แจงสี่เบี้ย : การอนุรักษ์ดินและน้ำ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/220842

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การอนุรักษ์ดินและน้ำ หมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดผลดีกับดินและน้ำ หรือใช้ประโยชน์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ 1.ลดการชะล้างพังทลายของดิน 2.รักษาปริมาณอาหารธาตุและระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน 3.รักษาระดับอินทรียวัตถุในดิน 4.รักษาสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช 5.รักษาน้ำและความชื้นในดิน โดยแนวคิดการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตร แบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

1.พื้นที่นา (นาดอน) 1) การทำนาตามแนวระดับ โดยให้สม่ำเสมอตลอดทั้งแปลง เพื่อให้มีน้ำขังมากขึ้นและป้องกันการขาดน้ำ 2) ลดปริมาณคันนาเพื่อขยายแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น มีเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 3) ปรับปรุงสภาพคันนาให้เหมาะสม 4)
ปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสม

2.พื้นที่ปลูกพืชไร่ (พื้นที่ลาดเท 1-3%) 1) การเตรียมดิน ให้ไถพรวนขวางความลาดเทของพื้นที่ ป้องกันดินถูกกัดเซาะ 2) ไถพรวนในระยะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมไม่แห้งหรือแฉะเกินไป 3) ปลูกพืชตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ 4) มีการปลูกพืชหมุนเวียนและพืชคลุมดินเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ 5) รปรับปรุงบำรุงดิน โดยใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสม 6) ควรไกลบเศษพืชและซากพืชลงไปในดิน

3.พื้นที่ลาดเท 3-10% 1) ต้องทำคันดินกั้นน้ำพร้อมทางน้ำแบบลดระดับในพื้นที่ 2) ปลูกพืชคลุมดิน 3) ในกรณีที่ต้องการปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผล อาจทำคันดินแล้วแต่ความเหมาะสม

4.พื้นที่ลาดเท 10-20% 1) ถ้าพื้นที่มีดินดี ดินบนลึก ต้องทำคันดินแบบขั้นบันได ไถพรวนน้อยที่สุด ป้องกันน้ำไหลบ่าและการพังทลายของดิน 2) ถ้าพื้นที่มีดินดี หน้าดินลึก การปลูกไม้ยืนต้นต้องทำคันดินแบบขั้นบันไดที่มีทางระบายน้ำ 3) ถ้าพื้นที่มีดินเลวและดินบนตื้น ควรใช้สำหรับปลูกไม้โตเร็วไว้ใช้สอย 4) การใช้ประโยชน์พื้นที่นี้ทางการเกษตรกรรม จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงต้องพิถีพิถันในการจัดการ

5.พื้นที่ลาดเทเกินกว่า 35% ไม่ควรทำการเกษตร ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ ควรบริหารจัดการเป็นพิเศษ

แจงสี่เบี้ย : ‘ศวพ.พัทลุง’รวบรวมสายพันธุ์บัวหลวงทุกภูมิภาค พร้อมสำหรับการเข้าเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217154

227832

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บัวเป็นดอกไม้ที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน จากในพุทธประวัติพบว่าบัวมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานและชาวพุทธนิยมใช้ดอกบัวบูชาพระตลอดทั้งใช้ในพิธีต่างๆ นายธนวัฒน์ เสนเผือก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง บอกว่า ในปัจจุบันจังหวัดพัทลุงมีทะเลน้อยที่เป็นแหล่งบัวสายเพื่อการท่องเที่ยว และเกษตรกรในที่ชุ่มน้ำก็นิยมปลูกบัวเพื่อใช้ประโยชน์ ทั้ง ราก ต้นอ่อน ลำต้น ใบ ดอก เมล็ดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ทุกส่วน ใช้เป็นอาหารได้แก่ ไหลบัว รากบัว ดอก เมล็ด มาประกอบอาหารหวานคาวได้ ใบใช้ห่ออาหาร ก้านดอก ก้านใบ สามารถใช้เส้นใยทอผ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ดี อีกเป็นยาสมุนไพรเช่น ดีบัว เกสรบัว

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุงได้ทำการปลูกรวบรวมพันธุ์บัวหลวงไว้จำนวน 45 สายพันธุ์จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อศึกษาลักษณะเด่นของพันธุ์บัวแต่ละสายพันธุ์ และได้คัดเลือกพันธุ์บัวที่มีศักยภาพดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จังหวัดพัทลุงจำนวน 10 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. PTL.sto.52-06 (แดงพัทลุง) มีใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมสีแดง ดอกบานคล้ายชามมีกลิ่นหอม 2.PTL.R.sto.52-07(แดงทะเลน้อยพัทลุง) มีใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมมาก ดอกบานคล้ายชามสีแดงเข้ม เกสรมีสีเหลืองเข้มซึ่งเหมาะทำสีผสมอาหาร 3.NAR.R.sto.54-01 ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมสีแดง ดอกตูมป้อมรีสีแดงสดสวยเหมาะปักแจกันได้ 1-3 วัน แบบปทุม ดอกบานคล้ายชาม จาก เรือเสาะนราธิวาส 4.PTL.WH.sto.53-01 ใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมมากสีขาวดอกบานกลมคล้ายลูกบอลกลีบซ้อนมากจากพญาขันธ์พัทลุง 5.PJ. R. sto.53-01 ใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมสีแดง ดอกบานคล้ายชาม มีกลิ่นหอม จากบึงสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์

6.PJ. WH. sto.53-0-2 ใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมสีขาว ดอกบานคล้ายชาม มีกลิ่นหอม จากบึงสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ 7.SKL. WH. sto. 54-0-2 ใบใหญ่ ก้านใบยาวดอกตูมป้อมสีขาว ดอกบานคล้ายชาม มีกลิ่นหอม จากเมืองสงขลา 8.SKL. WH. sto.54-04 ใบใหญ่ ก้านใบยาวดอกตูมป้อมสีขาว ดอกบานคล้ายชาม มีกลิ่นหอม ดอกแบบปทุม จากหาดใหญ่ สงขลา 9.Bang-pa-la. sto. 53-45 ใบใหญ่ ก้านใบยาว ดอกตูมป้อมสีแดง สวยสะดุดตาเหมาะปักแจกันดอกตูม แบบปทุม ดอกบานคล้ายชามสีแดง จากวังหินแพร่ 10.SKL. R. sto.52-01ใบใหญ่ ก้านใบสั้นดอกสีแดงเข้มบานมีกลิ่นหอมเป็นบัวสายจากรัตภูมิสงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุงดำเนินการทดลองปลูกลงในท่อซีเมนต์บ่อ ร่องคู และแปลงนา พร้อมเพาะต้นพันธุ์แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและส่วนราชการต่างๆ ที่สนใจเรื่องการผลิตบัวคุณภาพ หากใครสนใจติดต่อได้ที่ ศวพ.พัทลุง โทร.0-7484-0130, 0-7484-2977 ได้เลยครับ

ต้นหว้า พ.พิรุณ

แจงสี่เบี้ย : การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ(5) การชะล้างพังทลายของดินกับการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215443

227832

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

1.การสูญเสียดิน มีความหมายครอบคลุมถึงความเสื่อมโทรมของดิน การชะล้างพังทลายของดินเป็นจุดเริ่มสู่สภาวะทะเลทราย การชะล้างพังทลายของดินจะมีผลกับตะกอนในลำน้ำและอ่างเก็บน้ำ ดินที่ถูกกัดชะจะไม่ถูกพัดพาสู่ลำน้ำทั้งหมดถ้าพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่างมีระบบการระบายน้ำไม่ดี แต่ถ้าระบบระบายน้ำดีการพัดพาตะกอนก็เกิดขึ้นสูง ผลกระทบของการสูญเสียดินในระยะสั้น ได้แก่ ทำลายต้นพืชต้นกล้า เมล็ดพันธุ์ ถูกพัดพาโดยน้ำ พืชรากลอยเกิดการทับถม สูญเสียน้ำและธาตุอาหาร อันมาจากการไหล่บ่าของน้ำ ในระยะยาวคุณภาพของดินลดลง ลดความอุดมสมบูรณ์ ลดระบบรากหยั่งลึก ลดปริมาณวัตถุในดิน

2.การสูญเสียประสิทธิภาพการผลิตการชะล้างพังทลายของดินไม่ได้ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพเสียไปเท่านั้น แต่ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะลดลง เนื่องจากการพัดพาธาตุอาหารพืชออกไป ทำให้ผลผลิตต่อหน่วยเนื้อที่ลดลง โครงสร้างของดินเสีย ชั้นดินตื้น เกิดเป็นร่องทั้งตื้นและลึกในพื้นที่ลาดชันที่มีการไถที่ขึ้นลงตามความลาดชัน โดยจะเห็นร่องในพื้นที่ที่ปลูกพืชไร่และขยายตัวเป็นร่องลึกในระยะยาวต่อมา

3.การสูญเสียธาตุอาหารในดิน จากการศึกษาการชะล้างพังทลายของดินสามารถประเมินปริมาณการสูญเสียธาตุอาหารพืชในดินได้ ดังนี้ 3.1 การสูญเสียธาตุไนโตรเจน เนื่องจากสารประกอบไนโตรเจนละลายน้ำได้ดี ทำให้ดินสูญเสียไนโตรเจนได้ง่าย เช่น แอมโมเนีย และไนเตรท 3.2 การสูญเสียธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งส่วนมากอยู่ที่ผิวดิน การสูญเสียหน้าดินโดยการชะล้างพังทลายของอนุภาคดินเหนียวและดินที่มีอินทรียวัตถุสูงทำให้ฟอสฟอรัสสูญเสียไปกับตะกอนดินจากการไหลบ่า นอกจากนี้เมื่อใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสในสภาพที่แห้งแล้งแล้วฝนตกทันที มีผลทำให้ฟอสฟอรัสสูญเสียไป 22% ของปริมาณปุ๋ยที่ใส่ 3.3 การสูญเสียธาตุโพแทสเซียม ที่จะเกิดการสูญเสียไปพร้อมกับตะกอนดินที่ถูกพัดพาไปจากพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะโพแทสเซียมทั้งหมดในดินนั้นอยู่ในสภาพที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึง 90-98 เปอร์เซ็นต์

แจงสี่เบี้ย : การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ (4) ความรุนแรงของการชะล้างพังทลายของดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215300

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การสูญเสียดินจะช่วยส่งผลกระทบเสียหายรุนแรงหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของดินในแต่ละพื้นที่ หากกระบวนการเกิดดินเป็นไปอย่างรวดเร็วและดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติสูง แม้จะมีอัตราการสูญเสียดินสูงก็อาจไม่มีผลกระทบต่อการใช้ที่ดิน ตรงกันข้ามถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและกระบวนการเกิดดินเป็นไปอย่างช้าๆ แม้การสูญเสียดินเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบเสียหายรุนแรงต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น ค่าการสูญเสียดินเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับลักษณะตามธรรมชาติของดินย่อมสามารถวิเคราะห์ความเสียหายจากการชะล้างพังทลายของดินได้

การพัฒนาที่ดิน ได้มีการกำหนดจากข้อพิจารณาทั้งหมดข้างต้นสามารถกำหนดปริมาณสูญเสียดินสูงสุดที่ยอมรับได้สำหรับดินในประเทศไทยเป็น 2 ตันต่อไร่ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 0.96 มิลลิเมตรต่อปี การสูญเสียในระดับนี้จะไม่ทำให้สมรรถนะของดินสำหรับการเกษตรเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 25 ปี ค่าการสูญเสียดินที่สูงกว่าระดับนี้จะมีผลเสียหายต่อคุณภาพดินและผลผลิตพืชในระยะยาว สำหรับการจัดชั้นความรุนแรงของการชะล้างพังทลายของดินในประเทศไทยจัดแบ่งไว้ 5 ระดับ

โดยมีรายละเอียดของแต่ละชั้นความรุนแรงดังนี้ ชั้นความรุนแรงของการชะล้างพังทลาย ชั้น 1 น้อยมาก มีอัตราการสูญเสียดิน 0-2 ตันต่อไร่ต่อปี 0-0.96 มิลลิเมตรต่อปี ชั้น 2 น้อย มีอัตราการสูญเสียดิน 2-5 ตันต่อไร่ต่อปี 0.96-2.4 มิลลิเมตรต่อปี ชั้น 3 ปานกลาง มีอัตราการสูญเสียดิน 5-15 ตันต่อไร่ต่อปี 2.4-7.2 มิลลิเมตรต่อปี ชั้น 4 รุนแรง มีอัตราการสูญเสียดิน 15-20 ตันต่อไร่ต่อปี 7.2-9.6 มิลลิเมตรต่อปี ชั้น 5 รุนแรงมาก มีอัตราการสูญเสียดิน มากกว่า 20 ตันต่อไร่ต่อปี มากกว่า 9.6 มิลลิเมตรต่อปี

สำหรับการชะล้างพังทลายของดินในประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน (2545) รายงานไว้ว่าประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งหมด 320.7 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี โดยภาคใต้มีการสูญเสียดินสูงกว่าภาคอื่น คือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ภาคเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-38 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคกลางพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0-17 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคตะวันออกพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0-16 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคตะวันตกมีการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0.10 ตันต่อไร่ต่อปี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสูญเสียดินต่ำสุด คือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0.4 ตันต่อไร่ต่อปี

แจงสี่เบี้ย : การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215136

227832

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

1.การชะล้างแบบแผ่น เป็นการชะล้างพังทลายของดินที่เกิดจากแรงปะทะของเม็ดฝน ทำให้ผิวดินแตกกระจายและพัดพาไปเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งจะสังเกตได้ยาก จะเกิดเป็นบริเวณกว้างบนพื้นที่ค่อนข้างมีความลาดเทสม่ำเสมอ

2.การชะล้างแบบ internal เป็นการกัดชะล้างพังทลายของดินที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรงกระทบของเม็ดฝนทำให้ดินบนแตกกระจายออกจากกัน อนุภาคที่มีขนาดเล็กก็จะไหลปะปนกับน้ำลงไปในรอยร้าวหรือตามช่องว่างในดินลงสู่ดินล่าง ทำให้ดินแน่นตัว โดยทั่วไปแล้วการชะล้างพังทลายของดินแบบนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

3.การชะล้างแบบร่อง ตรงกันข้ามกับแบบเป็นแผ่น คือ จะเกิดจากการชะล้างพังทลายของดินเมื่อมีน้ำในปริมาณมากๆ มารวมตัวกันขึ้น แล้วไหลลงสู่ที่ต่ำทำให้เกิดเป็นร่องน้ำขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยแรงกระทบจากเม็ดฝนแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ 3.1 การชะล้างแบบริ้วเป็นการชะล้างพังทลายของดินที่ก่อให้เกิดร่องเล็กๆ มากมาย มักเกิดจากน้ำไหลตามร่องพืชที่ปลูกตามแนวลาดเท หรือบริเวณพื้นที่ซึ่งมีความลาดเทเล็กน้อยไม่สม่ำเสมอกัน ความลึกของริ้วมีขอบเขตจำกัด คือลึกไม่เกิน 5-8 ซม. การชะล้างพังทลายของดินแบบนี้อาจไถกลบได้โดยใช้เครื่องมือไถพรวนธรรมดา 3.2 การชะล้างแบบร่องธาร เป็นการชะล้างพังทลายของดินกว้างกว่าแบบริ้ว เกิดขึ้นเนื่องจากการปลูกพืชตามแนวลาดเทซ้ำซาก หรือเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง และระยะของความลาดเทยาวมากอำนาจการชะละลายของน้ำจึงมีมากขึ้น ทำให้ดินถูกพัดพาไปเป็นจำนวนมาก3.3 การชะล้างในธารน้ำ เป็นการชะล้างพังทลายของดินที่เกิดขึ้นตามธารน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำธาร ซึ่งมีน้ำตลอดปีโดยการทำให้ดินแตกกระจายและชะล้างแร่ธาตุจากสองข้างฝั่งไป เนื่องจากกำลังแรงของกระแสน้ำ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการชะล้างพังทลายโดยน้ำ ประกอบด้วย

1.น้ำหรือฝน หมายถึงการตกลงมาของน้ำในรูปของแข็งหรือของเหลวก็ตาม เช่น ฝน หิมะ ลูกเห็บ หมอก หรือน้ำค้าง โดยทั่วไปแล้วถือว่าฝนเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดการชะล้างพังทลาย แต่สำหรับประเทศหนาวหิมะก็มีส่วนมากเหมือนกัน การกัดกร่อนจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของฝน เช่นความมากน้อยที่ตกครั้งหนึ่ง ระยะเวลา จำนวนน้ำฝนทั้งหมด ขนาด ความเร็ว รูปร่างของเม็ดฝน และการแพร่กระจายของในแต่ละฤดู

2.สภาพภูมิประเทศ มีความสัมพันธ์อย่างมากกับน้ำไหลบ่า จะมีอิทธิพลแค่ไหนขึ้นอยู่กับความชันของความลาดเท ความยาวความลาดเท รูปร่างของความลาดเท ความไม่สม่ำเสมอของความลาดเท และทิศทางความลาดเท

3.สมบัติของดิน การชะล้างพังทลายจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยของดิน ดังนี้ ความสามารถในการทนทานต่อการชะล้างพังทลายของดิน ความสามารถในการทนทานต่อการพัดพา และความสามารถในการทนทานต่อน้ำไหลบ่า

4.สิ่งปกคลุมผิวดิน การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และการจัดการดินซึ่งอาจมีผลดังนี้ สิ่งปกคลุมดิน การมีเศษวัสดุปกคลุมอยู่มีผลโดยตรงต่อการลดแรงปะทะของเม็ดฝน การใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยใช้ที่ดินให้เหมาะสมตามสมรรถนะของดิน เช่น การปลูกพืชปกคลุมดิน มีผลทำให้การชะล้างพังทลายและการสูญเสียดินลดลงได้ การจัดการดิน ได้แก่การไถพรวนถ้าทำให้ถูกวิธีที่เหมาะสมจะช่วยลดการชะล้างพังทลายของดิน วิธีการปลูกพืชมีอิทธิพลต่อการชะล้างพังทลายของดินขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูก ซึ่งถ้ามีพืชหนาแน่นและปลูกตามแนวระดับหรือขั้นบันไดจะลดการชะล้างพังทลายของดินเป็นอย่างมาก

การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ (1) สภาพปัญหาการชะล้างพังทลายของดินประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214882

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม เป็นสัญญาณแรกที่เข้าสู่ฤดูฝนในเดือนต่อไป การเตรียมพร้อมป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วยการอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นเรื่องที่จำเป็นต่อภาคเกษตรกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรประสบกับปัญหาดังกล่าวจำนวนมาก

การชะล้างพังทลายโดยธรรมชาติ มีทั้งน้ำและลมเป็นตัวการ ป้องกันไม่ได้ แต่มักใช้เวลานาน เพราะเป็นการเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปและช้ามาก แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้แก่

1.การละลาย หมายถึง การชะล้างที่แร่ธาตุ ธาตุอาหาร และอินทรียวัตถุ ถูกทำให้ละลายหรืออยู่ในสภาพแขวนลอย แล้วไหลลงสู่ส่วนล่างของหน้าตัดดินไปกับน้ำที่ซึมผ่านและไหลลงสู่ทะเล

2.การชะล้างพังทลายที่พื้นผิวดินโดยน้ำ หมายถึงการพัดพาหน้าดินที่ขาดพืชพรรณปกคลุมโดยน้ำ

3.แผ่นดินเลื่อนและดินเสื่อม โดยแผ่นดินเลื่อน คือ การถล่มตัวของแผ่นดินจากที่สูงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็วจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความลาดเทของพื้นที่ ดินหรือหินชั้นล่างมีการไหลซึมของน้ำช้ามาก และดินชั้นบนไม่เกาะกันเนื่องจากการอิ่มตัวด้วยน้ำ ส่วนดินเลื่อน คือ การเลื่อนของดินบนที่ถูกน้ำชะจนเป็นโคลนลงสู่ที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งโดยปกติแล้วดินที่เลื่อนลงมาจะหนาไม่เกิน 1 เมตร

4.การพัดพาโดยลม ในบริเวณที่มีลมแรงและขาดสิ่งปกคลุมโดยธรรมชาติ เช่น ในทะเลทรายหรือริมฝั่งทะเล ลมจะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการสูญเสียดิน

ทั้งนี้การชะล้างพังทลายโดยธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ที่มักพบเกิดขึ้นเสมอในทะเลทรายหรือบริเวณปราศจากพืชขึ้นปกคลุม ปัจจัยสำคัญที่สุดคือความลาดเทของสภาพพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องชี้ชนิดของหน้าตัดดินที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ถูกการชะล้างพังทลายของดินนั้นๆ

แจงสี่เบี้ย : การวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212881

227832

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกษตรกรควรมีความรู้ทางด้านการจัดทำบัญชีฟาร์ม เพื่อพิจารณาปัจจัยต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิตว่ามีกำไร หรือขาดทุนเพียงใด ถ้าพบว่าปัจจัยการผลิตมีราคาสูง อาจใช้แนวทางการลดต้นทุนการผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ การผลิตเพื่อการยังชีพ และเกษตรพอเพียง แม้จะมีรายได้ไม่มากนักแต่จะช่วยลดปัญหาหนี้สินจากการลงทุนด้านการเกษตรได้ ทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้เกษตรกรควรพิจารณาความสามารถด้านการเกษตรที่ตนเองมีอยู่เพื่อเป็นจุดแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ แก้ไขข้อจำกัด และสร้างโอกาสด้านการตลาด เช่น การรวมกลุ่มสหกรณ์การเกษตร การรวมกลุ่มการผลิต กลุ่มการแปรรูป เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง

สำหรับการวางแผนกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินนั้น จะนำข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นมาพิจารณาซึ่งมีขั้นตอนในประเด็นหลักที่สำคัญ โดยพิจารณาจากสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อมแต่ละท้องถิ่น ถ้าแปลงเกษตรกรอยู่ในเขตอาศัยน้ำฝนเป็นเขตเกษตรแบบพออยู่พอกิน จะส่งเสริมการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสม เกษตรผสมผสาน แต่ถ้าอยู่ในเขตชลประทาน ทำการเกษตรเพื่อการแข่งขัน จะเน้นเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ด้วยการปรับปรังบำรุงดินให้ดีมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าแปลงเกษตรกรอยู่ในเขตพื้นที่ดินมีปัญหา เป็นเขตเกษตรเร่งรัดพัฒนาพออยู่พอกิน เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เน้นการทำการเกษตรแบบพอเพียง และแปลงเกษตรกรที่อยู่ในเขตดินมีความเหมาะสมดี เป็นเขตเกษตรก้าวหน้า ให้เน้นการทำเกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม และวนเกษตร สุดท้ายถ้าแปลงเกษตรกรอยู่ในเขตที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำชลประทาน เป็นเขตเกษตรพัฒนาที่มีศักยภาพสูง เกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าและการแข่งขัน ควรปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงทำกิจกรรมอื่นๆ ผสมผสานควบคู่กันไป ได้แก่ การเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดรายจ่าย พิ่มรายได้ในทุกฤดูการผลิตต่อไปดังนั้น การวางแผนการใช้ที่ดิน ควรใช้เทคโนโลยีการผลิตโดยเลี่ยงส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อกระจายผลผลิตตลอดทั้งปี เช่น การปลูกไม้ผลนอกฤดู อาทิ มะม่วง ลำไย มะนาว นอกจากนี้ยังควรพิจารณาการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่เหมาะสมกับช่วงเวลาและภูมิอากาศ เช่น การปลูกพืชไร่พืชผักอายุสั้นหลังนาปี หรือปลูกทดแทนการทำนาปรังในฤดูแล้งที่มีน้ำน้อย ตามสถานการณ์ในช่วงนั้นร่วมด้วย

แจงสี่เบี้ย : วิเคราะห์วางแผนใช้ที่ดินระดับแปลงเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212470

227832

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การวิเคราะห์ความเหมาสมด้านกายภาพของพื้นที่ เพื่อวางแผนการใช้ที่ดินนั้น จะนำข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวนำมาวิเคราะห์พิจารณาร่วมกันโดยมีขั้นตอนการวิเคราะห์ในประเด็นหลักที่สำคัญ ดังนี้ ขนาดแปลง สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ความเหมาะสมของพื้นที่ เป้าหมายการผลิต วิถีของเกษตรกร การบริหารจัดการ สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ทั้งนี้การวิเคราะห์กายภาพของดิน นอกจากความเหมาะสมของที่ดินแล้ว การวางแผนใช้ที่ดินรายแปลง หรือการบริหารจัดการแบ่งสัดส่วนแปลงก็มีความสำคัญ ควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญว่าสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างไร การใช้ที่ดินเหมาะสมกับภูมิอากาศหรือไม่ เช่น บางบริเวณเป็นที่ลุ่มเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรพิจารณาปลูกข้าวเป็นหลัก ขณะที่บางบริเวณเป็นที่ดอนควรที่จะปลูกพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ในกรณีถ้าเป็นแปลงขนาดเล็ก เกษตรกรควรพิจารณาใช้แนวทางบริหารจัดการดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สามารถพึ่งพาตเองได้เป็นลำดับแรก

โดยทั่วไปเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่มีที่ดินทำกินค่อนข้างจำกัดหรือมีน้อยมาก อาจกล่าวได้ว่ามีที่ดินทำกินและเพื่ออยู่อาศัย เฉลี่ยเพียง 10-15 ไร่ เท่านั้น สำหรับเกษตรกรรายใหญ่ อาจวางแผนการเกษตรในเชิงพาณิชย์เพื่อการแข่งขันและส่งออก แต่อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงการเลือกพื้นที่ให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของดินต่อการปลูกพืชและกิจกรรมการเกษตรนั้นๆ เป็นหลัก ส่วนใหญ่เกษตรกรรายย่อยมีที่ดินค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีที่ดินทำกินน้อย ทำให้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ดังนั้น จึงต้องบริหารจัดการโดยแบ่งที่ดินทำกินออกเป็นส่วนๆ คือ ประการแรกที่ดินทำกิน ควรแบ่งที่ดินสำหรับทำนาปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ ไม้ผล พืชสวน พืชผัก ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณากิจกรรมใดเป็นหลักประการที่สอง แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นความสำคัญอันดับแรกของการทำการเกษตร ถ้ามีที่ดินอยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน แหล่งน้ำ หรือสระน้ำควรที่จะสามารถเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด หรือหาน้ำมาเติมสระได้ เพื่อใช้ได้ตลอดปี แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ชลประทานก็มีศักยภาพสูงกว่าสามารถที่จะหาน้ำมาเติมได้ตลอดปี

ดังนั้นจึงควรมีแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก กล่าวคือ ขุดสระเอง หรือสร้างแหล่งน้ำเอง หรือถ้ามีแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ใกล้แปลงที่ดิน หรือสามารถนำน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในด้านน้ำต้นทุนทางการเกษตร นอกจากเรื่องแหล่งน้ำแล้ว ลักษณะของดินก็มีความสำคัญในการพิจารณา ถ้าแปลงของเกษตรกรดินมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นดินร่วน และดินเหนียว และอยู่ในเขตชลประทาน จะเป็นเขตทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว จะเป็นเขตเกษตรที่มีศักยภาพปานกลางเพราะสามารถปลูกพืชได้เพียงฤดูเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเขตที่ดินมีปัญหาต่างๆ ก็จะต้องเป็นเขตเร่งรัด มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำ ต้องมีการจัดการดินทีเหมาะสม และต้องลงทุนปรับปรุงดิน

แจงสี่เบี้ย : การวางแผนการใช้ที่ดิน ในพื้นที่เกษตรกรรายแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/212306

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การทำเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ต้องใช้ต้นทุนสูงแต่ได้ผลผลิตต่ำ คุณภาพไม่ดี การใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่จึงมีความสำคัญเป็นลำดับแรก กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีภารกิจหลักด้านการกำหนดนโยบายและวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งที่ต้องทราบลำดับแรกเพื่อวางแผนการใช้ที่ดินรายแปลงของเกษตรกรรายย่อยคือ

1.ที่ตั้งและสภาพพื้นที่ แปลงที่ดินทางการเกษตรในแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนั้น การใช้ที่ดินก็จะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ถ้ามีเนื้อที่น้อยกว่า 20 ไร่ ถือว่าเป็นแปลงเล็ก ถ้า 20-50 ไร่ขึ้นไป ถือเป็นแปลงขนาดกลาง ถ้ามากกว่า 50 ไร่ ถือว่าเป็นแปลงใหญ่ ดังนั้น ถ้ามีพื้นที่ทำกินไม่มากนัก
เกษตรกรควรพิจารณาการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2.สภาพภูมิอากาศ ต้องทราบว่าแต่ละพื้นที่อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบใด มีปริมาณน้ำฝนแต่ละปีเป็นอย่างไร เพื่อวางแผนการผลิตพืชให้เป็นไปตามสภาพภูมิอากาศด้วย

3.ลักษณะของดินในแปลงเกษตรกรเป็นอย่างไร หรือมีข้อจำกัดต่อการทำเกษตรอย่างไรบ้าง รวมทั้งปัญหาต่างๆ เช่น ดินตื้น ดินปนกรวด ดินที่มีหินโผล่ ดินเค็ม เพื่อแก้ไขปรับปรุงบำรุงดินให้พร้อมปลูกพืช

4.แหล่งน้ำ แปลงทำเกษตรจะต้องมีแหล่งน้ำในการเพาะปลูกเป็นอย่างไร อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝนหรือเขตชลประทาน ถ้าอยู่ในเขตชลประทานจะเป็นพื้นที่เกษตรที่มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก ถ้าพื้นที่ใดสามารถนำน้ำมาช่วยเสริมในฤดูเพาะปลูกฤดูแล้งได้ก็จะเป็นข้อได้เปรียบ เช่น การเจาะบ่อน้ำตื้น การสูบน้ำใต้ดินมาใช้ และการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นต้น

5.ป่าไม้ ในที่นี้จะพิจารณาถึงป่าชุมชน ทำเลสาธารณะสำหรับเลี้ยงสัตว์ประจำชุมชนที่เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ กล่าวคือ ในบริเวณที่ทำกินของเกษตรกรถ้าอยู่ใกล้ทำเลเลี้ยงสัตว์ หรือป่าชุมชน ก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเสริม หาของป่าหรือใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ได้อีกทาง

6.การใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยทั่วไปพืชพรรณหลักที่ปลูกในแต่ละพื้นที่ก็จะสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ภูมิอากาศ และวิถีชีวิตการทำการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่นั้นๆ

7.สภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร สภาพเศรษฐกิจสังคมของเกษตรกรจะสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ การวางแผนที่ดินทำกินก็ควรพิจารณาวิถีชีวิตของเกษตรกรและความต้องการของชุมชนเป็นหลัก

แจงสี่เบี้ย : กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรยโสธรเลือกใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดี ‘แป้งดี-ผลผลิตสูง’ตามตลาดต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211967

227832

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกษตรกรร้อยละ 80 ของอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ปลูกมันสำปะหลังเป็นอาชีพหลัก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยโสธร ภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับลานมันพรทวี และส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดยโสธร ร่วมจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังประจำปี 2559“ใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดี ได้แป้งดี ผลผลิตสูง” วันที่ 31 มีนาคม 2559 ณ ลานมันพรทวี บ้านหนองแคนน้อย ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อำเภอเลิงนกทา และพื้นที่ใกล้เคียงเดิมทีเกษตรกรจังหวัดยโสธรยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย และดินทรายปนร่วน ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังต่ำ และเปอร์เซ็นต์แป้งที่ได้ไม่สูงตามความต้องการของตลาด เมื่อศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยโสธรนำเทคโนโลยีทางด้านพันธุ์มันสำปะหลังที่ได้การรับรองจากกรมวิชาการเกษตร จำนวน 7 พันธุ์ ได้แก่ ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 86-13 และระยอง 72 นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ของหน่วยงานมหาวิทยาลัยและมูลนิธิ ได้แก่ ห้วยบง 60 ห้วยบง 80 เกษตรศาสตร์ 50 เกษตรศาสตร์ 72 พิรุณ 1 พิรุณ 2 ให้กับเกษตรกรสมาชิกของลานมันพรทวี จำนวน 500 ราย ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าใจ และเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสมกับดิน และสภาพพื้นที่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยโสธรมุ่งเน้นพันธุ์ระยอง 11 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสม ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ตรงตามที่ตลาดและลานมันต้องการ

อย่างไรก็ตาม หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมกับพื้นที่ และเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยโสธร 222 หมู่ที่ 6 ตำบลคูเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร โทรศัพท์ 0-4575-6816 หรือ เกษตรกรต้นแบบแปลงเรียนรู้ ลานมันพรทวี บ้านหนองแคนน้อย ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร