แตกใบอ่อน : อนาคตตีบตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/201713

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “สำนักข่าวอิศรา” (www.isranews.org) ได้เผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ราคายางพาราในประเทศไทย ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดย “ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง” ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ” เพื่อประกอบการอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหายางพาราโดยเพิ่มการแปรรูปและใช้ยางในประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว จึงขออนุญาตนำมาสรุป

เผยแพร่ต่อ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเกษตรกรทำความเข้าใจ และเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจจะตามมาอีกในอนาคต

ดร.วิโรจน์บอกว่า เมื่อสักสิบปีที่แล้ว ยางพาราเป็นพืชที่ปลูกกันในแค่ 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยส่วนใหญ่ใช้ผลิตล้อยาง แต่องค์ประกอบหลักของล้อยางส่วนใหญ่ คือ ยางสังเคราะห์ ส่วนยางพาราจะใช้เพียง 25-35% โดยบริษัทผู้ผลิตยางรายใหญ่ๆ เลือกที่จะไปตั้งโรงงานในแต่ละประเทศ แล้วนำเข้ายางสังเคราะห์และยางพารามาผลิตเพื่อขายในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก จะมีส่งออกบ้างก็ในประเทศใกล้ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะการรวมศูนย์ผลิตในประเทศที่เป็นแหล่งยางพาราหรือแหล่งยางสังเคราะห์ แล้วขนส่งออกล้อยางไปทั่วโลก เป็นวิธีที่ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ เพราะล้อยางมีปริมาตรส่วนที่กลวงด้านในสูงมาก

ขณะที่ผลิตภัณท์ที่ใช้ยางธรรมชาติเกือบล้วนๆ ได้ เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง ยางวงพื้นรองเท้ายาง มักผลิตในประเทศต้นทาง ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ แต่พวกนี้มักใช้ยางไม่มาก ยกตัวอย่าง ถุงยางในไทยใช้ยางไม่ถึง10,000 ตัน ถุงมือยางใช้ประมาณ 50,000-60,000 ตัน

ด้วยโครงสร้างลักษณะนี้ ไทยและอินโดนีเซียจึงส่งออกยางดิบส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ ส่วนมาเลเซียเป็นประเทศที่เริ่มทิ้งยางมาปลูกปาล์มแทน ตั้งแต่ 40 ปีก่อน พร้อมกับพัฒนาอุตสาหกรรมยาง มาเลเซียจึงกลายเป็นประเทศเดียวใน 3 ประเทศนี้ที่ใช้ยางมากกว่าครึ่งของที่ผลิตได้

ต่อมาไทยก็พยายามหันมาแปรรูปยางส่งออกมากขึ้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จพอสมควรในช่วง 14-15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณการใช้ยางในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 242,500 ตัน หรือ 10% ของผลผลิต ในปี 2543 มาเป็น 541,000 ตันต่อปี หรือ 12.5% ของผลผลิต ในปี 2557 โดยปัจจุบันเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของตลาดถุงมือยาง ถุงยาง ยางวง พื้นรองเท้ายางฯลฯ ของโลก และใช้ยางเกือบครึ่งในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยางรถ ซึ่งถ้าดูจากปริมาณการใช้ยางเพิ่มที่เป็น 2.23 เท่า ใน 14 ปี คิดเป็นอัตราเพิ่ม 5.9% ต่อปี ถือว่าค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าดูช่วง 20 ปี (2537-2557) การใช้เพิ่มเป็น 4.1 เท่าตัวคิดเป็นอัตราเพิ่มถึง 7.3% ต่อปี

โดยเมื่อ 20 ปีก่อน มาเลเซียใช้ยางปริมาณสองเท่าของไทย แต่ตั้งแต่ปี 2553 ไทยเริ่มใช้ยางมากกว่ามาเลเซีย และทิ้งห่างไปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2557 ไทยใช้ 541,000 ตัน ขณะที่มาเลเซียใช้ 447,000 ตัน

ดร.วิโรจน์ชี้ว่า การที่เราใช้ยางเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงนี้ เป็นผลมาจากนักธุรกิจที่เห็นลู่ทางการทำกำไรจากการผลิตขายหรือส่งออกจึงกระโจนเข้ามาลงทุน แต่การจะเพิ่มการใช้หรือการแปรรูปในประเทศให้เท่ากับตัวเลขที่นายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คิดเอาไว้ที่ 1.4 ล้านตัน หรือตามเป้าที่หลายคนบอกว่าควรใช้ให้มากกว่า 2 ล้านตัน หรือ 50% ของปริมาณที่เราผลิตได้ ถือเป็นจำนวนที่สูงเสียจนไม่มีใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ จะเชื่อว่าสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

เว้นแต่รัฐจะเอาเงินภาษีมาผลาญปีละหลายแสนล้านเพื่อให้ผลิตสินค้า ที่ปกติไปขายใครอื่นแทบไม่ได้หรือไม่คุ้ม มาขายให้รัฐบาล โดยเอา“อัฐยาย” คือ “ภาษีประชาชน” มาซื้อ “ขนมลุง”

และเอาเข้าจริงก็จะใช้ยางเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของที่ผลิตได้อยู่ดี

การใช้ยางในประเทศสัดส่วนที่ 10-15% ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคายางต่ำ/ตก ตอนที่ยางราคาสูงลิ่วสัดส่วนใช้ในประเทศก็เท่านี้ สัดส่วนการใช้ยางของเราขึ้นจาก 7.7% ในปี 2537 เป็น 10.3% ในปี 2543 เป็น 15% ในปี 2553 แต่ลดลงมาเหลือ 12.5% ในปี 2556-2557 เพราะผลผลิตเราเพิ่มในอัตราที่เร็วกว่าการใช้

จากข้อมูลดังกล่าวของ ดร.วิโรจน์อาจสรุปได้ในเบื้องต้นว่า อนาคตสถานการณ์ชาวสวนยางพาราคงไม่วายหนีไม่พ้นต้องยืนอยู่บนความเสี่ยงที่จะต้องหวนกลับมาพบกับวังวงของปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากความตีบตันของอุตสาหกรรมแปรรูป และปริมาณผลผลิตที่ยังคงมีอยู่สูงมาก

ดังนั้นภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว และวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ก็อาจถึงคราวที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องคิดต้องวางแผนกันมากขึ้นกับอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน

และที่ต้องเลิกอย่างเด็ดขาด ก็คือ ภาครัฐ ที่ต้องหยุดโหมรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่งกันแบบบ้าเลือดเสียที เพราะโหมกันทีไร ชาวบ้านก็ต้องกลับมาเจ็บตัวกันทีหลังแบบนี้ทุกที

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ยิ่งช้ายิ่งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200646

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าอากาศในประเทศไทยจะสวิงสวาย สลับร้อน สลับหนาว สลับฝน สลับคลื่นลมแรง จนสับสนกันมากน้อยขนาดไหนแต่ก็คงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราทุกคนต้องรีบ “ตื่นตัว” เพื่อหาทางป้องกัน แก้ไข และรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตเท่านั้น

แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด และต้องอาศัยความตื่นตัวของคนไทยทุกคน เพื่อให้สามารถผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ คงหนีไม่พ้น “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังซึมลึกอยู่ทุกหัวระแหงของประเทศ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน “สุเทพ น้อยไพโรจน์” ออกมาพูดค่อนข้างชัดเจน ถึงสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะใน 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก ซึ่งเหลือปริมาตรน้ำรวมกันแค่เพียง 3,457 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ต่ำกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาตรน้ำรวม 6,300 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภัยแล้งปีนี้จึงเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

แม้กรมชลประทานจะยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพื่อผลักน้ำเค็มที่หนุนเข้ามา โดยจะมีปริมาณน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนไปแล้วอย่างแน่นอน

แต่โดยข้อเท็จจริง ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์ดังกล่าว ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเกิดกรณี “คาดไม่ถึง” เช่น ฤดูฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด และเมื่อมาแล้วก็มีฝนแค่เพียงหยิบมือ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้นะครับ เพราะใครที่ติดตามข่าวสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่องจะทราบว่า ก่อนหน้านี้ กรม
อุตุนิยมวิทยาของสหรัฐ ได้ออกมาคาดการณ์ ถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเกิดฝนล่าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายนในปีนี้อีกหนึ่งปี

ขณะที่ อธิบดีสุเทพ ก็ได้ออกมาย้ำอีกครั้งระหว่างการร่วมสัมมนาเรื่อง “เกษตรศาสตร์นำไทย สู้ภัยแล้ง” ซึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ต่ำกว่าเส้นต่ำสุด 3 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน สถานการณ์ย่ำแย่มากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา น้ำในอ่างมีแค่ 64 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

รูปการณ์เช่นนี้ จึงบอกได้เพียงคำเดียวว่า นับแต่นี้ไปคงไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การวิ่งไล่ตามแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เช่น การไล่บี้ไล่กวดขัดให้เกษตรกรงดทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแล้งใช้น้ำน้อย ได้อีกต่อไปเพราะภาพของปัญหาเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคการเกษตรเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และชุนชนเมืองอย่างใน กทม. ซึ่งมีการใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลืองด้วยเช่นกันก็ควรต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ถ้าภาคส่วนเหล่านี้ไม่ช่วยกันประหยัด ไม่ช่วยกันลงทุนจัดหาน้ำมาเองบ้าง บริหารกันให้ตายก็รับรองว่าน้ำไม่พอใช้กันเหมือนเดิม และนาทีนี้ก็ต้องเริ่มโหมรณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันประหยัดน้ำได้แล้ว

เพราะถ้ายิ่งช้า น้ำก็ยิ่งหมดลงมากขึ้นทุกวัน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ยิ่งกว่าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199540

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อากาศเมืองไทยทำท่าจะใกล้วิปริตเต็มแก่

ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา หลายคนอาจจะมีความสุขกับ “ลมหนาว” ที่พัดเข้ามา เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องเจออากาศร้อนชนิดที่เรียกได้ว่า “ร้อนตับแลบ”

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อาจต้องถือเป็นสัญญาณอันตรายที่เราทุกคนต้องพึงสังวรกันไว้ถึงมหันตภัยอันเป็นผลกระทบจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพราะหนาวครั้งนี้ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เกิดจากการเคลื่อนตัวของความกดอากาศสูงรุนแรงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาถึงบริเวณเส้นศูนย์ ทำให้เกิดการปะทะกันของมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อน จนเกิดฝนตกและอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน

แต่โดยข้อเท็จจริง หากไล่ย้อนเวลากันดีๆ จะมองเห็นความวิปริตปรวนแปรของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เริ่มตั้งแต่ “ภัยแล้ง” ที่รุมถล่มประเทศไทยชนิดข้ามปีมาตั้งแต่ปี 2557 ฤดูฝนมาอย่างล่าช้าจนเกษตรกรแทบไม่มีน้ำเอาไว้เพาะปลูก ขณะที่ฤดูหนาวที่ควรจะมาตั้งแต่ท้ายปี 2558 ก็แทบจะไม่มีเค้าความเย็นให้เห็น

ครั้นพอถึงตอนนี้ซึ่งใกล้เป็นช่วงเวลาที่ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิก็ลดลงแบบเฉียบพลันชนิดที่ทำเอาคนไทยหลายคนฝันถึงหิมะตกในบ้านเราทีเดียว

เหตุลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น บรรดาเพื่อนบ้านของเราอย่าง เวียดนาม ลาว พม่า ก็ต่าง
ต้องเผชิญหน้ากับอากาศหนาวรุนแรงเช่นเดียวกัน หรืออย่าง จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอเมริกาที่บางพื้นที่ซึ่งปกติมักไม่ค่อยพบหิมะตกลงมาอย่างหนักเลยทีเดียว

ลักษณะอากาศที่สวิงสวายเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างออกมาให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนินโญ่และลานินญ่า ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนและทำให้อุณหภูมิของโลกเกิดความแปรปรวนเช่นในทุกวันนี้

วันนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจเรื่องป้องกันไม่ให้เกิดการ “ซ้ำเติม” ปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาวะโลกร้อนเกิดจากการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ มากขึ้นในชั้นบรรยากาศ ซึ่งก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนเกิดจาก “น้ำมือ” ของเราทุกคนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น การก่อไอเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะต่างๆ การเผาขยะ การใช้สารเคมี ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เราทุกคนสามารถช่วยกัน “ลด” ปัญหาลงได้ด้วยตัวเราเอง เช่น หยุดใช้ถุงพลาสติก แก้วน้ำพลาสติก กล่องโฟม เพื่อลดการก่อขยะ การเลิกพฤติกรรมเสียบปลั๊กหรือเปิดไฟข้ามคืน หรือแม้กระทั่งการใช้รถคันเดียวร่วมทางกันแทนการต่างคนต่างขับ ต่างคนต่างเดินทาง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้ไม่ยาก แค่คลิกเข้าไปค้นหาในอินเตอร์เนตก็จะพบข้อมูลชนิดล้นทะลัก และที่สำคัญล้วนเป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้แบบไม่ยากเย็น

ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันครับ ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งอันตราย และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับชีวิตเราทุกคน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : สร้างมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ รองรับตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/198452

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตเบรกมานั่งรอดูฝีมือรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาร้อนๆ เรื่องราคายางพารา มาเขียนถึงทางเลือกทางรอดให้กับเกษตรกรในส่วนอื่นๆ บ้าง เพราะภาคการเกษตรบ้านเรายังมีอีกหลายส่วนที่ประสบปัญหาและถูกมองข้ามไป เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายย่อยอย่างฟาร์ม หมู วัว เนื้อ ไก่ ที่มักประสบปัญหาการหมักหมมเน่าเสียของมูลสัตว์ และเศษอาหารตกค้าง จนเกิดทั้งกลิ่น ทั้งแก๊ส ซึ่งไม่ได้รบกวนแต่เฉพาะเพื่อนบ้านของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรบกวนระบบต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่มีคุณภาพ เผลอๆ อาจเจอสารตกค้า ทำให้เสียเงิน เสียเวลา และเสียโอกาสในการทำการค้าไปโดยปริยาย โดยคุณมนตรี บุญจรัส ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ได้เอื้อเฟื้อข้อมูลเพื่อชี้สาเหตุและทางเลือกการแก้ไขปัญหามาดังนี้ครับ

จากปัญหาไข้หวัดนกในปี 2547 ทั่วโลกต่างยกเลิกการนำเข้าไก่สดแช่แข็งของไทย จนกระทั่งปลายปี 2556 ญี่ปุ่นได้มีการนำเข้าอีกครั้ง หลังจากนั้นประเทศจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และกลุ่มแอฟริกาใต้ จึงมีการนำเข้าตามมาเป็นระลอก ซึ่งก็เป็นไปตามหลักของเศรษฐศาสตร์และธรรมชาติ ที่เมื่อมีประเทศที่มุ่งเน้นมาตรฐานความสะอาดปลอดภัยสูง อนุญาตให้นำเข้าไก่สดแช่ได้ ประเทศที่ต้องการความปลอดภัยเหมือนกัน แต่อาจจะมีศักยภาพในการประเมินต่ำกว่า เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นซื้อได้ เขาก็ต้องซื้อได้ด้วยเช่นกัน

และอีกหนึ่งโอกาสทางการค้าที่ตกมายังประเทศไทย และอีกหลายประเทศทางฝั่งเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะจีนนั้นค่อนข้างที่จะชัดเจน จากการร่วมมือกันแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสินค้าต่างๆ กับก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย สำหรับประเทศไทยนั้นรัสเซียก็ให้ความสนใจในเรื่องของภาคปศุสัตว์และประมงทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ กุ้ง ฯลฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสำรวจตรวจสอบมาตรฐานตามฟาร์มต่างๆ ของไทยแล้ว รอแต่เพียงการอนุมัติข้อตกลงก็จะส่งออกได้ทันที เนื่องมาจากสาเหตุที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากอียูและอเมริกา กรณีเข้าไปชักใยไกล่เกลี่ยประชาชนในแคว้นไครเมีย ที่ก่อนหน้าขึ้นกับประเทศยูเครน ดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่อภิมหาอำนาจทางฝั่งตะวันตกย่อมไม่พอใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

เมื่อมีโอกาสจึงต้องหันมามองถึงมาตรฐานของการเลี้ยงสัตว์ในบ้านเรา ซึ่งถ้าไม่ใช่ฟาร์มที่ใหญ่จริงๆ จะมีการบริหารจัดการที่ยังไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีเฉพาะสำหรับฟาร์มใหญ่ แต่ก็มีบางครั้งที่รับซื้อต่อจากฟาร์มเล็กอีกทอดหนึ่ง เพราะสินค้าที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งหลายครั้งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินค้า และสารปนเปื้อนตกค้างสะสม เนื่องจากเกษตรกรมักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดในพื้นที่คอก พื้นบ่อ หรือโรงเรือน ทำให้เกิดการหมักหมมเน่าเสียของมูลสัตว์ และเศษอาหารที่ตกค้าง จนเกิดแก๊สที่รบกวนระบบต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง ทั้งแก๊สแอมโมเนีย (NH4+) แก๊สไข่เน่า (ไฮโดรเยนซัลไฟด์ H2S) หรือแม้แต่แก๊สมีเทน (CH4) ที่ก่อให้เกิดอาการไอ จาม น้ำมูก น้ำตาไหล ระบบทางเดินหายใจเกิดอาการอักเสบ บวม พอง จนเครียด อ่อนแอเจ็บป่วย จนต้องเข้าปรึกษานักวิชาการประจำฟาร์ม ซึ่งมาจากบริษัทยาต่างๆ และท้ายสุดก็ได้คำแนะนำให้ใช้ยาในเชิงปฏิชีวนะ ซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุของสารพิษตกค้าง และสารต้องห้ามที่ปนเปื้อนอยู่ในตัวสัตว์ เมื่อไปถึงประเทศที่รับซื้อปลายทาง ก็จะถูกส่งกลับ หรือไม่ก็เผาทำลายทิ้งจนหมด เพราะสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด ในส่วนสินค้าที่ขายในประเทศก็ยังไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสารปนเปื้อนอยู่ ซึ่งมีโอกาสในการก่อโรคมะเร็งให้กับผู้บริโภคสูง

จึงขอแนะนำให้เกษตรกรลองหา หินแร่ภูเขาไฟ ซีโอฟาร์ม (ZEO FARM) ของ “ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ” มาใช้ ซึ่งหิน
ดังกล่าวก่อกำเนิดเกิดขึ้นจากหินหนืด (แมกมา) ใต้เปลือกโลกที่ลึกลงไปใกล้แกนโลกประมาณ 50-60 กิโลเมตร ถูกแรงอัดและแรงต้านมหาศาลในสัดส่วนที่เท่ากัน เมื่อเกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายเทไปยังส่วนของเปลือกโลกที่บางเบากว่า อย่างใต้ท้องมหาสมุทรในส่วนที่ลึกที่สุด หรือจุดที่เป็นรอยต่อของแผ่นทวีป เกิดการระเบิดเป็นภูเขาไฟทำให้หินหนืด (แมกมา) กลายเป็น ลาวา (Lava) มาสู่ชั้นบรรยากาศเหนือพื้นโลกที่มีความบางเบากว่าใต้ผืนโลก จึงทำให้ก๊าซไอน้ำระเหิดระเหยออกไปจากลาวาอย่างรวดเร็ว และเกิดรูพรุนมหาศาลเมื่อเย็นตัวลง หินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้เมื่อผ่านอายุอยู่ในธรรมชาติเป็นระยะเวลาหลายสิบหลายร้อยล้านปี จะก่อกำเนิดแร่ในรูปแบบชนิดต่างๆ อีกเยอะแยะมากมาย ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในกลุ่มของ ซีโอไลท์ (Zeolite) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป

รูพรุนมหาศาลที่กล่าวถึง ทำหน้าที่ช่วยจับกลิ่นเหม็น แก๊สของเสียที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งนักวิชาการจะเรียกว่า ค่าความสามารถในการจับหรือแลกเปลี่ยนประจุบวก (Catch Ion Exchange Capacity) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ซี.อี.ซี. (C.E.C.) โดยใช้ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ก็ช่วยทำให้ ไก่ แกะ แพะ สุกร โค และกระบือ มีความสุขกายสบายใจ ไม่เครียด ไม่อ่อนแอ และเจ็บป่วยได้ง่ายๆ และทำให้สัตว์โตเร็ว สุขภาพดี นำมาซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้สารปฏิชีวนะที่ก่อให้เกิดสารตกค้างอีกด้วย

แตกใบอ่อน : น้ำยา-น้ำยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/197270

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เรียบร้อยโรงเรียนทหารไปอีกราย ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม เห็นชอบรายชื่อบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งปรากฏชื่อ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข อดีตเสนาธิการทหารบก ผงาดขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะก่อนหน้านี้มีการส่งสัญญาณออกมาเป็นระยะถึงความ “ไม่แฮบปี้” ของนายกฯ ต่อการทำงานแก้ไขปัญหายางพาราของกยท. รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯที่ล่าช้าจนถึงระดับที่เรียกว่า “อืดอาด”

“รัฐบาลนี้วางมาตรการไปครบทุกด้าน 16 มาตรการ ช่วยทั้งเกษตรกรสวนยางและผู้ประกอบการ อนุมัติเงินกู้ไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่มีความก้าวหน้า คณะกรรมการร่วมมือพัฒนายางพาราทั้งระบบก็อ้างว่าติดขัด ขณะที่กยท.เองก็ไม่คิดหาทางออก ถ้าผมไม่สั่งก็คงไม่ประชุมขับเคลื่อนกัน โดยเฉพาะการจ่ายเงินสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางไร่ละ 1,500 บาท ผมสั่งให้เป็นของขวัญปีใหม่ แต่ตอนนี้ยังจ่ายไม่ถึง 20% เรื่องนี้ นายกฯท่านโกรธมาก ท่านบอกว่าต่อไปใครไม่ทำเรื่องยาง จะเอาจริงแล้ว จะใช้ ม.44 สั่งย้ายภายใน 24 ชั่วโมง”

นี่เป็นคำยืนยันจากปาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงระดับความไม่พอใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า สูงมากแค่ไหนต่อการทำงานที่ล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การส่งขุนทหารเข้ามานั่งคุมเกมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายางพาราของนายกฯครั้งนี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าจริงๆ นอกจากบรรดาทหารนายกองและคนในรัฐบาลแล้ว ก็คงไม่มีใครมั่นใจหรือกล้ารับประกันได้เต็มร้อยว่า การสู้รบกับปัญหายางพารา ทหารจะเอาอยู่ได้หรือไม่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหายางพาราของประเทศไทย ไม่ได้เชื่อมโยงเพียงแค่ผลกระทบจากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่เบื้องหลังยังเต็มไปด้วยกลุ่มผลประโยชน์ทั้งฝ่ายการเมือง พ่อค้า ที่แอบแฝงอยู่ทั้งในพื้นที่ และสร้างอิทธิพลอยู่เต็มเกลื่อนอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

หรือแม้แต่ในกยท.เอง ซึ่งแม้จะเป็นองค์กรเกิดใหม่ภายใต้พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งประกาศใช้ไปไม่นานมานี้ แต่ต้องไม่ลืมว่ากลไกที่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนงานของ กยท. นั้น ล้วนมาจากการควบรวมของ 2 หน่วยงาน คือ องค์การสวนยาง (อสย.) และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งที่ผ่านมาทั้งกลุ่มการเมือง พ่อค้า ธุรกิจผลประโยชน์ ต่างก็พยายามใช้อำนาจแทรกแซงเข้ามาใน 2 องค์กรนี้ เพื่อสูบเลือดหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

แล้วเมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็น กยท. มีหรือที่กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จะไม่ตามมาสูบเลือดต่อ

ตัวอย่างไม่ต้องดูที่ไหนไกล เพียงแค่การทำสัญญาขายยาง 2 แสนตันให้กับ บริษัทซิโนเคม ของจีน 2 แสนตัน ซึ่งแทนที่ กยท. จะสามารถหยิบเอามาประเดิมเป็นผลงานชิ้นแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรในการบริหารยางอย่างครบวงจรในอนาคต แต่กลับกลายเป็นถูกชาวสวนยางออกมาตั้งข้อสงสัยและถล่มอย่างหนักถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังที่อาจมีการเอื้อให้กับเอกชน จนทำให้ราคายางในประเทศถึงกับดิ่งเหว กระทั่งลามปามจนถึงขั้นชาวสวนยางนัดกันออกมาแต่ง
ชุดดำเพื่อขับไล่ พล.อ.ฉัตรชัย ออกจากเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ และไล่ นายเชาว์ ทรงอาวุธ ออกจากเก้าอี้รักษาการผู้ว่าการ กยท.

นี่ยังไม่รวมถึงวิกฤติศัทธาของรัฐบาล อันเกิดจากการแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทั้งทุบทั้งขู่ชาวสวนยางในก่อนหน้านี้ จนเกิดกระแสความไม่พอใจลามออกไปอย่างกว้างขวางเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

สถานการณ์ดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนที่จะเข้ามาคุมสถานการณ์ยางในประเทศได้ จำเป็น
อย่างยิ่งที่ต้องมีคุณสมบัติครบเครื่องทั้ง “บุ๋น” และ “บู๊” ซึ่งเรื่องบู๊คงไม่มีใครปฏิเสธความสามารถของ พล.อ.ฉัตรเฉลิม

ที่เหลือก็คงต้องดูฝีมือเรื่อง “บุ๋น” ของ พล.อ.ฉัตรเฉลิม รวมทั้ง กยท.อีก 7 คน ว่าจะมี “น้ำยา” ขับเคลื่อนอนาคตยางพาราของประเทศได้มากน้อยขนาดไหน

มะลิลา