แตกใบอ่อน : ได้เวลาเอาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253021

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว “กรมควบคุมมลพิษ” ได้ออกมาแถลงสรุปสถานการณ์ “มลพิษ” ในประเทศไทยประจำปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้สถานการณ์โดยภาพรวม อธิบดี “จตุพร บุรุษพัฒน์” จะชี้ว่า ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ทั้งคุณภาพน้ำ ทะเล ชายฝั่ง และอากาศ แต่เมื่อมองไปถึงปัญหามลพิษที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง “ปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย”กลับต้องบอกว่า ยังไม่มีทีท่าสถานการณ์จะกระเตื้องขึ้นมาได้เลย โดยอธิบดีจตุพรได้สรุปข้อมูลเอาไว้อย่างนี้ครับ

ปี 2559 พบว่ามีขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 27 ล้านตัน หรือประมาณ 7 หมื่นตันต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 1.9 แสนตัน หรือร้อยละ 0.7 โดยแบ่งเป็นขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร 4.2 ล้านตัน และจังหวัดอื่น 22.8 ล้านตัน ขณะที่ 5 จังหวัด ที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และ ขอนแก่น

โดยมีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องเพียง 9.59 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 เท่านั้น ขณะที่ 11.69 ล้านตัน หรือร้อยละ 43 ถูกนำไปกำจัดแบบไม่ถูกต้อง และมีขยะเพียง 5.76 ล้านตัน หรือร้อยละ 21 ที่ถูกนำไปคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์

ส่วนของเสียอันตราย 3 ประเภท ได้แก่ ของเสียอันตรายชุมชน กากอุตสาหกรรม และมูลฝอยติดเชื้อ ในปี 2559 พบว่า มีของเสียอันตราย ทั้ง 3 ประเภท เกิดขึ้น 3.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นกากอุตสาหกรรมอันตราย 2.8 ล้านตัน แต่ถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้องเพียงร้อยละ 35 รองลงมาคือของเสียอันตรายจากชุมชน 6 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่เหลือเป็นมูลฝอยติดเชื้อ

ถ้าจะถามผมว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สะท้อนให้เราเห็นถึงอะไรบ้าง

ผมก็คงตอบได้คำเดียว่า เรื่องนี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการปัญหาขยะ

ต้องไม่ลืมว่า “ปัญหาขยะมูลฝอย” เป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญค่อน
ข้างมาก

มากจนถึงขนาดประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่นาทีแรกๆแห่งการเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศเมื่อปี 2557 ก่อนจะลงทุนเขียน “โรดแมป” การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้องานสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.การกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในพื้นที่วิกฤติ 2.การหารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อจัดการขยะเกิดใหม่ เน้นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง 3.จัดมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และ 4.การสร้างวินัยของคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน

ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก็มีอันต้องปรับกระบวนทัพการจัดการปัญหาขยะอีกรอบ ภายหลังจากเห็นว่าผ่านมา 2 ปี ทั้ง “วาระแห่งชาติ” ทั้ง “โรดแมป” เรื่องการจัดการขยะแทบจะหาความคืบหน้าอะไรไม่ได้เลย จึงมีการปรับกระบวนทัพการจัดการปัญหาขยะอีกรอบ โดยประกาศขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ” โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างสวยหรูว่า จะต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมให้ได้ร้อยละ 5 จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตัน พร้อมกับมอบหมายให้ “กระทรวงมหาดไทย” และ
“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม”เป็นแม่งานหลักในการดำเนินงาน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความจริงแล้วในระดับนโยบายค่อนข้างให้ความสำคัญกับ “ปัญหาขยะ” ค่อนข้างมาก ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงไม่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนโรดแมปเขียนแผนปฏิบัติการกันให้เสียเวลาแบบนี้แน่ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า พอพ้นจากระดับนโยบายมาสู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งเป็นระดับปฏิบัติ มีการสานต่องานกันมากน้อยขนาดไหน ทำไมการจัดการปัญหาขยะยังไม่คืบ

เมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยเห็น กทม. เห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้จัดการขยะกันมาแบบไหน ทุกวันนี้ก็ยังแทบไม่เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม การจะมานั่งโทษหน่วยงานรัฐอย่างเดียว ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะเนื้อแท้ของปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ความจริงแล้วยังมีสิ่งสำคัญอีกประการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ “วินัย” และ “สำนึก” ในการทิ้งและจัดการกับขยะ

ต้องยอมรับนะครับว่า สิ่งเหล่านี้พวกเราจำนวนมากยังแทบไม่มี เมื่อก่อนเคยมักง่ายกันมาแบบไหน เดี๋ยวนี้ก็ยังมักง่ายกันแบบนั้น

วันนี้ทุกฝ่ายต้องเอาจริงครับ ต้องเรียนรู้ ต้องรู้จักคัดแยก รู้จักวิธีการลดขยะกันตั้งแต่ต้นทาง

ไม่อย่างนั้น ประเทศไทยไม่รอดแน่

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขยะคงล้นเมืองแน่นอน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อย่ามัดมือชก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252063

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่องจากการออกมาแสดงท่าทีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ต่อการเคลื่อนไหวคัดค้านแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ระยะที่ 2 พ.ศ.2558-2568 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของ 4 ชาติประกอบด้วย จีน พม่า ลาว และไทย โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยมีมติเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ไฟเขียวให้ดำเนินการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงที่อยู่ในแนวเขตแดนไทย เพื่อเปิดร่องน้ำให้เรือพาณิชย์หรือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ 500 ตันสามารถวิ่งในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี

โดยข้อใหญ่ใจความที่ชาวบ้านคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่า เมื่อมีการระเบิดเกาะแก่งและเปิดร่องน้ำลึกให้เดินเรือขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่จะกระทบไปถึงการทำลายพันธุ์พืช ทรัพยากร และอาชีพประมงพื้นบ้านของชาวบ้านริมโขงเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ การกัดเซาะตลิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบในเรื่องการสูญเสียดินแดนอีกด้วย

ขณะที่ท่านนายกฯก็อ้างว่า ประเด็นเรื่องทรัพยากรนั้น มันถูกทำลายและหมดไปตั้งแต่ต้นน้ำไปแล้ว ปัญหาวันนี้น้ำข้างบนที่จะไหลลงมาข้างล่างก็ยังไม่พอเลย

“ถ้าจะพูดถึงทรัพยากร เรื่องของเขื่อนปากมูล อยากถามว่าแล้วประมงพื้นบ้านหาเงินได้วันละเท่าไร น้ำมันตื้นขนาดนี้จะหาเงินได้เท่าไร”

นอกจากนี้ ท่านยังถามกลับอีกว่า แม่น้ำโขงไม่ได้เป็นของไทยประเทศเดียว แต่เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศไม่ใช่หรือดังนั้นถ้ามีการระเบิดแก่ง แล้วประเทศไทยจะไปเสียประโยชน์ตรงไหน?

เจอนายกฯพูดจาแบบกำปั้นทุบดินและเถียงแบบข้างๆคูๆแบบนี้ ก็ต้องบอกว่าน่าผิดหวังเหลือเกินกับ “วุฒิภาวะ” ของคนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี

เพราะไม่ว่าแม่น้ำโขงมันจะไหลผ่านไปกี่ประเทศก็แล้วแต่ แต่ประเด็นก็ คือ ตลอดแนวแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านและถูกกำหนดให้เป็นเขตแดนของประเทศไทยนั้น เราเองก็จำเป็นต้องดูแลปกป้องผลประโยชน์ให้มากที่สุด มันก็เหมือนกับทะเลนั่นแหละครับ ถ้าจะให้พูดกำปั้นทุบดินแบบนายกฯว่า ทะเลเป็นของนานาชาติ แล้วแบบนี้เราจะปล่อยให้เรือประมงต่างชาติมาจับปลาในน่านน้ำไทย หรือใครอยากเข้ามาขุดเจาะหาน้ำมัน หาทรัพยากรอะไรไปใช้ ก็ทำได้ตามสบายแบบนั้นเลยหรือเปล่า

ที่สำคัญ ไม่ว่าชาวบ้านหรือชาวประมงที่อยู่ริมฝั่งโขงเขาจะหาเงินได้กี่มากน้อยขนาดไหนจากแม่น้ำแห่งนี้ แต่คุณประยุทธ์ก็ไม่มีสิทธิจะมาพูดหรือหยิบมาเป็นข้ออ้างใดๆ เพื่อเปิดทางให้มีการย่ำยีทรัพยากรในท้องถิ่นได้แม้แต่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า การอาศัยอยู่ริมฝั่งโขงของชาวบ้านไม่ได้มีเพียงบริบทการประกอบอาชีพหารายได้เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่องวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและอื่นๆ ที่ผนวกรวมเป็น “วิถีชีวิต” ของชาวบ้านรวมอยู่ด้วย

สำคัญยิ่งกว่าสำคัญ นายกฯยังกล้าถามว่า แล้วประเทศไทยจะเสียประโยชน์ตรงไหน?

จริงๆ แล้วผมกลับคิดว่า นายกฯเองนั่นแหละที่จะต้องตอบคำถามคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะตอบชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งโขงให้ได้ก่อนว่า แล้วประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไร

โครงการนี้เคยจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) มาก่อนหรือไม่

โครงการนี้ได้มีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนมาก่อนหรือเปล่า

รัฐบาลมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการค้าผ่านระบบขนส่งในแม่น้ำโขงแล้วหรือไม่

แผนการพัฒนาท่าเรือริมฝั่งโขงของไทยหน้าตาเป็นยังไง

แผนพวกนี้มีบ้างหรือเปล่าล่ะครับ ถ้ามีก็ต้องเอามาโชว์ ให้มันรู้กันว่าประเทศไทยจะเสียประโยชน์ตรงไหน หรือจะได้ประโยชน์อย่างไร

ไม่ใช่อยู่ๆไม่ทำการบ้านอะไร แล้วจะมา “มัดมือชก” ทำโน่นทำนี่ตามอำเภอใจแบบนี้

แบบนี้เขาเรียก“ไม่แฟร์”

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เมืองสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251126

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปลายปีที่ผ่านมาได้รับเอกสารข่าวการเปิดตัวของ “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ที่มี “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” พร้อมด้วยหน่วยงานและชุมชนใน จ.ปราจีนบุรี ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อน ซึ่งเมื่ออ่านดูก็ต้องยอมรับว่ารู้สึกละอายใจ เพราะที่ผ่านมาผมเองก็มัวแต่จับจดอยู่กับประเด็นเรื่องการเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก จนทำให้ลืมนึกถึงเรื่อง “สมุนไพรไทย” ไปเสียสนิท

ทั้งที่จะว่าไปแล้ว “สมุนไพรไทย” นี่แหละที่เป็นบ่อเกิดแห่งภูมิปัญญาด้านการสาธารณสุขที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และมีความโดดเด่นไม่แพ้ชนชาติใดเลยทีเดียว

ดังที่ทราบกันว่า ประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่การเกษตรกรรมเท่านั้น เพราะด้วยความที่ประเทศของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น จึงทำให้มีพันธุ์พืช-พันธุ์ไม้มากมายนับหมื่นชนิด และในจำนวนนี้ก็สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อปรุงยาเพื่อรักษาโรคหรือบำรุงสุขภาพได้นับร้อยนับพันชนิด ทำให้สมุนไพรไทยกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและสังคมไทยมายาวนาน และมีการสั่งสม “ภูมิปัญญา” รวมทั้งมีการสืบทอดและพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย

ขณะที่เมื่อมองไปถึงกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ที่ให้ความใส่ใจเรื่อง “ธรรมชาติ” และ “ความปลอดภัย” ของ
อาหารและยารักษาโรคกันมากขึ้น ก็ยิ่งถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ “สมุนไพร” สามารถกลายเป็น “ทางเลือก” ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ยิ่งหากมีการนำกระบวนการที่มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยทั้งในแง่ของการปรับปรุงสูตรยา การตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพการผลิต ก็น่าจะสามารถช่วยผลักดันให้ตลาดสมุนไพรไทยมีอนาคตและเติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง

ประเด็นเรื่องการพัฒนาวงการสมุนไพรของไทย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรต้องสนับสนุน และเร่งรัดดำเนินการอยู่ไม่น้อย เพราะยิ่งขืนปล่อยให้ล่าช้าออกไปก็คงไม่เพียงแต่จะทำให้เสียโอกาสเท่านั้น ดีไม่ดีอาจถูกต่างชาติแอบมาฉกเอาภูมิปัญญาจากสมุนไพรเหล่านี้ไปจดสิทธิบัตรถือครองเป็นของตัวเอง เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตหลายกรณี

ดังนั้นการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบ “แผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ” ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-2564 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาสมุนไพรของไทยให้ผงาดขึ้นมาได้หรือไม่

โดยสาระสำคัญของแผนแม่บทดังกล่าว ประกอบไปด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล 3.ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ และ 4.สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายภาครัฐ เพื่อใช้เป็นแผนการพัฒนาที่เป็นระบบอย่างยั่งยืน ในการเป็นประเทศชั้นนำส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร และมูลค่าวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว พร้อมทั้งตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี

นอกจากนี้ยังได้วางแผนการพัฒนา “เมืองสมุนไพร” นำร่องใน 4 จังหวัด 4 ภูมิภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ จ.เชียงราย, ภาคอีสาน จ.สกลนคร, ภาคกลาง จ.ปราจีนบุรี, และภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาสมุนไพรครบวงจรแบบบูรณาการระดับพื้นที่

“บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ที่พูดถึงในตอนต้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาของ จ.ปราจีนบุรี ภายใต้
การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากหน่วยงานและชุมชนในจังหวัด โดยเฉพาะ “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งมีชื่อเสียง
เลื่องลือในเรื่องการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้จากสมุนไพรไทย

นพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผอ.โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ถือเป็นสถานที่นัดพบและบ้านแห่งการเรียนรู้ของคนในจังหวัดและนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เรื่องราวท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ และเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โดยใช้สมุนไพรเป็นสื่อการเรียนรู้ เช่น สวนสมุนไพร เมนูอาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม รวมทั้งมีการอบรมการทำยาและอาหารจากสมุนไพร พร้อมทั้งมีการแจกจ่ายสูตรให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมทุกคน

ส่วนผู้อ่านท่านใดที่มีโอกาสผ่านไป จ.ปราจีนบุรี และอาจลองแวะเข้าไปเที่ยวที่ “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ดูบ้าง ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 037-211289 หรือเข้าไปดูที่เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/banlaoreung ได้โดยตรง รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ลูกผีหรือลูกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250530

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แตกใบอ่อน” ฉบับสุดท้ายของปี 2559 คงต้องขอกล่าวคำอวยพรและ “สวัสดีปีใหม่” กับผู้อ่านทุกท่านเอาไว้ล่วงหน้า ขอให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต โรคภัยไข้เจ็บอย่าได้มาเบียดเบียนตลอดปี 2560 ที่กำลังจะมาถึง และปีต่อๆ ไปในอนาคตด้วยเทอญ

เหลียวหลังมองกลับไปตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา เกิดเรื่องเกิดราว เกิดปัญหาขึ้นมากมายกับเกษตรกรของไทย นับตั้งแต่การเกิดภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างปัญหาที่ดิน ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าตกต่ำ จนเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ต้องตกอยู่ในสภาพ “จุกอก” ไปตามๆ กัน

แต่ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้น คงหนีไม่พ้นการแก้ปัญหาของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็แทบเรียกได้ว่า ยังทำงานกันได้ไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะงานสำคัญ 11 ด้าน อาทิ การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต การยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย การโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร การทำเกษตรแปลงใหญ่ และการผลักดันเกษตรทฤษฎีใหม่ จนทำเอา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกอาการ “ปรี๊ดแตก” ในคราวการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับขีดเส้นตายออกปากขู่ย้ายล้างบางกันตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงฯ รองปลัด อธิบดี รองอธิบดี ยันผู้ตรวจการ หากยังทำงานย่ำเท้าอยู่กับที่กันเช่นนี้

ดังนั้นเมื่อเงยหน้ามองไปถึงปี 2560 ที่ “บิ๊กฉัตร” เพิ่งประกาศขับเคลื่อนแผนงาน 11 ยุทธศาสตร์ อันประกอบไปด้วย 1.การจัดโซนนิ่งพื้นที่เกษตรพร้อม Agri-Map 2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โดยขยายเป้าหมายเพิ่ม 1,500 แปลง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต 3.การส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร หรือ ศพก. ให้เกษตรเรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกต้อง 4.การบริหารจัดการการปลูกข้าวทั้งระบบ 5.การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

6.การส่งเสริมการเกษตร ทั้งในส่วนของเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) และฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Agriculture) 7.การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง 8.การวางเเผนป้องกันภัยแล้งและศัตรูพืช ซึ่งจะต้องมีความจัดเจนเป็นรูปธรรม 9.การกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานโดยตั้งเป้าปี 2560 ต้องครอบคลุมพื้นที่ 470,000 ไร่ 10.การขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในระดับภูมิภาค หรือ ซิงเกิล คอมมานด์และ11.สินค้าเกษตรปลอดภัยซึ่งจะเร่งดำเนินการในทุกมิติ

โดยทั้ง 11 เรื่องแม้จะไม่ใช่ “เนื้องาน” ใหม่ แต่เป็นการสานงานเดิมที่เคยทำมาแล้ว แต่หากประเมินจากผลงานในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยังน่ากลัวว่าจะทำได้สำเร็จจริงหรือไม่

นี่ยังไม่นับรวมกับแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาและแผนการลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้วปลูกพืชอื่นทดแทนที่เพิ่งเริ่มโหมโรงดำเนินการไป

และนี่ก็ยังไม่รวมกับการผลักดันการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ “ไอยูยู” เพื่อแก้ “ใบเหลือง” ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มงวดเข้ามาทุกที

เหล่านี้ คือ ภาระอันหนักอึ้งบน 2 มือของกระทรวงเกษตรฯในปีหน้า ซึ่งผลจะออกมาเป็น“ลูกผี” หรือ “ลูกคน” ก็ต้องติดตามกันต่อไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249669

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นาทีนี้คงต้องขอแสดงความยินดีและยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการกับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” คนใหม่ “ชุติมา บุณยประภัศร” หลังจากเข้าทำงานวันแรกไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

หากว่ากันตามชื่อชั้น สำหรับคุณชุติมาแล้วก็ต้องถือเป็นคนดีมีฝีมือคนหนึ่ง เพราะเคยผ่านงานตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมาย ตั้งแต่อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, อธิบดีกรมการค้าภายใน ก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา บนเก้าอี้ “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” ซึ่งถือเป็นจุดสูงที่สุดแล้วสำหรับชีวิตข้าราชการ

ขณะที่ผลงานก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทในการเจรจาปัญหาการเปิดตลาดข้าวและการกำหนดโควตาไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป (EU) รวมทั้งการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และ EU

นอกจากนี้ยังมีผลงานชิ้น “โบแดง” ชนิดที่อดีตรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่าง “บุญทรง เตริยาภิรมย์”และ “ภูมิ สาระผล” พร้อมกับข้าราชการพาณิชย์อีก 6 ราย ต้องจำไปจนวันตาย ก็คือ การลงนามในคำสั่งบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากกรณีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ “จีทูจีเก๊” รวมเบ็ดเสร็จกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ผลงานขนาดนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการ”คนใหม่ถอดด้ามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยิ่งดู “คอนเนกชั่น” ซึ่งเป็นถึงเพื่อนร่วมรุ่น “วปอ.” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ยิ่งต้องบอกว่า รัฐมนตรีหญิงคนนี้มีดีอยู่ไม่เบา

อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตากันต่อไปว่ารัฐมนตรีชุติมาจะสามารถงัดศักยภาพของตัวเองมาจัดการกับภาระหน้าที่ในกระทรวงเกษตรฯได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน เพราะแม้คุณชุติมาจะมีฝีไม้ลายมือในการทำงานค่อนข้างมาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นผลงานที่หนักไปทางด้านเศรษฐกิจเสียมากกว่า ขณะที่ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงด้านเศรษฐกิจหรือการตลาดเท่านั้น แต่กลับก็ครอบคลุมมิติปัญหาอย่างกว้างขวางทั้งด้านสังคม ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการเมืองทั้งภายในและภายนอกกระทรวง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกระทรวง “ปราบเซียน” เลยทีเดียว

โดยที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย ก็ต้องประสบมาด้วยตัวเองอยู่แล้วจากบรรดาบุคคลภายนอกที่ถูกดึงมาช่วยงานนับตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรี 3-4 ราย ไปจนถึงปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนเป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือไม่เบากันทั้งนั้น แต่พอมาอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ กระทั่งเป็นที่มาของการร้องขอเก้าอี้ “รัฐมนตรีช่วยว่าการ” จากนายกฯ และได้ตัวคุณชุติมามาช่วยงานนั่นแหละ

ที่พูดไม่ได้ต้องการปรามาสหรือ “ตั้งป้อม” กันล่วงหน้ากับการเข้ามาช่วยงานของรัฐมนตรีชุติมา แต่ที่ต้องพูดเพราะไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเท่านั้นเอง

คนดีมีฝีมือยืนอยู่เต็มรอบตัวก็ต้องใช้ให้เป็นครับ

ถ้าใช้ไม่เป็น ต่อให้ขนมาช่วยอีกกี่ร้อยคนก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : แนวทางของพ่อ พอเพียง มั่นคงมั่งคั่ง พลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248750

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“มนุษย์เรานั้นมีร่างกายเพียง กว้างคืบ ยาววา หนาศอกโดยประมาณนั้น สามารถสร้างความสุขได้อย่างแท้จริงทุกวินาทีได้โดยไม่ต้องใช้ “เงิน” เป็นตัวตั้ง แต่เพียงอย่างเดียว”

พื้นฐานของการที่จะมีความสุขนั้นก็คือ จะต้องเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัย 4 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มอาหาร และยารักษาโรค เพื่อเป็นปัจจัยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีความสุข แต่ชีวิตของผู้คนชนส่วนใหญ่ ก็มักจะไหลเลี้ยวลด คดโค้ง ดิ้นรน ขวนขวาย ออกนอกลู่นอกทางไปเสียไกล เพื่อไปค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตนเอง ว่าพอจะมีความสามารถที่จะพอทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความทัดเทียมทางสังคมกับคนอื่นได้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว คละเคล้ากันไป แต่ส่วนใหญ่ ก็จะล้มเหลว!!! โดยเฉพาะแนวทาง “ทุนนิยม(Capitalism)” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางทฤษฎีใหม่ “เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)” ของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทฤษฎีนี้สามารถช่วยให้ประชาชนคนไทยทุกคนประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และได้ผลรับด้วยการมี“ความสุขอย่างแท้จริง”

แนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”
ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็สามารถทำได้ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ และทำการจัดสรรปันส่วนตามแนวทางที่พ่อหลวงให้ไว้ คือ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้พื้นที่ 30% สร้างสระน้ำประจำไร่นาประจำฟาร์ม เพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ไว้เป็นแหล่งโปรตีน ส่วนที่ 2 ใช้ปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนอีก 30% เพราะข้าวคืออาหารหลักของคนไทย ส่วนที่ 3 แบ่งพื้นที่อีก 30% ซึ่งอาจจะใช้พื้นที่นี้ในรูปแบบของคันนาขนาดใหญ่แทนพื้นที่สี่เหลี่ยมก็ได้ โดยดัดแปลงคันนาให้กว้างสัก 2-3 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืช ผัก สมุนไพร เพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจะปลูกต้นตะแบก เหียง เต็ง รัง ยางนา เป็นไม้เศรษฐกิจ ไม้ใช้สอย รวมถึงไม้ผลสำหรับบริโภค เพราะที่โคนต้นไม้เหล่านี้สามารถเพาะเห็ดตับเต่า เห็ดเผาะ เห็ดถอบ เห็ดระโงก เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง น้ำมันจากต้นยางนาก็สามารถทำเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรกลเป็นน้ำมันไบโอดีเซลได้ดีมาก หรือใช้ทำขี้ไต้จุดคบเพลิง ทำน้ำมันตะเกียงให้แสงสว่างฯลฯ พื้นที่ส่วนที่ 4 อีก 10% ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย ไว้เป็นแรงงาน เป็นปุ๋ย และใช้เป็นอาหารได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อปฏิบัติได้จนมีความชำนาญและทำจนได้ผลแล้ว ก็จะค่อยๆ ก้าวจากขั้น “ไม่ค่อยจะมีกิน” มาสู่ขั้นของการ “พออยู่พอกิน” และพัฒนาไปสู่ขั้นของการ “พอมีอันจะกิน” ได้ไม่ยาก เมื่อตนเองและครอบครัวเริ่มมีอันจะกิน ก็เริ่มมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันของชีวิตที่ดีขึ้น จิตใจที่แจ่มใสชื่นบาน ทำให้มีสติมีสมาธิ มีเหตุ มีผล และที่สำคัญต้องพยายามอยู่ในความพอดีพอประมาณ ความหมายของคำว่า “พออยู่พอกิน” ของพ่อหลวงมิได้หมายความให้เราอยู่อย่าง “อดอยากปากแห้ง” แต่หมายถึงการไม่ทำอะไรจนเกินตัว เมื่อมีความเข้มแข็งในระดับปัจเจกอย่างดีแล้ว ต่อไปก็สามารถรวมกลุ่มกันสร้างพลัง สร้างอำนาจการต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิต รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ รวมตัวกันสร้างโรงสีชุมชน รวมตัวกันหาแหล่งเงินทุนจากธนาคารมาพัฒนาชุมชน หรือรวมพลังการสร้างอำนาจการตลาดเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตให้แก่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นครัวของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นครัวของ กระบี่ ภูเก็ต พัทยา หรือถ้ามีความเข้มแข็งมากๆ รวมตัวกันเป็นครัวของโลกที่มีศักยภาพผลิตอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษไปยังประเทศที่ต้องการ

วันนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านน้อมนำทำตามแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน ให้แก่ตนเองและครอบครัว และที่สำคัญทำให้ประเทศชาติได้ประชาชนคนของชาติไทยที่ดีมีคุณภาพเป็น “พลังให้แก่แผ่นดิน” ช่วยพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไปตลอดกาลนาน

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : ‘โซลาร์เซลล์’คุ้ม-ไม่คุ้ม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247960

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเหลือบไปเห็นรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจาก “สำนักข่าวอิศรา” โดยมีการนำเสนอประเด็นเรื่องปริมาณสำรอง “แร่ควอตซ์” คุณภาพสูงของประเทศไทย ซึ่งมีความน่าสนใจมาก เพราะสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต “เซลล์แสงอาทิตย์” หรือ “โซลาร์เซลล์” (Solar Cell) เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือ 34 เท่า ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยในปี 2559 เลยทีเดียว

ในรายงานชิ้นดังกล่าว ได้อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ “สมบูรณ์ ยินดียั่งยืน” รองอธิบดีและรักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งระบุว่า “แร่ควอตซ์” เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในอุตสาหกรรม “ซิลิกอน” ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิต “โซลาร์เซลล์”

โดยประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่ควอตซ์คุณภาพสูงถึงกว่า 25 ล้านตันสามารถนำมาผลิต “ซิลิกอน” ความบริสุทธิ์สูงได้ประมาณ 6 ล้านตัน และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ล้านเมกะวัตต์ หรือประมาณ 34 เท่าของความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 3.6-4.5 ล้านล้านบาท โดยยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Hi-technology) และมีมูลค่าสูงในประเทศ

ขณะที่พื้นที่ที่เป็นแหล่งแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณราว 9.97 แสนตัน จ.เพชรบุรี ปริมาณ 9.7 หมื่นตัน จ.สระแก้ว 4 แสนตัน จ.ระยอง 7.56 ล้านตัน จ.จันทบุรี 2 หมื่นตันและ จ.ราชบุรีมี 16 ล้านตัน

คุณสมบูรณ์ ยังบอกว่า ปริมาณแร่ควอตซ์คุณภาพสูงที่มีดังกล่าว เป็นปริมาณที่มีศักยภาพมากพอที่จะนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีอุตสาหกรรมผลิตซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ จะมีก็เพียงการผลิตซิลิกอนเกรดโลหกรรม (Metallurgical Grade Silicon)ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหล่อโลหะผสมอะลูมิเนียมสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเคมีเพื่อผลิตซิลิโคนเท่านั้น

โดยปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ สนใจเข้ามาลงทุนและพัฒนาแร่ควอตซ์ในประเทศไทย ขณะที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กำลังอยู่ระหว่างจัดทำนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ เพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง สามารถแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่นๆ ได้

คุณสมบูรณ์ ยังทิ้งท้ายว่า เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หากมีการใช้งานที่ถูกวิธีและการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ใช้งานได้นานถึง 20-30 ปี โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เซลล์แสงอาทิตย์เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วสามารถนำมาแยกชิ้นส่วนเป็นซิลิกอนกระจก และวัสดุอื่นๆ นำไปรีไซเคิลเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

โดยส่วนตัว ผมคงต้องขอสารภาพตรงๆว่าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิต “ซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์” เพื่อนำมาผลิตเป็น“โซลาร์เซลล์” แม้แต่น้อย แต่จากข้อมูลที่รักษาการอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้มา ก็พอจะอนุมานได้ว่า ความจริงประเทศไทยมีวัตถุดิบและศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

และที่สำคัญ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ก็ไม่ได้มีต้นทุนสูงจน “ไม่คุ้ม” ที่จะส่งเสริม เหมือนอย่างหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานพยายามยกมากล่าวอ้างหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น เลยเกิดคำถามว่า ในเมื่อของดีมีอยู่ในมือ แต่กลับไม่ส่งเสริม ไม่พัฒนา ดันจะไปดิ้นรนสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ให้มันทำลายแหล่งท่องเที่ยว ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายชีวิตประชาชน

คนที่คิดที่ทำแบบนี้ เขาต้องการอะไร มันก็น่าเก็บไปคิดกันนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ผลาญเงินเปล่าๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247072

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ถือเป็นการต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานไปโดยปริยาย สำหรับการประกาศหยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ชั่วคราวของ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” เพื่อร่วมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ภายหลังจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ได้แจ้งประกาศนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของปวงชนชาวไทย

เพราะฉะนั้นประเด็น “โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่” จะได้เกิดหรือไม่ ก็ยังคงเป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องติดตามรอดูกันต่อไป ซึ่งกว่าจะได้ดูภาคใหม่กันอีกทีก็คงต้องรอหลังจาก “โพลล์” ที่“บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์รมว.พลังงาน สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปสำรวจความคิดเห็นของคนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อีกครั้งว่า มีความต้องการที่แท้จริงอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากเตือนไปถึงรัฐบาลและกระทรวงพลังงานในฐานะผู้กำกับนโยบาย เกี่ยวกับการทำโพลล์ที่ พล.อ.อนันตพร สั่งให้ไปทำนั้น ถ้าอ่านตามคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.พลังงาน ก็คงไม่แคล้วว่าหน่วยงานที่รับไปทำต้องเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ในฐานะต้นเรื่องหรือเจ้าของโครงการ

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็น่ากลัวว่า หากสุดท้ายผลโพลล์ออกมาสรุปว่า ชาวบ้านสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า แล้วจะได้รับการยอมรับจริงหรือไม่

ที่พูดไม่ได้ต้องการแสดงความ “ดูถูก” หรือไม่มั่นใจ กฟผ. ถึง “ความเป็นกลาง”

แต่ที่จำเป็นต้องพูด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานะของ กฟผ. ในสายตาชาวบ้านเวลานี้ ไม่ต่างจากการเป็น“ผู้มีส่วนได้เสีย” จากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นการให้ กฟผ. ไปทำโพลล์สำรวจความเห็นของชาวบ้านก็เจ๊งสิครับ ใครจะเชื่อถือ

มันก็เหมือนที่ผมถามนั่นแหละว่า หากสุดท้ายผลโพลล์ออกมาสรุปว่า ชาวบ้านสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า แล้วจะได้รับการยอมรับจริงหรือไม่ และทำให้การคัดค้านจบลงได้หรือไม่

ผมว่าไม่นะ

เพราะเรื่องลักษณะนี้ใช่ว่าจะไม่มีบทเรียน ก่อนหน้านี้ กฟผ. เองก็เคยอ้างว่าล่ารายชื่อชาวบ้านที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามาได้ 1.5 หมื่นรายชื่อ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มที่คัดค้านอยู่ดีแถมยังต้องโดนถล่มตามมาอีกว่ามีการเล่นเกม “ใต้ดิน” เพื่อให้ได้รายชื่อเหล่านั้นมา

ดังนั้นถ้ายังขืนให้ กฟผ. เป็นผู้ทำโพลล์สำรวจความคิดเห็น สุดท้ายก็คงไม่แคล้วลงเอยแบบเดิม นั่นคือ ไม่ได้รับการยอมรับ

ผมเห็นด้วยนะครับกับการสอบถามความคิดเห็นของคนในพื้นที่ แต่ก็ต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ที่สำคัญกระบวนการสำรวจจะต้องตรงตามหลักวิชาการ มีการออกแบบคำถามที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียและมิติปัญหาได้ทั้งหมด รวมทั้งดำเนินการด้วยวิธีการที่โปร่งใสเป็นที่ยอมรับ

ถ้าจะทำก็ต้องทำแบบนี้ครับ

ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าทำมันเลย ผลาญเงิน ผลาญทองกันไปเปล่าๆ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ความจริงแค่ครึ่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246089

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่เปรียบเสมือน“ฝีหนอง” เม็ดใหญ่ที่อักเสบอย่างหนัก จะรอก็เพียงอย่างเดียว คือ ฝีจะแตกขึ้นมาวันไหนเท่านั้น สำหรับกรณีการผลักดันโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.กระบี่ ซึ่งล่าสุดก็มีการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” ที่พากันมาปักหลักทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลฝั่งสำนักงาน ก.พ. เพื่อเรียกร้องให้ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลักดันให้กระบี่เป็นพื้นที่นำร่องดำเนินการเรื่อง “พลังงานหมุนเวียน” เพื่อการพึ่งตนเอง 100%

ทั้งนี้แม้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามออกมาเบรกกระแสความแรงของกลุ่มภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งดูเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงไปในกองไฟให้คุโชนขึ้นมาอีก เพราะพูดไม่พูดเปล่าแต่นายกฯกลับยังมาทำเหมือน “ขู่” ชาวบ้านให้ระวังผลกระทบที่ในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาไฟติดๆ ดับๆ ที่อาจตามมาอย่างแน่นอน

“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอวันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้นสร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ผมไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน”

นายกฯพูดแบบนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ

เพราะจริงๆแล้ว ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ประเด็นปัญหาเรื่องไฟฟ้าในภาคใต้โดยเฉพาะกรณีไฟตกครั้งที่รุนแรงเมื่อปี 2556 เป็นเพราะไฟฟ้าในภาคใต้ไม่พอใช้จริงหรือไม่

ทั้งนี้ฝ่ายภาคประชาชนเขามองว่า ปัญหาไฟฟ้าในภาคใต้ที่เกิดขึ้นคราวนั้น ความจริงไม่ได้เกิดจากกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกว่า โดยจากตัวเลขเมื่อปี 2556 ภาคใต้ใช้พลังงานไฟฟ้สูงสุด 2,683 เมกะวัตต์ ซึ่งภาคใต้เองมีกำลังผลิตติดตั้ง 2,415.7 เมกะวัตต์ เมื่อรวมไฟฟ้าอีก 3 ระบบที่เข้ามาเสริม ได้แก่ สายส่งจากภาคกลาง 650 เมกะวัตต์ การแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์โรงไฟฟ้าใหม่จะนะ ชุดที่ 2 จำนวน 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าฉุกเฉิน จ.สุราษฎร์ธานี 234 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 4,065.7 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินในปัจจุบันถึงปี 2571

สิ่งนี้เองเป็นประเด็นที่ถูกนำมาตั้งข้อสงสัยถึงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม 2556 ว่า เป็นความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกข้อ คือ “ต้นทุน” การผลิตไฟฟ้า ซึ่งฝ่ายสนับสนุนตั้งแต่ในระดับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานต่างเชื่อกันเหลือเกินว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกมากเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่น โดยเฉพาะการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหมุนเวียน

ดังนั้นจึงมักมีคำขู่ตามออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ให้ระวังค่าไฟจะสูงขึ้น?

แต่ผมไม่มั่นใจเช่นกันว่า นายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน หรือใครก็ตามที่ออกมาพูดด้วยประโยคเหล่านี้ จะรู้ หรือมีใครมารายงานข้อมูลที่ครบถ้วนบ้างหรือไม่ว่า การคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณต้นทุน “ทางตรง” เท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วมันยังมีต้นทุน “ทางอ้อม” ที่แฝงอยู่อย่างมหาศาล

ผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน ฝุ่นละอองจากการขนส่ง ผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะการท่องเที่ยว

เหล่านี้โรงไฟฟ้าไม่ต้องจ่ายครับ คนที่จ่ายมันคือประชาชน คือชาวบ้าน

เขาถึงไม่คิดเป็นต้นทุน และราคามันถึงได้ถูกยังไงล่ะครับ

ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้โง่นะครับ

ถ้ายังขืนพูดความจริงกันไม่หมด เพียงหวัง “จะเอาให้ได้” อยู่แบบนี้ ระวังจะจบไม่สวยนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อย่าสักแต่พูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245012

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จำได้ว่าเมื่อสักประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เคยเขียนถึงเรื่องการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรอินทรีย์” ของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการวางนโยบายและแผนงานกันอย่างสวยหรูมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็เหมือนกับ “บัวแล้งน้ำ” เพราะนโยบายดังกล่าวไม่ถูกนำไปขับเคลื่อนในทางปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจัง

ที่ร้ายไปกว่านั้น ยังวิ่งสวนทางกับตัวเลขนำสารเคมีทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ที่พุ่งขึ้นพรวดๆๆ ต่อเนื่องกันทุกปี อ้างอิงได้จากข้อมูลของฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ที่ระบุว่า ระหว่างปี 2552-2557 มีปริมาณนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2552 นำเข้าแม่ปุ๋ยและปุ๋ยสูตรสำคัญต่างๆ รวม 3.8 ล้านตัน มูลค่ารวม 4.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2557 เพิ่มเป็น 5.4 ล้านตัน มูลค่ารวม 6.6 หมื่นล้านบาท และยังไม่นับรวมสารเคมีทางการเกษตรจำพวกยาฆ่าหญ้า ยาปราบแมลงศัตรูพืช ซึ่งมีมูลค่านำเข้าอีกประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท

รวมเบ็ดเสร็จประมาณปีละ 8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ล่าสุดในการประชุมวิชาการเพื่อเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปี 2559 ซึ่ง “เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช” (Thai-PAN) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ก็ได้มีการให้ข้อมูลที่น่าสนใจและน่าตกใจเกี่ยวกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง และได้ยื่นข้อเสนอให้จัดการกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่ 1.ยกเลิก “พาราควอต” ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืช 2.จำกัดการใช้ “ไกลโฟเสท” ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชอีกชนิดหนึ่ง ในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สาธารณะโดยทันที และ 3.จำกัดการใช้ “คลอร์โพริฟอส” ยาฆ่าแมลง ในพืชอาหารทุกประเภท

โดย “ผศ.ดร.นพ.ปัตพงศ์ เกษสมบูรณ์” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประธานคณะทำงานศึกษาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กล่าวว่า ปัญหาของสารเคมีทั้ง 3 ตัว มีการพูดคุยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ทราบดีว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษยรุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก สติปัญญา และความพิการตั้งแต่กำเนิด แต่ปัจจุบันก็ยังพบว่าสารเคมีทั้ง 3 ตัว ยังมีการใช้กันอยู่มากในกลุ่มเกษตรกร และมีการนำเข้าอยู่เป็นจำนวนมาก

ขณะที่ “ศรัณย์ วัธนธาดา” นักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละปีมีการนำเข้าวัถตุอันตรายรวมมากถึงประมาณปีละ 1.5 แสนตัน หรือ 150 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า “ไกลโพเสท” ถึง 6 หมื่นตัน หรือ 60 ล้านลิตร ขณะที่ “พาราควอต” ถูกนำเข้าประมาณ 3 หมื่นตัน หรือ 30 ล้านลิตร และ “คลอร์โพริฟอส” จำนวน 2 พันตัน หรือ 2 ล้านลิตร

หรือคิดง่ายๆ ก็คือ ปริมาณวัตถุอันตรายที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเกือบทั้งหมด หรือมากกว่า 2 ใน 3 เป็นการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ตัว โดยไกลโฟเสทและพาราควอต ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และ ยูคาลิปตัส ขณะที่คลอร์โพริฟอสถูกนำไปใช้กำจัดแมลงประเภท “หนอนผีเสื้อ” ในแปลงเพาะปลูกทั่วไป

จากข้อมูลดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงอันตรายจากสารเคมีว่า อยู่ใกล้ตัวเรามากน้อยขนาดไหน และถึงเวลาแล้วหรือไม่กับการนำแผนการส่งเสริม “เกษตรอินทรีย์” ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังมากกว่าที่ผ่านมา

นโยบายดีๆ ต้องหยิบมาทำมันให้เป็นจริงมันถึงจะดี

นโยบายดีๆ ถ้าเป็นแค่ลมปาก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

มะลิลา