แตกใบอ่อน : ‘ต้นแบบ’ที่อยู่คู่คนไทยตลอดกัลปาวสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243960

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความโศกเศร้าอาดูรและการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยในรอบ 70 ปี จากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร หรือที่ลูกๆ ของพระองค์ท่านเรียกสั้นๆ ว่า “ในหลวง”เชื่อว่าไม่มีคนไทยคนใดที่ไม่เสียใจ ความเศร้าโศก…จะทำอย่างไรให้กลายมาเป็น “พลังความดี” “พลังแผ่นดิน” และ “พลังความสามัคคี” ให้แก่ประเทศ เพื่อให้พระองค์ท่านได้ภาคภูมิใจในลูกๆ ของพระองค์ เมื่ออยู่บนสรวงสวรรค์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่พวกเราควรนำไปปฏิบัติ

การน้อมนำทำตามคำสอนของ “ในหลวง” ก็เปรียบดังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่านได้อีกทางหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่มากเกินกำลัง โดยเฉพาะการกระทำตามรอยพระยุคลบาท ซึ่งมีมากมายเหลือคณานับ พระองค์ท่านทรงวางแบบอย่างให้พวกเราชาวไทยได้ปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่วนพระองค์ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการตามพระราชดำริโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ให้พวกเราชาวไทยได้ศึกษา สืบสาน และนำไปสู่การปฏิบัติได้ไม่รู้จักหมดสิ้น

ในภาคการเกษตรพระองค์ท่านก็ได้ให้วิชาความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยนำไปใช้ในการต่อยอดอย่างมิมีวันจบสิ้น การน้อมนำหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ พอประมาณมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ไปพร้อมๆกับการมีความรู้ควบคู่คุณธรรม…. ความรู้ก็คือ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง คุณธรรมก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันอดทนสติปัญญา และแบ่งปัน ก็จะสามารถนำพาตนเองไปสู่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมได้อย่างสมดุลและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

พระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ที่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม เป็นต้นแบบให้พวกเราชาวไทยได้น้อมนำเป็นแบบอย่างได้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการวางพระองค์ให้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะในการ “ครองตน” “ครองคน” และ “ครองงาน” คือทรงนำอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน คือมีความรักในงานที่ทำ มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติงาน มีความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จและมีการพัฒนางานให้มีคุณภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป ในขณะเดียวกันก็ทรงวางพระองค์ให้เป็นต้นแบบของผู้บริหารมืออาชีพที่ใช้หลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในลักษณะที่เป็นกัลยาณมิตร เกิดเป็นเครือข่ายร่วมมือที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นและยั่งยืน

สำหรับท่านที่ยังเศร้าโศกเสียใจ และไม่รู้จะแสดงความจงรักภักดีในรูปแบบใด เพียงน้อมนำคำสอนและหลักปฏิบัติต่างๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ก็ทำให้เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ภาคภูมิใจกับพวกเราแล้ว เพราะพระองค์ท่านมิได้ทิ้งเราไปไหน แต่ยังคงอยู่กับเราในรูปแบบของ “ต้นแบบ” ที่รอให้เราน้อมนำทำตาม เราก็จักอยู่กับพระองค์ท่านตลอดกาลปาวสาน …

นายมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

แตกใบอ่อน : โอกาสสหกรณ์ โอกาสชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242875

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับการรวมตัวกันออกมาขายข้าวกันเองของ “ชาวนา” ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในหลายพื้นที่ ภายหลังจากถูก “โรงสี” กดราคารับซื้ออย่างหนัก เหลือเพียงตันละ 6,000 บาท สำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 30% ส่วนข้าวเปลือกที่ความชื้นสูงกว่านี้หรือเป็นข้าวปลอมปนราคาจะยิ่งร่วงลงไปอีกอยู่ที่ตันละประมาณ 5,000 บาทเศษๆ

หรืออีกนัยก็คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิที่ชาวนาปลูกกันมาแทบเป็นแทบตาย โรงสีเค้ารับซื้อกันอย่างเก่งที่สุดก็กิโลกรัมละ 6 บาทกว่าๆ เท่านั้น เอาไปซื้อ “มาม่า” ได้แค่ห่อเดียว อนาถไหมล่ะครับชีวิตชาวนา

เบื้องหลังข้าวราคาร่วงครั้งนี้ แม้บางคนอาจจะรู้สึกแหม่งๆกับเหตุผลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จู่ๆ ก็ประกาศโพล่งออกมาว่า เกิดจากฝีมือการสุมหัวร่วมมือกันระหว่าง “ไอ้โม่ง” นักการเมืองในพื้นที่ร่วมกับ “โรงสี” บางแห่งในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนเพื่อให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

เพราะปริมาณการผลิตและความต้องการข้าวหอมมะลิในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้นราคาจึงควรมีเสถียรภาพมากกว่านี้

นี่จึงนำมาสู่คำถามว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาแกว่งจนร่วงลงอย่างหนักดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะอะไร หรือมีอะไรมาทำให้เกิดการ “บิดเบือน” ราคาในตลาดหรือไม่

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า ตามปกติผลผลิตข้าวหอมมะลิในประเทศไทยจะออกในเดือนตุลาคมเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่จะไปออกมาที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน จึงเท่ากับข้อเท็จจริงเวลานี้ จะต้องมีชาวนานำข้าวไปขายให้โรงสีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่ทำไมกลับมีการโหมกระพือข่าว “ข้าวราคาร่วง” กันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้

นั่นเป็นเพราะมีผู้จงใจ “เล่นเกม” ปลุกระดมอะไรกับชาวนาหรือไม่

งานนี้จึงต้องจับตาให้ดีว่าสุดท้ายแล้วจะมีหน่วยงานความมั่นคงไปเยี่ยมบ้านใครอีกบ้าง แว่วๆมาเบื้องต้นอย่างน้อยก็น่าจะเป็นที่ “พิจิตร” ที่หนึ่งล่ะ ที่ต้องตามดูกันให้ดี

นอกจากประเด็น “ไอ้โม่ง” ทุบราคาข้าวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือปรากฏการณ์การออกมารวมตัวกันของชาวนา เพื่อสีข้าวกันเองและบรรจุขายกันเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดย “ตัดตอน” ไม่พึ่งโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับมากๆจากสังคม รวมถึงตัวของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับมาออกหน้าให้สัมภาษณ์สนับสนุน

ถ้าพูดกันแค่ในระยะสั้น เรื่องนี้ถือเป็นไอเดียที่ดี และดีมากๆ ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวนา โดยตัดพ่อค้าคนกลางและหันมาพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก แต่หากพูดกันในระยะยาว เรื่องนี้จะเป็น “ทางรอด” ได้จริงหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามที่คุยกันต่อ

เพราะในทางปฏิบัติที่แท้จริง การนำสินค้ามาขายเองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การทำการตลาด การสร้างแบรนด์และเอกลักษณ์ให้กับสินค้า รวมทั้งการแข่งขันกับผู้ค้ารายอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาสินค้าแบรนด์ “ขาใหญ่” ในตลาดทั้งหลายที่มีทั้ง “ทุน” และ “สายป่าน”ที่แข็งกว่ามาก

ที่พูดไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความหวังของชาวนา แต่ผมกำลังมองว่าการจะเดินไปให้ถึงจุดนี้จริงๆ มันทำได้ และทำได้ไม่ยาก หากภาครัฐหันมาสนับสนุนกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่สักแต่พูดหรือเขียนเป็นแค่ตัวหนังสือในเอกสารนโยบายของหน่วยงาน

เช่นกรณีนี้ ถ้าอยากทำกันให้สำเร็จจริงๆ ก็อาจต้องใช้กระบวนการ “สหกรณ์” มาร่วมขับเคลื่อน เพราะที่ผ่านมา ผมก็เห็นทั้งรัฐบาล คสช. รวมถึงตัวนายกฯ หรือแม้แต่ รมว.เกษตรฯ“พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” พูดอยู่บ่อยๆ ถึงการผลักดันบทบาทของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย

ผมเคยได้ยินนโยบายการสนับสนุนให้สหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตร แปรรูป ขนส่ง จัดจำหน่าย ได้ยินนโยบายผลักดันการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์ และได้ยินคำว่ารัฐต้องการผลักดันให้สหกรณ์เป็น “ผู้ค้ารายใหญ่” ของชุมชนเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร

นี่ไงครับ โอกาสมาถึงแล้วที่จะได้ทำ แถมยังเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือชาวนาไทย ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างนายทุนพ่อค้าคนกลางไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้นเวลานี้คงเหลืออยู่อย่างเดียว คือ รอดูว่า กระทรวงเกษตรฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์จะคว้าเอาโอกาสนี้มาคิดมาทำอะไรกันบ้างหรือไม่?

มะลิลา

แตกใบอ่อน : น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง…จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241879

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความจริงผมได้รับบทความฉบับนี้จากคุณ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด มาตั้งแต่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อขอให้ช่วยเผยแพร่ความรู้ในการจัดการพื้นที่การเกษตรสำหรับรับมือกับ “น้ำหลาก” แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์เร่งด่วนหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเสด็จสวรรคตขององค์ “พ่อหลวง” ของปวงชนชาวไทย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” อันนำมาความเศร้าโศกเสียใจให้กับคนไทยทั้งชาติ จึงทำให้ยังไม่มีโอกาสนำบทความของคุณมนตรีมาเผยแพร่ให้พี่น้องเกษตรกรได้รับทราบอย่างเท่าทันต่อสถานการณ์ ซึ่งต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรเชิญทัศนากันได้เลย หรือผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยอยากปรึกษาหาความรู้จากชมรมเกษตรปลอดสารพิษโดยตรง ก็สอบถามได้ที่ 0-2986-1680-2 ครับ

มะลิลา

“น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” คาดว่าทุกคนคงจะคุ้นหูได้ยินได้ฟังกับวลีท่อนนี้ เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรุ่น 30 อัพขึ้นไป เพราะเป็นคำที่มาจากเพลงอมตะที่ประพันธ์โดยครูไพบูลย์ บุตรขัน และขับร้องโดยคุณศรคีรี ศรีประจวบ โด่งดังมากในยุค 40–50 ที่ผ่านมา จนทำให้คนยุคนั้นและยุคต่อๆ มาครั้นประสบพบปัญหาทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งหลายรอบ ต้องคิดหนัก และอดคิดตามไปไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งจริงหรือ?”

จากข้อมูลเชิงสถิติปริมาณน้ำในช่วงหน้าฝน จะมีน้ำในเขื่อนค่อนข้างมาก ทำให้ความสามารถในการกักเก็บสำรองกับปริมาณน้ำที่จะเกิดขึ้นจากพายุต่างๆ ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน จึงจำเป็นจะต้องปล่อยน้ำระบายออกมา ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้กับปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความตระหนกตกใจให้แก่พี่น้องที่อยู่ใต้เขื่อนเป็นอย่างยิ่ง ไล่ตั้งแต่จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา มาจนถึงกรุงเทพมหานคร

สำหรับเกษตรกรเพื่อลดการชะล้างผิวดิน ควรต้องใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก อินทรียวัตถุให้ดินมีความนุ่มชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้น้ำจากผิวดินซึมซาบลงไปสู่ดินชั้นล่างให้มากที่สุด และที่สำคัญอย่าใช้แต่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เพราะด้วยปริมาณน้ำฝนที่มากก็จะเกิดน้ำหลาก ดินที่แน่นแข็งเป็นดาน หน้าดินตื้นจะถูกกระแสน้ำหลากพัดพาอินทรียวัตถุความอุดมสมบูรณ์ของดินไปได้ง่ายๆ และเมื่อน้ำท่วมผ่านไปแล้วพืชไร่ไม้ผลต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมในระยะหนึ่งจะช็อต เพราะรากขาดออกซิเจน พืชอ่อนแอ ทรุดโทรม ต้นเหลือง และหลังน้ำท่วมอย่าเพิ่งรีบเข้าไปดูแลบริหารจัดการ เพราะจะไปเหยียบย่ำรากของพืชที่กำลังอ่อนแอให้บอบช้ำ และอาจจะเกิดโรคซ้ำเติมได้ง่าย ควรปล่อยให้ผ่านไปสักระยะหนึ่งค่อยให้น้ำให้ปุ๋ยบำรุงอีกครั้ง เรื่องนี้ควรรู้เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เราควรเตรียมพร้อมให้มากๆ พยายามบริหารจัดการพื้นที่ให้น้ำหลาก หรือไหลผ่านไปได้โดยง่าย และหาวิธีในการกักเก็บน้ำส่วนเกินนี้ไว้ใช้ยามหน้าแล้งโดยการหาจุดที่ต่ำสุดของพื้นที่ที่น้ำไหลรวม เพื่อขุดทำสระน้ำประจำไร่นาของตนเองสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งหลังจากที่สัมผัสกันแล้วทั้ง “น้ำท่วม” และ “ฝนแล้ง” ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแบบไหนดีกว่ากัน สำหรับยุคข้าวยาก หมากแพง ภัยแล้งซ้ำซาก น้ำท่วมจำเจแบบนี้ แต่ลึกๆ เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรน่าจะชอบน้ำท่วมมากกว่าฝนแล้ง อย่างน้อยยังมีน้ำให้เพาะปลูกบนที่ดอน มีกุ้ง หอย ปู ปลา ให้ทำมาหาเลี้ยงชีพประทังพอไปได้

แตกใบอ่อน : ต้องให้อภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240909

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“…ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน…”

ยังจำกันได้หรือเปล่าครับ พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้พรกับพวกเราคนไทยทุกคนเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2554 หรือเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

ถามว่าทำไมจู่ๆ ผมต้องนำพระราชดำรัสของพระองค์มาเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งดูแล้วอาจไม่ถูกกาลเทศะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่พระองค์ผู้เป็นที่รักของเราทุกคนเพิ่งเสด็จสวรรคตได้เพียงแค่สัปดาห์เศษ

คำตอบของผมมีแค่ข้อเดียวครับ คือ เวลานี้ผมกำลังเป็นห่วง

เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนซึ่งกำลังอยู่ในภาวะความโศกเศร้ากับการจากไปของพระองค์ท่าน กำลังถูกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก เข้ามาครอบงำสติของเรา

เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนกำลังถูกกลุ่มคนที่ไม่หวังดีที่คิดร้ายต่อสถาบัน พยายามฉวยโอกาสในช่วงระหว่างที่พวกเรา
ทุกคนกำลังไว้ทุกข์ มาปลุกปั่น ยั่วยุ ให้เกิดความวุ่นวายตามมา

ดังเช่นกรณีการก่นด่ารุมประณามคนที่ไม่ได้ใส่ “ชุดดำ” โดยไม่ได้ยั้งคิดถึงเหตุผลความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนถึงสาเหตุที่เขาไม่ได้สวมชุดดำ

หรือแม้แต่การลุกฮือกันไปล้อมกรอบ ตามล้าง ตามล่า และบางครั้งถึงขั้นรุมประชาทัณฑ์คนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายจาบจ้วงสถาบัน จนเกิดเป็นภาพ “ล่าแม่มด” ขึ้นมากลางประเทศไทย

เรื่องการสวมเสื้อดำหรือไม่สวมเสื้อดำ ผมคงขออนุญาตไม่พูดถึง เนื่องจากถึงเวลานี้เราทุกคนน่าจะทำความเข้าใจถึงภาวะความจำเป็นของแต่ละคนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นจึงเหลือเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีการ “ล่าแม่มด” กลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุด และเปราะบางที่สุด

ผมไม่ปฏิเสธนะครับ เป็นใครก็ต้องโกรธ เป็นใครก็ต้องไม่พอใจ ถ้าหากมีใครมายืนด่าพ่อเราอยู่ที่หน้าบ้านไม่หยุดหย่อนทุกวี่ทุกวัน และนับวันก็ยิ่งมีพฤติกรรมกำเริบเสิบสานหนักข้อขึ้นทุกวัน

ผมเองก็อยากออกไปตบปากคนพวกนี้เหมือนกับที่หลายท่านอยากทำเช่นกัน

แต่ในทางกลับกันถ้าลองย้อนคิดในมุมของ “พ่อ” ผมยังเชื่อว่าแม้ท่านจะเสียใจที่คนที่ท่านรักเหมือนลูก มากล่าวหาว่าร้ายใส่ท่าน แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขไหน ผมเชื่อมั่นอย่างไม่เคยนึกสงสัยเลยว่า สุดท้ายพ่อของเราท่านก็เลือกที่จะ “ให้อภัย”ทุกคนที่มาว่าร้ายใส่ท่าน

ไม่เชื่อลองไปสอบถามที่กรมราชทัณฑ์หรือไม่ก็กระทรวงยุติธรรมดูสิครับว่า แต่ละปีมีผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษจำนวนมากแค่ไหน

นั่นไม่ใช่เพียงเพราะพระองค์ท่านมีน้ำพระทัยที่กว้างขวางเท่านั้น

แต่ท่านยังรักลูกของท่านเท่ากันทุกคน

และสิ่งสำคัญที่สุด คือ พระองค์ท่านทรงมีความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองสงบร่มเย็น ไม่อยากเห็นลูกทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านจึงทรงเลือกที่จะ “ให้อภัย” และสอนให้เราทุกคนรู้จักการ “ให้อภัย” เหมือนดังพระราชดำรัสพรปีใหม่ 2554 ที่อัญเชิญมาให้ทุกท่านได้อ่าน

บางทีพวกเราอาจต้องเรียนรู้ถึงการให้อภัยกันให้มากขึ้น ปล่อยเขาไป

บ้านเมืองเรายังมีกฎหมายครับ ใครทำอะไรเอาไว้ ก็ปล่อยให้กฎหมายจัดการ อย่าไปหลงขาดสติลงไม้ลงมือทำอะไรลงไปโดยเด็ดขาด

เพราะมิเช่นนั้น คนที่สมปรารถนาก็จะเป็นคนที่ต้องการยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายนั่นแหละครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ‘กระเบน’ตายฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239813

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับได้ถึงวันนี้ก็น่าจะล่วงเลยมาเกือบ 2 สัปดาห์เต็มๆ แล้วสำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตของ “กระเบนราหู” ซึ่งอาศัยอยู่ในลำน้ำแม่กลอง พื้นที่ อ.อัมพวา อ.บางคนที และอ.เมืองจ.สมุทรสงคราม ลอยขึ้นมาตายเป็นเบือ โดยถ้านับตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ “สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม” รวบรวมมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จนถึงวันที่ 10 กันยายน นับรวมเบ็ดเสร็จได้ 45 ตัว

ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าใหญ่โคตรๆ

เพราะถ้าเทียบไปแล้ว การเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันของ “กระเบนราหู” ในน้ำแม่กลอง ก็แทบไม่มีความต่างไปจากการเห็น“ช้างป่า” เขาอ่างฤาไน หรือ “เสือโคร่ง” ที่ห้วยขาแข้งมานอน “ตายหมู่” พร้อมๆ กันนับสิบตัว เนื่องจากกระเบนราหูไม่ได้เป็นเพียงแค่กระเบนน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่กระเบนราหูยังถูกยกย่องให้เป็นศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะถูกค้นพบครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้ได้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ฮิมาทูราเจ้าพระยา” (Himantura Chaophraya)และปัจจุบันก็พบได้เฉพาะในประเทศไทย และไม่กี่แห่งในโลก เช่น ลุ่มน้ำโขงเกาะบอร์เนียวตะวันออก ตอนเหนือของออสเตรเลีย เกาะนิวกินี

ดังนั้นการสูญเสีย “กระเบนราหู” ไปพร้อมๆ กันทีเดียวถึงเกือบ 50 ตัว จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้ผ่านแล้วผ่านเลยไปกันง่ายๆ

ยิ่งได้ยินผู้เชี่ยวชาญอย่างอาจารย์ “นันทริกา ชันซื่อ” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดินทางลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ระบุผลการตรวจเลือดพบว่า สาเหตุที่ทำให้ปลากระเบนเสียชีวิตเกิดจากได้รับ “สารเคมี” ที่เป็นพิษต่อระบบไตและระบบเหงือก ทำให้ความสามารถการควบคุมความสมดุลในร่างกายเสียไป แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากสารพิษชนิดใด ซึ่งต้องสำรวจในพื้นที่ว่ามีการปล่อยสารอะไรออกมาบ้าง แต่ไม่น่าจะใช่ยาฆ่าแมลง เพราะยาฆ่าแมลงมีผลต่อตับ แต่ตับปลากระเบนไม่เปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งสารที่พบเป็นสารที่ออกฤทธิ์เฉียบพลัน ไม่ได้ออกฤทธิ์สะสม จึงไม่ใช่โลหะหนัก

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาจากการลักลอบปล่อยสารพิษลงในน้ำแม่กลอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของชาวบ้านที่อ้างถึงการพบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่บริเวณเหนือน้ำในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปล่อยสารเคมีต้องสงสัยลงสู่น้ำแม่กลองในช่วงก่อนหน้านี้ได้อย่างบังเอิญสอดคล้องกันแบบพอดิบพอดี

ทั้งนี้หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย ก็ต้องถือว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักลอบปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมมาสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ้านับเหตุการณ์เล็กเหตุการณ์น้อย เช่น ปลาในกระชังลอยขึ้นมาตายการลักลอบทิ้งสารเคมีในที่ดินสาธารณะ การปล่อยควันพิษ ก็ยิ่งจะเห็นว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

แต่ที่น่าเสียใจและน่าเสียดายมากที่สุด ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดบทเรียนขึ้นมากี่ครั้งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบและรัฐบาลกลับไม่เคยวางมาตรการป้องกันที่ดีมารับมือได้เลย

ไม่ต้องดูจากที่ไหนมาก แค่เหตุเกิดกับ “กระเบนราหู” รอบนี้ กว่าจะมีหน่วยงานไหนกระดิกกระเดี้ยทำอะไรได้ก็ต้องกินเวลาไปหลายต่อหลายวัน ขณะที่ระดับนโยบายทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาล ก็แทบไม่หือไม่อืออะไรสักอย่าง

ผมเห็นแค่นายกฯให้สัมภาษณ์ 5 บรรทัดให้เร่งหาสาเหตุ ส่วนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ก็แทบไม่ได้ขยับหรือส่งสัญญาณใดๆ ออกมา ทั้งที่น่าจะรู้ว่ากรณีนี้มีความสำคัญอย่างไร

นี่จึงสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องไปพูดถึงการติดตามหาคนรับผิดชอบกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้

เห็นแล้วก็น่าเศร้าใจแทนปลากระเบน เพราะคงไม่แคล้วว่าต้องตายฟรี

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ‘เศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย’ อยู่อย่างไรให้รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238637

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าเราลองสังเกตกันดูดีๆจะเห็นว่า มี “กูรู” เศรษฐกิจในประเทศจำนวนไม่น้อย ได้พยายามออกมาเตือนคนไทยให้ระมัดระวังความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ไม่เพียงต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดโลกแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ต้นทุนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และภัยธรรมชาติ ที่ล้วนแต่ส่งผลให้เกษตรกรทุกคนจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงในอาชีพ

“แตกใบอ่อน” สัปดาห์นี้ จึงขออนุญาตนำเสนอบทความพิเศษจาก “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ มาให้พิจารณา เผื่อจะช่วยย้ำเตือนให้เห็นถึงทางเลือกทางรอดในท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งคุณมนตรีแกว่าไว้อย่างนี้ครับ

นับจากนี้ไปเราคงต้องหันกลับมาทบทวนเกี่ยวกับเรื่องของพลังงาน โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำมัน” กันอีกรอบ หลังจากที่ถูกให้ปักใจเชื่อว่ามันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จะต้องหมดไปในระยะเวลาอันสั้น ทำให้หลายประเทศทั่วโลกในอดีตต่างใช้น้ำมันกันแบบจำกัด บ้างก็กักตุนสำรองล่วงหน้ากันเป็นราย 5 ปี หรือ 10 ปีกันเลยทีเดียว ตามแต่งบประมาณของแต่ละประเทศจะเอื้ออำนวย เพราะว่ากันว่า “พลังงานจากซากฟอสซิล” “ทองคำดำ” นั้นมันจะหมดโลกไปจริงๆ

ราคาน้ำมันในห้วงช่วงที่เศรษฐกิจจีนร้อนแรง ปาเข้าไป 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล แต่พอมีการขุดค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่เพิ่มขึ้น โดยสหรัฐอเมริกา (เชลล์แก๊ส) จากชั้นใต้หินดินดานออกมาใช้มากขึ้นๆ จนปัจจุบันนั้นมีความคุ้มค่าต่อต้นทุนการผลิต ราคาก็ต่ำกว่าการนำเข้าจากกลุ่มโอเปกแถบตะวันออกกลาง แถมเป็นการทำให้คู่แข่งอย่างรัสเซียที่มีรายได้จากการขายก๊าซและพลังงานเป็นหลักมีรายได้ลดลง จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดน้อยถอยลงเหลืองเพียง 25-30 เหรียญต่อบาร์เรลในขณะนี้ หลายสิ่งหลายอย่างจึงแปรเปลี่ยนไป

ความต้องการน้ำมันที่น้อยลงโดยจีนเป็นผู้นำ เพราะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว ไม่ร้อนแรงหวือหวาเหมือนช่วงที่กำลังเร่งเครื่องปั๊มตัวเลขทางเศรษฐกิจให้โตแบบก้าวกระโดด ปัจจัยพื้นฐานทั้ง ข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา แร่ธาตุ พลังงาน ก๊าซ น้ำมัน จีนก็ค่อยๆนำเข้าน้อยลง ผนวกกับเศรษฐกิจยุโรป อเมริกาก็แย่พอๆ กัน ซ้ำเติมให้ความต้องการใช้น้ำมันจึงยิ่งน้อยลงไปอีก

ความต้องการใช้น้ำมันน้อยลง และแหล่งผลิตน้ำมันมีเพิ่มมากขึ้นโดยอเมริกา ราคาน้ำมันโลกจึงถดถอย พ่อค้าขายน้ำมันแถบตะวันออกกลางที่เคยร่ำรวยก็ยากจนลง เคยล่ำซำจากการขายน้ำมันที่ 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล เหลือ 25-30 เหรียญต่อบาร์เรล นึกภาพตามนะครับว่า ปกติเราเคยมีรายได้วันละ 100 บาท แล้วจู่ลดลงเหลือเพียงวันละ 25-30 บาท เราจะกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยอีกได้หรือไม่ ในเมื่อไม่ได้ประเทศที่ร่ำรวยจากการขายน้ำมันก็หยุดนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากฝั่งบ้านเรา ทำให้ราคาสินค้าโดยเฉพาะภาคการเกษตรทรุดตัวลงต่ำดังที่เห็น จะปิดประเทศก็ใช่ที่ ขนาดจีน เมียนมา ที่ว่าแน่ๆ ยังต้องเปิดประเทศสร้าง 1 ประเทศ 2 ระบบ มีแมวดำ แมวขาว ที่จับหนูเป็นให้เห็นมาก็หลายปีแล้ว จนประเทศจีนเกือบจะแซงอเมริกาด้วยซ้ำในด้านเศรษฐกิจ ขนาดเปิดประเทศได้เพียงไม่กี่ปี เมียนมาเองก็กำลังตามมาติดๆเช่นเดียวกัน

ในเมื่อโลกภายนอกเราก็ต้องฝ่า โลกภายในก็ต้องสู้ จึงไม่ควรอยู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ รีบนำศาสตร์ของพระราชา “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ ด้วยการทำโซนพอเพียงให้แก่ตนเอง เอาไว้สร้างความสุขในทุกวินาทีที่มีลมหายใจ ในโซนพื้นที่พอเพียงสัก 1 ไร่ (จะมี 100 ไร่ 1,000 ไร่ไม่สำคัญของเพียง 1 ไร่) มีนาข้าว 30% มีสระน้ำ 30% มีป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง 30% มีที่พักอาศัยอีก 10% หิวก็กินข้าว กินผักผลไม้ที่ปลูก กินไข่ กินไก่ กินปลา กุ้งฝอย ฯลฯ โดยไม่ต้องใช้เงิน เมื่อมีพื้นฐานที่แข็งแรงแล้ว ค่อยทำเกษตรเชิงเดี่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปาล์ม ข้าวโพด ฯลฯ ว่ากันไปตามนโยบาย แต่หากพลาดพลั้งเราก็ยังมีโซนพอเพียงนี้ เพราะโซนนี้เป็นพื้นที่ที่มีความสุขทุกวินาทีได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สำหรับท่านผู้อ่านที่มีข้องุนงงสงสัย ต้องการสอบถามหรือขอคำปรึกษา ก็สามารถยกหูไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่หมายเลข 0-2986-1680-2 ด้วยตัวเองที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้โดยตรงครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ขวางทางปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237586

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นเสียยิ่งกว่า “สายฟ้าแลบ” สำหรับคำสั่งโยกย้าย “นายเกษมสันต์ จิณณวาโส” ออกจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้มานั่งตบยุงที่ตำแหน่ง “ผู้ตรวจราชการพิเศษ” ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

แม้การโยกย้ายครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นการเสนอจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้เสนอขอ “รับโอน” ให้มาทำงาน โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสม

แต่หากย้อนไปฟังเสียงของ นายเกษมสันต์ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังรับทราบข่าวดังกล่าวก็จะทราบถึง “กลิ่นอาย” ความไม่ปกติของการโยกย้ายครั้งนี้ เพราะแม้ นายเกษมสันต์ จะบอกว่า ไม่ติดใจกับการโยกย้ายครั้งนี้ แต่เมื่อถูกถามย้ำว่าเป็นเพราะมีความขัดแย้งกับ พล.อ.สุรศักดิ์ มาก่อนหรือไม่ นายเกษมสันต์ ก็ตอบด้วยน้ำเสียงแปล่งๆว่า ขอให้ไปถามรัฐมนตรีเอาเอง แต่โดยส่วนตัวแล้วทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ส่วนเรื่องความขัดแย้งคงไม่ต้องพูดถึง

ส่วนสาเหตุที่แท้จริงสำหรับการโยกย้ายครั้งนี้ แม้จะมีกระแสข่าวว่า ที่ นายเกษมสันต์ ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงอย่างกะทันหัน เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาถูกร้องเรียนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) 18 ตำแหน่ง ซึ่งคนที่ได้จบมาจากโรงเรียนป่าไม้แพร่ทั้งสิ้น ขณะที่ข้าราชการที่จบจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอบไม่ได้แม้แต่คนเดียว จนนำไปสู่การร้องเรียนถึง พล.อ.สุรศักดิ์ ว่าไม่มีความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม หากไปถามคนในสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็จะได้คำตอบอีกอย่าง เพราะข้าราชการที่นั่นพากันวิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า สาเหตุที่แท้จริงเพราะ นายเกษมสันต์ ดันไปขวางทางปืนของ “บิ๊กเต่า” เข้าให้

เรื่องของเรื่องมาจาก พล.อ.สุรศักดิ์ เจ้ากระทรวง พยายามจะผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตาม ม.44 ยุบรวม “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” มารวมกับ “กรมทรัพยากรน้ำ” เพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “สำนักงานคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ” เพื่อมาดูแลเรื่องน้ำทั้งระบบตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.อ.สุรศักดิ์ เองก็เห็นว่า ที่ผ่านมาการทำงานของทั้ง 2 กรมยังไม่เข้าเป้าและต่างคนต่างทำงาน เวลาเกิดน้ำท่วม ภัยแล้งขึ้นมาที ก็ทำงานกันออกทะเล จนรัฐบาลโดนถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงจำเป็นต้องรื้อโครงสร้างการบริหารเดิมๆ และวางโครงสร้างใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทน

แต่คนที่ค้านเรื่องนี้ชนิดหัวชนฝาก็คือ นายเกษมสันต์ เนื่องจากมองว่าเป็นการมองปัญหาที่ไม่รอบด้าน เนื่องจากในการทำงานด้านการจัดการน้ำยังมีหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ “กรมชลประทาน” เข้ามาเกี่ยวด้วย ดังนั้นหากจะมีการปรับโครงสร้างจริง ก็ต้องคุยกันยาว และคุยกันให้ลึกกว่านี้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาลงมือทำแบบดุ่ยๆ ไปเหมือนที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กำลังดำเนินการ

พอออกเสียงคัดค้านทัดทานกันมากเข้าก็เลยกลายเป็นความขัดแย้ง ขณะเดียวกันก็มีคนในรัฐบาลเองก็เริ่มไม่แฮบปี้ที่เห็น นายเกษมสันต์ เที่ยวไปพูดแสดงความไม่เห็นด้วยต่างวาระต่างๆหลายครั้ง สุดท้ายผลจึงออกมาแบบที่เห็น คือ เมื่อขวางทางปืน ก็เลยต้องโดนลูกปืนเขี่ยให้พ้นทาง

อย่างไรก็ตาม “บิ๊กเต่า” และบิ๊กรัฐบาลก็อย่าเพิ่งประมาทไป

เพราะแว่วมาเหมือนกันว่า งานนี้ ยังไม่จบ!

มะลิลา

แตกใบอ่อน : คำสั่งคสช.เช็ดล้างหายนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236470

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงเป็นข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่องสำหรับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 56/2559 เรื่อง “การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด” ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ลงนามออกคำสั่งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับตั้งแต่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา

เนื้อหาของข่าวที่ตามมาหลังมีคำสั่ง จะเน้นไปที่โครงการจำนำข้าวเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความเสียหายมโหฬารแก่ประเทศชาติ และคำสั่งนี้ก็ถูกตีความว่า เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อนำมาชดใช้คืนแก่แผ่นดิน ซึ่งตัวหลักคือ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะต้องรับผิดชอบต่อโครงการจำนำข้าวโดยภาพรวมทั้งหมดที่มีความเสียหายหลายแสนล้านบาท นอกจากนั้นก็เป็น 2 อดีตรัฐมนตรีคือ บุญทรง เตริยาภิรมย์กับภูมิ สาระผล พร้อมกับอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์อีกรวม 6 คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการระบายขายข้าวแบบ“จีทูจี”เก๊ ซึ่งล่าสุดถูกประเดิมคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมกันถึง 2 หมื่นล้านบาท

เรื่องจ่อ “ยึดทรัพย์” คดีจำนำข้าว จึงเป็นประเด็นหลักที่ถูกเขียนถึงมากมาย แต่ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 นี้ ไม่ใช่มีเฉพาะข้าวเท่านั้น ยังมีเรื่อง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”กับ “มันสำปะหลัง”ที่มีโครงการรับซื้อแทรกแซงมาเก็บไว้จำนวนมหาศาลอยู่หลายปี จนเน่าเสีย ก่อความเสียหายสะสมมากมาย แบบเดียวกับ“ข้าว”ที่รับจำนำไว้

คำสั่ง คสช.ที่ 56/2559 ระบุเหตุผลโดยสรุปว่า เพราะที่ผ่านมามีการดําเนินโครงการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเกษตรหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการรับจํานําข้าวเปลือก โครงการแทรกแซงมันสําปะหลัง หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คงเหลือเก็บอยู่ในการดูแลของรัฐจํานวนมาก หากเก็บรักษาหรือระบายสู่ตลาดไม่รอบคอบหรือไม่สุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ ทั้งรัฐต้องจัดสรรงบฯดูแลอีกมาก ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐก็ต้องเร่งระบายออกสู่ตลาดให้เหมาะสม มิให้เสื่อมสภาพ จนเสื่อมราคา ทั้งยังต้องดําเนินการให้ผู้ที่ต้องรับผิด ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐ

คำสั่งนี้จึงตั้งบุคคลหรือคณะในรูปแบบต่างๆ ให้มีอำนาจเข้ามาจัดการกับ“มันสําปะหลัง” และ “ข้าวโพด” ที่อยู่ในการดูแลรักษาของรัฐ เช่นเดียวกับ “ข้าว” ที่เคยมีคำสั่งไปก่อนหน้านี้แล้ว สามารถจะระบายขายออกด้วยวิธีการใดๆ ให้รวดเร็วขึ้น ถ้าทำแบบสุจริต ก็ได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกฟ้องเอาผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย จากผู้ที่เสียหาย

นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ติดตามหาผู้ที่ต้องรับผิดความเสียหายที่ผ่านมาจากการดำเนินโครงการและเรียกให้ผู้นั้น ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐตามกฎหมายด้วย

เรื่อง“ข้าว”ที่รับจำนำไว้ อย่างที่ทราบกันแพร่หลายว่า มีความเสียหายมูลค่าหลายแสนล้าน และนับวันก็ยิ่งเสียหายเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายต่างๆในการเก็บรักษา ส่วน“มันสำปะหลัง”และ“ข้าวโพด”ก็มีตัวเลขความเสียหายร่วมกันหลายพันหลายหมื่นล้านบาททีเดียว

ก่อนหน้านี้เมื่อกลางปีที่ผ่านมาองค์การคลังสินค้า (อคส.) ถึงกับเคยเสนอกระทรวงพาณิชย์ขอให้รัฐบาลอนุมัติเผาทำลาย “มันเส้น” 387,000 ตัน และ “ข้าวโพด” 94,000 ตัน เพราะที่เก็บไว้เน่าเสียใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ มีแต่เป็นภาระที่ต้องเสียค่าเก็บรักษาเดือนหลายสิบล้านบาท

ขณะที่ล่าสุดหลังมีคำสั่ง คสช.ที่ 56/2559 นี้ ทางพล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า (อคส.)เผยว่า คำสั่งนี้จะช่วยให้ทำงานได้อย่างสบายใจในการระบายสินค้าที่เก็บอยู่ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลมี“มันเส้น” ตามโครงการแทรกแซงเหลือในสต๊อก 340,000 ตันเสียค่าใช้จ่ายเก็บรักษาเดือนละ 50 ล้านบาทข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกราว 94,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพ จึงต้องเร่งระบายออกให้หมด ไม่ให้เป็นภาระต่อไป

ครับ ก็ต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า โครงการในลักษณะของการแทรกแซงราคาสินค้าการเกษตรในอดีตที่นักการเมืองทำเป็นว่า“ช่วย”แต่แท้จริงทำเพื่อ“โกง” ได้พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า มีแต่สร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติและตัวเกษตรกรเอง

ในอนาคต ประเทศชาติไม่สมควรจะต้องมาตามล้างตามเช็ด “หายนะ” ที่เกิดแบบนี้อีก ฉะนั้นเกษตรกรเองต้อง“ตาสว่าง” อย่าปล่อยให้นโยบายผลาญชาติแบบนี้ มามีอิทธิพลในการตัดสินใจกาบัตรเลือก“คนเลว”มามีอำนาจอีก

สาโรช บุญแสง

แตกใบอ่อน : จุลินทรีย์ช่วยให้ดินดี มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อ..ไม่ต้องหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236260

807934531

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความจริงได้รับบทความชิ้นนี้จากคุณ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อให้ท่านผู้อ่านเสียที ทั้งที่มีเนื้อหาน่าสนใจเพราะว่าด้วย “จุลินทรีย์” ที่มีอยู่ในธรรมชาติ สามารถนำมาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะการนำมาปรับปรุงบำรุงดิน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อต้องหาให้สิ้นเปลืองกระเป๋าสตางค์ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ขอเชิญทัศนากันตามสะดวกครับ

มะลิลา

ในทางจุลชีววิทยานักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะคัดเลือก ค้นหาจุลินทรีย์ที่ดีมีคุณภาพเพื่อนำมาใช้ในวงการเกษตร โดยเฉพาะเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ปัจจุบันนั้นก็ถือได้ว่าเริ่มมีการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพในการป้องกันกำจัดโรคแมลงมากขึ้นในภาคสนาม เทียบกับเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาครัฐที่นำโดยกรมพัฒนาที่ดินในรูปแบบของ พ.ด. เบอร์ต่างๆ และก็ตามมาด้วยกรมส่งเสริมการเกษตรที่สอนให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (TricodermaHarzianum spp.) และราขาว บิวเวอร์เรีย (BeauveriaBassiana spp.) กับเมล็ดธัญพืชอย่างข้าวฟ่าง ข้าวโพด แล้วนำมาคัดกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปฉีดพ่นในแปลงไร่มันสำปะหลัง ในแปลงนาข้าว และสาขาอาชีพอื่นๆที่มีปัญหาจากศัตรูพืชตระกูลเพลี้ยต่างๆ

สำหรับส่วนในนามนักวิชาการก็มีท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ที่ส่งเสริมเรื่องการใช้จุลินทรีย์ทดแทนการใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเรียกว่าอาจจะก่อนหน่วยงานภาครัฐเสียด้วยซ้ำ โดยเริ่มมาตั้งแต่การเพาะเห็ดในอดีตหลายสิบปี และก็มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็น บีทีชีวภาพ ปราบหนอน,บีเอส พลายแก้ว ปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้มมะนาว ราเขียว ราดำ ราเมือก ในเห็ด, ไมโตฟากัสปราบไร, ทริปโตฝาจ ปราบเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้งเพลี้ยไฟไรแดง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และ เมธาไรเซียม ปราบปลวกร้ายในอาคารบ้านเรือน ซึ่งจุลินทรีย์ชีวภาพที่ใช้ปราบโรคแมลงศัตรูพืชนี้ จะต้องผ่านการวิเคราะห์วิจัยทดสอบถึงประสิทธิภาพประสิทธิผลในการสร้างสาร หรือท๊อกซินยับยั้ง โรคแมลงศัตรูพืชต่างๆ ให้ได้ประสิทธิภาพตามที่ต้องการ โดยในนามภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในตอนนั้นท่านอาจารย์ดีพร้อม ได้ให้นิสิต นักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์ วิจัยทำการทดลองและทดสอบยาวนานหลายปีกว่าจะได้จุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กว่าจะได้จุลินทรีย์ดีๆสักตัวเข้ามาใช้ในการเกษตร

ส่วนจุลินทรีย์ท้องถิ่น (Normal Flora) ที่อยู่กันแบบพึ่งพิงอิงอาศัย (Symbiotic Relationship) ช่วยดูแลคุ้มครองป้องภัยมิให้โรคแมลงต่างๆ เข้ามาทำลายพืชที่พี่น้องเกษตรกรเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะประกอบไปด้วยกลุ่มของ รา แบคทีเรีย โปรโตซัว แอคทิโนมัยซีท มัยคอร์รัยซ่า อื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจุลินทรีย์ตัวดี ไม่ทำลายพืชที่เกษตรกรเพาะปลูก

การเลือกดินขุยไผ่ ดินจากป่าสมบูรณ์ ดินจากหน่อกล้วย ดินจากตอซังฟางข้าว ที่ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษ โดยพยายามเลือกระบบนิเวศที่สะอาดปราศจากโรคภัยรบกวนพืช เราก็จะได้จุลินทรีย์ชนิดดีเยอะแยะมากมาย แล้วนำมาขยายจำนวนให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนิยมกากน้ำตาลซึ่งในอดีตเป็นของเหลือใช้ราคาถูก แต่ถ้าไม่มีจริงๆ การใช้น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว ก็ใช้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

การนำมาขยายก็ใช้ในอัตราดินป่าสมบูรณ์จากแหล่งระบบนิเวศต่างๆ ไม่ว่าจะหน่อกล้วย ขุยไผ่ ฯลฯ ด้วยอัตรา 3 ส่วน กับกากน้ำตาล 1 ส่วน ก็จะได้จุลินทรีย์ท้องถิ่นชนิดดี ที่คอยทำหน้าที่คุ้มครองป้องภัยให้กับพืชด้วย แต่หน้าที่ที่โดดเด่นจะเป็นเรื่องของการย่อยสลายเศษซากอินทรีย์วัตถุเสียเป็นส่วนใหญ่ซึ่งสามารถทำหน้าที่ทดแทนจุลินทรีย์จากญี่ปุ่นจากยุโรป อเมริกาได้อย่างสบาย จัดได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะตามหลักของสิ่งมีชีวิตนั้น ถิ่นใครก็ถิ่นมัน อยู่ถิ่นไหนก็เก่งถิ่นนั้น จุลินทรีย์ไทยแลนด์ ลงสู่แปลงนาไทยแลนด์ ย่อมทำงานได้รวดเร็ว ทะมัดทะแมงกว่าจุลินทรย์ที่มาจากเมืองนอกเมืองนาอย่างแน่นอน

จุลินทรีย์ที่โด่นเด่นอย่างมาก ในเรื่องของการย่อยสลายอินทรียวัตถุโดยเฉพาะเศษตอซังฟางข้าว เซลลูโลส ลิกนิน เฮมิเซลลูโลส ฯลฯ นั่นก็คือจุลินทรีย์สัตว์เคี้ยวเอื้อง (วัว ควาย แพะ แกะ เก้ง กระจง จิงโจ้ ยีราฟ อูฐ) การนำมูลวัว มูลควายสด 2 กิโลกรัม หมักกับน้ำสะอาด 20 ลิตร กากน้ำตาล 10 ลิตร ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก (ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร) หมักไว้ 7 วัน ก็นำมาใช้งานได้แล้ว แถมหมักขยายได้เหมือนกับอีเอ็ม ทำงานทดแทนอีเอ็มได้สบาย จุลินทรีย์จากสัตว์เคี้ยวเอื้องเหล่านี้ โดดเด่นมากในเรื่องการย่อยสลายเศษซากอินทรียวัตถุในการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ เป็นจุลินทรีย์
เจ้าถิ่นที่ดีและมีประโยชน์มาก

ดังนั้นจุลินทรีย์ขี้ควาย จุลินทรีย์ขุยไผ่ จุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์ตอซังฟางข้าว จุลินทรีย์จากระบบนิเวศที่ดี ก็คือจุลินทรีย์ที่สามารถช่วยปรับปรุงบำรุงดินของเราให้ดีถ้าเราหมั่นเติมราดรดโดยตรงหรือใส่ไปพร้อมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ โดยไม่ต้องไปเชื่อใคร เพราะจุลินทรีย์ไทยแลนด์ลงสู่แปลงเรือกสวนไร่นาเกษตรกรไทยแลนด์ย่อมดีกว่าแน่นอนครับ และที่สำคัญเราสามารถผลิตได้ด้วยลำแข้งของตนเองไปตลอดชีวิต….โดยไม่ต้องซื้อ

แตกใบอ่อน : อย่า2มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235319

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทำท่าว่าท้ายที่สุดน่าจะถูกปล่อยเลยตามเลยไปเสียแล้ว สำหรับกรณี “ศึกสายเลือด” ภายใน “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช”ระหว่าง อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ “สมัคร ดอนตาปี” กับ หัวหน้าชุดพญาเสือ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” ภายหลังจากชุดพญาเสือบุกเข้าไปตรวจยึดบ้านบนยอดเขาใน อ.วังเจ้าจ.ตาก โดยอ้างได้รับร้องเรียนจากเจ้าของเดิมที่ต้องการยกที่ดินให้หลวง แต่กลับถูก นายสมัคร นำเอาไปทำบ้านพักส่วนตัว

ก่อนที่คล้อยหลังในอีกไม่กี่วันต่อมา “กรมป่าไม้” จะส่งทีม “พยัคฆ์ไพร” ตลอดหลังเข้าตรวจสอบ “ไร่ราชพฤกษ์”ใน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งมีชื่อ “ไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร”พี่ชายของ นายชัยวัฒน์ เป็นผู้ครอบครองอยู่

ที่บอกว่า สุดท้ายเรื่องนี้น่าจะถูกปล่อยให้เลยตามเลย ก็เพราะขืนปล่อยให้ 2 ฝ่าย มาชนกันต่อไป สุดท้ายก็ไม่แคล้วต้องหงายหลังล้มตึงไปทั้งคู่

แล้วดีไม่ดีคนที่เดือดร้อนจะถูกตรวจสอบจะไม่ใช่เพียงแค่2 คนนี้เท่านั้น แต่อาจจะลามไปถึงเจ้าหน้าที่อุทยานและป่าไม้“ขาใหญ่” ที่ต้องถูกตรวจสอบการถือครองที่ดินอีกหลายราย

ไม่เชื่อก็ลองไปฟังเสียงตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือระดับอธิบดีกรมอุทยานฯอย่าง “ธัญญา เนติธรรมกุล” ที่ต่างก็ทำเสียงอ่อนเสียงหวานออกตัวโยนให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมายกันไป

พูดแบบไม่เข้าข้างใครนะครับ

บอกตรงๆ เห็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงทรัพย์ทำกันอยู่แล้วก็อดรู้สึกสังเวชใจไม่ได้

นี่ถ้าเป็นกรณีชาวบ้านรุกป่า รุกที่ดิน ป่านนี้ไม่รู้จะงอมพระรามไปถึงขนาดไหน แต่คราวนี้มีทั้งชื่ออดีตข้าราชการและข้าราชการระดับบิ๊กเนมเข้าไปเกี่ยวข้อง แทนที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีจะสั่งเร่งให้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน แต่กลับรีบออกมาปัดทิ้งเหมือนกลัวอะไรกัน

ต้องไม่ลืมว่า ในบรรดาหน่วยงานรัฐของไทย นอกจาก “ตำรวจ” แล้ว กลุ่มข้าราชการที่ติดโผถูกตั้งข้อครหาเรื่องกินสินบาทคาดสินบนมากไม่แพ้วงการสีกากี ก็คือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลผืนป่านั่นแหละ

ที่พูด ผมไม่ได้ต้องการตั้งข้อกล่าวหา หรือบั่นทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างเข้มแข็งและแข็งขันนะครับ แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ กับพฤติกรรมของผู้หลักผู้ใหญ่ของหน่วยงานแห่งนี้ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าภาระหน้าที่ของตัวเองคืออะไร

ใช่การดูแลผืนป่า ดูแลทรัพยากรของประเทศหรือไม่

ยืนยันครับ เรื่องนี้จะปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้ ผิดถูกก็ต้องพิสูจน์กันให้ชัดเจน อย่ามาทำเป็น 2 มาตรฐาน เป็นอันขาด

มะลิลา