แตกใบอ่อน : ‘หญ้า’ไม่ใช่แค่วัชพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223181

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

807934531

ได้รับบทความดีๆ จาก “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งรอบนี้ว่าด้วยเรื่อง “หญ้า” วัชพืชต้นเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมีปัญหา เพราะทุกวันนี้เกษตรกรแห่ใช้ยาฆ่าหญ้ามาใช้กันเป็นทิวแถว ซึ่งสร้างผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของตัวเกษตรกร และโดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีมูลค่าการนำเข้านับหมื่นล้านบาท ทั้งที่ความจริงเราสามารถจัดการได้ไม่ยาก และมีประโยชน์อยู่พอสมควร ซึ่งคุณมนตรีแกว่าไว้ดังนี้ครับ

จากสถิติของสำนักเศรษฐกิจการเกษตรเกี่ยวกับเรื่องการนำเข้ายาฆ่าหญ้า และยาคุมหญ้า ในแต่ละปีมีมูลค่าเป็นหมื่นๆ ล้านบาท (11,924 ล้านบาท จากปี 2557) ซึ่งมากกว่าการนำเข้ายาฆ่าแมลงและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันเสียอีก แสดงว่าทัศนคติของพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่มองว่าหญ้าและวัชพืชที่อยู่ในแปลงเรือกสวนไร่นาเป็นศัตรูตัวร้าย จะเห็นได้จากร้านขายปุ๋ยขายยาทั้งที่เปิดมานานหลายชั่วอายุคน หรือเพิ่งเปิดแบบร้านใหม่ป้ายแดง  ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นได้ว่าสินค้าที่วางโชว์อยู่หน้าร้าน หรือตามชั้นวางสินค้าที่มีมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นยาคุมหญ้าหรือยาฆ่าหญ้า เพราะซื้อง่ายขายคล่อง อาจจะจัดได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับพี่น้องเกษตรกรอีกชนิดหนึ่งก็ว่าได้

วันนี้อยากให้ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรได้เห็นอีกด้านหนึ่งของหญ้าหรือวัชพืช ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในแปลงเรือกสวนไร่นา อย่างเช่น ต้นหญ้าหรือวัชพืชนั้นช่วยทำให้เกิดร่มเงาความชุ่มชื้นแก่พื้นดิน ทำให้ดินนั้นโปร่ง ฟู ร่วนซุย แบบธรรมชาติ เพราะว่าการที่มีหญ้าหรือวัชพืชที่เขียวขจี มีร่มเงาอยู่บนพื้นดินนั้น ก็เปรียบเหมือนกับว่าเป็นบ้านเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน ช่วยทำให้ดินมีกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่ตลอดเวลา (symbiosis) และดิน ณ ที่นั้นๆ ไม่เป็น “ดินตาย” เพราะหญ้านั้นจัดได้ว่าเป็นพืชชนิดหนึ่ง ถ้าหากเรากระหน่ำซ้ำเติม ราดรดยาฆ่าและคุมหญ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  สารเคมีเหล่านี้ก็จะสะสมตกค้างจนมีความเข้มข้นมากพอที่จะทำให้พืชหลักที่เราปลูกไว้นั้น ได้รับผลกระทบจนเกิดความเสียหายได้ เพราะพืชหลักที่เราปลูกก็ล้วนแต่เป็นพืชเหมือนกัน เพียงแต่ว่าลำต้นและขนาดอาจจะแตกต่างกันเท่านั้น แต่ถ้ายาคุมและฆ่าหญ้ามีปริมาณการสะสมที่มากขึ้น ก็อาจจะทำให้พืชที่เราปลูกไม่โตดังที่ตั้งใจ (Antibiosis) ต้องสิ้นเปลืองปุ๋ยยาฮอร์โมนในการฉีดพ่นเร่งให้พืชโตมากขึ้นอีก

บางคนคิดว่า ต้นหญ้าหรือวัชพืชนั้น จะแย่งอาหารหรือปุ๋ยของพืชหลักที่ปลูกเอาไว้ โดยหารู้ไม่ว่าหญ้านั้นเขาก็กินและสะสมอาหารในดินได้เท่าที่ลำต้นเล็กๆของเขาจะนำเข้าไปได้ และถ้าเราหมั่นตัดหญ้าให้ดูสวยงาม สั้นประมาณเหนือตาตุ่ม เศษซากหญ้าที่ถูกตัดขาดก็จะค่อยๆย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยคืนไปสู่ผืนดิน ที่ดูดกินเข้าไปเท่าไร ก็จะปล่อยคืนออกมาให้ได้เท่านั้น

ประโยชน์ของการที่มีหญ้าอยู่นั้นนอกจากจะทำให้ดินนุ่มชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยทำหน้าที่ลดการสูญเสียน้ำไปจากผิวดิน เมื่อตัดหญ้า เศษซากของหญ้านำไปกลบทับที่บริเวณโคนต้นผิวหน้าดินก็ช่วยลดการระเหยของน้ำผิวดิน ช่วยปกป้องพืชจากสภาพอากาศที่แห้งและหนาวเย็น เป็นการคืนปุ๋ยไปสู่ดิน แถมยังเป็นบ้านที่อยู่อาศัยให้ตัวห้ำ ตัวเบียน ช่วยลดการเข้าทำลายระบาดของแมลงศัตรูพืช เป็นบ้านให้ไส้เดือน จุลินทรีย์ แอคติโนมัยซีส ยีสต์ ราโปรโตซัวต่างๆ ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ในระยะยาว ทำให้พื้นที่เพาะปลูกเราเหมือนกับผืนดินตามป่าเขาลำเนาไพร ที่ไม่ต้องมีมนุษย์คนใดไปรดน้ำใส่ปุ๋ยหรือฉีดพ่นปุ๋ยยาฮอร์โมนแม้แต่หยดละอองเดียว ก็สามารถที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เช่นเดียวกัน และที่สำคัญ ยังเป็นการช่วยเก็บรักษาผืนดินที่มีค่าเอาไว้ให้ลูกหลานของเราได้ใช้สืบไปตราบนานเท่านาน

แตกใบอ่อน : ‘น้ำขัง’หนักกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/222015

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เห็นสภาพเมืองกรุงช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาคงบอกได้คำเดียวว่า “ไม่น่าไว้ใจ” เลย

เพราะดังที่เห็นกันอยู่ว่า ฝนมาไม่ทันไร หลายพื้นที่ก็ต้องเจอกับสภาพน้ำท่วมขังกันชนิดเจิ่งนองเต็มไปหมดแทบทุกตรอกซอกซอย ซึ่งไม่ว่าผู้ว่าฯกทม. “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” จะเรียกว่า “น้ำขัง” รอการระบาย หรือเรียกว่าอะไร แต่ที่ชาวบ้านเขาเจอก็คือสภาพของ “น้ำท่วม” และรถติดหนึบไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนชาวบ้านต้องออกมาบ่นด่ากันขรมไปหมด

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

ถ้าลองย้อนเหตุการณ์ไปดู เมื่อประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุทำนองเดียวกัน หรือถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงคราวที่ผู้ว่าฯไล่คนกรุงที่ออกมาบ่นมาด่าให้ไป “อยู่ดอย” นั่นล่ะครับ

ความเหมือนกันของเหตุการณ์ในคราวนั้นกับครั้งนี้ ก็คือ จู่ๆ หลังจากเกิดฝนตกลงมาแค่ห่าเดียว สิ่งที่ทุกคนต้องเจอ คือสภาพน้ำท่วมขังอย่างหนักไม่ต่างจากในครั้งนี้ ทำให้หลายคนออกมาตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพการทำงานของ “อุโมงค์ยักษ์” ระบายน้ำของ กทม. ที่ทุ่มเงินไปไม่รู้กี่หมื่นกี่พันล้าน แต่ท้ายที่สุดก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่รอบนั้นผู้ว่าฯยังพอรอดตัวไปได้ เพราะเมื่อไล่ดูกันจริงๆ ก็พบว่า ตามคู่คลองและท่อระบายน้ำแห่งต่างๆ มีขยะสารพัดอย่าง ตั้งแต่ระดับใหญ่ๆอย่างตู้ โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ไปจนถึงเศษถุงพลาสติกเล็กๆ น้อยๆ อยู่เกลื่อนเต็มไปหมด ทำให้ไม่น่าแปลกใจเท่าไรว่าทำไมการระบายน้ำของ กทม. จึงห่วยแตกได้ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับรอบนี้ ถ้าจะหันกลับมาโทษขยะ โทษความมักง่ายของคนกรุงกันเหมือนเดิม ถามว่า จะโทษได้หรือเปล่า ผมก็ว่ายังได้อยู่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ความมักง่ายพวกนี้ไม่เคยหายไปเลยจริงๆ เคยทิ้งยังไงก็ยังทิ้งกันอยู่แบบนั้น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้เก็บกันให้ตายไปข้าง ขยะก็ไม่มีทางหมด

ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างแรกเลยก็ต้องบอกว่า คนเมืองกรุงคงโทษใครไม่ได้นอกจากจะต้องโทษตัวเอง โทษความไม่มีวินัยในการทิ้งขยะของตัวเอง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ และต้องปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีอีกกี่อุโมงค์ยักษ์ ก็คงช่วยไม่ได้

แต่เหตุที่เกิดขึ้น ครั้นจะไม่ถามหา “ความรับผิดชอบ” จากกทม.เลยก็คงจะไม่ได้ เพราะอย่างที่บอก บทเรียนมันมีอยู่แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 และรู้ทั้งรู้ว่ากำลังเข้าหน้าฝน แต่แทนที่ กทม. จะเตรียมพร้อมป้องกัน กลับกลายเป็นว่าชาวบ้านชาวช่องต้องมาเจอกับสภาพที่หนักกว่าเดิม

นี่แม้แต่ในขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ฝนห่าใหญ่ห่าใหม่ก็กำลังลงเม็ดตกลงมาอีกแล้ว ขณะที่ไอ้เจ้า“น้ำขัง”รอการระบายที่ผู้ว่าฯบอกไว้ ก็ยังระบายไม่หมดเสียที แล้วแบบนี้มันจะรอดหรือเปล่า

เรื่องปัญหาการระบายน้ำในกทม.ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้ แต่คนเขาก็รู้กันทั้งบาง ขนาดวันก่อนนายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังหยิบเอามาพูดถึง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อรู้แล้วได้จัดการยังไง หรือทำอะไรเพื่อช่วยแก้ไขหรือรับมือลงไปบ้าง

“กรรม” เป็นเครื่องชี้ผลแห่งการกระทำครับ อย่ามาโฆษณาชวนเชื่อให้เสียเวลาว่าทำโน่นทำนี่ไปแล้ว เพราะถ้าทำก็คงไม่สาหัสกันขนาดนี้

แทนที่ก่อนหน้านี้จะหาทางจัดการกับปัญหาการทิ้งขยะ แทนที่จะคิดลงทุนรื้อระบบการระบายน้ำเพื่อกำจัด “จุดอ่อน” ไปให้หมดเสียตั้งแต่เริ่มเห็นบทเรียนเมื่อปีที่แล้ว แต่นี่กลับปล่อยให้คาราคาซังเกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีกจนได้

อย่าบอกนะครับว่าไม่มีงบประมาณ ถ้าไม่รู้จะหาจากไหนก็ลองไปดูโครงการสร้าง “แลนด์มาร์คเจ้าพระยา” เห็นมีตั้ง 1.4 หมื่นล้าน ลองเอามาสร้างมาปรับระบบระบายน้ำก่อนจะดีกว่าหรือไม่ เพราะโครงการนี้ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร

วันนี้ทั้งรัฐบาลและกทม.ต้องกลับไปคิด ไปทบทวนได้แล้วนะครับ อย่าปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังอยู่แบบนี้ ไม่งั้นคงได้ “น้ำขัง” กันอีกหลายเดือน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อย่าวนอยู่.ในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/220840

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

807934531

ประเทศไทยเหมือนเป็นประเทศที่อาภัพเรื่อง “พลังงาน” เพราะเห็นรัฐบาล กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้า ออกมาพูดแล้วพูดอีกถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางพลังงาน และแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนวันหนึ่งกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่จะไม่เพียงพอ

พูดไม่พูดเปล่า โปรเจกท์สร้างโรงไฟฟ้าผุดออกมาเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินแถบชายฝั่งทะเลภาคใต้ กระทั่งกลายเป็นปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบไม่สิ้นระหว่างชาวบ้านกับการไฟฟ้าที่มีคนของรัฐยืนอยู่ข้างๆ

เชื่อหรือเปล่าครับว่า ย้อนหลังไปเป็นสิบปี ชาวบ้าน นักวิชาการ และใครต่อใคร พยายามบอกรัฐบาลมา
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งให้สนับสนุน “พลังงานทางเลือก” เช่น การใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าผ่านระบบ “โซลาร์เซลล์”

แต่ผ่านมากี่รัฐบาลก็ไม่เคยเห็นลงมือสนับสนุนอย่างจริงๆ จังๆ เสียที มัวแต่อ้างความคุ้ม-ไม่คุ้ม เอาแต่จมปลักอยู่กับ “ถ่านหิน” ขนาดคนในชาติใหญ่ๆ อย่างสหรัฐและยุโรปเข้าแบนแล้วแบนอีก ไม่เอาถ่านหินเพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่พี่ไทยก็ไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาจะเดินหน้ากันต่อไปให้ได้ ปล่อยให้ชาวบ้านเค้าวิ่งแซงหน้าเราไปไม่รู้กี่ก้าวต่อกี่ก้าว

ดูตัวอย่างได้จาก “อินเดีย” ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด จนเดี๋ยวนี้เขาถึงกับกล้าออกมาประกาศจะเป็นผู้นำโลกเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียน

ที่สำคัญเขาก็ไม่ได้เก่งแต่ปาก เพราะมีการสนับสนุนจริง ใช้งานจริง และเห็นผลจริง เช่น ที่สนามบิน Cochin International Airport ที่เดียวนี้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือระบบพลังงานโซลาร์อย่างเต็มรูปแบบ จนไม่ต้องเสียค่าไฟแม้แต่บาทเดียว

แต่ครั้นหันมามองกลับมาที่ประเทศไทย เราเดินไปถึงไหนได้บ้าง ก็ต้องบอกว่า ทุกวันนี้เหมือนยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งที่ประเทศไทยน่าจะพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นต้นทุนสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ไม่ยาก

โดยสาเหตุที่การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ของเราไม่โต ก็เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของเรายังติด “บ่วง” เงื่อนไขของรัฐ เช่น คนที่ติดโซลาร์รูฟท็อปไว้บนหลังคาโรงงาน หรืออาคาร บ้านเรือน เมื่อผลิตแล้วมีไฟฟ้าเหลือจะไม่สามารถสำรองลงในแบตเตอรี่ หรือเชื่อมระบบส่งพ่วงเพื่อจำหน่ายให้ใครได้ รวมทั้งไม่สามารถขายไฟฟ้าที่ปล่อยย้อนกลับเข้าระบบได้ คือ ปล่อยไฟเข้าไปได้ แต่รัฐไม่ต้องจ่าย เพราะกฎหมายไม่อนุญาต ทั้งที่ต่างประเทศเขาทำกันอยู่โครมๆ เพื่อจูงใจประชาชนให้มาใช้พลังงานทางเลือก

พอประชาชนไม่มีแรงจูงใจจะหันมาใช้ มันก็กลับมาอยู่ในวังวนเดิมๆ คือ รัฐและการไฟฟ้าก็โอดครวญกันต่อไปว่า พลังงานจะไม่พอ แล้วก็ตะลุยสร้างโรงไฟฟ้ากันต่อ ก่อนจะจบลงด้วยการทะเลาะกับชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่า เร็วๆ นี้ จะมีการเสนอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาหลักเกณฑ์โครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ เพื่อออกประกาศให้รับซื้อไฟฟ้าได้ ซึ่งก็ต้องมานั่งลุ้นกันต่อว่า เราจะเดินวนกันในอ่างอย่างนี้กันต่อไป หรือก้าวไปข้างหน้าได้กับพลังงานทางเลือก

มะลิลา

แตกใบอ่อน : MOAC App Center

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219776

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สังคมไทยในยุคนี้สมัยนี้ต้องเรียกว่าเป็นสังคมยุค “ดิจิตอล” ของจริง เพราะเดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน ก็จะเห็นคนใช้บริการข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือกันอย่างดาษดื่น ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกร จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหน่วยงานรัฐต่างๆ พยายามพัฒนา “แอพพลิเคชั่น” (Application) หรือที่เราๆ เรียกกันจนติดปากว่า “แอพ” (App) เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับประชาชน

กระทรวงเกษตรฯก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นออกมาอย่างต่อเนื่อง และทราบว่าทำกันมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาอยู่ในรูปของต่างคนต่างหน่วยงานก็คิดก็ทำกันไป ทำให้ประชาชนและโดยเฉพาะเกษตรกรเข้าถึงบริการของแต่ละหน่วยงานไม่ครอบคลุม ทั้งที่ความจริงแอพพลิเคชั่นของหลายหน่วยงานค่อนข้างมีประโยชน์มาก

กระทั่งเมื่อสักประมาณต้นปีที่ผ่านมา
“สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมาอีกตัวชื่อ “MOAC App Center” หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “App เกษตร” เพื่อเป็นศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นด้านการเกษตรโดยเฉพาะของหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรฯเอง แล้วเปิดให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจดาวน์โหลดไปใช้หาความรู้รวมถึงการขอรับบริการต่างๆ โดยดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ ทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ ซึ่งภายในมีแอพที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากให้ดาวน์โหลดไปใช้ เช่น

“DOAE Smart Check plus” เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจสอบติดตามสถานะผลการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

“ProtectPlants” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพืชและศัตรูพืช การวินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น รวมถึงระบบการเฝ้าระวัง ติดตาม และเตือนการระบาดศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรป้องกันได้ทันท่วงที

“ปุ๋ยรายแปลง” ซึ่งให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง

“Feed” ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ในการคำนวณปริมาณการให้อาหารกุ้งขาว ช่วยให้เกษตรกรสามารถ แก้ไขปัญหาในการเลี้ยงกุ้งและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น

“InsectShot” และ “InsertServer” เพื่อใช้ในการสุ่มนับจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเพลี้ยในแปลงนาแทนการสุ่มนับด้วยคน แล้วส่งภาพไปที่แม่ข่ายเพื่อประมวลผล

“Rice Pest Monitoring” แอพพลิเคชั่นสนับสนุนการพยากรณ์และเตือนภัย เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้

“SmartAcc” โปรแกรมบัญชีรายบุคคลให้เกษตรกรและบุคคลทั่วไปใช้บันทึกบัญชีรายรับ รายจ่าย

“ค้นหาทะเบียนปัจจัยการผลิต” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับตรวจสอบปัจจัยการผลิตว่า ได้รับรองจากกรมวิชาการเกษตรหรือไม่

“ค้นหาทะเบียนแหล่งผลิตพืชคุณภาพ” แอพพลิเคชั่นสำหรับค้นหาทะเบียนแหล่งผลิตพืช GAP และแหล่งผลิตพืชอินทรีย์

นี่แค่ตัวอย่างนะครับ จริงๆ แล้วยังมีอีกมาก ซึ่งถ้าประชาชนหรือเกษตรกรท่านไหนที่สนใจ ลองเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตรฯ http://www.moac.go.th หรือถ้าใครมีโอกาสอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 10 และ 12 มิถุนายนนี้ก็ลองแวะไปเที่ยวงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้ระบบ GAP” ที่กรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยวันที่ 10 มิถุนายน จะจัดที่ ห้างพรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ ฮอลล์ A ส่วนวันที่ 12 มิถุนายน จะจัดที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

โดยในงานนี้นอกจากจะมีการจัดกิจกรรมแนะนำ “MOAC App Center” ให้ผู้สนใจอย่างละเอียดแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและอาหารที่ปลอดภัย เช่น การเสวนาเรื่อง “สินค้าปลอดภัย มั่นใจ Q” โดยเกษตรกร GAP ดีเด่นแห่งชาติ เกษตรกรอินทรีย์ดีเด่นภาคเหนือตอนบน และตัวแทนผู้ประกอบการ พิธีมอบป้ายประชารัฐปัจจัยการผลิตให้กับร้านค้าใน จ.เชียงใหม่ นิทรรศการเส้นทางอาหารปลอดภัยด้านพืช และนิทรรศการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้า GAP รวมทั้งการออกร้านค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP อีกมากมาย

สนใจก็ลองแวะไปดู ไปชม ได้ครับ ความรู้รอท่านอยู่

มะลิลา

แตกใบอ่อน : แก้ปัญหาขยะต้องเอาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218648

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ยิน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงเรื่องปัญหา “ขยะล้นเมือง” ที่รัฐบาลและคสช.สู้อุตส่าห์ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” และกำหนดเป็นนโยบายสำคัญในลำดับต้นๆ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้อยู่หมัดตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557

ประเด็นสำคัญที่พอจะจับได้จากคำพูดของนายกฯ อย่างแรกก็คือ การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของเราในรอบ 2 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร จึงต้องมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจัดทำ “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” เพื่อเปิดแคมเปญรณรงค์สร้างความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น โรงเรียน ศาสนสถาน และภาคประชาชน ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยใช้หลัก 3 R คือ Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง ลดการก่อให้เกิดขยะ Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซ้ำ และ Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

นายกฯบอกว่า จะวางกรอบการทำงานในเรื่องนี้ 1 ปี ตั้งเป้าลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศลงร้อยละ 5 จากอัตราเฉลี่ยการเกิดขยะมูลฝอยของประเทศ หรือลดลง 2 ล้านตันต่อปีให้เหลือประมาณ 23 ล้านตันต่อปี

อีกประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึง คือ การเร่งรัดกระบวนการยกร่าง“พ.ร.บ.ขยะ” ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะหมายถึง “ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะแห่งชาติ พ.ศ. ….” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการอยู่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อมาอุดช่องว่างการทำงานของหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในเรื่องบริหารจัดการขยะ เนื่องจากที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการขยะของเราไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ขณะที่การดูแลรับผิดชอบก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่หน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้คนละท่อน คนละส่วน ทำให้การบริหารจัดการขยะไม่เคยมีเอกภาพ

นอกจากนี้ยังประเด็นที่ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่นายกฯพูดถึง ก็คือเรื่อง “จิตสำนึก” และ “ความร่วมมือ” จากคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง อันไหนควรคัดแยกไปอยู่กับขยะประเภทไหน อันไหนควรนำกลับมาใช้ใหม่ หรือแม้กระทั่งจะต้องลดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดขยะกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องเริ่มเรียนรู้เพื่อลดปริมาณขยะที่จะออกไปสู่ชุมชน

ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พอได้ยินนายกฯพูดถึงปัญหาขยะออกมาแบบนี้ก็ให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า คนที่มีอำนาจควบคุมในระดับนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรียังคงไม่ทิ้งปัญหาเรื่องนี้

แต่สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ก็คือ หน่วยงานที่จะต้องเป็น “แกนหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเอาจริงเอาจังมากกว่านี้

มันก็เหมือนที่นายกฯพูดไว้นั่นล่ะครับว่า 2 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเรายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็มองว่าจริง และตัวผมเองก็รู้สึกผิดหวังกับการขับเคลื่อนโรดแมปการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของหน่วยงานต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาอยู่มาก

เมื่อ 2 ปีที่แล้วกองขยะเคยอยู่ที่ไหน การบริหารจัดการขยะของท้องถิ่นเคยห่วยยังไง ปัจจุบันก็ยังคงห่วยอยู่อย่างนั้น ขณะที่คนไทยเคยมักง่ายเรื่องการทิ้งขยะแบบไหน ทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่แบบนั้น

ปัญหาขยะต้องเอาจริงครับ อยากจะรณรงค์แบบไหน สร้างวินัยกันยังไง ก็ต้องทำแบบมีแผนการ อย่างมีทิศทาง ทำกันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น

จะมามัวแต่จัดอีเว้นท์โหมกระแสไปวันๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา มันไม่ได้ผลหรอกครับ

เสียเวลาเปล่า

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ลด‘สารพิษ’ด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217471

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลังจดๆจ้องๆอยู่นาน ในที่สุด “กรมอุตุนิยมวิทยา” ก็ประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งสัญญาณบอกพี่น้องเกษตรกรว่า ถึงเวลาเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก

แต่การจะเพาะปลูกพืชผักแต่ละชนิดทุกวันนี้ก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้สารเคมี เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคทุกวันนี้ค่อนข้างอ่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “สารปนเปื้อน” ในอาหารค่อนข้างมาก ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้บริโภคไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้บริโภคในต่างประเทศด้วย

ยิ่งหันมามองตัวเลขการนำเข้าสารเคมีของประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีมีตัวเลขถึงเกือบแสนล้านบาท หรือปริมาณมากถึงกว่า 5 ล้านตันอันนี้ยิ่งน่ากลัว เพราะนั่นได้สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงมีการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย ทั้งที่ความจริงไม่มีความจำเป็นขนาดนั้นและที่สำคัญคนไทยเราเองก็มี “ภูมิปัญญา” ของเราในการทำการเกษตรโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี

อย่างกรณี “ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ” ที่มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อปราบโรคและแมลงศัตรพืชแบบปลอดภัยไร้สารพิษ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำ “ภูมิปัญหาไทย” มาใช้ในการทำการเกษตรที่ปลอดภัย แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก “กรมวิชาการเกษตร” และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand)

คุณ “มนตรี บุญจรัส”ประธานชมรม บอกว่า ผลิตภัณฑ์ชีวภาพของชมรมสามารถละลายน้ำได้ 100% ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตันและผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50 ซึ่งผลปรากฏว่า มีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลา ประมาณ 10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกในการเพาะปลูกแบบปลอดสารพิษ จึงสามารถนำไปใช้ได้แบบหายห่วง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีซึ่งมีพิษแม้แต่หยดเดียว โดยมี 5 ชนิด หรือที่ชมรมตั้งชื่อเล่นให้ว่า “5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ” ประกอบด้วย

1. อินดิวเซอร์ (Inducer) คือ ไตรโคเดอร์ม่าทำหน้าที่ควบคุม ทำลาย หรือ ยับยั้งเชื้อราในดิน ทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ อาทิ เชื้อราพิเทียม เชื้อราไฟทอฟเทอร่า รวมถึงเชื้อราอัลเทอนาเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคพืชต่างๆ เช่น โรคราที่ทำให้ดอกร่วง ผลร่วง โรคกล้ายุบกล้าเน่า รากเน่า โรคใบจุดเน่า โรคเหี่ยวในพืชผัก โรคใบไหม้ในไม้ผล เป็นต้น

2. คัทอ๊อฟ (CutOff) คือ เชื้อราขาวบิวเวอร์เรีย สำหรับป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำพวกแมลง โดยการผลิตเอนไซม์ที่เป็นพิษต่อแมลง เมื่อฉีดพ่นและแมลงตายแล้ว เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงสู่ภายนอก และแพร่กระจายไปตามลม รวมถึงติดกับตัวแมลงอื่นเพื่อขยายพันธุ์และทำลายแมลงต่อไปจนหมด

3.ฟอร์แทรน (ForTran) หรือชื่อสามัญว่า เมธาไรเซียม ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิด สามารถทำลายด้วงหนวดยาวได้ทุกระยะ ตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่ถึงตัวเต็มวัย ทำลายระยะที่เป็นหนอนได้ถึง 90% ซึ่งเป็นการควบคุมโดย “ชีวะวิธี” ที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง และสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นานกว่า 3 ปี

4.ไบโอแทค (BioTact) คือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ชื่อว่า บาซิลลัส ทูริงเยนซิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ค้นพบได้จากธรรมชาติทั่วไป จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการกำจัดหนอนแบบปลอดสารพิษ ไม่มีสารตกค้างอันตรายใดๆ และสามารถนำไปกำจัดหนอนได้เกือบทุกชนิด เนื่องจากการออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงสูง มีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น

5.ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) ผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่เป็นมีความสามารถในการกำจัดโรคพืชได้ทั้งราและแบคทีเรีย ได้รับการคัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราที่สำคัญในประเทศไทย และที่เด่นเป็นพิเศษ คือ สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นศัตรูของเห็ดได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่า ราดำ ราเขียว ราขาว ราเหลือง ราเมือก โดยที่ไม่ทำอันตรายต่อเห็ดแต่อย่างใด

การเอาใจใส่ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากสารพิษตกค้าง ถือเป็นการป้องกันการสะสมโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง ความดัน เบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน สะเก็ดทอง อัมพฤต อัมพาต ปากเบี้ยว มือหงิก หูตาฝ้าฟาง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงโรคการมีบุตรยาก ดังนั้นจึงอยากฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกร ลองกลับไปพิจารณาทบทวนทางเลือกการเพาะปลูกโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ที่เป็นพิษต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม ซึ่งลองปรึกษาหารือหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯใกล้บ้านได้ทันที หรือจะลองปรึกษาโดยตรงกับ “ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ” ดูก็ได้ที่หมายเลข 0-2000-8499 และ 08-1732-7889 เผื่อจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรต้นทุนต่ำอย่างเราๆ ท่านๆ ได้ครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : แค่สำนึกยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/216397

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เดิมสัปดาห์นี้ตั้งใจจะเขียนต่อถึงเรื่องแนวทางการลด “สารพิษตกค้าง” ในสินค้าพืชผักและผลไม้ไทย ภายหลังจากมีการตรวจสอบสารพิษตกค้างในสินค้าหลายชนิด กระทั่งกลายเป็นวิวาทะและอาจถึงขั้นมีการยื่นฟ้องร้องกันระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่บังเอิญว่า มีเรื่องด่วนแทรกซ้อนเข้ามา เลยต้องขอยกยอดเรื่องนี้ไปสัปดาห์หน้า

ความจริงจะว่าไป เรื่องด่วนที่ว่าก็มีกระแสพูดถึงมานานหลายสัปดาห์แล้ว เกี่ยวกับกรณี “ปะการังฟอกขาว” ตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย โดยเฉพาะที่มีการตรวจพบบริเวณรอบๆ “เกาะตาชัย” จนกระทั่ง “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ต้องประกาศสั่งปิดเกาะอย่างไม่มีกำหนด

แต่ที่มันร้ายยิ่งกว่า คือ คำแถลงเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาของอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง “สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ” ซึ่งได้เปิดเผยรายงานการตรวจพบปะการังฟอกขาวมากถึง 33 จุด โดยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 25 จุด และนอกเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 8 จุด โดยแต่ละจุดมีระดับความรุนแรงของการ “ฟอกขาว” ตั้งแต่ 10-80% ขณะที่จุดรุนแรงที่สุดอยู่ที่บริเวณ “เกาะมะพร้าว” อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

และหากสถานการณ์แวดล้อมยังไม่ดีขึ้น ปะการังเหล่านี้ก็อาจมีแนวโน้มต้องตายภายใน 1 เดือน!

ถ้าจะย้อนไปสักเมื่อประมาณปี 2553 ประเทศไทยก็เคยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติ “ปะการังฟอกขาว” มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปีนั้นมีการสำรวจพบปะการังฟอกขาวในทุกจังหวัดฝั่งทะเลอันดามันมากกว่า 70% ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยมีการสำรวจพบหลายแห่ง อาทิ เกาะสีชัง เกาะนก เกาะช้าง เกาะเสม็ด และหมู่เกาะชุมพร

แต่จากการคาดการณ์ตามองค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ และ NOAA Coral Reef Watch พบว่า “ปะการังฟอกขาว” ในประเทศไทยปีนี้ จะมีแนวโน้มรุนแรงที่สุด มากกว่าครั้งเลวร้ายที่สุดเมื่อปี 2553

แม้ว่าสาเหตุหลักของ “ปะการังฟอกขาว” จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับอุณภูมิน้ำทะเล แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัจจัยคุกคามอื่นๆ อีกมากที่เข้ามาเกื้อหนุนจนทำให้แนวปะการังของไทยอยู่ไม่รอด เช่น การทอดสมอเรือในแนวปะการัง การทิ้งขยะ จับสัตว์น้ำ ให้อาหารปลา เดินเหยียบย่ำ หรือหนักเข้าก็ถึงกับการแอบเด็ดปะการังไปเป็นที่ระลึก

พฤติกรรมเหล่านี้แทบไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือของใครถ้าไม่ใช่ “นักท่องเที่ยว”

สิ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้ ก็ไม่ต้องหาจากไหน แค่ลองเปิดเฟซบุ๊คหรือค้นหาจากกูเกิลดูก็จะเห็นกรณีตัวอย่างมาแล้วนักต่อนักกับการลงมือ “ย้ำยี” ธรรมชาติทางทะเลในบ้านเราของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน ฝรั่ง แขก หรือใครที่ไหน ก็ล้วนแล้วแต่มีพวกที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกันหมด จนต้องบอกว่า เรื่องแบบนี้ “สัญชาติ” ไม่เกี่ยว สิ่งที่ต้องเกี่ยวคือ “สำนึก” ของแต่ละคนต่างหาก

แต่นาทีนี้อาจต้องบอกว่า แค่สำนึกอย่างเดียวก็คงไม่พอกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพราะจำได้ว่าเมื่อตอนเกิดเหตุปี 2553 เราก็พากันรณรงค์จิตสำนึกกันครึกโครม โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทย นักท่องเที่ยวไทย และผมก็ยังเชื่อว่า ณ นาทีนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงมีสำนึกเหล่านี้อยู่

แต่สิ่งที่เราขาดไป คือ การศึกษา การทำความเข้าใจ ในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่างหาก

ดูอย่างกรณี “ดราม่า” เรื่องการให้อาหารปลาตามแนวปะการังที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนก็ได้ ผมเข้าใจนะครับว่าคนให้อาหารปลาก็มีเจตนาดี อยากให้ปลากินอาหาร อยากใกล้ชิดธรรมชาติ เพียงแต่หารู้ไม่ว่า เจตนาดีที่เกิดขึ้นอาจเกิดผลเสียตามมา

การมีจิตสำนึกเป็นการเริ่มต้นที่ดีอยู่แล้วครับ ถ้าได้เรียนรู้เพิ่มเติม ทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเราต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของประชาชนเท่านั้นนะครับ หน่วยงานของรัฐในฐานะที่มีข้อมูลความรู้อยู่ในมือของตัวเองอยู่แล้ว ก็ต้องกระจายความรู้เหล่านั้นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเรื่องก่อนแล้วถึงค่อยบอกเหมือนหลายกรณีในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญอีกประการ คือ กลุ่มผู้ประกอบการนำเที่ยว ต้องเลิกครับ เลิกเอาใจนักท่องเที่ยว พบเห็นนักท่องเที่ยวทำสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องหยุด ต้องห้ามปราม ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลยเพราะกลัวเสียรายได้

เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าอีกหน่อยสิ่งแวดล้อมย่อยยับ ถ้าปะการังมันเสียหายขึ้นมาเมื่อไร

“บาทเดียว” เราก็ไม่มีทางหาได้จากการท่องเที่ยวแน่นอน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ไม่จบแค่ปิดเหมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/215298

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้องขอชื่นชมจากใจจริงถึงความเด็ดเดี่ยวของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตัดสินใจให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรของเหมืองแร่ทั่วประเทศ

โดยเฉพาะ 4 กระทรวงสำคัญ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะเป็น “ต้นทาง” ผู้ชงเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการเหมืองแร่ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) บริเวณรอยต่อของ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ต้องยุติลงทันทีหลังจากใบอนุญาตเดิมหมดอายุลงในวันที่ 13 พฤษภาคม

นอกจากนี้ยังทำให้คำขออาชญาบัตรพิเศษจากเอกชนรวม 177 แปลง โดย 12 บริษัท ใน 10 จังหวัด และประทานบัตรอีก 107 แปลง ที่ จ.เลย ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย

การตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า อย่างน้อยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เห็นแก่ “ทุกข์ยาก” ของประชาชน มากกว่ารายได้จากการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำ

ที่สำคัญ โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ถ้านี่เป็นรัฐบาลอื่นไม่ว่ายิ่งลักษณ์ ทักษิณ หรือใครที่ไหนก็ตามทีจะกล้าหาญตัดสินใจได้อย่างนี้หรือไม่

ผมไม่เชื่อว่าจะกล้า

นี่จึงเป็นการให้คำตอบที่ชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากเคยถูกภาคประชาชนผู้คัดค้านการต่ออายุเหมืองแร่ทองคำใน จ.พิจิตร ตั้งคำถามว่า ค่าภาคหลวงที่รัฐได้รับแต่ละปี มันคุ้มกันหรือไม่ กับผลกระทบต่อชีวิตประชาชน และความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อแหล่งน้ำ ดิน พืชผัก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

แม้วันนี้จะยังเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างคน 2 ฝ่ายว่า บรรดา “โลหะหนัก” ที่ปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายชาวบ้านและธรรมชาติที่อยู่โดยรอบเหมืองว่า จริงๆแล้วเกิดจาก “เหมือง” หรือสาเหตุอื่นกันแน่

แต่ถ้าลองสมมุติเป็นตัวเราซึ่งเป็นเพียงแค่ ตาสี ตาสา ก็ต้องถามกันตรงๆว่า พวกเขาเหล่านี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปพิสูจน์ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิด แต่มันเกิดขึ้นมานาน เป็นข้อพิพาทถกเถียงกันมาไม่รู้กี่ปี แต่ที่ผ่านมากลไกของรัฐกลับทำเหมือนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ได้ทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูแล

ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานแห่งความถูกต้อง

เพราะประชาชนเขาเจ็บจริงได้รับสารปนเปื้อนจริง ป่วยจริง และตายจริง

แต่สิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไป คือ กระบวนการเยียวยาฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและทรัพยากรในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐจะต้องเข้าไปจัดการดูแลให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาสังคมในพื้นที่

ที่สำคัญ คือ “ตัวการ” ผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จะต้องไม่ปล่อยให้ลอยนวลออกไปอย่างเด็ดขาด เพราะนี่ไม่ได้เป็นปัญหาที่รัฐและชาวบ้านจะต้องมาแบกรับแต่ฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง นั่นคือ หลังจากนี้บรรดาเหมืองทองเหมืองแร่ที่เหลือและยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามอายุสัมปทานเดิม อาจมีการเร่งขุด เร่งสกัด เร่งถลุง กันอย่างหนักมือมากขึ้น เพื่อสร้างผลประโยชน์จากพื้นที่สัมปทานให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งแน่นอนว่า อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนรอบพื้นที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

นี่จึงเป็นปัญหาที่รัฐและประชาชนจะต้องจับตาและเฝ้าระวังเอาไว้กันให้เต็มที่

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ยกเครื่องสัญลักษณ์‘Q’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214388

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เคยไหมครับเวลาไปจับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ถ้าได้เห็นพืชผัก ผลไม้ หมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่แปะป้ายตราสัญลักษณ์ “Q” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่า สินค้าชิ้นนั้นจะมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

เพราะตามกระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานที่กระทรวงเกษตรฯเคยโฆษณาเอาไว้ กว่าที่สินค้าชิ้นไหนจะผ่านการรับรองได้ จะต้องมีการตรวจสอบกันชนิดที่ “เข้มข้น” โดยมีการติดตามประเมินกันตั้งแต่ต้นทางการผลิต คือ พื้นที่ฟาร์มหรือแปลงเพาะปลูก แหล่งน้ำ กระบวนการผลิต การใช้สารเคมี การเก็บเกี่ยว รวบรวม และขนส่ง จนกระทั่งมาถึงตลาดก่อนจะถึงมือผู้บริโภค

หรือเรียกง่ายๆ ว่า สินค้าทุกชิ้นแทบจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงที่มาได้ว่า มาจากแปลงหรือฟาร์มของเกษตรกรที่ไหน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ทุกครั้งที่เห็นสัญลักษณ์ “Q” จะมีผู้บริโภคอย่างเราๆ เชื่ออย่างสนิทใจว่า จะได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยอย่างแน่นอน

แต่วันนี้สัญลักษณ์ “Q” กลับต้องถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

หลังจากเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา “เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช” หรือ “Thai-PAN” ได้เปิดเผยผลการสุ่มเก็บตัวอย่างผักและผลไม้ที่ประชาชนนิยมบริโภค เช่น กะหล่ำปลี แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี คะน้า ถั่วฝักยาว กะเพรา และพริกแดง แตงโม มะม่วงน้ำดอกไม้ มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล เชียงใหม่ และอุบลราชธานี แล้วส่งไปวิเคราะห์หาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างแบบ Multi Residue Pesticide Screen (MRPS) ซึ่งสามารถวิเคราะห์หาสารพิษตกค้างได้กว่า 450 ชนิด ที่ห้องปฏิบัติการในประเทศอังกฤษที่ได้รับรอง ISO/IEC 17025:2005

ผลปรากฏว่า มีผักและผลไม้ที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐานถึง 46.4% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตัวอย่างที่ตรวจ และที่น่าตกใจก็คือ พบสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ซึ่งได้รับสัญลักษณ์ “Q” มากถึง 57.1% รวมทั้งผักผลไม้ “อินทรีย์” ที่ผ่านการรับรอง “Organic Thailand” และไม่ควรพบการตกค้างของสารเคมี กลับพบสารตกค้างเกินมาตรฐานถึง 25% ของตัวอย่าง

นอกจากนี้ จำนวนตัวอย่างของผักและผลไม้ซึ่งจำหน่ายในตลาด “โมเดิร์นเทรด” ซึ่งขายแพงกว่าปกติทั่วไป กลับมีความปลอดภัยในระดับเดียวกับ “ตลาดสด” เพราะพบตัวอย่างที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐานถึง 46% ขณะที่ตลาดสดมีตรวจสอบพบ 48%

ผมขออนุญาตไม่ลงลึกถึงรายละเอียดมากไปกว่านี้ แต่ถ้าผู้อ่านท่านใดสนใจใคร่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaipan.org/node/831 ของ “Thai-PAN”

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการออกมาเผยแพร่ผลการตรวจสอบความปลอดภัยที่ดูเหมือนจะ “ไม่มีจริง” ในพืชผักผลไม้ไทย เพราะที่ผ่านมากลุ่ม “Thai-PAN” รวมทั้งเครือข่ายผู้บริโภคหลายกลุ่ม ก็ออกมาเปิดเผยการตรวจสอบที่ได้ผลในลักษณะเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง และแม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ จะพากันออกมายืนยันถึงกระบวนการตรวจสอบของตัวเองอย่างเข้มงวดเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกัน แต่การที่ยังคงมีการตรวจสอบพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานเช่นนี้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดเช่นนี้ ก็อาจเป็นเครื่องสะท้อนได้ถึงความหละหลวมที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบ

ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการจะกล่าวโทษหรือกล่าวหาหน่วยงานใดๆ ในกระทรวงเกษตรฯ เพราะโดยส่วนตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เชื่อในสินค้าที่มีสัญลักษณ์ “Q” และอยากให้เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถรับประกันถึงความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ดังนั้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด ถ้าปีนี้จะลองกลับไปยกเครื่องกระบวนการตรวจสอบรับรองของเราให้เข้มขึ้นอีกสักรอบ

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดถ้าจะพูดถึงเรื่องความปลอดภัย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความน่าเชื่อถือ

ยิ่งถ้าประชาชนหมดความเชื่อถือเสียแล้ว จะออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพมาอีกสักกี่ตัว ก็ไม่มีทางได้เกิดแน่ จริงหรือเปล่าครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : กักเก็บน้ำผิวดินแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213321

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แตกใบอ่อน” สัปดาห์นี้ ขออนุญาตหลบร้อนมาเขียนเรื่องเบาๆ ว่าด้วยการกักเก็บน้ำผิวดินแบบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ซึ่งคุณ “มนตรี บุญจรัส” จากชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เอื้อเฟื้อข้อมูลมาให้ เผื่อใครสนใจจะลองไปนำไปปรับใช้ดูก็ไม่เสียหายเพราะถูกทั้งเงิน ถูกทั้งต้นทุน แถมมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ได้เองอีกต่างหาก

คุณมนตรี แกบอกว่า ถ้าลองนึกย้อนกลับไปในอดีต ยุคที่ปู่ย่า ตายายของเราทำอาชีพเกษตรกรรมในรูปแบบที่ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเหมือนกับปัจจุบันนี้ ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มียาฆ่าแมลง ไม่มียาฆ่าหญ้า ไม่มีรถแทรกเตอร์ แต่ท่านก็ทำของท่านมาได้ สามารถเลี้ยงบุตรหลานให้เติบโตมาเป็นเจ้าคนนายคน สืบสานวัฒนธรรมการเกษตรไทยโดยที่ยังมีความสุขมากกว่าผู้คนหรือสังคมปัจจุบันด้วยซ้ำ

การทำการเกษตรในยุคเก่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงจอบ เสียม พลั่วเป็นหลัก ไม่มีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ น้ำหนักมากมากดทับดิน ดินในอดีตจึงไม่แน่นแข็ง โดยเฉพาะดินชั้นล่างที่ลึกลงไปประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากการไถพรวนของรถไถ รถแทรกเตอร์ทำให้ดินร่วนซุยแต่เฉพาะด้านบน แต่ดินชั้นล่างถูกน้ำหนักของรถกดทับจนแน่นเป็นชั้นดาน ก่อให้เกิดการระบายถ่ายเทน้ำไม่ดีจนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

รวมถึงการไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าจึงทำให้ไม่มีสารพิษที่สะสมอยู่ในดินคอยควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เพราะอย่าลืมว่ายาฆ่าหญ้าที่คุมหญ้า ก็สามารถส่งผลกระทบกับพืชหลักได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหญ้าก็จัดว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบได้ไม่มากในระยะแรก แต่ในระยะยาวการสะสมที่มากขึ้นก็สามารถทำให้พืชอานชะงักงันได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นการย้อนกลับมาทำการเกษตรแบบเก่าตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็น่าจะดีไม่น้อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโซนพอเพียงของตนเองแค่ 1 ถึง 2 ไร่ ก็เพียงพอ ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากมายเป็น 100 ไร่ 1,000 ไร่ ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงแบ่งมาทำโซนพอพียงแก่ตนเองสัก 1 ไร่ เพื่อให้ความสุขแก่ตนเอง โดยอาศัยหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ 30% สำหรับสระน้ำ 30% สำหรับนาข้าว 30% สำหรับป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และ 10% สำหรับที่อยู่อาศัย แล้วลองใช้ทรัพยากรทั้งหมดโดยไม่ต้องมีเงินเข้าเกี่ยวข้อง ลองดูว่าจะมีความสุขอยู่หรือไม่ หิวก็กินข้าว กินไข่ กินปลา กินผัก ผลไม้ที่ปลูกเอาไว้

สำหรับการแก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำผิวดินแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยให้เริ่มทำจากแปลงเล็กๆ ด้วยการกำจัดหญ้าแบบไม่ใช้ยาคุมและยาฆ่าหญ้า แต่ใช้วิธีการตัดหรือดาย ตัดเพียงครึ่งเดียวไม่ให้รกเกะกะจนทำงานไม่ได้ แล้วนำเศษซากหญ้านั้นไปสุมรวมกองที่โคนต้น เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากผิวดิน ที่อาจจะถูกสายลม แสงแดด พัดระเหยไป และอีกวิธีหนึ่งการใช้จอบ เสียม พรวนดินด้านบนเพื่อตัดขาดท่อแคปปิลารี (ไส้ตะเกียง) ที่เป็นตัวเอาความชื้นชั้นใต้ดินขึ้นมาสู่อากาศเสียหมด ถ้าเราพรวนดินเพื่อทำลายไส้ตะเกียงของดิน ผิวดินที่ติดกับท่อแคปปิลารีที่ถูกตัด จะเป็นตัวกักเก็บรับความชื้นจากไส้ตะเกียงของน้ำที่ระเหยขึ้นมาบนพื้นผิวที่พรวนดิน ทำให้มีน้ำผิวดินในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

การเลี้ยงหญ้าให้เขียวรำไรทั้งแปลง การใช้เศษซากหญ้า อินทรียวัตถุ ตอซังฟางข้าวคลุมผิวดิน การใช้จอบพรวนดินทำลายตัดขาดท่อแคปปิลารีไม่ให้ขึ้นมาสู่ผิวดินด้านบน ให้ดินที่พรวนเป็นตัวดักกดทับน้ำที่ปลายท่อแคปปิลารีด้านล่าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการกักเก็บรักษาความชื้นในดินให้คงอยู่กับต้นไม้ให้ได้นานๆ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น อากาศจะเป็นตัวพัดพาความชื้นในดินไปจนหมด แต่หากใช้วิธีดังกล่าวนี้ ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนเรื่องน้ำให้แก่พืช และช่วยประคองให้ดินกักเก็บน้ำจนกว่าฝนจะตกได้ในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

แถมท้ายให้อีกนิดนะครับ สำหรับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่มีข้อสงสัย หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม ลองโทร.ไปคุยกับชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้เองโดยตรงที่เบอร์ 0-2986-1680-2 นะครับ

มะลิลา