข้าวใช้ 2 ตัน/ไร่ หว่านทั่วพื้นที่ไถกลบก่อนปลูกพืช พืชไร่ใช้ 2 ตัน/ไร่ ใส่เป็นแถวตามแนวปลูกพืช แล้วคลุกเคล้ากับดิน พืชผักใช้ 4 ตัน/ไร่ หว่านให้ทั่วแปลงปลูก ไถกลบขณะเตรียมดิน ไม้ตัดดอกใช้ 2 ตัน/ไร่ หว่านทั่วพื้นที่แล้วสับกลบ ไม้ดอกยืนต้นใช้ 5-10 กก./หลุม ใส่คลุกเคล้ากับดิน รองก้นหลุม

2.สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เพิ่มประสิทธิภาพย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรในลักษณะสด อวบน้ำ หรือความชื้นสูง เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนไขมัน ลดกลิ่นเหม็นระหว่างการหมัก เพิ่มการละลายธาตุอาหารในการหมักเปลือกไข่ ก้าง และกระดูกสัตว์ ใช้ส่งเสริมการเติบโตของพืช กระตุ้นการงอกของราก ช่วยพืชแข็งแรงต้านทานโรคและแมลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น

สำหรับอัตราและวิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพ คือ ใช้ในข้าว แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวผสมน้ำหมัก 20 ม.ล.ในน้ำ 20 ลิตร แช่เมล็ดข้าว 20 กก. 12 ชั่วโมง นำขึ้นพัก 1 วัน แล้วนำไปปลูก ช่วงไถกลบตอซังใช้น้ำหมัก 5 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ราดทั่วแปลงในพื้นที่ 1 ไร่ หมักไว้ 10-15 วัน ช่วงการเติบโตผสมน้ำหมัก 100 มล.ในน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดลงดินในพื้นที่ 1 ไร่ หรือใช้น้ำหมักชีวภาพ 50 ลิตร เทลงนาข้าวโดยปล่อยตามน้ำเมื่อข้าวอายุ 30, 50 และ 60 วัน ใช้ในพืชไร่ ผสมน้ำหมัก 200 ม.ล.ในน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 15-30 วันในพื้นที่ 1 ไร่ ก่อนออกดอก พืชผักและไม้ดอก ผสมน้ำหมัก 100 ม.ล.ในน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 10 วันในพื้นที่ 1 ไร่ ไม้ผล ผสมน้ำหมัก 500 มล.ในน้ำ 250 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 1 เดือน ในพื้นที่ 1 ไร่

แจงสี่เบี้ย : การพัฒนากระเทียมคุณภาพ โครงการรักษ์น้ำฯจ.แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224307

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีพื้นที่ราบน้อยการคมนาคมไม่สะดวก แต่เดิมราษฎรดำรงชีวิตด้วยการทำไร่เลื่อนลอย เลี้ยงสัตว์ หาของป่า และปลูกฝิ่น โดยมีสาเหตุความยากจนเป็นสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยและมีพระราชดำริให้ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาในเรื่องป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายมากขึ้น ปัญหาเรื่องของธนาคารน้ำ ที่ทำกินของราษฎร การใช้สารเคมีที่เพิ่มมากขึ้นปัญหาเรื่องของดินและอื่นๆ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2555-2559) เพื่อสนองพระราชดำริและพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ต่อจากระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551-2554)

โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร ได้สนองพระราชดำริและร่วมเป็นคณะทำงาน โดยจัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้คำแนะนำการจัดการธาตุอาหารในการผลิตพืช จัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับพืช (GAP) ของกระเทียม และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน และการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร

จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตกระเทียม ในปีการเพาะปลูก 2556-2557 พบว่า มีต้นทุน 13,428 บาทต่อไร่ ซึ่งถือว่าสูงโดยเฉพาะค่าหัวพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตถึงร้อยละ37.5 ของต้นทุนทั้งหมด แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง รองลงมาคือ ต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช คิดเป็นร้อยละ 25.2 ของต้นทุนทั้งหมด หากเกษตรกรมีการนำเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมมาใช้อย่างเหมาะสม จะสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตกระเทียมให้แก่เกษตรกรได้

จากการส่งเสริมให้มีการปลูกกระเทียม โดยวิธีการจัดการธาตุอาหารในการผลิตกระเทียม ซึ่งมีเกษตรกรร่วมทดสอบเทคโนโลยี 10 ราย พบว่า วิธีทดสอบให้ผลผลิต 2,342.60 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าวิธีของเกษตรกรที่ให้ผลผลิต 1,886.80 กิโลกรัมต่อไร่ หรือให้ผลผลิตสูงกว่าร้อยละ 24.2 สำหรับต้นทุนการผลิต วิธีเกษตรกรมีต้นทุนการผลิต 24,395 บาทต่อไร่ ขณะที่วิธีทดสอบมีต้นทุนการผลิต 22,460 บาทต่อไร่ ซึ่งวิธีทดสอบสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 7.9 ด้านผลตอบแทนพบว่า วิธีทดสอบมีรายได้สุทธิ 966 บาทต่อไร่ สูงกว่าวิธีเกษตรกรที่มีรายได้สุทธิ -5,527 บาทต่อไร่ รวมถึงลดการใช้สารเคมีในการผลิตกระเทียมได้ตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)

สรุปโดยภาพรวมผลการดำเนินงาน ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการปลูกกระเทียม มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายกลุ่มผลิตกระเทียมปลอดภัย สร้างความเข้มแข็งชุมชน ลดปริมาณสารเคมีการเกษตร ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต้นน้ำ สร้างต้นแบบอาชีพ สร้างรายได้แก่ชุมชน ในปี 2558 ที่ผ่านได้มีการขยายผลให้เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกกระเทียมตามระบบการจัดการคุณภาพ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับพืช (GAP) กระเทียม ตำบลห้วยโป่งและตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยจดทะเบียน ติดตามให้คำแนะนำ ตรวจสอบ และรับรองแหล่งผลิตกระเทียม รวม 48 ราย พื้นที่ผลิต 152 ไร่ ผลผลิตทั้งสิ้น 198,760 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,962,800 บาท

แจงสี่เบี้ย : ติดตาบนต้นตอส้มคุณภาพ อีกหนึ่งวิธีผลิตส้มปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224177

227832

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ส้ม เป็นไม้ผลที่ได้รับความนิยมในการบริโภคในลำดับต้นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อย แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวานนั้นต้องประสบกับปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชส้มเป็นอย่างหนัก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ขนาดและคุณภาพผลส้มลดลง

เมื่อส้มเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง มีการปลูกเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการปลูกส้มคือปัญหาการทำลายของศัตรูส้ม โดยเฉพาะโรคทริสเตซ่าซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และโรคกรีนนิ่งซึ่งเกิดจากเชื่อแบคทีเรีย โดยโรคทั้งสองชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้โดยติดมากับกิ่งพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรค นอกจากนี้ยังมีโรครากเน่าและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอฟธอร่า ซึ่งเป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำ ดังนั้นการเริ่มปลูกส้มโดยใช้ต้นพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ที่ไม่เป็นโรคหรือปลอดโรค ก็จะเป็นการเริ่มต้นการป้องกันโรคดังกล่าว และการใช้ต้นส้มที่มีระบบรากที่แข็งแรงทนทานต่อโรครากเน่า โคนเน่า เป็นต้นตอสำหรับติดตาด้วยยอดพันธุ์ดีที่ไม่เป็นโรคหรือปลอดโรคก็จะทำให้ต้นส้มมีระบบรากที่แข็งแรง

จากสาเหตุต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร จึงได้ตระหนักพร้อมกับศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูของส้มมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ส้มที่ปลอดโรค คือ ต้นส้มที่ไม่เป็นโรคหรือปลอดจากโรคทริสเตซ่าและโรค กรีนนิ่งหรือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อหรือท่ออาหารของต้นส้ม ด้วยวิธีการใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการติดตาบนต้นตอ จากพันธุ์ส้มที่นิยมใช้กันเป็นต้นตอได้แก่ พันธุ์คลีโอพัตราแมนดาริน (Cleopatra mandarin) โวคาเมอเรียน่าเลมอน (Volcamerina Lemon) และแรงเปอร์ไลม์ (Rangpur Lime) ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าต้นตอส้มที่กล่าวมาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อโรคต่างๆ ดังนี้

ต้นตอส้มคลีโอพัตราแมนดารินมีความทนต่อโรคโคนเน่าปานกลาง ทนต่อโรคทริสเตซ่า ดีมาก และทนต่อไส้เดือนฝอยปานกลาง และทนสภาพอากาศดี ให้ผลผลิตปานกลาง แต่ให้คุณภาพผลดีส่วนต้นต่อส้มโวคาเมอเรียน่าเลมอน มีความทนต่อโรคโคนเน่าดีมาก และทนต่อโรคทริสเตซ่าดีมากเช่นกัน ทนต่อไส้เดือนฝอยปานกลาง แต่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศดีมาก ให้ผลผลิตดี คุณภาพผลดีด้านต้นตอส้มแรงเปอร์ไลม์ จะทนต่อโรคโคนเน่าปานกลาง ทนต่อโรคทริสเตซ่าดีมาก ทนไส้เดือนฝอยได้ปานกลาง และทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศดีมากให้ผลผลิตดีมาก คุณภาพผลปานกลาง

แจงสี่เบี้ย : มะขามป้อม พืชอนาคตไกล ใช้งานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223946

227832

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มะขามป้อม นับเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นทั้งเป็นอาหาร เครื่องดื่มยารักษาโรค มะขามป้อม (Indian gooseberry) เป็นไม้ผลยืนต้นในวงศ์ EUPHORBIACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. พบได้ตามป่าเขาทั่วไปในแถบเอเชีย จึงเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย จีน อินเดีย เนปาล มาเลเซีย ศรีลังกา บังกลาเทศ และญี่ปุ่น มีการนำเอาส่วนต่างๆ ของมะขามป้อมมาใช้เป็นยาพื้นบ้านรักษาโรค ทั้งส่วนของใบ ลำต้น ราก ผล หรือเปลือกลำต้น มะขามป้อมถูกจับตามองว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่สำคัญ เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีเภสัชสารสูงมาก โดยเฉพาะวิตามินซีผลผลิตทั้งสดและแห้ง เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะการผลิตตำรับยาแผนโบราณ

มะขามป้อม เป็นพืชทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง จึงเป็นพืชที่มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้การปลูกมะขามป้อมจากต้นด้วยการเพาะเมล็ดต้องใช้ระยะเวลา 7-10 ปี จึงออกดอกติดผล แต่หากปลูกจากกิ่งทาบหรือกิ่งเสียบยอดจะใช้เวลาเพียง 3-4 ปี เท่านั้น และยังเป็นพืชที่มีอายุยืนหลายสิบปี และปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนานหลายสิบปีขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดูแลรักษา ผลสดนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น นำมาอบแห้ง แยม กวน ดองหวาน ดองเค็ม น้ำมะขามป้อมพร้อมดื่ม น้ำพริกมะขามป้อม เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้รับความนิยม ได้แก่ ยาแก้ไอ ชามะขามป้อม ครีมบำรุงผม ผงขัดหน้า เจลล้างหน้า เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตมะขามป้อมอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2558 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษามะขามป้อมพันธุ์ดีมีผลใหญ่และมีปริมาณสารสำคัญสูงสำหรับใช้คัดเลือกพันธุ์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร และสถาบันวิจัยพืชสวน เริ่มจากสำรวจแหล่งปลูก/แหล่งที่พบมะขามป้อมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก คัดเลือกต้นมะขามป้อมแบบ clonal selection ลักษณะที่คัดเลือก คือ ผลมีขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 2.5 ซม.) ผลผลิตสูง คุณภาพดีและมีปริมาณสารสำคัญสูง

ทำให้ขณะนี้ได้ต้นมะขามป้อมที่มีลักษณะดี จำนวน 65 สายต้น นำกิ่งพันธุ์ดีมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอมะขามป้อมพื้นเมืองโดยใช้วิธีเสียบลิ่ม (Cleft grafting) ดูแลรักษาในโรงเรือนและนำลงปลูกในแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร นำตัวอย่างผลมะขามป้อมไปวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ (วิตามินซี สารประกอบฟีนอลิก และค่าดัชนีการต้านสารอนุมูลอิสระ) ดูแลรักษาต้นแม่พันธุ์มะขามป้อมไว้สำหรับขยายกิ่งพันธุ์ พื้นที่จำนวน 6 ไร่ และขณะนี้ได้เริ่มขยายผลในโครงการพระราชดำริจังหวัดพะเยาและเชียงใหม่ โดยจัดทำแปลงแม่พันธุ์เพื่อใช้เป็นแหล่งขยายกิ่งพันธุ์ดีให้เกษตรกร สำหรับปลูกเป็นรายได้เสริม มะขามป้อมใช้เป็นพืชสร้างป่าได้เป็นอย่างดี จึงเป็นแนวทางหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

โดยวิธีการขยายพันธุ์ที่จะช่วยให้กิ่งพันธุ์มะขามป้อมเจริญเติมโตได้ดี ได้แก่ 1.การเพาะเมล็ด วิธีนี้ต้นมะขามป้อมจะใช้เวลานานในการออกดอกติดผล อาจใช้เวลา 6-7 ปี ทรงต้นจะสูงชะลูด นิยมใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมาผลิตเป็นต้นตอ 2. การทาบกิ่ง วิธีนี้จะใช้เวลาเพียง 2-3 ปี ในการออกดอกติดผลและได้ทรงพุ่มที่เตี้ย เก็บเกี่ยวง่าย แต่มีข้อเสียคือเปลืองกิ่งพันธุ์ดี แต่จะได้ต้นกล้าที่แข็งแรงกิ่งมีขนาดใหญ่และโตเร็ว 3. การเสียบยอด วิธีนี้จะไม่เปลืองกิ่งพันธุ์ดีและผลิตได้ครั้งละจำนวนมากๆ ส่วนการปลูกมะขามป้อมใช้ระยะปลูก 6–8 เมตร อาจปลูกพืชอื่นแซมในระยะ 3 ปีแรก หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมะขามป้อมจะเจริญเติบโตเร็วมาก หากมีการจัดการที่ดีตั้งแต่เตรียมหลุมปลูก จัดแต่งทรงพุ่มไว้กิ่งหลัก 3-4 กิ่ง และควบคุมทรงพุ่มให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว ก็จะทำให้ผลผลิตมะขามป้อมที่จะได้มีคุณภาพดีตามไปด้วย

แจงสี่เบี้ย : จากเกษตรกรดีเด่น‘GAP’เกษตรกรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223183

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุระชาติ ประสงค์สันต์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ประจำปี 2557 หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรห้วยแถลงโมเดล อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา จากจุดเริ่มต้นบนพื้นที่ 50 ไร่ ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 164 ราย เพื่อผลิตพืชส่งออกต่างประเทศ ในปี 2555 ทำให้ได้รู้จักกับระบบการผลิตพืชตามระบบ GAP และเห็นถึงความสำคัญของระบบ GAP ที่มีผลต่อการส่งออก โดยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร

จากการได้ใบรับรองการผลิตพืชระบบ GAP ทำให้มีแนวคิดผลิตพืชตามระบบอินทรีย์ เนื่องจากการสังเกตว่า การผลิตพืชตามระบบ GAP มีการใช้สารชีวินทรีย์ต่างๆ เช่น ไตรโครเดอร์ม่า, บีที, บิวเวอร์เรีย สลับกับการใช้สารเคมี ทำให้เห็นว่าสารชีวินทรีย์สามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ และสามารถขยายเชื้อใช้เองได้ ทำให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น จึงเริ่มปรับเปลี่ยนการทำเกษตรตามมาตรฐาน GAP สู่การทำเกษตรตามมาตรฐานอินทรีย์ที่ยั่งยืน โดยผลิตแคนตาลูปอินทรีย์ซึ่งเก็บได้นานถึง 1 เดือน รสชาติและความหวานไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่แคนตาลูปที่ใช้สารเคมีเก็บได้เพียง 1 สัปดาห์ และแคนตาลูปอินทรีย์ยังขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 35-40 บาท สูงกว่าเดิมกิโลกรัมละ 20 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

การผลิตแคนตาลูปอินทรีย์ของกลุ่มห้วยแถลงโมเดล ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้งปี 2558/59 จ.นครราชสีมา จากกลุ่มห้วยแถลงโมเดล จึงปรับเปลี่ยนเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ห้วยแถลงโมเดล ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านการจัดการดินและปุ๋ยอินทรีย์ และเมื่อวันที่ 10-12 มิถุนายน 2559 ได้ทดลองนำแคนตาลูปอินทรีย์ไปเปิดตลาดในงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัยภายใต้ระบบ GAP ณ ห้างเทสโก้โลตัส เอ็กซ์ตร้า อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่และรู้ถึงระบบการเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐาน เพื่อนำมาปรับใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกและยกระดับราคาสินค้าต่อไป

แจงสี่เบี้ย : การอนุรักษ์ดินและน้ำ (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221825

227832

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญ

2.มาตรการวิธีกล มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีกล วิธีการและการใช้ประโยชน์

คันชะลอความเร็วของน้ำ เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นในพื้นที่ที่มีการชะล้างพังทลายของดินแบบร่องลึก เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ และช่วยให้เกิดการตกตะกอนทับถมในร่องน้ำ ทำให้ร่องน้ำตื้นเขิน ช่วยให้พืชต่างๆ ในร่องน้ำที่เพิ่งงอกใหม่ไม่ถูกน้ำพัดพาไปสามารถเจริญเติบโตขึ้นปกคลุมร่องน้ำได้เร็วขึ้น โดยสร้างขวางเป็นช่วงๆ ในร่องน้ำที่มีการกัดเซาะ อาจสร้างด้วยเศษไม้ เศษพืชหิน ดิน หรือคอนกรีตก็ได้ หรือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ช่วยลดปัญหาการกัดเซาะในทางระบายน้ำที่ปูด้วยหญ้า หรือใช้กับพื้นที่ที่มีการชะล้างพังทลายแบบร่องลึก หรือในทางระบายน้ำ

ทางระบายน้ำ เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อรับน้ำจากพื้นที่ต่างๆ ที่ถูกเบนมา เพื่อให้น้ำไหลไปยังแหล่งที่ต้องการ เช่น อ่างเก็บน้ำ
ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และแหล่งธรรมชาติ เป็นต้น

บ่อน้ำในไร่นา เป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นโดยการขุดหรือทำคันดินล้อมรอบสำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่การเกษตร หรือถมดินขวางกั้นทางเดินน้ำหรือร่องน้ำ เพื่อรับน้ำจากคันดินแบบน้ำลงมากักเก็บและนำน้ำไปใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรในช่วงที่มีฝนทิ้งช่วงและในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค เลี้ยงสัตว์ และลดปัญหาน้ำท่วม ใช้สำหรับพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขังโดยขุดดินตรงจุดต่ำสุดเพื่อกักเก็บน้ำ กรณีที่มีคลองหรือลำธารอยู่ข้างเคียงพื้นที่ก็ใช้วิธีสูบน้ำหรือระบายน้ำมากักเก็บไว้ในบ่อที่สร้างขึ้นถ้าในบริเวณพื้นที่มีน้ำหรือตาน้ำที่ไหลมาจากน้ำพุที่เป็นน้ำสะอาดก็สามารถขุดบ่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ รวมทั้งพื้นที่ที่มีน้ำไหลมาก็ทำคันกั้นปิดน้ำมากักเก็บไว้

บ่อดักตะกอน เป็นบ่อขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเพื่อดักตะกอนที่ไหลมาตามทางระบายน้ำก่อนลงสู่บ่อน้ำประจำไร่นา เพื่อดักตะกอนที่ไหลมาตามน้ำไม่ให้ไหลลงไปทับถมบ่อน้ำประจำไร่นา ทำให้อายุการใช้งานของบ่อน้ำยาวนานขึ้นและเป็นการรักษาคุณภาพน้ำ สร้างเนื้อพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ก่อนที่น้ำจะพัดพาตะกอนดินไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งทำให้อ่างเก็บน้ำตื้นเขินอย่างรวดเร็ว

ทางลำเลียง ทางลำเรียงในไร่นา หมายถึง ทางลำเลียงที่สร้างโดยการทำคันดินให้มีขนาดใหญ่สำหรับใช้เป็นทางลำเลียงผลิตผลการเกษตรสู่ตลาด เพื่อความสะดวกในการขนส่งผลิตผลจากพื้นที่เกษตรสู่ตลาด และเพื่อเป็นถนนให้เครื่องจักรกลเข้าทำงานในพื้นที่เพาะปลูก ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรที่มีความลาดเท 2-12 เปอร์เซ็นต์

การไถพรวน การไถพรวนน้อยครั้ง เป็นการไถพรวนในขั้นตอนของการเตรียมดินสำหรับการปลูกพืชที่เน้นให้มีจำนวนครั้งของการไถพรวนน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและการอัดแน่นเป็นแผ่นแข็งของผิวดินประหยัดพลังงาน และแรงงานในการเตรียมดินปลูกพืช เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีดินร่วน ดินร่วนปนทราย และมีการระบายน้ำดี และไม่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีดินเนื้อละเอียด เช่น ดินร่วนปนดินเหนียว ดินทรายแป้ง และดินเหนียวที่มีการระบายน้ำไม่ดี

การปลูกพืชโดยไม่ไถพรวน เป็นการปลูกพืชโดยไม่มีการไถพรวนดินในขั้นตอนการเตรียมดินเลย ช่วยให้ปริมาณธาตุอาหารและอินทรียวัตถุยังคงอยู่ในดินไม่ถูกชะล้าง สงวนรักษาความชื้นของดิน และควบคุมอุณหภูมิบริเวณผิวดินในตอนกลางวันไม่ให้ร้อนจัดเกินไป รวมทั้งช่วยรักษาโครงสร้างทางกายภาพของดิน เช่น ความหนาแน่นของดินไม่ให้เกิดความแน่นทึบจากการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และดินควรมีการระบายน้ำดี ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชที่มีหัวใต้ดิน ควรใช้หรือมีวัสดุดินจึงจะได้ผล รวมทั้งช่วงการปลูกพืช ดินควรมีความชื้นพอดีไม่เปียกแฉะจนเกินไป

แจงสี่เบี้ย : การอนุรักษ์ดินและน้ำ (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221636

227832

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญ

2.มาตรการวิธีกล มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีกล วิธีการและการใช้ประโยชน์

คันดินฐานกว้าง เป็นคันดินที่มีลาดด้านหน้าและลาดด้านหลังน้อย เพื่อลดความยาวของความลาดเทของพื้นที่ ควบคุมอัตราการชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ความชื้นในดินช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ความกว้างของคันดินประมาณ 4 เมตร มีทั้งแบบระดับและลดระดับ ใช้สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน 8% และแบบระดับใช้กับดินซึมน้ำเร็วแต่แบบลดระดับใช้กับดินซึมน้ำช้ากว่าโดยลดระดับตั้งแต่ 0.1-0.6%

คันดินเบนน้ำ เพื่อเบนน้ำส่วนใหญ่ออกจากพื้นที่ไปยังร่องน้ำหรือทางน้ำธรรมชาติ ช่วยป้องกันพื้นที่ตอนล่างจากการไหลบ่าของน้ำ โดยมีการลดระดับเพื่อเบนน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากพื้นที่ด้านบนไปยังทางระบายน้ำ ก่อสร้างตอนบนสุดของพื้นที่ ต้องออกแบบอย่างถูกต้อง ป้องกันความเสียหายให้คันดินส่วนล่าง

ขั้นบันไดดิน เพื่อลดความยาวและระดับของความลาดเท ป้องกันการไหลบ่าของน้ำและควบคุมการชะล้างพังทลายของดิน รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้ ควรใช้ในบริเวณที่มีฝนตกน้อยกว่า 650 มิลลิเมตรต่อปี และดินลึกมีอัตราซาบซึมน้ำปานกลางถึงสูง สำหรับขั้นบันไดดินแบบเอียงเข้าในบริเวณที่ฝนตกมากกว่า 650 มิลลิเมตรต่อปี ดินลึก
ไม่มากและอัตราการซาบซึมน้ำปานกลางถึงต่ำ ขันบันไดดินแบบลาดเอียงออกใช้ในที่มีความลาดชันปานกลาง ฝนตกหนัก และดินลึกถึงลึกมาก

คูรับน้ำขอบเขา สร้างบริเวณขอบเขาตามแนวระดับหรือลดระดับเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมคางหมู เพื่อลดความยาวของความลาดเทสูงออกเป็นช่วงๆ สามารถเก็บกักน้ำหรือระบายน้ำไปในทิศทางที่ต้องการ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทน้อยกว่า 40% ถ้าใช้ร่วมกับขั้นบันไดดินแบบลาดเอียงออก หรือแถบหญ้าแฝกจะสามารถใช้ได้ในพื้นที่ลาดเทมากกว่า 40% ถ้าพื้นที่ระหว่างคูรับน้ำขอบเขามีการปลูกหญ้าก็สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีความลาดเทได้ถึง 55%

แจงสี่เบี้ย : การอนุรักษ์ดินและน้ำ (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221402

227832

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญ

1.มาตรการวิธีพืช มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีพืช วิธีการและการใช้ประโยชน์

การปลูกพืชเหลื่อมฤดู เป็นการปลูกพืชต่อเนื่องคาบเกี่ยวกัน โดยปลูกพืชที่สองระหว่างแถวของพืชแรกในขณะที่พืชแรกให้ผลผลิตแต่ยังไม่แก่เต็มที่ โดยพืชที่สองควรเป็นพืชตระกูลถั่วอายุสั้น ทนร่มเงา ทั้งนี้พืชแรกและพืชที่สองควรเป็นพืชต่างตระกูลเพื่อขจัดปัญหาโรคและแมลงสะสม

คันซากพืช เป็นการนำซากพืชจากการบุกเบิกพื้นที่หรือที่เหลือหลังการเก็บเกี่ยวมาช่วยลดความเร็วของน้ำไหลบ่าและดักตะกอนดิน โดยนำมาวางสุมให้สูงประมาณ50 ซม. เป็นคันตามแนวระดับเป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ 20-40 เมตร หรือตามแนวคันดิน

ยกร่องตามแนวระดับ เป็นการยกร่องปลูกพืชโดยใช้ร่องน้ำเป็นตัวแปรสันดิน เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน และเพิ่มการกักเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกพืช วิธีนี้ใช้ได้ดีในพื้นที่มีความลาดเทไม่เกิน 12 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งมีปริมาณน้ำฝนน้อย

2.มาตรการวิธีกล มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีกล วิธีการและการใช้ประโยชน์

การสร้างคันดิน เป็นการสร้างคันดินและร่องน้ำขวางความลาดเทของพื้นที่ แบ่งออกเป็นช่วงๆ เพื่อเก็บกักน้ำไหลบ่าในแต่ละช่วงและป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน คันดินแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ คันดินฐานกว้างและคันดินฐานแคบ มีทั้งแบบระดับและลดระดับ ใช้สำหรับพื้นที่ลาดเท 2-12% และคันดินระดับความยาวไม่จำกัด ใช้ในบริเวณที่มีฝนตกน้อย รวมทั้งคันดินลดระดับ ความยาวไม่เกิน 300-600 เมตร

คันดินฐานแคบ เป็นคันดินที่มีลาดด้านหน้าและลาดด้านหลังมาก เครื่องจักรกลขึ้นทำงานยาก เพื่อเป็นการลดความยาวของความลาดเทของพื้นที่ และควบคุมอัตราการชะล้างพังทลายของดิน ความกว้างของคันดินประมาณ 1-2 เมตร มีทั้งแบบระดับ และแบบลดระดับ ใช้ในพื้นที่ลาดเท 2-12%

แจงสี่เบี้ย : การอนุรักษ์ดินและน้ำ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221055

227832

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญ

1.มาตรการวิธีพืช มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยวิธีพืช วิธีการและการใช้ประโยชน์

การปลูกพืชคลุมดิน เป็นการปลูกพืชตระกูลหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วคลุมดิน ช่วยควบคุมการชะล้างพังทลายของดินและปรับปรุงบำรุงดิน ป้องกันเม็ดฝนมิให้กระทบผิวดินโดยตรง ลดการชะล้างผิวหน้าดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน ควบคุมพืช รวมทั้งช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และเหมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกคลุมดินสวนไม้ผล บนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงเกิน 20% และเป็นดินเลวใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจไม่คุ้มค่า

การปลูกพืชสลับเป็นแถบ เป็นการปลูกพืชที่มีระบบปลูกชิดและห่างเป็นแถบสลับกัน ขวางความลาดเทของพื้นที่ตามแนวระดับ หรือไม่ก็ปลูกไปตามแนวระดับ เพื่อลดปริมาณการเคลื่อนย้ายหน้าดินและลดอัตราการไหลบ่าของน้ำฝนผ่านพื้นที่เพาะปลูกตามแนวความลาดเท ปรับปรุงบำรุงดิน ลดความเสี่ยงของพืชที่ปลูก ลดการระบาดของโรคและแมลง ใช้ในพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน 15%

การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่า หมุนเวียนกันลงบนพื้นที่เดียวกัน โดยจัดชนิดของพืชและเวลาปลูกให้เหมาะสม ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีความสามารถการให้ผลผลิตพืชสูงและนาน ช่วยหมุนเวียนการใช้ธาตุอาหารของพืช มีอัตราการเสี่ยงน้อยกว่าการปลูกพืชชนิดเดียว และเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรโดยตรง สามารถควบคุมการะบาดของโรค แมลง และวัชพืช

การปลูกแซม เป็นการปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิด บนพื้นที่ในเวลาเดียวกัน โดยปลูกพืชที่สองแซมระหว่างแถวของพืชหลัก ช่วยลดการระเหยน้ำจากผิวดิน ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของพืช เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่ให้สูงขึ้น โรค แมลง และวัชพืชน้อยลง แต่พืชแซมควรมีอายุสั้นกว่าพืชหลัก ควรเป็นพืชตระกูลถั่วระบบรากของพืชหลักและพืชแซมควรแตกต่างกัน พืชแซมควรเลือกพืชที่สามารถทำรายได้ดี รวมทั้งไม่ควรเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นต้นกำเนิดของโรค