แตกใบอ่อน : เสียงจาก กฟผ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234188

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มีคำชี้แจงจาก “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย”(กฟผ.) จากกรณีการเปิดซองประกวดราคาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งหลายฝ่ายรวมทั้งตัวผมเองต่างรู้สึกสงสัยว่า เพราะเหตุใดทำไมต้อง “เร่งรัด” การเปิดซองประกวดราคาดังกล่าว ทั้งที่ข้อถกเถียงเรื่องการเดินหน้าโครงการนี้ ยังอยู่ในกระบวนการพูดคุยของคณะกรรมการ3 ฝ่ายที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมา โดยคุณ “ยุวดี ธงสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ ทำการแทนผู้ว่าการ กฟผ. ได้ชี้แจงกลับมาดังนี้ครับ

1.ประเด็น กฟผ.เร่งรัดการประมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่

กฟผ.ขอชี้แจงว่า กฟผ. ไม่ได้เร่งรัดการประมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ และได้ดำเนินงานตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน เหตุที่ต้องทำการประกวดราคาโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ คู่ขนานไปกับขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA นั้น ก็เพื่อให้ระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2015) ทั้งนี้ กฟผ. มีการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามข้อคิดเห็นของประชาชนจากการจัดรับฟังความคิดเห็น และตามรายงาน EHIA ที่ได้เสนอต่อกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) และหาก คชก. มีความเห็นเพิ่มเติมก็สามารถปรับปรุงข้อกำหนดโครงการให้เป็นไปตามความเห็นเพิ่มเติมจาก คชก. ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนสามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ กฟผ. ขอยืนยันว่า การเปิดซองประกวดราคานี้ ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย กฟผ. ได้ระบุในเงื่อนไขการสงวนสิทธิ์การออกเอกสารสนองรับราคา (Letter of Intent-LOI) ไว้อย่างชัดเจนว่า จะออกเอกสารสนองรับราคาเมื่อโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงาน EHIA จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนด รวมถึงได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการจากรัฐบาลครบถ้วนแล้วเท่านั้น หากรายงาน EHIA ไม่ผ่านการพิจารณาและคณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติการดำเนินโครงการฯ กฟผ. จะยกเลิกการประกวดราคาในครั้งนี้

2. ประเด็น กฟผ. ไม่ให้เกียรติคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งโดยรัฐบาล และไม่ฟังเสียงประชาชน

กฟผ.ขอชี้แจงว่า กฟผ. เป็นองค์การรัฐวิสาหกิจ ต้องปฏิบัติทุกขั้นตอนในการดำเนินงานตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงผู้กำกับดูแล ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ กฟผ. จะดำเนินการโดยไม่ให้เกียรติคณะกรรมการไตรภาคีที่แต่งตั้งโดยรัฐบาล และยืนยันว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการไตรภาคีทำงานอย่างอิสระ โดย กฟผ. ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสนับสนุนด้านข้อมูล เช่น กรณีที่คณะกรรมการหรืออนุกรรมการลงพื้นที่ จ.กระบี่ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้เปิดขายเอกสารประกวดราคาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึง 22 มิถุนายน 2558 และยื่นซองประกวดราคา ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2558 ซึ่งจะเห็นว่าขั้นตอนดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ก่อนรัฐบาลจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 อย่างไรก็ตาม กฟผ. ยืนยันว่า พร้อมปรับปรุงการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับผลการศึกษาของคณะกรรมการไตรภาคี เนื่องจากคณะกรรมการไตรภาคีถือเป็น “คนกลาง” ซึ่งมีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้ดีที่สุด ก่อนสรุปข้อดีข้อเสียให้รัฐบาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจอนุมัติการดำเนินโครงการ

ไม่เพียงเท่านั้น กฟผ. ยังตระหนักอยู่เสมอว่า ภารกิจหลักของ กฟผ. เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ไม่ใช่การดำเนินการในเชิงธุรกิจ หากแต่เป็นการดูแลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของสาธารณชน ดังนั้น กฟผ. จึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็น และบันทึกไว้ในรายงาน EHIA เพื่อนำเสนอ คชก. จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่

การจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 (ค.1) เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping)

การจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 (ค.2) เพื่อรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนการประเมินและจัดทำร่างรายงาน EHIA ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การจัดสนทนากลุ่มย่อย และการสำรวจความคิดเห็นด้วยแบบสอบถาม โดยมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ และกลุ่มประชากรในพื้นที่ศึกษา ตามจำนวนครัวเรือนทั้งหมดของทุกหมู่บ้านในพื้นที่ศึกษา

การจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 (ค.3) เพื่อทบทวนร่างรายงาน EHIA (Public Review) โดยประกาศเชิญชวนให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งที่สนับสนุนและเห็นต่างต่อโครงการมาร่วมรับฟัง โดยมิได้ปิดกั้นแต่อย่างใด ผู้เข้าร่วมรับฟังสามารถลงชื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดกิจกรรมชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น และข้อห่วงกังวลต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาโรงไฟฟ้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และมีการดูแลสังคม ชุมชนอย่างดีที่สุด

ครับ ทั้งหมดนี้ คือ คำชี้แจงอีกมุมหนึ่งจากผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรงอย่าง กฟผ.

เป็นข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องบันทึกเอาไว้ และติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิดกันต่อไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ตั้งคนผิด คิดจนตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/233098

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คลอดออกมาแล้ว 10 ตำแหน่ง สำหรับโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 “ลอตแรก” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่แทบไม่ต่างไปจากโผที่ถูกปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ไปสักกี่มากน้อย โดยรายชื่อทั้ง 10 เก้าอี้ ประกอบด้วย “สุรพงษ์ เจียสกุล” ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวมาตลอดอยู่แล้วว่า ยังไงก็ต้องหลุดจากเก้าอี้ “เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร” (สศก.) ซึ่งก็ไม่พลาด เมื่อท้ายที่สุดถูกจับมาอยู่ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯแทน

ส่วนอีก 9 คน ประกอบด้วย “นำชัย พรหมมีชัย” จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงฯ เช่นเดียวกับ “ธนิต เอนกวิทย์” ผู้ตรวจราชการฯที่ได้ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงฯ ขณะที่ “สมชาย ชาญณรงค์กุล” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้ดีถูกย้ายไปนั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายต่อมา คือ “สมปอง อินทร์ทอง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และอดีตรองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ที่แบเบอร์มาตั้งแต่ต้นที่จะได้กลับบ้านเดิมในเก้าอี้เลขาธิการ ส.ป.ก. เพื่อไปรับงานสำคัญ คือ การสานต่องานทวงคืนที่ดินจากกลุ่มนายทุนและผู้บุกรุก

“อภัย สุทธิสังข์” อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นงานถนัดเนื่องจากเคยนั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมนี้มาก่อน “บริสุทธิ์ เปรมประพันธ์” จากรองปลัดกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ “สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ” ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร “สุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา” จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม

และสุดท้ายคือ “สัญชัย เกตุวรชัย” ที่ก่อนหน้านี้ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ อุตส่าห์ลงทุนลงแรงโยกจากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไปนั่งเก้าอี้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) กรมชลประทาน เพื่อรอขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ก็เข้าวินไปอย่างไม่ยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ดังที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า รายชื่อโยกย้ายทั้ง 10 ตำแหน่งนี้ เป็นเพียงการโยกย้ายระดับผู้บริหารลอตแรกเท่านั้น เพราะดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า สิ้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ จะมีข้าราชการระดับซี 10 ในกระทรวงเกษตรฯ เกษียณอายุราชการถึง 12 ตำแหน่ง อาทิ “สุเทพ น้อยไพโรจน์” อธิบดีกรมชลประทาน “เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์” อธิบดีกรมฝนหลวง “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. และ “โอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

และนี่ก็ยังไม่นับรวมคนที่ตกอยู่ในกระแสข่าวบัญชีดำที่อาจถูกโยกย้ายพ้นเก้าอี้อธิบดีอีก 2-3 คน เช่น “สุรพงษ์ เจียสกุล” เลขาธิการ สศก. “สุรเดช เตียวตระกูล” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยในรายของเลขาธิการ สศก. นั้น เรียบร้อยโรงเรียน “บิ๊กฉัตร” ไปแล้วตั้งแต่การโยกย้ายในลอตแรก

ส่วนอีก 2 ท่านหลังนี้ยังคงต้องมานั่งลุ้นกันต่อว่า ท้ายที่สุดแล้วจะออกหัวหรือออกก้อย

แต่ที่น่าจับตาไม่น้อยไปกว่ากรมอื่นๆ คือ เก้าอี้ “อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ว่าท้ายที่สุดแล้ว “ใคร” จะเป็นผู้มาดำรงตำแหน่งแทนคุณเลอศักดิ์ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ โดยตามกระแสข่าวที่ออกมาล่าสุดมีชื่อหลุดออกมา คือ “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” รองปลัดกระทรวงฯ และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งถ้าชื่อนี้มาจริงก็อาจจะต้องระวังว่า กรมฝนหลวงฯ มีสิทธิจะวงแตกเอาง่ายๆ

กรมฝนหลวงฯ เป็นกรมสำคัญนะครับ เพราะเปรียบได้กับหน่วยงานที่ต้องบริหารจัดการน้ำจากบนฟ้า เพื่อเอามาทำน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงช่วยบรรเทาภัยแล้ง ช่วยดับไฟป่า แก้ปัญหาหมอกควัน ซึ่งการบริหารจัดการน้ำ
จากฟ้าดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ อาศัยผู้บริหารที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ “เฉพาะด้าน” อยู่พอสมควร

แต่กรมฝนหลวงฯกลับเหมือนมีกรรม ก่อนหน้านี้ก็ถูกทิ้งให้เก้าอี้อธิบดีว่าได้เป็นปีๆ ครั้งพอจะตั้งใครขึ้นมานั่งเก้าอี้บริหาร ก็กลับไปนำคนมาบริหารแบบ “ผิดฝาผิดตัว” สุดท้ายภาระหนักก็ต้องยังไปตกอยู่ที่รองอธิบดีเหมือนเดิม

เพราะฉะนั้นต้องจับตากันให้ดี ถ้าตัวอธิบดีคนใหม่ยังเป็นไปตามโผ ระวังอาจจะได้เห็นรองอธิบดียื่นใบลาออกตามมาก็ได้ เพราะทำงานกันแทบตายแต่ผู้บริหารกลับไม่เคยเห็นหัว

เป็นผม ผมก็ไม่อยู่ครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : หัวเลี้ยวหัวต่อ‘ภูทับเบิก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232011

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น่าละอายอย่างยิ่งกับพฤติกรรมของกลุ่ม “ชาวม้ง” เจ้าของรีสอร์ทบนภูทับเบิก ที่นำชาวบ้านในพื้นที่กว่า 200 คน บุกออกมาปิดถนนทางเข้าหมู่บ้านทับเบิก เพื่อขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอน 19 รีสอร์ทและสถานประกอบการที่ทำผิดกฎหมายบน “ภูทับเบิก” เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

เพราะนี่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกถึงการใช้ “กฎหมู่” มาอยู่เหนือกฎหมายเท่านั้นแต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำเหนียก ไม่สำนึก ถึงพฤติกรรมความผิดของตัวเองที่บังอาจบุกรุกที่ดิน ทำลายธรรมชาติ สร้างรีสอร์ท สร้างที่พัก กอบโกยผลประโยชน์ให้กับตัวเองอย่าง

หน้าด้านๆ มาอย่างต่อเนื่องนานแสนนาน

หากจะย้อนที่มาของที่ดินบน“ภูทับเบิก” แม้แต่เดิมพื้นที่ทั้งหมดจะไม่ใช่พื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าสงวน โดยเป็นเพียงที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ โดยต่อมาเมื่อปี 2509 คณะรัฐมนตรีมีมติมอบที่ดินให้กับ “กรมประชาสงเคราะห์” จำนวน
175,000 ไร่ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นนิคมสร้างตนเองให้ชาวเขาเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร แต่ต่อมาปี 2544 เกิดเหตุดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ ทำให้คณะรัฐมนตรี มีมติคืนที่ดินให้กับกรมป่าไม้ โดยกันไว้ให้กลุ่มชาวเขาไว้ใช้สอย 47,000 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ “ภูทับเบิก” และใกล้เคียง ประมาณ 12,000 ไร่ ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ “เขาค้อ”

รัฐบาลในครั้งนั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินทำกินและทำการเกษตร ไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ โดยชาวเขาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูก “กะหล่ำปลี” จนมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่การครอบครองที่ดินบนภูทับเบิก ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ จะมีก็เพียงใบภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ภทบ.5 ในบางแห่งบางจุดเท่านั้น ทำให้ต่อมาเมื่อการท่องเที่ยวบนภูทับเบิกเริ่มบูม จึงเริ่มมีการบุกรุกที่ดิน รวมถึงแปลสภาพที่ดินจากพื้นที่การเกษตรมาสร้างรีสอร์ทที่พักไม่เว้นแม้แต่การนำที่ดินไปขายต่อให้ “กลุ่มนายทุน” เพื่อเข้ามาตักตวงผลประโยชน์กันอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้นไม่ว่ามองในมุมไหนการก่อสร้างรีสอร์ท ร้านค้า และที่พัก บนภูทับเบิก จึงถือเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ทั้งสิ้น และไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไม รีสอร์ทชุดแรก 19 แห่ง ที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดแล้ว จึงมีความผิด และจะต้องถูกรื้อ

บรรทัดนี้จึงแทบไม่ต้องพูดถึงอีกเลยว่า พฤติกรรม “กฎหมู่” ของชาวม้งที่เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มันถูกหรือผิด

และที่สำคัญไม่ได้เกี่ยวกับปัญหา “ชาติพันธุ์” เหมือนอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามปล่อยข่าวออกมา เพื่อลากโยงไปกล่าวหาปฏิบัติการรื้อถอนรีสอร์ทบนภูทับเบิกของเจ้าหน้าที่ เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นคนเชื้อชาติ สัญชาติไหน ก็ต้องถูกจัดการเหมือนๆ กัน

ต้องไม่ลืมว่า รีสอร์ทที่พักเจ้าปัญหาที่ต้องถูกรื้อถอนไม่ได้มีเพียง 19 รีสอร์ท ที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่ยังมีอีกอย่างน้อยเกือบ 100 แห่ง ซึ่งเป็นของคนในพื้นที่และนายทุนนอกพื้นที่ที่อยู่ในข่ายต้องถูกดำเนินการเช่นกัน และนี่ก็ยังไม่รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องพบกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน

การเปิดเกมรุกสางปัญหากับ 19 รีสอร์ทบน “ภูทับเบิก” ที่คาราคาซังมานานของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ จึงถือเป็นปฏิบัติการสำคัญ ที่จะถอยไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศยอมให้ “กฎหมู่” มาอยู่เหนือกฎหมายเท่านั้น

แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ยังเป็นเปรียบเสมือนเป็นช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” สำคัญ ที่ก้าวไปสู่การขยายผลจัดการการบุกรุกพื้นที่ของรีสอร์ทที่พักรายอื่นๆ ทั้งบนภูทับเบิกและพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ถึงเวลารื้อ‘นมโรงเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230684

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

807934531

ตกเป็นเป้าให้วิจารณ์อย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการ “นมโรงเรียน” ซึ่งนอกจากจะต้องเจอกับปัญหา นมบูด นมเน่า นมเสีย ที่มักไปโผล่สร้างปัญหาตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศอยู่เป็นระยะแล้ว ล่าสุดยังต้องมาโดน “กระทรวงสาธารณสุข” ปล่อยหมัด
เข้าใส่อย่างจัง จากการเปิดเผยผลการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพนมโรงเรียน ซึ่งพบว่า มีนมโรงเรียนที่ตกมาตรฐานถึงร้อยละ 24.9

โดยอธิบดีกรมการแพทย์ “นพ.อภิชัย มงคล” ให้รายละเอียดในเรื่องนี้ว่า ในช่วงระหว่างปี 2555-2558 สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่งทั่วประเทศ ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ ได้ร่วมกันเฝ้าระวังคุณภาพของนมโรงเรียนทั้งชนิดพาสเจอร์ไรส์และยูเอชที โดยเก็บตัวอย่างจำนวน 1,750 ตัวอย่าง แบ่งเป็นชนิดพาสเจอร์ไรส์ 1,190 และยูเอชที 560 ตัวอย่าง มาตรวจวิเคราะห์ด้านโภชนาการและด้านจุลชีววิทยา ตรวจจุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิต เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม (Coliform) เชื้ออีโคไล (E. coli) และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซีลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) เชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes)
เชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella spp.) และเชื้อสเเตปฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus)

ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า มีนมโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานถึง 436 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 24.9 แยกเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ 321 ตัวอย่าง นมยูเอชที 115 ตัวอย่าง โดยสาเหตุที่ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการ 290 ตัวอย่าง เนื่องจากเนื้อนมไม่รวมไขมันต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ผ่านด้านจุลชีววิทยา 95 ตัวอย่าง

สำหรับนม “พาสเจอร์ไรส์” ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 6.9 จุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิตที่ไม่ดี ร้อยละ 3.1 และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 3.8 ขณะที่นม “ยูเอช” ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากพบแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 2.9  เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 0.9 นอกจากนี้ยังพบไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งด้านโภชนาการและจุลชีววิทยา 51 ตัวอย่าง

ผลการตรวจสอบดังกล่าว ต้องบอกตรงๆ ว่า น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เพราะจากตัวเลขร้อยละ 24.9 ของนมตัวอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ถ้าคิดกันอย่างบ้านๆ ก็จะเท่ากับในนมตัวอย่างเกือบทุก 4 กล่องจะต้องพบนมไม่ได้คุณภาพอยู่ 1 กล่อง หรือ 1 ใน 4 ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่สูงมากเกินพอดี

ยิ่งหากจะตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของตรวจสอบก็ยิ่งไม่ต้องสงสัย เพราะหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบ มีแม่งานใหญ่อย่าง “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์” ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ขึ้นชื่อในเรื่องความน่าเชื่อถือด้านการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติ จึงแทบไม่ต้องสงสัยในผลที่ออกมา

ขณะที่เมื่อนำไปเทียบกับเหตุการณ์การพบนมบูด นมเน่า นมเสีย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา ก็ย่อมเป็นเครื่องสะท้อนและยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความ “ไม่นิ่ง” ของมาตรฐานและคุณภาพของนมโรงเรียนใน
บ้านเรา

นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องย้อนกลับไปถึง “คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม” (มิลค์บอร์ด) รวมทั้ง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่อง “นมโรงเรียน” จะต้องกลับไปทบทวนปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพนมที่จะนำไปแจกให้เด็กๆ ทั่วประเทศ

บางทีนี่อาจจะถึงเวลาที่ต้อง “รื้อใหญ่” กันอีกสักครั้งสำหรับนมโรงเรียนในบ้านเรา เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า นมที่เด็กทุกคนได้รับไปดื่มนั้น เป็นนมที่มีคุณภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ปฏิรูปสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229889

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ผ่านมามีข่าวที่ไม่เป็นข่าว เพราะถูกข่าวใหญ่อย่างผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลบเสียมิดชิด แต่ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญและน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลไปสู่การปฏิรูปขบวนการสหกรณ์ไทยในอนาคต

นั่นคือ การลงมติด้วยคะแนนเสียง 149 ต่อ 8 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นชอบให้มีการ “ปฏิรูป” สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ

หลังจากก่อนหน้านี้เกิดปัญหา “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหลายแห่ง

โดยเฉพาะกรณีทุจริต สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นที่ไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าความเสียหายเป็นตัวเลขหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงเสถียรภาพของสหกรณ์ออมทรัพย์รายอื่นๆ ที่นำเงินมาฝากกินดอกเบี้ยอีกจำนวนมาก

ยังไม่นับรวมกับสมาชิกรายย่อยของทั้งสหกรณ์คลองจั่นและสหกรณ์อื่นๆ ที่ต้องได้รับผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่อีกไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนราย

สำหรับประเด็นที่คณะกรรมาธิการเสนอให้มีการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว พอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในอนาคตจะต้องมีการปฏิรูปใน 3 ด้านหลัก คือ การส่งเสริม การพัฒนา และการกำกับดูแล

โดยด้านการส่งเสริม จะมุ่งในประเด็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของสหกรณ์ ให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินกับสมาชิกและประชาชน ในการเก็บออมอย่างมีเป้าหมาย และการวางแผนทางการเงิน สำหรับช่วงวัยต่างๆ รวมไปถึงการลงทุนและประเมินความเสี่ยง การปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน

ขณะที่ด้านการพัฒนา จะต้องมีการพัฒนาทั้งระบบไอทีระบบข้อมูล พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทางการเงิน กำหนดมาตรฐานคุณสมบัติของผู้บริหาร การปรับระบบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ

วางประเด็นการกำกับดูแล ควรให้มีการแบ่งแยกหน่วยงานเพื่อการกำกับดูแลออกเป็นการกำกับดูแลด้านสหกรณ์ และการกำกับดูแลด้านความเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งควรแบ่งเป็นระดับสหกรณ์ขนาดเล็กสินทรัพย์ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งระบบการกำกับดูแลจะต้องมีความชำนาญในการตรวจสอบที่สูงขึ้น รวมถึงผู้บริหารต้องมีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการลงทุนด้วยที่สำคัญควรจัดตั้ง “สำนักงานกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” ขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

โดยหลังจากนี้ สปท. จะมีการนำข้อสรุปดังกล่าว เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบและดำเนินการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วโฉมหน้าของทิศทางการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านเราจะออกมาอย่างไร และสามารถสร้างความโปร่งใสได้อย่างเป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ ซึ่งอีกไม่นานคงได้รู้กัน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : หัวหลัก หัวตอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228768

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทั้งน่าสงสัยและน่าตกใจไม่น้อยกับความเร่งรีบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้จัดให้มีการประกวดราคาและเปิดซองประกวดราคาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งผลปรากฏว่า กลุ่มกิจการค้าร่วม เพาเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า (Power Construction Corporation of China) กับ บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) คือ กลุ่มที่เสนอราคาต่ำสุดในกลุ่มเอกชนที่ยื่นซองประมูล

ความน่าสงสัยในเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ใคร” เป็นผู้จ่อคิวได้ประมูลงานก่อสร้างโครงการนี้ไป แต่อยู่ที่ทำไม กฟผ. ถึงต้อง “เร่งรัด” เปิดซองประมูล

เพราะถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมา เพื่อพิจารณาศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ หรืออาจจะเรียกได้ว่าจนถึงทุกวันนี้ โครงการนี้ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกและสร้างกระแสคัดค้านอย่างรุนแรง ระหว่างกฟผ.กับประชาชนในพื้นที่ในนาม “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน”

แม้กฟผ.จะพยายามบอกว่า การเปิดซองประมูลครั้งนี้ มีเจตนาแค่เพียงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และไม่มีผลผูกพันใดๆในทางกฎหมายทั้งสิ้น

แต่มันก็ยังมีคำถามตามมาว่า ณ เวลานี้มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหนที่จะต้องรีบสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะปัญหาเร่งด่วนเวลานี้ คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากการวางแผนการก่อสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้กฟผ.เองก็ทราบดี ไม่ใช่ไม่เคยทราบ ดังนั้นถ้าผมเป็นนักลงทุน ผมก็คงมองว่าตราบใดที่ยังไม่สามารถจัดการปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ตราบนั้นผมก็ยังคงไม่มีความมั่นใจใดๆ ทั้งสิ้น

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อตามเหตุผลที่กฟผ.ยกขึ้นมาได้

ผมไม่ทราบนะครับว่า สิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ มองการกระทำครั้งนี้ของ กฟผ. แท้จริงแล้ว เป็นความพยายามสร้างแรงกดดันต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้เห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลต้องอนุมัติโครงการในท้ายที่สุดหรือไม่

แต่สิ่งที่ผมกำลังรู้สึก ก็คือ การกระทำครั้งนี้ของ กฟผ. เหมือมกำลังประกาศว่า คณะกรรมการ 3 ฝ่ายและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เป็นเพียง “หัวหลัก หัวตอ” ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับ กฟผ. เพราะถ้าคิดจะให้เกียรติกันจริงๆ ก็ควรรอผลการศึกษาหรือข้อสรุปที่ชัดเจนจากคณะกรรมการชุดนี้เสียก่อน

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ “หัวหลัก หัวตอ” ที่ใครคิดจะเดินข้ามหัวไปยังไงก็ได้ ไม่ต้องฟังเสียง ไม่ต้องสนใจ จะเล่นละคร จะจัดฉาก จะตบตากันยังไงก็ได้

น่ากลัวนะครับความคิดแบบนี้ และคนที่เคยทำให้ประชาชนต้องคิดแบบนี้ ก็พังมาแล้วหลายคน

ไม่ได้ขู่นะครับ เพราะเวลานี้หลายคนเขาเริ่มคิดกันแล้ว

ระวังเถอะ ชาวบ้านเขาจะลุกฮือกันอีกรอบ

มะลิลา

แตกใบอ่อน :อย่าปกป้องคนผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227679

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นข่าวอธิบดีกรมป่าไม้ “ชลธิศ สุรัสวดี” มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย “ไม่ร้ายแรง” 3 ข้าราชการสังกัด สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ของกรมป่าไม้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้เกี่ยวข้องกับกรณีเหตุลวนลามข้าราชการหญิงคนหนึ่งในสังกัดเดียวกัน ขณะเดินทางไปปฏิบัติราชการในต่างจังหวัด ซึ่งหลังเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาแทนที่ผู้บังคับบัญชาจะช่วยปกป้องข้าราชการหญิงผู้เสียหาย แต่กลับสั่งให้ปกปิดเรื่องนี้และห้ามแจ้งความ โดยอ้างว่ากลัวทำให้กรมป่าไม้ เสื่อมเสีย

ผมไม่ทราบว่าคนที่อ่านข่าวนี้แล้วจะรู้สึกยังไงบ้าง

แต่สำหรับผม อดรู้สึกไม่ได้ว่า คำสั่งที่ออกมามันดูคล้ายกับ “อธิบดีกรมป่าไม้” ไม่ได้คิดจะปกป้องข้าราชการหญิงผู้เสียหายเอาเสียเลย

เพราะเมื่อคำสั่งของอธิบดีระบุออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการสอบสวนวินัยที่ “ไม่ร้ายแรง” ก็ย่อมทำให้รู้สึกไม่ต่างไปจากการ “ล็อก” ผลการสอบสวนไม่ให้เป็นอื่น นอกจากความผิดทางวินัย“ไม่ร้ายแรง”

หรือเปรียบได้กับการ “ชี้นำ” ผลการสอบสวนที่จะออกมาในอนาคตนั่นเอง!

แม้คุณชลธิศจะอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องออกคำสั่งมาเช่นนี้ เพราะเป็นข้อเสนอที่จากสำนักบริหารงานกลางกรมป่าไม้ ที่ดูแลเรื่องระเบียบวินัย ซึ่งถูกกำหนดกฎเกณฑ์มาจาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ดังนั้นในเมื่อหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนดเอาไว้เป็นเช่นนี้ ผลจึงต้องออกมาเช่นนี้ แม้จะทำให้ขัดกับความรู้สึกของคนที่ได้รับทราบเรื่องนี้ก็ตาม

น่าเสียดายครับ ที่ตามข่าวคุณชลธิศไม่ได้อธิบายได้ว่าไอ้เจ้าหลักเกณฑ์ที่ว่าของ ก.พ. มันระบุไว้เช่นใด และเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้น มีตรงไหนที่บ่งชี้ว่าเป็นความผิดทางวินัยที่ “ไม่ร้ายแรง” บ้าง

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นหากพูดกันตาม “สามัญสำนึก” ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า “สามัญสำนึก” ของความเป็นคน พฤติกรรมการ “ลวนลาม”หรือ “คุกคาม” ทางเพศ ควรต้องถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

นั่นไม่ใช่เพียงเพราะการก่อเหตุลักษณะดังกล่าวสามารถนำไปสู่กรณีการ “ข่มขืน” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยทุกวันนี้ จนมีคนต้องออกมาเดินชูป้าย “ข่มขืนเท่ากับประหาร” กันอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเท่านั้น แต่การลวนลามและคุกคามทางเพศ ยังเท่ากับเป็นการ “ทำร้าย” ทั้งร่างกายและจิตใจให้กับผู้เสียหายจนบอบช้ำมานักต่อนักแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าคุณชลธิศจะรู้บ้างหรือเปล่าว่า ปัจจุบันนี้มี “ผู้หญิง”กี่คนแล้วที่ต้องตกอยู่ในความหวาดผวาสูญเสียสุขภาพจิต เพียงเพราะการถูกลวนลามทางเพศจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา

ดีไม่ดีเวลานี้ ข้าราชการหญิงคนนั้นก็กำลังตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกเดียวกันนี้

ขอยืนยันครับว่า ความผิดเรื่องการคุกคามทางเพศ ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแวดวงข้าราชการ คนที่เป็น “ผู้บังคับบัญชา” จะต้องไม่ทำสิ่งที่เอื้อให้เกิดการปกป้อง “คนผิด” อย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนี้ ย่อมไม่ต่างไปจากการสนับสนุนให้เกิดการกระทำซ้ำๆ และเกิดความผิดซ้ำซากนั่นเอง

และที่สำคัญ ย่อมไม่ต่างไปจากการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคน และศักดิ์ศรีของข้าราชการให้ดิ่งลึกจมดินลงไปอีก

ความเลวร้ายแบบนี้ อย่าต้องให้มันเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกเลยครับ อะไรที่ทบทวนได้ก็ควรต้องทบทวน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : เห็ดป่าหน้าฝน…ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226542

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฝนมาทีไร ภาพหนึ่งที่เรามักเห็นกันอย่างชินตาก็คือ ชาวบ้านพากันไปเก็บ “เห็ดป่า” มาขายจนสร้างรายได้กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ดังที่เราทราบกันดีว่า “เห็ดป่า” ที่ว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไปเพราะถ้าไม่ระวังให้ดี ไปเจอเห็นพิษเข้า อาจถึงตายได้ทีเดียว

แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าเห็ดแบบไหนมีพิษ แบบไหนกินได้ จะเก็บรักษากันยังไง กินกันยังไง ถ้าใครยังไม่รู้ วันนี้คุณ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ มีข้อมูลมาให้อ่านครับ…

เมื่อเข้าสู่หน้าฝนก็จะมีอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ นั่นก็คืออาชีพเก็บเห็ดป่ามาขายแข่งกับเห็ดบ้าน ซึ่งราคานั้นก็เรียกว่าเห็นน้ำ เห็นเนื้อ มากกว่าเห็ดฟาร์มเห็ดบ้านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเห็ดเผาะและเห็ดถอบ ที่กิโลกรัมละเกือบ 1,000 บาท นอกจากจะมีคนเก็บเห็ดป่ามาขายแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านที่ไปเก็บเห็ดมาบริโภคกินกันเองในครัวเรือน ถึงแม้ว่าจะมีการเตือนให้ระวังทั้งทางสถานีวิทยุต่างๆ เช่น วิทยุ มก.บางเขน รวมถึงในเว็บไซต์ http://www.thaigreenagro.com หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่กินเห็ดพิษ เห็ดเมา ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล ที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ทันก็ดีไป แต่บางรายก็เสียชีวิตเนื่องจากทานเห็ดที่มีพิษร้ายแรงแรงเข้าไป ซึ่งก็เป็นเรื่องทีน่าเสียใจ

ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับเห็ดทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ รวมถึงวิธีการตรวจสอบในเบื้องต้นก่อนจะนำมารับประทาน ก่อนอื่นจะขอแยกชนิดและตระกูลเห็ดอย่างคร่าวๆดังนี้ สำหรับตระกูลเห็ดนั้นมีมากมายหลายชนิด เชื่อกันว่าเห็ดราทั้งหมดนั้นมีกว่า 1,500,000 ชนิด ที่มีการวิเคราะห์วิจัยแล้วก็ประมาณ 100,000 ชนิด (ดำเกิง ป้องพาล , 2545) และท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ได้เคยบรรยายในชนิดที่แบ่งออกมาเป็นราชั้นต่ำอยู่ประมาณ 70,000 ชนิด เป็นเห็ด (ราชั้นสูง) 30,000 ชนิด ในจำนวนนี้จะมีเห็ดเบื่อ เห็ดเมาอยู่ประมาณ 300 ชนิด และที่เป็น “เห็ดพิษ” กินแล้วตายอยู่ประมาณ 3 ชนิด ซึ่งจะเป็นกลุ่ม เฮลเวลล่า (Helvella) และกลุ่ม อะมานิตา (Amanita)ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า เห็ดระโงกหิน มีสีสันฉูดฉาด มีเกร็ด มีวงแหวน มีปลอกและตีนตัน (โคนอวบแน่น) เนื่องด้วยชนิดของเห็ดที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนี้เอง จึงทำให้ยังไม่มีนักวิชาการที่ชำนาญท่านใดที่จะสามารถฟันธงได้อย่างชัดเจนทั้งหมดว่าเห็ดชนิดไหนกินได้ และกินไม่ได้ ทำให้ต้องมีการเตือนภัยกันอยู่เป็นประจำทุกปี เพื่อมิให้ชาวบ้านรับประทานเห็ดที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นวันนี้จึงขอแนะนำเบื้องต้นในเรื่องของการเก็บและรับประทานเห็ด โดยมีหลักและวิธีการเบื้องต้นดังนี้

1.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีอายุน้อยเกินไปจนแยกแยะชนิดไม่ได้

2.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่แก่จัดเกินไป ฝ่อ เน่ายุบ เสียรูป จนจำไม่ได้ว่าเป็นเห็ดชนิดใด

3.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีสีฉูดฉาด กลิ่นหอมฉุน

4.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่หมวกเห็ดมีเกล็ด ครีบดอกด้านล่างและสปอร์ที่ร่วงหล่นมีสีขาว มีวงแหวน มีปลอก ตีนตัน (ลำต้นที่โคนอวบแน่นแข็ง)

5.ไม่ควรรับประทานเห็ดที่มีแมลงหรือหนอนเจาะ ถ้าไม่รู้จักก็ไม่ควรรับประทาน เพราะมีแมลงหรือสัตว์บางชนิดที่รับประทานเห็ดพิษได้

ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยให้นำไปปฏิบัติเบื้องต้นในการรับประทานเห็ด สำหรับวิธีตรวจสอบเห็ดพิษเบื้องต้น แม้จะยังไม่สามารถอาศัยเป็นตำราที่เชื่อเถือได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีวิธีในการตรวจสอบและอาจนำมาพิจารณาใช้ได้ในบางโอกาสดังต่อไปนี้

1.นำข้าวสารต้มกับเห็ด ถ้าไม่เป็นพิษข้าวสารจะสุก ถ้าเป็นพิษข้าวสารจะสุกๆ ดิบๆ

2.ใช้ช้อนเงินคนต้มเห็ด ถ้าช้อนเงินกลายเป็นสีดำจะเป็นเห็ดพิษ เพราะเห็ดบางชนิดจะปล่อยซัลไฟด์เมื่อถูกต้ม

3.ใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษเห็ดจะกลายเป็นสีดำ

4.ใช้หัวหอมต้มกับเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษ หัวหอมจะเป็นสีดำ

5.ใช้มือถูเห็ดจนเป็นรอยแผล ถ้าเป็นพิษรอยแผลนั้นจะเป็นสีดำ แต่สำหรับเห็ดแชมปิญอง (Champignon /Button mushroom) เป็นเห็ดที่รับประทานได้ แต่เมื่อเป็นแผลก็จะเป็นสีดำ และเห็ดพิษอิโนไซเบ ถ้าถูกจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงและน้ำตาล

6.ดอกเห็ดที่มีรอยแมลงและสัตว์กัดกิน เห็ดนั้นไม่เป็นพิษ แต่ก็ต้องระวัง!!!! เพราะว่ากระต่ายสามารถกินเห็ดพิษสกุลอะมานิต้า (Amanita) ได้ และหอยทากก็กินเห็ดพิษได้เช่นกัน

7.เห็ดที่เกิดผิดฤดูกาลมักจะเป็นเห็ดพิษ แต่ทุกวันนี้เกษตรกรสามารถที่จะเพาะเห็ดได้ทุกฤดูกาลตามฟาร์มต่างๆ

8.เห็ดพิษจะมีสีฉูดฉาด  ส่วนเห็ดที่รับประทานได้จะมีสีอ่อนๆ

ข้อสังเกต : วิธีตรวจสอบส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้กับเห็ดพิษสกุล อมานิตา (Amanita)ดังนั้นจึงไม่ควรกินเห็ดที่ไม่รู้จักเป็นอันขาด

เพราะโอกาสในการทดลองอาจจะมีแค่ครั้งเดียว!!!

สาโรช บุญแสง

แตกใบอ่อน : อย่าให้เสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225465

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับว่าออกตัวได้แรงพอสมควร สำหรับปฏิบัติการทวงคืนที่ดินของ “สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” (ส.ป.ก.) ซึ่งนำโดย “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” ภายหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ยื่นดาบอาญาสิทธิให้อำนาจ ส.ป.ก. แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการปัญหาการบุกรุกถือครองที่ดินเขตปฏิรูปโดยมิชอบด้วยกฎหมายของกลุ่มนายทุน นักการเมือง

โดยเฉพาะพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ที่มี“วัชรินทร์ วากะมะนนท์” ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เป็นหัวหอกนำร่องปักป้ายยึดคืนที่ดินที่ถูกบุกรุกทั่วจังหวัดหลายพันไร่ กระทั่งประเดิมได้คืนมาแล้ว 1,263 ไร่ จาก “น.ส.เพียงใจ หาญพาณิชย์” นักธุรกิจเศรษฐีมารดาผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ซึ่งทำหนังสือแสดงความจำนงขอคืนที่ดิน ส.ป.ก. จำนวนดังกล่าวซึ่งอยู่ในครอบครองของตัวเอง เพื่อให้นำไปจัดสรรแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ยังขึ้นบัญชีดำปักป้ายยึดคืนที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของ “วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” หรือ “วัดเสือ” จ.กาญจนบุรี ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวโฉ่และกำลังถูกตรวจสอบเชื่อมโยงกับ “ขบวนการค้าเสือ” ข้ามชาติในขณะนี้อีกร่วมพันไร่

ที่น่าจับตาอีกแห่ง คงหนีไม่พ้น จ.นครราชสีมา ที่มี “ชำนาญ กลิ่นจันทร์” ปฏิรูปที่ดินจังหวัด เป็นผู้นำทัพการตรวจสอบ โดยมีที่ดินเขตปฏิรูปที่มีเนื้อที่เกิน 500 ไร่ เป้าหมาย 134 แปลง ในพื้นที่ 18 อำเภอ รวมแล้วมากถึง 113,964 ไร่

ความน่าสนใจของการตรวจสอบการครอบครองที่ดินเขตปฏิรูปใน จ.นครราชสีมา ไม่ได้มีแค่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่มีมากถึง 113,964 ไร่ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่เป้าหมายการทวงคืนทั่วประเทศจำนวน 422 แปลง ใน 25 จังหวัด รวมกว่า 430,000 ไร่ เท่านั้น

แต่ประเด็นยังอยู่ที่การบุกรุกหรือครอบครองพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในโคราช เป็นถือครองโดยบุคคลระดับ “ขาใหญ่” และเปี่ยมไปด้วยบารมีแทบทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ก็เช่น กรณีที่ดินของศูนย์ปฏิบัติธรรม “เวิลด์พีซ วัลเล่ย์” ซึ่งว่ากันว่าเป็นเครือข่ายของ “วัดพระธรรมกาย” อันยิ่งใหญ่ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

นี่ยังไม่นับรวมถึงรีสอร์ท สนามแข่งรถบ้านตากอากาศ เรือกสวน ไร่ นา ที่ต่างมีนักการเมืองระดับท้องถิ่น ระดับชาติ รวมถึงนายทุนผู้มีอิทธิพลรายเล็กรายใหญ่อยู่เบื้องหลังอยู่อีกหลายแปลง หลายพันไร่ โดยเฉพาะแถบเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ซึ่งส.ป.ก.เองก็ทราบปัญหามาตลอด แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการจัดการหรือเรียกคืนที่ดินกลับมาได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน

ที่สำคัญปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่แค่“โคราช” แห่งเดียว แต่ยังหมายรวมถึงปัญหาในพื้นที่อื่นๆ เกือบทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเลขาธิการ ส.ป.ก. “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เป็นผู้ให้ข้อมูลเองว่า ที่ดินเขตปฏิรูปที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในปัจจุบัน จะถูกครอบครองโดยกลุ่มใหญ่ 5 กลุ่ม คือ นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองระดับท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล นายทุนเศรษฐี และกลุ่มที่เคยทำสัมปทานป่าไม้มาก่อน

โดยที่ดินตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนักการเมืองมากที่สุดมากกว่า 50%

นั่นจึงทำให้การแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะพอพื้นที่รายงานเข้ามาที่ส่วนกลาง แทนที่จะได้ดำเนินการต่อ ก็ถูกพวกนักการเมืองเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงจนข้าราชการได้แต่มองตาปริบๆ ไม่สามารถทำอะไรได้

ใครที่กล้าหือ ก็โดนเด้งโดนย้ายออกไปจนหมด

ดังนั้นเมื่อเวลานี้ ส.ป.ก. ได้ดาบอาญาสิทธิ์ มาแล้ว ก็ต้องแสดงฝีมือกันให้เต็มที่

อย่าทำให้เสียของเป็นอันขาด

มะลิลา

แตกใบอ่อน : รอดูฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224305

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลังจากเงื้อง่าปล่อยข่าวมาหลายสัปดาห์ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ฤกษ์งัด “ม.44” ลงนามประกาศคำสั่งคสช. ฉบับที่ 36/2559 ให้อำนาจแก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าไปจัดการสางปัญหาการครอบครองและรุกล้ำที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยข้อใหญ่ใจความของคำสั่งฉบับนี้ สรุปได้คร่าวๆว่า พื้นที่เป้าหมายที่ ส.ป.ก. ต้องเข้าไปจัดการมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1.ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป 2.ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์แล้ว และครอบครองโดยบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดิน เนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป และ 3.ที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบให้ส.ป.ก. และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป

สำหรับกรณีที่ดินซึ่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป ส.ป.ก. จะต้องประกาศพื้นที่เป้าหมายแล้วให้ผู้ที่ครอบครองที่ดิน นำเอกสารสิทธิมาแสดงภายใน 15 วัน และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน โดยเอกสารประกอบด้วย โฉนดที่ดิน หรือหนังสือตราจอง เอกสาร น.ส.3 หรือ น.ส.3 กหรือ น.ส 3 ข หลักฐานการแสดงการครอบครองที่ดิน (สค.1) หรือใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิ์ในที่ดิน (สค.2) ใบจอง ใบเหยียบย่ำหรือหนังสือแสดงการทำประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ(น.ค. 3 หรือ กสน. 3 หรือ กสน. 5) หากไม่มาแสดงในกำหนด ให้ ส.ป.ก. เข้ารื้อถอนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่ง

ขณะที่กรณีผู้ครอบครองหรือซื้อที่ดินต่อจากเกษตรกร 100 ไร่ขึ้นไป ให้ส.ป.ก.มีอำนาจเรียกมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสาร และในกรณีที่ดินที่มีการครอบครองมากกว่า 500 ไร่ ซึ่งศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ให้เลขาธิการ ส.ป.ก. แต่งตั้งนำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปดำเนินการ โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งยึด รื้อถอน

โดยเบื้องต้นมีพื้นที่เป้าหมายที่ ส.ป.ก. เตรียมออกประกาศเบ็ดเสร็จจำนวน 4.3 แสนไร่ ใน 25 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 6 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี รวม 7.3 หมื่นไร่ ภาคอีสาน 5 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุดรธานี รวม 1.2 แสนไร่ ภาคกลาง 10 จังหวัด คือกาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี สระแก้ว และสระบุรี รวม 1.9แสนไร่ ภาคใต้ 4 จังหวัด คือ กระบี่ ชุมพร ยะลา และสุราษฎร์ธานี รวม 3.3 หมื่นไร่

นี่คือเนื้อหาโดยสรุปของคำสั่ง คสช. ที่ 36/2559 ซึ่งเปรียบได้กับการ “ปลดล็อก” และยื่นดาบให้กับ ส.ป.ก. ในการติดตามและสางปัญหาการถือครองที่ดินผิดกฎหมายเพื่อนำที่ดินมาจัดสรรให้กับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ซึ่งหลังจากนี้ก็คงต้องรอดูฝีมือของ ส.ป.ก.ว่า เมื่อได้ “ดาบ” มาแล้ว จะสามารถใช้ดาบเล่มนี้ได้มากน้อยและเป็นธรรมขนาดไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

มะลิลา